เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,822
    กระทู้เรื่องเด่น:
    517
    ค่าพลัง:
    +66,076
    IwaJqUUhl3yBJWh-pPSOt6kT1LAUEPRztXH_Dcsrtbm&_nc_ohc=PFDzBI1x0vIAX8-XoUl&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.jpg
    • ชีวิตจะมีค่าก็ตอนไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนาเท่านั้น •
    สิ่งที่หาไว้ในโลก จะมากมายสักเพียงไร
    ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ แม้แต่ร่างกายที่เราคิดว่า ตัวกูของกู ก็ต้องถูกเค้าเอาไปเผาไฟ กลายเป็นเถ้ากระดูก ถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา ไม่มีค่าอะไร
    ในตอนที่ได้ฟังโอวาทของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
    ที่บอกว่า "ที่แกทำ ๆ ไปน่ะ มันสูญเปล่า ชีวิตจะมีค่าก็ตอนไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนาเท่านั้น" ตอนนั้นก็ยังนึกแย้งท่านในใจว่า มันสูญเปล่าที่ไหนกัน เราทำงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ เราก็ได้ผลงาน ได้เงินได้ทองมาเลี้ยงชีวิตตัวเรา แถมยังเอาไปสงเคราะห์ญาติได้อีก
    จากประสบการณ์ชีวิตของแต่ละท่าน หากนึกทบทวนและพิจารณาให้ดีก็จะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ๆ ว่า ที่ทำ ๆ ไป ไม่ว่าจะดูซับซ้อน วิจิตรเพียงใด มันก็แค่ หาอยู่หากิน เลี้ยงอัตภาพร่างกายเท่านั้น อย่างมากก็เพิ่มความภาคภูมิใจในผลงาน พอหมดลมแล้วก็หมดกัน เอาติดตัวไปไม่ได้ ไม่เหมือนอย่างบุญกุศลหรือทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นงานพัฒนายกระดับจิตใจ มันกินลึกและเอาติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้
    สมบัติทางโลก ๆ จะมากมายและวิจิตรประณีตขนาดไหน มันก็เป็นแค่ "สมบัติน้ำแข็ง" อยู่ดี เพราะขณะที่เรากำมันไว้นั้น มันยังคงละลายไป ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน เราจึงกำสมบัติน้ำแข็งนี้ได้เพียงระยะเวลาไม่นานเลย
    หลวงปู่เคยเล่าเชิงอุปมาว่า "เด็กทารกทั่วไปเกิดมาก็กำมือมา บ่งบอกการเกิดมาพร้อมกับความยึดมั่นถือมั่น ไม่เหมือนเด็กที่จะเกิดมาเป็นพระอรหันต์ ที่แบมือมาเกิด"
    จึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาว่า นอกจากสมบัติต่าง ๆ จะเป็นดุจดั่งสมบัติน้ำแข็งที่ไม่จีรังแล้ว คุณค่าของมันจะมีก็ตอนเรามีลมหายใจเท่านั้น บางคนสะสมวัตถุมีค่ามีราคาจนเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์น้อย ๆ แต่พอเมื่อเจ้าของ (ตามสมมุติ) หมดลมหายใจ คุณค่าก็หมดไป (จากเขา) บางครั้งคนในครอบครัวที่ยังอยู่ก็ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเรียกของสมบัติเหล่านั้น ดูสิ เมื่อตอนมีชีวิต ขวนขวายหามันแทบแย่ อิ่มใจ สุขใจกับมัน แต่พอหมดลม คุณค่าของสมบัตินั้นต่อตัวเรามันก็หมดสิ้นไปด้วย สมบัติที่สั่งสมนั้นไว้เอาไปชื่นชมต่อไม่ได้สักอย่าง อย่าว่าแต่สมบัติที่เคยเป็นสมบัติของเรานั้นเลย แม้แต่น้ำที่เขาเอามารดศพเรา ก็ยังกำเอาไว้ไม่อยู่เลย
    อาหารที่สุดแสนประณีตก็ได้แค่อิ่ม บ้านที่เป็นดุจคฤหาสน์ก็แค่ที่พักอาศัยหลับนอนไปคืนหนึ่ง ๆ มนุษย์สร้างสมมุติที่ซับซ้อนหรอกตัวเองเสียจนหลงลืมความจริงพื้นฐานซึ่งเป็นความเรียบง่ายของชีวิต
    "สมบัติน้ำแข็ง" คือ ข้อที่ควรคิดคำนึงเพื่อเตือนจิตเตือนใจตนเองไว้เสมอ ๆ เพื่อให้ตระหนักว่ากิจกรรมชีวิตอันใดที่เราควรทุ่มเท กิจกรรมชีวิตอันใดที่ทำเพียงแค่พอเป็น "เครื่องอาศัย" และควรวางใจอยู่เสมอ ๆ ว่าสมบัติที่มีไม่ว่าคน ไม่ว่าสิ่งของ ล้วนไม่ใช่ของเราจริง ๆ หรอก เป็นแค่สมบัติโลกที่เราขอยืมมาชั่วคราว แล้วก็ต้องส่งคืนให้โลกไปในวันหมดลมเท่านั้น...
    นะโม โพธิสัตว์โต พรหมปัญโญ
    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
    ผู้จุดประทีปในดวงใจ
     
  2. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,822
    กระทู้เรื่องเด่น:
    517
    ค่าพลัง:
    +66,076
    k5fVOGQrMOQLpLqhhZWnfR6&_nc_ohc=lmju_T3QcIkAX9w6tL9&tn=kCvwuuuHDyY7OkbX&_nc_ht=scontent.fbkk22-2.jpg
     
  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,822
    กระทู้เรื่องเด่น:
    517
    ค่าพลัง:
    +66,076
    t_rTwZXDVeKa9H2_au4MEZmzPjRVoEVN-JqGm9C2NkR&_nc_ohc=kLK6RX8w3v8AX9Rw6Rm&_nc_ht=scontent.fbkk22-4.jpg
    ถาม : พระอรหันต์หรือพระอริยบุคคลท่านสามารถรู้หรือไม่ครับ ว่าพระสงฆ์รูปใดที่ต้องอาบัติปาราชิกแล้วแต่ยังครองผ้าเหลืองอยู่ ?
    ตอบ : ถ้าเป็นพระที่ทรงอภิญญา ๖ หรือ สมาบัติ ๘ จะรู้ได้ทันที ถ้าเป็นพระที่ทรงวิชชา ๓ ต้องตั้งใจดูถึงจะรู้ได้ ถ้าเป็นพระสุขวิปัสสโก ท่านจะรู้เฉพาะเรื่องของตนเอง

    ถาม : ถ้ารู้..ท่านจะปฏิบัติอย่างไรกับพระรูปนั้น ?
    ตอบ : ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของท่าน ส่วนมากก็ปล่อยไปตามกรรม ถ้ามีหน้าที่ก็ขจัดเสียจากหมู่

    ถาม : คนที่ได้มโนมยิทธิสามารถรู้ได้หรือไม่ ?
    ตอบ : ต้องตั้งใจดูถึงจะรู้ได้
    __________________
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๔
    ที่มา : เว็บวัดท่าขนุน
     
  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,822
    กระทู้เรื่องเด่น:
    517
    ค่าพลัง:
    +66,076
    “หมอเขาสงสัยว่าอาตมามีชีวิตรอดมาได้อย่างไร ? #เพราะเป็นคนที่ใกล้เชื้อโรคอะไรก็รับหมด มีลักษณะของภูมิคุ้มกันบกพร่องแบบ HIV1 ต้องบอกว่าบุญรักษาและกรรมรักษา #ถ้าตราบใดที่บุญกรรมยังส่งเสริมอยู่อย่างไรเสียก็ไม่ตาย

    แบบเดียวกับพระรูปหนึ่งในพุทธกาล ที่ท่านอดอยากตลอดชีวิตได้กินอิ่มแค่ครั้งเดียวแล้วเข้าพระนิพพานเลย #นั่นกรรมรักษา #ต้องชดใช้หนี้กรรมของตัวเอง

    ท่านเกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยได้กินอิ่มเลย ขนาดบวชเป็นพระแล้วก็ยังอด วันแรกท่านบิณฑบาตอยู่ข้างหลัง โยมใส่บาตรไปเรื่อย ๆ พอถึงท่านก็หมดพอดี

    พระอุปัชฌาย์เห็นดังนั้น วันต่อมาจึงให้เดินอยู่ข้างหน้า โยมคิดว่าเมื่อวานเราใส่จากข้างหน้ามา ข้างหลังจึงอด วันนี้จะใส่จากข้างหลังมาข้างหน้าบ้าง พอถึงท่านก็หมดอีก

    พระอุปัชฌาย์จึงเปลี่ยนให้ท่านอยู่ตรงกลาง ส่วนโยมเห็นว่าวันก่อนใส่จากหัวมาท้าย แล้วใส่จากท้ายมาหัว คราวนี้แบ่งพวกเป็นคนละครึ่ง ใส่จากหัวท่ายมาตรงกลาง ปรากฎว่าพอถึงตรงกลางก็หมดพอดี

    ท้ายสุดพระอุปัชฌาย์จึงยบอกให้ท่านไปอยู่เจริญกรรมฐาน เดี๋ยวจะบิณฑบาตมาเลี้ยงเอง เพราะว่ากรรมหนักขนาดนี้ เดี๋ยวจะพาท่านอื่นแย่ไปด้วย

    พอพระอุปัชฌาย์เอาอาหารมาให้ ท่านฉันอิ่มเป็นครั้งแรกในชีวิต จิตใจมีความสบาย #พิจารณาธรรมเห็นความทุกข์ที่ผ่านมา #จิตใจหมดความอยากที่จะเกิดอีก ก็เลยบรรลุมรรคผล

    เพราะฉะนั้น...#ถ้าบุญยังรักษาหรือกรรมยังรักษา #อย่างไรเสียก็ยังไม่ตาย

    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๔
     
  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,822
    กระทู้เรื่องเด่น:
    517
    ค่าพลัง:
    +66,076
    hHo7Y6Smg370W5435_QwWz0Zk4RDkqpns-GZO56244ev&_nc_ohc=QQ19UQrKInoAX9rVZjU&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.jpg
    1f64f.png ถาม : กำลังใจยึดเกาะครูบาอาจารย์ แต่เป็นการยึดในกายเนื้อ รู้สึกว่าผิด...?
    1f496.png ตอบ : กำลังใจเราต้องมีหลักยึด ถ้าเราไม่ยึดหลักให้มั่นคงก็จะเคว้งคว้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่า จงมีตัวเองเป็นเกาะ จงมีตัวเองเป็นที่พึ่ง ในการเดินทางข้ามโอฆะคือห้วงกิเลสนี้ เพราะถ้าเรามัวแต่พึ่งคนอื่นอยู่ เขาไม่อยู่ให้พึ่ง เราก็จะเคว้งคว้างต่อไป

    ท่านถึงได้กล่าวว่า อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน โก หิ นาโถ ปโร สิยา ใครอื่นเลยจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ อัตตา หิ สุทันเตนะ ก็ตัวเราเองที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละ นาถัง ละภะติ ทุลละภัง จะเป็นที่พึ่งที่หาได้โดยยาก

    เพราะฉะนั้น..เราต้องฝึกใจให้มั่นคงจริง ๆ สมาธิต้องทรงตัวจริง ๆ แล้วจะไม่เกิดความรู้สึกนั้นขึ้นอีก
    .........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ........................................
    #รู้ว่าดีก็ทำ #รู้ว่าชั่วก็ละ #ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,822
    กระทู้เรื่องเด่น:
    517
    ค่าพลัง:
    +66,076
    _oc=AQmuhKWWfU3bSaAyej2g9QWQBDymgNRyXMHUCSxDSWUFUtmsOeC4hz3yHd_MdTgSur0&_nc_ht=scontent.fbkk22-6.jpg
    "เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ก็ต้อง "มีสติติดต่อกันเสมอ" ไม่ใช่ว่าเราจะทำความสงบเฉพาะเวลานั่งสมาธิ
    เพราะว่า สมาธิคือ ความตั้งใจมั่น เราเดินอยู่เราก็ทำใจเราให้มั่น ให้มีอารมณ์มั่นเสมอ

    มีสติสัมปชัญญะอยู่ ไปเสมอ ออกจากที่นั่งนี้แล้ว หูเราได้ยินเสียง ตาเห็นรูปที่เราเดินไป นั่งรถไปก็ตามเถอะ ให้รู้สึก มีอะไรที่มันชอบใจหรือไม่ ชอบใจเกิดขึ้นมาเป็นอารมณ์ ก็มีความรู้สึกว่าอันนี้ไม่แน่ อันนี้ไม่เที่ยง ตลอดเวลาอย่างนั้น จิตใจจะสงบปกติ"

    - ธุระหน้าที่ของเราก็คือ ให้ดูลมหายใจเข้าออก อย่าไปบังคับให้มันสั้น หรือบังคับให้มันยาว ปล่อยตามสบาย ไม่ให้กดดันมัน ให้มีความปล่อยวางอยู่ในช่วงลมหายใจเข้าออกเสมออย่างนี้...

    - ดูลมหายใจอย่าให้มีความกดดัน คือ อย่ายึดมั่น รู้แล้วให้ปล่อยตามสภาวะของมันอย่างนั้น ให้ถึงความสงบ ต่อไปจิตมันก็จะวาง ลมหายใจก็จะเบา เบาไป ผลที่สุดลมหายใจมันจะน้อยไป น้อยไป จนกระทั่งปรากฎว่า มันไม่มีลม... นี่พูดถึงการกระทำในเวลาเรานั่งสมาธิอย่างเดียว

    - มี "สติ" ตามดูจิต จิตเป็นผู้รู้ อาการที่ตามดูจิตของเรานั้นอยู่ในลักษณะอันใด ก็ให้เรารู้อย่างนั้น
    อย่าเผลอไป... เมื่อมันคิด มันรู้สึก ให้มันรู้สึกอยู่ด้วยความสงบ ไม่เป็นอะไร...

    - จะต้องมีสติ มีสัมปชัญญะ สติ คือ ระลึกได้ สัมปชัญญะ คือ รู้ตัวอยู่ สมาธิ คือ ความตั้งใจมั่น
    ปัญญา คือ ความรอบรู้

    (ในระหว่างนั่งสมาธิ)

    - "ลมหายใจ" นี่หมดไปก็ได้ มีความรู้สึกอีกอันหนึ่งขึ้น ลมหายใจมันจะหายไป คือมันละเอียดจนเกินไป...

    บางที นั่งอยู่เฉยๆ ลมไม่มี ที่จริงมันมีอยู่ แต่เหมือนว่ามันไม่มี เพราะอะไร เพราะว่าจิตตัวนี้มันละเอียด
    มากที่สุด มันมี ความรู้เฉพาะของมัน มีเหลือความรู้อันเดียว ถึงลมมันหายไปแล้ว ความรู้ที่ว่าลมมันหายไป ก็ตั้งอยู่ ทีนี้จะเอาอะไร เป็นอารมณ์ต่อไปอีก ก็เอาความรู้นี่แหละเป็นอารมณ์ต่อไปอีก อารมณ์ที่ว่า ลมไม่มี

    ลมไม่มี อยู่อย่างนี้เสมอ นี่เรียกว่า มีความรู้อีกอันหนึ่งตั้งขึ้นมาอีก

    - ในจุดนี้บางคนอาจมีความสงสัยขึ้นมาได้ เพระตรงนี้มันจะเกิดนิมิตขึ้นมาก็ได้ เสียงก็มีได้ รูปก็มีได้ มันมีทุกอย่าง ได้ สิ่งที่ว่าเราคาดไม่ถึงมันเกิดขึ้นมาได้ตรงนี้ (นิมิตนี้บางคนมันก็มี บางคนก็ไม่มี) ก็ให้เรารู้ตามเป็นจริง อย่าสงสัย อย่าตกใจ

    - ทีนี้ท่านจงตั้งใจให้ดี ตั้งสติให้มาก บางคนก็เห็นว่าลมหายใจไม่มีแล้วตกใจ ตกใจเพราะธรรมดาลมมันมีอยู่ เมื่อเรามาพบว่าลมไม่มี แล้วก็ตกใจว่าลมไม่มี กลัวว่าเราจะตายก็ได้ ตรงนี้ก็ให้ตั้งความรู้สึกขึ้นมา อันนี้มันเป็นอย่างนี้ของมัน เราจะดูอะไร ดูลมไม่มีนั่นอีกต่อไปเป็นความรู้ นี้ท่านจัดว่าเป็นสมาธิอันแน่วแน่ ที่สุดของสมาธิ มีอารมณ์เดียวแน่นอนไม่หวั่นไหว เมื่อสมาธิถึงจุดนี้ จะมีความแตกต่างสารพัดอย่างที่จะรู้ในจิตของเรา... เมื่อจิต ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง เพราะว่าไม่มีอารมณ์อะไรเข้ามาเสียดแทง อยู่นานเท่าไรก็ได้ ไม่รู้สึกเวทนาเจ็บปวดอะไร อยู่อย่างนั้น

    - การทำสมาธิมาถึงที่นี่ เราจะออกจากสมาธิก็ได้ ไม่ออกก็ได้ ออกจากสมาธินี่ก็เรียกว่าออกสบาย ออกอย่างสบาย ไม่ออกเพราะว่าขี้เกียจ ไม่ออกเพราะว่าเหน็ดเหนื่อย ออกเพราะว่าสมควรแล้วก็ออกมา ถอยออกมา... อย่างนี้นี่ อยู่สบาย ออกมาสบาย ไม่มีอะไร นี้เรียกว่าสมาธิ จิตใจมันจะสบาย ถ้าเรามีสมาธิอย่างนี้ อย่างนั่งวันนี้ มาเข้า สมาธิกันอยู่สัก 30 นาที หรือชั่วโมงหนึ่ง จิตใจของเราจะเยือกเย็นไปตั้งหลายวัน เมื่อจิตเยือกเย็นหลายวันนั้น จิตเราจะสะอาด เห็นอะไรจะรับพิจารณาทั้งนั้น อันนี้มันเป็นเบื้องแรกของมัน นี้เรียกว่า "ผลที่เกิดจากสมาธิ"

    ....ปล่อยอารมณ์ข้างนอก เสียงรถยนต์ก็ไม่รำคาญ เสียงอะไรก็ไม่รำคาญ ไม่รำคาญซักอย่างหนึ่งข้างนอก จะเป็นรูป เป็นเสียง ไม่รำคาญทั้งนั้นแหละ เพราะว่ามันไม่รับ แล้วมันมารวมอยู่ที่ลมหายใจเรานี้...

    - เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ก็ต้อง "มีสติติดต่อกันเสมอ" ไม่ใช่ว่าเราจะทำความสงบเฉพาะเวลานั่งสมาธิ
    เพราะว่า สมาธิคือ ความตั้งใจมั่น เราเดินอยู่เราก็ทำใจเราให้มั่น ให้มีอารมณ์มั่นเสมอ

    มีสติสัมปชัญญะอยู่ ่ไปเสมอ ออกจากที่นั่งนี้แล้ว หูเราได้ยินเสียง ตาเห็นรูปที่เราเดินไป นั่งรถไปก็ตามเถอะ ให้รู้สึก มีอะไรที่มันชอบใจหรือไม่ ชอบใจเกิดขึ้นมาเป็นอารมณ์ ก็มีความรู้สึกว่าอันนี้ไม่แน่ อันนี้ไม่เที่ยง ตลอดเวลาอย่างนั้น จิตใจจะสงบปกติ

    หลวงพ่อชา สุภัทโท

    "เมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้ว ถอยจิตนั้นมาพิจารณาร่างกาย ร่างกายคือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หาตัวตนไม่ได้ มีแต่ธรรมชาติ ไหลไปตามเหตุ ตามปัจจัยเท่านั้น สิ่งทั้งปวงตกอยู่ในลักษณะที่เป็น อนิจจัง ทุกขังอนัตตา ทั้งนั้น ความยึดมั่นต่างๆจะน้อยลงๆ เพราะเรารู้เท่าทันมัน เรียกว่าเกิดปัญญาขึ้น"

    การฝึกจิต มีอยู่หลายวิธี ด้วยกัน แต่วิธีที่เห็นว่ามีประโยชน์และเหมาะสมที่สุด ใช้ได้กับบุคคลทั่วไป วิธีนั้นเรียกว่า "อานาปานสติภาวนา" คือ มีสติจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ที่สำนักนี้ให้กำหนดลมที่ปลายจมูก โดยภาวนาว่าพุทโธ ในเวลาเดิน จงกรม และนั่งสมาธิก็ภาวนาบทนี้ จะใช้บทอื่น หรือจะกำหนดเพียงการเข้าออกของลมก็ได้ แล้วแต่สะดวก ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า พยายามกำหนดลมเข้าออกให้ทันเท่านั้น

    การเจริญภาวนาบทนี้ จะต้องทำติดต่อกันไปเรื่อยๆ จึงจะได้ผล ไม่ใช่ว่าทำครั้งหนึ่งแล้วหยุดไปตั้งอาทิตย์ สองอาทิตย์ หรือตั้งเดือนจึงทำอีก อย่างนี้ไม่ได้ผล พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า ภาวิตา พหุลีกตา อบรมกระทำให้มาก คือทำบ่อยๆติดต่อกันไป โดยการฝึกจิตใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผล ควรเลือกหาที่สงบไม่มีคนพลุกพล่าน เช่น ในสวนหลังบ้าน หรือต้นไม้ที่มีร่มเงาๆแต่ถ้าเป็นนักบวชควรแสวงหาเรือนว่าง (กระท่อม) โคนไม้, ป่า, ป่าช้า, ถ้ำ, ตามภูเขา เป็นที่บำเพ็ญเหมาะที่สุดเราจะ

    อยู่ที่ใดก็ตาม ใช้สติกำหนดลมหายใจอย่างเดียว แม้จิตใจจะคิดไปเรื่องอื่นก็พยายามดึงกลับมา ทิ้งเรื่องอื่นๆทั้งหมด โดยไม่พยายามคิดถึงมัน รู้ให้ทันกับความคิดนั้นๆ เมื่อทำเข้าบ่อยๆ จิตจะสงบลงเรื่อยๆ

    เมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้ว ถอยจิตนั้นมาพิจารณาร่างกาย ร่างกายคือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หาตัวตนไม่ได้ มีแต่ธรรมชาติ ไหลไปตามเหตุ ตามปัจจัยเท่านั้น สิ่งทั้งปวงตกอยู่ในลักษณะที่เป็น อนิจจัง ทุกขังอนัตตา ทั้งนั้น ความยึดมั่นต่างๆจะน้อยลงๆ เพราะเรารู้เท่าทันมัน เรียกว่าเกิดปัญญาขึ้น

    หลวงปู่ชา สุภัทโท

    --------------------------------

    https://web.facebook.com/28พระอรหันต์-446281542200581
     
  7. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,822
    กระทู้เรื่องเด่น:
    517
    ค่าพลัง:
    +66,076
    มีโยมนำขันทิเบต (Singing Bow) มาถวายพระอาจารย์ ท่านจึงเคาะให้ดู "การเคาะเป็นลักษณะของอิริยาบถและสัมปชัญญะอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะการเคาะปลาไม้ของจีน เคาะไปสวดมนต์ไป จับอาการเคลื่อนไหว จับเสียง และขณะเดียวกันก็กำหนดสติในการสวดมนต์ไปด้วย ทำให้ฟุ้งซ่านได้ยาก เพราะงานทางใจมีเยอะ
    .
    การเคาะหัวปลาไม้ของจีนมีที่มาที่ไป ก็คือ เห้งเจียพาพระถังซัมจั๋งขึ้นเต่ายักษ์ข้ามทะเลไป เต่าบอกว่าเมื่อพบพระพุทธเจ้าให้ช่วยถามด้วยว่า ตนเองสร้างกรรมอะไรมาถึงต้องมาเป็นเรือโดยสารจำเป็นแบบนี้ ไม่สามารถที่จะไปไหนได้ ปรากฏว่าพระถังซัมจั๋งลืมถาม ขากลับขนเอาพระไตรปิฎกกลับมา ว่ายมาถึงกลางทะเล เต่าก็ถามว่าตนเองสร้างกรรมอะไรมา พระถังซัมจั๋งบอกว่าลืมถาม เต่าโมโหจึงดำน้ำไปเลย
    .
    พอดำน้ำไปข้าวของทุกอย่างก็จมน้ำ บรรดาปลาต่าง ๆ พอเห็นของแปลก ๆ ก็แย่งกันมากิน ดันกินคัมภีร์พระไตรปิฎกเข้าไป เห้งเจียจึงจับปลาขึ้นมาแล้วเอากระบองเคาะหัวให้ปลาคายคัมภีร์ออกมา คนจีนก็เลยถือตรงนั้นเป็นเคล็ด ว่าถ้าอยากได้หลักธรรมก็ให้เคาะหัวปลา จึงมีการสวดมนต์และเคาะมู่อวี๋ ถ้าแต้จิ๋วเรียกบักฮื้อ เคาะป๊อก ๆ ๆ เคาะทีหนึ่งก็ได้อักขระมา ๑ ตัว"
    .
    "ของบางอย่างเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น ลักษณะแบบเดียวกับพระเจ้าปเสนทิโกศลส่งคนไปหาพระกาฬ งูเหลือมก็สงสัยว่าทำไมตนเองไปไหนไม่ได้ คนที่ไปหาพระกาฬเขาไม่ลืม เขาถามมาให้ ท้ายสุดคนถามก็เลยรวย เพราะงูเหลือมในอดีตเคยเป็นเศรษฐี เอาสมบัติไปฝังไว้ แล้วใจผูกอยู่กับสมบัติ ก็เลยไปไหนไม่ได้ เลื้อยอยู่แถวนั้น พองูเหลือมรู้เข้าก็ยกสมบัติให้คนถาม ตัวเองจึงไปที่อื่นได้ คนถามก็เลยรวยแทน
    .
    พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ว่า ถึงอายุขัยแล้วแต่ไม่ตาย ก็คือไม่ได้สวรรคตตามที่พระกาฬบอกไว้ เพราะว่าตลอด ๗ วันพระองค์สร้างสาธารณประโยชน์ส่งท้าย ทำแบบทิ้งทวน กลายเป็นสร้างบุญใหญ่ไม่รู้ตัว ทำให้ได้บุญตัวนี้มาต่ออายุได้
    .
    การที่คนหรือสัตว์จะตาย ท่านบอกว่า มีอายุขัย ก็คือ อายุหมดลง อาหารขัย อาหารหมดลง ปุญญขัย บุญหมดลง และกัมมขัย กรรมหมดลง
    .
    บุญหมดก็ตาย กรรมหมดก็ตาย แบบเดียวกับพระที่เป็นลูกศิษย์พระสารีบุตร ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งได้บวชกับพระสารีบุตรตอนอายุ ๒๐ เศษ ไม่เคยได้กินข้าวอิ่ม สามารถกินเศษข้าวได้ครั้งละ ๗ เม็ดเท่านั้น หลังจากนั้นอาหารตรงหน้าก็จะหายไปหมด ก็ต้องไปเที่ยวควานหา บ้านไหนล้างถ้วยล้างจาน สาดเศษอาหารทิ้งไว้ ไปเก็บเม็ดข้าวเขากิน กินแค่นั้นไม่น่ามีชีวิตรอดอยู่ได้ แต่กรณีนี้กรรมรักษาจึงทำให้อยู่ได้ "
    .
    "จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต พระสารีบุตรบิณฑบาตมาเลี้ยงเอง เพราะพาบิณฑบาตแล้วท่านไม่เคยได้ข้าว เดินข้างหลังเขาก็ใส่ข้างหน้าหมดเสียก่อน เดินข้างหน้าเขาดันไปใส่จากข้างหลังมา พอให้อยู่ตรงกลางเขาก็ใส่จากหัวกับท้าย สุดท้ายพระสารีบุตรก็เลยต้องบิณฑบาตแทน
    .
    พอวางบาตรให้ท่านก็มองไม่เห็นว่ามีอาหารอะไร พระสารีบุตรต้องใช้มือข้างหนึ่งจับบาตรเอาไว้ ท่านถึงมองเห็นว่ามีอาหาร ได้ฉันอิ่มครั้งเดียวในชีวิต ร่างกายสบาย พิจารณาเห็นโทษว่าตลอด ๒๐ ปีกว่าที่ผ่านมามีแต่ทุกข์เข็ญปานนี้ ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาทุกข์เช่นนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก สภาพจิตปลดออกจากการอยากได้ใคร่มีในร่างกายและการเกิด กลายเป็นพระอรหันต์และไปพระนิพพานตอนนั้น หมดกรรมก็ตายเหมือนกัน หมดบุญก็ตาย หมดอาหารก็ตาย หมดอายุก็ตาย"
    .
    ถาม : กรรมรักษาก็คือแบบในนรกใช่ไหมคะ ?
    ตอบ : ประมาณนั้นแหละ โดนฆ่าโดนหั่นเป็นชิ้นเป็นท่อนอย่างไรก็ไม่ตาย โดนไฟเผาปกติหน่อยเดียวก็ตายแล้ว นี่โดนเผาอยู่เป็นแสนปีเป็นล้านปีแต่ไม่ตายเสียที
    .
    อาตมานี่กรรมรักษา น่าจะตายไปนานแล้ว อยู่ทรมานไปได้เรื่อย ๆ ญาติโยมอาจจะสงสัยว่าอยู่อย่างไร ก็อยู่วันเดียว มีแค่วันนี้ เดี๋ยวก็พ้นไปแล้ว ไม่มีพรุ่งนี้ จึงไม่เห็นว่าจะลำบากตรงไหน
    ...
    ้เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนธันวาคม
    ๒๕๕๙
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...