เรื่องเด่น นิมิตกรรมฐานเก่าที่เคยได้ในอดีต

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    320
    ค่าพลัง:
    +58,183
    c_oc=AQmPESUrLMofwQU8_cidf8wpNp6ZZRGoozWMR4Oy8rht3FE2ATw6KFXy-N8gE1KoMv0&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    นิมิตกรรมฐานเก่าที่เคยได้ในอดีต


    ถาม : พอจิตนิ่งแล้วจะเห็นเป็นกองไฟ ตกใจ..! กลัวลงนรก ?
    ตอบ : มะเหงกแน่ะ..! ถ้าหากว่าทำสมาธิแล้วเห็นไฟ อาจจะเป็นอุคหนิมิตของเตโชกสิณก็ได้ ?

    ถาม : คือ...เป็นหลายครั้งแล้วค่ะ ?
    ตอบ : ในอดีตของเรา ๆ อาจจะเคยได้เตโชกสิณมาก่อน ถึงเวลานั้นก็รักษาอารมณ์เดิมให้ตั้งมั่น แล้วก็ภาวนา "เตโชกสิณัง" จับภาพนั้นต่อไปเลย สบาย..ไม่ต้องไปเสียเวลาหาอุปกรณ์ เพราะอันนั้นเท่ากับเป็นนิมิตติดตาแล้ว ต่ออีกนิดเดียวเท่านั้น

    ถาม : เป็นสิบ ๆ ครั้งแล้วค่ะ ?
    ตอบ : โอ้โฮ...ฉลาดมาก ....(หัวเราะ)...

    เดี๋ยวก็เหมือนกับหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านภาวนาไป ๆ ก็เห็นกะโหลกศีรษะลอยมาแล้วก็ผ่านไป กระดูกซี่โครง กระดูกแขน กระดูกขา ลอยมาก็ผ่านไป หลวงปู่ปาน ท่านสอนไม่ให้สนใจนิมิต เมื่อไม่ให้สนใจนิมิตหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็ปล่อยไป นิมิตก็ลอยมาอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง ๆ ลอยมาแล้วก็ขึ้นต้นใหม่ ท่านก็ไม่สนใจ

    รุ่งเช้าหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านไปกราบหลวงปู่ปาน ท่านก็ถามว่า "เป็นอย่างไรคุณ เมื่อคืนผีหลอกหรือ ?"
    หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็ตอบว่า "ผีไม่ได้หลอกหรอกครับ แต่กระดูกมันหลอน"

    หลวงปู่ปานถามต่อว่า "แล้วคุณทำอย่างไร ?"
    หลวงพ่อวัดท่าซุงตอบว่า "ผมก็ช่างมันตามที่หลวงพ่อว่าแหละครับ"

    หลวงปู่ปานท่านว่า "ไม่ใช่ช่างมันแล้ว คุณน่ะช่างเผือกไปแล้ว" อันนั้นเป็นกรรมฐานเก่าที่เราเคยได้มาคือ อสุภกรรมฐาน ข้อที่เรียกว่า อัฏฐิกังปฏิกุลัง การเพ่งกระดูกใช่ไหม ? ต่อไปถ้าหากว่าเจอภาพอย่างนั้น อธิษฐานให้ตกลงตรงหน้า แล้วก็ค่อย ๆ ต่อขึ้นมาจนเป็นรูปร่าง แล้วก็จับนิมิตต่อไปเลย

    หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอก แหม..เสียดาย..ก่อนหน้านี้ครูบาอาจารย์บอกให้ละ ก็ละท่าเดียว..ใช่ไหม ? หารู้ไม่ว่านิมิตบางอย่างก็เป็นกรรมฐานเก่าที่เราทำมา

    สังเกตไหมว่าก่อนที่นิมิตจะเกิดขึ้น จะมีลักษณะเหมือนกับอารมณ์ของเราเคลื่อนไปวูบหนึ่งจากจุดที่เราตั้งอยู่ เคลื่อนไปวูบหนึ่งแล้วก็จะเห็นภาพนั้นขึ้นมาเลย อาการนั้นเป็นอาการกรรมฐานเก่าคลายตัวลงแล้ว เตรียมจะรับของใหม่ต่อไป

    เราก็ทำต่อได้เลย น่าอิจฉาไหม ? ...(หัวเราะ)... ถ้าได้กองหนึ่ง อีก ๙ กองหมูในอวยเลย

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    320
    ค่าพลัง:
    +58,183
    1482154312.jpg
    กรรมฐาน40ประยุกต์

    Credit FB Natthaphat Chadrasuta

    กรรมฐาน ๔๐ ประยุกต์
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม,ดร.
    เช้าวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙

    งานปฏิบัติธรรมปัญญาสมวาร
    ........................

    ตั้งกายให้ตรง หายใจเข้าสุด หายใจออกสุด จับภาพพระ จับภาพพระหลายองค์แล้วไม่เหมือนกันจะทำได้ยากขึ้น แต่ก็ดีที่ช่วยสร้างสติมากขึ้น หายใจเข้าภาพพระเลื่อนลงไปในท้อง หายใจออกภาพพระเลื่อนขึ้นไปบนศีรษะ สิ่งที่เราฝึกนี้ต้องบอกว่าเป็นพื้นฐานของกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง โดยเฉพาะในส่วนของปฏิสัมภิทาญาณ ภาพพระคือ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสตินั่นเองพร้อมกับเป็นกองกสินไปด้วย แสงสว่าง คือ อาโลกสิน ถ้ากำหนดให้เป็นสีขาวเป็นโอทาตกสิน ภาพพระสีทองเป็น ปีตกกสิน สีเขียวเป็น นีลกสิน


    หลังจากนั้นก็กำหนดภาพพระให้นิ่งไว้ที่ศีรษะของเรา หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น กำหนดใจให้รัศมีของพระครอบคลุมกายเรา หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้นๆ หายใจออกภาพพระสว่างขึ้นๆ ลักษณะนี้เป็นการใช้ผลของกสินแล้ว เมื่อภาพพระสว่างชัดเจนดีแล้ว ให้รัศมีขององค์พระแผ่กว้างออกไป กว้างออกไป ไม่มีประมาณ ให้กำหนดใจไปในพรหมวิหารทั้ง ๔

    มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้นล่วงตกไปแล้ววันหนึ่งคืนหนึ่ง ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงไปเสวยสุขในสุคติภพโดยทั่วหน้ากันเถิด นี่เป็นเมตตาพรหมวิหารรักเขาเสมอตัวเรา

    มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้นตกอยู่ในความทุกข์ยาก เศร้าหมอง เดือดร้อน ลำเค็ญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ เจ็บไข้ได้ป่วย พิกลพิการใดๆ ก็ดี ขอให้เขาเหล่านั้นจงได้ล่วงพ้นจากความความทุกข์ทั้งหลายนั้นเถิด นี่คือ กรุณาพรหมวิหารสงสารอยากให้เขาพ้นทุกข์

    มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้ที่ชีวิตของท่านทั้งหลายเหล่านั้นที่มีความสุขความเจริญดีอยู่แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจงมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยเถิด นี่เป็น มุทิตาพรหมวิหารพลอยยินดีที่เขาอยู่ดีมีสุข

    มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น พึงเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่แก่กันและกัน เสียสละให้ปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้ตกอยู่ความทุกข์ยากยิ่งกว่าตนให้พ้นทุกข์เพื่อยังโลกนี้ไปสู่สันติสุขอันสมบูรณ์ด้วยเถิด อันนี้เป็น เมตตา กรุณา อุเบกขา ในอุเบกขาพรหมวิหาร ให้ซักซ้อมทำไว้บ่อยๆ วันละหลายๆ ครั้ง เนื่องจากเมตตาพรหมวิหารนั้นการแผ่เมตตาให้มีอารมณ์ทรงตัวจนถึงฌาน ๔ เป็นของยาก ยิ่งต้องนำมาควบกับกสินและกำหนดเป็นรัศมีสีขาว เป็นโอทาตกสินก็ได้หรือจะกำหนดเป็นแสงสว่างของอาโลตกสินก็ได้

    หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้นๆ หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้นๆ หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้นๆ หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้นๆ และหลังจากนั้นเลื่อนภาพพระลงไปในศีรษะของเรา ถ้าหากว่าภาพพระอยู่ข้างนอกเป็นส่วนของรูปฌาณ ถ้าอยู่ข้างในเป็นการจับต้องได้ยากถือเป็นส่วนของอรูปฌาน น้อมจิตน้อมใจกราบลงที่ภาพพระของเรา ให้ตั้งใจเรายกเอาพระธรรมเทศนาขององค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้ามาพินิจพิจารณา ขอให้เราสามารถรู้เห็นได้อย่างชัดเจนในสภาพจิตเดียวกันกับความเป็นจริงนั้นด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า

    หลังจากนั้นก็จิตนึกย้อนรอยถอยไปเมื่อตอนเราตื่นนอน ก่อนนอนไล่ไปจนถึงเมื่อวาน สองวันที่แล้วและสามวันที่แล้ว ไล่ไปเรื่อยจนเป็นเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว ห้าปีที่แล้ว สิบปีที่แล้วจนไปถึงวาระที่เราปฏิสนธิอยู่ในท้องแม่ นี่เป็นส่วนของทิพจักขุญาณ ทั้งในส่วนของอตีตังสญาณ ในส่วนของของปุพเพนิวาสานุสติญาณ ในส่วนของจุตูปปาตญาณ ญาณทั้งหลายเหล่านี้เราสามารถใช้ควบกันได้หมด หลังจากนั้นก็ดูถึงความไม่เที่ยงของร่างกายของเราที่จากการจุดปฏิสนธิเล็กๆ พอโดนไฟธาตุของแม่เคี่ยวเข้าก็มีการขยายตัวขึ้นมา เติบโตขึ้นมาจากสิ่งเดียวก็เป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด จากแปดเป็นสิบหก ขยายเพิ่มขึ้นมาเรื่อยมาจนกระทั่งปรากฏเหมือนยังกับก้อนเลือดก้อนหนึ่งโตประมาณฟองไข่มีจุดดำๆ ของลูกตาปรากฏขึ้นก่อน มีกะโหลกหน้าผาก จากนั้นกะโหลกโตขึ้นก็มีกระดูกสันหลังเหยียดยาวออกไป มีปัญจะสาขาคือ แขน ขาจากจุดเล็กๆ นั้นงอกใหญ่ขึ้นมา มีอวัยวะภายใน ภายนอกสมบูรณ์ หลังจากทนอุดอู้ในท้องแม่ได้เก้าเดือนสิบเดือนก็คลอดก็เคลื่อนออกมาข้างนอก เป็นเด็กน้อยค่อยๆ หัดดิ้น หัดคว่ำ หัดคลาน หัดนั่ง หัดยืน หัดเดิน หัดวิ่ง ไม่มีฟันก็มีฟัน จากพูดไม่ได้ก็พูดได้ เป็นเด็กเล็ก เป็นเด็กโต เป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นคนโต เป็นคนแก่แล้วก็ตาย

    ถ้าความรู้สึกเลือนไปจางไปเมื่อไหร่ให้กลับไปหาภาพพระกลับไปหาดวงกสินของเราใหม่ หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้นๆ หายใจออกภาพพระสว่างขึ้นๆ เมื่อจับลมหายใจพร้อมกับภาพพระจนรู้สึกแน่นิ่งมั่นคงดีแล้ว มีกำลังแล้ว กำหนดจิตย้อนรอยถอยหลังไปใหม่จนกระทั่งไปอยู่ในท้องแม่ เป็นจุดปฏิสนธิเล็กๆ โดนไฟธาตุของแม่เผาอยู่ตลอดเวลาค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นมา อึดอัด ขัดข้อง ปวดเมื่อยไปหมด เร่าร้อนไปหมด ดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถจะพ้นออกมาได้ ท้ายสุดก็คลอดก็เคลื่อนออกมา ผิวหนังกระทบความหนาวของอากาศแสบร้อนไปทั้งกาย หิวต้องกิน กระหายต้องดื่ม ปวดอุจจาระปัสสาวะ ต้องอึ ต้องฉี่ เจ็บไข้ได้ป่วยต้องรักษาพยาบาล สกปรกโสโครกต้องหาน้ำให้อาบ ต้องพยายามปรับร่างกายให้ทำงานให้ได้อย่างใจ ค่อยๆ หัดพลิก หัดเคลื่อนไหว หัดคลาน หัดล้ม หัดลุก เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอยู่ทุกขั้นตอน หัดเดิน หัดวิ่ง หัดพูด ต้องเข้าโรงเรียน เรียนหนังสือ กระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบอยู่ตลอดเวลา เวลาเรียนก็เครียดกับเรื่องเรียน เครียดกับการบ้าน เครียดกับรายงาน เครียดกับการสอบ เหนื่อยยากกับการเดินทาง จนกระทั่งสอบจบ จนกระทั่งลำบากในการหางานทำ หาคู่ครอง จากคนเดียวกลายเป็นสองคน ความทุกข์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ถ้ามีลูกหญิงลูกชายเพิ่มขึ้นมา ความทุกข์ก็เพิ่มขึ้น สภาพร่างกายเคลื่อนไปคล้อยไปสู่ความแก่ ความหิวกระหาย ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความสกปรกโสโครกยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ตัวเราก็เป็นเช่นนี้ คนอื่นก็เป็นเช่นนี้ สัตว์อื่นก็เป็นเช่นนี้ กระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ความปารถนาที่ไม่สมหวัง พลัดพรากจากของรักของชอบใจ เศร้าโศกเสียใจ ประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจ มีความทุกข์ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาจนหลับตาลง เราเห็นชัดเจนแล้วว่าร่างกายนี้เกิดขึ้นในกองทุกข์ เติบโตขึ้นมาในกองทุกข์ เสื่อมโทรมไปในกองทุกข์

    ขึ้นชื่อว่าเกิดทุกข์เช่นนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก เราต้องการที่เดียวคือ พระนิพพาน เป็นการใช้ปัญญาและอุปสมานุสติในพุทธานุสติถ้าลมหายใจอยู่กับอาณาปานุสติ ถ้ารู้สึกว่าภาพเลือนภาพลางจางไป กลับมาหาภาพพระของเราใหม่ กลับมาหากองกสินของเราใหม่ กลับมาหารูปฌาน อรูปฌานของเราใหม่ จำไว้ว่าภาพพระในศีรษะหรือภาพพระในอกคือ อรูปฌาน ซักซ้อมทบทวนให้คล่องตัวเอาไว้ หายใจเข้าภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้น หายใจออกภาพพระสว่างขึ้น ตัวเราสว่างขึ้น ความสว่างเป็นสีใดสีหนึ่งก็ถือว่าเราทำในวรรณกสินทั้ง ๔ คือสี ขาว เขียว แดง เหลือง ต้องมีอารมณ์ภาพเสมอกัน หลังจากกำหนดทรงตัวดีแล้ว กลับมาสู่การพิจาณาใหม่กลับเข้าสู่กองกรรมฐาน จตุธาตุววัฏฐาน ๔ พิจารณาส่วนที่แข็งเป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน ได้แก่ ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เยื่อในกระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้ ปอด หัวใจ ส่วนที่จับต้องได้ที่แข็งที่เป็นธาตุดิน

    ส่วนที่ไหลไปไหลมาเป็นน้ำมี เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ปัสสาวะ ไขมันเหลว เป็นส่วนของธาตุน้ำ

    ในส่วนของธาตุลมคือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมที่ค้างในท้องในไส้หรือแก๊ส ลมที่อยู่ในช่องว่างร่างกายเช่น ช่องหู ช่องจมูก ลมที่พัดขึ้นเบื้องสูง ลมที่พัดลงเบื้องต่ำ ลมที่พัดไปทั่วร่างกายที่เรียกว่า ความดันโลหิต

    ความอบอุ่นในร่างกายเป็นธาตุไฟคือ ไฟธาตุที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโต ธาตุไฟที่เผาผลาญให้ร่างกายทรุดโทรมแก่เฒ่าลงไป ธาตุไฟที่ทำให้กระวนกระวายยามเจ็บไข้ ธาตุไฟที่ช่วยสันดาปในการย่อยอาหาร นี่คือดิน นี่คือน้ำ นี่คือลม นี่คือไฟ แยกออกมาเมื่อไหร่ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

    ไม่มีอะไรเหลืออะไรอยู่เลยคือ อรูปฌานในส่วนของอากิญจัญญายตนฌาน หลังจากนั้นมาดูมาตอกย้ำความแน่ใจของเราในส่วนของอสุภกรรมฐานทั้ง ๑๐ คือดูร่างกายของเราที่ตายแล้วขาดธาตุไฟไป ธาตุลมดับ ธาตุดินเริ่มทะลุ ธาตุน้ำเริ่มทำลาย ธาตุดินอืด บวม พองขึ้นมาเป็น วินีลกอสุภกรรมฐาน ผิวกายแตกปริ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนองไหลโทรมเป็น ปุฬุวกอสุภกรรมฐาน มีงูมีหนอนซอนไซ ถูกสัตว์ทั้งหลายกัดทึ้งดึงลากไปหลุดกลายเป็นชิ้นๆ ถูกกินจนเหลือแต่โครงกระดูกเป็นวิขายิตกอสุภ เป็นวิกขิตกอสุภ เป็นปุฬุวกอสุภ และท้ายที่สุดเป็นอัฏฐิกอสุภกรรมฐาน ประกอบกระดูกขึ้นมาให้ชัดเจน คลายสลายลงไปสลายลงไป ประกอบขึ้นมาใหม่ นี่ก็เป็นส่วนของกสินเช่นกัน เป็นกสินในอสุภกรรมฐานและท้ายที่สุดก็เปื่อย สลาย ผุ พัง ไม่มีอะไรเหลือเป็นอากิญจัญญายตนอรูปฌาน

    สรุปว่าสิ่งที่สอนพวกเราไปทั้งหมดนี้เป็นกรรมฐาน ๔๐ กองที่ประยุกต์รวมกัน ต้องหมั่นฝึกซ้อมทุ่มเทอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะเกิดความคล่องตัวได้ยากเพราะเป็นการเจริญกรรมฐานหลายๆ กองพร้อมกันทีเดียว ถ้าไม่เคยทำกองใดกองหนึ่งจนทรงตัวมาเราก็แทบจะจับเข้ากันไม่ติดแตะต้องไม่ได้แต่ถ้าหากว่าใครทำได้ก็จะเป็นพื้นฐานของทิพจักขุญาณได้ทั้งมโนมยิทธิ ได้ทั้งอภิญญา

    การที่เราเอากำลังใจกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนที่เราเห็นภาพก็คือทิพจักขุญาณ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าอยู่กับพระองค์ท่านนั้นเป็นการถอดจิตไปแบบมโนมยิทธิแล้ว และให้ตั้งไว้ใจว่าถ้าหากวันนี้เราตายลงไป เกิดอุบัติเหตุอันตรายใดๆ ถึงแก่ชีวิตก็ตาม เราขอไปอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนพระนิพานเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าร่างกายเราที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้เราไม่ต้องการอีก โลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์เราไม่ต้องการเกิดมาอีก สิ่งที่เราต้องการสิ่งเดียวคือ พระนิพพาน ก็ปิดท้ายด้วยพุทธานุสติกับธัมมานุสติ ถ้าหากว่ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ ดูลมหายใจเข้าออก มีคำภาวนาอยู่ กำหนดคำภาวนา ถ้าหากว่าลมหายใจเบาลงไปหรือหายไป คำภาวนาหายไป รู้สึกอยู่ว่ากำหนดใจรักษาอารมณ์ของเราไว้ พยายามประคับประคองอารมณ์เอาไว้เช่นนี้จนกว่าจะครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้หรือได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    หมายเหตุ : ช่วงต้นของการบันทึกไม่ชัดเจนขาดหายไปนิดหน่อยครับ

    บันทึก : ทิดเยี่ยม
    ถอดเทป : ทิดชา
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    320
    ค่าพลัง:
    +58,183
    ถาม : เวลานึกภาพองค์พระให้อยู่ตรงกลางของกาย ควรอยู่เหนือสะดือหรือตรงไหนครับ ?

    ตอบ : เรากำหนดไว้ตรงไหนของร่างกายก็ได้ เพียงแต่ว่าการกำหนดไว้ตรงจุดกึ่งกลางกาย ตรงที่สุดของลมหายใจ เพื่อให้เป็นไปตามลมหายใจเข้าออก ช่วยให้เรากำหนดได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แต่ถ้าเรามีความคล่องตัวแล้ว จะเอาไว้ส่วนไหนของร่างกายก็ได้

    ถาม : ความจริงแค่เพื่อความสะดวกเท่านั้น ?

    ตอบ : ใช่..เพื่อความสะดวก เพราะว่าเราควบกับลมหายใจเข้าออก ถ้าไม่ได้ควบกับลมหายใจเข้าออก เราจะกำหนดไว้ตรงไหนก็ได้

    ถาม : เวลาถึงฌานหนึ่ง ภาพพระจะยังไม่สว่างใช่ไหมครับ ?

    ตอบ : ถ้าเป็นฌาน ๑ จริงๆ ภาพของพระจะสว่างแต่ไม่ได้สว่างมาก แต่ถ้าเป็นสีขาวก็ลักษณะขาวเฉยๆ

    ถาม : เป็นแบบขาวขุ่นหรือขาวใสครับ ?

    ตอบ : ขาวแบบผ้าขาวหรือกระดาษสีขาว จะเรียกว่าขาวขุ่นก็ได้ ถ้าขาวใสจะเป็นอีกระดับหนึ่ง สมาธิต้องสูงกว่านี้

    ถาม : แล้วลงรายละเอียดอย่างไรครับ ?

    ตอบ : ไม่ต้องสนใจ ถ้าไปสนใจรายละเอียดจะไม่ก้าวหน้าไปไหน ถึงเวลาถ้าเราไม่สนใจ ความชัดเจนจะมีขึ้นเอง ถ้าไปมัวสนใจก็ติดอยู่แค่นั้นแหละ ไม่ได้ไปไหน

    ถาม : หมายถึงเราไม่ต้องไปพยายามมองรายละเอียดเลย ?

    ตอบ : ไม่ต้องไปมองรายละเอียด ให้รู้ว่าภาพรวมเป็นอย่างไรก็พอ

    ถาม : ถ้าเวลาเราภาวนาแล้วจับภาพพระ ถ้าภาพพระแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเลย จะถูกไหมครับ ?

    ตอบ : ถ้าเราตั้งใจจับภาพ พระท่านจะมาแบบไหนก็จับไปเถอะ

    ถาม : ถ้าภาพพระเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงฌานไหน ?

    ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นแก้วใสทั้งองค์ก็เป็นฌาน ๔

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


    ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3864&page=3.
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    320
    ค่าพลัง:
    +58,183
    การจับภาพพระที่มาจากจินตนาการขึ้นเอง
    กราบเรียนถาม
    หลวงพ่อเกี่ยวกับเรื่องการจับภาพพระครับ
    ผมเริ่มต้นจากการเพ่งมองภาพถ่ายพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม ทั้งองค์ที่วัดท่าซุง และองค์ที่บ้านวิริยบารมี หรือบางครั้งก็เป็นองค์พระพุทธชินราช เพื่อให้จำไว้ในจิต แต่เมื่อนำมาใช้งานจริง ๆ โดยไม่มีภาพจริงให้ดู การเห็นภาพพระในจิตยังมีการคลาดเคลื่อนอยู่มาก โดยบางครั้งจิตจะนึกภาพสมเด็จองค์ปฐมหรือพระพุทธชินราชที่จำไว้ไม่ได้ แล้วส่งเป็นภาพพระพุทธรูปอื่น ๆ ที่ผมเคยเห็นมาแทน เช่น พระแก้วมรกต หรือองค์อื่น ๆ บางครั้งมาครบองค์บ้าง บางครั้งมาแค่บางส่วน เช่นเฉพาะพระเกศาที่เป็นรูปก้นหอย เฉพาะพระพักตร์ด้านข้าง เฉพาะนิ้วมือ หรือเฉพาะส่วนเท้า แต่บางครั้งจิตจำไม่ได้เลย แล้วส่งรูปพระพุทธรูปที่เกิดจากจินตนาการเอาเองล้วน ๆ ขึ้นมาแทน เหมือนเป็นการปะติดปะต่อ จากองค์โน้นองค์นี้ขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่ได้มีอยู่จริงในโลกนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะคงใช้ภาพพระที่เกิดจากจินตนาการนี้ต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของสมาธิได้หรือไม่ หรือว่าควรละเว้นเสีย เพราะอาจจะเป็นความฟุ้งซ่านของจิต เพราะท่านไม่ได้มีอยู่จริง และจะเกิดโทษอย่างไรหรือไม่ประการใด และควรจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อแก้ไขครับ
    ขอกราบขอบพระคุณครับ

    ตอบ : ถ้าตั้งใจกำหนดในพุทธานุสติ จะเป็นรูปพระพุทธรูปขึ้นมาอย่างไรก็ได้ สามารถจับเป็นอนุสติต่อไปได้เลย จะเป็นของจริงหรือของในจินตนาการก็ได้ เรากำหนดองค์นี้ อีกองค์หนึ่งมาแทนก็ได้ ขอให้เป็นพระพุทธรูปเท่านั้น

    การกำหนดภาพพระพุทธรูปในระยะแรก ถ้าไม่มีความคล่องตัวก็อย่าเพิ่งไปเอารายละเอียด ขอให้รู้สึกและมั่นใจว่ามีพระพุทธรูปอยู่กับเราก็ได้ แค่นั้นก็พอแล้ว ถ้าเอามากกว่านั้น จิตเฝือขึ้นมาก็จะกลายเป็นสับสนอลเวงอย่างที่กล่าวมา

    แม้กระทั่งอาตมาเอง บางเวลาป่วยหนัก สมาธิไม่ค่อยอยากจะทำงาน กำหนดภาพพระไม่เห็นอะไรเลย นอกจากปลายเกศแหลม ๆ นิดเดียว ก็เอาแล้ว
    มั่นใจว่าท่านอยู่ตรงนั้นก็กราบเลย

    *******************************************************
    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=4853
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    320
    ค่าพลัง:
    +58,183
    ถาม : เวลาที่ผมจับภาพพระขณะลืมตา คือทำกิจกรรมต่าง ๆ ไป แล้วจับภาพพระไปด้วย ผมจะเห็นภาพพระชัดเจน แต่พอตอนที่จะหลับตาเพื่อทำสมาธิอย่างจริงจังแบบคนอื่น ภาพพระที่ผมจับได้ตอนหลับตากลับเป็นแค่เงาลาง ๆ แค่มองเป็นรูปเป็นร่างพระพุทธรูป ไม่สว่าง ไม่ชัดเจน จะทำอย่างไรให้ภาพพระในขณะที่หลับตาทำสมาธิสว่างสดใสชัดเจนเหมือนตอนที่ลืมตาทำกิจกรรมต่าง ๆ ไป แล้วจับภาพพระไปด้วย ?
    ตอบ : รู้อยู่ว่าลืมตาชัดแล้วดันทะลึ่งไปหลับตา พอหลับตาก็ดันไม่รู้อีกว่าทำไมไม่ชัด กลับไปสังเกตเสียใหม่ว่า ตอนเวลาเราลืมตาทำงาน กำลังใจของเราไม่ได้ปักมั่นจนเกินไป แต่ตอนหลับตา เราตั้งหน้าตั้งตาจะไปเอาความชัดเจน จนใจกลายเป็นฟุ้งซ่านไป ไม่นิ่งเหมือนกับตอนลืมตา ก็แค่ทำใจให้เหมือนกับตอนลืมตาก็จบแล้ว

    *************************************************
    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5356
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    320
    ค่าพลัง:
    +58,183
    ถาม : ในขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ในรถ ผมก็นึกถึงภาพพระพุทธรูปไปเรื่อย ๆ ตอนแรก ๆ ไม่เห็นอะไร ส่วนลมหายใจก็ปล่อยไปตามปกติไม่ไปบังคับ รู้ลมบ้างไม่รู้บ้าง พอพยายามนึกถึงพระพุทธรูปไปเรื่อย ๆ จิตก็เริ่มคิดไปว่าตอนนี้เรามีพระพุทธรูปเป็นที่พึ่ง ท่านอยู่กับเรา คิดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อยู่ ๆ ก็ปรากฏว่าเห็นภาพเป็นพระพุทธรูปสีทองสวยงามมาก แวบขึ้นมาในจิต เห็นชัดเจนมาก และพร้อมกันนั้นก็รู้สึกเหมือนกับว่าสิ่งรอบข้างนั้นหายไป อยู่ดี ๆ พระพุทธรูปและบรรยากาศรอบข้างก็เข้ามาแทนที่ตรงที่ผมอยู่ขึ้น พร้อมกับลมหายใจก็กำลังจะหายไปด้วย รู้สึกเหมือนอีกนิดเดียวก็จะขาดใจแล้ว เป็นเวลาแค่ชั่ววินาที แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจนมาก

    พอรู้สึกอย่างนั้น ผมก็ตกใจกลัว ลืมตาขึ้นทันที ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอเริ่มทำอีก ก็รู้สึกเหมือนเดิมอีก เหมือนลมหายใจจะหายไป ก็เลยเลิกทำไป ไม่ทราบว่า เหตุการณ์ที่ผมเจอนี้มันคืออะไรครับ ?

    ตอบ : คือความโง่ของเราเอง...! ทำต่อไปอีกหน่อยก็ทรงฌานในพุทธานุสติแล้ว ดันไปกลัวตายเพราะหายใจไม่ออก

    ลักษณะนั้นเขาเรียกว่าพุทธานุสติ คือการตามระลึกถึงความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อสภาพจิตทรงตัวถึงระดับหนึ่ง ก็ปรากฏภาพของท่านขึ้นในลักษณะเป็นอุคหนิมิต ถ้าหากเราสามารถรักษาสติต่อเนื่องตามกันโดยไม่กลัว หรือไม่หวั่นไหว สภาพจิตก็จะทรงเป็นฌานไปได้

    คราวนี้พอสภาพจิตเราจะทรงเป็นฌาน ลมหายใจจะละเอียดขึ้นจนเหมือนไม่มี เรากลับไปกลัว ก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่าถ้าครั้งหน้าทำแล้วอยากได้ก็จะไม่ได้อีก ทำอย่างไรที่จะไม่อยากและทำไปเรื่อย ๆ ถึงจะได้ใหม่


    ถาม : และการฝึกสมาธิโดยการนึกถึงแต่ภาพพระโดยไม่ต้องสนใจลมหายใจ เป็นการฝึกที่ถูกต้องไหมครับ ?

    ตอบ : ไม่ถูก ยกเว้นว่าต้องการแค่อนุสติ คือ การตามระลึกถึง ถ้าต้องการสมาธิที่สูงขึ้นไป อย่างไรก็ต้องมีลมหายใจประกอบด้วย

    -----------------------------------------------------------------
    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5838
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    320
    ค่าพลัง:
    +58,183
    ถาม : เราจะทราบได้อย่างไรว่า นิมิตนั้นไม่หลอกเรา ?

    ตอบ : ไม่ต้องไปใส่ใจ เอาศีลเป็นหลัก ถ้าเรายังอยู่ในกรอบของศีล ๕ หรือศีล ๘ นิมิตหลอกเราอย่างไร ก็ไม่ไปไกลเกินนั้นหรอก

    ถาม : ถ้านิมิตกองกรรมฐานเกิดขึ้น..?

    ตอบ : เราต้องไปศึกษาว่านิมิตของกองกรรมฐานแต่ละกองเป็นอย่างไร สมมติเราภาวนาพุทโธแล้วภาพพระพุทธรูปปรากฏขึ้น ก็จับเป็นนิมิตได้ แต่ถ้ารูปพระสงฆ์มาก็ "นิมนต์ท่านรอก่อนค่ะ" ถ้าปฏิบัติในสังฆานุสติแล้วรูปพระสงฆ์มาก็จับเป็นนิมิตได้ แต่ถ้าภาพพระพุทธเสด็จมาก็นิมนต์ท่านรอก่อน นิมิตให้เอากองกรรมฐานของเราเป็นหลัก

    ถ้าเรายึดศีลเป็นหลัก ยังอยู่ในกรอบของศีล หลุดอย่างไรก็หลุดไปไม่ไกลหรอก


    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    ณ บ้านวิริยบารมี เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    320
    ค่าพลัง:
    +58,183
    เก็บตกจากเกาะพระฤๅษี ๑๔ เมษายน ๒๕๔๙
    ถาม : กสิณแสงสว่าง ปกติที่เขาฝึกกัน เขาฝึกอย่างไรครับ ?
    ตอบ : สมัยก่อนเขาใช้แสงสว่างที่ลอดทะลุหลังคามา มองแล้วจดจำเอาไว้ ถ้าเลือนหายไปก็ลืมตามองใหม่ ปัจจุบันนี้ง่าย ใช้ลูกแก้วก็ได้ พระแก้วก็ได้

    ถาม : แล้วที่บอกว่าต้องทำเป็นแก้วประกายพรึก หมายความว่าอย่างไรครับ ?
    ตอบ : พอภาพกสิณติดตา ตอนนั้นเราต้องประคับประคองรักษาอารมณ์ ซึ่งภาพจะเปลี่ยนไปเรื่อยตามกำลังสมาธิของเราที่ลึกไปทุกที ๆ พอสมาธิลึกถึงที่สุดจนเป็นฌานสี่ ภาพกสิณจะสว่างเจิดจ้าเหมือนอย่างกับเรามองดวงตะวัน ถึงตอนนั้นเราก็ลองอธิษฐานขยายให้ใหญ่ขึ้น ให้เล็กลง ให้มาได้ ให้ไปได้

    ถาม : ตอนเป็นฌานสี่ใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : ตอนนั้นเราจะไม่รู้หรอก เพราะเราจับภาพกสิณไว้ ไม่ได้สนใจของอารมณ์สมาธิ แต่การจับภาพจะเป็นขั้นตอนของสมาธิทุกระดับ เริ่มตั้งแต่เป็นอุคหนิมิตติดตาจะเป็นอุปจารสมาธิ บางคนก็ทำกสิณไปเรื่อย ๆ แต่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองทรงฌานไปเต็ม ๆ แล้ว

    เรื่องของกสิณ หลายคนเข้าใจว่าต้องไปนั่งจ้องอยู่ ความจริงให้มองวัตถุที่เป็นดวงกสิณแล้วหลับตาลง ก็นึกภาพได้พักหนึ่ง สำหรับคนที่ยังไม่เคยชิน มองแล้วหลับตาลงจะนึกถึงภาพได้พักหนึ่ง พอภาพหายไปก็ลืมตาขึ้นมองใหม่ แล้วก็หลับตานึกถึง พร้อมกับคำภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง ไม่ใช่แค่ ๓ ครั้งก็เบื่อแล้ว

    พอเริ่มหลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น ไปไหนก็เห็น คราวนี้นิมิตกสิณที่เราตั้งไว้ก็มีความจำเป็นน้อยลง เหลือความจำเป็นตรงการประคับประคองภาพกสิณให้อยู่กับเราให้ได้ ตอนนั้นยิ่งกว่าเลี้ยงลูกอ่อนอีก พลาดเมื่อไรตก หลุดมือตายเมื่อนั้น ต้องเริ่มต้นใหม่ ฉะนั้น..กสิณดีตรงที่ทำให้สติของเราสมบูรณ์ เพราะว่าเป็นของหยาบ มีนิมิตเป็นเครื่องโยง

    ประคองภาพไว้ทั้งวัน จะทำอะไรก็ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ถึงเวลาต้องแบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งนึกถึงภาพกสิณไว้เสมอ ตอนนั้นกิเลสโผล่ไม่ได้หรอก เพราะว่าสติของเราไปจดจ่ออยู่กับภาพกสิณตลอด นับเป็นเรื่องดี
    __________________
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...