เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    KPRX14UwKuS-dkE7ggwFRyCt4h0pYkhVIvUmF-UlTBHy&_nc_ohc=sI5G1iZ13cwAX_viLgM&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #อภัยทาน
    1f64f.png ถาม : อภัยทานฝึกอย่างไรครับ ?
    1f496.png ตอบ : ถึงเวลาใครเขาเตะเราก็ยื่นก้นให้เขาเตะซ้ำอีกทีหนึ่ง..! (หัวเราะ) ถ้าอภัยทานได้ อย่างแรกความยับยั้งชั่งใจจะต้องมี ความยับยั้งชั่งใจจะมีได้สมาธิต้องมั่นคง สมาธิจะมั่นคงได้ก็ต้องมีสติเป็นตัวควบคุม สรุปแล้วกลับไปซ้อมกำหนดดูลมหายใจเข้าออกให้มากกว่านี้

    1f64f.png ถาม : การอภัยทานกับธรรมทานมีอานิสงส์ต่างกันอย่างไรครับ ?
    1f496.png ตอบ : อภัยทานเป็นในส่วนของพรหมวิหารธรรม ถ้าใครทำได้ จิตใจจะสงบเยือกเย็น ลักษณะนั้นจะสามารถรักษาศีลได้ทุกข้อ จัดเป็นศีลบารมีและเมตตาบารมี ส่วนธรรมทานนั้นจัดอยู่ในส่วนทานบารมี ต่างกันตรงที่ทำอย่างหนึ่งได้บารมีสองข้อ ทำอีกอย่างหนึ่งได้บารมีข้อเดียว

    ...........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ..........................................
    #รู้ว่าดีก็ทำ #รู้ว่าชั่วก็ละ #ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
     
  2. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    w7Tc99o1oGNm_8pichnpQHrv_hMYdfDN-I6m9Zj12U5j&_nc_ohc=TAA6GUh7EZ0AX8gW6FT&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #พยายามทำดีให้มากที่สุด

    พระอาจารย์กล่าวว่า "นี่แหละคืออัจฉริยภาพของพระพุทธเจ้า สัพเพ สังขารา อนิจจาติ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ บุคคลผู้มีปัญญาจึงมองเห็นได้ อะถะ นิพพินทะติ ทุกเขการเข้าถึงความดับแห่งทุกข์ เอสะ มัคโค วิสุทธิยา จึงเป็นหนทางให้เข้าสู่ความบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น..เมื่อทุกอย่างไม่เที่ยง จะให้ไมโครโฟนดังตลอดไปก็ไม่ได้ เพียงแต่ว่าพังเร็วไปหน่อย

    ฟัง ๆ ดูธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วรู้สึกว่าพระองค์ท่านอาจหาญเหลือเกิน ประกาศในสิ่งที่เป็นจริงซึ่งคนมองไม่เห็น และไม่รู้ว่าเขาจะเห็นตามได้หรือเปล่า แต่ว่าพระองค์ท่านก็กล้าประกาศ แบบเดียวกับตอนที่ส่งพระอรหันต์รุ่นแรก ๖๐ องค์ออกประกาศพระศาสนา มุตตาหัง ภิกขะเว สัพพะปาเสหิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง

    มุตตะ กับ อะหัง คือตัวเราพ้นแล้ว คนที่พูดได้เต็มปากเต็มคำอย่างนี้มีหรือในตอนนั้น ? เย ทิพพา เย จะ มะนุสสา ทั้งที่ของเป็นทิพย์และของมนุษย์ อะไร ๆ ก็เอาไม่อยู่แล้ว พระองค์ท่านถึงได้ส่งออกไปประกาศพระศาสนา แล้วก็ได้ผลมหาศาล ประชาชนหันมานับถือศาสนาพุทธจนกระทั่งกลายเป็นศาสนาหนึ่งที่คนนับถือเป็นจำนวนมากในโลกปัจจุบันนี้

    เราลองไปนึกถึงความอาจหาญของบุคคลที่กล้าประกาศอย่างชัดเจน เอาอย่างพระปิณโฑลภารทวาชะก็ได้ “ใครไม่รู้ธรรมจงมาถามเรา ใครมีข้อสงสัยในธรรมจงมาถามเรา” ประกาศแบบนี้ในสมัยนี้สงสัยว่าจะโดนชกหน้า..! ในเมื่อพระองค์ท่านอาจหาญกล้าประกาศ เขาจึงใช้คำว่าบันลือสีหนาท ประหนึ่งราชสีห์คำรณ

    คราวนี้เราเห็นว่าในปัจจุบันของเรา การที่หลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ ถ้าหากว่าเป็นท่านที่ปฏิบัติจนหลุดพ้นแล้วก็ไม่เป็นไร ท่านทำหน้าที่ได้เต็มสติกำลังของท่านอย่างแน่นอน แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่มุตตาหัง ตนเองยังไม่ได้หลุดพ้น แทนที่จะเป็น “เราทั้งหลายพ้นจากบ่วงทั้งปวง” ก็เป็น “เราทั้งหลายยังไม่พ้นจากบ่วงอะไรเลย ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์” จะให้ไปประกาศศาสนาแล้วให้ได้ผลชัดเจนเหมือนอย่างกับในสมัยพุทธกาลก็เป็นเรื่องยาก

    ดังนั้น..ญาติโยมจึงต้องมีปุพเพกะตะปุญญะตา บุญที่สร้างสมมาแต่ปางบรรพ์ ทำให้เราได้เข้าไปสู่สำนักที่ครูบาอาจารย์ท่านทำจริง ได้ผลจริง แล้วจึงนำมาสั่งสอน อย่างนั้นต้องถือว่าบุญเก่าเราดี หนุนเสริมให้ไปถูกที่ถูกทาง หลายท่านที่อยากจะทำจริง ประพฤติจริง แต่ว่าไปเจอสำนักที่ท่านไม่เป็นมวยอะไร นอกจากมั่วไปเรื่อย ก็ถือว่าเป็นเวรเป็นกรรมไป

    สัพพะปาเสหิ พ้นจากบ่วงทั้งปวงแล้ว สัพพะคือทั้งหลาย ปาสะก็คือบ่วง ที่เราเรียกบ่วงบาศ บาลีเป็นตัว ป พอมาเป็นไทยใช้ บ ที่เราเรียกหัตถบาส ฉะนั้น..เห็นความอาจหาญ กล้าทำในสิ่งที่ดีเพื่อประโยชน์คนอื่นล้วน ๆ เลย ไม่ได้เพื่อประโยชน์ของพระองค์ท่านเองเลย พหุชะนะหิตายะ พหุชะนะสุขายะ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของชนหมู่มาก

    โลกานุกัมปายะ เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก อัตถายะ หิตายะ เทวะมะนุสสานัง เพื่อประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ลำพังพระองค์ท่านเองพ้นแล้ว จะไปนอนตีพุงเฉย ๆ ก็ได้ แต่ว่าด้วยความเมตตากรุณาที่มีอยู่ ก็ยอมเหนื่อยยากทนสั่งสอนพวกเรามา

    คราวนี้พวกเรามีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา ได้อยู่ในช่วงที่พระธรรมของพระองค์ท่านยังสมบูรณ์บริบูรณ์อยู่ ควรจะรีบตักตวงกอบโกยความดีให้มากที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปวันหนึ่ง ๆ ปฏิบัติธรรมไป ฟุ้งซ่านแค่ไหนก็ให้รู้ว่าเราฟุ้ง ควบคุมความฟุ้งซ่านไว้อย่าให้หลุดกรอบของศีลก็ใช้ได้แล้ว เพราะถ้าเรายังมีสติรู้ ควบคุมตัวเองอยู่ ตัวกามาวจรจิตมหากุศลจะเกิดขึ้นจากสตินั่นเอง

    ชั่วให้รู้ว่าชั่ว ระมัดระวังไว้อย่าให้หลุดออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม ดีให้รู้ว่าดี พยายามสร้างกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมให้เจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวพอความดีมากขึ้น ๆ ก็จะกลบกลืนความชั่วไปเอง เหมือนกับเติมน้ำสะอาดไปเรื่อย เดี๋ยวน้ำเกลือก็จางลง ๆ ต่อให้มีเกลือปนอยู่ก็ไม่รู้แล้วว่าเป็นรสของเกลือ

    เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าเราสร้างความดีมากขึ้น ๆ ความชั่วไม่มีโอกาสโต เดี๋ยวก็โดนเบียดเฉาตายไปเอง ถ้าหากทำแล้วรู้ว่าเราชั่วถือว่ามาถูกทาง ถ้าหากมาไม่ถูกทางก็เห็นว่าตัวเองดี เพราะฉะนั้น..ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำต่อไป พยายามลด ละ เลิกให้ความชั่วเหลือน้อยลง ๆ ท้ายที่สุดก็จะหมดไปเอง สำคัญที่ต้องสู้จริง ๆ

    พระองค์ท่านอุตส่าห์เหนื่อยยากสั่งสอน เพราะประโยชน์ เพราะความสุขของเราแท้ ๆ เราเองที่เป็นผู้รับคำสั่งสอนนั้นมาปฏิบัติ ถ้าไม่ยอมทำเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของตัวเองก็ถือว่าเสียชาติเกิด..!

    ...........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ..........................................
    #รู้ว่าดีก็ทำ #รู้ว่าชั่วก็ละ #ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
     
  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    CpdMJOVg113diOKD7mt1MFtVkpeDjvVaZXMing0Si5aW&_nc_ohc=vM_WSudlwEkAX-qW2ND&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    รู้ว่าอายุมากต้องไม่ประมาท เพราะถ้านับแล้ว ชีวิตเราอยู่ในขาลง ถ้าตีว่าคนเราปัจจุบันนี้ชีวิตอยู่ที่ ๗๕ ปีเป็นประมาณ เกิน ๓๗ ปีครึ่งไป ถือว่าเริ่มเป็นขาลงแล้ว
    ในเมื่อเริ่มเป็นขาลง ใครที่เกิน ๓๗ - ๓๘ ปีไป ยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งลงมากเท่านั้น ตีเสียว่าแก้ทางอยู่ ๓๗ ปี แต่ถ้าไปไม่ถึงปลายทาง แหกโค้งลงเหวไปก่อน ก็ได้น้อยกว่านั้น ฉะนั้น...จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสั่งสมบุญกุศล

    คราวนี้การสั่งสมบุญกุศลมีเป็น ๑๐ วิธี มีแค่วิธีเดียวคือการให้ทานที่เราต้องใช้ทรัพย์สินสิ่งของ การรักษาศีล ที่มีอานิสงส์สูงกว่าทาน ไม่ต้องใช้อะไร นอกจากรักษากาย วาจา ใจของเรา

    การนั่งสมาธิภาวนาอานิสงส์สูงกว่าศีลอีก ก็แค่นั่งควบคุมความคิดของเราให้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ไม่ไป รัก โลภ โกรธ หลง ถ้าสามารถคุมความคิดได้ คือคุมกำลังใจได้ คุมกำลังใจได้ก็เท่ากับคุมกายและวาจาได้ ในเมื่อกายไม่ทำชั่ว วาจาไม่พูดชั่ว ใจไม่คิดชั่ว กรรมใหม่ไม่มี เมื่อกรรมใหม่ไม่มี กรรมเก่าเหมือนกับหนี้ เราไม่สร้างหนี้ใหม่เสียอย่าง ของเก่าค่อย ๆ ผ่อนใช้ไปเดี๋ยวก็หมด

    เพราะฉะนั้น...บุคคลที่จะหลุดพ้นได้ ไม่ได้แปลว่าต้องบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงมาตั้งแต่เกิด หากแต่ว่าเรามารักษากำลังใจของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ในปัจจุบันนี้ และพยายามประคับประคองให้ยาวนานไปจนถึงอนาคตให้ได้

    ถ้าเป็นหลักธรรมก็คือ หลักปธาน ๔ ของพระพุทธเจ้า มีสังวรปธาน เพียรระมัดระวังไม่ให้อกุศลกรรมเกิดขึ้น ปหานปธาน พยายามกำจัดอกุศลกรรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ภาวนาปธาน พยายามเสริมสร้างกุศลกรรมให้เกิดขึ้น อนุรักขนาปธาน พยายามรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว หลักการมีง่าย ๆ แค่นี้ ก็คือละชั่ว ทำดี ชัด ๆ เลย เพียงแต่ว่าดึงเข้ามาหา ศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักไตรสิกขาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

    ส่วนใหญ่แล้วพวกเรา "เรียนเกิน รู้เกิน ทำเกิน" สิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นแค่ "พอดี" ในเมื่อเรา "ทำเกิน ไม่พอดี" จึงไม่ประสบความสำเร็จสักที เหมือนคนตั้งใจจะออกจากสถานที่หนึ่ง แต่เดินไม่ตรงประตู อย่างไรก็ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น...ก็ต้องเดินให้ตรงช่องประตู ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่ามรรคมีองค์ ๘

    ทั้ง ๘ ข้อพอย่อลงก็เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ การมีความเห็นถูก การมีความดำริถูก เป็นปัญญา

    สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ การพูดถูก การกระทำถูก การเลี้ยงอาชีพถูก จัดเป็นศีล

    สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ความเพียรที่ถูกต้อง การตั้งสติที่ถูกต้อง การทำสมาธิที่ถูกต้อง จัดอยู่ในหมวดสมาธิ

    สรุปแล้วหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่ได้ไปไหนเลย อยู่ในไตรสิกขานั่นแหละ
    ...................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com
     
  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    o1ZzqEq8ZWIz1VW7Gc4Dtr4GVgBJCD48UgpX6tlc01kF&_nc_ohc=SNuIJQC4Wl8AX-guDo8&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    กล่าวกับลูกศิษย์ที่จะบวช "ถ้าไม่เด็ดขาดก็อย่างนี้ทั้งชาติ เขาเรียกว่าเกรงใจ กลัวกิเลสจะเศร้าหมอง ถ้าเป็นความคิดของตู...ก็สมควรตาย...!

    ตราบใดที่เราเปิดทางถอยให้กับตัวเอง เราจะไม่สู้จริง ถ้าอยากจะสู้จริงต้องไม่เปิดทางถอยให้ตัวเอง ไอ้ประเภทบวช ๆ สึก ๆ อาตมาก็เลยไม่ค่อยจะเห็นด้วย แต่ก็เอาเถอะ...ถ้ากำลังใจมีแค่นั้นก็เอา

    อาตมาเองตั้งใจบวช ๗ วันแท้ ๆ เลย สมบัติทุกอย่างโละให้คนอื่นหมด กลับไปจะเริ่มต้นจากศูนย์ เขาเรียกว่าปิดทางถอยตัวเอง ถ้าเราขี้เกียจก็จะไม่กล้าไป แต่ขอบอกว่าอย่าเลียนแบบนะ...ยาก ถ้าไม่บ้าจริงอยู่ไม่ได้"

    เก็บตกบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒
     
  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
     
  6. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    +++ สภาพจิตเริ่มเข้าสู่อุปจารสมาธิ +++
    ถาม :
    เวลาเราฟังคนเขาพูดอะไรกัน เรารู้ว่าเขาจะพูดอะไรก่อน ตรงนี้เป็นญาณหรือคะ ?
    ตอบ : เป็นสภาพจิตที่เริ่มเข้าสู่อุปจารสมาธิ #จะเกิดความเป็นทิพย์ขึ้นมา #ความเป็นทิพย์นี้สามารถบอกได้ทุกเรื่อง แต่รู้ไปก็เท่านั้น ที่เราต้องการคือรู้เท่าทันสภาพจิตของเราว่ามี รัก โลภ โกรธ หลง อย่างไรบ้าง การรู้ทันในเรื่องของคนอื่น ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น #เป็นการที่พิสูจน์ว่าพระพุทธเจ้าสอนเรานั้นมีผลจริง แล้วก็สร้างความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ไปสนใจใคร่รู้ตามแต่เรื่องนั้นเรื่องเดียว ก็จะเสียผล #ถ้านานไปโทรศัพท์ดังก็จะรู้ว่าใครโทรมา #บางทีได้ยินเสียงโทรศัพท์ก่อนเป็นนาทีเลยนะ ...(หัวเราะ)...

    ถาม : ตั้งนาฬิกาปลุกและเราก็จะตื่นก่อน ?
    ตอบ : ส่วนใหญ่จะตื่นก่อนประมาณ ๕ นาที จะตรงเวลาเป๊ะเลย และก็ตื่นขึ้นมาเพื่อปิดนาฬิกา #แต่ถ้าเราไม่ห่วงนาฬิกาปลุก #ตั้งใจจะตื่นตอนนั้นก็จะตื่นตรงเวลา แต่ถ้าเราห่วงนาฬิกาปลุกมักจะตื่นก่อน ๕ นาที

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๘
     
  7. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    ถาม : เรื่องของอรูปพรหม ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นอรูปพรหมก็ไปตามบุญของเขา หมดบุญเมื่อไรก็จะไปเสวยกรรมตามที่ตัวเองทำมา อรูปพรหมนี่อันตรายที่สุด เพราะว่าหมดบุญแล้วมีแต่จะลงต่ำ ไม่มีขึ้นสูง

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
    คัดลอกข้อความมาจาก
    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php...
    #พระครูวิลาศกาญจนธรรม #หลวงพ่อเล็ก
     
  8. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    ZDtUG7fhCBmY367vrEXo-TfvoslM6aM3xynfW2fcgpNp&_nc_ohc=M8RAPRdWYz0AX_gJe-D&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : การภาวนาแบบมีสติแนบกับจิตตลอดวันควรทำอย่างไร ? เพราะชีวิตประจำวันต้องทำงานอย่างอื่นร่วมด้วย
    ตอบ : มี ๒ วิธี วิธีแรกก็คือภาวนาให้ถึงระดับปฐมฌานละเอียด ความรู้สึกของเราจะภาวนาเองโดยอัตโนมัติ แค่เอาสติกำกับตามไปก็พอ

    อีกประการหนึ่งก็คือฝึกซ้อมการแยกจิตให้ทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน สภาพจิตส่วนหนึ่งประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์อยู่กับการภาวนา อีกประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็ให้ทำงานในชีวิตประจำวันไป

    ถาม : การทำบุญระยะแรกมีความตั้งใจทำ ระยะที่ ๒ ทำไปแล้วไม่เป็นที่พอใจด้วยสาเหตุบางประการ ระยะที่ ๓ คิดว่าไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ความคิดในการทำบุญลักษณะอย่างนี้อานิสงส์จะเป็นอย่างไร ?
    ตอบ : พร่องไปหน่อยหนึ่ง จะเอาอานิสงส์เต็มก็คือ ก่อนทำมีความปีติว่าจะได้ทำบุญนั้น ระหว่างที่ทำมีความปีติว่าเราได้ทำบุญนั้น หลังจากทำแล้ว นึกถึงเมื่อไรก็มีความปีติว่าได้ทำบุญนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น..ห้ามไม่พอใจ เดี๋ยวจะไปเกิดเป็นอสูร เพราะว่าอสูรคือผู้ที่มักจะทำบุญผสมด้วยโทสะ

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกันยายน ๒๕๕๘
    ที่มา : วัดท่าขนุน
     
  9. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    bc7Y2JwPOH93kVRIIQxMd5osZeorYU7NzunTLCTHleTt&_nc_ohc=f_P1PmSd8dIAX_5wgmV&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    “ไหวหรือเปล่า..?”

    ถ้าต้องการตรวจสอบกำลังสมาธิของเรา ว่าพอจะเอาตัวรอด หล่อเลี้ยงตัวเองได้ไหม ให้สังเกตง่ายๆ เมื่อเราอยู่คนเดียว เราเหงาไหม เราฟุ้งซ่านนึกถึงคนนั้นคนนี้ ปรุงแต่งจนต้องหาอะไรทำ หาอะไรดูเรื่อยไปหรือเปล่า..? ถ้าเราอยู่ได้แบบสุขใจ สบายใจ เฉยๆ ไม่ดิ้นรนที่จะหาอะไรมาให้หายเหงาใจล่ะก็ ถือว่าสมาธิที่ทำมาพอเลี้ยงตัวได้...แต่ยังไม่พอหรอกนะ

    คำสอนของพระอาจารย์เอ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    ?temp_hash=25f83761f9e731b302e59160ac023897.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
  12. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    19,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    460
    ค่าพลัง:
    +64,690
    ถาม : เวลาออกบวช ไม่ได้พิจารณาอาหาร ทำอย่างไรจะพ้นกรรมนี้ ?
    ตอบ : วิธีให้พ้นกรรมง่ายที่สุดคือ สร้างศีล สมาธิ ปัญญาให้สูงเข้าไว้ พอช่วงสุดท้ายของปัญญาก็จะเห็นว่าร่างกายนี้ก็ดี โลกนี้ก็ดี ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งที่น่ารัก น่าใคร่ น่ายึดถือ จิตจะถอนออกมา เลิกไปยึดไปเกาะ เท่านี้ก็พ้นแล้ว
    ถาม : ก็แปลว่า ถ้าตอนบวชเป็นภิกษุ ทำชั่วมา แล้วสำนึกได้ กรรมทั้งหมดก็หมดไป ?
    ตอบ : โทษเหล่านั้นยังติดตัวคุณไปอยู่ และจะเป็นตัวปิดกั้นมรรคผลไปตลอด เพราะคุณผิดศีลเสียตั้งแต่แรกแล้ว การละเมิดศีลเท่ากับเป็นโทษติดตัวเราไป ถ้าเป็นอาบัติหนักก็แก้ไขไม่ได้ ถ้าเป็นอาบัติเบา รู้สำนึกก็ให้แสดงคืนอาบัติเสีย ถ้าอย่างนั้นก็พอที่จะลดหย่อนผ่อนโทษไปได้บ้าง
    ถ้าไปทำในส่วนของอาบัติหนัก อย่างเช่น สังฆาทิเสส หรือปาราชิก ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเหมือนโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต
    ถาม : ก็แปลว่า ถ้าบวชอีกเราแสดงคืนอาบัติได้ ?
    ตอบ : ถ้าปาราชิกไปแล้ว บวชอีกจะไม่ใช่พระ ถ้าสังฆาทิเสส บวชไปแล้วเคยไปละเมิดเท่าไร ก็ไปใช้หนี้คืนด้วยการอยู่ปริวาสนานเท่านั้น
    ถาม : ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่พิจารณาอาหาร ?
    ตอบ : ไม่เป็นไร เพราะเป็นอาบัติเล็ก เราไว้แสดงคืนอาบัติได้
    ถาม : อาเคยเป็นเจ้าอาวาส โยมเขาถวายพระเครื่องไว้ อาสึกแล้วก็เอาพระกลับมาบ้าน ติดหนี้สงฆ์หรือเปล่าครับ ?
    ตอบ : ติดแน่นอน ใครทำก็เป็นโทษของคนนั้น ถ้าหากเรารู้ เราก็นำไปคืนเสีย
    ถาม : แต่แม่กับอาท่านไม่รู้เรื่องราวอะไร
    ตอบ : ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้ท่านเอาไฟเผาบ้านท่านไป
    ถาม : แล้วถ้าจะให้พระอยู่บ้าน เวลาชำระต้องชำระหนี้สงฆ์ด้วยราคา ?
    ตอบ : ชำระด้วยราคาปัจจุบัน ถ้าเป็นพระที่นิยมในท้องตลาดก็จุกหน่อยนะ..!
    __________________
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
    คัดลอกข้อความมาจาก
    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php...
    #พระครูวิลาศกาญจนธรรม #หลวงพ่อเล็ก
    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...