เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    c_oc=AQna3h90xcl79aLNrLmmFoIind7V_juYOn-uDChP1LSvYUnXVzAHEcmezW8rpiOxWQA&_nc_ht=scontent.fbkk5-3.jpg
    เทคนิคการฝึกจับภาพพระ

    ถาม : เวลาจับภาพพระ จับในอกบ้าง จับที่อื่นบ้าง ไม่รู้จะไปต่ออย่างไรครับ อยากไปต่อ ?
    ตอบ : อยากไปต่อ ก็เพิ่มขึ้นอีกองค์หนึ่ง ไว้ในอก ๑ องค์ ไว้บนหัว ๑ องค์ #หายใจเข้าองค์บนหัวเลื่อนไปในอก #องค์ในอกเลื่อนไปบนหัว #หายใจออกองค์บนหัวเลื่อนไปในอก #องค์ในอกเลื่อนไปบนหัว สลับกันไปเรื่อย ถ้ารู้สึกว่าชัดเจนดีแล้วก็เพิ่มไปเรื่อย ๆ ดูว่าจะได้กี่องค์..!

    ถาม : ควรจะสักกี่องค์ ?
    ตอบ : ควรจะได้สัก ๑๐๘ องค์พร้อม ๆ กัน...! #แต่ต้องชัดเจนเท่ากัน เพราะฉะนั้น...เพิ่มไปเป็น ๒ องค์ก่อน ส่วนอีก ๑๐๖ องค์เก็บไว้รอเวลา

    ถาม : พระอาจารย์เคยบอกว่า อาจจะเห็นไม่ชัดเจน ?
    ตอบ : ขอให้มีไว้ก่อน #หลังจากนั้นที่ชำนาญแล้วจะกำหนดได้มั่นคงขึ้นชัดเจนขึ้น คราวนี้จึงจะเป็นแบบที่เราต้องการ

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    พิจารณาร่างกายไม่ละเอียด

    ถาม : เวลาที่ทำสมาธิแล้วจิตเราหลุดออกไป ต้องพิจารณาตัดร่างกายอย่างไรครับ ?
    ตอบ : ถ้าออกไปนี่ไม่ต้องตัดแล้วพ่อคุณ เขาต้องตัดก่อนออกไป

    ถาม : แต่พอออกไปแล้วร่วงกลับที่เดิมทุกทีเลยครับ
    ตอบ : ถ้าร่วงกลับที่เดิมทุกทีแสดงว่าคุณพิจารณาร่างกายไม่ละเอียด จิตยังห่วงร่างกายอยู่ คุณต้องแยกแยะให้เห็นชัดเจนเลยว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราอย่างไร เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ สักแต่ให้เราอาศัยอยู่ชั่วคราว

    ถ้าจิตเห็นชัด ไม่ห่วงร่างกายแล้วจึงจะออกไป แต่ถ้าคุณพิจารณาไม่ชัดจิตก็จะกลับทันที เพราะว่ายังห่วง หนักกว่านั้นอีกก็คือไม่ไปเลย ดังนั้น..พิจารณาตั้งแต่ก่อนไป ไม่ใช่ไปแล้วค่อยพิจารณา ไปแล้วไม่มีเวลาพิจารณาหรอก

    พยายามไปดูให้เห็นให้ชัด ว่าร่างกายไม่เที่ยงอย่างไร ? เป็นทุกข์อย่างไร ? ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอย่างไร ? จนสภาพจิตยอมรับแล้ว เราค่อยภาวนาไปตามแบบของเรา ถ้าหากว่าจิตยิ่งยอมรับมากเท่าไร ก็จะยิ่งไปง่ายเท่านั้น ไปเริ่มต้นใหม่..ความจริงทำถูกแล้ว แต่ยังถูกไม่หมด พิจารณาน้อยไปหน่อย
    ............................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    c_oc=AQnzbIbtB5yNePCDkM1OMcWzWxG8hR-hFJSJ5rii91Bpxz4tBBnIiYt5RekI77Xt0bI&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    สมาธิเป็นคำตอบในการปฏิบัติเกือบทุกอย่าง

    พระอาจารย์กล่าวว่า "วันนี้หลวงพี่มหาเอถวายทองคำ น่าจะประมาณ ๒๕ บาท ให้เนื่องในวันเกิด ถ้ารู้ว่าวันเกิดเขาให้อะไรเยอะขนาดนี้อาตมาคงเกิดไปนานแล้ว เพราะว่าจนป่านนี้ยังไม่ได้กลับวัดไปดูเลย เมื่อคราวงานวัดรับมาก็แยก ๆ ใส่กะละมังไว้ จำได้ว่ามีพระเลี่ยมทองหลายองค์ ยังไม่ได้ดูว่ามีอะไรบ้าง เวลาจะดูยังไม่มีเลย ถ้าอยู่ถึงก็พบกันอีกทีตอนอายุ ๗๒ ปี จะจัดงานวันเกิดอีกรอบหนึ่ง พยายามกัดฟันหายใจไว้ เดี๋ยวก็ถึงเอง แค่อีก ๑๒ ปีเท่านั้น..!

    พอถึงเวลาวีซ่าหมด ถ้าต่อไม่ทัน ก็ขอบ๊ายบายไปก่อน #อาตมาสร้างเวรสร้างกรรมไว้เยอะ ตั้งแต่อายุ ๒๗ ปีก็หมดวาระแล้ว #ที่อยู่มาจนบัดนี้ใช้วีซ่ามาตลอด ตอนตายเพื่อนผู้หญิงเห็น โอ๊ย...ใจคอไม่ดี จะขาดใจตายแทน #พออาตมาฟื้นคืนมาใหม่ #ดันหัวเราะเยาะอาตมาเหมือนคนบ้าเลย..!

    จริง ๆ แล้วเพื่อนหญิงคนนี้เขาเป็นนักปฏิบัติที่สุดยอดมาก เป็นคู่แข่งกัน คราวนี้อาตมารู้ว่าบอกไปแล้วเขารับได้ #ก็เลยบอกว่าวันนี้หมดอายุ #จะตายวันนี้แหละ เขาก็เฝ้าดู ตอนไปเขาทำท่าจะตายแทน พอฟื้นคืนมาใหม่ ดีใจเป็นไอ้บ้าไปเลย #สรุปว่าไล่อาตมาไม่ทัน ยินดียินร้ายมากเกินไป กำลังใจไม่มั่นคง โดนอาตมาแซงเลย #ไม่อย่างนั้นปกติแล้วหนีกันไม่พ้น อาตมาได้อะไรเขาได้อย่างนั้น เขาได้อะไรอาตมาได้อย่างนั้น

    ที่ชอบที่สุดก็คือ เวลาไปหาท่านที่ทำได้มากกว่า ทั้งสองคนนิสัยขโมยเหมือนกัน #ถ้าคนที่ทำได้มากกว่าเล่าให้ฟังว่าทำแบบไหน #พวกเราจะทำได้เดี๋ยวนั้น ขโมยกันต่อหน้าต่อตา ทั้งสองคนเป็นเหมือนกัน ฟังอารมณ์ปฏิบัติของรุ่นพี่หรือรุ่นอาจารย์ เขาทำถึงตรงไหน อาการเป็นอย่างไร จะขโมยมาต่อหน้าต่อตาเลย #ทำได้เหมือนเขาเดี๋ยวนั้นเลย

    ตรงจุดนี้ต้องบอกว่า #เกิดจากคุณูปการที่ฝึกสมาธิไว้มาก เหมือนคนมีเงินเยอะ พอจะซื้ออะไร ถ้าเขาซื้อได้ บอกว่าซื้อได้ด้วยวิธีนี้ พวกเราก็ควักกระเป๋าซื้อเลย #ถึงได้กล้ายืนยันว่าสมาธิเป็นคำตอบในการปฏิบัติเกือบทุกอย่าง ยกเว้นตอนเปลี่ยนอารมณ์เป็นพระอริยเจ้าเท่านั้น

    ฉะนั้น...ใครบอกว่าฝึกสมาธิมากจะติดในสมาธิ #คนพูดประเภทยังทำไม่ได้จริง #ถ้าทำได้จริงต้องรู้ว่าสมาธิมีคุณค่าอย่างไร ขนาดพระพุทธเจ้ายังยืนยันว่าถ้าทรงฌานได้ มารจะมองไม่เห็น รัก โลภ โกรธ หลง โดนกดดับชั่วคราว กิเลสต่าง ๆ เกิดไม่ได้ชั่วคราว แล้วมารที่ไหนจะครอบงำได้ ? #หลังจากนั้นก็อาศัยกำลังสมาธิมาช่วยในการพิจารณาตัดกิเลส

    ถ้าหากว่าพวกเรามีคู่แข่งในการปฏิบัติลักษณะเดียวกับอาตมา จะทำอะไรได้เร็วมาก เพราะว่าไม่อย่างนั้นเราจะตามเขาไม่ทัน มีอยู่อย่างหนึ่งก็คือหนีเขาได้ไหม ? ถ้าหนีเขาไม่ได้ต้องตามเขาให้ทัน #พอดีอาตมาโชคดีเจอคู่แข่งลักษณะนั้นเข้า #เจอหน้ากันแต่ละทีก็มาไล่อารมณ์การปฏิบัติกัน ที่หลวงพ่อฤๅษีท่านใช้คำว่า ถึงเวลาแล้วยันกัน ก็คือความรู้เท่ากัน ไม่มีใครได้มากกว่า ของอาตมาก็หมดกระเป๋าพอดี ของเขาก็หมดกระเป๋าพอดี มีคู่แข่งแล้วจะกระตือรือร้น #ถ้าไม่มีก็ต้องแข่งกับตัวเอง

    จริง ๆ แล้วสมาธิในการเล่นเกมส์ บางคนระดับนิโรธสมาบัติเลย เห็นเด็กฝรั่งคนหนึ่งที่เล่นเกมจนตาย เล่นต่อเนื่องกันเป็นเดือน #กำลังระดับนั้นถ้าเอามาตัดกิเลสก็บรรลุไปนานแล้ว

    ถึงเวลาอาตมากับเขาก็นั่งคุยนั่งไล่อารมณ์การปฏิบัติกัน พ่อเขาก็สงสัย #มาจีบลูกสาวทำไมไม่เอ่ยปากขอเสียที ถึงเวลาก็หิ้วกาน้ำชา ถือถ้วยมา นั่งซดน้ำชาไป ๒ กา "#คุยอะไรกันวะ ? #ฟังไม่รู้เรื่อง #ไปดีกว่า" ก็พ่อเขาไม่ใช่นักปฏิบัติ คิดว่าอาตมาไปจีบลูกสาวเขา

    พวกเราถ้าไม่มีใครเป็นคู่แข่ง ก็ให้แข่งกับตัวเอง"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    พระนิพพานเป็นภาษาใจ ใครทำใครได้

    พระอาจารย์กล่าวว่า "พระนิพพานไม่ใช่ภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียน #พระนิพพานเป็นภาษาใจ #ใครทำใครได้ ทำแทนกันไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง นาญโญ อัญญัง วิโสธะเย #คนเราจะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน คนหนึ่งจะทำให้อีกคนหนึ่งบริสุทธิ์หาได้ไม่ แปลว่าอยากจะไปพระนิพพานต้องลงทุนลงแรงทำเอง #ถ้าติดขัดตรงไหนมาถามก็แล้วกัน"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    106240091.jpg
    c_oc=AQnYEHYlAYqmjmSrgjHdlvgFhjklXJJL2-17-6m6SjzWVAERSCy6cXi33t8kvlu7Tu4&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ธัมมานุสติ

    ถาม : ฝึกพระกรรมฐานในส่วนของพุทธานุสติ ระลึกถึงภาพพระ การจับภาพพระก็คือ ลืมตาให้เห็นภาพพระใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : แรก ๆ ก็หลับตานึกถึงไปก่อน พอคล่องตัวแล้วจะลืมตาหรือหลับตาก็นึกกำหนดภาพพระได้เหมือนกัน

    ถาม : ธัมมานุสติให้ระลึกอย่างไรครับ ?
    ตอบ : ถ้าเราจะเอาแบบง่าย ๆ เลย ก็คือ นึกถึงคัมภีร์พระธรรมก็ได้ แต่ถ้าเอาตามแบบที่หลวงพ่อวัดท่าซุงเคยสอนมา #ท่านให้นึกถึงภาพพระพุทธเจ้ากำลังเทศน์อยู่ #ธรรมะที่พระองค์ท่านเทศน์ลอยลงมาเป็นดอกมะลิแก้ว#ลอยลงมาเป็นสาย#แล้วเราก็จับภาพนั้นแทน

    อาตมาทดลองจับได้ครู่เดียว ก็กลายเป็นภาพสีทองแพรวพราวหมดทั้งองค์พระ ทั้งดอกมะลิ ก็คือ ถ้าเราทำอะไรได้สักกอง ที่เหลือก็จะง่ายแล้ว แต่ถ้าเราทำไม่ได้สักกอง ก็จะยากทุกกอง

    อาตมาเองมักจะฉวยโอกาสตอนหลวงพ่อเทศน์ วันพระที่หลวงพ่อท่านไม่ป่วย ท่านจะลงเทศน์เป็นประจำ อาตมาก็จับภาพพระ นึกภาพว่าหลวงพ่อมีพระพุทธเจ้าคลุมท่านอยู่ ตอนนี้พระพุทธเจ้ากำลังเทศน์ผ่านองค์หลวงพ่อมา เสียงของท่านคือพระธรรม เป็นดอกมะลิแก้วลอยลงมา แล้วก็มีพานใหญ่อยู่ตรงข้างหน้า ดอกมะลิแก้วก็จะมารวมกันอยู่ในพานตรงหน้า จัดเป็นธัมมานุสติเต็มระดับ

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๔
    ที่มา : www.watthakhanun.com


    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    c_oc=AQmjZznMgl85sCAyssr_T94ZJPeFoRHwCyplF_pYXtj0DxUcHHbie98aXof_sIaurb4&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    ถาม : แล้วฌานควรทำไว้ตลอดหรือไม่ครับ
    ตอบ : ควรที่จะทำไว้เพราะอย่างน้อยอันดับแรกก็คือว่า ประคับประคองจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ อย่างที่สองคือ กำลังฌานทำให้กิเลสกินเราได้น้อย อย่างที่สามสำคัญที่สุด ก็คือใช้ในการตัดกิเลส กำลังฌานมีส่วนด้วยอย่างมาก

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมาจาก
    เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ หน้าที่ ๒๖

    ถ่ายภาพจาก นครสวรรค์

    ------------------------------------

    เครดิต ชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ภาวนาเพื่อหนีความทุกข์

    ถาม :
    มีอยู่วันหนึ่ง มีความรู้สึกว่าไม่สบาย เวียนหัว แล้วพอไปเข้าห้องน้ำ แล้วรู้สึกหน้ามืด พอหน้ามืดตอนนั้น จิตฉุกคิดขึ้นมาว่า ที่เราเป็นอย่างนี้ เพราะมีร่างกาย พอคิดอย่างนี้แล้วรู้สึกมืดไปหมดเลย ไม่รู้ตัว ?
    ตอบ : อย่างนั้นแสดงว่ากำลังใจของเราใช้ได้ เวลาเกิดเวทนา เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยกับร่างกายขึ้นมา เราสามารถนึกถึงข้อธรรมคำสอนได้อะไรได้ ตอนนั้นถ้าตั้งใจหน่อยเดียวว่า ถ้าตายตอนนี้เราขอไปพระนิพพาน ก็สบายเลย

    แบบนี้แสดงว่าลูกพ่อจริง ๆ หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็ไปหน้ามืดอยู่ในห้องน้ำ แล้วท่านไม่ได้หน้ามืดเฉย ๆ แต่หล่นจากโถส้วมลงไปกองกับพื้นเลย เสร็จแล้วท่านก็อุตส่าห์พยายามทรงตัวถอดกลอนออกมา แล้วมาหมอบอยู่หน้าห้องน้ำ ท่านบอกว่า เดี๋ยวคนไปลือว่าข้าตายคาโถส้วม ลูกศิษย์จะขายหน้าเขา ก็เลยตะกายออกมาตายข้างนอก หมดลมอยู่พักหนึ่ง พระท่านไล่กลับมา ก็เลยต้องฟื้นใหม่

    ถาม : แล้วตอนนั้นที่รู้สึกว่ามืดไปนั้นเป็นอย่างไรคะ ?
    ตอบ : มีอยู่สองอย่าง คือ สติขาดไปเพราะเวทนาที่เกิดขึ้นบีบคั้น อีกอย่างหนึ่งก็คือ พอเป็นฌานอยู่บ้าง แต่ว่าสติตามไม่ทัน ก็ตัดไปเฉย ๆ ลักษณะนั้นเหมือนกับวูบไป อาการใกล้เคียงกันมาก ต้องสังเกตดูให้ดี แต่ว่าถ้าทำในลักษณะนั้นได้ก็สบายใจได้เลยว่า อย่างน้อยกำลังใจของเราน่าจะเกาะความดีได้อยู่บ้าง แต่อย่าไปประมาทนะ หมั่นทำบ่อย ๆ

    อาตมาตอนป่วยหนักคราวก่อนนี้ เกาะไม่ปล่อยเลย เขาจะหามไปเผาทิ้งเสียแล้ว ถึงเวลาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดขึ้นหนัก ๆ ถึงเวลาก็จับอารมณ์ภาวนาเพื่อหนีความทุกข์ของร่างกาย ปรากฏว่าจับแน่นไป เขาจะเอาไปเผาเสียแล้ว อย่าพยายามเลียนแบบนะ คนไม่เข้าใจเขาเอาไปเผาแล้วจะยุ่ง

    ถาม : แต่ก่อนที่จะวูบไป จิตรู้ตัวว่าเวียนหัว แต่ไม่มีความทุกข์ ?
    ตอบ : เรารู้เท่าทัน แต่ขณะเดียวกัน จิตก็พร้อมที่จะรับ ตอนนั้นนึกถึงพระได้เลย ถ้าหากว่าเราตายตอนนี้ ขอไปอยู่กับพระที่พระนิพพานกับท่านแล้วกัน ทำอารมณ์ใจสบาย ๆ จะเป็นจะตายก็ปล่อยไป ถ้าลืมตาตื่นขึ้นมา เราก็ทุกข์ต่อไป ถ้าไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาเราก็สบายไป อาตมาพยายามทำหลายครั้งแล้ว ตื่นทุกครั้งเลย

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. (พระอาจารย์เล็ก)
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนมิถุนายน ๒๕๔๕
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ถาม : ทำอานาปานสติแล้วปวดหัวเรื่อย ๆ สมาธิก็ไม่ค่อยดี ?
    ตอบ : #ตัดใจได้ไหมว่า #ต่อให้ตายลงไปเราก็จะทำความดีอย่างนี้ #ถ้าตัดใจได้ก็จะผ่านไปได้ ภาษานักปฏิบัติเรียกว่า #ขันธมาร เขาแค่มาแกล้งให้รู้สึกว่าเราเป็นอะไร จะได้เลิกการภาวนาเท่านั้นเอง

    #ใครก็ตามที่โดนแกล้งลักษณะนี้ #ให้รู้ว่าถ้าเราทำความดีแล้วจะได้ผลเร็ว#เขาจึงต้องรีบขวางเอาไว้ ถ้ามีความบ้าพอ ให้คิดว่า ถ้าจะหัวระเบิดตายไปตอนนี้เราก็จะทำต่อ ถ้าตัดใจได้แบบนี้ก็จบ

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
    ที่มา : www.watthakhanun.com


    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    เราทำสมาธิเพื่อไปพระนิพพาน

    “ทุกวันนี้เราปฏิบัติเพื่อสร้างบุญสร้างบารมีให้เกิด เสริมสร้างปัญญาให้เกิด หรือว่าเราปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างกำลังให้กับกิเลสทุกวัน?”

    การภาวนา เมื่ออารมณ์ใจทรงตัวแล้ว ก็มีกำลังที่จะมาพิจารณาตัดกิเลสได้ แต่ถ้าเราไม่นำกำลังนั้นมาพิจารณาตัดกิเลส เมื่อคลายออกมา มันจะวิ่งเข้าไปหาความฟุ้งซ่านในรัก โลภ โกรธ หลงของมันเอง คราวนี้ก็จะฟุ้งซ่านเป็นหลักเป็นฐานเป็นงานเป็นการ เพราะมันได้กำลังจากสมาธิมา กลายเป็นมิจฉาสมาธิ ซ้ำเติมเราให้ลำบากยิ่งขึ้น ทำให้กิเลสมีกำลังกล้าแข็งยิ่งขึ้น ดังนั้น..ท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติมา ให้ดูตัวเราเองด้วยว่า ทุกวันนี้เราปฏิบัติเพื่อสร้างบุญสร้างบารมีให้เกิด เสริมสร้างปัญญาให้เกิด หรือว่าเราปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างกำลังให้กับกิเลสทุกวัน?

    "เราทำสมาธิเพราะเราเคารพ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราทำสมาธิเพราะเราจะไปพระนิพพาน"

    ในเมื่อเราเห็นแล้วว่าการเกิดมาไร้สาระแบบนี้ มีแต่ความทุกข์ยากแบบนี้ เราก็ไปพระนิพพานดีกว่า ก็ย้อนมาหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของเรา ตั้งใจว่าที่เรารักษาศีลก็เพราะความเคารพใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรารักษาศีลก็เพราะเราจะไปพระนิพพาน

    เราทำสมาธิเพราะเราเคารพ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราทำสมาธิเพราะเราจะไปพระนิพพาน ตอกย้ำตัวเองให้แน่น ย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนไม่ต้องไปตอกหัวตะปู ทุกอย่างก็แน่นอยู่ในใจของเรา

    เก็บตกงานกฐินวัดเขาวง-วัดถ้ำป่าไผ่ ( ๓๑ ตุลาคม-๑ พ.ย. ๕๒)
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    สมาธิลึกมากเวลาก็ผ่านไปไม่รู้ตัว

    "เศรษฐกิจไม่ดี #ให้ทุกคนภาวนาคาถาเงินล้านเป็นกรรมฐานไปเลย กำหนดไว้สักครั้งละชั่วโมงก็ได้ ไม่ต้องนับจบ ให้นับเวลาแทน #สมาธิลึกก็อาจจะได้สักจบหนึ่ง #สมาธิตื้นชั่วโมงหนึ่งก็อาจจะได้เป็นร้อยจบ อาตมาเคยภาวนาตอน ๐๒.๕๕ น. ได้ ๑ จบ ๖ โมงเช้าพอดีเลย คว้าบาตรออกบิณฑบาตแทบไม่ทัน สมาธิเผลอลึกไปหน่อย #สมาธิลึกมากเวลาก็ผ่านไปไม่รู้ตัว

    ดังนั้น #เราจะเห็นว่าเวลาของเทวดาหรือพรหมชั้นยิ่งสูงขึ้นไปเท่าไรก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อย่างเช่น เวลาของชั้นจาตุมหาราช ๑ วันเท่ากับ ๕๐ ปีมนุษย์ ถ้าชั้นดาวดึงส์ ๑ วันก็ ๑๐๐ ปี ไล่ไป ๒๐๐ ปี ๔๐๐ ปี ๘๐๐ ปี ถ้าไปอรูปพรหมก็ลืมโลกไปเลย ๒๐,๐๐๐ มหากัป ๔๐,๐๐๐ มหากัป เป็นต้น

    กติกาของพระโพธิสัตว์คือผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิ จึงมีอยู่อย่างหนึ่งว่า #จะไม่เกิดเป็นอรูปพรหม เพราะว่าเวลายาวนานเกินไป เสียเวลาในการสร้างบารมี #ไม่ลงโลกันตนรก เพราะว่าเวลายาวนานหาจำกัดไม่ได้

    เพราะฉะนั้น..ถ้าลงอเวจีบ่อย ๆ เดี๋ยวก็นานเท่าโลกันต์ไปเอง..! #ถ้าเกิดเป็นคนหรือสัตว์มีอัตภาพไม่เล็กกว่านกกระจาบ #และไม่ใหญ่กว่าช้าง ไมโซซอรัสจึงเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ได้ ดูมาหรือยัง ? อยู่ในจูราสสิกเวิลด์..!"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    กรรมนิมิตหรือว่าเป็นฝัน ?

    ถาม :
    การที่เรานั่งสมาธิแล้วหลับนั้น เกิดจากจิตเริ่มเป็นปฐมฌานหยาบ แต่ที่หลับเพราะสติตามไม่ทัน กราบเรียนถามหลวงพ่อครับว่า ในกรณีที่เรานั่งสมาธิแล้วหลับ แต่ยังฝัน นับว่าหลับในสมาธิหรือเปล่าครับ ?
    ตอบ : อันนั้นแสดงว่าหมดสภาพแล้ว #คือสติขาดจนต่อไม่ติด #กลายเป็นหลับจริง ๆ ไปแล้ว เพราะว่าถ้าทรงสมาธิอยู่จะไม่ฝัน #แต่มีอยู่อย่างหนึ่งกรุณาอย่าเข้าใจผิด อย่างหนึ่งที่รู้เห็นแล้วไม่ใช่ฝัน แต่เป็นนิมิต ลักษณะของกรรมนิมิต แสดงเหตุให้รู้ ถ้าหากเราแยกไม่ออกจะคิดว่าเป็นความฝัน เพราะฉะนั้น...ต้องไปสังเกตเอาเองว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นนั้น#เป็นกรรมนิมิตหรือว่าเป็นฝัน

    ถาม : หากตายในขณะที่หลับฝันนั้น จะถือว่าตายในฌานและได้ไปจุติเป็นพรหมหรือเปล่าครับ ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าฝันถึงแต่เรื่องชั่ว ๆ #ก็มีหวังจะลงข้างล่างมากกว่า..!

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    c_oc=AQnql2DNgB1JBQ57jZfDCVnMmbQ8HxKgINoabPsTepa7daq4C0dzJIvjjV2FVN3kg5E&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    "การปฏิบัติสมาธิภาวนานั้น จุดที่สำคัญที่สุด ก็คือว่าเราไม่สามารถรักษาอารมณ์ปฏิบัติให้ต่อเนื่องได้ เหตุที่เราไม่สามารถรักษาอารมณ์ปฏิบัติให้ต่อเนื่องได้ เกิดจากสาเหตุสองอย่างด้วยกัน
    อย่างแรก สติ สมาธิและปัญญายังไม่เพียงพอ จึงปล่อยให้กำลังขาดช่วงลง
    อย่างที่สองก็ คือ ยังไม่เห็นทุกข์เห็นโทษ ของการที่จิตไปวุ่นวายกับ รัก โลภ โกรธ หลง อย่างแท้จริง เมื่อไม่เห็นโทษอย่างแท้จริง เราก็จะไม่เข็ดและปล่อยให้ใจหลุดจากสมาธิไปอยู่เรื่อย ๆ "

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมาจาก
    กระดานสนทนาวัดท่าขนุน,เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน
    สมาธิ : ปรียานันท์ธรรมสถาน หน้าที่ ๒
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    +++ มัชฌิมาปฏิปทาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ++-

    ถาม : มัชฌิมาปฏิปทา ?
    ตอบ : มัชฌิมาปฏิปทาไม่มีมาตรฐาน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของแต่ละคนไม่เท่ากัน #เป็นไปตามปัญญา #ตามกำลังบารมีของแต่ละคนที่สั่งสมมา ในเมื่อมัชฌิมาปฏิปทาไม่มีมาตรฐาน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เราจึงต้องพยายามปรับให้เหมาะสมกับเรามากที่สุด

    ถาม : มัชฌิมาปฏิปทาของแต่ละคนจะรู้ได้อย่างไร ?
    ตอบ : #ต้องหามุมของตัวเอง ไม่มีใครสามารถบอกได้ เพราะแต่ละคนไม่เท่ากัน แรก ๆ #ทำให้เข้มข้นไว้ก่อน #พอถึงเวลาเคยชินแล้วเราผ่อนจะพอดีไม่ใช่ว่าแรก ๆ ทำตามสบาย แล้วพอผ่อนเมื่อไรก็ยาน ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว

    #ถ้าเราเข้มแข็งกว่า #ก็จะสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วกว่าเหมือนคนที่แข็งแรงเดินทาง ย่อมได้ระยะทางที่มากกว่าและไปถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วกว่า

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกันยายน ๒๕๕๗
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    พระพุทธเจ้าตรัสถึงอันตรายของภิกษุใหม่ ว่าประกอบไปด้วย วังวน คลื่นลม จระเข้ และ ปลาร้าย

    ๑) วังวน คือ กามคุณ ๕ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ดึงให้เราจมอยู่กับห้วงกิเลส
    ๒) คลื่นลม ก็คือ คำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ถ้าทนไม่ได้ก็ล่มอยู่กลางทะเลกิเลสเสียก่อน
    ๓) จระเข้ คือ เห็นแก่กินแก่นอน ไม่เอาการปฏิบัติ
    ๔) ปลาร้าย คือ เพศตรงข้าม ที่จะงาบเราไปเสียก่อนที่จะพ้นจากห้วงวัฏสงสารได้

    นี่เป็นอันตรายของภิกษุใหม่ หรือเป็นอันตรายของนักปฏิบัติ

    เมื่อมาเปรียบกับนิมิตที่อาตมาเห็น มองเห็นว่าสิ่งนั้นนั้นมีอันตราย แต่คนอื่นไม่เห็น อุตส่าห์ตะโกนบอกจนเสียงแหบเสียงแห้งแล้ว เขาก็ไม่สนใจ ดูแล้วน่าปลื้มใจมากเลย..!

    ถาม : เลยเลิกตะโกนหรือเปล่า?
    ตอบ : เปล่า..นิมิตขาดไปแค่นั้น นิมิตนี้จะไม่มีหัวไม่มีท้าย อยู่ ๆ ก็โผล่มาเฉย ๆ

    อาตมาเห็นว่าคนกำลังเดินอยู่บนหลังจระเข้ เดินไปเรื่อย ๆ ใกล้จะถึงปากอยู่แล้ว จระเข้ตัวใหญ่มาก ใหญ่เสียจนบอกไม่ถูกว่าใหญ่แค่ไหน ตัวของจระเข้เหมือนกับเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล ตะโกนบอกจนเสียงแหบก็ไม่มีใครฟังสักคน มีแต่จะเดินเข้าหาปากของจระเข้ รู้สึกว่าเป็นนิมิตที่มีกำลังใจมากเลย..! แล้วถ้าตะโกนต่อไปจะมีคนฟังบ้างไหม ?

    พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เทศน์ช่วงเย็น ณ บ้านอนุสาวรีย์
    วันอาทิตย์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๓
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ?temp_hash=58e7e7f10149102b320780f7411c481f.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แนะนำ เทคนิคการฝึกสมาธิเบื้องต้น

    ตอนที่ 1
    (เรื่องการรู้ลมหายใจเข้าและรู้ลมหายใจออก)

    พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า มหาสติปัฏฐาน 4
    เป็นทางเอกทำให้สำเร็จซึ่งพระนิพพาน ได้แก่

    (1) ให้พิจารณากายในกาย
    (2) พิจารณาเวทนาในเวทนา
    (3) พิจารณาจิตในจิต
    (4) พิจารณาธรรมในธรรม

    ข้อที่ว่า ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายนั้น คืออะไร?????

    ท่านตอบว่า คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ไปอยู่ในป่า
    หรือว่าอยู่ที่โคนต้นไม้ หรือไปอยู่ที่ว่างบ้านเรือน
    แล้วก็นั่งกายให้ตรง ดำรงสติมั่น
    ภิกษุนั้นหายใจออกก็มีสติ หายใจเจ้าก็มีสติ

    การพิจารณากายในกาย
    ในขั้นแรก ท่านถือเอากองลมเป็นสำคัญ
    จุดเริ่มต้นนี้เขาเรียกว่า อานาปานบรรพ
    หรือว่า อานาปานสติกรรมฐาน นั่นเอง

    อานาปานสติกรรมฐานนี้มีกำลังมาก มีความสำคัญมาก
    สามารถทรงฌาน 4 ได้แล้ว ถ้าหาว่าท่านเจริญตามแบบนี้
    ท่านจะมีความสุขแบบสุขวิปัสสโก

    แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาสติปัฏฐานสูตรนี้
    เราจะสามารถดัดแปลงขึ้นไปสู่ วิชชาสาม
    อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณ ก็ทำได้
    ก็ทำกันตอนอานาปานสติกรรมฐานนี้แหละ
    (แต่ส่วนนี้จะยังไม่พูดตอนนี้นะ)

    การพิจารณากายในกาย
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อานาปานสติกรรมฐานนี่นะ
    ท่านสอน ให้เข้าไปทีละนิด ๆ ท่านไม่ได้ให้ทำแบบหักโหม

    ตอนนี้
    ท่านสอนอานาปานสติกรรมฐานตอนต้น
    ว่าเราหายใจเข้าก็มีสติ หายใจออกก็มีสติ

    วันนี้เอาแค่นี้แหละ …………..

    ถ้าพูดว่าสติ ดูเหมือนว่ามันยุ่ง ๆ
    ไปสักหน่อย เอาคำว่ารู้นี่ดีกว่า

    แล้วรู้น่ะ รู้ตรงไหน
    รู้ตรงจมูก ไม่ต้องรู้มาก

    เวลาลมเข้ามันกระทบจมูก เวลาลมหายใจออกมันกระทบจมูก
    เอาแค่รู้อย่างเดียว ไอ้รู้สั้นรู้ยาวนี่ตอนนี้ยังไม่ต้อง ก็ได้

    ท่านผู้หญิงจะทำครัว เวลาหั่นผักหั่นหญ้า ซาวข้าว
    ทำกับข้าว รู้ลมหายใจเข้าออกด้วยก็ดี

    ท่านผู้ชายทำงานนอกบ้าน ทำงานในบ้าน
    รู้ลมเข้าออกด้วยก็ดี

    ทำอย่างนี้ให้ชิน จนกระทั่งจิตไม่ต้องระวังเรื่องลมเข้าออก
    รู้ได้เป็นปกติเป็นอัตโนมัติของมันเอง

    ขอย้ำอีกนิดหนึ่งว่า

    ขอให้บรรดาพุทธบริษัทจำไว้ว่า
    ท่านจะเจริญมหาสติปัฏฐานสูตร
    ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในบทว่าอานาปานบรรพ
    เราจะรู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออกอยู่เสมอ
    จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน พระจะไปบิณฑบาต
    จะอาบน้ำ จะทำวัตร จะดูหนังสือ จะเดินไปไหน
    ชาวบ้านก็เหมือนกัน ทำการทำงานอย่างใดก็ตาม
    รุ้ลมเข้า รู้ลมออก

    รู้แค่นี้นะ ไม่ช้าจะดีเอง

    แล้วถ้าหากว่า จะมีนักปราชญ์มาถามว่า
    แล้วมันจะได้ฌานได้ยังไง
    ขอตอบว่า เอาเถอะ ค่อย ๆ ทำไปเถอะ

    ทำตามนี้ก็แล้วกัน
    ค่อย ๆ ทำไปแล้วจะรู้ผลเอง

    (จบตอนที่ 1)
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ตอนที่ 2 (เรื่องการเห็นนิมิต)

    ทีนี้มาพูดกันถึงว่าเราทำได้ถึงตอนนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
    เรื่องของพระกรรมฐานกับนิมิต เป็นเรื่องธรรมดา
    เรื่องนิมิตที่พึ่งเกิดจากสมาธินี่ เป็นของธรรมดา
    นิมิตของอานาปานสติกรรมฐานก็มี เช่น
    สีเขียว สีแดง สีสว่างคล้าย ๆ แสงไฟฉาย หรือเหมือนฟ้าแลบ

    นี่เป็นนิมิตของอานาปานสติกรรมฐาน

    ส่วนเรื่องของการได้บุญนะ
    ถ้ากลัวว่าจะไม่ได้บุญ ละก็โปรดเข้าใจด้วยว่า
    เขตของการบุญนะ มันอยู่ตรงที่จิตเป็นสมาธิ
    ตัวบุญนะอยู่ที่จิตเป็นสมาธิที่มีอารมณ์ตั้งมั่น
    ตัวบุญไม่ได้อยู่ที่องค์ภาวนาอย่างเดียว
    คำว่าเอกัคคตารมณ์ แปลว่า เป็นหนึ่ง
    อารมณ์ของเราเป็นหนึ่งไม่มีสอง
    อย่างนี้จัดว่าเป็นสมาธิ คือ ตัวรู้อยู่
    ตัวบุญใหญ่ ก็คือ การทรงสมาธิจิต
    ถ้าสมาธิสูงมากเพียงใด

    นิวรณ์ที่จะมากั้นความดีคืออารมณ์ของความชั่ว
    ก็เข้าสิงได้ยากเพียงนั้น

    คำว่านิวรณ์ก็ได้แก่อารมณ์ของความชั่ว
    ถ้าขณะใดจิตทรงสมาธิ ที่เรียกกันว่าได้ฌาน

    คำว่าฌานนี้
    ฌานัง แปลว่าการเพ่ง การทรงอยู่ของจิต
    จิตเพ่งอยู่เฉพาะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
    อันนี้เราเรียกกันว่าฌาน

    ขณะที่จิตอยู่เฉพาะลมหายใจเข้า หายใจออก
    จิตไม่ส่ายไปสู้อารมณ์อย่างอื่น อย่างนี้ เราเรียกกันว่าฌาน

    แต่ว่าจะเป็นฌานขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย
    อะไรก็ตาม นั่นก็เป็นอีกเรืองหนึ่ง
    เป็นอาการละเอียดของจิต เป็นอาการทรงของจิต

    เรามีสติ สามารถจะรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
    ที่กระทบจมูกได้ รู้แล้วนะ
    เมื่อรู้ ๆ ไป อย่างนี้จิตก็จะเริ่มเป็นสมาธิ แต่ยังหยาบนัก
    อย่างนี้เรียกว่า ขณิกสมาธิ

    คำว่า ขณิกสมาธิ
    แปลว่า สมาธิเล็กน้อย สมาธิยังไม่ใหญ่

    เมื่อเริ่มเข้าถึง ขณิกสมาธิตอนปลาย
    จิตเริ่มละเอียด ลมที่กระทบจมูกจะเบาลง ๆ
    แต่จิตเรียบร้อยดีเพราะส่ายออกไปน้อย

    ตอนนี้แหละและตอนต่อไป เมื่อ ขณิกสมาธิ
    ละเอียดขึ้น จิตก็จะเข้าสู่ อุปจารสมาธิ
    ซึ่งเป็นสมาธิสูงกว่านั้น ใกล้จะถึงฌาน

    ตอนนี้ อารมณ์ของจิตที่เป็นทิพย์จะปรากฏ

    นี่แหละที่เขาเรียกว่าสามารถเห็นผี เห็นเทวดา
    เห็นพรหมได้ หรือเรียกว่าจิตเป็นทิพย์

    คือไม่ใช่ลูกตาเป็นทิพย์นะ

    ฟังให้ดี
    จิตเป็นทิพย์ คือ จิตย่อมว่างจากกิเลส

    จิตก็ว่างจากนิวรณ์ทั้ง 5 ประการ
    เมื่อจิตว่างจาก นิวรณ์ 5 ประการแล้ว
    จิตก็สมารถเป็นทิพย์

    แต่ว่าจะเป็นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสมาธิจิต
    บางทีมันเป็นประเดี๋ยวเดียว

    ว่างจากนิวรณ์นิดหนึ่ง แว๊บหนึ่งของวินาที
    หรือครึ่งวินาที จิตก็กลับมัวหมองใหม่

    ที่นี้ เวลาจิตเป็นทิพย์ มันเป็นยังไง
    จิตเป็นทิพย์มันก็จะเห็นแสง เห็นสี เห็นภาพต่าง ๆ
    ที่เราคิดไม่ถึง ที่เราคาดไม่ถึง

    จำให้ดีนะ
    คือ บางทีก็เห็นเป็นแสง เป็นสีเขียว สีแดง
    เป็นแสงสว่าง แปลบปลาบคล้าย ๆกับฟ้าแลบก็มี

    นี่ตอนนี้ จงรู้ว่าจิตของเราเป็นสมาธิ
    และจิตเริ่มเป็นทิพย์ สามารถเห็นแสงที่เป็นทิพย์ได้

    แต่ถ้าอาการปรากฏอย่างนี้
    มักจะปรากฏแผล๊บเดียว แล้วก็หายไป
    ในเมื่อปรากฏแล้วหายไป บางคนเสียคนตอนนี้เยอะ
    บางคนมาเอาดีกันตอนเห็น ต่อไปถ้าเห็นไม่ได้
    จิตใจก็ฟุ้งซ่าน ที่มาเสียกันตอนนี้เสียมาก

    เพราะอะไร

    เพราะว่าเข้าใจพลาด คิดว่าอาการอย่างนี้เป็นของดี
    แล้วก็ควรยึดถือ เพราะว่าเป็นของใหม่ มีความปลาบปลื้มใจ
    มีความภูมิใจมาก

    บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและพระคุณเจ้าที่เคารพ
    ถ้าอาการปรากฏอย่างนี้นะ ขอพระคุณเจ้าโปรดทราบว่า
    ภาพที่ปรากฏก็ดี แสงที่ปรากฏก็ดี

    จงอย่าเอาจิตเข้าไปเกาะ
    เพราะจะทำให้สมาธิของท่านจะคลาย
    สมาธิของท่านจะเคลื่อน ความดีจะสูญไป

    จงทิ้งอารมณ์นั้นเสีย
    ทิ้งภาพนั้นเสีย
    อย่าเอาจิตเข้าไปติด

    หนีมาเริ่มต้นความดีกันใหม่ จับลมหายใจเข้าออกกันใหม่

    ขอให้โปรดทราบว่า การเห็นนิด ๆ หน่อย ๆ อย่างนี้
    มันพึ่งอ่านตัว ก. ไม่จบตัวนี่
    ถ้าจะเทียบกับนักเรียนประชาบาลนะ
    เขาเรียกว่าเขียนตัว ก.ยังไม่ครบตัวเลย

    โปรดทราบว่า จิตของท่านได้ผ่าน ขณิกสมาธิไปแล้ว
    กำลังจะเข้าอุปจารสมาธิ และเมื่อเห็นแว๊บเดียวหายไป
    ก็แสดงว่า อุปจารสมาธิของท่านยังดีไม่พอ

    เมื่อเห็นแว๊บหนึ่งจิตก็ฟูไป ดีใจในภาพเห็น
    หรือว่าตกใจในภาพเห็น จิตก็เลยเคลื่อนจากสมาธิ
    ภาพที่เห็นนั้นก็เลยไม่เห็นต่อไป

    ถ้าอาการเป็นอย่างนี้ ก็โปรดทราบว่า จงอย่าสนใจ

    ภาพจะปรากฏหรือไม่ปรากฏก็ช่าง ไม่มีความสำคัญ

    เราต้องการอย่างเดียว คือรู้อยู่ว่าลมหายใจเข้า
    หรือลมหายใจออก จำไว้แค่นี้

    เป็นอันว่าถ้าท่านจะเรียนกรรมฐาน
    ในมหาสติปัฏฐานสูตรก็ดี
    หรือที่แบบอื่นก็ดี ก็โปรดทราบว่า

    จงเรียนตามคำสั่งของพระพุทธเจ้า
    ท่านสั่งแค่ไหนทำแค่นั้น
    อย่าเพิ่งพลิกแพงไป แล้วท่านจะได้ดี

    (จบตอนที่ 2)
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ถาม : ผมอ่านเก็บตกจากบ้านเติมบุญเดือนมิถุนายน แล้วไปสงสัยตรงที่หลวงพ่อบอกว่า ถ้าคนที่เคยมีพื้นฐานมาก่อน เมื่อใจของบุคคลนั้นสงบ ฌานต่าง ๆ จะมาเอง ตอนผมอายุ ๑๕ ป้าผมพาผมไปนั่งสมาธิที่วัดไม่ถึง ๓๐ นาที แล้วตอนนั้นความรู้ทางศาสนาผมไม่รู้เลยสักนิด และไม่เคยนั่งสมาธิแบบจริงจังมาก่อน และก็ไม่ได้เชื่อศาสนามากเท่าไร แต่พอผมนั่งสมาธิไปแล้ว จู่ ๆ ผมมีความรู้สึกสุขหาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้ แล้วต่อมาตรงเหนือสะดือเหมือนมีอารมณ์ดิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วผมก็รู้สึกเหมือนรู้สึกตกจากที่สูงตอนที่ป้าเรียกผม

    ผมก็ไปค้นหาในกูเกิ้ลเกี่ยวกับอารมณ์ฌานที่หลวงพ่อท่าซุงอธิบายไว้ แต่ไม่เจอเกี่ยวกับอารมณ์ดิ่ง เลยอยากทราบว่าอารมณ์ดิ่งตรงเหนือสะดือ คืออารมณ์ฌานหรือเปล่าครับ ? ถ้าใช่หลวงพ่อช่วยบอกได้ไหมครับ เป็นอารมณ์ฌานระดับใด ?

    ตอบ : อารมณ์เกือบจะเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นปฐมฌานหยาบ ช่วงที่เรามีความสุขนั้นคือส่วนหนึ่งของอารมณ์ก่อนที่จะเข้าถึงฌาน แต่เนื่องจากไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ เกิดการพลัดออกจากฌาน จึงมีความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูง ให้พยายามเข้าไว้ เกือบจะขึ้นชั้นอนุบาลหนึ่งได้แล้ว

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5670
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ?temp_hash=ef4b9dfce848aab9252044c0a5fac70d.jpg
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แนะนำ เทคนิคการฝึกสมาธิเบื้องต้น


    ตอนที่ 3
    (เรื่องการทรงฌาน และความสัมพันธ์ระหว่างสมถะกับวิปัสสนา)


    เรื่องที่ได้พูดไปบ้างแล้ว คือเรื่อง มหาสติปัฏฐานสูตร
    และ อานาปานสติกรรมฐาน และโดยเฉพาะ
    กายานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน
    การกำหนดลมหายจะเข้าและลมหายใจออก

    กฎของการปฏิบัติอันดับต้นนั้น
    พระพุทะเจ้าทรงสอนวิธีง่าย ๆ แล้ววิธีปฏิบัติก็ให้ทำในเวลา
    ที่เราเห็นว่าเหมาะ ให้ทำกันตลอดวันได้
    ไม่ต้องไปตั้งท่าตั่งทาง ไม่ต้องไปหาเวลาทำสมาธิ
    ว่างตอนไปนั่งก็ขัดสมาธิทำกัน หรือจะนั่งเหยียดขาก็ได้
    ห้อยขาก็ได้ ยืน เดิน นอนก็ได้ ทำได้ทั้งในท่านั่ง
    ยืน เดิน นอน ทำกอริยาบถทำได้ดีทั้งนั้น

    ขอเพียงให้ กำหนดรู้ลมเข้า กับรู้ลมออก
    คือ เอาสติเข้าไปคุมไว้

    คำว่าสติเป็นภาษาบาลี
    ถ้าฟังแล้วรู้สึกอึดอัด เราก็จะใช้ว่ารู้ ๆ แค่นี้
    จะสบายกว่า ตัวรู้นี่ก็ได้แก่ตัวสติ

    พระพุทธเจ้าทรงให้ฝึกเฉพาะสติก่อนเท่านั้น
    ยังไม่เข้าถึงสัมปชัญญะ ซึ่งก็อยู่ใน
    กายานุปัสสนามหาสติปัฏฐานเหมือนกัน
    แต่ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็แล้วกัน

    วันนี้มาจะขยับต่อไปอีกสักนิดหนึ่ง
    แต่เวลาท่านฟัง(อ่าน)นี่ ลองซ้อมอารมณ์เดิมดูสิว่า
    ลมหายใจเข้าออกท่านยังรู้สึกอยู่หรือเปล่า
    แล้วให้ท่าฟัง(อ่าน)ไปด้วย สติจะได้ทรง
    นี่เป็นการฝึกสติ หรือเป็นการฝึกสมาธิโดยตรง

    ที่นี้ เอาไปอีกนิดหนึ่ง คือ
    ท่านบอกว่าเวลาที่จะหายใจเข้ายาวหรือสั้น
    ก็จงรู้ว่าเราหายใจเข้ายาวหรือสั้น
    หายใจออกยาวหรือสั้น
    ก็จงรู้ว่าหายใจออกยาวหรือสั้น

    แล้วรู้ต่อไปอีกนิดก็ดีว่า เมื่อเวลาที่เราหายใจเข้า
    หรือออกนี่มันหายใจแรงหรือหายใจเบา

    อย่างนี่เรียกว่าเพิ่มสติให้มากกว่าเดิมอีกนิดหนึ่ง

    เอาเท่านี้นะ
    จะนั่งอยู่ที่ไหน จะทำอะไรอยู่ก็ตาม จะนอน จะยืน จะเดิน
    จะนั่งห้อยขา ทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่จำกัด ลองซ้อมดู

    ทีนี้ มาว่ากันว่าพระพุทธเจ้าสอนตรงนี้ทำไม
    คำตอบ ก็คือ เพื่อสร้างสติให้มันมากขึ้น
    นี่ท่านค่อย ๆ สอนนะ สอนให้ค่อย ๆ ทำ
    อย่าคิดว่าช้าเกินไปนะ

    อีตอนที่กำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก รู้ยาว รู้สั้น
    นี่แหละ ถ้าทำได้แล้วมันเป็นอุปจารสมาธิ
    และปฐมฌานด้วย อย่าลืมนะ เพราะสมาธิเริ่มมากขึ้น
    อารมณ์เริ่มละเอียดขึ้น

    อุปจารสมาธิ มีอาการอย่างไร?????

    ก็มีปีติให้ปรากฏ มีความชุ่มชื่น มีขนพองสยองเกล้า
    มีน้ำตาไหล มีร่างกายโยกโคลงอะไรเป็นต้น

    มีความอิ่มเอิบ มีความปลาบปลื้มใจ มีอารมณ์ดิ่ง
    มีอารมณ์ละเอียด มีความสบายมากกว่าปกติ นี่เป็นปีตินะ
    ทีนี้เวลาเข้าไปถึงปฐมฌาน มันเป็นยังไง
    จะขอพูดให้ฟังเสียก่อน ถ้าไม่พูดประเดี๋ยวจะเฝือ

    มีคนถามว่าฉันนั่งนี่เป็นยังไงบ้าง ทำอย่างนี้มันจะสำเร็จไหม
    ถามอย่างนี้ตอบไม่ได้ จะตอบได้ยังไง
    ก็ท่านรับประทานเกลือเองแล้วไปถามชาวบ้านว่า
    เค็มหรือไม่เค็ม เรารู้ของเราเองดีกว่า

    คือ อาการของการเข้าถึงปฐมฌาน นั้นมันเป็นอย่างนี้นะ
    อารมณ์ของเราในขณะนั้นย่อมไม่ข้องกับนิวรณ์ทั้ง 5ประการ คือ

    1. ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ รสอร่อย กลิ่นหอม สัมผัสนิ่มนวล
    ไม่มี อารมณ์นิ่ง พอใจในการภาวนาหรือพอใจในการกำหนดลมหายใจเข้าออก

    2. ความโกรธพยาบาทไม่ปรากฏ

    3. ความง่วงเหงาหาวนอนไม่ปรากฏ

    4. อารมณ์ภายนอก นอกจากการกำหนดลมหายใจ เข้าออกไม่ปรากฏ

    5. ทรงอารมณ์หายใจเข้าออกไว้ เวลาหูได้ยินเสียงภายนอกทุกอย่าง

    แม้แต่การนินทาว่าร้ายเราเอง หูได้ยินทุกอย่าง
    แต่ว่าใจไม่กังวล จิตใจไม่สอดส่ายไปตามอารมณ์นั้น
    คงรักษาลมหายใจเข้าออกไว้ได้อย่างสบาย ๆ
    ไม่เกิดความรำคาญ

    อาการอย่างนี้เป็นอาการของปฐมฌาน

    ค่อย ๆ ทำไปนะ อย่ารีบร้อน หาเวลาวันหนึ่ง ๆ ทำให้มาก
    อย่าทำแต่เฉพาะสองทุ่ม สามทุ่ม สองยาม
    นอกนั้นปล่อยอารมณ์ให้เลื่อนลอยไป
    อย่างนี้ละก็เชื่อว่ายังไกลความสำเร็จมาก

    อาณาปานสตินี้ เป็นกรรมฐานใหญ่
    สามารถทรงได้ถึงฌาน 4
    แล้วถ้าทรงฌาน 4 ได้แล้ว
    ก็สามารถจะทรงวิชชาสามและอภิญญาหก
    ปฏิสัมภิทาญาณด้วย

    วิชชาสามเป็นหลักสูตรสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง
    เพราะว่าเป็นหลักสูตรที่สามารถพิสูจน์คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้
    ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า สวรรค์มีจริง นรกมีจริง พรหมมีจริง
    อะไรพวกนี้ คนตายแล้วไปเกิดที่ไหน คนที่มาเกิดมาเกิดจากไหน
    เรื่องนี้จะทิ้งท้ายไว้แค่นี้ก่อน

    คราวนี้ เมื่อเข้าถึงปฐมฌาน ก็รู้อยู่แล้วว่า จิตไม่กังวล อย่างนี้
    ท่านกล่าวว่า จิตมันเริ่มแยกจากกาย หูเป็นกาย
    สัมผัสกับเสียง แต่จิตที่อยู่ภายในกายนี้ไม่สนใจกับเสียง
    ได้ยินเหมือนกันแต่จะว่าอย่างไรก็ช่าง จะนินทา หรือจะชม
    หรือจะร้องเพลงละครก็ช่าง ฉันไม่เกี่ยว
    ทรงอารมณ์สบาย ๆ นี่เป็นอาการของปฐมฌาน

    ต่อไปก็ขยับเข้าอีกนิดหนึ่ง
    ฟัง(อ่าน) ให้ดี ๆ นะ คือ

    ก่อนที่จะรู้ลมหายใจเข้า รู้หายใจออกนั้น
    ให้เราจะกำหนดกองลมเสียก่อน

    คำว่ากองลม ก็คือ
    ความตั้งใจไว้ว่านี่เราจะหายใจเข้า ว่านี่เราจะหายใจออก
    แล้วหายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้น ก็รู้ไว้ด้วย

    ขยับเข้าไปอีกนิดหนึ่ง ก็คือ
    อีตอนหายใจเข้าหายใจออกนั้น ก็ให้ รู้เฉพาเท่านั้น
    ไม่ต้องกำหนดกองลม

    แล้วตอนหายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้น
    ไม่ต้องกำหนดรู้กองลม คือ มันจะหายใจของมันเอง

    ตอนนี้มาตอนที่สาม
    รู้อยู่ว่านี่เราจะหายใจเข้า นี่เราจะหายใจออก
    นี่ทำสติของท่านให้ละเอียดเข้าไปอีกนิดหนึ่ง
    ให้กระชั้นเข้าไป

    แต่การกำหนดให้รู้อยู่ว่านี่เราหายใจเข้า นี่เราหายใจออก
    หายใจเข้าสั้นหรือยาว ออกสั้นหรือยาว
    ไอ้การรู้อย่างนี้ ถ้าสามารถทรงได้เป็นเอกัคคตารมณ์
    หมายความว่าไม่ปล่อยอารมณ์อื่นให้เข้ามายุ่ง
    เรากำหนดอย่างนี้ได้ครั้งละ 2-3 นาที หรือ 5 นาทีก็ตาม
    ก็แสดงว่าอารมณ์จิตของเราเข้าถึงฌานที่ 2 และฌานที่ 3

    อย่างนี้บรรดาคณาจารย์ทั้งหลายอาจจะเถียงบอกว่า
    ไอ้ฌานที่ 2 และฌานที่ 3 นี่มันไม่มีการภาวนา
    ไม่มีการกำหนดรู้อยู่
    คำตอบก็คือ การภาวนาไม่มีจริงถ้าทำถึงนะ
    แต่การรู้ลมหายใจเข้าออกยังมีอยู่อย่างนี้
    ลองสอบอารมณ์จิตของท่านให้ดี
    ถ้าท่านจะค้านว่า ต้องไม่รู้ลมหายใจเข้าออกอันนี้ไม่ถูก
    ที่ถูกก็ต้องบอกว่ารู้ลมหายใจเข้าออก

    ถ้านึกกรรมฐานที่ใช้องค์ภาวนาด้วย
    ตั้งแต่ฌาน 2 ขึ้นไป ก็จะเลิกภาวนา
    องค์ภาวนาจะหยุดไปเอง
    ไม่ใช่หยุดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
    แต่เวลาลมหายใจเข้าออกจะรู้สึกเบาลงไป

    สำหรับฌานที่ 2
    จะรู้สึกว่าลมหายใจเข้าออกเบาลงไป มีจิตชุ่มชื่น
    มีความเยือกเย็น มีความสบายมากขึ้น
    หูยังได้ยินเสียง แต่รู้สึกว่าเบากว่าปกตินิดหน่อย
    เบากว่าสมัยที่เป็นปฐมฌานนิดหนึ่ง

    ที่นี้ พอเข้าถึงฌานที่ 3
    จะรู้สึกว่าทางกายมันเครียด
    เรานั่งธรรมดา เรานอนธรรมดาเหมือนมีอาการเกร็งตัว
    มีอาการตึงเป๋ง ลมหายใจรูสึกว่าน้อยลง
    เสียงที่ได้ยินเบาลงมากเข้า
    เสียงที่ไดยินจากภายนอกนะเขาพูดแรง ๆ
    เราก็รู้สึกว่าเบาลงมาก นี่เป็นอาการของฌานที่ 3

    เมื่อทำได้ถึงตอนนี้ ก็ให้รักษาไว้ ทรงไว้ให้ดี ๆ
    อย่ารีบ อย่าจู่โจม นี่ใกล้จะดีแล้ว

    ถ้าอานาปานสติกรรมฐานที่ทำได้ถึงฌาน 4
    แล้วก็ทรงฌาน 4 ไว้ให้ได้ตลอดชีวิต
    รักษาไว้ด้วยชีวิต ไม่ใช่ว่าได้แล้วก็ปล่อยไปนะ

    คราวนี้ มาอันดับที่ 4
    ตอนเป็นเรื่องอาการของฌาน 4

    พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า
    จงไม่กำหนดรู้ลม คือปล่อยกองลมเสีย
    มันจะหายใจเข้าหรือหายใจออกก็ตามใจ
    เราจะไม่ยอมรู้มันละ
    คือ เราจะไม่ยุ่งกับเรื่องของลมหายใจ
    มันจะหายใจเข้า หรือหายใจออก็ตามใจ
    เรารักษาอารมณ์ดีไว้อย่างเดียว

    กล่าวย้อนนิดหนึ่ง ก็คือ
    ในตอนต้น ๆ
    เวลาทำต้องขึ้นต้นมาตั้งแต่รู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
    สักประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วก็มา รู้ลมหายใจเข้าสั้นหรือยาว
    ออกสั้นหรือยาว อีกประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วกำหนดรู้กองลม
    ก็รู้อีกประเดี๋ยวหนึ่ง จิตก็ละเอียดขึ้นมาก
    และในอันดับสุดท้าย เราไม่สนใจกับกองลม
    มันจะหายใจเข้าหรืออกก็ตามใจ

    ส่วนของฌาน 4 นี้นะ ลมหายใจที่เรากำลังหายใจอยู่นี่นะ
    จะเกิดมีความรู้สึกเหมือนไม่หายใจ แต่อารมณ์จิตภายใน
    มีความโพลง มีความสว่าง มีการทรงตัวดีมาก
    มีอารมณ์เป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นหนึ่ง
    เป็นอุเบกขาวางเฉยต่ออารมณ์ทั้งปวง
    มีความชุ่มชื่น มีความสุขที่สุด มีความสบายที่สุด
    ไม่รู้สึกในการสัมผัสภายนอก คือ ลมจะมากระทบ
    ยุงจะมากัดเรา เวลานั่งความปวดเมื่อยไม่ปรากฏ
    อย่างนี้เป็นอาการของฌาน 4

    เมื่อเราเข้าถึงฌาน 4 หรือฌานที่เท่าไรก็ตามที่ทำได้
    ก็ขอให้จงรักษาไว้ หมั่นทำไว้เสมอให้คล่อง
    จะกำลังนั่งยืนหรือเมื่อไรก็ตาม
    เราต้องสามารถ เข้าฌาน 4 ได้ทันทีที่ต้องการ
    แล้วก็สามารถจะกำหนดเวลาออกได้ด้วย

    อานาปานสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่ระงับกายสังขาร
    ที่มีคุณประโยชน์มาก เวลาป่วยไข้ไม่สบายมีทุกขเวทนาสาหัส
    ถ้ากำหนดลมหายใจเข้าออกจนจิตเป็นฌาน อาการปวดเมื่อย
    ทั้งหลายเหล่านั้น มันจะสลายไป

    ท่านที่ได้อานาปานสติกรรมฐานจนคล่อง จนชำนาญ
    จะสามารถกำหนดเวลาตายได้

    ตัวอย่าง เช่น หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
    อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    ท่านบอกเวลาตายล่วงหน้าไว้ 3 ปี กำหนดเดือน
    กำหนดวันกำหนดจนกระทั่งเวลาที่ท่านจะตาย

    พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนในตอนท้ายไว้ด้วยว่า

    “การกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้
    เรากำหนดเพื่อรู้ความเกิดขึ้น ความเสื่อมไป
    แล้วการสลายตัว ของร่างกายของเรา
    ร่างกายเรานี้ที่ชื่อว่าร่างกายของเรา เมื่อมันเกิดขึ้น
    แล้วมันก็เสื่อมไป แล้วมันก็สลายตัว
    เราจะไม่ยึดถืออะไรทั้งหมดในร่างกายนี้”
    ตอนนี้เป็นวิปัสสนาญาณ

    บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
    ท่านคิดว่าอัตภาพร่างกายนี้เกิดขึ้นได้แล้วจะเป็นกายเรา
    ก็ตาม กายคนอื่นก็ตาม ถ้ากายเราท่านเรียกว่ากายภายใน
    ถ้าเป็นกายคนอื่นเรียกว่ากายภายนอก
    ขอให้ท่านนึกถึงว่ามันมีสภาพเหมือนกัน
    มันมีความปกติเหมือนกัน คือ มีความเกิดขึ้น
    มีความเสื่อมไป และมีการสลายตัวไปเหมือนกัน
    เราจะไปยึดมั่นมันไว้เพื่อประโยชน์อะไร
    เราจงอย่าคิดว่ากายนี้เป็นของเรา
    จงอย่าคิดว่าเรามีในกาย หรือกายมีในเรา
    นี่มันไม่มี สภาวะของมันเป็นยังไงมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น
    ถึงเวลามันจะแตกมันจะสลายมันก็สลายตัวของมันเอง
    ไม่มีใครไปบังคับบัญชามันได้

    ทีนี้ ขอให้ท่านย้อนกลับไปอีกนิดหนึ่งว่า
    ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว ถ้าจิตใจยังไม่สบาย เกิดอารมณ์ฟุ้งซ่าน
    ท่านบอกให้หักใจกลับเข้ามาเสียอีกนิดหนึ่งว่า
    ที่เรากำหนดการตั้งขึ้นของร่างกาย
    และความเสื่อมไปขอร่างกายนี่
    เราไม่กำหนดเพื่ออย่างอื่น เรากำหนด “เพื่อรู้” เท่านั้น
    เป็นการทรงสติไว้ นี่หลบกลับมาเป็นสมถะ

    ตอนก่อนหน้านี้เป็นวิปัสสนา ตอนนี้หลบมาหาสมถะ

    นี่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
    และพระคุณเจ้าที่เคารพ คงจะเห็นแล้วว่า
    สมถะของพระพุทธเจ้าย่อมควบคุม วิปัสสนาฌานไว้เสมอ

    (จบตอนที่ 3)
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...