เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    ThCNceGnn8ER_sXbNuYlnTQVDmkHFNEXRJMgcxUEApwFNOyohlrU-6Vz5NqvHCuo4HZ7dC0L&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    เคล็ดการสวดพระคาถาเงินล้าน

    'เมื่อปี ๒๕๒๘ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านได้ขอให้บรรดาลูกหลานใช้พระคาถาเงินล้านเพื่อเสริมสร้างความคล่องตัวในการดำเนินชีวิต พระท่านก็อนุญาตให้ เราจะสังเกตได้ว่าใครก็ตามที่ทำพระคาถาเงินล้านเป็นกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ ความคล่องขัดในการดำเนินชีวิตจะมีน้อยกว่าคนอื่นเขา ขอยืนยันคำว่า 'จริงจังและสม่ำเสมอ' เพราะว่าเรื่องคาถาเป็นพื้นฐานของอภิญญา คนจะเป็นอภิญญาได้ จะต้องมีความจริงจังและสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำๆทิ้งๆ เมื่อท่านทั้งหลายได้ทำจริงจังและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะทำในจำนวนที่มาก อย่างเช่นว่า อาจจะภาวนาวันละ ๑๐๘ จบ เป็นต้น ก็จะมีความสะดวกคล่องตัวกว่าคนอื่นเขา

    โดยเฉพาะอาตมานั้น ตั้งแต่ท่านบอกมา .. ใช้การภาวนาจากที่เคยใช้อยู่ ๙ จบ ก็เพิ่มมาเป็น ๓๐ จบ .. จากที่ใช้ ๓๐ จบ แล้วรู้ว่าเวลามันเหลืออีกเยอะ ก็เพิ่มเป็น ๓๐๐ จบ .. ไล่มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เป็น ๓๖๐ จบ เป็น ๖๐๐ จบ เป็น ๙๐๐ จบ เป็น ๑,๒๐๐ จบ เป็นต้น

    การท่องใช้วิธีท่องอย่างช้าๆ โดยจับลมหายใจภาวนาไปด้วย เป็นการเน้นคุณภาพไม่ใช่จ้ำๆให้จบไป สักแต่ว่าเอาปริมาณ เรื่องของคาถา ถ้าทำด้วยความเคารพจริงจังและสม่ำเสมอแล้ว ไม่เกิน ๒ เดือน ผลก็จะเกิดขึ้น

    พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านมาโปรด ท่านบอกว่า ..
    'ถ้าภาวนาคาถาเงินล้านเป็นกรรมฐาน ทรงอารมณ์โดยไม่เคลื่อนเลยวันละ ๑ ชั่วโมง จะสร้างโบสถ์กี่หลังก็ทำได้'

    ญาติโยมทั้งหลายนั้น แม้จะทราบว่าคาถาเงินล้านเป็นของดี แต่ไม่ค่อยจะทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ค่อยต่อเนื่อง บางคนก็มาบ่น บอกว่ามีความลำบากในการทำมาหากินมาก อาตมาก็บอกคาถาเงินล้าน ให้ไปใช้

    เขาบอกว่าเขาภาวนาเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว ถามว่า ..
    'โยมภาวนาวันละกี่จบ?'

    โยมบอกว่า '๑ จบ' อาตมาก็อยากจะบอกว่า 'จบเห่' คนอยากรวยทำงานวันละ ๑ นาที ขนาด ๒๔ ชั่วโมง ทำ ๘ ชั่วโมง ยังไม่ค่อยจะพอกินเลย

    จึงได้บอกให้ญาติโยมทั้งหลายไปเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้จริงจังและสม่ำเสมอ โดยให้ยึดที่ ๑๐๘ จบ เป็นหลัก เพราะว่าภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่แต่บ้านเราเท่านั้น เศรษฐกิจโลกก็พลอยแย่ไปด้วย ถ้าหากว่าเราอาศัยบารมีพระ ยึดท่านเป็นที่พึ่งสุดท้ายจริงๆ ทำแบบมอบหมายถวายชีวิตจริงๆ ขอยืนยันว่าทุกอย่างก็จะเป็นจริงไปด้วย

    ท่านให้ภาวนาคาถาเงินล้านอย่างเดียว ตอนที่ภาวนาตามที่ท่านสั่ง ทำไปๆ เหมือนกับตัวเองดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดลมหายใจมันก็ลึกเหมือนกับเหวที่ไม่มีก้น ญาติโยมทั้งหลายจำตรงนี้ไว้ให้แม่นๆ

    หากว่าภาวนาจับลงที่ศูนย์กลางกาย ถ้าตรงจุดพอเหมาะพอดี มันจะลึกลงไปเรื่อยๆ เหมือนเหวที่ไม่มีก้น แบบที่หลวงปู่สดท่านบอกว่า

    'ให้หยุดลงตรงกลาง .. ตรงกลางลงไป .. ตรงกลางลงไป ก็จะไปได้เรื่อยๆ'
    อาตมาเองมีประสบการณ์หลายครั้งแล้วว่าไม่ว่าภาวนาคาถาบทไหนก็ตาม ถ้าหากว่ามาถึงตรงจุดนี้ คาถาบทนั้นจะมีผลมาก เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนทำให้ถูกตรงนี้ ถ้าทำถูกไม่ต้องไปท่องเป็นร้อยเป็นพันจบก็ได้ เพราะว่าอารมณ์เต็มที่มันก็จะไม่เกินนั้น

    องค์พระปัจเจกพุทธเจ้าต้องการให้พวกเราทุกคนเข้าใจถึงวิธีในการเจริญภาวนาคาถาเงินล้านเพื่อให้เกิดผลสูงสุดที่จะพึงมีพึงได้ตามวาสนาบารมีของแต่ละคน ดังนั้นขอให้ทุกท่านตั้งกายให้ตรง แต่ไม่ใช่เกร็ง เวลาหายใจเข้า นึกถึงคาถาเงินล้านที่เราภาวนา ไหลตามลมหายใจ เข้าไปจนสุดลมหายใจของเรา ให้อยู่ตรงนั้น นั่นคือ ศูนย์กลางกาย

    ให้ทุกคนขยับ โยกหน้าโยกหลัง หาความตรงพอดีๆ ให้เป็นศูนย์กลางของเรา เสร็จแล้วคำภาวนาทั้งหมดของเรา ให้กำหนดจดจ่อลงตรงนั้น โดยใช้สมาธิเพียงเบาๆ ท่านที่ทรงสมาธิในระดับใช้งานได้ จะเข้าใจตรงจุดนี้เลย แต่ถ้าหากว่าท่านที่ยังไม่เข้าใจ ให้รู้สึกเหมือนลมหายใจแตะแผ่วๆ อยู่ตรงศูนย์กลางกาย แล้วภาวนาคาถาเงินล้านของเราไปเรื่อยๆ

    องค์พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า .. ถ้าใครสามารถทำอย่างนี้ได้ต่อเนื่องกัน วันละประมาณ ๑ ชั่วโมง จะมีความคล่องตัวมาก จะทำงานใหญ่ขนาดไหน เงินทองก็จะไม่ขาดมือ ยิ่งถ้าเป็นบุคคลที่เริ่มด้วยทานบารมีมาตั้งแต่อดีต ทรัพย์สินเงินทองจะไหลมาเทมามากเป็นพิเศษ

    ดังนั้น .. ให้ทุกคนขยับหาจุดกึ่งกลางของเราที่พอดี โดยไม่ต้องเกร็งตัวเอง กำหนดความรู้สึกทั้งหมด พร้อมลมหายใจและคาถาเงินล้านของเราให้ลงไปที่กึ่งกลาง ให้ออกมาจากกึ่งกลาง โดยให้สัมผัสเพียงเบาๆเท่านั้น ให้รักษาอารมณ์ใจอย่างนี้ไว้ จนกว่าจะได้ยินเสียงสัญญาณบอกหมดเวลา ..'

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม
    หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    วัดท่าขนุน จังหวัดกาญจนบุรี

    Credit : ข้อมูลและภาพจาก http://www.watthakhanun.com
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    1sDGfigY0Ku6L9fn1_TeKMSw-CODPY9K_0CXnQkFtCWNR2SiHWsNG05eDKpatuCcXYG4ZHbi&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    วาโยกสิณ


    เรื่องของกสิณลม สมัยก่อนท่านให้จับอาการไหวของพวกใบไม้ต่าง ๆ แล้วก็นำเอาการไหวนั้นเอามาเป็นนิมิต

    แต่เนื่องจากว่า บางขณะลมสงัด ถ้าหากว่านิมิตยังไม่ทรงตัว เราก็ทำต่อไม่ได้ จากที่เคยฝึกมา ให้ใช้พัดลมเปิดเบา ๆ ให้ลมนั้นกระทบร่างของเรา จับอาการกระทบเป็นระลอก ๆ ของลมนั้นเป็นนิมิตได้

    หรือว่าถ้ามีความคล่องตัวแล้ว ใช้ลมหายเข้า ลมหายใจออกของเรา เป็นนิมิตก็ได้

    เรื่องของวาโยกสิณ เราสามารถจะไปที่ไหน ๆ ก็ได้ ด้วยกำลังของวาโยกสิณอย่างที่โบราณเขาใช้คำว่า "เหาะไป" แต่ว่าความจริงแล้ว ถ้าหากว่ามีคนเห็นเราอยู่ตรงหน้าแล้ว เราไปด้วยกำลังของวาโยกสิณจริง ๆ ถ้าไม่ได้อธิษฐานให้ไปช้า ๆ

    อย่างเช่น ถ้านั่งอยู่ตรงนี้ คิดว่าเราจะไปกรุงเทพฯ คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ จะเห็นเราหายไปเฉย ๆ แล้วไปปรากฏที่กรุงเทพฯ แต่จริง ๆ แล้ว เราลอยไปด้วยอำนาจของวาโยกสิณ เพียงแต่ว่าลอยไปเร็วมาก มันก็เลยเหมือนกับหายวับจากจุดนี้ไป ไปปรากฏที่อีกจุดหนึ่ง หรือว่าที่ไหนไม่มีลม มันร้อนอบอ้าว อธิษฐานให้มีลม ให้มันเย็นสบายได้

    ถ้าหากว่าการกำหนดในวาโยกสิณ เมื่ออาการของลม มากระทบผิวกายเป็นระลอก ก็ให้กำหนดอาการกระทบอย่างนั้น พร้อมกับคำภาวนาว่า วาโยกสิณัง วาโยกสิณัง

    ถ้าหากว่าเป็นอุคหนิมิตของกสิณลม อันนี้จับยากสักนิดหนึ่ง เพราะว่าเรามองลมไม่เห็น แต่พอจับอาการกระทบไปเรื่อย ๆ มันจะเริ่มเห็นขึ้นมา เหมือนอย่างกับเราเห็นไอแดดที่มันเต้นเป็นตัวในเวลาร้อนมาก ๆ หรือเหมือนกับไอน้ำ ที่เราต้มน้ำหรือว่าหุงข้าว แล้วไอนั้นลอยขึ้นมาเป็นระลอก ๆ อย่างนั้น

    ระยะแรก ๆ มันจะนึกได้แค่ชั่วคราว พอถึงเวลาหลับตาลง ไม่ทันอึดใจภาพก็หายไป ให้ลืมตาดูใหม่พร้อมกับคำภาวนาใหม่ ทำดังนี้ไปเรื่อย ๆ บางทีเป็นเดือนเป็นปี เป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้านครั้ง กว่าภาพนั้นจะปรากฏได้ ทั้งหลับตาและลืมตา

    เมื่ออุคหนิมิตนี้ปรากฏขึ้น เราต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพิ่มสติ จะหลับจะตื่น จะยืน จะนั่ง เอากำลังใจส่วนหนึ่ง จดจ่ออยู่กับภาพกสิณ พร้อมกับคำภาวนาเสมอ

    พอทำไป ๆ สีสันของกสิณนั้นก็จะอ่อนลง จางลง จนกระทั่งกลายเป็นสีขาวทั้งหมด จากสีขาวก็ค่อยใสขึ้น สว่างขึ้น จนกระทั่งสว่างเจิดจ้า เหมือนเอากระจกสะท้อนแสงใส่ตาของเรา

    ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิตแล้ว จะอธิษฐานให้ภาพนั้นใหญ่ ให้เล็ก ให้มา ให้หายไป มีความคล่องตัวได้ตามต้องการ

    ให้เราพยายามทำกสิณในลักษณะนี้ให้ทรงตัวให้ได้ เมื่อเป็นปฏิภาคนิมิตแล้ว เราก็ลองอธิษฐานใช้ผลดู คือจับภาพกสิณให้สว่างเจิดจ้าเต็มที่ กำหนดอธิษฐานให้หาย ให้มา จนคล่องตัว

    ถ้าหากว่าเป็นกสิณลม ก็เอาระยะใกล้ ๆ ในจุดที่คนเขามองไม่เห็น เพื่อคนเขาจะได้ไม่แตกตื่น อย่างเช่นอธิษฐานว่า จะไปในดงไผ่นั้น ก็เข้าสมาธิเต็มที่ แล้วคลายกำลังใจออกมา อธิษฐานแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง พอเข้าสมาธิเต็มที่แล้ว ร่างกายก็จะไปอยู่ในสถานที่ที่ต้องการนั้น ๆ

    หมายเหตุ: การที่เราอธิษฐานกสิณในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ถ้าอธิษฐานผิดในลักษณะนั้น ผลของกสิณจะไม่เกิด
    .........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ........................................

    ขอเชิญร่วมสวดพระคาถาเงินล้านและเจริญพระกรรมฐานใน เวลา ๑๙.๐๐ น. เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา สามารถกดตามลิงค์นี้ได้เลยครับ
    https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=748472925690697&id=393564001181593&notif_id=1589524420106530&notif_t=live_video_schedule_broadcaster&ref=notif
    วันนี้ได้มีการทดลองถ่ายทอดผ่านทาง Youtube ด้วยนะครับสามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้ครับ https://youtu.be/F9e6l49VL1c
    ....................................
    #ทำบ้านเป็นวัดสร้างพระในจิต #สร้างสรรค์กิจกรรมโดย
    #ชุมชนคุณธรรมสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    ทำบ้านเป็นวัด สร้างพระในจิต
    #จิตของเราจดจ่ออยู่กับภาพพระนิพพาน ที่ใส สะอาด สว่าง สงบ อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ขอให้ทุกคนนั่งตัวตรง การนั่งตัวตรงของเรา ไม่ได้หมายความว่าไปเกร็งร่างกายแต่ว่ายืดตัวขึ้นให้ตรง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนใหญ่เสีย หลับตาเบาๆ นึกย้อนเข้าไปในศีรษะของเรา เหมือนกับเราเหลือบตาขึ้น มองกะโหลกศีรษะข้างใน
    แล้วมองย้อนลงไป ถึงจุดศูนย์กลางของร่างกายเรา กำหนดใจ ให้นิ่งๆ ไว้ตรงนั้น พร้อมกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แม้ว่าจะหายใจเข้า จะหายใจออกอยู่ ให้กำหนดความ รู้สึกไว้นิดเดียวที่ลมหายใจเท่านั้น
    ความรู้สึกส่วนใหญ่ทั้งหมด ให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา ศูนย์กลางกายของเรา เป็นจุดที่สามารถเข้าถึงความสงบได้ดีที่สุด มีพลังที่จะต่อสู้กับกิเลสได้มากที่สุด วันนี้เรามาดูว่าเราสามารถทำจิตให้นิ่งอยู่อย่างนี้ได้นานเท่าไหร่ ?
    ศูนย์กลางกาย คือ ที่สุดของลมหายใจเข้าออกของเรา กำหนดความรู้สึกไม่ต้องปักแน่นมาก เอาแค่ให้แน่วแน่อยู่ภายใน ไม่ต้องใส่ใจกับภายนอก กำหนดความรู้สึกส่วนหนึ่งรู้สึกอยู่กับลมหายใจเข้าออก
    หายใจเข้าพร้อมกับคำภาวนา ไปสุดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย หายใจออกพร้อมกับคำภาวนา ออกมาสุดที่ปลายจมูก แต่ว่ากำลังใจส่วนใหญ่ ให้ปักนิ่งอยู่ในร่างกายของตัวเอง
    การที่เราส่งใจออกข้างนอก มันเป็นสาเหตุของความทุกข์ทั้งหมด เพราะเมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส เรามักกั้นมันไว้ไม่ทัน ถ้าสติ สมาธิ ปัญญาของเรา ไม่ทันกับมัน มันก็จะวิ่งเข้ามาอยู่ในใจของเรา ทำให้เกิดความทุกข์แก่เราได้
    วันนี้เรามากำหนดใจให้อยู่ภายในจริง ๆ อย่าส่งออกนอก นอกจากความรู้สึกส่วนหนึ่ง ที่แบ่งให้กับลมหายใจเข้าออกแล้ว ความรู้สึกส่วนใหญ่ ให้อยู่ข้างในให้หมด การปฏิบัติของเราทุกครั้ง ให้หวังผล สูงสุด คือ “พระนิพพาน”

    1f496.png ทำใจจดจ่อมั่นคงอยู่กับพระนิพพานตรงหน้า ให้รู้ถึงความว่าง ความโปร่งเบา ความใสสะอาด ความเยือกเย็น ของพระนิพพาน ให้อารมณ์พระนิพพานนี้ เต็มอยู่ในจิตในใจของเรา เต็มอยู่ในกายของเรา
    1f64f.png ทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที ให้พยายามประคับประคอง รักษาอารมณ์พระนิพพานนี้ ให้อยู่กับเรานานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ยิ่งนานเท่าไหร่กิเลสมันก็ยิ่งตายลงไปมากเท่านั้น ยิ่งลดน้อยลงไปมากเท่านั้น โอกาสที่เราจะเข้าสู่พระนิพพานของเรา ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
    1f451.png จิตของเราจดจ่ออยู่กับภาพพระนิพพาน ที่ใส สะอาด สว่าง สงบ อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เป็นแก้วแพรวพราวผ่องใสอยู่ตรงหน้า อยู่ในวิมานที่เกิดจากบุญบารมีที่เราสร้างสมมา ที่สว่างไสวแพรวพราวอยู่ตรงนี้
    1f496.png มีสติรู้ตัวเมื่อไหร่ กำหนดใจมาตรงนี้ ทำให้ได้มากที่สุด ทำให้ได้นานที่สุด ในแต่ละวัน ในอิริยาบถไหน ๆ ก็ตามให้กำหนดเอาไว้ดังนี้
    1f48e.png ประคับประคองให้อยู่กับเราให้นานที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อความสุขในปัจจุบัน และความสุขในอนาคต คือเมื่อตายแล้วให้ไปอยู่ในนิพพานนี้
    .........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ........................................

    1f496.png ขอเชิญร่วมสวดพระคาถาเงินล้านและเจริญพระกรรมฐานใน เวลา ๑๙.๐๐ น. 1f64f.png เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา
    1f451.png และท่านสามารถร่วมสวดพระคาถาเงินล้านและเจริญพระกรรมฐานพร้อมกับคณะพระภิกษุสงฆ์ได้ในเวลา ๑๙.๐๐ น. ของทุกวันโดยผ่านทางเพจสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษีแห่งนี้
    วันนี้ได้มีการทดลองถ่ายทอดสดผ่านทาง Youtube ด้วยนะครับสามารถติดตามได้ที่ลิงค์นี้ครับ https://youtu.be/F9e6l49VL1c
    ....................................
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    ?temp_hash=6192396fa078f00cdc98017d3c679217.jpg

    ท่านพระอาจารย์มั่นเทศนาธรรมให้ฟังว่า

    " ฟังให้ดีนะท่านเจี๊ยะ ปฏิภาคนิมิตนั้นอาศัยผู้ที่มีวาสนาจึงจะบังเกิดขึ้นได้...

    อุคคหนิมิตนั้นเป็นของไม่ถาวร
    ต้องพิจารณาให้ชำนาญแล้วเป็นปฏิภาคนิมิต

    เมื่อชำนาญทางปฏิภาค ทวนกระแสเข้ามาเป็นตน
    ปฏิภาคนั้น เป็นส่วนวิปัสสนา

    สำหรับอุปจารสมาธิ
    สามารถรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ สามารถแก้นิวรณ์ได้
    แต่โมหะคลุมจิต

    ถ้าเจริญวิปัสสนาถึงขั้นอัปปนาสมาธิแล้ว
    จะต้องทำความรู้ให้เต็มเสียก่อน จิตจึงจะไม่หวั่นไหว

    การที่จะสอนการดำเนินสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน โดยเฉพาะเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นมิได้

    เพราะว่าจริตของคนมันต่างกัน แล้วแต่ความสะดวกไหวพริบของใคร
    เพราะการดำเนินจิต มีหลายแง่หลายมุมแล้วแต่ความสะดวก

    นิมิตทั้งหลายเกิดด้วยปีติสมาธิอย่างเดียว...
    ที่แสดงตามนิมิตออกมาทั้งหลายนั้น กรุณาท่านอย่าหลงตามนิมิต...

    ให้พยายามทวนกระแสจิตเข้าสู่จิตเดิม เพราะนิมิตทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง หลงเชื่อนิมิตประเดี๋ยวก็เป็นบ้า

    การที่จะแก้บ้านิมิตนั้น ต้องทวนกระแสจิตเข้าสู่จิตเดิม
    ถ้าทำได้อย่างนั้น
    อย่างบางทีเรานั่งภาวนาอยู่กลางป่าเขา มีเสือมานั่งเฝ้าเราผู้บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าเพียงลำพัง เสือนั้นเป็นเทพมิตเสียโดยมาก ถ้าเป็นเสือจริงมันเอาเราไปกินแล้ว"

    ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเมตตาพูดธรรมะให้ฟังเพียงสั้นๆ เท่านี้ ก็เกิดความกินใจเป็นอย่างยิ่ง นึกถึงธรรมะคำสอนและองค์ท่านเมื่อไหร่ น้ำตามันจะปริ่มไหลเพราะความถึงใจทุกที น้ำตานี้จึงเป็นน้ำตาที่มีคุณค่ามากนะ

    +++++
    หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    ?temp_hash=c5acee6d725067e40ac0414624b67523.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    เก็บตกจากเกาะพระฤๅษี ๑๔ เมษายน ๒๕๔๙
    ถาม :
    กสิณแสงสว่าง ปกติที่เขาฝึกกัน เขาฝึกอย่างไรครับ ?
    ตอบ : สมัยก่อนเขาใช้แสงสว่างที่ลอดทะลุหลังคามา มองแล้วจดจำเอาไว้ ถ้าเลือนหายไปก็ลืมตามองใหม่ ปัจจุบันนี้ง่าย ใช้ลูกแก้วก็ได้ พระแก้วก็ได้

    ถาม : แล้วที่บอกว่าต้องทำเป็นแก้วประกายพรึก หมายความว่าอย่างไรครับ ?
    ตอบ : พอภาพกสิณติดตา ตอนนั้นเราต้องประคับประคองรักษาอารมณ์ ซึ่งภาพจะเปลี่ยนไปเรื่อยตามกำลังสมาธิของเราที่ลึกไปทุกที ๆ พอสมาธิลึกถึงที่สุดจนเป็นฌานสี่ ภาพกสิณจะสว่างเจิดจ้าเหมือนอย่างกับเรามองดวงตะวัน ถึงตอนนั้นเราก็ลองอธิษฐานขยายให้ใหญ่ขึ้น ให้เล็กลง ให้มาได้ ให้ไปได้

    ถาม : ตอนเป็นฌานสี่ใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : ตอนนั้นเราจะไม่รู้หรอก เพราะเราจับภาพกสิณไว้ ไม่ได้สนใจของอารมณ์สมาธิ แต่การจับภาพจะเป็นขั้นตอนของสมาธิทุกระดับ เริ่มตั้งแต่เป็นอุคหนิมิตติดตาจะเป็นอุปจารสมาธิ บางคนก็ทำกสิณไปเรื่อย ๆ แต่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองทรงฌานไปเต็ม ๆ แล้ว

    เรื่องของกสิณ หลายคนเข้าใจว่าต้องไปนั่งจ้องอยู่ ความจริงให้มองวัตถุที่เป็นดวงกสิณแล้วหลับตาลง ก็นึกภาพได้พักหนึ่ง สำหรับคนที่ยังไม่เคยชิน มองแล้วหลับตาลงจะนึกถึงภาพได้พักหนึ่ง พอภาพหายไปก็ลืมตาขึ้นมองใหม่ แล้วก็หลับตานึกถึง พร้อมกับคำภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง ไม่ใช่แค่ ๓ ครั้งก็เบื่อแล้ว

    พอเริ่มหลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น ไปไหนก็เห็น คราวนี้นิมิตกสิณที่เราตั้งไว้ก็มีความจำเป็นน้อยลง เหลือความจำเป็นตรงการประคับประคองภาพกสิณให้อยู่กับเราให้ได้ ตอนนั้นยิ่งกว่าเลี้ยงลูกอ่อนอีก พลาดเมื่อไรตก หลุดมือตายเมื่อนั้น ต้องเริ่มต้นใหม่ ฉะนั้น..กสิณดีตรงที่ทำให้สติของเราสมบูรณ์ เพราะว่าเป็นของหยาบ มีนิมิตเป็นเครื่องโยง

    ประคองภาพไว้ทั้งวัน จะทำอะไรก็ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ถึงเวลาต้องแบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งนึกถึงภาพกสิณไว้เสมอ ตอนนั้นกิเลสโผล่ไม่ได้หรอก เพราะว่าสติของเราไปจดจ่ออยู่กับภาพกสิณตลอด นับเป็นเรื่องดี
    __________________
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    JDJTPFnUoqUt1IaeJvB1ykWOjynnaWtfnQGueP7yrs1l5KcpLIAfOMW9zkzPJ6WfPUGeVO2O&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    +++ ผู้มีปัญญาในการปฏิบัติธรรมดีมาก +++

    พระอาจารย์กล่าวว่า "มีดเมื่อไม่ได้ลับ จะหาความคมกล้ามาจากไหน ? #เราก็เหลือเพียงการสร้างบารมีโดยการให้ทาน จากการทำบุญออนไลน์ #หรือถ้าใครเข้มแข็งพอก็สามารถปฏิบัติสมาธิภาวนาที่บ้าน แต่บรรยากาศก็ไม่ค่อยจะเอื้อให้การปฏิบัติของเราก้าวหน้า ไม่ต้องพูดถึงการใช้กําลังปัญญาฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้ได้เดินทางไปวัด...

    #ยิ่งการไปวัดเพื่อสร้างบุญสร้างกุศลยากเท่าไร #เราก็ยิ่งเห็นทุกข์เห็นโทษในการเกิดมากขึ้น ขนาดบุคคลที่ใฝ่บุญใฝ่กุศลอย่างพวกเรา ยังต้องประกอบด้วยความทุกข์ยากเห็นปานนี้ #บุคคลอื่นที่ขึ้นชื่อว่าจะไม่ทุกข์นั้นย่อมไม่มี...

    แต่ตอนนี้สถานการณ์ทำให้การฝึกฝนเพื่อให้เกิด สติ สมาธิ ปัญญา น้อยลงจนถึงขนาดสิ้นหนทาง..! การสร้างบารมีเพิ่มขึ้นให้กับตนเองด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา #ก็อาจจะเหลือแต่ศีลและสมาธิในเบื้องต้น ไปไม่ถึงปัญญาที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้...

    การสร้างกองบุญการกุศลด้วยทาน ด้วยศีล ด้วยการภาวนา ก็อาจจะขาดตกบกพร่อง เพราะว่าบรรยากาศไม่เอื้ออำนวย หรือพาให้เข้าใจไขว้เขวไปว่า การทำบุญอย่างเดียวก็พอแล้ว #โดยลืมไปว่าการให้ทานนั้นเป็นเพียงกำลังใจของบุคคลในระดับบารมีต้นเท่านั้น ส่วนการให้ทาน รักษาศีล ซึ่งเป็นกำลังใจของบุคคลในระดับบารมีขั้นกลาง และการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ซึ่งเป็นกำลังใจของบุคคลที่มีบารมีขั้นสูงสุดนั้น ยอมห่างไกลเกินฝัน...

    #ได้แต่หวังว่าเมื่อรู้ลีลาของมารแล้ว #พวกเราจะได้วางกำลังใจในการต่อสู้ได้ถูกต้อง ขออนุโมทนาในความดีที่ทุกท่านได้ร่วมกันทำในครั้งนี้ อย่าปล่อยให้ New Normal มาสร้างช่องว่างให้พวกเราห่างวัดห่างวา จนขาดการเสริมสร้างบุญบารมีของตน...

    หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านตั้งฉายาให้กับอาตมาว่า "#สุธมฺมปญฺโญ" พร้อมกับแปลให้เองเสร็จสรรพว่า "#เป็นผู้มีปัญญาในการปฏิบัติธรรมดีมาก" ขอให้ญาติโยมทั้งหลายซึ่งเคยร่วมบุญกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นผู้มีปัญญาเห็นได้เช่นกันว่า หนทางใดเป็นทางที่ถูกที่ควรในการสร้างบุญบารมีของเรา เพื่อให้ก้าวพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน #ขอให้ทุกท่านทุกคนมีพระนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้าโดยทั่วกันเถิด"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    Watthasung.com

    JbL9JK4nPps0_PUE6vHKIGVW-d4kr1Wt73da5BFbIZjnkAzuqPLfi4pa6amRTQVpSeLbPQk4&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ตำราปฏิบัติ เป็นตำราใหญ่


    คือ มีพระอยู่องค์หนึ่ง "เป็นยังไงครับ"

    ก็เทศน์ด่าหลวงพ่อออกทีวีอยู่เรื่อย เรื่องมโนมยิทธิบ้าง อะไรอย่างนี้นะ ลูกศิษย์ลูกหาไปหาก็พูด พูดว่า ไอ้มโนมยิทธินี่มันเพ้อฝันไป แล้วก็ เป่ายันต์เกราะเพชรก็..นั่นไป อะไรก็ว่าไปเรื่อย

    เราก็เอ๊ะ..เป็นพระผู้ใหญ่ พูดไปแสดงว่า ตาบอดคลำช้างแล้ว ทุกคนน่ะ กรรมฐานกองใดกองหนึ่งมันก็จบกิจได้นี่ เพียงแต่ท่านอาจจะเข้าใจของท่าน แต่ของคนอื่นผิด

    "หรือไม่ก็ถนัดมาทางสุกขวิปัสสโกละมั้ง"

    ท่านก็มีทิพจักขุญาณเหมือนกัน

    "มีแต่ไม่จริง แล้วเป็นฌานโลกีย์"

    ใช่ๆๆ

    "ฌานโลกีย์นี่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลยหรือครับ"

    (ดร.ปริญญา พูดเสริมว่า) "แน่นอนไม่ได้ แต่ว่าเนื่องจากว่าเป็นพระผู้ใหญ่ เป็นเจ้าคุณ แล้วก็บวชอีกสายหนึ่งเสียอีก ตัวมานะก็เลยเยอะ ใครๆก็ว่าฉันเเน่ แต่ลุงพุฒบอกว่า อย่างนี้ต้องไปอยู่ขุมที่ 4"

    มีอยู่คราวหนึ่ง เขาไปถ่ายแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เอ๊..คนมันคอยจะว่าฝึกมโนมยิทธิเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ คนไม่เท่าไรหรอก พระซิ พระเป็นยังงั้น เอ๊..กำลังจะเขียนบทจะพูด แวะไปเสียหน่อย ไม่ได้ๆ เดี๊ยวมันจะเตะเราเข้า ไม่กล้า เดี๋ยวจะยุ่ง

    "ถ้าเผื่อว่าคนก็ไม่เท่าไหร่หรอก แหม...หลวงพี่เหลืองนี่ เหลือร้าย"

    คือจริงๆนี่ มโนมยิทธินี่ในพระไตรปิฎกมีอยู่เลย เคยอ่านเจอ ท่านก็บอกว่าเหมือนถอดหญ้าปล้อง ถอดหญ้าปล้องออกมา มันอยู่ในหนึ่งในอภิญญา หนึ่งในอภิญญา 5

    หลวงพ่อท่านเกาะแบบตลอดมาเลย ไม่ว่าจะเทศน์ที่ไหนต้องอ้างตลอด ทีนี้คนไม่เคยทำนี่ก็ยุ่งเหมือนกัน

    แต่สมเด็จวัดสามพระยา ท่านคลังตำรา ท่านยังยอมรับ ใช่ไหม บอกหลวงพ่อ ที่คุณเขียนนี่ถือว่าเป็นตำราปฏิบัติได้เลยนะ เป็นตำราใหญ่

    ถ้าเราพูดกันเองภายในก็ถือว่ายกย่องครูบาอาจารย์ แต่ว่าจริงๆเป็นอย่างนั้นจริงๆ หนังสือทุกเล่มอ่านง่าย

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 163 เดือนตุลาคม 2537 หน้า 91)
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    ?temp_hash=e4c672fa2411c37e5fbdd3692ad3f9e0.jpg
    ถาม : การที่จะละในอารมณ์อันเป็นกุศลและอกุศลก็ดี จะมีวิธีการปฏิบัติหรือพิจารณาอย่างไรเพื่อให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ?

    ตอบ : ให้ละชั่วทำดี...ละชั่วทำดี...ละชั่วทำดี ไปเรื่อย ๆ ถึงเวลาแล้วกำลังจะปล่อยของเขาได้เอง เหมือนคนเดินขึ้นบันไดก็ต้องเกาะราวบันได พอถึงชั้นบนแล้ว ไม่มีใครเอาราวบันไดนั้นติดมือไปด้วย
    __________________

    คัดลอกข้อความมาจาก : https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=82
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    พระอาจารย์กล่าวว่า "#เวลาไปงานศพให้นึกว่าต่อไปเราก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าความดีเราไม่พอ ต้องลงอบายภูมิ #ก็จะลำบากเดือดร้อนสาหัสยิ่งกว่าตอนเป็นมนุษย์ ดังนั้น..เมื่อรู้ตัวว่าความตายจะมาถึง ก็เร่งปฏิบัติความดีในศีล สมาธิ ปัญญา ให้ยิ่ง ๆ ขึ้น"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    "เรื่องของสมาธิ ถ้าถามว่าเกี่ยวกับน้ำหนักตัวไหม ? ก็มีส่วนอยู่บ้าง เพราะคนน้ำหนักตัวมาก กระแสเลือดเต็มไปด้วยสารอาหารและไขมัน มักจะทำให้ตั้งสติไม่ค่อยได้ ถึงเวลานั่งสมาธิก็จะง่วงซึม พร้อมที่จะหลับ แต่ถ้าซ้อมสมาธิจนคล่องตัว ก้าวเดียวข้ามพรวดไปเลย ทรงฌานเมื่อไรก็ได้ ถ้าอย่างนั้นน้ำหนักตัวก็ไม่เกี่ยวแล้ว แต่ถ้ายังไม่สามารถที่จะทรงฌานในระดับที่คล่องตัวได้ ก็ยังเกี่ยวอยู่มาก

    คนเจริญกรรมฐานใหม่ ๆ จะสังเกตเห็นว่า พอลมหายใจละเอียดจะรู้สึกว่าร้อนขึ้น ๆ ๆ เพราะลมหายใจเริ่มละเอียด การแลกเปลี่ยนออกซิเจนจะดีขึ้น อัตราการเผาผลาญร่างกายก็มากขึ้น เท่ากับว่าช่วยให้น้ำหนักลดลงได้เหมือนกัน"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๘
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    “จะปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้า ต้องไม่เริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่ปฏิบัติ”

    นักปฏิบัติทั้งหลายต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ทำอย่างไรการปฏิบัติของเราจึงจะก้าวหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมานั่งเริ่มใหม่ทุกครั้งที่ปฏิบัติ เพราะการที่เราต้องมานับหนึ่งใหม่อยู่เสมอนั้น มันทำให้เนิ่นช้า ดังนั้นเมื่อหลับตาลง เราต้องหัดจำอารมณ์เดิมที่เป็นอารมณ์สูงสุดของเราให้ได้ทันที พยายามระลึกถึงอารมณ์สูงสุดที่เราทำได้เสมอ ๆ จึงจะถือว่าเป็นผู้มีความพร้อมในการปฏิบัติ....

    คำสอนของพระอาจารย์เอ
    เครดิตภาพ : กลุ่มบ้านสุมโน เลขที่ ๑๙

    FMMRONvGK9x894DKRiNSwFDsLINWJbaQzbP3L1koiGAfHn3nnRqQrrYfubA-j9sn_6iadjUB&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    ?temp_hash=ccd96c4a953d9156c3f8403c3ab3e579.jpg




    หลวงพ่อเนียมสอนการปฏิบัติเพื่อการบรรลุมรรคผล

    หลวงพ่อเนียมสอนการปฏิบัติเพื่อเป็นการบรรลุมรรคผล..เวลาใดที่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระจอมไตรยังมีความครบถ้วน ทั้งพระธรรมวินัยในขณะนั้นถ้าคนเอาจริงเป็นพระอรหันต์ได้หมดทุกคน

    ท่านพระโยคาวจรทั้งหลายและบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลาย สำหรับวันนี้ก็จะขอนำเอาปฏิปทาของท่านผู้เฒ่ามาเล่าสู่ท่านฟังเพราะว่าเป็นแนวปฏิบัติ และการปฏิบัตินี่เป็นการปฏิบัติเพื่อเป็นการบรรลุมรรคผล ไม่ใช่มรรคผมสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ เป็นสมัยปัจจุบันที่เรายังรู้จัก พ.ศ. อยู่นี่เอง ว่าเป็น พ.ศ. ถอยหลังจากนี้ไปไม่นานนัก สำหรับปฏิปทาของท่านผู้เฒ่านี้จะขอย่อให้สั้นที่สุด เพื่อเป็นแนวทางของท่านทั้งหลายจะนำไปประพฤติปฏิบัติ ถ้ายาวเกินฟังกันยุ่ง ความจริงก็ไม่มีอะไรมาก มันอยู่ที่กำลังใจจริงเท่านั้น คือว่าเราจะจริงกันตอนไหน จริงดีหรือว่าจริงเลว ถ้าเราจริงดีมันก็ได้ดี จริงเลวมันก็ได้เลว คำว่าจริงหรือสัจจะ มันได้ทั้งจริงดีและจริงเลว นี่สำหรับท่านผู้เฒ่าก็คงจะเหมือนกับพวกเรา คือจริงทั้งดีจริงทั้งเลวมาก่อน คนทุกคนเกิดมาในโลกไม่มีใครเป็นพระอรหันต์มาจากท้องพ่อท้องแม่ และคนทุกคนที่เกิดมาในโลกก็ทำทั้งความดีและความชั่วเหมือนกัน ไม่ใช่โผล่มาจากท้องแม่แล้วก็จะเจอแต่ความดีและสร้างแต่ความดีเสียทั้งหมด ฟังกันต่อไป

    เมื่อท่านไปพบหลวงพ่อเนียม ผมจะขอสรุปทั้งหมดเพราะว่าปฏิปทาของครูบาอาจารย์สมัยนั้นเป็นปฏิปทาที่ไม่ง้อลูกศิษย์ ไม่ใช่ว่าท่านจะตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาลูกศิษย์ แต่ทีนี้จะหาว่าท่านเป็นพระที่มีใจคับแคบก็ไม่ถูก คือท่านต้องการแต่คนดี เหมือนกับนักเล่นแร่แปรธาตุสมัยนั้นเขาเล่นแร่แปรธาตุกันมาก เอาแร่ต่างๆ มาผสมกันเข้า ซัดให้เป็นทองหลอมไล่ขี้ออกหมดแล้วก็ทำให้เป็นทองคำ ตามวัดตามวาต่างๆ เขาก็เล่นกันมาก เขาชอบเล่น เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ต้องเรียนมาจากต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่ที่ทำได้มักจะเป็นนากคือคล้ายกับมีทองผสมกับทองแดง แต่ทว่าบางท่านก็สามารถทำเป็นทองคำได้โดยที่ไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนที่ไหน ผมเองเจอหลายท่านด้วยกันที่มีความรู้ประเภทนี้ แล้วแต่ละท่านก็ดีเมื่อทำได้แล้วก็ให้เจ๊กตรวจเห็นว่าเป็นทองคำแท้ จะทำขึ้นมาก็เฉพาะในการสร้างถาวรวัตถุในบวรพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่นำวิชาความรู้ความสามารถส่วนนี้ไปสร้างตัวให้มันเกิดสุขเป็นมหาเศรษฐี ถ้าสร้างโบสถ์สร้างศาลาการเปรียบ สร้างวัดท่านทำ ทำเฉพาะด้านวิหารทาน

    ส่วนอื่นนอกจากนั้นไปจ้างท่านก็ไม่ทำซื้อท่านก็ไม่ขาย กำลังใจนักเล่นแร่แปรธาตุดีมีความเข้มแข็งฉันใด ครูบาอาจารย์ที่สอนพระกรรมฐานในสมัยนั้นก็มีความเข้มแข็งฉันนั้น นักเล่นแร่แปรธาตุเขาจะหาเฉพาะแร่ที่เป็นประโยชน์เอามาผสมกันเข้าจะเป็นนากได้เป็นทองได้จึงจะเอา ถ้าหากว่าจะเป็นแร่อย่างอื่นจะมีคุณค่าสวยงามขนาดไหนก็ตาม ถ้าไม่สามารถจะผสมเป็นนากได้เป็นทองได้ท่านก็ไม่ผสม ข้อนี้มีอุปมาฉันใด คณะครูบาอาจารย์ที่สอนพระกรรมฐานก็เหมือนกัน ท่านก็ไม่ต้องการคนสักแต่ว่าคน หรือว่านักปฏิบัติสักแต่ว่าปฏิบัติ เป็นแต่เพียงเห็นชาวบ้านเขาทำกันก็ทำ ท่านไม่ต้องการ ท่านต้องการคนที่มีจิตใจด้านดี คือไม่ต้องการคนที่มีความจริงในด้านเลว

    ฉะนั้น ในสมัยที่ท่านผู้เฒ่าไปหาครูบาอาจารย์ท่านใดก็ตาม ขอสรุปตามบันทึกของท่าน ก็มักจะถูกครูบาอาจารย์เทศน์เอาเสียก่อน ด่าเอาบ้าง ทำทุกอย่างให้เกิดความโกรธจะได้มีความเบื่อหน่าย ต่อเมื่อเห็นว่าทนได้ก็สอนดีทุกท่าน ตัวอย่างเช่นหลวงพ่อเนียม ท่านเป็นพระที่คนทั้งหลายบ้านใกล้ๆ เขาหาว่าท่านบ้า กว่าจะรู้ว่าดีได้หลวงพ่อเนียมจะตายเสียแล้ว เมื่อรู้กันดีจริงๆ คนใกล้ๆ นี่เมื่อหลวงพ่อเนียมตายไปนานแล้ว คนอื่นเขาไปคว้าความดีกันมาหมด นี่เป็นกฎธรรมดาของพระๆ จะดีขนาดไหนก็ตามคนใกล้ไม่ค่อยจะเห็นความดี มีแต่คนที่เขาอยู่ไกลเท่านั้น เขาจะเห็นว่าดี กว่าจะรู้ว่าดีก็หมดตายไปหมดแล้ว พอตายไปแล้วทำอย่างไร ก็อ้างซิว่า ฉันเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิ ฉันเป็นอย่างนั้นฉันเป็นอย่างนี้เป็นคนใกล้ชิด นี่เป็นเครื่องหลอกลวงโลก

    สมัยที่หลวงพ่อเนียมท่านด่าท่านว่าท่านทำทุกอย่างจะให้โกรธ ในเมื่อท่านผู้เฒ่าท่านไม่โกรธ วันที่สี่ท่านถามว่าเอ็งไม่โกรธหรือ ท่านก็บอกว่าท่านจะโกรธทำไม โกรธมันเป็นไฟ โทสัคคิ ไฟคือโทสะ มันเผาผลาญใจให้มันร้อน คนที่โกรธไม่มีความสุข คนที่มักโกรธ หาความดีไม่ได้ หลวงพ่อเนียมท่านก็ยิ้ม เพิ่งมีการยิ้มในวันนั้น ท่านว่านี่พวกมึงด่ากูหรือไง ก็บอกท่านว่าไม่ได้ด่า แล้วท่านก็ถามว่าที่กูด่ามึงนี่ไม่โกรธหรือ ท่านผู้เฒ่าท่านก็ตอบว่าหลวงพ่อไม่ได้ด่าผม หลวงพ่อด่าใครก็ไม่รู้ผ่านไปผ่านมา ป้วนเปี้ยนไปหมด พวกผมอยู่ที่นี่ท่านไม่ได้ด่าเลย ด่าโคตรพ่อโคตรแม่นี่มันเลยผมไปหมด ไม่ถูกผม แล้วโคตรพ่อโคตรแม่ผมท่านจะรับหรือไม่รับก็ไม่ทราบ ท่านตายไปหมด แล้วท่านได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ไม่ทราบ หลวงพ่อเนียมหัวเราะชอบใจ ท่านก็บอกว่าคนกรุงเก่านี่มันอย่างนี้นา ครูบาอาจารย์ก็แบบนี้หน้าด้านหูด้านใจด้านด่าเท่าไรก็ไม่เจ็บ ลูกศิษย์ของมันก็เหมือนกัน มันคงจะสั่งสอนกันมา เอาถ้าไม่โกรธทนได้เชิญ วันนี้ไปหาข้าในกุฏิ

    ตอนนี้เองบรรดาท่านทั้งหลาย ยามเวลาที่เข้าไปหาท่านยามนั้นตามบันทึกของท่านผู้เฒ่าท่านบอกว่าผิดไปถนัด ยามที่เห็นในกาลก่อนนุ่งผ้าลอยชายเอาผ้าอาบอีกผืนหนึ่งคล้องคอเดินไปไม่มีจีวรไม่มีอังสะ ทำท่าเหมือนกับ ขอประทานอภัย เพราะหลวงพ่อเนียมท่านเป็นพระที่มีความสำคัญ ที่เราเห็นกันว่าคนที่ไม่มีวัฒนธรรมหรือคนบ้าๆ บอๆ นั่นเอง แต่ทว่าโบราณท่านบอกว่าคนประเภทนี้เป็นประเภทผ้าขี้ริ้วห่อทอง เนื้อแท้น้ำจิตของท่านเหมือนกับเพชรแท้ใสเป็นแก้ว เวลาที่เข้าไปพบเวลานั้นก็มีความเป็นพระหนุ่ม นุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิ ตะเกียงเล็กๆ แสงสลัวๆ แต่ทว่าในห้องนั้นมีแสงสว่างผิดปกติ คล้ายกับมีตะเกียงเจ้าพายุสองสามลูกเข้าไปจุดไว้ มองหน้าท่านกลายเป็นพระหนุ่มผิวพรรณผ่องใสอิ่มเอิบ สวยสดงดงาม คณะท่านผู้เฒ่าเข้าไปชักถอยหน้าถอยหลัง ว่า นี่หลวงพ่อเนียมใช่หรือไม่ใช่ ในที่สุดท่านก็กวักมือบอกว่าใช่ ไม่ผิดตัวหรอก อย่าเพิ่งไปสงสัย ในห้องนี้มันมีฉันคนเดียว คณะท่านผู้เฒ่าเข้าไปกราบพร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียน

    ท่านก็เลยบอกว่าฉันมันเป็นอย่างนี้ มันก็ไม่แน่ที่เขาเรียกว่าบ้าๆ บอๆ ก็ถูก ทั้งนี้ก็เพราะว่าบางทีฉันก็หนุ่มบางทีฉันก็แก่ เอาละเรื่องนี้จบไป เรื่องของขันธ์ห้าไม่มีความหมาย จะเหลืออะไรเป็นสาระ สาระที่เราต้องการก็คือธรรมะๆ ส่วนใดที่เธอต้องการ ธรรมะส่วนนั้นเธอมีแล้วทุกอย่าง ครูบาอาจารย์ของเธอสอนมาแล้วทั้งหมด ที่เธอมาหาฉันก็มาตามครูบาอาจารย์สั่ง แล้วก็คิดว่าฉันเป็นผู้วิเศษ แต่ความจริงฉันไม่มีอะไรวิเศษเลย ขันธ์ห้าของฉันมันก็เลวมันก็จะพัง สภาพร่างกายก็ไม่ดี ความจดจำก็ไม่ดีอะไรก็ไม่ดี ทุกอย่างมันหาความดีอะไรไม่ได้ ฉะนั้นเธอจงอย่ายึดขันธ์ห้าเป็นสำคัญ จงอย่ามีความพอใจว่าขันธ์ห้ามีความหมาย ขันธ์ห้าไม่เป็นที่พึ่ง ขันธ์ห้าไม่เป็นสรณะ ขันธ์ห้าไม่เป็นปัจจัยให้บังเกิดความสุข ขันธ์ห้าเป็นดินแดนนำมาซึ่งความทุกข์ ขันธ์ห้ามันไม่มีความจีรังยั่งยืน มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วก็มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง แล้วก็มีการสลายตัวไปในที่สุด ขอเธอจงอย่าถือความสำคัญของขันธ์ห้าของฉันเป็นประโยชน์ เป็นอันว่าพอเริ่มต้นท่านก็ล่อขันธ์ห้าเข้าเต็มเปา แล้วก็จงจำไว้ว่าไม่แต่เฉพาะขันธ์ห้าของฉัน ขันธ์ห้าของเธอก็เหมือนกัน ขันธ์ห้าของคนอื่นใดก็เหมือนกัน ขันธ์ห้าของสัตว์ก็เหมือนกัน แม้วัตถุธาตุต่างๆ ที่เป็นธาตุสี่ คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ ก็เหมือนกัน มันไม่ใช่ฐานที่ตั้งของความสุข มันเป็นฐานที่ตั้งของความทุกข์ มันไม่มีสภาพทรงตัว ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ในที่สุดมันก็สลายตัวที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอนัตตา เอาเข้าแล้ว

    หลังจากนั้นท่านก็ถามว่าเธอต้องการอะไร ความจริงท่านผู้เฒ่าเล่าไว้ว่า ท่านจะสอนต่อไปก็พอแล้ว พวกเราที่มาเพราะอยากฟังอย่างนี้ อยากฟังเรื่องของขันธ์ห้าว่าสภาวะตามความเป็นจริงมันเป็นอย่างไร เพื่อยืนยันกับคำสั่งสอนของหลวงพ่อปาน พอท่านสอนจบพวกท่านผู้เฒ่าก็กราบนมัสการว่าหลวงพ่อขอรับ สิ่งที่ผมต้องการนี้หลวงพ่อพูดหมดแล้ว แต่ว่ายังเหลืออยู่นิดเดียวเท่านั้นแหละขอรับ สิ่งที่พวกผมมีความประสงค์ก็คือ อรหัตผล อยากจะทราบว่าพวกผมนี่จะเป็นพระอรหันต์กับเขาได้ไหม ท่านก็ยิ้มแล้วก็บอกว่าเรื่องนี้เธอไม่น่าจะถาม ว่าในเวลาใดที่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระจอมไตรยังมีความครบถ้วน ทั้งพระธรรมวินัยในขณะนั้นถ้าคนเอาจริงเป็นพระอรหันต์ได้หมดทุกคน

    คณะท่านผู้เฒ่าจึงกราบนมัสการลงไปอีกครั้งหนึ่ง ถามว่าทั้งนี้ต้องอาศัยบารมีใช่ไหมขอรับ ถ้าบารมีไม่ดีพอก็เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ท่านตอบว่าบารมีไม่ดีไม่มี บารมีทุกคนดีหมด เว้นไว้แต่ใจคนมันไม่ดีเท่าบารมีเท่านั้น เอาเข้าแล้ว ก็กราบเรียนถามว่าคณะของพวกผมที่มาด้วยกันสามคน สามองค์จะมีใครบ้างได้เป็นพระอรหันต์ ท่านมองหน้าคนนั้นครั้งคนนี้ครั้งคนโน้นครั้ง ท่านก็เลยบอกว่ามันเป็นทุกคน ถ้าเอาจริงก็ได้เป็น ถ้าไม่เอาจริงก็ไม่ได้เป็น ก็เลยกราบเรียนถามท่านตามบันทึกว่า เป็นกันเมื่อไร อยากเป็นเมื่อไรก็เป็นเมื่อนั้น แต่ว่าคนที่มากันสามคน คนหนึ่งมันปรารถนาพุทธภูมิ คนนี้จะเป็นทีหลังเขา จนกระทั่งจะเปลื้องใจจากพุทธภูมิเมื่อไรเป็นพระอรหันต์เมื่อนั้น แต่ว่าต้องใช้เวลาเกินกว่ายี่สิบพรรษา สำหรับเจ้าสองคนนั่นเพียงแค่สองพรรษาก็จะได้เป็นอรหันต์พร้อมไปด้วยปฏิสัมภิทาญาณ แต่ว่าสมัยนั้นเขานิยมเรียกกันว่าพระอภิญญา ความจริงปฏิสัมภิทา เพราะว่าเขาได้สมาบัติแปดกัน

    ต่อแต่นั้นไปก็ขอศึกษาปฏิปทาเพื่อความเป็นพระอรหันต์ ก็บอกว่าปฏิปทาเพื่อความเป็นพระอรหันต์นี่มันไม่มี ไม่มีอะไรจะสอนเธอ เพราะว่าอาจารย์ของเธอสอนมาหมด แต่ว่าอาจารย์ของเธอเป็นพระโพธิสัตว์จึงไม่มีความมั่นใจในการบรรลุมรรคผลของลูกศิษย์ นี่เป็นอาการหนึ่งของคนที่เขาทำไม่ได้ไม่ถึง เขาไม่มั่นใจในตนเองว่าเขาสอนถูก แต่ความจริงเขาสอนถูก แต่ว่าเขาไม่บอกจุดให้ลง ทั้งนี้คนที่ปรารถนาพุทธภูมิจะทรงวิปัสสนาญาณคู่กับสมถภาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมถภาวนาต้องศึกษาจับจุดทั้งหมด คือทั้งกรรมฐานสี่สิบแล้วก็มหาสติปัฏฐานสูตร แล้วก็มีสูตรอื่นอีกมาก จะต้องทรงคุณธรรมนั้นทั้งหมด เพราะเป็นผู้ทรงความดีมากมีกำลังใจสูงที่เรียกกันว่ามีบารมีสูง มิฉะนั้นเขาจะเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ แต่ความสนใจในปฏิปทานี้ของเขามีครบในด้านวิปัสสนาญาณเขาก็มีครบ แต่ว่าจะบรรลุมรรคผลส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เขาจึงไม่กล้ายืนยัน แต่ความจริงคำสอนเหล่านั้นเขาสอนมาครบ ทุกอย่างเมื่อเธอต้องการฉันจะบอกให้

    การเป็นพระโสดาบันก็ดี การเป็นพระสกิทาคา อนาคา อรหันต์ก็ดี เขาศึกษากันตัวเดียว คือ สักกายทิฏฐิ เมื่อตัดสักกายทิฏฐิได้ตัวเดียวก็เป็นพระอรหันต์ แต่ทว่าตอนที่จะตัดสักกายทิฏฐิ เธอจงปฏิบัติตามนี้นะ ก่อนที่จะใช้อารมณ์วิปัสสนาญาณ อันดับแรกเข้าฌานให้ถึงที่สุดที่เธอทรงได้ เข้าฌานออกฌานสลับกันมาสลับกันไปให้มันมีความทรงตัว แล้วทำจิตให้ทรงในฌานให้แนบสนิททรงตัวมีความสุขที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอทั้งหมดได้สมาบัติแปดมาแล้ว แล้วก็ศึกษาด้านอภิญญามาแล้ว อย่างนี้เป็นของไม่ยาก ในด้านวิปัสสนาญาณ ใช้กำลังสมาบัติแปดเป็นกำลังใหญ่ ทรงใจให้ทรงตัวแล้วถอยหลังไปถึงอุปจารสมาธิ พิจารณาขันธ์ห้าว่าขันธ์ห้ามันเป็นภัยสำหรับเรา เป็นวัตถุธาตุที่สร้างด้วยทุกข์สร้างด้วยโทษ ไม่มีอะไรเป็นปัจจัยของความสุข มองดูขันธ์ห้าคือ ร่างกายสิเกิดเราต้องเลี้ยงมันเท่าไร มันชอบอะไรเราให้มันกินทั้งหมด แต่เราไม่ต้องการจะป่วยมันก็ยังขืนป่วย เราไม่ต้องการจะเพลียมันก็เพลีย เราไม่ต้องการจะแก่อย่างฉันนี่ ฉันไม่เคยต้องการให้มันแก่มันก็แก่ คนที่เขาตายไปก่อนเราเขาไม่ต้องการจะตายมันก็ตาย ในเมื่อขันธ์ห้ามันเลวทรามอย่างนี้จะคบค้าสมาคมกับมันเพื่อประโยชน์อะไร

    อันดับแรกจับจุดเพื่อความเป็นพระโสดาบัน ระงับความพอใจในขันธ์ห้าเสีย คิดว่ามันจะตายเสมอ แล้วทรงศีลให้บริสุทธิ์ ศีลควรทำเป็นศีลานุสสติกรรมฐาน ทรงศีลให้เป็นกำลังฌาน คำว่าเป็นกำลังฌานก็คือทรงอารมณ์อยู่ในศีลตลอดวันตลอดคืน ไม่ยอมให้ศีลบกพร่องจากใจ ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งหลับตาปี๋ เดินไปเดินมาเลี้ยงหมูเลี้ยงหมา คุยกับหมาคุยกับแมว ศีลทรงตัวใช้ได้ เจอหน้าคนเขาด่าคนเขาว่าเขานินทาศีลเราไม่ด่างใช้ได้ น้อมใจเคารพในคุณพระรัตนตรัยสามประการคือทรงพระกรรมฐานสามอย่าง ให้ฌานคือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ ให้ทรงตัว ความจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เธอทรงได้หมดแล้วนี่ จะต้องมานั่งสอนอะไรกัน เว้นไว้แต่จิตใจอย่างเดียว คือ อารมณ์พระนิพพานเธอยังไม่มั่นใจเท่านั้น เพราะฉะนั้นจงตัดสินใจทรงอุปสมานุสสติให้ทรงตัว

    เจ้าสองคนข้างซ้าย ท่านว่าอย่างนั้น ใช้กำลังแห่งอภิญญาสมาบัติของเธอขึ้นไปนมัสการองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วศึกษากับท่านโดยตรง ท่านจะชี้จุดมาให้พวกเธอ แล้วเธอจงปฏิบัติตามจุดนั้น มันไม่ช้าไม่นาน กำลังสมาบัติแปดและอภิญญาของเธอจะช่วยเธอเป็นพระอรหันต์ได้ภายในเจ็ดวันก็ได้เจ็ดเดือนก็ได้ แต่คำว่าเจ็ดปีไม่มี สำหรับคนที่ทรงอภิญญาหกหรือปฏิสัมภิทา อย่างเลวที่สุดภายในหนึ่งเดือนก็ได้ ให้รักษากำลังใจตามนี้

    แล้วสำหรับเจ้าคนนี้ปรารถนาพุทธภูมิ เอ็งไปไม่รอด อาจารย์เอ็งบอกแล้วว่า ๑๐ ปี ออกจากวัด นั่นอาจารย์เขารู้ว่าเอ็งไม่สามารถจะรักษากำลังพระโพธิสัตว์ไว้ได้ จะต้องปฏิบัติตัดทางภายหลัง แต่ว่าเขารู้ว่าต้องถึงเวลานั้นก่อน เวลานี้ต้องสร้างบารมีอื่นเติม เพราะในฐานะเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วในเวลานั้นมาตัดสินใจลัดภายในเดือนเดียวก็สำเร็จมรรคผล เป็นอันว่าท่านก็สอนอะไรไม่มาก ให้บอกว่าจงจำไว้ว่าพระโสดาบันน่ะไม่มีอะไร กำลังใจที่ทรงเป็นฌานเธอมีอยู่แล้ว แต่ขาดอุปสมานุสสติกรรมฐาน กลับไปใช้อุปสมานุสสติกรรมฐานให้ทรงตัว แต่ว่าความจริงมันก็ไม่มีอะไร แล้วแกไม่ยึดไว้เป็นอารมณ์โดยเฉพาะเท่านั้น มัวแต่ไปเล่นสมาบัติกันเกินไป มัวไปเล่นอภิญญากันเพลินไป มันก็ใช้ไม่ได้ จะว่าใช้ไม่ได้มันก็ไม่ถูก อาจารย์เขาเก่งอย่างนั้น เขาเอาแค่นั้นตัวลูกศิษย์มันก็ไปเท่านั้น ทีนี้อาจารย์เขาเห็นว่าเธอจะไปไกลในด้านสาวกภูมิ เขาจึงส่งมานี่

    ถามท่านว่าสำหรับพระสกิทาคามี ท่านว่าไอ้นี่กูไม่สอนโว้ย สกิทาคากับพระโสดาบันคล้ายคลึงกัน กำลังของพวกแกมันเลยไปแล้วนี่

    ถามถึงอนาคามีท่านก็บอกว่ามันก็ไม่ยาก เมื่อเราได้สมาบัติแปด อภิญญาสมาบัติก็ใช้กายคตานุสสติกับอสุภกรรมฐานให้ช่ำใจควบกับสักกายทิฏฐิ นอกจากจะเห็นว่ามันสกปรกก็เห็นว่ามันจะสลายตัวเสียด้วย แล้วมันสกปรกเน่าเละอย่างนี้จะมีอะไรบ้างที่เราพอใจ สำหรับความโกรธ ความพยาบาทนั้น เวลานี้เราข่มใจเสียด้วยความอำนาจสมาบัติแปด แล้วก็มันไม่หนักอะไรใช้วิปัสสนาญาณคือสักกายทิฏฐิควบเข้าไว้ คนมันด่ามันด่าไม่ถูกเรา อย่างที่เอ็งคิดนั้นมันถูกแล้ว เขาก็ด่าขันธ์ห้าของเรา เขาอยากจะด่าก็เชิญด่าตามใจ เราไม่สะดุ้งสะเทือนคนด่าเขาตกนรกไปเอง แล้วเรามีเมตตาพรหมวิหารนี่มันก็ได้หมดแล้วนี่หว่า กรรมฐานสี่สิบก็ศึกษาแล้วไม่เห็นมีอะไรต้องสอน

    ต่อไปถามว่าความเป็นพระอรหันต์เป็นอย่างไร ท่านบอกว่านั่นมันเรื่องขี้ผงแล้ว อย่าไปติดในฌานมันเกินไป ฌานเราใช้แต่ถือว่าอย่าติดในรูปฌานและอรูปฌานที่เราใช้ว่าเป็นของวิเศษว่าเป็นกำลังใหญ่ที่ทำให้เราเข้าประหัตประหารกิเลสเท่านั้น แล้วอารมณ์การถือตัวถือตนว่าเป็นผู้วิเศษ บางทีมันยังไปไม่ได้มันยังถือว่าเป็นผู้วิเศษ ได้อภิญญาสมาบัติ ได้สมาบัติแปดกูดีกว่าคนนั้น กูเลวกว่าคนนี้ กูเสมอกับคนนั้น อารมณ์อย่างนี้ก็ทิ้งไปเสีย แล้วตัวอุทธัจจะคิดว่าเราอยากจะไปเป็นพรหมเป็นเทวดานั่นเลิกกัน ต้องการไปนิพพานอย่างเดียว เท่านี้มันก็เป็นการตัดอวิชชาความโง่พระอรหันต์มีเท่านี้ เป็นอันว่าอยู่กับบ้าน อย่าไปเล่าเรื่องละเอียดไม่มีความหมาย เอาความหมายในปฏิปทาที่ท่านสอนเท่านั้น ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่าอาศัยอยู่ในวัดของท่าน อาศัยให้ท่านฝึกท่านสอนอบรม ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน ความจริงสิบวันเศษๆ ท่านก็ไล่กลับแล้ว โดนพระดื้อไม่กลับอยู่หนึ่งเดือน พอท่านเห็นว่าช่ำชองดีแล้ว ท่านก็ไล่กลับ อยู่เกะกะกลับไปก็แล้วกัน เลี้ยงตัวรอดได้แล้ว

    เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ปฏิปทาของท่านผู้เฒ่านี่หลวงพ่อเนียมสอนมากกว่านี้ แต่โดยย่อแล้วสรุปได้แต่เพียงเท่านี้ หากว่าท่านทั้งหลายมีกำลังใจดีแล้วก็จริง ในด้านของความดีมันก็เป็นของไม่แปลก เราเคยฟังกันมาทุกวัน หากว่าบรรดาท่านและบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลายมีความประสงค์อย่างนั้นก็มีผลอย่างนั้นตามที่หลวงพ่อเนียมว่า สำหรับวันนี้มองดูเวลาก็เห็นว่าหมดแล้ว ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านพยายามทรงกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น จะนั่งนอนยืนเดินก็ได้ตามอัธยาศัย ภาวนาหรือพิจารณากรรมฐานตามอัธยาศัยที่ท่านเห็นว่าควร จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร สำหรับเวลานี่ไม่กำหนดให้ พอใจเท่าไรทำเท่านั้น จะนั่งจะนอนจะยืนจะเดินก็ได้ตามอัธยาศัย
    จาก หนังสือ ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    บ้านสุมโน

    “จงฝึกตัดขันธ์ห้าให้ได้โดยอัตโนมัติ”

    ทุกครั้งที่ปฏิบัติ เราต้องตัดขันธ์ห้าให้ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งการจะทำได้เช่นนั้น เราต้องพิจารณาหาโทษของมันให้พบ ต้องรู้จักความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเราให้ได้ เพราะถ้ายังไม่เข้าใจตรงจุดนี้ หรือยังคิดไม่ตก ปลงไม่ได้ ความทุกข์จะเข้ามาหาเราอยู่เสมอไม่มีวันจบ... ดังนั้นขอท่านทั้งหลายจงเรียนรู้กับทุกข์... จงเข้าใจทุกข์ แล้วเราจะเข้าใจธรรม

    คำสอนของพระอาจารย์เอ

    uOhhWSbtoOuz75Pmg9TrBud65yL8SxqMctkvCUrno6DZllKdEGu5QLUxx07754pTnrQausdQ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    tOADQSJVB3zfWQka2_5Ug_5dwD33Gma7_cUj2kZM3kDJwbodttLmAiUDsIb1e6VPyOCadLhs&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    ?temp_hash=bcce91169b50a1721c60091731c218ae.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    รู้แล้วพูดได้เท่าไร

    "อาตมาเคยเตือนหลายคนแล้วเขาไม่ฟัง ที่ไม่ฟังเพราะว่า "การรู้เห็น" เหมือนกับว่าดึงดูดพาเราให้ถลำลึกเข้าไปในเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่สามารถรู้เห็นได้ในสมัยก่อน ทำให้เกิดความรู้สึกปลื้มใจ ภูมิใจ ว่าเราทำได้ เรารู้ได้ โดยที่ลืมสังเกตไปว่าการรู้เห็นนั้น ๆ ไม่ได้ช่วยในการละกิเลส

    ดังนั้นถ้าจะปฏิบัติให้ถูกต้องมีวิธีเดียวก็คือ ไม่ต้องใส่ใจ เราภาวนาอย่างไรก็ภาวนาต่อไป ถ้าหากว่าท่านใดเมตตามาสงเคราะห์ มีอะไรว่ามาตรง ๆ อย่ามาให้เห็นเฉย ๆ ถ้าให้เห็นเฉย ๆ ก็แค่รับรู้ไว้ด้วยความเคารพ ก็นิมนต์ท่านอยู่ตรงนั้นแหละ เราก็ปฏิบัติของเราต่อไป

    เพราะว่าการรู้เห็นนั้นมีโทษมากกว่าประโยชน์ ที่ว่ามีโทษก็คือหลายเรื่องเป็นเรื่องเกินกฎของกรรม ถ้าเรารู้แล้วไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดเท่าไรนี่เดือดร้อนมาเยอะแล้ว คนที่รู้แล้วจะรู้ว่าพูดได้เท่าไรก็มีน้อยด้วย เพราะว่าส่วนใหญ่รู้เห็นแล้วก็ว่าไปเรื่อย บางอย่างรู้ ๑๐๐ พูดได้แค่ ๑ แค่ ๒ อกจะแตกตาย...!

    อาตมาสมัยฝึกใหม่ ๆ เจอมาแล้ว บอกใครไม่ได้แล้วมาให้รู้ทำไม ? เสร็จแล้วก็พากันหลงเตลิดเปิดเปิงไปก็เยอะ พอคนเขาชม แหม...รู้เห็นได้แม่นจริง ๆ เลย อะไรจะชัดเจนแจ่มใสขนาดนี้ พูดทุกอย่างเหมือนกับตาเห็นเลย เราก็หลงเตลิดเปิดเปิงไป เป้าหมายที่แท้จริงในการที่จะละกิเลสก็เลยกลายเป็นเพิ่มกิเลสขึ้นมา"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านเติมบุญ ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๖๑
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    7t1_1aH-Y3tXJRhDTWzZ3gzRhsPdP6Fze9ETNykJwSN72V6NI6RG35L23rMcfB6nTscMEHrp&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ที่บอกว่าไม่ต้องเรียนมาก เพราะว่าส่วนใหญ่พวกเราเรียนมากหรือถามมาก จะชวนให้ฟุ้งซ่านมากกว่า ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาทำ เกิดปัญหาติดขัดตรงไหนแล้วค่อยมาถาม จะเกิดประโยชน์มาก เพราะว่าแก้ไขจุดที่ติดขัดไปได้ แต่ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาถามโดยไม่ทำ ถึงเวลาไปลงมือทำจะเกิดความฟุ้งซ่าน อยากมี อยากได้ อยากเป็น แบบที่ถามมา โอกาสที่ใจะนิ่งสงบ เข้าถึงสมาธิระดับที่ตัวเองต้องการจะมีน้อยมาก

    อาตมายกตัวเองอยู่เสมอว่า อยู่กับหลวงพ่อวัดท่าซุงมา ๑๘ ปี เคยถามท่านจริง ๆ แค่ ๔ คำถาม การปฏิบัติถ้าเราทุ่มเทจริง ๆ จะได้คำตอบเองในตัวอยู่แล้ว ยกเว้นช่วงสุดท้าย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ เป็นจุดที่ละเอียด ขาดความมั่นใจก็ต้องสอบถาม เพราะว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะมั่นใจได้ด้วยตนเอง เกิดขึ้นแล้ว..ใช่ไหม ? ก็ต้องหาผู้รู้มายืนยัน

    บางเรื่องที่อาตมาทำมา อย่างเช่นปฏิบัติธรรมอยากจะทรงปฐมฌานได้ ศึกษาองค์ฌานว่ามี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตารมณ์ หลวงพ่อวัดท่าซุงก็อธิบายเป็นขั้น ๆ ว่าวิตก คือการคิดนึกตรึกอยู่ว่าเราจะภาวนา วิจาร ตอนนี้ลมหายใจเข้าออก แรงหรือเบา ยาวหรือสั้น คำภาวนาอย่างไรรู้อยู่ ปีติ มีอาการ ๕ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ความสุข รู้สึกสุขเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เอกัคตารมณ์ อารมณ์ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว

    ทำไปเถอะ...จากวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปีไม่ได้สักที เพราะว่าไปตามจับอาการ อันนี้วิตกนะ อันนี้วิจารนะ อันนี้ปีตินะ ติดอยู่แค่ปีติทุกครั้ง เพราะว่าไปตามจ้องตามจับอาการ ทำให้ฟุ้งซ่าน แทนที่จิตจะสงบก็พาลไม่สงบ เพราะว่าอยากได้จนเกินไป

    กระทั่ง ๑ ปี ผ่านไป ๒ ปีผ่านไป ๓ ปีก็แล้ว ทำเท่าไรก็ไม่ได้สักที ทำไมยากเย็นขนาดนี้วะ ? ได้ไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ กูภาวนาก็แล้วกัน โป๊ะเดียวได้เดี๋ยวนั้นเลย เพราะว่าก่อนหน้านี้อยากจนเกินไป ตอนนี้หมดอารมณ์ ช่างหัวมันแล้ว อารมณ์อยากหมดไป กำลังใจลดลงมาได้ระดับพอดี

    สิ่งที่อาตมาทำคือทิ้งการงานทั้งหมด โดดขึ้นรถเมล์ ไปวัดท่าซุง สมัยนั้นวัดท่าซุงไม่ได้ไปง่าย ๆ นะ รถเมล์ต้องวิ่งไปลงแพขนานยนต์ที่มโนรมย์ แล้วข้ามไปฝั่งท่าซุงแล้วค่อยวิ่งเข้าเมือง เพราะตอนนั้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่มี

    ออกจากบ้านแต่เช้า ไปถึงวัดท่าซุงได้เวลาหลวงพ่อท่านรับสังฆทานพอดี อาตมาไปถึงช้า เพราะว่าไปถึงเกือบบ่ายสองโมง บอกแล้วว่าสมัยก่อนการเดินทางนั้นยาก ถนนหนทางบางช่วงยังเป็นลูกรังอยู่เลย

    ไปถึงก็ขึ้นไปศาลานวราช หลวงพ่อท่านรับสังฆทานอยู่ อาตมากราบตั้งแต่ประตูเลย ท่านก็นั่งอยู่คล้าย ๆ อาตมานั่งอยู่แบบนี้แหละ ถามว่า “เป็นอย่างไรไอ้หนู มีอะไรจะคุยบ้าง ?” กราบเรียนว่า “หลวงพ่อเขียนตำราผิดนี่ครับ” ท่านบอกว่า “เดี๋ยว ๆ ไอ้หนูใจเย็น ๆ ผิดตรงไหน ? ว่ามาซิ”

    “หลวงพ่อบอกว่า ปฐมฌานมี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตารมณ์ ไปเป็นขั้น ๆ ที่ผมทำได้มาทีเดียวครบถ้วนสมบูรณ์ทุกอย่าง ผมไม่เห็นเป็นขั้นเลยครับ”

    ท่านก็หัวเราะ บอกว่า “เดี๋ยว..ไอ้หนู รู้จักที่โบราณบอกว่า "ลัดนิ้วมือเดียว" ไหม ?” ท่านงอนิ้วดีดให้ดู แล้วบอกว่า “คนที่กำลังใจละเอียดจะเห็นนิ้วค่อย ๆ ตรงขึ้นอย่างนี้ ส่วนคนกำลังใจหยาบ ก็ไปเห็นนิ้วตอนตั้งขึ้นไปแล้ว ที่หลวงพ่อเขียนอธิบายคือตอนที่นิ้วค่อย ๆ ขึ้นอย่างนี้ ส่วนเอ็งไปเห็นตอนตั้งขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว”

    นั่นคือการทำ ทำไปแล้วจะได้คำตอบ ถ้าสงสัยค่อยไปถาม ถ้าอย่างนั้นจะได้ประโยชน์ แก้ข้อสงสัยได้ ไม่ใช่อย่างพวกเราปัจจุบันนี้ ร้อยละ ๘๐ อ่านนั่นอ่านนี่ ศึกษามามาก คุยกันมามาก แล้วก็มาฟุ้งซ่านถาม

    พวกเราส่วนใหญ่อดไม่ได้ พระท่านถึงได้บอกว่า กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมัง การสนทนาธรรมตามเวลาอันควร จึงเป็นอุดมมงคล เท่าที่เจอมาส่วนใหญ่พวกเราคุยกันฟุ้งซ่านทั้งวัน โดยเฉพาะภาวนามากำลังใจทรงตัวอยู่ดี ๆ แทนที่จะรักษาเอาไว้ไม่ให้กิเลสกินใจ เราก็เอาไปคุยกัน

    คราวนี้การปฏิบัติธรรมของเราต้องการกำลังเพื่อไปใช้ตัดกิเลส แล้วเราก็ไปปล่อยกำลังให้รั่วหมด รั่วออกทางตา รั่วออกทางหู รั่วออกทางจมูก รั่วออกทางลิ้น รั่วออกทางกาย รั่วออกทางใจ รั่วออกทุกรู ทำให้ตายกำลังก็ไม่พอ กลายเป็นแม่กระเฌอก้นรั่ว รู้จักกระเฌอไหม ? ภาชนะสานสำหรับใส่ของ ถ้าก้นรั่ว ใส่ของลงไปแล้วมีอะไรเหลือติดไหม ?

    พอถึงเวลาก็รั่วหมด เราก็ทำใหม่ แล้วก็ไปปล่อยรั่วหมดอีก เป็นคนขยันทำงานทุกวัน แต่ผลงานไม่มี ท้ายสุดก็ท้อ..หมดกำลังใจ

    พระหลายรูปก็เป็นเช่นนี้ ถึงเวลาก็รั่วหมด แล้วก็ท้อ สึกหาลาเพศไป บาลีท่านว่าเจ็บ บาลีแปลไทยว่า “หวนกลับไปเป็นคนเลว”

    เรื่องนี้ต้องถามทิดเบสท์ สึกเย็นนั้นคืนนั้นปฏิบัติธรรม โหย...ต่างกันฟ้ากับเหวเลย ตอนเป็นพระอยู่ ต่อให้ดีบ้างชั่วบ้าง กำลังสมาธิยังทรงตัว เพราะว่าอย่างน้อย ๆ อานุภาพของศีลพระเหนือกว่าศีล ๕ เยอะมาก คราวนี้พอลดลงไปเหลือแค่ศีล ๕ โหนเท่าไรก็โหนไม่ขึ้น

    คนอยู่ในวัดในวา คิดอะไรก็ไปไม่เกินวัด นี่หมายถึงว่า รัก โลภ โกรธ หลง ค่อนข้างจะสงบนะ เห็นกล่องก็คิดเอากล่อง

    เว็บวัดท่าขนุน
    หลวงพ่อเล็ก
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,856
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,452
    ฌานจริง ฌานหลอก

    "..คำว่าเป็นฌานให้สังเกตตามนี้ ถ้าฌาน
    เฉพาะเวลานั่งสมาธิน่ะ ไม่จริง ไม่ใช่ฌานจริง
    เขาเรียกว่า ฌานหลอก

    ถ้าฌานจริงๆ ต้องเป็นอย่างนี้ ถึงเวลานี้เราเคย
    บูชาพระ ถ้าเวลานั้นไม่ได้บูชาพระ เราไม่สบาย
    ใจ ต้องบูชาพระ ถ้าไม่มีพระจะบูชาก็นึกในใจ
    นึกบูชาเอาเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ถือว่าจิตมีฌาน
    ในการบูชาพระ

    การบูชาพระมีอะไรบ้าง
    ๑. พุทธานุสสติใช่ไหม นึกถึงพระพุทธเจ้า
    ๒. ธัมมานุสสติ นึกถึงคำสวดมนต์นี่เป็นธรรมะ
    ๓. สังฆานุสสติ นึกถึงพระสงฆ์ที่เราชอบใจ

    ก็รวมความว่า ในเมื่อจิตมันทรงตัวแบบนี้ เป็น
    อนุสสติแบบนี้ ถ้านึกอยู่เสมอว่า ถ้าถึงเวลา ถ้า
    เราไม่ได้ทำ ใจไม่สบายนี่ ละฌานแท้..."

    จาก โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๔ หน้า ๗๙
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...