เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    จุดสำคัญของการทำสมาธิภาวนา
    ถาม
    : (ถามเรื่องการทำสมาธิ)
    ตอบ: การนั่งทำสมาธิภาวนา สิ่งสำคัญคือสติที่รู้อยู่ตอนนั้น อย่าให้สติเคลื่อนออกจากลมหายใจเข้าออก ตามรู้เข้าไปว่าผ่านจมูกแล้ว ผ่านอกแล้ว ไปสุดที่ท้องแล้ว และออกจากท้องมาแล้ว ผ่านหน้าอกแล้ว มาอยู่ที่จมูกแล้ว ต้องให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราอยู่ตรงนี้ อย่าไปคิดเรื่องอื่น คิดเรื่องอื่นเมื่อไรให้รีบดึงกลับมาตรงนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วจะไม่ก้าวหน้า ถึงเวลาก็ฟุ้งซ่านอีก ใจหนึ่งคิด อีกใจหนึ่งก็ยังท่องพุทโธ ๆ อยู่ ก็เหมือนกับท่องอาขยาน

    การนั่งทำสมาธิภาวนาจุดสำคัญคือ ความสงบของใจ เรื่องอื่นเป็นของแถม ของแถมชนิดที่ต้องการหรือไม่ต้องการเขาก็ต้องให้มา ซื้อรถเขาก็ต้องให้ล้อมาแน่ ๆ ไม่ต้องไปตั้งหน้าตั้งตาหาล้อรถ ขอให้ซื้อรถต้องได้ล้อรถมาด้วยแน่ ๆ ท่านถึงให้เราภาวนาอย่างเดียว ถึงเวลาจิตทรงสมาธิได้ก็จะรู้เห็นเอง การรู้เห็นไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะเราอาจจะไปยึดติดกับสิ่งที่รู้เห็น ทำให้การปฏิบัติของเราไม่ก้าวหน้า

    การปฏิบัติที่แท้จริง คือการทำให้หมดสิ้นซึ่งกิเลส กิเลสจะหมดสิ้นได้เท่าไร เราจะละกิเลสได้เท่าไร อยู่ที่ความสามารถของเรา เรื่องอื่นเป็นเรื่องที่เขาแถมมาให้ สิ่งสำคัญของการทำสมาธิก็เพื่อความสุขในปัจจุบัน ทำให้จิตของเราไม่ฟุ้งซ่าน ถ้าอนาคตเราทรงความดีได้ เราก็ไปเกิดในที่ดี อย่างเช่นไปเกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม หรือไปพระนิพพาน

    เราอย่าไปขวนขวายเพื่อการอยากรู้อยากเห็น ตัวอยากจะกั้นเราจากความดี ให้เราภาวนาไปอย่างเดียว ถึงเวลาแล้วผลนั้นจะเกิดขึ้นเอง ให้กำหนดสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก อยู่กับปัจจุบันแค่นี้ สิ่งที่เราคิดจะพาเราให้เราทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะคิดไปในอดีตก็ดี คิดไปในอนาคตก็ดี ล้วนแล้วแต่พาให้เราฟุ้งซ่าน ให้เราหยุดอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับลมหายใจเข้าออก อยู่กับการภาวนา หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ..นับหนึ่ง หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ..นับสอง นับไปเรื่อย ๆ ทำสักห้าสิบคู่ก็พอ

    ถ้าเราทำได้โดยไม่ฟุ้งซ่านไปกับอารมณ์อื่น ก็ถือเป็นยอดมนุษย์แล้ว ถ้าหากคิดแวบไปเรื่องอื่น..ให้ตั้งต้นนับใหม่ทันที ทำแบบนี้ให้ได้ทุกวัน ถ้าเมื่อยขา ปวดหลัง ก็เปลี่ยนอิริยาบถได้ เปลี่ยนไปยืน ไปเดิน ไปนอนก็ได้ แต่อิริยาบถนอนต้องกำหนดสติให้มั่นคงเข้าไว้ มิฉะนั้นจะเผลอหลับ

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    c_oc=AQnJu4e1ZxTygKNi1R4NhIWcBm7_ZckpZZpoK_cwVd_ajdqLH_kWczrsDlel4ZopqoU&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "การทำสมาธิภาวนา ลมหายใจเข้าออกสำคัญที่สุดอยู่ก็จริง แต่เมื่อไปถึงระยะหนึ่ง ลมหายใจจะเบาลง หรือหายไปเลย คำภาวนาบางทีก็ไม่มีเลย ส่วนใหญ่แล้วมักจะกลัวว่าไม่หายใจ จะทำให้ตาย แล้วไปตะเกียกตะกายรีบหายใจใหม่ อันนั้นทำให้เราเสียประโยชน์ เหมือนกับเราเริ่มเดินขึ้นบันไดไปแล้ว แล้วเกิดความกลัวไม่มั่นใจขึ้นมาก็ถอยขึ้นมาอยู่ในขั้นแรกใหม่ หาความก้าวหน้าในการปฏิบัติไม่ได้เสียที

    ต่อไปถ้าอารมณ์ใจเป็นอย่างนี้ ให้กำหนดดู กำหนดรู้ไว้เฉย ๆ มันหายใจเบาลงให้รู้ว่าหายใจเบาลง มันไม่หายใจ ให้รู้ว่าไม่หายใจ มันภาวนา ให้รู้ว่ามันภาวนา มันหยุดภาวนาให้รู้ว่ามันหยุดภาวนา ถ้าเราตามดูอยู่แต่เพียงแค่นี้ โดยไม่ไปดิ้นรน กำลังใจจะก้าวสู่สมาธิขั้นสูงไปกว่านี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งท้ายสุดก็จะสว่างโพลงเต็มที่อยู่เบื้องหน้า

    ดังนั้นถ้าเราทำสมาธิไม่ก้าวหน้า นอกจากเราจะประคับประคอง รักษาอารมณ์ใจไม่เป็นแล้ว เราเองยังเผลอไปให้กับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามา ด้วยความเป็นห่วงสภาพร่างกายนี้ โดยเฉพาะห่วงว่ามันจะตาย เมื่อเป็นดังนั้นความก้าวหน้านอกจากจะไม่มีแล้ว เรายังพาตัวเองถอยหลังไปสู่จุดเริ่มต้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อพวกเราปฏิบัติภาวนา ถ้าหากว่าเกิดอารมณ์ใจใด ๆ ขึ้น ให้แค่กำหนดรู้ไว้เฉยอย่าไปสนใจ"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมาจาก
    กระดานสนทนาวัดท่าขนุน,เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน
    สมาธิ : ปรียานันท์ธรรมสถาน หน้าที่ ๓
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ?temp_hash=7868f91c4b580aab89489a8f11dc3a33.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    A3293413.jpg
    ความว่าง - พระอาจารย์เล็ก วัดท่าขนุน

    มีญาติโยมถามปัญหาว่า เมื่อปฏิบัติไปแล้วเข้าถึงความว่าง จะทราบได้อย่างไรว่าความว่างนั้นเป็นความว่างแบบไหน ? ซึ่งความว่างในการปฏิบัติของเรานั้นมีหลายระดับชั้นด้วยกัน

    ความว่างระดับแรกก็คือ สติ สมาธิ เริ่มทรงตัวเป็นฌาน ถ้าอย่างนี้รัก โลภ โกรธ หลง ต่าง ๆ จะโดนอำนาจของฌานกดดับลงไปชั่วคราว สภาพจิตที่เคยรุงรังด้วยกิเลสต่าง ๆ ก็สงบราบเรียบลง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นสำหรับตัวเองมาก่อน ก็จะรู้สึกว่าง เบาสบายอย่างยิ่ง อย่างนี้เรียกว่าว่างเพราะอำนาจของฌานสมาบัติกดทับกิเลสเอาไว้

    ความว่างระดับต่อไป คือ ความว่างในอากาสกสิณ เป็นการกำหนดช่องว่างส่วนใดส่วนหนึ่งจับมาเป็นนิมิตในการภาวนา ถ้าเป็นในลักษณะอย่างนั้นจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่เคยมีของเก่าในอดีต ฝึกเกี่ยวกับอากาสกสิณมาก่อน เมื่อทำไปจนสมาธิเริ่มทรงตัว ของเก่ากลับคืนมา เกิดปฏิภาคนิมิตขึ้น ก็จะรู้สึกถึงความว่างได้เช่นกัน ในส่วนนี้ถ้าจิตของเราละเอียดพอ ก็จะแยกแยะออกได้ว่า ถ้าเป็นความว่างของกสิณนั้นจะเป็นความว่างอยู่ในลักษณะที่เรากำหนดเฉพาะเจาะจงจุดใดจุดหนึ่งตรงหน้า

    ความว่างระดับถัดไปนั้นเป็นความว่างของอรูปฌาน ไม่ว่าจะเป็นอากาสานัญจายตนะฌานก็ดี วิญญาณัญจายตนะฌานก็ดี อากิญจัญญายตนะฌานก็ดี เนวสัญญานาสัญญายตนะฌานก็ดี อรูปฌานทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากการที่เราเพิกรูปทิ้งไป แล้วจับความว่างของอากาศ จับความไร้ขอบเขตของวิญญาณ จับความรู้สึกที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเสื่อมสลายพังไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ และกำหนดความรู้สึกว่ามีเหมือนกับไม่มี รู้เหมือนกับไม่รู้ เป็นต้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็จัดเป็นความว่างอีกอย่างหนึ่ง

    บุคคลที่เคยทรงอรูปฌานในอดีต เมื่อกระทำไปจนกระทั่งกำลังทรงตัวแล้ว เข้าถึงอรูปฌานเดิม ๆ ก็ทำให้รู้สึกถึงความว่างเช่นกัน ตรงจุดนี้ถ้าจะสังเกตแยกแยะออกก็จะต้องสังเกตว่า เรายังทรงกำลังของฌานสมาบัติอยู่ การที่เราทรงกำลังของฌานสมาบัติอยู่แม้ว่าจะเบาสบายเพียงใดก็ตาม ความที่ยังต้องทรงฌานอยู่ก็จัดเป็นความหนัก บุคคลที่มีจิตละเอียดจริง ๆ ถึงจะแยกแยะออกได้

    ประการสุดท้ายนั้นเป็นความว่างเนื่องจากจิตมองเห็นโทษของร่างกายนี้ มองเห็นโทษของสภาพจิตที่คลุกคลีอยู่กับรัก โลภ โกรธ หลงทั้งหลาย แล้วสามารถที่จะปล่อยวางสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ลงจนหมด ยกจิตของตนเองขึ้นมาพ้นจากสภาพของราคะ โลภะ โทสะ โมหะได้ ก้าวล่วงจากสมมติเข้าสู่ความเป็นวิมุตติ ก้าวล่วงจากโลกเข้าสู่ทางธรรมแท้ ๆ

    สภาพจิตของตนจะเหลือแต่เพียงผู้รู้เด่นอยู่เท่านั้น เป็นผู้รู้ที่มีหน้าที่กำหนดรู้เฉย ๆ ไม่ไปปรุงแต่งสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดเป็นรัก โลภ โกรธ หลง เหมือนกับเราก้าวขาข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อข้ามฝั่งไปแล้วเราก็ไม่ย้อนกลับมาแตะต้องวอแวในสิ่งที่เคยผ่านมา ถ้าลักษณะนั้นจึงจะเป็นความว่างที่แท้จริง เป็นความว่างในลักษณะของการว่างจากกิเลส เป็นความว่าง ความใส ความสะอาด จากสภาพจิตที่ปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นความว่างของการเข้าถึงพระนิพพานนั่นเอง

    ดังนั้น..ถ้าพวกเราต้องการจะเข้าถึงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราก็ต้องเน้นในเรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะในส่วนของปัญญาที่มองเห็นทุกข์เห็นโทษของร่างกายนี้ ของโลกนี้ จนกระทั่งสามารถปล่อยวางได้ การที่เราจะมีกำลังมากพอที่จะยกจิตให้พ้นขึ้นมาจากร่างกายนี้ พ้นจากโลกนี้ได้ แล้วปล่อยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ลง ก็ต้องมีกำลังสมาธิที่เข้มแข็งพอเพียง

    กำลังสมาธิจะเข้มแข็งพอเพียงได้ เราก็ต้องมีศีลอย่างน้อย ศีล ๕ เป็นพื้นฐาน เมื่อสภาพจิตของเราจดจ่ออยู่กับการระมัดระวังรักษาศีลทุกสิกขาบทไม่ให้บกพร่อง การที่เราเอาจิตจดจ่อแน่วแน่ระมัดระวังศีลอยู่นั่นเอง สมาธิก็จะเกิดขึ้น เมื่อสมาธิเกิดขึ้นทรงตัว ตั้งมั่น มีกำลังกดกิเลสดับลงได้ชั่วคราว ตัวปัญญาก็จะเด่นขึ้น ผ่องใสขึ้น ก็จะเห็นช่องทางว่าจะทำอย่างไรถึงจะสละ ตัดละ ร่างกายนี้ โลกนี้ ความยินดีต่าง ๆ

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เมื่อสละออก ตัดออก ละออกได้ ก็จะก้าวเข้าสู่ความว่างอย่างแท้จริง เป็นความว่าง ใส สะอาด ที่เปี่ยมสุข ไม่สามารถจะอธิบายรายละเอียดเป็นภาษามนุษย์ได้ ไม่สามารถที่จะอธิบายรายละเอียดเป็นภาษาหนังสือได้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ก้าวล่วงการปรุงแต่งทั้งปวงไปแล้ว ภาษามนุษย์ก็ดี ภาษาหนังสือก็ดี ยังเป็นภาษาที่ประกอบไปด้วยการปรุงแต่งอยู่ จึงไม่สามารถที่จะอธิบายสภาวธรรมทั้งหลายเหล่านั้นได้

    มีแต่สภาพจิตของเราที่เด่น ผ่องใส สะอาด เหลือแต่ตัวรู้อย่างเดียว ไม่ไปแตะต้อง ไม่ไปปรุงแต่ง ถ้าสิ่งไหนจำเป็นก็ออกไปสัมผัสด้วยความระมัดระวัง แล้วก็ย้อนกลับเข้ามาอยู่กับความผ่องใสที่ปราศจากกิเลสของตนต่อไป ถ้าอย่างนี้จึงจะเป็นความว่างที่แท้จริง

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าเราจะก้าวเข้าสู่ความว่างที่แท้จริงหรือสภาวะพระนิพพานนั้น ก็ต้องอาศัยศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งจะพูดให้กว้างออก ก็คือ มรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง

    สำหรับพวกเราทั้งหลายนั้นก็ต้องมาเน้นเรื่องของสมาธิ เพราะเราทั้งหมดส่วนใหญ่มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ ก็ดี ศีล ๘ ก็ดี ในเมื่อศีลบริสุทธ์บริบูรณ์แล้ว ยังไม่สามารถจะก้าวล่วงไปได้ ก็แปลว่ากำลังสมาธิยังไม่เพียงพอ เราจึงต้องมาเน้นการฝึกสมาธิอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพื่อที่จะประคองจิต รักษาจิตของเราให้มีความผ่องใส จนกระทั่งกำลังสมาธิเพียงพอ ดวงปัญญาก็จะเกิดขึ้น มีความแกร่งกล้า มีความแหลมคมพอ ก็สามารถที่จะสลัด ตัด ละ ความยินดี ความพอใจในร่างกายนี้ ในร่างกายของคนอื่น ในโลกนี้และในโลกอื่น ภพภูมิอื่นลงได้ เราก็จะหลุดพ้นไปสู่ธรรมอันว่างอย่างยิ่ง ก็คือพระนิพพานนั่นเอง

    ลำดับต่อไปให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

    ที่มา www.watthakhanun.com
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ถาม : ผมอ่านเก็บตกจากบ้านเติมบุญเดือนมิถุนายน แล้วไปสงสัยตรงที่หลวงพ่อบอกว่า ถ้าคนที่เคยมีพื้นฐานมาก่อน เมื่อใจของบุคคลนั้นสงบ ฌานต่าง ๆ จะมาเอง ตอนผมอายุ ๑๕ ป้าผมพาผมไปนั่งสมาธิที่วัดไม่ถึง ๓๐ นาที แล้วตอนนั้นความรู้ทางศาสนาผมไม่รู้เลยสักนิด และไม่เคยนั่งสมาธิแบบจริงจังมาก่อน และก็ไม่ได้เชื่อศาสนามากเท่าไร แต่พอผมนั่งสมาธิไปแล้ว จู่ ๆ ผมมีความรู้สึกสุขหาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้ แล้วต่อมาตรงเหนือสะดือเหมือนมีอารมณ์ดิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วผมก็รู้สึกเหมือนรู้สึกตกจากที่สูงตอนที่ป้าเรียกผม

    ผมก็ไปค้นหาในกูเกิ้ลเกี่ยวกับอารมณ์ฌานที่หลวงพ่อท่าซุงอธิบายไว้ แต่ไม่เจอเกี่ยวกับอารมณ์ดิ่ง เลยอยากทราบว่าอารมณ์ดิ่งตรงเหนือสะดือ คืออารมณ์ฌานหรือเปล่าครับ ? ถ้าใช่หลวงพ่อช่วยบอกได้ไหมครับ เป็นอารมณ์ฌานระดับใด ?

    ตอบ : อารมณ์เกือบจะเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นปฐมฌานหยาบ ช่วงที่เรามีความสุขนั้นคือส่วนหนึ่งของอารมณ์ก่อนที่จะเข้าถึงฌาน แต่เนื่องจากไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ เกิดการพลัดออกจากฌาน จึงมีความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูง ให้พยายามเข้าไว้ เกือบจะขึ้นชั้นอนุบาลหนึ่งได้แล้ว

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5670
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ถาม : ผมอ่านเจอว่าสถานที่ก็ช่วยกับการทำให้ใจสงบเช่นกัน ในกรณีผมอยู่ต่างประเทศ ไม่มีวัดให้ช่วยในการทำให้ใจสงบ ควรทำอย่างไรให้เข้าฌานได้ทุกสถานที่ครับ ?
    ตอบ : ถ้าอยากเข้าฌานได้ทุกสถานที่ จำเป็นต้องขยันหมั่นฝึกซ้อม เรื่องของสถานที่มีส่วนช่วย แต่ความเพียรของเราเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า ถ้าหมั่นซ้กซ้อม หมั่นกระทำ จนสามารถเข้าฌานได้ทุกเวลาตามต้องการ จะเป็นสถานที่ไหนก็ไม่จำเป็นแล้ว

    ถาม : การระลึกถึงลมหายใจตลอดเวลา ในตอนที่รู้ตัวจะสามารถเพิ่มโอกาสในการเข้าฌานและทรงฌานหรือเปล่าครับ ?
    ตอบ : ถ้าสามารถทำได้ โอกาสที่จะทรงฌานได้ก็มีสูง

    ถาม : การที่บางครั้งผมทำสมาธิแล้วได้ยินเสียงคนคุยกันภาษาอะไรไม่รู้ ตอนนั้นสมาธิผมเข้าฌานหรือว่าเป็นแค่อุปจารสมาธิครับ ?
    ตอบ : ส่วนใหญ่จะเป็นแค่อุปจารสมาธิ ทำให้เกิดทิพโสตหรือทิพจักขุญาณขึ้น แต่ส่วนใหญ่พอได้ยินเสียงหรือได้เห็นภาพ เรามักจะไปให้ความสนใจ ช่วงที่เราให้ความสนใจระดับสมาธิจะเคลื่อนคลายไปจากจุดที่เราเข้าถึง จะทำให้สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นหายไป

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5670
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ถาม : ขณะนั่งสมาธิในช่วงเวลาปฏิบัติกรรมฐานที่บ้านวิริยบารมี โดยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก และ ใช้คาถาเงินล้านเป็นคำภาวนา ในช่วงเวลานั้นเห็นเป็นแสงสีขาวสว่างไปทั้งหมด โดยเป็นอยู่อย่างนั้นจนหมดเวลาปฏิบัติ ซึ่งเป็นอยู่หลายครั้ง กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า หากเห็นแสงสีขาวในคราวต่อไป ควรจะปฏิบัติอย่างไรดีคะ ?

    ตอบ : ทำเหมือนเดิม เคยภาวนาพิจารณาอย่างไร ก็ให้ทำไปอย่างนั้น
    __________________

    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?p=201886&langid=2
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ถาม : บุคคลที่สามารถระลึกชาติได้ เขาระลึกเหมือนกับการระลึกว่าเมื่อวานเราทำอะไร แต่เปลี่ยนจากเมื่อวานเป็นชาติที่แล้วหรือเปล่าครับ ?

    ตอบ : แบบนั้นเลย

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5670
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ถาม : ช่วงหลัง ๆ มาเวลาทำสมาธิทีไร มักจะมีอาการตึง ๆ ระหว่างคิ้ว บางทีก็อยู่แถว ๆ สันจมูก บางทีก็ตึงทั้งใบหน้าและบริเวณปาก แรก ๆ จะเป็นเฉพาะเวลาทำสมาธิ หลัง ๆ มาไม่ว่าจะเดินไปไหน เวลานึกถึงลมหายใจก็จะมีอาการอย่างนี้เสมอ อยากทราบว่าอาการอย่างนี้คืออะไรครับ ? เป็นฌานหรือเปล่า ? และถ้าสวดคาถาเงินล้านระหว่างที่อาการอย่างนี้ปรากฏ จะมีผลมากน้อยเพียงไรครับ ?

    ตอบ : เอาคำถามแรกก่อน เป็นอาการของสมาธิที่เริ่มทรงตัวตั้งมั่นแล้ว ส่วนจะเป็นฌานหรือไม่เป็นฌาน ไปเปิดหนังสือกรรมฐาน ๔๐ ของหลวงพ่อวัดท่าซุง ดูบทที่ ๗ หน้า ๔๐ พอดี อ่านดู..ถ้าหากว่าตรงกับฌานระดับไหนก็ระดับนั้นแหละ ส่วนถ้าภาวนาคาถาเงินล้านในขณะที่ทรงอารมณ์แบบนี้ ก็ต้องบอกว่ามีผลมากกว่าปกติ เพราะว่าสมาธิเริ่มทรงตัวแล้ว

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=4480
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    คุยกับคนอื่นแล้วเผลอขาดสติ
    ช่วงที่ฝึกกรรมฐานใหม่ ๆ ด้วยความที่ระยะแรกตัวเองผิดพลาดล้มเหลวบ่อย เพราะเผลอปล่อยให้สติหลุด ก็เลยระมัดระวัง โดยเฉพาะการเสียเวลาไปพูดคุยกับคนอื่น

    แรก ๆ ยังไม่คล่องตัวในการทรงอารมณ์ พอคุยกับเขาก็หลุดจากการภาวนา แล้วรัก โลภ โกรธ หลง ก็กินใจเรา ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งอยู่เป็นปี ๆ กว่าที่อารมณ์ใจจะทรงตัวในระยะนานได้

    เนื่องจากได้รับบทเรียนในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้ระมัดระวัง เลยค่อนข้างจะเป็นคนเก็บตัว วัน ๆ นอกจากทำงานแล้วก็เอาแต่ภาวนา แทบจะไม่พูดจาปฏิสันถารกับใครเลย คราวนี้มีปัญหา ตอนที่มาทำงานให้หลวงพ่อท่านที่บ้านสายลม หลายคนเขามองว่าเราหยิ่ง ถามคำก็ตอบคำ ความจริงก็คือ กลัวว่าถ้าหากว่าหลุดแล้วจะโดนกิเลสเหยียบแบน จนกระทั่งมาเป็นครูสอนกรรมฐาน ก็มีปัญหาตรงที่ว่า พอลูกศิษย์ติดขัดตรงไหนจะมาถาม ก็เจอครูที่ถามคำตอบคำ ไม่ถามครูก็เฉย

    คิดไปคิดมา เราเองปฏิบัติมา ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ก็ประมาณสิบปีแล้ว กำลังใจก็เรียกว่าพอทรงตัวได้ในระดับหนึ่ง ในเรื่องของมโนมยิทธิก็พอทำความเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าคนที่เพิ่งมาศึกษาเขาไม่เข้าใจ ถ้าเรายังไม่พูดไม่คุยอยู่ เขาก็จะเสียประโยชน์ จึงตัดสินใจว่าเราต้องพูด

    พอตัดสินใจก็ทำเลย เพราะเป็นคนไม่ชอบอะไรช้า เห็นคนอื่นเขาตั้งวงคุยกัน เราก็ลุยเข้าไปกลางวงเลย "ขออนุญาตคุยด้วยคนนะครับ" อย่างกับฟ้าผ่า..! ทุกคนอึ้งตะลึงไปตาม ๆ กัน แล้วในที่สุดคนแรกที่หลุดปากออกมา ก็คือป้าน้อย (กานดา) ป้าน้อยบอกว่า "ป้าคิดว่าชาตินี้แกจะไม่พูดกับใครแล้ว..!"

    คราวนี้เข้ากับคนอื่นได้ แต่ก็มีผลเสียอีก พอคุยแล้วอดเผลอสติไม่ได้ ท้ายสุดกรรมฐานที่ทรงต่อเนื่องระยะยาวเป็นเดือน ๆ ก็พัง..! ต้องกลับไปฝึกซ้อมเรื่องของสมาธิใหม่

    ทำอย่างไรที่เราจะแบ่งความรู้สึกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยู่กับสมาธิ อีกส่วนหนึ่งอยู่กับสิ่งที่เราทำเฉพาะหน้า ซ้อมอยู่เป็นปี กว่าที่จะทำอะไรไปด้วย พร้อมกับการภาวนาและจับภาพพระได้พร้อมกัน

    นึกถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า คนเราไม่ควรกล่าววาจาอันเป็นเหตุให้ต้องเถียงกัน เพราะวาจาอันเป็นเหตุให้ต้องเถียงกันทำให้จำเป็นต้องพูดมาก บุคคลที่พูดมากจิตใจย่อมฟุ้งซ่าน บุคคลที่ฟุ้งซ่านย่อมห่างจากสมาธิ ชัดเลย..โดนกับตัวเองมาเต็ม ๆ ..!

    ถ้าหากใครคิดจะเอาดีในการคุยด้วย และเอาดีในการปฏิบัติด้วย อย่างน้อยต้องแยกกำลังใจเป็นสองส่วน แล้วรักษาสองส่วนให้อยู่กับเราให้ได้ ไม่ใช่ไป ๆ มา ๆ ก็เหลืออยู่แค่ส่วนเดียว
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ถาม : แยกเป็นสองส่วนอย่างไรครับ ?
    ตอบ : ใช้มีดผ่า..! อยากจะบอกว่าถ้าส่วนเดียวยังทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปพูดถึงสองส่วนให้เสียเวลา..!

    ถาม : หนูเข้าไปลุยกลางวงได้หรือยังคะ ?
    ตอบ : ถ้าพลาดก็อย่าให้เจ๊ง เป็นแค่ช่วงนิดเดียวที่เผลอ บางทีเราก็ประมาท ทั้ง ๆ ที่เอากำลังใจส่วนหนึ่งคุมไว้แท้ ๆ เผลอตอนไหนก็ไม่รู้ หลุดไปเลย

    ฉะนั้น..ประสบการณ์เรื่องจิตตก สมาธิตก กรรมฐานตกนี่มาถามได้เลย คุยสามปีก็ไม่หมด เพราะโดนมาหลายปี

    ถาม : แล้วการคุยกับตัวเองละครับ ?
    ตอบ : คุยกับตัวเองถ้าควบคุมไม่ได้ ก็ฟุ้งพอ ๆ กับการคุยกับคนอื่น

    ตอนที่ฝึกทหารอยู่ มีประโยคหนึ่งของครูฝึกท่านพูดตามสภาพของทหาร แต่ว่าไปตรงกับสิ่งที่อาตมาต้องการพอดี ครูฝึกท่านบอกว่า "วัน ๆ อย่าเอาแต่หายใจทิ้ง" พูดง่าย ๆ ว่าทหารต้องกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา อยู่นิ่งไม่ได้ จะไปไหนพ้นชายคาต้องวิ่ง ถ้าหากไปเดินเอ้อระเหยลอยชายให้ครูฝึกเห็น เดี๋ยวก็ได้คลานไป..! พวกเรานี่หายใจทิ้งไปเยอะเลยนะ..!

    ถาม : เคยมีบางครั้งค่ะ คุยกับคนอื่น จากสมาธิจากที่สูงก็ลดลงต่ำเท่ากับคนที่คุยด้วย ทีนี้พยายามจะงัดขึ้น งัดเท่าไรก็ไม่ขึ้น สุดท้ายเลยต้องหยุดคุย รู้สึกว่าตัวเองโง่มาก..!
    ตอบ : หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเคยเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง จากสมาบัติแปดเหลือแค่อุปจารสมาธิ เท่านั้นแหละกิเลสมาฟ้าถล่มดินทลาย แทบปางตายเลย เผลอหน่อยเดียวก็หลุด ต้นทุนจากแสนหนึ่งเหลือไม่ถึงศูนย์จุดห้า ฉะนั้น...ช่วงแรกของการปฏิบัติที่ยังเป็นการกดกิเลสไว้ เผลอเมื่อไรเราก็เดือดร้อนเมื่อนั้น

    ช่วงใหม่ ๆ ที่ฝึกแยกความรู้สึกเป็นสองส่วน ก็ใช้ภาวนาด้วย นับลูกประคำด้วย เราภาวนาคาถาบทไหน ? ได้กี่จบ ? นับลูกประคำไปแล้วเท่าไร ? จะต้องรู้ ถ้าตอนไหนรู้สึกว่า มีส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ชัดเจน สมมติว่าต้องการสัก ๓๐ จบ ภาวนาไปถึง ๒๐ กว่าจบแล้ว แต่คราวนี้ไม่มั่นใจว่ากว่าเท่าไร เพราะบางทีก็เหลือแต่ตัวคาถา ส่วนจำนวนจบชักจะลืม ๆ เลือน ๆ ก็มานึกย้อนใหม่ นึกเอาครั้งที่ชัดที่สุดว่าเท่าไร ถ้าชัดที่สุด มั่นใจที่สุด เป็นจบที่ ๑๔ หรือ ๑๕ ก็ย้อนมานับตรงนั้นใหม่ พอโดนเข้าหลาย ๆ ทีก็จะเข็ด เพราะว่าเริ่มใหม่อยู่เรื่อย ไม่จบสักที จึงต้องตั้งใจแบ่งความรู้สึกจดจ่ออยู่ตรงนั้นให้ชัดเจนมากที่สุด

    การที่ความรู้สึกส่วนหนึ่งอยู่กับคำภาวนา ส่วนหนึ่งอยู่กับการเคลื่อนไหวทำการทำงาน ถ้าเราฝึกบ่อย ๆ เท่ากับว่าเราสามารถทรงสมาธิได้ทุกอิริยาบถ

    พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เทศน์ช่วงบ่าย ณ บ้านอนุสาวรีย์
    วันพุธที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    c_oc=AQkdVWROm7ALyn2ANS6EuCJCtpYmQ17WEg28zemLalD8uJFakQm3j6wnjMwf4YlN-xQ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    +++ อยู่ที่ไหนก็จะปลอดภัย +++

    "อาตมาเองขึ้นรถเมื่อไรก็ภาวนาไปเรื่อย อันดับแรกเลยก็คือ #กรณียเมตตสูตร #บางท่านเรียกว่าพระขรรค์เพชรพระพุทธเจ้า อยู่ที่ไหนก็จะปลอดภัย ถึงเวลาขึ้นรถก็ภาวนาไว้ก่อนจะได้ปลอดภัย หลังจากนั้นก็ อิติปิ โสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ ๓ ห้อง ๓ จบ แปลว่า ๙ ห้องพอดี

    เหตุที่ใช้เพราะว่าตอนพุทธาภิเษก #สมเด็จองค์ปฐมท่านบอกว่าให้ภาวนาวันละ#จบ ถ้าพกวัตถุมงคลของท่าน ไม่ต้องทำอะไรหรอก ถ้าใครคิดร้ายก็จะแพ้ภัยตนเอง #อาตมาก็พกหลวงพ่อองค์ปฐมเนื้อเขียวเหล็กไหลอยู่เหมือนกัน จึงต้องภาวนาทุกวัน

    ต่อจากนั้นก็ภาวนาพระคาถาเงินล้านบ้าง คาถาอื่นที่เป็นการปลุกวัตถุมงคลที่ใช้งานอยู่บ้าง #เรื่องของเวทย์มนต์คาถาต้องมีความขยันถึงจะขลัง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “#มนต์ไม่ท่องบ่นย่อมเป็นมลทิน” คือเศร้าหมอง เพราะว่าขาดความคล่องตัว #ต้องการจะใช้ก็สนิมขึ้น จึงต้องภาวนาไว้ทุกวัน

    อาตมาเองก็เท่ากับว่าตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี มาจนถึง ๖๐ ปี กี่ปีแล้วหว่า ? ๔๔ ปี #อยู่กับการภาวนามาตลอดทั้งกลางวันทั้งกลางคืน #จะหลับจะตื่นรู้ตัวเมื่อไรก็ภาวนาเมื่อนั้น คนอื่นจะคิดฟุ้งซ่านอย่างไรตูไม่สนใจ ภาวนาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้น รัก โลภ โกรธ หลง อาจจะกินเราได้ #จึงต้องขยัน"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๒


    ------------------
    กรณียเมตตสูตร(ย่อ)

    เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณังอุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตังติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธเอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ

    -------------------
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    c_oc=AQmVt5yrq18eCgxJYTdqTJypeURBGwI4LTIHk6duPXA9Kg57riuta0ke4nxB62L7lTw&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ป้องกันความฟุ้งซ่าน

    ถาม:
    อย่างหนูไม่รู้ว่าชอบกรรมฐานกองไหน ไม่ต้องฝึกก็ได้ใช่ไหมคะ ?

    ตอบ:
    ไม่ต้องฝึก..? ได้จ้ะได้..แต่คราวนี้พระยายมราชท่านจะตกลง
    งหรือเปล่าเท่านั้นเอง

    ถ้าไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึด โอกาสที่เราจะพลาดลงอบายภูมิมีมาก อย่างน้อย ๆ จะต้องจับลมหายใจเข้าออกไว้เป็นเครื่องยึด

    ลมหายใจเข้าออกป้องกันความฟุ้งซ่านได้ดีที่สุด ขณะที่จิตใจฟุ้งซ่านไปอารมณ์ที่อื่น ถ้าเราผูกอยู่กับลมหายใจเข้าออก ก็ไม่ไปหาความลำบากเดือดร้อนให้กับเรา ไม่อย่างนั้นก็พาให้เราคิดโน่นคิดนี่ พาให้เราทุกข์

    ไปนั่งซ้อมทำทุกวัน ๆ เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าตัวเอง
    ............................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ...........................................
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    c_oc=AQlBFHVgC-U6PKhtto8vYupdb9B0vZozoK01KtlqCWixN-z6DvRcWnYGbVXTloOZkQQ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    อารมณ์พิจารณาตัด

    ถาม : พอถอยกำลังสมาธิออกมา ค่อยใช้อารมณ์พิจารณาตัด คำว่าคิดพิจารณาตัด คืออย่างไรครับ ?
    ตอบ : ดูสิว่าเราจะตัดอะไร ? ถ้าจะพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงก็ไล่ไปสิ..ตั้งแต่เด็กจนแก่จนตาย ถ้าพิจารณาเห็นความเป็นทุกข์ ก็ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนกระทั่งหลับตาลงไป ถ้าพิจารณาว่าร่างกายนี้ โลกนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ก็พยายามแยกแยะว่าเป็นอย่างไร เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟอย่างไร

    ถ้าจะดูเกิดดับก็ไล่ตั้งแต่เล็กจนโต ถ้าจะดูดับอย่างเดียวทุกอย่างก็พังหมด ถ้าจะให้เห็นเป็นโทษเป็นภัย ก็ไล่ไปสิ เดี๋ยวหิว เดี๋ยวกระหาย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวเจ็บไข้ได้ป่วย

    อยู่ที่เราจะพิจารณาแง่ไหน สำคัญตรงที่จิตยอมรับ แล้วตัดสินใจว่าไม่เอาแน่ ยอมรับอย่างเดียวไม่พอนะ ไม่เอาแน่ ๆ แล้ว ประเภทยกให้ก็ไม่เอาแล้ว สวยแค่ไหนก็ไม่เอาแล้ว ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเบื่อ ๆ อยาก ๆ พอได้สติก็เบื่อ หน้ามืดขึ้นมาก็อยากอีก ..!

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔
    ที่มา : www.watthakhanun.com


    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    "ศีลบารมี กำลังใจในด้านงดเว้น ระมัดระวังไม่ให้กายวาจาของเรา คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว การงดเว้นนอกจากตัวเราเองงดเว้นแล้ว ยังไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเขาละเมิด และไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นละเมิดศีล

    เราต้องทบทวนในแต่ละวันว่าศีลบารมีของเราบกพร่องหรือไม่ เรามีโอกาสฆ่าสัตว์...เราได้ฆ่าสัตว์หรือไม่ เรามีโอกาสลักทรัพย์...เราได้ลักทรัพย์หรือไม่ มีโอกาสประพฤติผิดในกาม...เราได้ประพฤติผิดหรือไม่ มีโอกาสโกหก....เราได้กระทำหรือไม่ มีโอกาสที่จะดื่มสุราและเสพยาเสพติด...เราได้กระทำหรือไม่

    ถ้าหากว่าส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่อง ให้ตั้งใจว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ศีลบารมีของเราจะต้องสมบูรณ์และบริบูรณ์แล้วระมัดระวังรักษาเอาไว้"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมาจาก
    กระดานสนทนาวัดท่าขนุน,เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    อาการของกายและจิตขณะเข้าสมาธิ

    อาการของกายและจิตขณะปฏิบัติจากขณิกสมาธิสู่อัปปนาสมาธิ

    ถาม : เมื่อจิตเริ่มเป็นสมาธิบ้างเล็กๆ น้อยๆ จากขณิกสมาธิไปสู่อุปจารสมาธิ แล้วก็สู่อัปปนาสมาธิ อันนี้ท่านพอจะบรรยายเป็นคำพูดได้ไหมครับ ไม่ใช่ในส่วนของการปฏิบัติแต่เป็นในส่วนของความรู้สึกที่เกิดขึ้น แล้วในแต่ละขั้นจิตไปจับอยู่ตรงไหน อย่างไรบ้างครับ ?

    ตอบ : อันดับแรกความรู้สึกทั้งหมดต้องอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หลุดจากลมหายใจเข้าออกเมื่อไรจะไม่สามารถสร้างสมาธิได้ เมื่อลมหายใจเข้าออกเริ่มทรงตัวอยู่ในลักษณะละเอียดขึ้น นั่นจะเป็นลักษณะของ ขณิกสมาธิ

    ปกติสภาพจิตของเราอยู่ในลักษณะน้ำที่กระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา น้ำที่กระเพื่อมอยู่ไม่สามารถที่จะสะท้อนเงาสิ่งต่างๆ ลงไปได้ แต่พอน้ำเริ่มนิ่ง เงาจากสิ่งต่างๆ จะสะท้อนลงไปให้เห็น บางทีก็ชัดเจนเหมือนกับมองของจริงเลยก็มี การรู้เห็นจะเริ่มปรากฏ นี่เป็นขั้นตอนของ อุปจารสมาธิ

    ก่อนที่จะถึงฌาน สมาธิที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ ก็คือใกล้จะทรงเป็นฌานนั้นจะมีอาการต่างๆ เกิดขึ้นกับร่างกายที่เรียกว่า ปีติ ก็จะมี ขณิกาปีติ ก็คือบางคนก็ขนลุกเป็นพักๆ ถ้า ขุททกาปีติ ก็น้ำตาไหล โอกกันติกาปีติ ร่างกายโยกไปโยกมา ดิ้นตึงตังโครมคราม ถ้าหากว่าเป็น อุเพ็งคาปีติ ก็ลอยขึ้นได้ ลอยไปไกลๆ ก็มี ถ้าหากว่าเป็น ผรณาปีติ บางทีก็ตัวพอง ตัวใหญ่ ตัวแตก ตัวระเบิด ความรู้สึกเป็นอย่างนั้นชัดเจนมาก จนบางคนไม่กล้าทำสมาธิอีก เพราะกลัวว่าจะตาย..!

    เมื่อลมหายใจเข้าออกของเราทรงตัวมากขึ้น อาการภายนอกที่เกิดกับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง (ซึ่งเป็นส่วนที่ชัดเจนที่สุด) แต่ไม่ก่อเกิดความรำคาญ ความรู้สึกทั้งหมดผูกอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก นี่เป็นอาการของ อัปปนาสมาธิขั้นแรกที่เรียกว่าปฐมฌาน

    เมื่อก้าวเข้าไปถึงในส่วนอัปปนาสมาธิขั้นปฐมฌาน สิ่งที่มากระทบอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะไม่ได้รับความสนใจ เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน สมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออกเฉพาะหน้า พอไปถึง อัปปนาสมาธิขั้นที่ ๒ ก็คือทุติยฌาน ความรู้สึกผูกแน่นอยู่กับลมหายใจเข้า รู้สึกว่าลมละเอียดขึ้น บางทีคำภาวนาก็หายไป หรือท่านที่กำลังใจหยาบหน่อยก็ไม่รู้สึกถึงลมหายใจเลยก็มี แต่ว่าความรู้สึกยังคงจดจ่อแน่วนิ่งอยู่เฉพาะภายในเท่านั้น

    พอไปถึง อัปปนาสมาธิขั้นที่ ๓ ที่เรียกว่าตติยฌาน ความรู้สึกทั้งหมดจะค่อยๆ รวบเข้ามา บางทีจะรู้สึกเย็นจากปลายมือปลายเท้าเข้ามา บางทีจะรู้สึกเย็นจากปลายจมูก หรือริมฝีปาก หรือคาง แล้วขยายตัวออกไป ความเย็นที่ขยายตัวออกไปนั้นบางทีก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเราแข็งเป็นหิน หรือกลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้วก็มี บางทีก็รู้สึกว่าตึงแน่นเหมือนกับโดนมัดศีรษะจรดปลายเท้าเลยก็มี อาจจะเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าเหมือนโดนสาปเป็นหินไปเลยก็มี แต่ว่าความรู้สึกทั้งหมดก็ยังจดจ่อมั่นคง แน่วนิ่งอยู่ภายในเหมือนเดิม อันนี้เป็นลักษณะของอัปปนาสมาธิขั้นที่ ๓ หรือตติยฌาน

    แล้วความรู้สึกทั้งหมดก็จะรวบมาอยู่จุดใดจุดหนึ่งภายในร่างกายของเรา อาจจะเป็นตรงหน้าก็ดี ในศีรษะก็ดี หรืออาจจะเป็นในอกในท้องก็ตาม จะสว่างไสว สว่างโพลงอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกทั้งหมดจดจ่อแน่วนิ่งอยู่ภายใน ไม่ส่งออกมาภายนอกเลย อะไรเกิดขึ้นภายนอกไม่รับรู้โดยสิ้นเชิง อันนี้เป็น อัปปนาสมาธิขั้นสุดท้ายคือขั้นที่ ๔ คือจตุถฌาน

    สรุปว่าไม่ว่าจะเป็นฌานขั้นไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิก็ตาม ใจจะจดจ่ออยู่ภายใน ไม่ได้ส่งออกนอก ส่งออกนอกเมื่อไร ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น สมาธิก็จะไม่ทรงตัว

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)

    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕

    ที่มา : เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕ – หน้า ๘ – กระดานสนทนาวัดท่าขนุน
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    นิวรณ์ ๕
    images?q=tbn%3AANd9GcQb0ZEaRZJTR9Yx5ggtP64_uMA5xM6XH8FfeHxJT2SLGXXi5xIvPQ&crop=1.jpg

    ในการปฏิบัติธรรมวันนี้ จะกล่าวถึงกิเลสหยาบซึ่งกั้นเราไม่ให้เขาถึงสมาธิระดับสูง นั่นก็คือนิวรณ์ ๕ พวกเราจะสังเกตได้ว่า เราตั้งใจภาวนาเมื่อไร กำลังใจของเราก็มักจะหนีไปที่อื่น ไม่ได้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ไม่ได้อยู่กับคำภาวนาเฉพาะหน้า กว่าหลายท่านจะรู้ตัวก็ไปฟุ้งซ่านกับเรื่องอื่นเสียใหญ่โตไปแล้ว ก็เพราะว่าเรายังสู้กำลังของนิวรณ์ ๕ ไม่ได้

    นิวรณ์ตัวที่ ๑ คือ กามฉันทะ คือ ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ เผลอเมื่อไรเราก็จะโดนดึงกลับไปหาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องของราคะ โลภะ โทสะ โมหะ มักจะมีลีลาในการหลอก ในการล่อ ลวงให้เราหลงตามไปได้ง่าย โดยเฉพาะความยึดติดที่เรียกว่า “ติดใจ”

    อย่างเช่นว่าเห็นรูปสวยแล้วติดใจ ได้ยินเสียงเพราะแล้วติดใจ ได้กลิ่นหอมแล้วติดใจ ได้รสอร่อยแล้วติดใจ ถูกต้องสัมผัสระหว่างเพศแล้วติดใจ ในเมื่อติดใจ ถึงเวลาสภาพจิตใจก็จะวิ่งไปหาสิ่งนั้น เพราะว่าผูกพันยึดติดกันอยู่ เราต้องมีกำลังเพียงพอ จึงสามารถฉุดรั้งไม่ให้สภาพจิตของเราไหลไปหาสิ่งที่เคยชิน ไหลไปหาสิ่งที่ยึดติด ซึ่งก็คือต้องสร้างสมาธิภาวนาให้เกิดให้ได้ ถ้าสมาธิภาวนาไม่ทรงตัว กำลังของเราจะไม่มีวันเพียงพอที่จะสู้กิเลสเหล่านี้ได้เลย

    นิวรณ์ข้อที่ ๒ ก็คือ ความพยาบาท ได้แก่ การโกรธ เกลียด อาฆาตแค้นผู้อื่น ปุถุชนทั่วไปโกรธได้เกลียดได้..ไม่เป็นไร แต่อย่าไปผูกอาฆาต การที่เราไปผูกใจอาฆาต ทำให้เป็นการต่อความยาวสาวความยืดไม่รู้จักแล้วจักเลิก เมื่อจะภาวนาทีไร สภาพจิตก็ไปนึกถึงคนที่เราเกลียด คนที่เราโกรธ แล้วส่วนใหญ่ก็อยากจะให้เกิดความย่อยยับต่าง ๆ แก่เขา ซึ่งจัดเป็นนิวรณ์ใหญ่ ขวางกั้นเราจากความดี

    นิวรณ์ตัวที่ ๓ คือ ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน ความขี้เกียจปฏิบัติ ถ้ากำลังใจของท่านทรงฌานไม่ได้ นิวรณ์ตัวนี้จะแทรกเข้ามาทุกครั้ง แต่ถ้าท่านสามารถทรงฌานได้คล่องตัว นิวรณ์ตัวนี้จะหายไปเลย ไม่มารบกวนอีก นึกจะภาวนาเมื่อไรกำลังใจของเราก็วิ่งเข้าสู่ระดับฌาน เป็นการก้าวข้ามนิวรณ์นี้ไป

    นิวรณ์ตัวที่ ๔ ก็คือ อุทธัจจะกุกกุจจะ อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน กุกกุจจะ คือ ความเดือดร้อนรำคาญใจ เมื่อจิตฟุ้งซ่านไม่รวมตัว ก็ทำให้เราหงุดหงิด เดือดร้อนรำคาญ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะเข้ามาในจิตในใจของเราเป็นปกติ เพื่อฉุดรั้งไม่ให้เราหนีห่าง ไม่ให้เราหลุดพ้น

    นิวรณ์ตัวสุดท้าย คือ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย เช่น สงสัยในความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สงสัยว่าการปฏิบัตินี้จะมีผลอย่างไร ? สงสัยว่าปฏิบัติความดีแล้วจะดีจริงหรือไม่ ? สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะเกิดขึ้นมากีดขวางเราอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่ต้องการให้เราหลุดพ้น

    ถ้าสภาพจิตของเราก้าวพ้นไปเมื่อไร นิวรณ์ทั้งหลายเท่ากับต้องตายไปเลยทีเดียว ต่อให้ยังมีอยู่ครบ ก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายใด ๆ แก่เราได้

    ดังนั้น..ในการภาวนาทุกครั้ง นิวรณ์เหล่านี้มารบกวน เพราะไม่ต้องการให้กำลังใจของเราทรงตัว การรบกวนก็จะชักพาให้เราฟุ้งซ่านไปในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ความโกรธ เกลียด อาฆาตแค้นคนนั้น คนนี้ ความง่วงเหงาหาวนอน ความขี้เกียจปฏิบัติ เอาแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง หรือว่าหงุดหงิดกลัดกลุ้ม เดือดร้อนรำคาญใจ และท้ายที่สุดก็ชักนำให้ลังเลสงสัย ว่าปฏิบัติแล้วได้ผลจริงหรือ ?

    สิ่งเหล่านี้เป็นกิเลสหยาบ เห็นได้ชัด และขัดขวางเราทุกครั้งที่ปฏิบัติ เราจึงจำเป็นที่จะต้องเอาสติและสมาธิทั้งหมด จดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออกของเรา ให้เอาความรู้สึกทั้งหมดแนบแน่นชิดติดกับลมหายใจ ไหลตามลมเข้าไป ไหลตามลมออกมา อย่าเผลอปล่อยเป็นอันขาด ถ้าเผลอสติปล่อยจากลมหายใจ ปล่อยจากคำภาวนา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะแทรกเข้ามาทันที

    แรก ๆ จะต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่จะก้าวพ้นไปได้ แต่พอพ้นไปแล้ว เกิดความคล่องตัว เกิดความชินในระดับอารมณ์ที่พ้นจากนิวรณ์ ถึงเวลาตั้งใจภาวนา ระดับสมาธิก็จะกระโดดเข้าไปสู่ระดับที่พ้นจากนิวรณ์ไปได้ทันที

    ถ้าเป็นเช่นนั้นสภาพจิตของเราก็จะผ่องใส สงบ มั่นคง มีกำลังเพียงพอที่จะใช้ในการตัดกิเลสระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับหยาบ ๆ อย่างพระโสดาบันขึ้นไป ก็คือ การที่เราต้องเคารพในพระพุทธเจ้าจริง ๆ เคารพพระธรรมจริง ๆ เคารพพระสงฆ์จริง ๆ ไม่ล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถ้าสมาธิของเราไม่ทรงตัว ก็จะมีการพลั้งเผลอผิดพลาดได้

    ข้อต่อไป ก็คือ ต้องรักษาศีลทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีล ไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นละเมิดศีล ถ้าสมาธิไม่ทรงตัว จะไม่มีกำลังฝืนใจตัวเองไม่ให้ละเมิดศีลได้ และท้ายที่สุดเมื่อสมาธิทรงตัว จิตใจสงบ ผ่องใส เยือกเย็น ก็จะเกิดปัญญาที่จะมองเห็นว่า สภาพร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี ของสัตว์อื่นก็ดี ของวัตถุธาตุต่าง ๆ ก็ดี มีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง สลายตัวไปในที่สุด ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอนเลย

    ระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นทุกข์จากการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ การปรารถนาไม่สมหวัง การกระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ และท้ายที่สุดร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของคนอื่นก็ดี ร่างกายของสัตว์อื่นก็ดี วัตถุธาตุต่าง ๆ ก็ดี ล้วนแล้วแต่เสื่อมสลายตายพังไปทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเหลือให้ยึดถือเป็นตัวตนเราเขาได้

    เมื่อเห็นอย่างนี้อย่างชัดเจนจิตก็จะเบื่อหน่าย หมดความปรารถนาที่จะมีร่างกายเช่นนี้ หมดความปรารถนาต้องการร่างกายของผู้อื่น เราก็สามารถที่จะก้าวข้ามกองทุกข์ เข้าสู่พระนิพพานได้

    ดังนั้นในการภาวนาทุกครั้ง เราต้องตรวจวัดอารมณ์ของเราให้เห็นว่ามีนิวรณ์ ๕ อยู่หรือไม่ ? ถ้าไม่มีก็ภาวนาให้กำลังใจทรงตัว แล้วคลายออกมาพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา ในอัตภาพร่างกายนี้ ในอัตภาพของร่างกายผู้อื่น ของสัตว์อื่น ของวัตถุธาตุอื่น ๆ จนกระทั่งจิตของเราหมดความต้องการในร่างกาย ทั้งของตนเองและของผู้อื่น แล้วเอากำลังใจเกาะพระนิพพานแทน

    ลำดับต่อไปนี้ขอให้ทุกคนตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันเสาร์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๕
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    เหตุใดเมื่อปฏิบัติแล้วเกิดอาการเครียด

    ถาม : ตอนนี้หนูพยายามที่จะอยู่ตรงนี้ให้ได้ จิตใจจะได้อยู่กับคำภาวนา แต่ความรู้สึกหนูทำไมเครียดเรื่องอะไรต่อมิอะไร..?

    ตอบ : การภาวนาถ้าหากว่าเริ่มทำมากขึ้นก็จะเครียด มีขั้นตอนหนึ่งที่ทุกคนจะต้องประสบเลยก็คือ ระหว่างที่ยังไม่สามารถปรับตัวเองให้พอดีกับการปฏิบัติได้ ก็จะเกิดอาการเครียด ถ้าเมื่อไรที่เห็นจุดพอดีของตัวเองแล้วทำตามนั้น ก็จะเริ่มสบาย อาการแบบนี้เป็นกันทุกคน

    ถาม : ตอนนั้นทุกคนจะมีอาการไม่เหมือนกันใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : ใช่..จะมากน้อยสูงต่ำต่างกัน ถ้าหากว่าเราปรับตัวได้เมื่อไรก็สบาย

    สมัยอาตมาบวชใหม่ ๆ ๓ พรรษาแรก โอ๊ย…เจ้าประคุณเถอะ..อยากจะสึกวันละเป็น ๑๐๐ ครั้ง จนกระทั่งอาตมาปรับตัวได้ว่า เออ…เราต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศีล ขยับตัวเมื่อไรก็รู้ว่าศีลจะขาดหรือเปล่า เราถึงจะระมัดระวังตัวได้ แบบนี้ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย

    เพราะฉะนั้น..ของโยมก็เหมือนกัน อันดับแรกเราก็ระวังรักษาศีล ต่อมาก็ทำสมาธิเพื่อป้องกันไม่ให้กิเลสกินใจของเราได้ เท่ากับทำงานหลายอย่าง แล้วการงานในชีวิตประจำวันก็ต้องทำด้วย แบบนี้ถ้ารับไม่ไหวก็จะเครียด ถึงเวลาที่ปรับตัวได้เมื่อไรก็สบาย

    ถาม : เราก็ต้องพยายามทำไปเรื่อย ๆ หรือคะ ?
    ตอบ : ทำไปเรื่อย ๆ #รู้สึกว่าเครียดก็ลดลงมานิดหนึ่ง #รู้สึกว่าหย่อนก็เพิ่มขึ้นไปนิดหนึ่ง ต้องคอยสังเกตตัวเองไว้ตลอดเวลา แล้วจะเจอจุดที่พอดีของตัวเอง

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕
    ที่มา : www.watthakhanun.com


    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    1487728659.jpg
    รู้ทันกาย รู้ทันใจ


    พยายามแยกให้ได้ว่า รัก โลภ โกรธ หลง เป็นสมบัติของร่างกาย ไม่ใช่สมบัติของเรา ในเมื่อเป็นสมบัติของร่างกาย ธรรมดาของอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ต้องมีอยู่แล้ว ในเมื่อต้องมีอยู่แล้ว อยากมีก็มีไปเถิด เราไม่สนใจเจ้าหรอก อย่าไปให้ความสนใจกับมัน

    เกิดอะไรขึ้นอย่าไปนึกคิดปรุงแต่งเพิ่มเติม ตาเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ไม่ต้องคิดต่อว่ารวยว่าสวย หูได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่ต้องไปคิดต่อว่าเพราะหรือไม่เพราะ จมูกได้กลิ่นไม่ต้องไปสนใจว่าจะหอมหรือจะเหม็น จะชอบหรือไม่ชอบ ลิ้นรับรสก็สักแต่ได้รส จะอร่อยหรือไม่อร่อยก็ช่างมัน กายสัมผัสก็สักแต่ว่าสัมผัส จะเย็นร้อนอ่อนแข็งชอบใจหรือว่าไม่ชอบใจอย่างไรเรื่องของมัน กั้นเอาไว้อย่าให้มันเข้ามาในใจ

    ……………………………….
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com


    #พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม #แบ่งปันธรรมะ
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    345
    ค่าพลัง:
    +59,038
    ทำอย่างไรถึงทรงอารมณ์วิปัสสนาญาณได้เป็นปกติ ?
    เรื่องพระต้องถามยายเจี๊ยบ เมื่อวานนี้ เขามานั่งถามปัญหาตรงนี้ อาตมาส่งพระให้เทพฤทธิ์ ยายนั่นก็มือไวคว้าหมับไปดูเสร็จก็ร้อง..โอ้โห..พระศักดิ์สิทธิ์จังเลย ขนลุกทั้งตัวลูบเท่าไรก็ลูบไม่ลง รายนั้นสมาธิเขาดี ทรงอารมณ์วิปัสสนาญาณได้เป็นปกติเลย เขาได้อยู่ในระดับที่ว่าอยู่ก็ได้ตายก็ดี พร้อมที่จะไปแล้ว

    ถาม : ทรงฌานหรือคะ ?
    ตอบ : ทรงวิปัสสนาญาณจ้ะ

    ถาม : ต่างกับทรงฌานอย่างไร ?
    ตอบ : ฌานอย่างเดียวจะนิ่ง ถ้าวิปัสสนาญาณปัญญาจะมี

    ถาม : อย่างนั้นก็ต้องยากกว่าใช่ไหมคะ ?
    ตอบ : ง่ายกว่า ทรงฌานต้องเสียเวลาไปนั่งภาวนา วิปัสสนาญาณเราก็พิจารณาไปเลย

    ถาม : แล้วทำอย่างไรถึงจะทำแบบเขาได้ ?
    ตอบ : ก็ทำแบบเขา...(หัวเราะ)... ตอบกำปั้นทุบดินดีไหม ?

    เขาเอาใจขึ้นไปกราบพระพุทธเจ้าเป็นปกติ เสร็จแล้วก็พิจารณาอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งกายในใสเป็นแก้วทั้งองค์ แล้วก็ค่อยกราบลาพระลงมา แล้วก็ประคองรักษาอารมณ์นั้นเอาไว้ ตัวนี้แหละคือการใช้มโนมยิทธิที่ถูกต้องตามที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านต้องการ

    คนอื่นที่เอาไปดูอดีต ไปดูปัจจุบัน ดูอนาคต ถ้าดูแล้วไปยึดก็เจ๊งหมดทุกรายแหละ แต่ว่ารายนี้เขาทำตรงพอดี เขาจะขึ้นไปกราบพระข้างบน พิจารณาจนกระทั่งใจของเขาใสสว่างสะอาดหมดทั้งดวง แล้วก็ประคับประคองรักษาอารมณ์นั้นเอาไว้

    เขาก็เลยสงสัยตอนนี้เขาผิดปกติหรืออย่างไร เจออะไรก็เฉย คนเขาด่าก็ยิ้มเฉย พอฟังเขาด่าเสร็จแล้วก็ไป ฟังเขาด่าได้ตลอด

    ************************************************
    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2450
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...