เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    "ในเรื่องมหาสติปัฏฐาน ให้พวกเรารู้จักดูกำลังใจของเราว่า เวลาที่เราไปไหนในแต่ละงาน แต่ละสถานที่ กำลังใจของเรายินดียินร้ายอย่างไร? ให้รู้เท่าทันและระวังป้องกัน พยายามให้เป็นอุเบกขารมณ์ ก็คือวางเฉยให้ได้ทุกสถานการณ์ จิตใจจะได้ไม่ปรุงแต่งไปกับรัก โลภ โกรธ หลง

    ตรงจุดนี้เป็นการดูจิตในจิตของเรา เกือบจะเป็นหมวดสุดท้ายแล้วในมหาสติปัฏฐาน แล้วถ้าหากดูได้มาก ๆ จะเห็นธรรมไปอีกส่วนหนึ่ง จะเป็นเห็นธรรมในธรรม
    เสียดายมหาสติปัฏฐาน บางทีเราจะศึกษาก็จะพาให้เนิ่นช้า เพราะว่ายากสำหรับพวกเรา เราก็ทำเฉพาะบรรพต้น ๆ อานาปานบรรพ สัมปชัญญะบรรพ อิริยาบถบรรพ นวสีวถิกาบรรพ ก็คืออสุภกรรมฐาน ที่พอทำกันได้

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า จงอย่ายึดอะไร ๆ แม้แต่น้อยหนึ่งในโลกนี้ ก็จบตรงนั้นแหละ เพราะฉะนั้น..ตอนหนึ่งถ้าทำจริงได้ก็จบแล้ว อาตมาก็เลยอ่านมหาสติปัฏฐานไม่จบสักที พออ่านแล้วชอบใจจะลงมือทำเลย จนกระทั่งต้องบนตัวเอง คำว่าบนตัวเอง คือทำอย่างไรเราจะอ่านให้จบ ต้องบังคับตัวเองให้ได้"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒
     
  2. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    prlzYEXJGr5Mj3v9ARc9FW-VOkEMgsM6tr0jizSz5XnEFaytTocHX9_AZx74rJuLLovhZ8TC&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #มโนมยิทธิถ้าอยากเห็นตลอดต้องทำอย่างไร?

    พระอาจารย์กล่าวว่า "อาตมาเคยซื่อแบบโยมมาก่อน ตอนฝึกมโนมยิทธิครั้งแรกปี ๒๕๒๑ ไม่รู้ว่าต้องมีเครื่องบูชาครู พอไปถึงบ้านสายลม บรรดาป้า ๆ ท่านบอกว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวป้าจัดให้ มีดอกไม้ ๓ สี เทียน ๑ ธูป ๓ แต่เงินบูชาครูสลึงหนึ่งต้องออกเองนะลูก เพราะว่าเป็นทานบารมีของเรา” ด้วยความพาซื่ออาตมาวิ่งไปจนถึงปากซอยกว่าจะแลกเหรียญสลึงได้ เขาไม่บอกว่าใส่เกินสลึงก็ได้ อาตมายังโง่มาแล้วเลย คนอื่นไม่แปลกหรอกที่จะโดนบ้าง

    ด้วยความเป็นคนที่ค่อนข้างจะขี้สงสัย ตอนฝึกมโนมยิทธิก็เห็นชัดนั่นแหละ แต่ตอนเลิกอยากเห็นกลับไม่เห็น เพราะความโง่ของตัวเอง ไม่รู้ว่าต้องตั้งอารมณ์ให้เท่าตอนนั้น สงสัยว่าทำไมเมื่อครู่เห็น ตอนนี้กลับไม่เห็น ก็ไปฝึกอยู่นั่นแหละ ฝึกจนกระทั่งท้ายสุดครูฝึกเขาไล่ออกจากวงมา เพราะว่าไปทำให้เขาเสียหมด แค่ครูฝึกเขาเอ่ยปากคำแรก อาตมาก็รู้แล้วว่าทั้งประโยคท่านจะถามอะไรก็ชิงตอบก่อน คนอื่นเขาก็เลยใบ้รับประทานกันหมด

    เป็นอย่างนั้นอยู่เป็นปี ๆ ก็ซ้อมอยู่อย่างนั้น วันนั้นเดินหน้าเหี่ยวออกมาข้างนอก หลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านเห็น ท่านก็หัวเราะ “ไอ้หนู คล่องตัวขนาดนั้นไปสอนเขาได้แล้วลูก” อาตมาไม่รู้จริง ๆ ขนาดท่านยืนยันว่าคล่องตัวขนาดนั้นแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมบางเวลาถึงเห็นไม่ได้ ตอนช่วงนั้นความเข้าใจเกี่ยวกับการวางอารมณ์ยังไม่เข้าใจจริง ๆ ไม่รู้ว่าต้องทรงอารมณ์ระดับไหนถึงจะเห็น คิดว่าในเมื่อฝึกได้แล้วก็ต้องเห็นตลอดไป ส่วนตอนนี้รำคาญมากเลย เพราะมาให้รู้ไปทุกเรื่อง รู้อย่างนี้ไม่เห็นดีกว่า

    เพราะฉะนั้น... ไม่มีใครเก่งมาแต่ท้องพ่อท้องแม่หรอก อยู่ที่การฝึกทั้งนั้น ตอนนั้นอาตมาวิ่งหาครูฝึกตลอด ซ้อมแล้วซ้อมอีก กลับไปก็ไปซ้อมที่บ้าน ซ้อมที่บ้านเสร็จก็มาซ้อมกับครูอีก เพราะเป็นคนเอาจริงเอาจัง ทำแบบหัวไม่วางหางไม่เว้นก็ก้าวหน้าเร็ว เพราะไปสงสัยว่าจะใช่หรือ ทำไมไม่เห็นตลอดเวลา ? แสดงว่ายังไม่ดี ก็พยายามจะเอาให้ได้ มาตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่

    1f496.png ถ้าอยากเห็นตลอดเวลาเราต้องรักษาอารมณ์นั้นให้อยู่กับเราตลอดเวลา ตราบใดที่อารมณ์นั้นทรงตัวอยู่ ตราบนั้นเราจะเห็น ถ้าอารมณ์จิตคลายลงมาต่ำกว่า หรือขึ้นสูงเกินไปก็จะไม่เห็น"
    ............................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ............................................
    #รู้ว่าดีก็ทำ #รู้ว่าชั่วก็ละ #ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
     
  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    01MAR8RfXAM8EcW9XVzbUI7aQ84TDfbrYzbCdERZguMc&_nc_ohc=KcFKi0Iad-EAX_dcgsJ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    ?temp_hash=5cce9e2f7d52be8a0b3960ff2a0c03af.jpg
    ทำไมที่วัดนี่ถึงสอนการเจริญภาวนาพระคาถาเงินล้านแบบเข้าสมาธิ...?
    1f4dc.png เพราะว่าต้องการให้จิตมีอานุภาพ
    มีอานิสงส์ มีพลัง มีปัญญาแก้ไข
    แก่ตัวไม่อัลไซเมอร์ ไม่หลงไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า ไม่ไบโพลาร์
    ถ้าไม่อย่างนั้นปล่อยไปตามอัธยาศัย...เป็นหมด
    1f449.png เพราะคนมีความยึดเหนี่ยวเกี่ยวเกาะของชีวิตมาก
    ไอนั่นก็ของเรา ไอนี่ก็ของเรา ไอโน่นไอนี่มันคิดไปหมด ไม่มีเวลาว่างให้จิตเลย
    1f64f.png ท่านก็เลยแนะนำว่า ให้เจริญภาวนาแบบเข้าสมาธิ
    อันที่จริงอยากจะเข้าสมาธิตลอดด้วยซ้ำไป แต่ว่าให้สวดก่อน
    สวดเพื่อหล่อเลี้ยงให้อารมณ์เราทรงตัว ได้ยินเสียงสวดกังวาลไปทั่ว บุญเราก็จะเชื่อมถึงกันนะ
    ▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎ 1f9d8_200d_2640.png 1f9d8_200d_2642.png 1f308.png
    #พระธรรมเทศนา
    #สวดพระคาถาเงินล้านแบบทรงสมาธิ ครั้งที่ ๗
    ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ : ตอนที่ ๙
    #พระอาจารย์เอกลักษณ์ #ปญฺญาคโม
    #วัดพุทธพรหมยาน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    พระอาจารย์กล่าวว่า "เมื่อทำไประยะหนึ่ง ถ้าใจเริ่มทรงตัว มีข้อให้ระวังอยู่ว่า รัก โลภ โกรธ หลง จะเหมือนกับโดนเก็บกด มันจะหาจังหวะเอาคืน แล้วมันจะทำให้เราเป็นคนกระทบอะไรง่าย

    บางทีได้ยินปุ๊บโกรธเลย เห็นปุ๊บโกรธเลย แล้วปฏิกิริยาตอบโต้จะแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าถึงเวลานั้นบางท่านที่ไม่เข้าใจก็จะว่า "เป็นนักปฏิบัติภาษาอะไร..!" ให้ระวังตรงนี้ไว้ให้ดี จะต้องเจอทุกคน เพียงถ้าหากสติ สมาธิของเราสมบูรณ์ มันจะระงับปากของเราไว้ได้ทัน แต่มันจะอกแตกตาย

    ตอนนั้นจะเป็นการรบที่สนุกมาก ทำอย่างไรที่เราจะชนะเขาได้ ค่อย ๆ ทำมันจะมีพัฒนาการทีละขั้น

    ถ้าพวกนี้โผล่อย่าคิดว่าตัวเองเลว ให้รู้ว่าก่อนหน้านั้นเราก็มีเป็นปกติ แต่เราไม่เห็นหน้ามัน มันเหมือนกับน้ำ ถ้าน้ำมันนิ่งจะสะท้อนเห็นเงาหน้ามัน เห็นหน้ามันชัดและออกอาการแรง จนกว่าจะมีวิธีจัดการกับมันได้

    ถ้าวันไหน ๆ กระทบกับใครเขามากเกินกว่าปกติ ให้รู้ไว้ว่ามันมาแล้ว"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒
     
  6. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    วิธีภาวนาคาถาเงินล้านให้เงินใช้ไม่หมด
    ลูกศิษย์ :
    เรื่องภาวนาคาถาเงินล้าน ?
    หลวงพ่อ : คาถาบทนั้นถ้าบูชาพระธรรมดา ท่านถือว่าเป็นเบี้ยต่อไส้ พอจะหมดก็มา บางครั้งก็หวิดเลยนะ
    ถ้าภาวนาเป็นสมาธินี่เงินจะทรงตัว เขาทำจริงๆต้องภาวนาเป็นฌานเลย
    นั่นนะเขาแนะนำเฉพาะคนขี้เกียจ แค่ภาวนา 9 จบ นั่นนะดีจิตเป็นสมาธิ จบที่ 1 จบที่ 2 จิตมันชิน พอเลย 9 จบไปแล้ว ไม่ภาวนาเลย
    ไม่ต้องหรอก เวลานอนหัวถึงหมอนก็ภาวนาเลยแล้วก็หลับไป ถ้าตื่นขึ้นมาปั๊บจับต่อไป อย่างนี้เงินขังตัว เงินใช้ไม่หมด
    เอาอย่างไหน เอาอย่างไม่พอใช้ หรือ ใช้ไม่หมด มี 2 แบบ คือ

    แบบที่ 1 ถ้าใช้หมดว่า 9 จบ บูชาพระตามระเบียบใช่ไหม

    แบบที่ 2 นี่เวลานอนต้องภาวนาเรื่อยไปจนหลับ เวลาภาวนานี่อย่าไปคิดว่าต้องกี่จบนะ ภาวนาไม่ถึงครึ่งจบ หลับก็ช่าง จิตเป็นฌานเพราะยังอยู่ในฌาน
    พอตื่นขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ว่าต่อไป จิตยังสบายว่าต่อเลย เพราะว่าแค่จิตสบาย

    หรือว่าเราต้องลุกขึ้นไปทำงานก็ไป แต่ว่าถ้ากลางวันๆ เผลอๆ มันนึกขึ้นมาเอง
    คอยสังเกตุว่าถ้าว่าจิตมันนึกขึ้นมาเองอย่างนั้น ถือว่าจิตทรงฌานในกรรมฐานบทนี้ ถ้าอย่างนี้กำไรใช้ไม่หมดแน่

    (จากคอลัมภ์ "สนทนาธรรมที่ยะลา" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 277 เดือนเมษายน 2547 หน้า 45)
     
  7. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    "ไม่มีเวลาทำสมาธิ"

    หลวงพ่อ – คนที่ไม่มีเวลาไม่มี นอกจากขี้เกียจ
    ผู้ถาม – “ถ้ากลางวันทำงานและกลางคืนก็ติดธุระ บางทีจะนั่งสมาธิลูกก็กวน”
    หลวงพ่อ – จะไปนั่งทำไม ให้ลูกมันหลับเวลาเรานอนน่ะ สมาธิทำทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน เขาไม่ได้ห้ามต้องนั่งเสมอไปใช่ไหม จริงๆแล้วถ้าเรามีสมาธิก่อนหลับสัก ๒ นาทีก็พอใจแล้วสมาธิไม่ต้องการมาก ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรว่า
    “สารีปุตตะ ดูก่อน สารีบุตร บุคคลใดมีจิตว่างจากกิเลส วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่
    ง เราขอกล่าวว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีจิตไม่ว่างจากฌาณ”
    เห็นไหม ก็มัวเอาแต่เรื่องนั่งที่เขาว่า อีตอนนอนนั่นแหละ นอนสบาย หัวถึงหมอนปั๊บนึกถึง นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และภาวนา “พุทโธ” หายใจเข้านึกว่า “พุท” หายใจออกนึกว่า “โธ” หายใจ ๒ ฟื้ดหลับไปเลยใช้ได้
    อย่าลืมนะตอนที่ภาวนาหลับเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีนะ ว่าถ้าจิตไม่ถึงฌานนี่มันจะไม่หลับ “ถ้าจิตถึงฌานปั๊บมันตัดหลับทันที ทีนี้ว่าถ้าภาวนาหรือว่านะโมอยู่ ถ้ามันหลับเวลานั้นมันจิตถึงฌาน ขณะที่หลับอยู่กี่ชั่วโมงเขาถือว่าทรงฌานนั้นอยู่ระหว่างหลับ” ถ้าตายระหว่างนั้นจะไปตามกำลังของฌานทันที เห็นไหม ที่ว่าไม่มีเวลาคนขี้เกียจนะ เวลามันมีใช่ไหม
    ถ้าให้ดีเวลาตื่นนอนเอาอีกนิด ไม่ต้องลุกถ้าไม่ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ พอตื่นปั๊บเอาอีกหน่อย จับลมหายใจ หายใจเข้านึกว่า “พุท” หายใจออกนึกว่า “โธ” ๒ – ๓ ครั้งก็พอแล้ว จิตไม่นึกถึงใคร แค่นี้ใช้ได้ทุกวัน ขอยืนยันว่าลงนรกไม่ได้
    ผู้ถาม – “แล้วถ้าจะไปนิพพานละค่ะ?”
    หลวงพ่อ – ง่ายนิดเดียว แบบนี้ แบบนี้ต้องใช้วิปัสสนาญาณช่วย ก่อนนอนปั๊บนึกว่าเกิดนี่มันเป็นทุกข์ งานทุกอย่างนี่มันเหนื่อย มันเป็นทุกข์ ไอ้การเกิดมีร่างกายมีทุกข์อย่างนี้เราไม่ต้องการอีกขอไปนิพพานชาตินี้ แล้วภาวนาว่า “พุทธโธ” นี่ง่ายนิดเดียว แล้วก็อย่าคิดว่าใช้เวลาเล็กน้อยไม่มีผลนะ
    ถ้าเวลาป่วย ป่วยมากๆ อาการเครียดจะตาย ถึงจะยังไม่ตายก็ตาม แต่ทำท่าจะตาย อารมณ์นี้ทั้งหมดมันจะรวมตัว และจิตจะเป็น “สังขารุเปกขาญาณ” จะวางเฉย
    ถ้าถามว่าตำราไหน อาตมาประสบมาแล้ว เพราะเคยตายหลายครั้ง ชิน ถ้าถึงวาระนั้นมันวางหมด เฉยๆ ไม่ต้องเอาอะไรไปบังคับมันหรอก มันจะเฉยหมด คนก็เฉย สัตว์ก็เฉย วัตถุธาตุสมบัติเฉยหมด ก็คิดว่าแม้ร่างกายมันจะตายจะสนใจอะไร มันเฉย มันเฉยจริงๆ และก็มีหลายคนมีสภาพแบบนี้นะ หลายๆคนมาหายแล้วก็มีภาระยุ่ง เขาเลยบอก แหม…มันไม่น่าหายเลย น่าจะป่วยอยู่เรื่อยๆ แล้วตายไปเลยใช่ไหม ไม่ต้องมาก แค่นี้พอ
    ดีกว่าคนไปนั่งเป๋งนานๆ แต่ตอนที่นั่งหลับตาไม่แน่นะ ภาวนาหรือนินทาใครก็ไม่รู้ ถ้าว่าจะเอากันให้ดีจริงๆ ภาวนาให้หลับจะดีมาก ก็ถือว่าเราเป็นผู้ทรงฌานทุกวัน ถ้าถามว่าภาวนาใช้เวลาเท่าไหร่ ถ้าพุท ไม่ทันโธ หลับ ยิ่งดีใหญ่ จิตเข้าถึงฌานเร็ว ไอ้นี่เขาต้องการนะ จิตเข้าถึงฌานเร็วะ
    ฉันว่าแล้ว คนที่ไม่มีเวลาคือคนขี้เกียจ(หัวเราะ) ว่าไงเวลามีตั้งเยอะไปใช่ไหม
    สำคัญที่คุณภาพ
    ผู้ถาม – “หลวงพ่อคะ ถ้าทำแบบหลวงพ่อว่า ก่อนนอนและเวลาตื่นเช้าอย่างเดียวจะได้ไหมคะ…?”
    หลวงพ่อ – ก็เหลือแหล่แล้ว จริงๆ แล้วมันเหลือแลห่จริงๆนะคือ จิตเวลานั้นให้มันบริสุทธิ์จริงๆ ใช่ไหม อีแค่ ๒ – ๓ นาทีก็ช่างปะไรและอย่าลืมว่าทุกอย่างที่เราทำได้แล้วจะรวมตัวไม่ไปไหนนี่ มันรวมเลย เข้าไปสะสมตัวเลย
    ถ้าเรานั่งครึ่งชั่วโมง ดีไม่ดีสมาธิไม่ได้ ๒ นาทีล่ะ เมื่อยบ้าง ปวดบ้าง ตอนภาวนาให้หลับนี่สมัยก่อนที่ยังฝึกอยู่ ที่หลวงพ่อปานท่านส่งไปหาอาจารย์ต่างๆ ทุกองค์สอนเหมือนกันหมดบอกว่ามันเป็นวิธีที่ได้กำไรมากที่สุด ภาวนาจนหลับนี่นะ และหลับกี่ชั่วโมงเขาถือว่าทรงฌานนั้นอยู่ และอารมณ์มันจะชินพอตื่นขึ้นมาปั๊บ
    ทีนี้การทรงสมาธิเป็นฌานมันมี ๓ ชั้น ฌาน ๑, ๒, ๓, มี ๓ อย่าง อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดเราจะสังเกตได้เวลาตื่น พอเริ่มตื่นพั๊บเต็มที่บังคับให้ภาวนา แสดงว่าขณะที่หลับเราเข้าถึง ฌานหยาบ นะ
    ทีนี้พอตื่นพั๊บเราภาวนาเองทันทีเลยโดยไม่ต้องบังคับตื่นรู้สึกตัวเต็มที่นะ อย่างนี้เวลาจะหลับเข้าถึง ฌานอย่างกลาง
    ถ้าว่าครึ่งหลับครึ่งตื่นมันภาวนาออกมาเลย อันนี้เข้าถึง ฌานละเอียด เป็นเครื่องพิจารณา เป็นเครื่องพิสูจน์ ง่ายดีสะดวกดีได้กำไรมาก
    สังเกตดูพระที่ได้แล้วท่านสอนไม่ยาก ที่ไปเรียนกับท่านล่ะนะ เหมือนกันหมด ถามว่าหลวงพ่อครับ ทำไมสอนไม่ยากเหมือนตำรา บอกกูไม่ได้ถือตำรามาสอนนี่หว่า กูถือความจริง สมัยก่อนท่านใช้ยังงี้นะ ตอนยังหนุ่ม กูไม่ถือตำรานี่หว่า ตำราอ่านไม่ออก ตาไม่เห็น สอนความจริง
    หมายถึงว่าสอนที่ท่านได้มาแล้ว ท่านทำได้แล้วใช่ไหม ท่านเข้าใจว่าอะไรมันถูกอะไรมันควร อย่างไหนมีประโยชน์มาก อย่างไหนมีประโยชน์น้อย นั่งตึ้งชั่วโมงไม่ใช่จะมีประโยชน์ทั้งชั่วโมงสังเกตดูเดี๋ยวมึงก็มากูก็มา แทรกเข้ามาเรื่อย อันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์จิตเข้าถึงฌานหรือไม่ถึงอีตอนหลับ
    ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า “ความรู้ทั้งหมดที่ตถาคตนำมาสอนไม่ใช่ของใหม่ มันมีแล้วในโลก”
    คือคนนี่มีสมาธิอยู่แล้ว สมาธินี่มีทุกคนน่ะ ฌานนี่มีทุกคน เพราะคนหลับได้ คนไหนหลับได้คนนั้นมีฌาน ถ้าจิตไม่สงบถึงฌานก็จะไม่หลับ ขณะที่หลับนี่จิตต้องเข้าถึงฌาน ไอ้คำว่าสมาธิคือตั้งใจ เวลานี้เรากินข้าวรู้ว่ากินข้าว นี่เป็นสมาธิ

    จาก : หนังสือธรรมปฏิบัติเล่ม ๙ โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    คัดลอกโดย Kiatkawin
     
  8. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    ?temp_hash=33c2c74b37f1e302c37a47cab5029a4f.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    mG_gJj4Q9wiIlRGPdFzdyDl4CPbqIvYz2r5C5yLoceIZ&_nc_ohc=TLjhT1aWowgAX9qdwz4&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม :
    ในขณะที่เรากำลังภาวนา ถ้าภาพนิมิตสัตว์กำหนดขึ้นมา แล้วเราวางกำลังใจเอาไว้ว่า เราจะเมตตาต่อทุกรูปทุกนามไม่มีประมาณ โดยทรงอารมณ์เมตตาเอาไว้ ถ้าทำแบบนี้บ่อย ๆ เวลาภาพนิมิตสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นมา จิตเราจะทรงเมตตาโดยอัตโนมัติหรือไม่ครับ แล้วถ้าเป็นในลักษณะนี้ ในตอนที่จะตายเกิดภาพนิมิตสัตว์ขึ้นมาแต่จิตใจเรามีเมตตา ไม่ทราบว่าภพที่จะไปเกิดนั้นจะเป็นสุคติภูมิหรืออบายภูมิครับ ?

    ตอบ : ไม่ว่าจะเห็นคน สัตว์ วัตถุธาตุ สิ่งของ ต้องทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ตลอดเวลา สิ่งนี้ สภาพนี้ต้องเมตตา สิ่งนี้ สภาพนี้ต้องกรุณา สิ่งนี้ สภาพนี้ต้องมุทิตา สิ่งนี้ สภาพนี้ต้องอุเบกขา ไม่เช่นนั้นถือว่ายังทรงพรหมวิหารไม่ได้อย่างแท้จริง เห็นภาพสัตว์ก่อนตาย ถ้ามีจิตเมตตาที่แท้จริง ก็ไปสุคติตามกำลังของตนที่ทำได้
    __________________
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๓
    ภาพและที่มา : เว็บวัดท่าขนุน
     
  10. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    _ZPP0yByWFzb7-nbje3jaJi-JZMwAv347qkMM_cpFZW8&_nc_ohc=9vHb4XqUMZQAX9DO07k&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม :
    รัศมีกายสว่าง ...(ไม่ชัด)... ?
    ตอบ : อันนั้นคงจะต้อง พุทธะปูชา มหาเตชะวันโต กันขนาดหนักเลย แต่ละพระองค์ยิ่งสร้างบุญบารมีมายิ่งนานเท่าไร โอกาสที่สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นกับพระองค์ก็มากเท่านั้น สังเกตดูว่าถ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยาธิกะ ซึ่งสร้างบารมีมาในกายวจีปณิธาน คือขั้นสุดท้ายอย่างต่ำสุด ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัป ส่วนใหญ่แล้วทุกอย่างที่ดีจะเกิดขึ้นกับท่านมากกว่าพระองค์อื่น

    เพราะฉะนั้น..ทำให้มาก ๆ เข้าไว้ หากต้องการรัศมีกายสว่างละก็ ให้ตั้งหน้าตั้งตาในเรื่องของพุทธบูชา จะเป็นทาน ศีล ภาวนา ให้เกาะพระเป็นที่พึ่ง เอาพระนำหน้าตลอด หรือจะสร้างพระใหญ่อย่างที่วัดม่วงสร้าง หน้าตัก ๑ ไร่ ๙ วา กำลังใจเขาขนาดนั้นนะ แล้วทางพม่าสร้างพระนอนยาว ๕๐๐ ศอก ถ้าทำขนาดนั้นได้รับรองว่ารัศมีกายสว่างกว่าเขาแน่ ระวังเจอคนสร้าง ๕๐๐ ศอกกับ ๙ ศอกก็แล้วกัน เดี๋ยวเขาจะสว่างกว่าเราหน่อยหนึ่ง..!

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  11. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    9AfsXA74Hgzndwz9cqCtWTLzDr2EkZ4oBjCzRLk_n1sg&_nc_ohc=wDlyRqWQywwAX9324nM&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    พระอาจารย์กล่าวกับโยมที่สวดพระคาถาเงินล้านถวายพระพุทธลีลาประทานพรเนื้อทองคำ “ดูสิว่าจะได้กี่จบ ? ท่องเผื่อคนอื่นด้วย เรายิ่งตัดโลภได้เท่าไรก็ยิ่งรวยมากเท่านั้น

    อย่างตอนเจริญกรรมฐาน ๓ วัน พระท่านสั่งให้อาตมาภาวนาพระคาถาเงินล้านวันละ ๔ รอบ รอบละ ๑๐๘ จบ ภาวนาเผื่อคนทั้งโลก ใครโมทนาก็มีส่วนไปด้วย ของอาตมาเองไม่เอาคนเดียว เพราะว่ากำลังใจยิ่งเปิดกว้างเท่าไร อานุภาพวัตถุมงคลยิ่งสูงเท่านั้น ต้องเป็นกำลังใจที่ประกอบไปด้วยพรหมวิหารสี่อย่างเต็มเปี่ยม ปราศจากความเห็นแก่ตัว มองเห็นสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เราอยากดี อยากมีความสุข อยากร่ำรวยอย่างไร คนอื่นเขาก็อยากแบบนั้น ก็ตั้งใจแผ่เมตตาภาวนาพระคาถาไป

    บางคนเขาว่า หลวงพ่อทำอย่างไรถึงเงินทองไหลมาเทมา ? อ๋อ...ทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อคนอื่นเป็นการส่งออก กระแสจะไม่ตกค้าง ก็จะหมุนเวียนรวดเร็วมาก ในเมื่อหมุนเวียนรวดเร็วมาก เข้าเร็วออกเร็ว ของใหม่ก็ตามมา ก็เลยกลายเป็นเงินทองไหลมาเทมา

    เคล็ดลับพวกนี้เราต้องเข้าถึงจริง ๆ ไม่ใช่อาตมาบอกแล้วพวกเราทำตามแล้วจะได้เลย กำลังใจต้องได้ด้วย ไม่ใช่รู้ว่า อ้อ...ทำอย่างนี้ ถ้ารู้แค่ว่าทำอย่างนี้แล้วไม่มีประโยชน์ เพราะว่ากำลังใจยังไม่ได้”

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๓
     
  12. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    ?temp_hash=24acc6b9a3426d7d24cbdc2014b6fa52.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    ?temp_hash=4539d38c143f053513720960d3cebe41.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    imB48EAVRkZ4UFMVbcBDwa6f4At97syeRMDOeMe_DEv0&_nc_ohc=IayWnOe296gAX94Zh9_&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    uavgLyTkCDcmQ4i8HoOGBwrNrMghl1CnIUGXx540F6yW&_nc_ohc=gBEgQZC3hU0AX86nAAn&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    1f338.png พระอาจารย์กล่าวว่า หลักการปฏิบัติจริง ๆ ให้เน้นที่ศีลก่อน เอาศีลเป็นหลัก ถ้าศีลไม่มีหรือว่าศีลบกพร่อง โอกาสที่สมาธิจะทรงตัวก็ยากมาก
    เมื่อระมัดระวังศีลเป็นปกติ สมาธิก็จะเกิดขึ้น เมื่อก้าวเข้ามาถึงจุดสมาธิ ให้เน้นที่ลมหายใจเข้า-ออก ไม่ว่าเราจะฝึกตามสายไหนมา จะใช้คำภาวนาอย่างไรก็ตาม อย่าทิ้งลมหายใจเข้า-ออกเป็นอันขาด พยายามกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออกให้ได้ตลอดเวลา
    1f338.png หายใจเข้าให้รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกรู้ว่าหายใจออก เอาความรู้สึกทั้งหมดตามลมหายใจเข้าไป ลมหายใจผ่านจมูก รู้ว่าตอนนี้ผ่านจมูก ผ่านกึ่งกลางอก ให้รู้ว่าผ่านกึ่งกลางอก ลมหายใจสุดลงที่ท้อง ให้รู้ว่าสุดที่ท้อง ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราอยู่ตรงจุดนี้ ถ้าเผลอไปคิดเรื่องอื่น เมื่อรู้ตัวให้รีบกลับมาที่ลมหายใจเข้าออกใหม่ แล้วพยายามประคองศีลให้บริสุทธิ์ พยายามสร้างความมั่นคงในการภาวนาให้ได้
    1f338.png แรก ๆ อาจจะทำมากไม่ได้ ให้นับ ๑ - ๒๐ ก็พอ หายใจเข้า..หายใจออก ให้นับ ๑ หายใจเข้า..หายใจออก ให้นับ ๒ ถ้าคิดเรื่องอื่นเราก็ดึงกลับมานับ ๑ ใหม่ พยายามทำให้ได้สัก ๒๐ ครั้งก่อน เมื่อพออารมณ์ใจเริ่มทรงตัว ก็จะเกิดอาการประหลาด ๆ จากปีติต่าง ๆ ขึ้น ตอนนั้นค่อยมาไล่ถามใหม่ว่าแต่ละอย่างคืออะไร
    1f338.png หลักใหญ่ ๆ อยู่ตรงนี้ ทำศีลให้บริสุทธิ์ แล้วก็ตั้งหน้าภาวนาโดยกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจเข้า-ออกไว้
    ถ้าหากเราเกาะอยู่ในลักษณะแบบนี้จะไม่มีทางพลาด มีแต่จะก้าวหน้าในการปฏิบัติ เพราะศีลจะเป็นเครื่องป้องกันเราทุกรูปแบบ อยู่กับโลกแต่ไม่ติดในโลก เพราะเรามีศีลเป็นเครื่องป้องกัน
    ...................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com
    ขอขอบคุณภาพจาก คุณ A'tist Toon
     
  16. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    การปฏิบัติของเรานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหวังผล การปฏิบัติจะหวังผล ต้องเลียนแบบราชสีห์จับเหยื่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าราชสีห์เมื่อจับเหยื่อไม่ว่าจะตัวเล็กตัวใหญ่แค่ไหนก็ตาม จะทุ่มเทอย่างสุดกำลังเสมอ โอกาสที่พลาดก็จะมีน้อยมาก

    คราวนี้เราจะเลือกอะไรเป็นเหยื่อในการปฏิบัติของเรา ? ถ้านับจากการที่อาตมาปฏิบัติมาด้วยตนเอง ก็ใช้กรรมฐานหลายกองปนกันทีเดียว ถามว่าทำกรรมฐานหลายกองปนกันทีเดียวได้หรือ ? ขอตอบว่าได้..ถ้ามีความเข้าใจพอ

    อาตมาใช้อานาปานสติหรือลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก กำหนดภาพพระพุทธรูปเป็นกสิณ พระพุทธรูปนั้นเป็นพระพุทธรูปแก้วคืออาโลกกสิณ การกำหนดภาพพระพุทธเจ้าของเรานั้น ถ้าหากว่าเรามีพระพุทธรูปองค์ที่เรารักเราชอบอยู่ หรือว่ามีพระเครื่องที่เป็นรูปพระพุทธรูปที่เรารักเราชอบอยู่ ก็ให้ใช้รูปนั้นเป็นหลัก ก็คือนำพระพุทธรูปหรือพระเครื่องนั้นมาไว้ในสถานที่ซึ่งเรามองเห็นได้ง่าย สะดวก ไม่ต้องก้มมากเกินไป เงยมากเกินไป ลืมตามองภาพพระ พร้อมกับหลับตาลงนึกถึง และใช้คำภาวนาว่าพุทโธ

    การกำหนดภาพพระนี้เราจะเห็นได้แค่ชั่วครู่เดียว ภาพพระก็จะเลือนไป เราก็ต้องลืมตาขึ้นมองภาพพระนั้นใหม่ แล้วหลับตานึกถึงอีก อาตมาขอยืนยันว่า วิธีการทำกสิณหรือเพ่งกสิณก็ทำแบบนี้ ลืมตามอง นึกถึงภาพพระ หลับตาลงแล้วนึกถึง ภาพพระจะติดตาเราอยู่ชั่วคราว จนกว่าสมาธิเราจะทรงตัว ภาพพระถึงจะติดตาเราได้นานขึ้น ใหม่ ๆ อย่าไปเอารายละเอียด เอาแค่ให้กำหนดนึกถึงภาพพระได้ก็พอ

    เมื่อกำหนดภาพพระควบกับลมหายใจเข้าออก ก็คือเป็นอานาปานสติในพุทธานุสติและเป็นกสิณด้วย ก็ให้ประคับประคองภาพเหล่านี้เอาไว้ให้อยู่กับเราให้นานที่สุด พอเลือนไปก็ลืมตามองใหม่ ถ้าเราดูในคำสอนของหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านใช้คำว่า หลับตาลงนึกถึง เมื่อภาพเลือนไปก็ลืมตามองใหม่ แล้วหลับตาลงนึกถึง ทำอย่างนี้เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง

    อาตมาก็ไม่ทราบว่าตัวเองทำไปกี่หมื่นกี่แสนครั้ง เพราะว่าใช้เวลาอยู่ ๓ ปี แต่ที่ต้องใช้เวลาอยู่ ๓ ปีเพราะว่าทำแล้วอยากได้ ตัวอยากก็เลยไปกีดกันเสียจนแทบจะเข้าไม่ถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่ว่าต่อให้นานกี่ปีก็ตาม ถ้าทำได้ก็จะเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก
    ถามว่าคุ้มค่าตรงไหน ? เมื่อภาพพระนั้นติดตาติดใจเรา ไม่ต้องมองก็นึกออก ก็ให้กำหนดภาพพระพร้อมกับลมหายใจเข้าออกและคำภาวนาไปตามปกติ ภาพพระนั้นจะใสขึ้น สว่างขึ้น ไปตามลำดับ ยิ่งสมาธิทรงตัวมากเท่าไร ก็ยิ่งใสสว่างมากเท่านั้น จนกระทั่งภาพพระนั้น สว่างไสวเหมือนกับพระอาทิตย์ยามเที่ยง เราก็กำหนดนึก ขอให้ภาพพระนั้นใหญ่ขึ้นหรือว่าเล็กลง ให้ปรากฏขึ้นหรือว่าหายไปได้อย่างใจของเรา ถ้าทำอย่างนั้นได้ เราก็สามารถใช้อำนาจกสิณในพุทธานุสติได้

    ถามว่าจะใช้กสิณในพุทธานุสติตรงนี้อย่างไร ? อาโลกกสิณนั้นมีอานิสงส์พิเศษคือ สร้างทิพจักขุญาณให้เกิด เราเห็นภาพพระได้ชัดเจนแจ่มใสเท่าไร เราก็สามารถเห็นผีเห็นเทวดาได้ชัดเจนแจ่มใสเท่านั้น เมื่อเห็นชัดเจนแจ่มใส จัดเป็นทิพจักขุญาณแล้ว ญาณอื่น ๆ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้

    เราใช้ทิพจักขุญานไปดูอดีต เรียกว่า อตีตังสญาณ ดูอนาคตเรียกว่า อนาคตังสญาณ ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบันนี้ เรียกว่า ปัจจุปปันนังสญาณ ใช้ในการระลึกชาติเรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสติญาณ กำหนดรู้ว่าคนและสัตว์ก่อนเกิดมาจากไหน และตายแล้วไปไหน เรียกว่า จุตูปปาตญาณ รู้ว่าคนและสัตว์ทำกรรมอะไรไว้ ถึงวาระ ถึงเวลาต้องได้รับกรรมดีกรรมชั่วอย่างไร เรียกว่า ยถากัมมุตาญาณ และท้ายที่สุดถ้าสามารถชำระจิตให้ปราศจากกิเลสได้ เรียกว่า อาสวักขยญาณ

    สรุปว่าสิ่งที่เราอดทนทำมา จะเนิ่นนานเท่าไรก็ตาม ถ้าทำได้จะคุ้มค่าอย่างยิ่ง สิ่งที่ต้องการรู้เราจะได้รู้ สิ่งที่ต้องการเห็นเราจะได้เห็น และเมื่อได้พื้นฐานกสิณกองหนึ่งแล้ว อีก ๙ กองที่เหลือก็เป็นเรื่องง่าย แค่เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ในการกำหนดเท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้าหากว่าใครยังไม่มั่นใจว่าจะจับกรรมฐานกองไหน อาศัยที่พวกเราทำกันมานานแล้ว มีพื้นฐานเพียงพอแล้ว ก็ขอแนะนำให้เราใช้อานาปานสติ ควบกับพุทธานุสติ ให้เป็นกสิณในอาโลกกสิณ

    เมื่อถึงวาระท่านทั้งหลายก็กำหนดจิตสุดท้ายของเราไว้ที่พระนิพพานให้เป็นปกติ กำหนดว่าภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้คือพระพุทธนิมิตแทนองค์ท่าน พระองค์ท่านไม่อยู่ที่ใดนอกจากอยู่บนพระนิพพาน

    เราเห็นพระองค์ท่านคือเราอยู่ใกล้กับพระองค์ท่าน เราอยู่ใกล้กับพระองค์ท่านคือเราอยู่บนพระนิพพาน ให้ทุกคนวางอารมณ์สุดท้ายในการปฏิบัติอย่างนี้ไว้เสมอ ถ้าสามารถทำให้ทรงตัวได้ ๓ นาที ๕ นาทีต่อกันทั้งเช้าและเย็น อาตมาขอยืนยันว่า ถ้าท่านตายลงไปจะสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้

    ...................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com
     
  17. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    ?temp_hash=b149f1baf70dca79f08f5336a6420896.jpg
    พุทธนิมิตเพื่อพระนิพพาน : ตอนที่ ๑


    1f9d8_200d_2640.png การฝึกพุทธนิมิตเพื่อพระนิพพาน ถือเป็นการฝึกกรรมฐานกองหนึ่ง
    เรียกว่า พุทธานุสติกรรมฐาน คือ การระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ▪︎นึกถึงความดีของพระองค์
    ▪︎นึกถึงพระพุทธรูปที่เรารัก
    ▪︎นึกถึงพระรูปโฉมของพระพุทธเจ้า ที่เรามีความเคารพ

    1f449.png จะเป็นองค์หนึ่งองค์ใดก็สามารถทำได้ (ไม่ต้องรีบในการจำหลายองค์)
    และสีขององค์พระ ก็ยังเป็นกสิณ อีกด้วย
    • ถ้าสีขาว....เป็น โอทาตกสิณ
    • ถ้าสีเหลืองหรือสีทอง....เป็น ปีตกสิณ
    • ถ้าสีสว่างใส...เป็น อาโลกกสิณ อย่างนี้เป็นต้น

    1f9d8_200d_2642.png ทุกครั้งที่จะฝึกพุทธนิมิต ต้องฝึกควบคู่กับอานาปานุสติกรรมฐาน
    คือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ให้ใจสบายเสียก่อนจึงค่อยเริ่มฝึก
    ดังนั้น การฝึกพุทธนิมิต จึงประกอบไปด้วยกรรมฐาน ๔ กองด้วยกัน
    ๑. พุทธานุสติกรรมฐาน
    ๒. อานาปานุสสติกรรมฐาน
    ๓. สีของพระพุทธรูปที่เราฝึกเป็นกสิณ
    ๔. เราฝึกเพื่อพระนิพพาน ถือเป็นอุปสมานุสสติกรรมฐานอีก ๑ กอง

    270f.png เริ่มแรก ที่เราฝึกเราควรจับภาพพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูป..เพียงพระองค์เดียวก่อนให้มั่นคง
    เมื่อเราจับพุทธนิมิตมั่นคง จนองค์พระแจ่มใสเป็นแก้วประกายพรึกทั้งองค์แล้ว
    ต่อไปเราจะจับพุทธนิมิต หลายองค์เพิ่มเติมก็สามารถทำได้อย่างคล่องตัว ถือเป็นการฝึกกรรมฐานที่ให้ผลดีที่สุด
    เป็นทางลัดให้เข้าถึงพระนิพพานได้ง่ายที่สุด
    ที่พระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุงได้ให้กับพวกเราไว้ เริ่มต้นของการฝึกพุทธนิมิต

    1f64f.png ขอให้ระลึกถึงพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธรูปที่เราเคารพรัก และชอบเป็นที่สุด ขอให้เลือกองค์ที่เราเคารพรักและชอบ
    เพราะใจของแต่ละบุคคล เมื่อมีใจที่เคารพรักหรือใจที่ชอบขึ้นมาแล้ว
    จะทำให้เรานั้นจดจำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

    ▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎ 1f338.png 1f56f.png 1f308.png
    #พระธรรมเทศนา
    #พุทธนิมิตเพื่อพระนิพพาน ตอนที่ ๑

    #พระอาจารย์เอกลักษณ์ #ปญฺญาคโม
    #วัดพุทธพรหมยาน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    DPUVFpgHRF3Ff9F6rhrZDVNbhzjFJ4FZco6jzb6rzpLI&_nc_ohc=7Va-TK74FYcAX-LsG5e&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    “๓ สหาย บรรเทาไป”
    เอาจริงๆผลของการปฏิบัตินั้น เราไม่ได้วัดกันที่ว่า ใครเห็นผี นรก สวรรค์ เห็นพรหม เทวดา ฯลฯ แล้วจะเป็นคนเก่ง เป็นคนปฏิบัติสำเร็จ อันนั้นไม่แน่เสมอไปนะ แต่เราต้องสังเกตตัวเองว่า ตั้งแต่ปฏิบัติมา ราคะ โทสะ โมหะ เราเบาไปบ้างหรือเปล่าต่างหาก บางคนโกรธง่าย พอปฏิบัติไปใจมันเย็นลง มันยอมได้ เป็นต้น ซึ่งหน้าที่ของเราคือการทำไฟเหล่านี้ให้ดับแบบไม่มีเชื้อเหลืออีกต่อไปจึงจะดีที่สุด

    คำสอนของพระอาจารย์เอ
     
  19. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    JFLBigW455G2HZCho15KEVrPCVU94JFgYbiw0FXQ3oqL&_nc_ohc=k-IFWWd9-G8AX_nYnNn&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    รักษาอารมณ์แจ่มใสเฉพาะหน้าของเราเอาไว้


    ถาม : วุ่นวายมากเลยค่ะ ?
    ตอบ : ที่วุ่นจริง ๆ ก็คือเราไปยุ่งกับเขา ถ้าเรารักษาสภาพจิตใจของเราสงบอยู่กับอารมณ์เฉพาะหน้า อยู่กับปัจจุบัน เราจะไม่วุ่นกับใคร ส่วนใหญ่แทนที่จะเป็นคนดู เรากระโดดลงไปเล่นเองเสียทุกที

    ต่อไปให้ทำตัวเป็นคนดู อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ให้รักษาอารมณ์แจ่มใสเฉพาะหน้าของเราเอาไว้ รักษาสติสัมปชัญญะของเราเอาไว้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็...ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าทำไม เมื่อไรก็ทุกข์แล้ว ที่ทุกข์ก็เพราะว่าเราไปแบกเอาไว้แล้ว เลยอุดปาก ไม่ต้องพูดเลย

    ...................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com

    ขอขอบคุณภาพจาก คุณภัทร์ษกรณ์ จิระประเสริฐสุข
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  20. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,128
    กระทู้เรื่องเด่น:
    437
    ค่าพลัง:
    +63,562
    ?temp_hash=0ef295267c6901ed6293061f6cc1b526.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...