เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    "สาเหตุที่อาตมาไม่สอนมโนยิทธิให้กับใคร #ยกเว้นว่าติดขัดแล้วมาสอบถามได้ ก็เพราะกลัวว่าพวกเราจะเอาไปใช้ผิด ๆ #ในปัจจุบันนี้เท่าที่เห็นร้อยละ ๙๙ ใช้กันผิดหมด แม้กระทั่งอาตมาเอง #ก็เกือบจะหลงทางไปเป็นหมอดูอยู่แล้ว

    ถามว่าการเป็นหมอดูดีหรือไม่ ? ดี...#แต่เป็นขี้ข้าชาวบ้าน ถ้าคิดจะซักซ้อมมโนมยิทธิให้ดี #มีวิธีที่ดีกว่านั้นเยอะแยะ การเป็นหมอดูต้องไปยุ่งกับกรรมชาวบ้าน #ถ้าเราไม่เข้าถึงยถากัมมุตาญาณจริง ๆ มีสิทธิ์ที่จะเดี้ยงได้ เพราะกรรมชาวบ้านบางคน ก็หนักเกินกว่าที่เราจะควรไปยุ่งด้วย

    บุคคลที่ได้มโนมยิทธิแล้ว #สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ #ต้องซักซ้อมให้ชัดเจนเหมือนกับตาเห็น และจะยุ่งเกี่ยวกับคนรอบข้างไม่ได้ เพราะไปยุ่งเกี่ยวเมื่อไร รัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น สภาพจิตก็จะเฝือ เพราะความผ่องใสหมดไป ความชัดเจนก็จะไม่มี #แต่พวกเราก็ชอบกันจัง...#ยุ่งเรื่องของชาวบ้าน

    #บางคนก็เอาไปใช้ประโยชน์ในด้านผิดอีกต่างหาก เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสุบินนิมิต ๑๖ ประการของพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่มีคนเอาถาดทองคำมีค่าแสนกหาปณะไปให้สุนัขจิ้งจอกเยี่ยวรด ก็คือเอาสิ่งที่พระองค์ท่านตรัสสอนไปใช้ในทางที่ผิด ๆ

    อาตมาเล็งดูแล้วว่า #ขนาดตัวเราเองค่อนข้างจะรู้ตัวเร็ว ผิดพลาดอะไรก็แก้ไขได้เร็ว #ก็ยังไปติดอยู่ตรงนี้ถึงสามปีเศษ ๆ เวลาไปดูอะไรให้ใครเขาชมแล้วก็ฟู อยากจะได้รับคำชมอีก ก็เที่ยวไปเป็นขี้ข้ารับใช้เขาอีก #คำพูดประเภท "รู้ได้ชัดเจนเหลือเกิน" "เหมือนกับตาเห็นเลย" "ทำไมแจ่มใสอย่างนี้" #ฟังแล้วฟูฟ่อง ตัวจะลอย #หารู้ไม่ว่าตายตอนนั้นก็ไม่ได้ไปพระนิพพานอย่างที่ต้องการหรอก

    #พอได้สติขึ้นมาก็ทิ้งเรื่องหมอดูหมดเกลี้ยงเลย เลิกดูกันที แต่ถ้าไม่หลง ไม่พลาด ก็ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน #บางทีเราบอกคนอื่นที่เขายังไม่รู้ตัว บอกไปก็เท่านั้น ฟังแล้วก็ผ่านหูไปเฉย ๆ จนกว่าจะเจ็บจนพอนั่นแหละ จึงจะรู้สึกตัว

    อาจารย์เอเจอรุ่นหลัง ๆ แล้วรู้สึกเบื่อบ้างไหม ? #แต่ละคนเก่งฉิ..หายเลย อาตมาขอยืนยันว่าใช้คำพูดถูกต้องนะ ...(หัวเราะ)... ไม่ได้เก่งแล้วดีหรอก"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.(หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๐
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    +++ สำคัญตรงที่ว่าต้องมั่นใจ ถ้าไม่มั่นใจทำอย่างไรก็ไปไม่รอด +++

    พระอาจารย์กล่าวสอนโยมว่า "สำหรับทิดโอต้องมั่นใจนะ #คำว่ามั่นใจก็คือพระไม่ได้อยู่ไกลหรอก #แค่หัวเรานี่เอง ถ้าคิดว่าพระอยู่ไกล บางทีสมาธิน้อยก็ส่งไม่ถึง เพราะขาดความมั่นใจ ฉะนั้น..#พอถึงเวลานึกถึงภาพพระทีไร #พระก็อยู่แค่บนหัวเรานี่เองแล้วพระอยู่เฉพาะพระนิพพาน เพราะฉะนั้น..#พระนิพพานก็อยู่แค่บนหัวเรา

    ถ้าสรุปเป็นก็ง่าย ถ้าสรุปไม่เป็นก็ยาก #สำคัญตรงที่ต้องมั่นใจ #การกำหนดภาพพระไม่ใช่ตาเห็น เป็นการเห็นในห้วงนึก ซึ่งสมัยนี้ฮิตกันมากที่ว่า “มโน” ถ้าถามว่าเห็นในห้วงนึกเห็นอย่างไร ก็เหมือนเรานึกถึงบ้าน นึกถึงคนที่เรารู้จัก #เราสามารถนึกได้ชัดเจน #แต่ไม่ใช่การเห็นด้วยสายตา ดังนั้น..การเห็นอย่าไปเน้นเอารายละเอียด ให้มั่นใจว่ามีภาพพระอยู่ก่อน หลังจากนั้นก็จับลมหายใจภาวนา พร้อมกับนึกถึงภาพพระ

    #สำคัญตรงที่ว่าต้องมั่นใจ #ถ้าไม่มั่นใจทำอย่างไรก็ไปไม่รอด ต่อให้เขาบอกว่าเห็นเราอยู่ที่นั่น แต่ถ้าขาดความมั่นใจก็เท่านั้น #มัวแต่ไปอาศัยคนอื่นให้เขาบอกแล้วค่อยมั่นใจ แล้วชาตินี้จะไปเองได้อย่างไร ?"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๗
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ถาม : เนื่องด้วยคราวก่อนลูกกราบเรียนหลวงพ่อ ถึงการพบความพอใจ ไม่พอใจ คราวนี้ลูกพบว่า เห็นกระบวนการความคิด เมื่อมีเสียงมากระทบ จิตมันดิ่งลึกลงไป เห็นว่าเสียงมากระทบ รูปสั่นสะเทือนแล้วจิตที่มีอารมณ์สะสมความพอใจ ไม่พอใจเอาไว้ มันจะดึงเอาตรงนั้นมา คล้าย ๆ การทำปฏิกิริยา จิตให้ค่าสะสมตรงไหนมาก ก็จะเกิดเป็นอารมณ์ใหม่ขึ้นมา แล้วจิตก็วิ่งไปจับเป็นของเราปั๊บ (ความหายนะก็พลันบังเกิด) แต่เมื่อเราเห็น แล้วจดจ้องดู เหมือนจับได้ว่า นี่ไม่ใช่เรานะ เป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เราแน่ ๆ มันมีอาการตก คือ ไม่คิดเพิ่ม หยุด หายไปเลยเจ้าค่ะ ก็เป็นอยู่แบบนี้ พอรู้ทัน ก็ตกหายไป ไม่มีอารมณ์เพิ่ม แปลกดีเจ้าค่ะ รู้สึกเหมือนกำลังเป็นเจ้ายุทธจักร ถูกท้าประลองฝีมือตลอดเวลา คนนี้ไป คนนั้นมา คือ ลูกต้องทัน ถ้าไม่ทันมันจะเข้าสู่กระบวนการคิดอีก และช่วงนี้ มีอาการตัวหายในอิริยาบถบ่อย มันดิ่งลงเป็นขั้น ๆ ทำงานก็ตัวหาย บางครั้งตกใจว่าไม่มีมือ จะยกอะไรมาทำงาน ขี่รถก็ไม่มีตัว เหมือนลอยไป ไม่มีความรู้สึกอะไร ก็งงตรงที่ร่างกายทำงานไปเอง รู้สึกอยู่ข้างในอกเท่านั้น มีความรู้ตัว ข้างนอกดับหมด แต่ไม่มีความกลัวตายนะเจ้าคะ สบายดี ห่วงนิดเดียวตรงที่ถ้าตายไปจะเป็นพรหมลูกฟักหรือไม่เจ้าคะ ?
    ตอบ : จะไปไหนไม่ได้ก็ตรงที่ห่วงนี่แหละ..!

    ถาม : พอเห็นหลวงพ่อก็หายคลายทุกข์เหมือนฟ้าสว่าง พอเดินออกจากหลวงพ่อ ก็เหี่ยวคอตก ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรเจ้าคะ ?
    ตอบ : สภาพจิตมีกำลังต่ำไปหน่อย ต้องพยายามทำกำลังใจให้มากกว่านี้ ต้องบอกว่า อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน เกิดคนเดียว ตายคนเดียว ไม่มีใครตายพร้อมกับเราหรอก ต่อให้เกิดอุบัติเหตุตายอยู่ด้วยกัน ก็ยังขาดใจตายก่อนหลังต่างกัน
    _________
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    b001.jpg

    +++ พิจารณาร่างกายไม่ละเอียด +++

    ถาม :
    เวลาที่ทำสมาธิแล้วจิตเราหลุดออกไป ต้องพิจารณาตัดร่างกายอย่างไรครับ ?
    ตอบ : ถ้าออกไปนี่ไม่ต้องตัดแล้วพ่อคุณ #เขาต้องตัดก่อนออกไป

    ถาม : แต่พอออกไปแล้วร่วงกลับที่เดิมทุกทีเลยครับ
    ตอบ : #ถ้าร่วงกลับที่เดิมทุกทีแสดงว่าคุณพิจารณาร่างกายไม่ละเอียด จิตยังห่วงร่างกายอยู่ คุณต้องแยกแยะให้เห็นชัดเจนเลยว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราอย่างไร เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ#สักแต่ให้เราอาศัยอยู่ชั่วคราว

    ถ้าจิตเห็นชัด ไม่ห่วงร่างกายแล้วจึงจะออกไป #แต่ถ้าคุณพิจารณาไม่ชัดจิตก็จะกลับทันที เพราะว่ายังห่วง หนักกว่านั้นอีกก็คือไม่ไปเลย ดังนั้น..#พิจารณาตั้งแต่ก่อนไปนะจ๊ะ ไม่ใช่ไปแล้วค่อยพิจารณา ไปแล้วไม่มีเวลาพิจารณาหรอก

    พยายามไปดูให้เห็นให้ชัด ว่าร่างกายไม่เที่ยงอย่างไร ? เป็นทุกข์อย่างไร ? ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอย่างไร ? #จนสภาพจิตยอมรับแล้ว เราค่อยภาวนาไปตามแบบของเรา ถ้าหากว่าจิตยิ่งยอมรับมากเท่าไร ก็จะยิ่งไปง่ายเท่านั้น ไปเริ่มต้นใหม่..#ความจริงทำถูกแล้ว #แต่ยังถูกไม่หมดพิจารณาน้อยไปหน่อย

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQmcORX3lDI14SuiYfCyAk8SRWIUWyMRNWphLGwaMj53CbmgoZhFGCDUaiKy4bsF4z8&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    วันนี้จะกล่าวถึงรากเหง้าของกิเลส ซึ่งประกอบไปด้วยโลภ โกรธ หลง ซึ่งรักหรือราคะนั้น ความจริงแล้วเป็นตัวเดียวกับความโลภ เพราะว่าเรารักใคร่ จึงอยากได้มา แต่คราวนี้ตัวรักหรือคำว่าราคะ เรามักจะเน้นเอาว่าเป็นความรู้สึกระหว่างเพศเท่านั้น

    การปฏิบัติธรรมของเรานั้น ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ จะเป็นเครื่องทดสอบเราอยู่ตลอดเวลา เราต้องรู้เท่าทันว่าจะใช้อาวุธอย่างไรไปต่อสู้ เพื่อที่จะแก้ไขตนเองให้หลุดพ้นจากสภาพที่กิเลสกำลังเข้ามาต่อตีกับเรา

    ตัวราคะนั้น ท่านบอกว่าให้พิจารณาอสุภกรรมฐานหรือกายคตาสติ อสุภกรรมฐานนั้นในปัจจุบันเป็นเรื่องที่หาดูได้ยาก หลายท่านอาจจะบอกว่าตามอินเตอร์เน็ตมีมากมาย อาตมาขอยืนยันว่าดูอย่างไรก็ไม่ใช่ของจริง เนื่องเพราะว่าของจริงนั้น ทันทีที่เราก้าวเข้าไปในบริเวณนั้น แค่เราได้กลิ่นเท่านั้น เราก็จะรู้แล้วว่านี่คือศพที่แท้จริง

    ในเมื่อไม่สามารถที่จะหาดูจากของจริงได้ ก็จำเป็นต้องไปพิจารณากายคตาสติ คือดูให้เห็นความเป็นจริงของร่างกายนี้ว่า มีเพียงผิวหนังชั้นเดียวที่หลอกตาเราอยู่ พอลอกหนังออก ภายในก็เต็มไปด้วยเลือด ด้วยเนื้อ ด้วยเส้นเอ็น ด้วยตับไตไส้ปอด เครื่องจักรกลต่าง ๆ พยายามดูให้เห็นอย่างชัดเจน จิตใจของเราจะได้ไม่ใฝ่ไปทางกามราคะ

    ในส่วนของความโลภนั้น ตัดได้ด้วยการให้ทาน ซึ่งพวกเราได้ทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว

    ในส่วนของโทสะ ให้แก้ไขด้วยการรักษาศีล และเจริญพรหมวิหารสี่ บางคนไม่ถนัด ถนัดแต่การภาวนา ก็ให้จับกสิณ ๔ อย่างคือ สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นนิมิตในการภาวนา ซึ่งจะช่วยในการระงับโทสะได้

    ส่วนที่น่าหนักใจที่สุดก็คือความหลง เพราะส่วนใหญ่ก็คือหลงยึดในร่างกายของตนเองด้วยความวิปลาส (มีความเห็นผิดไปจากความเป็นจริง) คือร่างกายนี้ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ก็ไปยึดถือว่าต้องไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ร่างกายนี้มีแต่ความสกปรกโสโครกน่าเกลียดเป็นปกติ ก็ไปเห็นว่าเป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นต้น

    จึงต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นว่า สภาพร่างกายของเรานั้น เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง สลายไปในที่สุด ระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ก็มีแต่ความทุกข์ ท้ายที่สุดก็เสื่อมสลายตายพัง กลับกลายเป็นธาตุ ๔ คืนให้แก่โลกไป ไม่มีอะไรเป็นตัวตนให้เรายึดถือมั่นหมายได้

    ถ้าหากว่ากิเลสใหญ่ทั้ง ๔ คือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ มายึดครองใจของเรา เราก็ไม่สามารถที่จะนำพาตนเองให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ จึงจำเป็นที่ต้องรู้เท่าทัน และปฏิบัติในกองกรรมฐานที่เป็นคู่ศึกกับกิเลสใหญ่ทั้ง ๔ กอง ดังที่ได้กล่าวมานี้ โดยมีอานาปานสติคือลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก เพราะว่าจะเป็นตัวสร้างเสริมกำลังใจของเราให้มั่นคง ให้มีกำลังในการที่จะหักห้ามใจตนเอง และในที่สุดก็จะมีกำลังในการตัดกิเลสต่าง ๆ ลงได้

    ถ้าหากว่าท่านรู้แล้ว ก็ให้พยายามพากเพียรฝึกฝน อย่ารอจนถึงต้นเดือนแล้วค่อยมาเจริญกรรมฐาน อย่าทำแล้วทิ้งไปเฉย ๆ แต่ว่าให้พวกเราทุกคนพยายามที่จะปฏิบัติไว้ในทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อปฏิบัติแล้วให้ประคับประคองรักษาอารมณ์ใจของเราเอาไว้ อย่าให้สิ่งที่เราทำได้เลือนหายไปในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าเราฝึกประคับประคองใจตนเองอยู่กับกองกรรมฐานได้ ยิ่งนานไปก็ยิ่งเกิดความชำนาญ ก็จะทำให้เราสามารถยืดระยะเวลา รักษากองกรรมฐานได้นานยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    ตราบใดที่เรารักษากองกรรมฐานที่เราใช้ในการภาวนาพิจารณาอยู่ได้ ตราบนั้นกิเลสก็ไม่สามารถที่จะกินใจของเราได้ สภาพจิตของเราก็จะมีความผ่องใส ปัญญาก็จะเห็นชัดเจนว่า สภาพร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี มีความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นปกติ มีความสกปรกโสโครกเป็นปกติ ประกอบขึ้นมาจากธาตุ ๔ คือดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เราอาศัยอยู่เพียงชั่วคราว ถึงเวลาก็เสื่อมสลายตายพังไป ไม่มีอะไรให้ยึดถือมั่นหมายได้ ถ้าท่านเห็นจริงดังนี้ ก็จะเกิดอาการเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ถอนจิตออกมาจากกองกิเลสทั้งปวง ก็สามารถล่วงพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้

    ลำดับต่อไปขอให้ทุกท่านภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันเสาร์ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗

    ที่มา www.watthakhanun.com
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQlwVp2Icq7nLTfMbops9oAgv53Gs_5gEnymNRUPTPdWxSB6Jy_LtEj7LdOaqpvBa2I&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    เรื่อง จับภาพพระ

    "ที่ให้ภาวนาว่า พุทโธ และให้นึกถึงภาพพระ นึกถึงภาพพระพุทธรูป เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ถ้าหากว่าพระสีเหลืองเป็นทองคำ เป็นปีตกสิณ พระสีเขียว หรือสีดำเป็นนีลกสิณ พระสีขาวเป็นโอทาตกสิณ นี่เป็นได้ทั้งสองอย่าง และก็เป็นกสิณด้วย ทั้งพยายามทำจิตจับภาพพระพุทธรูปไว้ในใจ คือเห็นลอยอยู่ตรงหน้า อยู่ตรงไหนก็ได้ ไม่ว่าอะไรใช้ได้หมด อย่างนี้ไม่ช้าอารมณ์จิตก็จะเป็นฌานโดยง่าย ทั้งเวลาจับภาพพระ จิตก็นึกถึงลมหายใจเข้าออกไว้ด้วย ลมหายใจเข้าออกนี่เราทิ้งไม่ได้ แต่ก่อนที่จะจับภาพพระ เราก็นึกถึงลมหายใจเข้าออกเสียก่อน ทำใจให้สบายแล้วค่อยจับภาพพระจนกระทั่งจิตนี่จะทรงตัว นั่งอยู่ เดินอยู่ ยืนอยู่ ไปทางไหนอยู่ ภาพนั้นปรากฏติดตาติดใจอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ชื่อว่าเราได้ฌานในกสิณ"

    ✡คำสอน พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQkReEG1wZcTqBBinQAkdea_V4kT15yb-lLfbb1jjW3YTzCMKqMwruJWsmiSyGlcIjQ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    วิธีที่เราจะทรงฌานให้ได้ง่ายที่สุด


    สำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทำแล้วทุกอย่าง ทั้งการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา นี่เราทำกันมาแล้วทุกอย่าง อานิสงส์แต่ละอย่างย่อมไม่สม่ำเสมอกัน การให้ทานเป็นผลให้มีโภคสมบัติมาก การรักษาศีลย่อมเป็นเหตุป้องกันอบายภูมิทั้ง ๔ ได้ การเจริญภาวนาเป็นปัจจัยให้มีกำลังเป็นเทวดาหรือพรหม หรือเข้าถึงพระนิพพานได้

    ท่านทั้งหลายทำบุญมากกว่ามัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ฉะนั้นการเจริญพระกรรมฐานถึงแม้ว่าจะมีสมาธิขั้น ขณิกสมาธิ ถ้าตายจากความเป็นมนุษย์ก็จะมีความสุขมีความเจริญดีกว่ามัฏฐกุณฑลีเทพบุตร

    วันนี้ก็จะขอพูดแต่เพียงโดยย่อ ขอตัดคำสุดท้ายคือขั้นสุดท้าย วิธีที่จะรักษากำลังใจให้ทรงเป็นฌานอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้เรียกว่าทุกวันเราจะมีฌานเป็นปกติ ถ้าตายจากความเป็นมนุษย์อย่างเลวที่สุดเราก็เกิดเป็นพรหม ถ้ามีจิตใจรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ เราก็ถึงนิพพานได้ทันที

    ทีนี้วิธีที่เราจะทรงฌานให้ได้ง่ายที่สุด นั่นก็คือว่าเวลาที่นอนลงไป ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจจับลมหายใจเข้าออกเป็นปกติ แล้วใช้คำภาวนาว่า "พุทโธ" และก่อนที่เราจะภาวนาก็ตั้งใจไว้ว่าถ้าเราตายจากชาตินี้ เราจะไปนิพพาน จับอารมณ์ไว้อย่างเดียว คือรักการไปพระนิพพาน "ทำจิตให้มั่น เราจะให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดี เราตั้งใจไว้อย่างเดียวว่าเราทำอย่างนี้เราทำเพื่อหวังพระนิพพานเท่านั้น" ไม่ต้องการเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาหรือพรหม เป็นอารมณ์ที่ให้รักษาไว้เป็นประจำ

    แล้วเวลาที่ท่านทั้งหลายภาวนา นอนลงไปภาวนาว่า "พุทโธ ธัมโม สังโฆ" ก็ตาม หรือถ้าภาวนาไม่ไหว มันฟุ้งซ่านจะรักษากำลังใจหรือรู้ลมหายใจเข้าออกก็ดี ถ้าทำได้อย่างนี้จนกระทั่งหลับไปพร้อมๆ กับการภาวนาอยู่หรือว่าการพิจารณาลมหายใจเข้าออก อย่างนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทโปรดทราบว่านั่นจิตของท่านเข้าถึง "ปฐมฌาน" แล้ว เป็นการรักษาฌานแบบง่ายๆ แล้วก็ทำได้ทุกคน

    แต่ว่าถ้าบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทำใหม่ๆ ถ้าภาวนาไปหรือว่ากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก อารมณ์มันเกิดซ่าน นอนไม่หลับ อย่าลืมว่า "ถ้าจิตของท่านเข้าไม่ถึงปฐมฌานมันจะหลับไม่ได้" มันจะเกิดความรำคาญ ถ้าฝึกใหม่ๆ ท่านเกิดอารมณ์ซ่าน เราก็เลิก ภาวนาเสีย ปล่อยให้มันหลับไป คิดอะไรก็คิดให้มันหลับไป แต่ต่อไปถ้าความชำนาญเกิดขึ้น ภาวนาจนกระทั่งถึงยืนหลับได้ ก็ขอได้โปรดได้ทราบว่าการภาวนาถึงหลับจัดว่าจิตเข้าสู่ "ปฐมฌาน" และในระหว่างหลับก็ถือว่าหลับอยู่ในฌาน ถ้าตายในระหว่างหลับก็เป็นพรหมทันที

    ทีนี้เราสังเกตได้หน่อยหนึ่ง เวลาตื่นขึ้นมาถ้าใจของเรามันยังว่างอยู่ คือต้องเตือนให้ภาวนา นอนแบบนั้นไม่ต้องลุกขึ้นมา อย่างนี้ชื่อว่าจิตของเราขณะหลับเข้าถึง "ปฐมฌานหยาบ"

    ถ้าหากว่าภาวนาจนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมาเต็มอัตรา พอตื่นและรู้สึกตัวเต็มที่มันภาวนาขึ้นมาเอง อย่างนี้ชื่อว่าเข้าถึง "ปฐมฌานอย่างกลาง"

    ปฐมฌานหยาบ เกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๑
    ปฐมฌานอย่างกลาง เกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๒

    ถ้าหากว่านอนหลับตื่นขึ้นครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกตัวก็ภาวนาขึ้นมาเลย อย่างนี้เป็น "ปฐมฌานละเอียด" ถ้าทรงแค่ฌานเท่านี้ก็เกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๓ คือตอนตื่นมาใหม่ๆ ก็จับลมหายใจเข้าออกภาวนาต่อไปพอจิตสบาย ทำอย่างนี้อารมณ์ใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะมีความสุขตลอดวัน

    ⚘หากว่าบังเอิญจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ และก็ทำแบบนี้เป็นปกติ เวลาป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้น เราก็ไปนิพพาน แล้วก็จับอารมณ์ได้ง่ายๆ ภาวนาว่า "พุทโธ" เป็นประจำใจ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกได้ด้วย พอทำบ้างเผลอไปบ้าง นี่เป็นเรื่องธรรมดา แต่จะยึดไว้อย่างเดียวคือพระนิพพาน ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทตั้งอารมณ์ไว้อย่างนี้ ถ้าตายในคราวนั้นท่านจะไปที่อื่นไม่ได้ นอกจากพระนิพพาน

    ✴หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อุทัยธานี
    จากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ฉบับที่ ๓๓๖ มีนาคม ๒๕๕๒ หน้าที่ ๓๑-๓๒
    คัดลอกโดย ธัมม สุขโข
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQlPmMvQ_KbBhlJ139vKD24Gu8B_Z1bNWkTAvbJcR04ZYpP__Zj2dD20CF_1w7E7d8Y&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    วันนี้จะขอกล่าวถึงพื้นฐานของการปฏิบัติ การปฏิบัติภาวนาของพวกเรานั้น พื้นฐานสำคัญก็คือศีล ๕ ข้อ หรือว่ากรรมบถ ๑๐ หรือศีล ๘ ตามที่เรายึดถือ ให้ทุกคนทบทวนสิกขาบทของตนให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ถ้ามีการบกพร่องอยู่ ก็ให้ตั้งใจว่า ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราจะรักษาศีลหรือกรรมบถของเรา ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ทุกข้อ ตั้งใจไว้ว่า เราจะไม่ละเมิดด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิด และไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นละเมิดในศีลหรือกรรมบถนั้น ๆ

    หลังจากนั้นให้กำหนดความรู้สึกทั้งหมดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า..ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจเข้าไปจนสุด หายใจออก..ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจออกมาจนสุด การที่จะหายใจแรงหรือเบา ยาวหรือสั้นให้เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามความต้องการของร่างกายระยะนั้น อย่าไปบังคับลมหายใจ

    ลำดับถัดไปก็คือ ให้ตัดความกังวลทุกอย่างออกไปจากใจเสีย ตอนนี้เราอยู่ปฏิบัติธรรมในสถานที่นี้ เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่นหรือว่าเกิดขึ้นในสถานที่อื่น เราไม่สามารถที่จะไปยุ่งเกี่ยวแก้ไขได้อยู่แล้ว หรือถ้ามีเครื่องมือสื่อสาร เพื่อเป็นการตัดกังวล ก็ให้ปิดเครื่องไปชั่วคราวในระหว่างที่ปฏิบัติ

    ลำดับต่อไปก็ให้พิจารณาว่า กำลังใจของเราตอนนี้สะอาด ปราศจากนิวรณ์หรือไม่ ? นิวรณ์ทั้ง ๕ อย่างนั้นประกอบไปด้วยกามฉันทะ ความยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และสัมผัสระหว่างเพศ พยาบาท คือความโกรธเกลียดอาฆาตแค้นผู้อื่น ถีนมิทธะ ประกอบไปด้วยความง่วงเหงาหาวนอน ชวนให้ขี้เกียจปฏิบัติ อุทธัจจกุกกุจจะ มีความฟุ้งซ่าน หงุดหงิดรำคาญใจ จนปฏิบัติไม่ได้ และวิจิกิจฉา มีความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติ ว่าจะเกิดผลจริงหรือไม่

    ถ้าหากว่ามีนิวรณ์ข้อใดข้อหนึ่งอยู่ ก็ให้เร่งขับไล่ออกจากใจของเราไป วิธีไล่นิวรณ์ที่ดีที่สุดก็คือ เอาความรู้สึกทั้งหมดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เมื่อความรู้สึกของเราทรงตัว นิวรณ์ต่าง ๆ ก็จะกินใจของเราไม่ได้

    ลำดับต่อไป ก็ให้ตั้งกำลังใจของเราว่า การปฏิบัติครั้งนี้ เราจะใช้ระยะเวลาเท่าไร ก็คืออาจจะกำหนดไว้ ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมง หรือ ๑ ชั่วโมง การที่เราต้องตั้งกำลังใจเอาไว้ในลักษณะที่เป็นเวลาแน่นอน ก็เพื่อควบคุมตัวของเราเองว่า ถ้ายังไม่ถึงเวลาเราจะไม่เลิก ไม่อย่างนั้นเวลากระทบกระทั่งอะไรขึ้น เราก็จะพาลเลิกเอาง่าย ๆ

    ขอให้ทุกคนทราบว่า ถ้าเราตั้งเวลาไว้แล้วไม่สามารถทำตามได้ ก็เป็นการที่เรามีข้อบกพร่องในสัจจบารมี ดังนั้น..เท่ากับเป็นการบังคับตนเองในด้านหนึ่ง ว่าต้องทำให้ครบตามเวลาที่กำหนดเอาไว้ แต่อย่ากำหนดเวลานานจนเกินไป ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติใหม่ ๆ ๕ นาที ก็นานมากแล้ว

    ถ้าหากว่าเป็นผู้ปฏิบัติมานานแล้ว จะเป็นครึ่งชั่วโมง ๔๕ นาทีหรือ ๑ ชั่วโมงก็ตาม ถึงสามารถทำได้นาน แต่ก็อย่าฝืนให้นานจนเกินไป เพราะการปฏิบัติสมาธิภาวนาก็เหมือนกับการทำงาน ถ้าเราโหมทำงานมาก ๆ ในวันเดียว วันถัดไปก็อาจจะทำงานไม่ไหว เป็นต้น

    ลำดับต่อไปก็ให้ทุกคนตั้งใจแผ่เมตตาไปสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกภพ ทุกภูมิ ทุกหมู่ ทุกเหล่า ตั้งใจว่าเราไม่เป็นศัตรูกับใคร เรายินดีเป็นมิตรกับคนและสัตว์ทั่วโลก ขอให้สรรพชีวิตทั้งหลายล่วงพ้นจากกองทุกข์ ท่านที่มีความสุขก็ขอให้มีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    การกำหนดแผ่เมตตานั้นเป็นการรักษากำลังใจของเราให้ชุ่มเย็น ไม่แห้งแล้ง ทำให้อยากจะปฏิบัติ ถ้าหากว่ารักษากำลังใจของเราได้อย่างที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ การที่เราปฏิบัติภาวนาก็จะสามารถทรงอารมณ์ได้เร็ว แต่ถ้าหากว่ากำลังใจไม่ทรงตัว ก็ให้ทุกคนดึงความรู้สึกกลับมาที่ลมหายใจเข้าออก มาที่คำภาวนาใหม่ แล้วตามดูตามรู้ลมหายใจต่อไป

    ทุกคนต้องจำให้แม่นว่า ลมหายใจเข้าออกหรืออานาปานสตินั้น เป็นพื้นฐานใหญ่ของกองกรรมฐานทั้งปวง ถ้าขาดลมหายใจเข้าออก การปฏิบัติภาวนาของเราจะไม่มีผล โดยเฉพาะจะไม่มีกำลังในการตัดกิเลส เราจึงไม่สามารถที่จะทิ้งลมหายใจเข้าออกได้

    เมื่อลมหายใจเข้าออกทรงตัว แผ่เมตตาจนเต็มที่แล้ว ก็ให้ทุกคนคลายกำลังใจออกมาพิจารณา ให้เห็นความไม่เที่ยงของร่างกายนี้ ว่ามีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนไปในท่ามกลาง สลายตัวไปในที่สุด ระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ก็มีแต่ความทุกข์ ประกอบไปด้วยทุกข์ของการเกิด ทุกข์ของการแก่ ทุกข์ของการเจ็บ ทุกข์ของการตาย ทุกข์จากการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ทุกข์ของการปรารถนาไม่สมหวัง ทุกข์ของการกระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เป็นต้น

    และท้ายที่สุด ร่างกายนี้ก็ไม่สามารถที่จะรักษาเอาไว้ให้มั่นคงยั่งยืนได้ ต้องเสื่อมสลายตายพัง กลับคืนเป็นสมบัติของโลกไปตามเดิม ไม่มีอะไรเป็นตัวตนยึดถือมั่นหมายได้ ตัวเราก็เป็นเช่นนี้ คนอื่นก็เป็นเช่นนี้ เมื่อเห็นชัดเจนว่าร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา ก็เอาจิตเกาะภาพพระหรือเกาะพระนิพพานไว้ ตั้งใจว่าถ้าเราตายลงไปเพราะหมดอายุขัยก็ดี หรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายใด ๆ จนถึงแก่ชีวิตก็ดี เราขอไปอยู่กับองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระนิพพานแห่งเดียว

    ลำดับต่อจากนั้น ถ้าหากว่ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ ก็กำหนดดู กำหนดรู้ ลมหายใจเข้าออกของเรา ถ้ายังมีคำภาวนาอยู่ ก็กำหนดคำภาวนาควบไปด้วย ถ้าลมหายใจเบาลงหรือหายไป คำภาวนาหายไป ก็ให้กำหนดรู้ว่า ขณะนี้เป็นเช่นนั้น ขอให้ทุกคนรักษากำลังใจเช่นนี้เอาไว้ จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๗

    ที่มา www.watthakhanun.com
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQneK85tYocZibiUkf6SeijsKPj2uHP9xxVlzGybQCYKyluadwU-uyOBXiqxXyOWzUY&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    การปฏิบัติกรรมฐาน ให้เอาสิ่งที่เหมาะกับเรา

    ถาม :
    ถ้าจับลมหายใจสามฐาน รู้สึกว่าไปบังคับ ไม่ได้สบาย แต่ตัวเองจับแค่ฐานเดียว รู้หายใจเข้าออกนี่สบาย จับภาพพระได้ ?
    ตอบ : เอาที่เราสบาย ถ้าเราดูในวิสุทธิมรรคจะเห็น มี ผุสนา คือ จับฐาน กับ อผุสนา คือ ไม่จับฐาน ท่านใช้คำว่ารู้ตลอดกองลม ก็คือหายใจเข้าตามรู้เข้าไป หายใจออกตามรู้ออกมา สิ่งไหนที่สบายสำหรับเรา ทำแล้วได้ผลดี ให้ทำอย่างนั้น

    ถาม : ถ้าสามฐานจะละเอียดกว่า ?
    ตอบ : ถ้า ๗ ฐานแล้วละเอียดกว่า ๓ ฐานอีก แต่คราวนี้คนที่ไม่เคยชินก็จะทำให้เสียผลปฏิบัติ ดังนั้น..การปฏิบัติกรรมฐาน ให้เอาสิ่งที่เหมาะกับเรา ไม่ใช่เอาตามคนอื่นเขา

    ถาม : มีอะไรที่ควรทำเพื่อส่งผลหรือสนับสนุนการปฏิบัติ ?
    ตอบ : ถ้าในเรื่องสนับสนุนการปฏิบัตินี่ให้แผ่เมตตาเลย อย่างอื่นเป็นอานิสงส์ในลักษณะของกามาวจร ก็คืออย่างไรเสียก็ไม่พ้นในเขตของสวรรค์ ๖ ชั้น แต่เรื่องของการภาวนานี่ตั้งแต่ระดับพรหมขึ้นไป จนกระทั่งสามารถหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพาน ส่วนสนับสนุนไม่ใช่บุญทางนี้ บุญทั้งหลายเหล่านี้เราทำได้ตามปกติ แต่ว่าในส่วนของสนับสนุนการปฏิบัติธรรมให้ใช้แผ่เมตตา

    ถาม : อย่างอื่นไม่ช่วย ?
    ตอบ : ช่วยเหมือนกัน อย่างน้อยเราทำแล้วเราปีติขึ้นมา แต่ว่าไม่เหมือนกับการแผ่เมตตาที่เป็นการเสริมกำลังใจโดยตรง

    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกันยายน ๒๕๕๗
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    พระอาจารย์เล็ก วัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ?temp_hash=51e0a0f2c35cf61eba8e3b555ea3cf0f.jpg
    เคล็ดลับการฝึกมโนมยิทธิ


    (คุยกับพระ) ตอนที่ผมฝึก หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านให้เคล็ดลับไว้หลายอย่าง แล้วผมขยันซ้อม ก็เลยได้ดีมากกว่าคนอื่นเขา

    เคล็ดลับอันแรกเลยก็คือ ท่านให้ไปนั่งข้างถนน หลับตาทำใจสบาย ๆ ตอนนั้นถนนหน้าวัดก็มีรถวิ่งวันหนึ่งไม่กี่คัน พอถึงเวลาเสียงรถวิ่งมา ให้ถามตัวเองว่ารถคันนี้สีอะไร ? ให้ก็จำอารมณ์นั้นไว้ว่า คำตอบที่ได้มาตอนนั้นอารมณ์ใจเราเป็นอย่างไร แล้วก็ลืมตาดู จะพิสูจน์ได้ในระยะเวลาไม่กี่นาที

    ถ้าหากว่าถูกให้จำไว้ว่าเราวางอารมณ์ใจไว้อย่างไร ถ้าผิดไม่ต้องจำ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จน ๑๐ คันถูกสัก ๘ คัน ก็ให้เพิ่มรายละเอียดไปว่า รถที่วิ่งมาสีอะไร ? คนนั่งมากี่คน ? พอถูกสัก ๘ ใน ๑๐ อีกก็เพิ่มไปอีกว่า รถมาสีอะไร ? คนนั่งกี่คน ? ผู้หญิงกี่คน ? ผู้ชายกี่คน ? เพิ่มรายละเอียดไปเรื่อย ๆ รถมาสีอะไร ? คนนั่งมากี่คน ? ผู้หญิงกี่คน ? ผู้ชายกี่คน ? ใส่เสื้อผ้าสีอะไรบ้าง ? ท้ายที่สุดทะเบียนอะไรก็บอกถูกหมด

    แต่ไม่ค่อยดีตรงที่ว่าผมมีกองเชียร์เยอะ พอถึงเวลาผมบอก ถ้าเขาเห็นว่าใช่ก็เฮกันลั่น ถ้าสมาธิไม่ดีก็พังหมด

    คราวนี้อีกวิธีก็คือ เราอยู่ที่บ้านของเรา ถึงเวลานั่งสมาธิกำหนดให้กายในออกมาอยู่ตรงหน้า เอาตัวขนาดที่เราบังคับได้สบาย ๆ จับกายใน ซ้ายหัน ขวาหัน กลับหลังหัน เดินขึ้นหน้า เดินถอยหลัง แล้วแต่เราสั่ง เดินวนรอบตัวเลยก็ได้ จนกระทั่งความรู้สึกชัดเจนว่าเราบังคับตัวนี้ได้ แต่ต้องช้า ๆ นะครับ ถ้าเร็วนี่..ปรื๊ดเดียวก็รอบตัวเลย

    พอมั่นใจแล้ว มีความชัดเจนพอแล้ว รู้สึกได้ชัด ๆ เหมือนตัวจริงแล้ว ทำอะไรก็ได้ครับ ที่เป็นกิจกรรมยามปกติของเรา อย่างเปิดประตู เปิดหน้าต่าง เข้าไปดูห้องน้ำ พวกนี้จะชัดเพราะว่าเป็นสิ่งที่เราเคยชิน หลังจากนั้นเราก็ลงไปข้างล่าง เดินวนรอบบ้านดูว่ามีอะไรบ้าง ช้า ๆ ครับ จำเป็นต้องช้าเลย ไม่อย่างนั้นปรื๊ดเดียวรอบบ้านเลย คราวนี้ออกหน้าบ้านไป จะไปซ้ายหรือไปขวา ไปปากซอยก็เลี้ยวขวา ค่อย ๆ ไปก่อน

    ตอนแรก ๆ ยังชัดอยู่เพราะว่าเราจำภูมิประเทศได้ แต่พอพ้นเขตที่เราจำได้แล้ว มีอะไรรีบจดไว้ครับ แล้วก็ไปดูด้วยตาของเราเอง ใช้วิธีอย่างนี้ซักซ้อมไปเรื่อย ๆ ความชัดเจนจะมากขึ้น ๆ แล้วท้ายสุดพอทรงตัวได้ ต่อไปไม่ว่าเราจะไปภพไหนภูมิไหนก็ชัดเท่ากันครับ

    ถาม : ตัวที่เราเนรมิตมา นี่คือใคร ?
    ตอบ : ก็คือกายในของเรา ก็คือสภาพจิตของเรา ความรู้สึกทั้งหมดนึกว่าอยู่ตรงนี้ เอ็งยืนขึ้น ซ้ายหัน ขวาหัน กลับหลังหัน เดินไปข้างหน้า ๓ ก้าว ถอยหลัง ๒ ก้าว บังคับทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย เพราะถ้าเราไม่บังคับให้ทำ สติหลุดจะหายไป บังคับให้เดินวนรอบห้อง ไปเปิดหน้าต่างดูหน่อยว่ามีอะไร ดูห้องน้ำหน่อย เปิดประตูลงบันไดกี่ขั้น

    แรก ๆ จะชัดเพราะว่าเราเคยชิน แต่พอเกินจากสิ่งที่เราจำได้ เช่น ออกนอกบ้านไปไกลแล้ว เจออะไรจำไว้ครับ แล้วรีบจดไว้ หลังจากเลิกกรรมฐานแล้ว ไปดูเลยครับว่าใช่ไหม

    ผมฝึกกันแบบนี้ คราวนี้คนอื่นเขาขยันอย่างผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมทำงานครึ่งวัน ฝึกครึ่งวัน กลางคืนไม่ค่อยหลับไม่ค่อยนอน เพราะว่าอยู่เวรหน้าห้องหลวงพ่อ อยู่แค่ ๖ ชั่วโมง คราวนี้พอเวรอื่นเขามาเปลี่ยน ผมก็เข้าที่ปฏิบัติของผมเลย ไม่ได้ใส่ใจคนอื่นเขา ง่วงตรงไหนก็นอนตรงนั้น ลุกขึ้นมาได้ก็ว่าต่อ ไม่ได้สนใจเรื่องเวลาเลยครับ เรื่องเวลาสนใจอยู่แค่เวลาทำวัตร เจริญกรรมฐาน กับบิณฑบาต อย่าให้เสีย เพราะว่าถ้าเสียแล้วจะผิดระเบียบวัด

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQna8xiI3QLnssjzZdQBlsm-mChuvPr1yaBZgjIqfVrEnBq7HsEqNSLYDuhp2Zo8mRo&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    "นักปฏิบัติที่เอาดีได้ยากในปัจจุบัน เพราะว่าไปปล่อยกำลังให้รั่วไหลหมด การที่เราฝึกปฏิบัติควบคุมกาย วาจา ใจของเรา เพื่อสร้างให้จิตมีกำลัง #แล้วนำกำลังนั้นไปใช้ในการตัดกิเลส #แต่เรามักจะปล่อยให้รั่วไหลอยู่ตลอดเวลา

    ตาเห็นรูป..ชอบใจก็ไหลไปแล้ว หูได้ยินเสียง..ชอบใจไหลไปอีกแล้ว จมูกได้กลิ่น..ชอบใจไหลไปอีกแล้ว ลิ้นได้รสชอบใจ..ก็ไหลไปอีก กายสัมผัส..ชอบใจไหลไปอีก ใจครุ่นคิด..เกิดความพอใจไม่พอใจ ดีใจเสียใจไหลไปอีกแล้ว

    จึงทำให้กำลังของเรา #รวบรวมเท่าไรก็ไม่พอสำหรับเอามาใช้ในการตัดกิเลส#เพราะว่ารั่วไหลอยู่ตลอด

    ถ้าใครสามารถสะสมกำลังเอาไว้ได้ โดยที่ไม่รั่วไหลเลย #ขอบอกว่ากำลังนั้นมหาศาลขนาดเปลี่ยนฟ้าแปลงดินได้..!"

    ....เมื่อมาถึงจุดนี้ พวกเราต้องทบทวนตัวเราเองดูว่า เราทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ? ในเมื่อเราเองตั้งใจปฏิบัติอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า #เราเคยทุ่มเทชนิดตายเป็นตายบ้างหรือไม่ ?

    ส่วนใหญ่นอกจากจะไม่ทุ่มเทแล้ว #เรายังไปปล่อยให้กำลังของเรารั่วไหลอีกต่างหาก เราจึงสู้กิเลสไม่ได้เสียที ลองดูสักครั้งสิ..ดูว่า..#ตายเป็นตายเป็นอย่างไร

    แต่ส่วนใหญ่พอจะใกล้ตายหน่อยก็มืออ่อนตีนอ่อน ยอมแพ้ดีกว่า #เดี๋ยวกิเลสตายเราจะเศร้าหมอง..!".....พอเสียงมาเข้าหู กำลังของเราก็รั่วไหล

    #เราต้องสะสมกำลังจิตของเราให้มากพอ #จึงจะสามารถปราบกิเลสได้

    แต่มักจะรั่วออกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ตลอดเวลา #ส่วนใหญ่ก็เลยกลายเป็นทาสกิเลสไปตลอดปีตลอดชาติ..!

    ......ลูกศิษย์สายหลวงพ่อวัดท่าซุงนั้นได้เปรียบ #เพราะเรารู้ว่าอารมณ์พระอริยเจ้าเป็นอย่างไร #มีกติกาเท่าไร #เราปฏิบัติได้เลย

    #แต่ว่าสายอื่นเขาไม่รู้ ในเมื่อเขาไม่รู้ ก็เปะปะไปเรื่อย ถ้าหากว่าตรงทางก็ดีไป #แต่ถ้าหากหลงทางก็ต้องเกิดมาทนทุกข์อีกหลายชาติ..!"

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๕๓


    -----------------------------------------

    อาตมาพินิจพิจารณาดูแล้ว ในเรื่องของบารมี ๑๐ จำเป็นต้องสร้างสมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อที่จะบรรลุมรรคผล ที่เราขาดหนัก ๆ เลยก็คือ #วิริยบารมีกับปัญญาบารมีความเพียรไม่พอ ปัญญาก็ไม่พอ แปลว่าต้องขยันกว่านี้

    #ส่วนใหญ่เราใช้ความขยันในทางที่ผิด เมื่อคืนอาตมากลับที่นอนไปสามทุ่มครึ่ง โยมยังนั่งเขี่ยไลน์กันไม่เลิกเลย ไม่รู้ว่าเขี่ยมาตั้งแต่เมื่อไร ? ตีเสียว่าเลิกทำวัตรทุ่มครึ่งถึงสามทุ่มครึ่งก็ ๒ ชั่วโมง เราปฏิบัติธรรมตรงนี้แปดโมงครึ่งถึงสิบโมง ก็ ๑ ชั่วโมงครึ่ง ถ้าสมมติว่าเราหาเงิน ๑ ชั่วโมงครึ่งแล้วไปใช้ ๒ ชั่วโมง แล้วเงินจะพอใช้ไหม ? #เราเอาสิ่งที่เราสร้างได้ไปอีลุ่ยฉุยแฉก เป็นลูกล้างลูกผลาญเสียหมด ต่อให้พ่อแม่ร่ำรวยล้นฟ้าขนาดเจ้าสัวซีพี ก็คงไปไหนไม่รอดหรอก #เพราะว่าเราไปตามใจกิเลสมากกว่า"

    "เรื่องของโทรศัพท์มีไว้เพื่อติดต่อธุระปะปังเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้เราแชตเล่นกันทั้งวัน อันนั้นเพ้อเจ้อและฟุ้งซ่านด้วย เชื่ออาตมาเถอะ...อาตมาไม่ได้ดูโทรทัศน์มา ๓๐ กว่าปีก็ไม่ตาย ไม่มีสมาร์ทโฟนก็ยังมีชีวิตอยู่ปกติดี ตอนนี้โทรศัพท์เครื่องละ ๗๒๐ บาทก็ไม่รู้ไปลืมทิ้งไว้ไหน ? ยังไม่ได้ไปหา ไม่เห็นจะต้องพกติดตัวตลอดเวลา

    สิ่งที่เราทำ เราสร้างมา #เราต้องสะสมเพียงพอ #ถึงจะสามารถกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรารถนาได้ #ถ้าตราบใดที่ยังไม่เพียงพอ #ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ อยากจะซื้อรถเบนซ์ก็สะสมให้ได้สามล้านห้าแสนบาท อยากจะเอามอเตอร์ไซค์ล้อโตก็หนึ่งล้านบาทเศษ...เลือกเอา #แต่ส่วนใหญ่เราเก็บได้ไม่กี่ร้อยก็ถลุงหมดภายในคืนเดียว..!

    เงินทองที่เราเก็บมารั่วไหลหมด รั่วอย่างไร ? รั่วออกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ รั่วทุกทาง ตาต้องการเห็นรูป หูต้องการได้ยินเสียง จมูกต้องการได้กลิ่น ลิ้นต้องการได้รส กายต้องสัมผัสที่ชอบ ใจคิดฟุ้งซ่านแต่เรื่องของ รัก โลภ โกรธ หลง #ในเมื่อกำลังที่เราทำมาสะสมมาไม่เพียงพอสักที #แล้วเมื่อไรถึงจะพอใช้ในการตัดกิเลส ?

    รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อน อาตมาเองตอกย้ำแทบทุกครั้งที่มาปฏิบัติธรรม #แต่พวกเราก็ไม่ได้ปิดจุดอ่อนของตนเอง #แก้ไขเพื่อให้มีจุดแข็ง #จะได้บรรลุมรรคบรรลุผลกับเขาบ้าง อาตมาเสียดายตำแหน่งว่างที่มีเหลือเยอะ ตอนยุคของอาตมานี่ตำแหน่งที่ว่างมีน้อยมาก"

    "สมัยปฏิบัติธรรมที่บ้านสายลม มีอยู่คืนหนึ่งหลวงพ่อวัดท่าซุงบอกว่า “วันนี้พระพุทธเจ้าเสด็จมา บอกว่าญาติโยมทั้งหมดที่ร่วมกันปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ มีอยู่ ๘๐ คนที่สามารถรักษาศีล ๘ แบบเด็ดขาดได้เลย”

    อาตมาไม่ได้คิดหรอกว่า "เราจะเป็นหนึ่งในนั้นหรือเปล่า ?" แต่อาตมาคิดว่า “กูต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่ ๆ..!”

    ตั้งแต่วินาทีนั้นก็รักษาศีล ๘ #แบบเด็ดขาดมาเลย นี่คือตัวอย่างว่า ถ้าเราต้องการมรรคผล สติ สมาธิ ปัญญาอย่างเดียวยังไม่พอ ...ยังต้องมีการตัดสินใจและการกระทำที่เด็ดขาดด้วย....

    จากนั้นมาจนถึงวันนี้ อาตมายังไม่รู้เลยว่า ที่เขาหิวข้าวเย็นกันนั้นเป็นอย่างไร ? นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนอาตมาจะบวช ๒ ปี

    ส่วนมายุคของเรานี่ แหม...ตำแหน่งว่างตั้ง ๑๗๕,๓๐๐ คน ถ้าเป็นอาตมานี่ก็ประเภทนอนกางมือกางตีนยึด ๕ เก้าอี้เลย โปรดทำให้เต็มที่

    คำว่า "ทำให้เต็มที่" ไม่ได้แปลว่าใช้เวลาที่เราทำการทำงานอย่างอื่นมาทำ แต่ทุกเวลาที่เราทำงานให้มีสติอยู่เฉพาะหน้า

    ถ้าสติอยู่ตรงหน้า #ไม่ปรุงไป รัก โลภ โกรธ หลง #ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็เป็นกรรมฐานทั้งหมด จำประโยคนี้ไว้ให้ดี ๆ"

    โอวาทช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม งานมาฆบูชา-หล่อพระพุทธสิหิงค์เนื้อเงิน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 กรกฎาคม 2019
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ?temp_hash=975e514cf26cd15886f36fdfc55cd40c.jpg
    ?temp_hash=40e66803c2c183612c4ff1d46259aa29.jpg
    วิธีฝึกจับภาพพระให้มีกำลังเข้มข้น


    เมื่อตอนที่ องค์ปฐม ท่านมา ท่านบอกใช้อย่างนี้
    ให้จับภาพพระพุทธเจ้าเป็นปกติ
    ให้จิตทรงกำลัง ฌาน ๔ เป็นปกติ
    ไอ้ทรงฌาน ๔ เป็นปกติ
    ฌาน ๔ นี่ เวลาเราออกจากร่างกายนี่
    เราเป็นฌาน ๔ แล้ว

    แต่ นั่นเป็นฌาน ๔ เบื้องต้นที่มีกำลังอ่อน
    ต้องใช้ให้มีกำลังเข้มข้น

    นั่นก็คือนึกถึงภาพพระพุทธรูปเมื่อไร
    นึกพับเห็นทันที

    นึกจับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ชัดเจนแจ่มใสตามกำลังให้ได้ทุกวันทุกวัน
    และทุกเวลาที่เราต้องการ

    ไม่ใช่นั่งรอเวลา เงียบสงัด
    ไม่ใช่อย่างนั้น

    เดินไปเดินมา ทำงานอยู่นึกพับให้เห็นเลย

    เห็นแล้ว อธิษฐานพระพุทธเจ้า
    ขอพระองค์ทรงโตขึ้น ใหญ่ขึ้นสว่างกว่านี้ เล็กลง
    อยู่ข้างบน สูงมาก สูงน้อย

    เราทำอย่างนั้นอย่าคิดว่าเป็นการปรามาสพระรัตนตรัย "

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ฝึกมโนมยิทธิแล้วมองไม่เห็นอทิสมานกาย

    ถาม : เมื่อครู่ผมไปฝึกมโนมยิทธิมา อทิสมานกายเป็นอย่างไร ผมไม่เข้าใจ คือ ให้นึกว่ามีกายอยู่ข้างในหรือ ?
    ตอบ : จะนึกก็ได้ แต่ขอให้รู้ว่าความรู้สึกทั้งหมดของเราก็คือกายใน แต่คนที่ยังไม่ชำนาญ จะยังไม่สามารถที่จะกำหนดเป็นรูปร่างชัดเจนได้บางคนสามารถกำหนดในลักษณะเป็นดวงได้ ก็จะรู้ว่ามีสีสันอย่างไรเท่านั้น แต่ถ้าจะกำหนดเป็นตัวตนเลย ระยะแรกเราจะเห็นไม่ชัด

    แค่ใช้ความรู้สึกทั้งหมดของเรา อย่างเช่นครูฝึกเขาบอกว่า ให้ยกอทิสมานกายของเราขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็กำหนดความรู้สึกทั้งหมดของเราว่าไปอยู่ที่นั่นเลย ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราตอนนี้รู้ว่า ตรงหน้าของเราก็คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รู้สึกว่าเป็นอย่างไรก็อธิบายให้ครูเขาฟัง

    ต้องไปทำเรื่อย ๆ อยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งถูกมากขึ้น..เมื่อถูกมากขึ้น เกิดความมั่นใจ สภาพจิตของเราจะสงบ ภาพก็จะค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นมา

    ถาม : มีครั้งหนึ่งไปฝึกที่วัด ครูเขาถามว่าเห็นเราไหม ? เห็นเราใส่ชุดอะไร ? คือผมไม่เห็นอะไร ?
    ตอบ : ไม่เห็นไม่เป็นไร แรก ๆ เราจะไม่เห็น รู้สึกอย่างไรให้ตอบไปอย่างนั้น

    ถาม : ถึงแม้จะให้ขอบารมีพระแล้วก็ตาม ผมก็ไม่เห็น ?
    ตอบ : ถ้าเรา "อยาก" จะไม่เห็น

    ถาม : ผมก็เลยแกล้งว่าผมเห็นก็แล้วกัน
    ตอบ : ถ้าอย่างนั้นก็เชิญแกล้งต่อไป ขอให้เจริญ ๆ..!
    __________________
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ต้องเข้าใจเลยว่าแรก ๆ เราไม่เห็นหรอก เป็นแค่ความรู้สึกเฉย ๆ รู้สึกว่าเป็นอย่างไรให้บอกไปอย่างนั้น เหมือนกับเราอยู่ในห้องมืด ๆ เขาส่งของมาให้ชิ้นหนึ่ง เราคลำ ๆ อยู่สักพักหนึ่ง เราก็จะบอกได้ว่า ของชิ้นนี้น่าจะเป็นหนังสือ เป็นต้น

    ถ้าครูฝึกยืนยันว่าเป็นหนังสือ เราก็จะเกิดความมั่นใจขึ้น เราก็ต้องไปฝึก ไปลูบไปคลำอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งแตะปุ๊บก็บอกได้เลยว่านี่คือหนังสือ ถ้าหากมีความคล่องตัวระดับนั้น ความมั่นใจจะเกิด สภาพจิตจะนิ่ง พอสภาพจิตนิ่ง ภาพก็จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

    แล้วตอนนั้นจะไปเสียอีกทีก็คือ อยากเห็นชัด พออยากเห็นชัด เรามักจะไปกำหนดเพ่งด้วยสายตา ภาพก็จะหายไปอีก เพราะว่าเราต้องส่งจิตไปยังสถานที่นั้นจึงจะเห็นได้ การที่เราจะเพ่งด้วยสายตา ก็คือ นึกถึงลูกตา นั่นเป็นการนึกถึงตัวเอง เท่ากับเป็นการดึงใจกลับ ภาพก็จะหายไป เราก็ไปนั่งคลุ้มคลั่งว่าทำไมเดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย ?

    จนกว่าเราจะทำใจได้ว่า ก่อนหน้านี้ถึงไม่เห็นก็รู้ชัดเจนดีอยู่แล้ว ถึงจะไม่เห็นก็ช่างเถอะ เราพอใจแค่นี้ ถ้าวางกำลังใจอย่างนั้นได้ก็จะเห็นภาพได้นาน ของเรายังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน

    เดี๋ยวจะเหมือนไอ้หนูเมื่อตอนบ่าย พอออกจากห้องปุ๊บก็ทดสอบเลย ให้เพื่อนเขียนตัวเลขแล้วก็ทาย..ผิดทั้งหมด เด็กเพิ่งจะเข้าเรียน ป.๑ ไปทำข้อสอบเลยก็เจ๊ง..ผิดหมด

    ถาม : แล้วอย่างตอนหลับตา จะเป็นสี ๆ ?
    ตอบ : ไม่ต้องไปใส่ใจ หลับตาไม่ได้ใช้สายตา เปลี่ยนเป็นความรู้สึกเสีย เราไม่ได้ใช้สายตา แต่เอาความรู้สึกนึกถึง

    ถาม : จะเป็นสีวงกลม จะเป็นดวง ?
    ตอบ : จะเป็นอะไรช่างหัวมัน..! เพราะว่าเป็นการนึกถึงสิ่งที่เราไม่เคยชินเหมือนกับเรานึกถึงบ้าน เราบอกลักษณะรูปร่างบ้านได้ชัดว่าเป็นอย่างไร แต่ถามว่าเห็นไหม?..ก็ไม่เห็น ถามว่ารู้สึกชัดไหม?..ก็ชัด

    เขาเห็นกันลักษณะอย่างนั้น เห็นเหมือนอย่างที่เรานึกถึงบ้าน แต่ทีนี้เราชินกับบ้าน เราสามารถบอกได้ เพียงแต่ว่าสิ่งอื่น ๆ เราไม่ชิน ก็เลยต้องเชื่อความรู้สึกแรก

    ถาม : เขาถามว่าคนนั้นมาไหม ? คนนี้มาไหม ? เขาว่ามาเราก็ว่ามากับเขา ?
    ตอบ : ต่อไปถ้าไม่รู้เรื่องให้นั่งฟังเฉย ๆ อย่าไปมั่ว..เดี๋ยวก็ยิ่งเละไปใหญ่

    เป็นที่น่าเสียดายว่า..ครูฝึกส่วนใหญ่ขาดความชำนาญ คือ ขาดเจโตปริยญาณ จึงมักจะโดนลูกศิษย์หลอกเสมอ เขาตอบส่งเดชอย่างไรก็เออออไปกับเขาด้วย เลยทำให้คนส่วนหนึ่งเอาไปพูดกันว่า มโนมยิทธิเป็นเรื่องเหลวไหล..!

    พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    สนทนาช่วงบ่าย ณ บ้านอนุสาวรีย์
    วันอาทิตย์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๓
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    อรูปฌาน

    ถาม : อรูปฌานนะครับ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราทำได้แล้ว ?
    ตอบ : ต้องทรงกสิณให้คล่องตัวเลย คล่องตัวนี่ต้องใช้ผลของกสิณได้ ถ้าหากว่าไม่สามารถใช้ผลของกสิณได้คล่องตัว อรูปฌานไปไม่รอด เพราะอรูปฌานต้องตั้งต้นด้วยกสิณ

    ตั้งภาพกสิณกองใดกองหนึ่งขึ้นมา แล้วก็กำหนดใจเพิกภาพกสิณนั้นเสีย ให้เห็นว่าแม้แต่ภาพกสิณยังเป็นส่วนหยาบ ยังมีรูปอยู่ เราไม่ต้องการรูปนี้ เราต้องการความว่างเปล่าของอากาศ กำหนดใจจับความว่างของอากาศไปเรื่อย จนกระทั่งเป็นวงสว่างแจ่มใสอยู่ตรงหน้า ใหญ่ก็ได้ เล็กก็ได้ กำหนดความว่างของอากาศไป

    พอเต็มที่เสร็จแล้ว คลายอารมณ์ขึ้นมาแล้วก็ว่าอรูปฌานที่ ๒ ต่อ ตั้งภาพนิมิตของกสิณขึ้นมาใหม่ แล้วกำหนดใจคิดว่า ถึงจะเป็นอากาศแต่ก็ยังมีความหยาบอยู่ จับความว่างไม่มีขอบเขตของวิญญาณแทน เพราะฉะนั้นต้องเริ่มด้วยกสิณก่อนถ้ากสิณไม่คล่องทำอรูปฌานไม่รอด

    ถาม : แล้วอย่างมโนมยิทธิถือเป็นการใช้ผลของกสิณไหมครับ ?
    ตอบ : มโนมยิทธิถือเป็นผลของกสิณอยู่แล้ว เพราะว่ากสิณ ๓ กอง คือ อาโลกกสิณการกำหนดแสงสว่าง โอทาตกสิณการกำหนดสีขาว เตโชกสิณการกำหนดไฟ เหล่านี้ มีผลทำให้เกิดทิพจักขุญาณ ขณะเดียวกันถ้าหากว่าเป็นมโนมยิทธิเต็มกำลังก็เป็นอภิญญาด้วย เพราะว่าสามารถถอดจิตไปได้ อันนี้เป็นการใช้ผลของกสิณอยู่แล้ว

    ถาม : ถ้าอย่างนั้นทรงมโนมยิทธิก็ได้เหมือนกัน ?
    ตอบ : ได้อยู่ แต่ว่ากติกาของอรูปฌานต้องตั้งรูปขึ้นมาก่อน ถ้าจะทรงมโนมยิทธิก็ต้องกำหนดรูปที่เราถนัดขึ้นมาก่อนเช่นว่าภาพพระก็ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าจะเล่นอรูปฌานนี่ต้องได้ฌาน ๔ ก่อน

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนกรกฏาคม ๒๕๔๔
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ถาม : หลวงพ่อวัดท่าซุงสอนว่า ตอนเช้าให้ตั้งอารมณ์อยู่ในอากิญจัญญายตนฌาน พอดีเดือนที่แล้วหลวงพี่บอกว่า ถ้าเกิดเป็นอรูปฌานต้องทำอารมณ์ฌานสี่ไปแล้ว ?

    ตอบ : นั่นหมายถึงว่าการฝึก แต่คราวนี้ของเราถึงไม่ได้เต็มที่ก็ทำไปเถอะ คือตัวอรูปฌานนี่ส่วนหนึ่งจะเป็นอารมณ์คิด อารมณ์พิจารณา คล้าย ๆ กับวิปัสสนาญาณ ตัวอากิญจัญญายตนฌานที่หลวงพ่อท่านบอกให้ตั้งอารมณ์ไว้ นั่นเหมือนกับเป็นวิปัสสนาญาณ คือท่านต้องการให้เราตั้งอารมณ์ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรเหลืออยู่ คน สัตว์ วัตถุธาตุสิ่งของทั้งหมด ในที่สุดก็พังหมดไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ได้เลย

    ลักษณะอารมณ์ใจที่ตั้งอยู่นี่จะเป็นวิปัสสนาญาณ คล้าย ๆ กับอากิญจัญญายตนฌาน เพราะว่าคิดแบบเดียวกัน แต่ว่าไม่ต้องไปนั่งจับกสิณขึ้นมา เพิกภาพกสิณแล้วค่อยมากำหนดใจ ถ้าคุณต้องการฝึกอรูปฌาน คุณต้องขึ้นด้วยฌานสี่ แต่ลักษณะการพิจารณาแบบนี้ใช้ไปเถอะ..กำลังแค่ไหนก็ใช้ได้


    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนสิงหาคม ๒๕๔๔
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ถาม : ปกตินั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง เขาเรียกว่าได้ผลไหมครับ ?
    ตอบ : สำคัญตรงที่สมาธิทรงตัวไหม ? ระยะเวลาไม่เกี่ยว ถ้าสมาธิทรงตัว ๕ นาที ๑๐ นาทีก็ได้บุญมหาศาล ถ้าสมาธิไม่ทรงตัวนั่งไป ๓ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมงก็แค่นั้นแหละ

    ถาม : ถ้านั่ง ๕ นาที ๑๐ นาทีก็ได้ แต่บางท่านบอกนั่งชั่วโมงครึ่ง เดินชั่วโมงครึ่ง ?
    ตอบ : ท่านหมายถึงว่าทำอย่างไรจะให้ใจทรงตัว แรก ๆ ก็จะฟุ้งซ่าน ยื้อระยะเวลาไปหน่อย พอจิตเหนื่อยก็จะนิ่งแล้วเริ่มทรงตัว ก็เลยต้องใช้เวลานิดหนึ่ง

    แต่จริง ๆ แล้ว ท่านบอกว่าสมาธิ ทำแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น คือแวบเดียวเท่านั้น อย่างน้อย ๆ ผลบุญที่ทำก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราต่อไปภายหน้าได้

    ถาม : ปัจจัยนี้ส่งผลข้ามชาติได้ ?
    ตอบ : ทั้งชาตินี้และชาติหน้า

    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๘

    -----------------------------------------

    ถาม : การนั่งสมาธิในรถยนต์ที่จอดอยู่ประมาณ ๒-๔ นาทีต่อวัน ในช่วงเช้า โดยที่จิตสงบ เราจะได้บุญเพียงพอที่จะอุทิศให้ใครไหมคะ ?
    ตอบ : โอ้พระเจ้า..มหาศาลเลย อานิสงส์แค่ช้างกระดิกหูหรือแค่งูแลบลิ้น ท่านบอกว่ายังเป็นปัจจัยให้เข้าสู่พระนิพพานได้ในอนาคต นั่นตั้ง ๒-๔ นาทีแถมยังใจสงบด้วย ต้องบอกว่าได้เยอะมาก ๆ ฉะนั้น..รีบอุทิศไปเถอะ

    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๗

    --------------------------------------

    กำลังใจที่มุ่งตรงต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อพระธรรม ต่อพระอริยสงฆ์ มีอานิสงส์มหาศาลจนคาดไม่ถึง ตัวอย่างในพระไตรปิฏกมีมากต่อมากด้วยกัน

    ระลึกถึงแม้ชั่วช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ปรากฏว่าตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาเป็นนางฟ้า มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่

    ถามว่าทำไมถึงมีอานิสงส์มากขนาดนั้น ? อานิสงส์ที่มากเพราะว่าคนอื่นมีน้อย แปลว่าอะไร ?

    ถ้าหากเปรียบเทียบกับบุคคลที่มีกำลังใจมืดบอด กำลังใจต่ำ ย่อมห่างจากบุคคลที่มีกำลังใจผ่องใส กำลังใจสูง ยิ่งกำลังใจสูงต่ำกันมากเท่าไร ระดับของความห่างก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

    เมื่อวัดไปถึงระดับจอมอรหันต์อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงห่างกันจนยากที่จะประมาณได้

    เมื่อเราทำความดีต่อท่านทั้งหลายเหล่านี้ ต่อพระพุทธเจ้าก็ดี ต่อพระธรรมก็ดี ต่อพระอริยสงฆ์ก็ดี จึงได้มีผลานิสงส์มากมหาศาลจนประมาณไม่ได้ เพราะว่าระดับห่างกันเหลือเกิน

    เราทำบุญกับเดรัจฉาน ๑ ครั้งมีผลเป็น ๑๐๐ แต่ว่าเราทำบุญกับบุคคลที่ทุศีล ยังมีผลมากกว่าสัตว์เดรัจฉานเป็น ๑๐๐ เท่า ก็แปลว่ามีอานิสงส์เป็น ๑๐,๐๐๐

    ทำบุญกับบุคคลที่ทุศีล สู้บุคคลที่มีศีลแล้วทำศีลบกพร่องไม่ได้ ห่างกันเป็น ๑๐๐ เท่าอีก ก็แปลว่า ใส่ไปอีก ๒ ศูนย์ เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ แล้ว

    ทำบุญกับสัตว์เดรัจฉานเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่เท่ากับทำบุญกับบุคคลที่ศีลขาด ๑ ครั้ง

    ระดับที่ขาดมากกับดีมาก จะยิ่งต่างกันไปเรื่อย ๆ ดังนั้น...ผลานิสงส์จึงมากมายมหาศาลไปด้วย

    ขอให้ทุกคนตั้งจิตตั้งใจ ด้วยความเลื่อมใสในคุณพระศรีรัตนตรัย ตั้งใจถวายดอกไม้ ธูปเทียนของเรา เป็นพุทธบูชา พวกเรามากราบพระ ไหว้พระ บูชาพระ ไปพร้อม ๆ กัน
    ............................................

    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    งานเวียนเทียนวันวิสาขบูชา
    วันพุธที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ?temp_hash=33a1f84bdc5f2946ae6d50f2ce23be13.jpg
    จับภาพพระไม่จับลม
    .
    ผู้ถาม : เวลาเราทำกรรมฐาน
    เราจับแต่ภาพพระ ไม่จับลมหายใจ
    อย่างนี้จิตจะเข้าถึงฌานได้ไหมครับ..?
    .
    หลวงพ่อ : คงไม่ได้ ขอยืนยันว่าไม่ได้แน่นอน
    ความจริงคนที่คล่องแล้วจริง ๆ เขาเรียกว่า
    "ผู้ทรงฌาน" มันจับไปพร้อมกัน
    ทั้งรูปพระและลมหายใจเข้าออก

    พอจิตเข้าถึงฌานก็ตัดไปเลย

    ถ้าไม่จับลมหายใจเข้าออกนิวรณ์ก็กวน
    จิตเป็นสมาธิไม่ได้ จับแต่ภาพพระเฉย ๆ
    จิตจะทรงตัวไม่ได้นาน
    .
    ที่มา : หนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับ ๗๕ (หน้า ๘)
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ฝึกเดินทรงฌาน
    ถาม : อย่างนี้ก็เลยไม่แน่ใจว่าดีไหม ถ้าเผลอไหลไปตามเพลงนี่ช่วยได้ไหม ?
    ตอบ : ต้องมีการผ่อนสั้นผ่อนยาว ในลักษณะของพระจะมีการเปลี่ยนอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน ทำท่าเดียวนาน ๆ ไม่ไหว ร่างกายจะแย่

    ถึงเวลาก็ไปเดินดูฟ้าดูดินบ้าง แทนที่เราจะไปนั่งภาวนาอย่างเดียว อาจจะไปรดน้ำต้นไม้บ้าง ไปกวาดลานวัดบ้าง แล้วจับอิริยาบถการเคลื่อนไหวต่อไป พอถึงเวลาจิตจะได้คลายออกมาบ้าง หายเครียดแล้วก็ไปนั่งภาวนาของเราต่อ หรือไปเดินจงกรมของเราต่อ

    ถาม : เราฝึกเข้าฌานได้ทุกสภาวะ แล้วเวลาเดินฌานค้างเราจะทำอย่างไรคะ ?
    ตอบ : ก็ถ้าหากว่าฌานค้างก็ลดลงมาเหลือแค่ฌาน ๒ หรือฌาน ๑ ก็ไปต่อได้แล้ว ความจริงฌานค้างเป็นของดีนะ เพราะไม่ต้องยุ่งกับ รัก โลภ โกรธ หลง ไปเลย กลัวแต่ว่าจะไม่ยอมค้างนะสิ..!

    ถาม : คลายออกมาใช่ไหมคะ ?
    ตอบ : ถอยลงมาหน่อยแล้วก็เดินต่อไป ต้องตั้งท่ายื้อกันหน่อย ดูว่าจะไปได้อีกสักนิดไหม ?

    เหมือนกับเข้าเกียร์รถไว้แล้วลองพยายามเข็นดู ปกติรถเข้าเกียร์อยู่ ถ้าเครื่องติดก็ไปได้ใช่ไหม ? ทีนี้เราเข็นไปจนเครื่องต้องติดเอง ลองดูนะ..ถ้าไม่ไหวก็เข้าเกียร์ว่างไปก่อน

    ถาม : เมื่อเข็นไปแล้วก็จอดใช่ไหมคะ ?
    ตอบ : พอเข็นไปเครื่องติดก็ไปต่อสิจ๊ะ จริง ๆ แล้วไม่ต้องมาต่อวิชาแล้วก็ได้ เป็นเองแล้วนี่ ต่อไปเราจะรู้ว่า แค่ไหนถึงจะพอดีสำหรับเรา

    มีอยู่ช่วงหนี่งที่อาตมาฝึกใหม่ ๆ ตอนนั้นยังเดินจงกรมทั้งวัน ภาวนาทั้งวัน นับลูกประคำทั้งวัน หรือไม่ก็นั่ง ๆ นอน ๆ ทั้งวัน ประเภทใครเห็นเข้าก็ว่าบ้าแน่ ๆ นั่งลงไปแล้วก็นอน นอนแล้วก็นั่ง ทำอยู่แค่นี้

    แต่ความจริงแล้วกำลังซ้อมทรงสมาธิตามลำดับ พอนอนลงก็เข้าตามลำดับจนเต็มที่ไปเลย เวลานั่งก็คลายออกมาตามลำดับจนเต็มที่เหมือนกัน ...สนุกมากเลยช่วงนั้น แต่คนเห็นว่าบ้าทุกคน เพราะเอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ

    ถาม : เหมือนคุณพ่อเลยค่ะ นั่ง ๆ นอน ๆ เหมือนคนบ้า จะพาไปโรงพยาบาล คุณพ่อบอกไม่ต้อง ไม่เป็นไร ไม่ต้องพาไป ก็ไม่มีใครเชื่อ ?
    ตอบ : ไม่มีใครเชื่อหรอก เพราะคนบ้ามักจะบอกว่าตัวเองไม่บ้าทุกราย..!

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๔


    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2299
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    สวดมนต์อย่างเดียวสามารถไปพระนิพพานได้หรือไม่ ?

    ถาม :
    ถ้าอารมณ์จิตชอบสวดมนต์ภาวนาจะพอไหมคะ..?
    ตอบ : เหลือเฟือเลยจ้ะ การสวดมนต์ภาวนา ถ้าสวดเป็นไปพระนิพพานได้ง่ายที่สุด

    ให้ตั้งใจยกจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพาน แล้วอธิษฐานสวดมนต์ถวายเป็นพุทธบูชา ถ้ายังไม่จบเราจะไม่ลง เมื่อมีงานให้ทำ ใจจะเกาะอยู่ที่พระนิพพานได้นาน

    พวกที่ได้มโนมยิทธิให้ลองสังเกตดูว่า อารมณ์พระนิพพานจริง ๆ นั้น ยังไม่ใช่อารมณ์ใจที่แท้จริงของเรา เพราะฉะนั้น..เราจึงเกาะได้น้อย เกาะได้ไม่นาน บางทีไม่ทันจะรู้ตัว ก็หล่นลงมาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เมื่อรู้ตัวแล้วถึงค่อยขึ้นไปใหม่

    แต่ถ้าหากว่ามีงานทำอยู่ พอจิตมีงานทำ มีอะไรให้เกาะ ก็ทรงตัวอยู่ตรงนั้น เพราะเราตั้งใจว่า ถ้ายังสวดมนต์ไม่จบเราจะไม่ลง ทำลักษณะนั้นบ่อย ๆ แล้วขยายเวลาให้ยาวขึ้นไปเรื่อย ๆ หาเรื่องสวดมนต์ให้มาก ๆ บทหน่อย พออยู่ไปนานเข้าจิตจะชินกับอารมณ์พระนิพพาน พอชินก็จะเกาะพระนิพพานได้นานขึ้น ไม่ใช่ขึ้นไปวินาทีหนึ่ง ยังไม่ทันจะได้เห็นหน้าพระก็หล่นลงมาแล้ว

    ถามว่าสวดมนต์อย่างเดียวพอที่จะไปพระนิพพานไหม ? ถ้าทำเป็นก็พอ ถ้าอยากจะทำในลักษณะทิพจักขุญาณ เวลาสวดมนต์ก็ให้นึกถึงตัวหนังสือไปด้วย "อิติปิโส ภควาฯ" ให้เห็นเป็นคำ ๆ ไปเลย ถ้าเห็นได้ชัดเจนเท่าไร เวลาเราดูผีดูเทวดา เราก็จะเห็นได้ชัดเจนเท่านั้น กลายเป็นว่าทำเป็นไหม ? ทำเป็นก็ทำได้ทุกคน ใช้ได้ทุกอย่าง

    อย่าลืมว่า กรรมฐาน ๔๐ นั้น ที่อารมณ์ทรงตัวจริง ๆ คือ อานาปานสติ และกสิณ ๑๐ อารมณ์อื่นจะเป็นอารมณ์พิจารณาบ้าง อารมณ์แค่อุปจารสมาธิบ้าง อารมณ์แค่ปฐมฌานบ้าง แต่ว่าที่หลวงพ่อวัดท่าซุงสอนพวกเรามา ท่านจับเป็นฌาน ๔ หมด ต่อสมาบัติ ๘ ให้เลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น..จึงขึ้นอยู่กับเราว่าทำเป็นไหม ? ถ้าทำเป็น แม้แต่การสวดมนต์ก็สามารถดัดแปลงใช้งานได้ทั้งหมด

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนมีนาคม ๒๕๔๕
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...