นิมิตก่อนบวช

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย อรชร, 30 กรกฎาคม 2010.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. อรชร

    อรชร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2010
    โพสต์:
    1,768
    ค่าพลัง:
    +11,465
    นิมิตก่อนบวช<O:p</O:p

    นิมิตในที่นี้ หมายถึง ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นคล้ายความฝัน แต่ไม่ใช่ความฝัน ส่วนมากมักเป็นภาพที่บอกเหตุการณ์ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาเหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นจริง ๆ ภาพนิมิตนั้นเป็นภาพปรากฏขึ้นเอง บังคับไม่ได้ บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป ไม่มีลางบอกล่วงหน้าว่าฉันจะมานะจ๊ะ หรือ ฉันจะไปแล้วจ้ะ เรียกว่า ตามใจมันไม่ตามใจเรา

    เมื่อยังเด็กอยู่ ถ้าอาตมาเห็นภาพน้ำวนมหึมาหมุนวนกดทับลงมา อึดอัดแทบหายใจไม่ออกทีไร ก็เจ็บไข้ได้ป่วยทีนั้น และถ้าเห็นตัวเองเดินอยู่ในป่าไผ่โปร่ง สีเขียวขจี มีแสงแดดสีทอง ส่องลอดลงมาเป็นทาง ๆ ละก้อ หายป่วยทุกที ก็นับเป็นเรื่องแปลกมาก

    สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สุบินนิมิตเห็นน้ำป่าหลากมาจากตะวันตก มีพญาจระเข้มหึมาว่ายมากับสายน้ำตรงเข้าทำร้ายพระองค์ จึงเกิดต่อสู้กันขึ้น พระองค์ฆ่าจระเข้ร้ายลงได้ พอยกทัพไปรบกับ พระมหาอุปราช พระองค์ก็ทรงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาด เหมือนกับในสุบินนิมิตนั้น

    เล่าปี่ นิมิตเห็นน้องร่วมสาบานทั้งสอง คือ กวนอู และ เตียวหุย ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ มาตามให้ไปอยู่ด้วย หลังจากนั้นไม่นาน เล่าปี่ซึ่งป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ ก็สวรรคตจริง ๆ ไปอยู่ร่วมกับน้องทั้งสองสมดังนิมิตที่เห็นล่วงหน้า

    ในพงศาวดารโยนกเชียงแสน เจ้าพรหมกุมาร โอรสของพระเจ้าพังคราช นิมิตเห็นเทวดามาบอก ว่าจะมีช้างเผือกล่องมาตามแม่น้ำ ถ้าคล้องเชือกแรกได้ จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ปราบได้ทั้งโลก ถ้าคล้องเชือกที่สองได้ จะปราบได้ทั่วชมพูทวีป ถ้าคล้องเชือกที่สามได้ จะได้เป็นใหญ่ในสุวรรณภูมิ

    เจ้าพรหมกุมารจึงพาบริวารไปดักรอแต่เช้า แต่ไม่เห็นช้างเผือกดังนิมิต หากแต่เป็นงูยักษ์ตัวใหญ่โตมโหฬาร ล่องมาตามแม่น้ำ หลังจากปล่อยผ่านไปสองตัว ก็ตัดสินใจคล้องตัวสุดท้ายไว้ งูยักษ์กลายเป็นช้างเผือกผ่องทั้งกาย จึงให้ชื่อว่า “พลายประกายแก้ว” ภายหลังใช้เป็นช้างศึก ปราบขอมดำจนสิ้น ได้เป็น พระเจ้าพรหมมหาราช ปกครองแคว้นโยนกเชียงแสน ตลอดถึงสุวรรณภูมิจริง ๆ

    จากที่ยกตัวอย่างมา เป็นนิมิตบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าที่แม่นยำทั้งสิ้น ในที่นี้ขอกล่าวถึงนิมิตของตนเองบ้าง คืนหนึ่ง อาตมาเห็นตัวเองและประชาชนนับหมื่นนับแสน ถูกกักบริเวณอยู่ในรั้วลวดหนามฝั่งหนึ่ง แออัดยัดเยียดไปหมด

    อีกฝั่งเป็นที่โล่ง มีเต้นท์กางอยู่ ภายในเต้นท์มี “หลวงพ่อ” หลวงปู่มหาอำพัน ฯลฯ นั่งอยู่ อาตมาทนเขาเบียดไม่ไหว จึงปีนลวดหนามข้ามไปอยู่กับหลวงปู่ – หลวงพ่อ มองกลับมาไม่เห็นมีใครตามมาซักคน ทั้งที่ปีนไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย

    อีกคราวหนึ่ง อาตมาเห็นตนเองเป็นพระแบกพัดจะไปงานมงคล บ้านใครคนหนึ่ง อาตมาห่มจีวรแต่นุ่งกางเกงอยู่ ไปถึงบ้านงาน เห็นพระหนุ่ม ๆ นับร้อย นั่งเงียบน่าเลื่อมใส แต่อาตมารู้สึกว่าพวกเขา “แกล้งทำเคร่ง” เลยไม่นั่งด้วย พอดีเห็นแถวในสุด มีหลวงปู่มหาอำพันนั่งอยู่ จึงไปนั่งต่อท้ายหลวงปู่...เอาจีวรปิดกางเกงไว้

    จากนิมิตทั้งสองครั้ง อาตมาคิดว่าคงต้องบวชแน่ แม้ว่าแม่ขอร้องให้บวชทีไร อาตมาปฏิเสธทุกทีเพราะกลัวนรก และก็เป็นจริง เมื่อ “หลวงพ่อ” ถามว่า “ไอ้หนู...หลวงพ่อต้องการพระบวชแก้บนสามองค์ จะบวชให้พ่อได้ไหมลูก...” อาตมาเห็นว่าเป็นการบวชแก้บน คงบวชแค่ไม่กี่วัน จึงรับปาก และบวชมาจนบัดนี้ ก็เพิ่งคิดได้ว่า ๑๐๐ ปี มีแค่ ๓๖,๕๐๐ วันเท่านั้นเอง...

    ภาพนิมิตทั้งหลาย หากปรากฏขึ้น จงศึกษาไว้เป็นแนวทางเท่านั้น อย่ายึด-อย่าเกาะ เพราะมันไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ นิมิตส่วนใหญ่จะเป็นมารมาพาให้หลง ภาวนาอยู่เกิดนิมิต ก็ไปติดไปเกาะ ไม่ยอมละ ยอมวาง แบบนี้ก็เอาดียาก นิมิตที่จำเป็นต้องยึด มีประการเดียว คือนิมิตตามกองกรรมฐานเท่านั้น

    อ้างอิง อดีตที่ผ่านพ้น<O:p</O:p
    ๔ เมษายน ๒๕๓๓

    หลวงพี่เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...