เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    ขั้นตอนการออกจากสมาธิเมื่อใจเราสงบแล้ว


    ถาม : ขั้นตอนการออกจากสมาธิเมื่อใจเราสงบแล้ว ควรจะทำอย่างไรครับ ? เราแผ่เมตตาหรืออุทิศส่วนกุศล หรือว่าค่อย ๆ ประคองสติแล้วออก ตอนนั่งสมาธิสงบดีมากครับ แต่พอออกมาแล้วเป็นคนละเรื่องกับตอนนั่งเลยครับ


    ตอบ : ท่านพระครูสังฆรักษ์พัสวัชร์ ฐิตสีโล ถามคำถามที่สองมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในปัจจุบันนี้ บรรดาพระภิกษุสามเณร ตลอดจนกระทั่งญาติโยมของเรา ปฏิบัติธรรมแล้วก็มักจะทิ้งเลย ก็คือพอเคลื่อนคลายออกจากบัลลังก์แล้ว เราก็ไม่รักษาอารมณ์นั้นไว้ ถ้าหากว่าเป็นลักษณะอย่างนี้ การปฏิบัติของเราจะยาวนานแค่ไหนก็ตาม โอกาสที่จะได้ดีมีน้อยมาก
    ขอให้จำไว้ว่ากำลังของเราในตอนที่นั่งอยู่นั้น นิ่งแค่ไหน สงบแค่ไหน เมื่อลุกออกจากบัลลังก์นั้นไปทำอะไรก็ตาม พยายามเอาสติกำหนดรู้ รักษาอารมณ์แบบนั้น รักษาความมั่นคงแบบนั้น รักษาความเยือกเย็นแบบนั้น ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะได้นานได้
    ถ้าไม่มีความชำนาญก็ ๑ นาที ๒ นาที แต่ถ้าหากว่าพยายามทำไปเรื่อย ๆ ก็จะได้นานขึ้นเป็น ๕ นาที ๑๐ นาที ๒๐ นาที จนกระทั่งได้เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นหลาย ๆ วัน
    ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายสามารถรักษาเอาไว้ในลักษณะอย่างนั้น โอกาสที่กิเลส รัก โลภ โกรธ หลงจะกินใจเราก็ไม่มี สภาพจิตปราศจากกิเลส มีความผ่องใสมาก ดวงปัญญาจะเกิดขึ้น ทำให้เราเห็นว่าเราควรที่จะดำเนินต่อไปในลักษณะไหน ถึงจะรักษาสภาพจิตเช่นนั้นเอาไว้ได้ไม่ให้กิเลสกินเรา และขณะเดียวกันจะขัดจะเกลาอย่างไร ให้กิเลสเหล่านั้นลดน้อยถอยลง ถ้าถึงช่วงนั้นเรารักษากำลังใจได้จริง ๆ จะเห็นช่องทางทั้งหลายเหล่านี้อย่างชัดเจน
    ดังนั้น..เมื่อท่านทำไปแล้ว เกิดความรู้สึกดี ความรู้สึกมั่นคง ความรู้สึกเยือกเย็น ขอให้พยายามเคลี่อนไหวให้ช้า ๆ หน่อย ไม่เช่นนั้นแล้วบางทีสมาธิก็หลุดหายหมด อารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นก็จะหายหมดไปด้วย ก็แปลว่าทำได้แล้วต้องรักษาเอาไว้ ถ้าไม่รักษาเอาไว้ เราจะขาดทุน
    เหตุที่ขาดทุนเพราะว่า การปฏิบัติธรรมเป็นการทวนกระแสโลก เหมือนกับคนว่ายทวนน้ำ ถึงเวลาเราว่ายมาจนพอใจแล้ว เราปล่อยให้ลอยตามน้ำไป พอถึงเวลาปฏิบัติธรรม ก็เท่ากับเราว่ายทวนน้ำขึ้นมาอีก เป็นอย่างนี้วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า กลายเป็นคนขยัน ทำงานทุกวัน แต่ไม่มีผลงานเลย เพราะว่าถึงเวลาก็ปล่อยลอยตามน้ำไป แล้วหลายท่านก็ท้อ หมดกำลังใจที่จะทำ
    ดังนั้น...ถ้าหากว่าทำได้แล้ว ตอนนั่งอยู่กำลังใจดีแค่ไหน สงบแค่ไหน เมื่อละเมื่อเลิกจากบัลลังก์แล้ว ก็ขอให้รักษาอารมณ์ใจนั้นเอาไว้ ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ จะได้เห็นช่องทางว่าต่อไปเราควรที่จะทำอย่างไร ส่วนการแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล ต้องทำเป็นปกติทุกครั้งครับ ขอเรียนถวายท่านพระครูสังฆรักษ์พัสวัชร์ ฐิตสีโล แต่เพียงเท่านี้ครับ
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ธรรมบรรยาย เรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
    วันเสาร์ที่ ๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
    ที่มา : www.watthakhanun.com
    #พระครูวิลาศกาญจนธรรม #หลวงพ่อเล็ก
    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
    #พระพุทธศาสนา #watthakhanun
     
  2. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    ⚜️การทำสมาธิในห้องพุทธคุณ โดยควบหลักของสมาบัติ ๘ ⚜️๑/๒
    กรรมฐานยากไหม ?
    หึ เงียบไว้ก่อนดี ปลอดภัย นะ
    บางคนเคยฝึกมโนมยิทธิมาแล้วก็ง่ายหน่อย ไม่ยาก บางคนไม่เคยผ่านวิชามโนมยิทธิมาบ้างเลยก็อาจจะงงบ้าง แต่ก็นิด ๆ ก็ขี้เกียจก็เยอะ ๆ งงเยอะ ๆ ว่างั้นนะ
    ความจริงไม่มีอะไรหรอกนะ มันอยู่ที่ปัญญา ถ้าเธอคิด เข้าใจที่เธอคิด มันก็จะง่าย ถ้าเราคิดแล้วเราไม่ตั้งใจคิด เราก็ไม่เข้าใจในความคิด มันก็ยาก ซึ่งเรื่องที่พาให้คิดมันไม่ใช่เรื่องเกินกำลังที่จะคิดได้ ถูกไหมล่ะ
    มันคิดได้ ไม่ใช่ของยากเกินไปหรอกนะ มันอยู่ที่ว่าเธอจะคิดตามไหม เธอจะสงบใจเพียงพอที่จะคิดตามรึเปล่า เอ้าถ้าเราคิดตามได้ เราก็รู้ว่าความเปลี่ยนแปลงของเรามันมีอยู่ มันก็เห็นได้ไม่ยาก สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนะ
    ค่อย ๆ ทำไปเถอะ ไม่ต้องไปรีบร้อนอะไร เวลาพอมี ตายไปแล้วทำต่อได้ ไม่เป็นไร ไปเป็นผี ไปนั่งทำเอานะ เอออย่างนั้น
    วิชามโนมยิทธิใช้สมาธิไม่เยอะ แค่ครึ่งกำลังนะ ใช้ไม่เยอะก็อาศัยคน …ครูเขาช่วยแนะนำใจเราไม่ให้มันเป๋ ถ้าวาสนาเธอดี ไม่สงสัย มันก็ง่ายหน่อย ถ้าคนวาสนา เขาเรียกว่าทำมาน้อย ก็ขี้สงสัยมากหน่อย ก็เป็นธรรมดา
    แต่เราฝึกของเรา เราฝึกกำลังสมาธิที่ใช้ในห้องพุทธคุณ มันก็ไปอีกแบบหนึ่ง มันไม่เหมือนกัน
    ห้องพุทธคุณน่ะ ข้อดี คือ ใจของเราไม่ถูกอะไรมากระทบรบกวนใจเรา ถ้าเราตั้งของเราอยู่ในห้องพุทธคุณ หมายความว่า การเคลื่อนเข้าไปห้องพุทธคุณมันอยู่ตำแหน่งของร่างกายเรานี่ เรียกศูนย์กลางกาย ถ้าดิ่งลงไปจากร่างกายเธอ ศูนย์กลางกายลงไป พอถึงสะดือลงไปปุบก็ต่ำกว่าสะดือลงไป ๒ นิ้วมือเรานี่ เขาเรียกว่า “ห้องพุทธคุณ”
    มันเป็นวิชาโบราณเขานะ ท่านสอน ๆ กันมา แต่เพียงแต่ว่าในอดีตน่ะมีความละเอียดปราณีตมาก คือ เขามีตำแหน่งเยอะในการที่จะเคลื่อน กว่าจะเข้าห้องพุทธคุณได้ เขาก็จะเคลื่อนลง ๆ จนกว่าจิตมันจะตั้งมั่นเป็นสมาธิ อันนั้นจะละเอียดมากเกินกำลังของพวกเธอทำได้ แล้วก็ช้า
    เราก็เอาวิธีลัดของเรา คือ ใช้สมาบัติ ๘ ช่วยเลย อันนี้เขาเรียก ฝึกควบกับสมาบัติ ๘ เอานะ ไอ้สมาบัติ ๘ ไม่มีอะไรมากหรอก นอกจากเราหน่ายจากความเดือดร้อนจากร่างกายเป็นหลัก อารมณ์สมาบัติ ๘ มีเพียงเท่านี้แหละ
    หน่ายจากอะไร ?
    จากร่างกายที่มันปรุงแต่ง หน่ายจากร่างกายที่มันคอยเห็นอะไรแล้วจิตวุ่นวายไม่สงบ หน่ายจากความจำของสังขารที่มันเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ มันทำให้จิตของเราหาความสุขไม่ได้ เขาเรียกว่า “หน่าย”
    ในความหน่าย มันทำให้เราอยากจะหนีความกระทบสิ่งที่มันทำให้จิตมันไม่หยุดการปรุงแต่ง นี่เขาเรียก “สมาบัติ ๘” หลักมีเท่านี้
    เขาจึงอาศัยอะไร ?
    อาศัยอากาศ คือ ความว่างเป็นตัวกำหนด เพื่อให้เราไม่ต้องมาเจอรูป ไม่ต้องมาเจอสิ่งที่กระทบทั้งภายนอกแล้วก็ทั้งภายในที่เรามีความหน่าย สำหรับคนหน่ายนะ ไอ้คนไม่หน่ายอีกเรื่องหนึ่งนะ
    คนที่เขาคล่องสมาบัติ ๘ คือ อารมณ์ของคนที่เขามีสติปัญญาในการคิดเห็นความหน่าย อารมณ์หน่ายนี่ คนที่ตั้งใจทำสมาธิมันจะรู้ เพราะว่าเวลาทำสมาธิมันจะมีเรื่องที่มากวนใจมาก
    คือ ๑ เรื่องของความจำ มันเข้ามากวนใจ
    ๒ คือ เรื่องปรุงแต่งในการที่มารับรู้จากสิ่งต่าง ๆ ที่เราเห็นแล้วเราก็ระลึกได้ อย่างนี้เป็นต้น
    หรือว่าความไม่สงบเมื่อตาของเราเห็นรูป แล้วก็เอาเรื่องที่ตากระทบอะไรแล้วก็เอามาคิด เพราะบางคนมันหยุดคิดไม่ได้ เพราะว่าเห็นปุบมันก็คิด ได้ยินปับมันก็เอามาปรุงแต่ง คิดของมันไม่เลิก รำคาญ
    อารมณ์คนรักอยากทำสมาธิ พอเจอเรื่องแบบนี้ก็มันเป็นเสี้ยนหนามของสมาธิ เขาก็จะรำคาญ มันเบื่อ เบื่ออะไร … เพราะว่ามันหาความสุขไม่ได้สักทีเวลามีเรื่องเหล่านี้มาดึงใจของเราให้วุ่นวาย ใช่ไหมล่ะ
    อันนี้ คือ หลักของคนเข้าสมาบัติ ๘ นะ
    ไม่ยากอะไรหรอก คนมีปัญญานี่ เวลาพิจารณาอะไรก็เป็นของง่าย แต่ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจในการคิด เพราะว่าเราอาจจะมองความทุกข์ไม่เห็น อันนี้เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในการปฏิบัติ ถ้าเรามองความทุกข์ไม่เห็น เราก็ไม่มีอารมณ์หน่าย
    พอมันไม่หน่าย มันก็ไม่อยากวิ่งเข้าหาความสงบ สมาธิมันจึงตั้งมั่นไม่ได้
    เพราะเธออะไร … เพลิดเพลินน่ะ เธอเห็นรูป เธอก็เพลิดเพลิน เธอไม่หน่ายในรูป ได้ยินเสียง เธอก็เพลินในเสียง เธอก็ไม่หน่ายในเสียง ไม่หน่ายในกลิ่น ไม่หน่ายในรสสัมผัสของเธอ อย่างนี้เป็นต้น
    เธอก็วิ่งเข้าหาตลอด เธอไม่เห็นความทุกข์ใช่ไหมล่ะ เอ้าเธอก็ไป เขาเรียกว่า “ผู้หมกมุ่นในกามคุณ” งั้นคนที่ยังหมกมุ่นในกามคุณ จะทรงฌานสมาบัติไม่ได้ ไม่ตั้งมั่น มันเป็นเรื่องปกติไหมล่ะ เอ้าปกติ
    อีกอย่างหนึ่ง เธออดใจไม่ได้เวลาเห็นหรือได้ยินเรื่องอะไรที่กระทบใจไม่ถูกกับอัธยาศัยเธอ เธอจะไม่ชอบ พอเธอไม่ชอบ เธอก็จะมีเหตุมีผลของเธอ ไอ้เหตุผลของเธออย่างนี้แหละ มันจะเป็นเสี้ยนหนามของความสงบของเธอ
    มันกลายเป็นว่า เธอยึดถือสิ่งที่เธอไม่ชอบมากเกินไป เธอไม่ปล่อยไอ้สิ่งที่เธอไม่ชอบนี่ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่มันไม่ได้มีอยู่จริง มันเกิดแล้วมันก็ดับเป็นธรรมดา เธอจะยึดถือมันเพื่ออะไรให้มันชอบ ไม่ชอบ
    ไอ้ชอบน่ะไม่ค่อยกวนใจเท่าไหร่ ไอ้ไม่ชอบนี่มันจะกวนใจ มันเกิดปฏิฆะ มันกระทบนะ กระทบปุบไม่ชอบปุบ ปฏิฆะมันก็เลยเกิด
    ปฏิฆะ เขาแปลว่า มันมีการกระทบ พอมันกระทบปับ มันไม่ตรงนิสัยเธอ เธอก็จะแสดงอารมณ์ไม่ชอบใจออกมา นั่นคือ เสี้ยนหนามของความสงบ พอมันเจออย่างนี้เข้า เธอเป็นคนที่อดใจไม่ได้ เธอก็มีสมาธิตั้งมั่นไม่ได้อยู่ดี มันจะต้องห่าง เห็นไหมล่ะ เอ้ามีความห่าง
    งั้นหลักการเข้าสมาธิ เขาจึงถือเอาว่า ถ้าหากว่าเธอห่างกามคุณทั้ง ๕ ได้ เธอห่างอารมณ์ที่กระทบใจเธอได้ มันก็ละเสี้ยนหนามของสมาธิเข้าไปแล้ว ๒ ข้อ ข้อใหญ่ ๆ เลยนะ “กามราคะ ปฏิฆะ” ห่างใจเธอแล้ว
    ส่วนง่วงเหงาหาวนอนก็ไม่ง่วงทั้งวันมั่ง อาจจะง่วงตอนทำสมาธินี่แหละ พอตั้งท่าทำสมาธิ หาว หนังตาเริ่มตึง ดึงตาไม่ไหว จิตไม่ตั้งมั่น แสดงว่าเคยเป็นสัตว์ที่ชอบนอนน่ะ ไม่ค่อยตื่นตัวเท่าไหร่ไง เอะอะพอนิ่ง … นอน หลับ พอขยับ … กิน
    อีกเรื่อง คือ ความฟุ้ง เขาเรียกอารมณ์ฟุ้ง ฟุ้งเพราะว่าเราไม่อยู่ในความเป็นจริงมันก็ฟุ้ง ไม่ว่าเธอจะตั้งใจอยู่กับเรื่องอะไร มันฟุ้งทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องอะไร อยู่ในเรื่องดี เธอก็ฟุ้งเรื่องดี มันถือว่าฟุ้ง
    งั้นไอ้การปรุงแต่งของจิตที่มันฟุ้งไปกับเรื่องที่เธอไม่ยอมรับสภาพของความไม่มี มันไม่ได้มีอะไรตั้งอยู่ มันไม่มีอะไรเป็นภาพตามความเป็นจริงที่ตั้งอยู่ เพราะที่สุดแล้วมันก็อันตรธานเป็นความว่างเปล่า ไม่มีอะไร คือ เรียกว่าไม่มีอะไรเหลือก็ได้
    เธอไม่ได้ตั้งอยู่ในสมาธิ จิตตั้งในความกำหนดรู้อยู่ในความเป็นจริงอย่างนี้ มันจึงฟุ้งซ่าน
    งั้นเวลาอารมณ์ฟุ้งมันจึงแก้ยาก เพราะว่าเธอยังไม่ยอมที่จะเชื่อฟังความจริงที่มันไม่มีอะไร จนกว่าจะเห็นว่าไม่มีอะไรแน่นอนว่ะ มีความตายเป็นของแน่ ไม่มีอะไรแน่ว่ะ ทุกอย่างก็ต้องดับสิ้นไปเป็นธรรมดา
    เธอจะฟุ้งเรื่องอะไรล่ะ เมื่อเธอคิดอย่างเนี่ย เรื่องฟุ้งมีไหมล่ะ เอ้ามันก็ไม่มีความฟุ้ง เห็นไหมล่ะ
    งั้นเธออุทธัจจะมันก็ไม่กวนใจเธอ เป็นเสี้ยนหนามของการทำสมาธิ คนที่เขาจะรักษาอารมณ์สมาธิ เขาจึงต้องพิจารณากฎของไตรลักษณาญาณเป็นปกติ ถ้าตั้งใจจะให้เกิดสมาธินะ
    ๑ ห่างกามคุณทั้ง ๕
    ๒ ไม่วุ่นวายกับสิ่งที่กระทบ ให้ใจของเธอต้องกระทบเรื่องที่เธอไม่ชอบใจนะ เธอก็ต้องห่างมันมา
    ไม่ง่วงเหงาหาวนอน อย่างนี้ อิตอนทำสมาธิไม่ง่วงนะ ตอนอื่นง่วงไม่เป็นไรนะ ไม่ใช่ว่าง่วงไม่ได้ ท่านบอกว่ามันเป็นเสี้ยนหนามของสมาธิ เราง่วงไม่ได้ … ตาย เดี๋ยวไม่ได้หลับ … ตาย
    เขาระงับตอนทำสมาธิเฉย ๆ ถ้าเริ่มทำสมาธิ เธอมีอาการง่วง นั่นแหละเขาแก้ แก้กันตอนนั้น แต่ก่อนหน้านั้นเธอจะง่วงก็ง่วงไปเถอะ มันไม่จำเป็น
    ไอ้ข้อสุดท้ายน่ะสำคัญ เขาเรียกว่า “วิจิกิจฉา” ลังเลสงสัย ไอ้เนี่ยเสี้ยนหนามความแปรปรวนของใจเธออย่างมากเลยล่ะ ทำไป ๆ สงสัย คิดว่าเป็นไปได้รึ เป็นอย่างนั้นรึเปล่า เป็นอย่างนี้รึเปล่า
    ไอ้ความคิดอย่างนี้มันเกิดขึ้นได้สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะเชื่อในสิ่งที่ยังไม่มี เกิดขึ้นกับตัวเรามาก่อน ทำไมเธอจะกลัวผลที่เกิดขึ้นในสิ่งที่เธอไม่เคยเจอล่ะ เธอจะกลัวทำไม ทั้ง ๆ ทุกวันนี้ สิ่งที่ไม่สามารถที่เธอจะรู้ล่วงหน้า ก็มีอยู่เยอะแยะไป แต่ทำไมเธอไม่สงสัยล่ะ
    เธอเดินไปจะเจออะไร เธอก็ไม่แน่ใจว่าเธอเจออะไร ทำไมไม่สงสัยว่า เฮ้ย มันจะจริงเหรอว่าเดินไปแล้วเราจะเจอเรื่องนั้น จะจริงเหรอเราเดินไป เราจะไม่เจอเรื่องนี้
    เธอจะบ้าคิดแบบนี้มีไหม … ไม่มี เธอก็เดินไปปกตินี่แหละ ทั้ง ๆ เธอก็ไม่รู้ว่า เดินแล้วเธอจะไปเจออะไร แต่เธอก็ยังเดินด้วยความสบายใจ ไม่สงสัย
    ทำไมไอ้เรื่องแค่ความดีที่เราทำ เธอจะต้องสงสัยในเรื่องที่เธอยังไม่เคยเจอมาก่อนล่ะ เอ้าถูกไหม เอ้าก็หลักการคิดนะ
    เธอก็ต้องรู้จักที่จะเปรียบเทียบความจริงที่เธอเป็นอยู่บ้างว่า ยามปกติเราก็ไม่รู้อนาคตอยู่แล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะรู้อนาคตเบื้องหน้าว่าจะเกิดอะไร แต่เธอก็ปล่อยใจเธอสบาย เจออะไรก็ไม่รู้ ไปเหอะไป ไม่สงสัยด้วย ไปด้วยความสบายใจ
    แต่นั่นยังเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะมันไม่ได้ทำความดีอะไร แต่เวลาเธอทำสมาธิตั้งมั่น เธอกำลังระงับความชั่ว เธอกำลังทำจิตของเธอให้ผ่องใส ตั้งจิตทำระลึกนึกถึงสิ่งที่เป็นความดีของเธอ แล้วเธอกลับสงสัยในผลที่จะเกิดขึ้นมา
    อย่างนี้เกินไปไหม … มันก็เป็นเรื่องที่เกินไปนะ
    ตัดตรงนี้ไปได้ ใจของเธอมันก็จะเข้าสมาธิไม่ยาก เขาเรียกว่า “ละนิวรณ์” เสียก่อนนะ จิตก็ตั้งเป็นสมาธิไม่ยาก


    จบช่วง ๑/๒
    ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐
    คำสอนของครูบาอาจารย์⚜️ท่านจิตโต⚜️
    ถอดความเสียง By Dhipya



    ?temp_hash=40a928f899293c7bfd47bbd0a839c5f5.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    ถาม : ผมไปเจอที่หลวงปู่ดาบสบอกว่า 'คุณต้องทิ้งอดีต ๕ กิโล ทิ้งอนาคต ๕ กิโล' ซึ่งจะตรงกับคำสอนพระอาจารย์ที่ว่าไม่ต้องไปคำนึงถึงอดีต อนาคต แต่ผมไม่เข้าใจที่หลวงปู่ดาบสบอกว่า 'คุณต้องทิ้งปัจจุบันอีก ๕ กิโล' ถ้าทิ้งกับปัจจุบันแล้วจะไปอยู่กับอะไรครับ ?
    ตอบ : หมายความว่า ใจเราไม่ยึดเกาะขันธ์ ๕ แม้ในปัจจุบันนี้ สักแต่ว่าใช้งานไปก็พอ
    ถาม : ท่านพูดยิ่งกว่านั้นครับ แม้กระทั่งตัวพุทโธก็ยังเป็นตัวยึดในปัจจุบันอยู่ ?
    ตอบ :ใช่
    ถาม : ทำไมพระอาจารย์จึงสอนให้ยึดล่ะ ?
    ตอบ : ยึดดีไว้ก่อน พอถึงเวลาแล้วค่อยวางดี ใจของคนเราถ้าไม่เกาะดีก็ต้องเกาะชั่ว ที่จะปล่อยวางได้จริง ๆ เลยนั้นมีน้อย ครูบาอาจารย์ท่านถึงสอนให้เรายึดดีก่อนเพื่อความปลอดภัย ถ้าเราทำดีไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกำลังใจเต็มจริง ๆ แล้วจะวางดีไปเอง ไม่ใช่ว่าบางทีไปได้เคล็ดลับจากพระที่ท่านทำได้แล้ว บอกว่าปล่อยดีแล้วเราก็ไม่ทำความดีเลย ถ้าอย่างนั้นเตรียมตัวเจ๊งได้..!
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๖
     
  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    3glsTiYEp1Mq-oLAQlo75x8YKL58MBaGhbR9m6IVz4O&_nc_ohc=0l2-Id_UI1cAX9VVa5t&_nc_ht=scontent.fbkk22-4.jpg
     
  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    1f64f.png ถาม : หนูภาวนาคาถาเงินล้านแบบจับที่ศูนย์กลางกาย
    1f496.png ตอบ : ถ้าหากทำอย่างนั้นไม่ต้องภาวนามากก็ได้ ๙ จบก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว
    1f64f.png ถาม : พอภาวนาได้ครู่หนึ่งแล้ว ลมหายใจก็ละเอียดขึ้นค่ะ
    1f496.png ตอบ : ถ้าหากจับจุดได้ถูกต้อง สมาธิจะทรงตัวเร็วมาก และส่วนใหญ่จะเป็นสมาธิใช้งาน
    1f64f.png ถาม : เป็นสมาธิดีขึ้นเร็ว แต่ว่าไม่เห็นดิ่งลึกลงไปเลย
    1f496.png ตอบ : เอาให้ได้แค่นี้ก่อน ค่อย ๆ ทำ อย่าไปอยากให้เป็น ต่อไปก็จะเป็นอย่างนั้น จะดิ่งลงไปเอง
    .........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี

    UiLPEslns9bJd8fjaSNmBwI&_nc_ohc=9aIhbJfPD3oAX-z0Zt1&tn=ntkX8_79axLjp9Cm&_nc_ht=scontent.fbkk22-3.jpg
     
  6. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    ?temp_hash=932b93c8d3c03bef1140d2734b760961.jpg


    อุปาทาน คือ การที่เราคิดไว้ก่อน

    ถ้าระหว่างที่เราฝึกจิต แล้วมันเกิดขึ้น อย่างนั้นไม่เรียกว่าอุปาทานนะ

    พระอาจารย์ได้มีโอกาสฝึกท่องเที่ยว(มโนมยิทธิ)
    ครูท่านก็ถามว่า วิมารของท่านท้าวมหาราชอยู่ตรงไหนของเขาพระสุเมรุ
    ...เอ้า...ใครฝึกมาแล้ว ไหนตอบหน่อยซิเร็ว..!
    พอเขาถามปุ๊บนี่ ใจเราตอบปั๊บทันทีเลย...แต่พระเจ้าช่วยกล้วยทอด...คำตอบของเราไม่เหมือนใครเขาเลยโยมนะ..!!
    คนอื่นเขาตอบไปกันคนละทาง ๒ ทาง...เราก็นึกว่า ตายแล้วเราผิดแน่ ๆ เลย
    พอทีนี้ต่อไปก็เฉยไว้..เฉยไว้ นั่งนิ่ง...เฉยไว้ก่อน..ไม่กล้าตอบ
    แล้วตอนนั้นนะ...จำได้ว่า ตอบถูกอยู่ ๒ คน...ก็คือ มีเขาคนหนึ่ง..ซึ่งก็นิ่ง...เราก็นิ่ง ก็ตอบถูกกันแค่ ๒ คนนี้แหละนะ
    ก็พอว่า ครูเขาเฉลย...ก็ตอบถูกอยู่ ๒ คนนี่แหละ
    ❤ แล้วเราก็จำว่า...อ๋อ...อารมณ์แบบนี้จึงตอบถูก
    แล้วเราก็จำอารมณ์ตอนตอบถูกไว้ตั้งแต่วันนั้นจนมาถึงวันนี้เลยว่า...
    อารมณ์ความรู้มันต้องเป็นลักษณะแบบนี้ มันต้องจำอารมณ์ให้ได้...แล้วรอบหน้า..เราจะไม่มีปัญหาเลย
    แต่ถ้าเราจำอารมณ์ไม่ได้...เราก็ต้องไปไต่ใหม่
    นะ มะ พะ ทะ...เห็นพระรึยัง...เทวดามาใกล้มั๊ย รูปร่างท่านเป็นอย่างไร...นั่นแหน่ะ ก็ว่าไปเรื่อย ๆ นะ
    เหมือนพอมีใครมาถามอะไรก็...เริ่มตั้งแต่ต้น..อ่อ เห็นเทวดาก่อน ไปกราบพระก่อน...โอย..บางคนก็สารพัด..ถ้าอย่างนี้ไม่ทันกินนะโยมนะ
    ▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎▪︎✌
    #พระธรรมเทศนา ณ บ้านเจษฎา กรุงเทพฯ
    ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ : ตอนที่ ๒๒
    #พระอาจารย์เอกลักษณ์ #ปญฺญาคโม
    #วัดพุทธพรหมยาน
    #ธรรมะลูกนอกวัง
    #ลูกนอกวังวัดพุทธพรหมยาน
    #พระพุทธศาสนาช่วยสังคม
    #สมเด็จองค์ปฐมปางพระนิพพาน
    #พระอุโบสถแก้ว
    #ศิษย์ลูกนอกวัง
    #ชาติ #ศาสนา #พระมหากษัตริย์
    #พระคาถาเงินล้าน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    ถาม : การฝึกมโนมยิทธิ เราต้องฝึกกับครูหรือเปล่าคะ ถึงจะไปได้ไกล ?
    ตอบ : ใช้ความพยายามของตัวเอง อย่าไปตั้งความหวังกับครู อาตมาเองไปฝึกมโนมยิทธิครั้งแรกปี ๒๕๒๑ หลายคนยังไม่ได้เกิดกระมัง ? ปรากฏว่าครูฝึกตรงหน้าบอกอะไรอาตมาไม่รู้เรื่องเลย
    “สว่างไหม?” “มืดครับ”
    “เห็นอะไรไหม?” “ไม่เห็นครับ”
    “เห็นภาพพระไหม?” “ไม่เห็นอะไรเลยครับ”
    ตอนนั้นทั้งบ้านสายลมมีอยู่แค่ ๗ คนที่ไปฝึก ได้ยินเสียงครูฝึกข้างหลัง จำได้ว่าเป็นเสียงป้าชอ ป้าชอบอกว่า “เธอสามารถนึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง ที่เธอรักเธอชอบได้ไหม?” โอ๊ย..สบาย อาตมาจับภาพพระเป็นกสิณมาตั้ง ๓ ปี ทำไมจะนึกไม่ออก รายละเอียดมีเท่าไรบอกได้หมดเลย เพราะฉะนั้น..สำคัญอยู่ตรงคำพูดของครูนิดเดียวเอง ถ้าครูใช้คำพูดผิด ลูกศิษย์อย่างอาตมาก็เจ๊ง
    แบบเดียวกับอาตมาพาแม่ไปฝึกกรรมฐานที่วัดท่าซุง ให้ครูพรรณีเป็นคนดูแล ครูพรรณีเดินหัวเราะออกมาจากห้องฝึกกรรมฐาน “ท่านเล็กสอนแม่อย่างไร ? ถามแม่ว่าทุกข์หรือเปล่า แม่บอกว่าไม่ทุกข์” อาตมาได้ยินก็หัวเราะบ้าง “ครูกลับไปถามแม่ใหม่ ครูใช้คำพูดผิด ให้ถามแม่ว่าเกิดมาลำบากไหม แกอธิบายได้ ๓ วัน ๓ คืน เพราะแกเกิดมาลำบาก ไปบอกว่าทุกข์คนแก่ไม่รู้เรื่องหรอก” เห็นหรือยังว่าคำพูดสำคัญแค่ไหน ? ใช้คำพูดผิดนิดเดียวเท่านั้นเองพังเลย
    เพราะฉะนั้น..ก็อย่างที่โยมว่านั่นแหละ บางทีไปเจอคู่ปรับที่ใช้คำพูดได้ถูกต้องพอดี เราก็ไปได้คล่องตัวเลย ถ้าไม่ได้ก็ต้องเพียรพยายามด้วยตัวเอง
    ถาม : เขาได้กันหมด แต่ทำไมเราไม่ได้ ?
    ตอบ : สำหรับมโนมยิทธิ ปอกกล้วยเข้าปากยังยากกว่าตั้งเยอะ เรานึกถึงบ้านได้ไหมตอนนี้ ? เรานึกถึงบ้านแล้วรู้สึกไหมว่ารูปร่างหน้าตาบ้านเป็นอย่างไร ? นึกถึงพ่อเรา นึกถึงแม่เรา นึกถึงพี่น้องเรา นึกได้ทั้งหมดใช่ไหม ? มโนมยิทธิคือลักษณะอย่างนั้นแหละ ถามว่าใช่ตาเห็นไหม ? ไม่ใช่หรอก แล้วทำไมถึงชัดล่ะ ?
    เขาถึงได้ใช้คำว่า “มโน” คือห้วงนึก หรือใจที่นึกถึง เพราะฉะนั้น..ใครนึกอย่างนี้ได้ ใช้มโนมยิทธิได้ทุกคน เพียงแต่ว่าเรามาเปลี่ยนนึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เรารักเราชอบมากที่สุด
    ในขณะเดียวกัน ทำตัวเป็นเด็กว่าง่าย ๆ อย่าไปดื้อ พอเขาบอกยกจิตขึ้นไปกราบพระจุฬามณี เรานึกเดี๋ยวนั้นเลยว่าตรงหน้าเราตอนนี้คือพระจุฬามณี ยกจิตขึ้นไปกราบท่านปู่พระอินทร์ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ให้เรานึกเดี๋ยวนั้นเลยว่าตรงหน้าเราคือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ยกจิตขึ้นไปกราบพระบนนิพพาน ให้เรานึกเดี๋ยวนั้นเลยว่าตรงหน้าเราคือพระบนนิพพาน แรก ๆ เห็นไม่เห็นก็ช่างมัน ไม่เกี่ยว ให้มั่นใจว่ามีอยู่ตรงนั้น ในเมื่อเรามั่นใจว่ามีอยู่ตรงนั้น
    คราวนี้ครูฝึกถามรายละเอียด อย่างเช่นว่าบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีลักษณะเป็นอย่างไร เราบอกไปเลย รู้สึกอย่างไรให้บอกตามนั้น จะเหมือนกับก้อนหิน เหมือนอย่างกับแท่น เหมือนอะไรก็ว่าไปตามนั้น อยู่ที่เรา พระจุฬามณีหน้าตาเป็นอย่างไร เรารู้สึกอย่างไรบอกไปตามนั้น คราวนี้ถ้าถูกครูฝึกจะรับรองให้ พอรับรองให้ ความตื่นเต้นของเราจะค่อย ๆ ลดน้อยลง เออ...เราก็รู้ถูกเหมือนกันนี่
    จิตจะค่อย ๆ นิ่งขึ้นเรื่อย พอจิตค่อย ๆ นิ่งขึ้นเรื่อย ความชัดเจนจะมีมากขึ้น บางทีอยู่ ๆ สว่างวาบขึ้นมา เห็นรายละเอียดหมดจนเราตกใจ ว่าชัดขนาดนี้เชียวหรือ ?
    แรก ๆ ไม่เห็นหรอก ซ้อมไปเรื่อย ๆ ให้มั่นใจว่าตรงหน้าเราคือสิ่งนั้นก่อน เพราะสภาพจิตของเราไม่มีอะไรขวางได้ ในเมื่อสภาพจิตของเราไม่มีอะไรขวางได้ เรานึกถึงอะไรก็จะไปอยู่ตรงนั้น ในเมื่อนึกถึงอะไรก็ไปอยู่ตรงนั้น เขาบอกเรายกจิตไปไหนเราก็นึกถึงที่นั่น บอกว่าไปบ้านเรานึกถึงบ้าน ไปวัดท่าซุงก็นึกถึงวัดท่าซุง ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เรานึกถึงดาวดึงส์
    ครูฝึกถามรายละเอียด ต่อให้มีหลายคนแล้วเขาตอบไม่เหมือนเรา ไม่ต้องสนใจ ตอบแบบที่เรามั่นใจ เพราะว่าสวรรค์ชั้นหนึ่ง ถ้าเปรียบแบบโลกมนุษย์ก็เหมือนเอาเข่งใหญ่ ๆ ใบหนึ่งมา แล้วก็เอาถั่วเม็ดหนึ่งหย่อนลงไปในเข่ง นั่นสวรรค์ชั้นหนึ่งกับมนุษย์ทั้งโลกนะ เราลองนึกถึงกรุงเทพฯ สิ ถ้าหากบอกว่ามากรุงเทพฯ คนหนึ่งลงอนุสาวรีย์ชัยฯ อีกคนไปลงทางด้านซังฮี้ อีกคนไปบางนา แล้วจะเห็นเหมือนกันไหม ? นั่นกรุงเทพฯ หรือเปล่า ? แล้วสวรรค์ชั้นหนึ่งใหญ่กว่าตั้งเท่าไร ?
    เพราะฉะนั้น..ไม่ต้องไปสนใจว่าคนอื่นเป็นอย่างไร ตอบแต่ของเรา และอย่ากลัวผิด ถ้ากลัวผิดเมื่อไร เอ๊ะ...ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ เอ๊ะ...น่าจะเป็นอย่างนั้น เจ๊งทุกราย เราต้องมั่นใจเลย ความรู้สึกแรกว่าอย่างไรให้ตอบไปตามนั้น พอซ้อมบ่อย ๆ เข้า เดี๋ยวความคล่องตัวเกิดขึ้น ความชัดเจนก็จะมีเอง
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖
    khLGcBwRECsTvx6F-mJo1MUc5P9W0UfvnsDqZGR4Skh&_nc_ohc=VcNwuZTboGEAX-jqjZw&_nc_ht=scontent.fbkk22-8.jpg
     
  8. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    cfzkuibntdeycmp63nz-_nc_ohc-qja9eqaywv0ax-wzwwc-tn-ntkx8_79axljp9cm-_nc_ht-scontent-fbkk22-1-jpg.jpg
     
  9. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    นิสัย วาสนา ดั้งเดิมติดตามมา

    พระอาจารย์เล่าว่า "ไปหาดใหญ่เที่ยวนี้เจอโยมผู้หญิงคนหนึ่งชื่ออารีรัตน์ #อารีรัตน์มองใครเห็นเป็นโครงกระดูกหมด #อย่างชนิดที่เดินไปก็เห็นเป็นโครงกระดูกทั้งเมือง เขาบอกว่าถามพระมาหลายรูปแล้ว แต่บอกไม่ได้ว่าจะให้ทำต่ออย่างไร #อาตมาก็เลยสอนวิธีพิจารณาอัฏฐิกอสุภให้ #แล้วต่อด้วยวิปัสสนาญาณ บอกตรงนั้นแกก็นั่งทำตรงนั้นเลย

    คนลักษณะอย่างนั้นถ้าไม่ใช่กำลังใจมั่นคงจริง ๆ ก็จะกลัวเพี้ยน มองไปทางไหนก็มีแต่โครงกระดูกทั้งเมือง #แสดงว่าของเก่าต้องมีติดตัวมาเยอะมาก

    พูดถึงของเก่าติดตัวมา มีใครได้รับแชร์คลิปน้องโฟมที่ต่อว่าพ่อหรือยัง ? น้องโฟมบอกพ่อว่า ถ้าพ่อมีเมียน้อยเมื่อไรเราขาดกัน ตัดพ่อตัดลูกเลย พ่อบอกว่าตัดได้จริงหรือ ? “ได้” เด็ดขาดสุดยอด แล้วเด็กอะไรตัวเปี๊ยกเดียวพูดเป็นเหตุเป็นผลไปหมด ลักษณะอย่างนั้นของเก่าตามมาแน่ #โดยเฉพาะในด้านของสมาธิ #เกิดมาชาตินี้กำลังใจก็เลยมั่นคงเข้มแข็งมาก

    ขนาดเด็กตัวแค่นั้นยังบอกว่าตัดพ่อได้ คาดว่าอีกไม่นานก็คงได้รับแชร์กันทั่ว ยังขำ ๆ อยู่ตรงที่พ่อเขาก็แกล้งถามไปเรื่อย ๆ ลูกก็พูดไปเรื่อย #พูดเป็นเหตุเป็นผลทุกอย่างเลยนะ #ลักษณะของคนมาสูงจะเป็นแบบนั้น ท้ายสุดก็บอก “แม่อย่าถ่ายสิ” เพราะว่าแม่ถ่ายคลิปพ่อลูกคุยกัน"
    .........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
     
  10. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    ถาม : ที่ท่านบอกว่าทำอานาปานสติมาก ๆ ทำแล้วบางทีก็สว่าง บางทีก็เป็นโพรง ?

    ตอบ : จ้ะ..แล้วก็จะเย็นบอกไม่ถูก บางทีรู้สึกตัวเราเหมือนกับเป็นเปลือกบาง ๆ ชั้นเดียว แล้วเราก็นั่งไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ยิ้มได้คนเดียว นั่นใกล้บ้าแล้ว..!

    ถาม : เหมือนกับรู้อยู่แค่ตรงนี้

    ตอบ : รักษาความรู้สึกของเราให้อยู่ตรงนั้น อย่าให้หลุดไปไหนก็ใช้ได้แล้ว ไม่ว่าเราจะยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน คิด พูด ทำอะไรก็ตาม รักษาความรู้สึกตรงนั้นเอาไว้ให้ได้ก็พอ ถ้าเรารักษาเอาไว้ได้ จะสังเกตว่าจิตใจสงบมาก สิ่งที่มากระทบกระทั่งเรามีน้อย แต่ถ้าเราหลุดออกมาจากตรงนั้นเมื่อไรเป็นได้เรื่อง กิเลสมากันฟ้าถล่มดินทลาย เพราะฉะนั้น..ทำได้เมื่อไร ให้รักษาความรู้สึกตรงนั้นไว้ แบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่ง นึกถึงตรงนั้นไว้ตลอดเวลา ไม่ต้องมากหรอกแค่นิดเดียว ความรู้สึกหน่อยเดียว นอกนั้นเราจะทำอะไรก็ทำไป เหมือนกับเราเหลือบตามองตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ เป็นความรู้สึกที่นึกถึงตรงนั้น

    ถาม : เหมือนกับว่าอยากอยู่อย่างนั้น จะได้ไม่ทุกข์ ?

    ตอบ : อยู่อย่างนั้นแหละ จิตที่อยู่กับปัจจุบัน ไม่ไปอดีต ไม่ไปอนาคต ไม่มีการปรุงแต่ง เราจะมีความทุกข์เฉพาะกายสังขารนี้เท่านั้น ก็คือร่างกายมีสภาวทุกข์อย่างไร มีนิพัทธทุกข์อย่างไร มีปกิณกทุกข์อย่างไรก็เรื่องของร่างกาย แต่สภาพจิตของเราเป็นสุขอยู่กับอารมณ์เฉพาะหน้าของเรา แล้วถ้าเรามีปัญญามากกว่านั้นนิดหนึ่ง ว่านี่แค่ก้าวแรกเท่านั้นเอง ยังไม่ทันจะขึ้นอนุบาล ๑ เลย เรายังมีความสุขอย่างนี้ แล้วบุคคลที่ท่านทรงฌานได้จริง ๆ กดกิเลสดับสนิทเลย ท่านจะสุขจะเย็นขนาดไหน ?
    แล้วพระโสดาบันที่ท่านมั่นใจว่าตนเองพ้นอบายภูมิ จะมีความสุขขนาดไหน ? แล้วอย่างนั้นพระสกิทาคามี พระอนาคามีเป็นอย่างไร ? พระอรหันต์เป็นอย่างไร ? แล้วพระพุทธเจ้าที่ท่านเป็นสุดยอดพระอรหันต์จะมีความสุขแค่ไหน ? ถ้าเราคิดอย่างนี้ได้ เราจะเกิดความเคารพพระพุทธ พระธรรม พระอริยเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจเลย
    นั่นแหละคือก้าวแรกของความเป็นพระโสดาบัน คือเคารพ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความจริงใจ ไม่ล่วงล้ำก้ำเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เป็นการเคารพในคุณความดีของท่านจริง ๆ ไม่ใช่เคารพตัวบุคคลหรือวัตถุ นั่นคือก้าวแรกของความเป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้น..เราจะเห็นว่าถ้าทำถูกจริง ๆ แล้วง่ายมากเลย แต่ถ้าทำผิดก็คลำไปเถอะ พระโสดาบันนี่ไกลเหลือเกิน แต่ถ้าทำถูกนี่ใกล้นิดเดียว
    ให้ไปประคับประคองรักษาตรงนี้เอาไว้ แล้วก็ระมัดระวังศีลทุกสิกขาบทของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เราไม่ทำให้ศีลขาด แล้วก็อย่าไปยุให้คนอื่นทำ เราไม่ยุให้คนอื่นทำ ถ้าเห็นคนอื่นทำแล้วก็อย่าไปยินดีด้วย ถ้าสามารถทำอย่างนี้ได้ คำว่าพระโสดาบันไม่ไปไหนหรอก อยู่ใกล้ ๆนี่เอง


    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖
     
  11. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนไว้ดังนี้

    ๑. ครูภายใน คือ อายตนะภายใน มีตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย และใจ ครูภายนอก คือ อายตนะภายนอก มีรูป - เสียง - กลิ่น - รส - สัมผัส และธรรมารมณ์

    ๒. เมื่อครูภายนอกและครูภายในกระทบกัน ย่อมเกิดเป็นพระธรรมได้ ทั้ง อกุศลาธรรมา - กุสลาธรรมา และอัพยากตาธรรมา คือ ธรรมที่อกุศล (บาป) ธรรมที่เป็นกุศล (บุญ) และธรรมที่เป็นกลาง ๆ (ไม่เป็นทั้งบุญและบาป)

    ๓. ให้มีสติกำหนดรู้อารมณ์จิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา เป็นการสอบอารมณ์จิตของตนเอง ได้ผลอย่างไร อารมณ์ใจจักบอกแก่พวกเจ้าเอง มองให้ดี อย่าลำเอียงเข้าข้างกิเลสก็แล้วกัน สอบตกก็รู้ว่าสอบตก สอบได้ก็จงรู้ว่าสอบได้ สอบคาบเส้นเกือบได้ เกือบตกก็ต้องรู้ อย่าใช้คำว่าไม่รู้ เพราะอย่างนั้นไม่ใช่นักปฏิบัติพระกรรมฐาน

    ๔. และอย่าปล่อยอารมณ์ให้เพลิดเพลินไปกับงานทางโลกเกินไป นั่นเป็นเพียงทำไปตามหน้าที่ซึ่งยังมีร่างกายก็ทำไป คิดเรื่องงานเท่าที่จำเป็นจักต้องคิด พยายามใช้จิตมาทำงานทางธรรมให้มาก ตัวนี้จักต้องมีสติ - สัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้นจิตมันก็จักมีอารมณ์เกาะงานตามความเคยชิน

    ๕. ถ้าแยกจิตออกจากงานทางธรรมได้ ก็เข้าหลักของการปฏิบัติพระกรรมฐานได้อย่างแท้จริง คือ การแยกกาย แยกเวทนา (อันเป็นเรื่องของกายหรือกายสังขาร) และแยกจิต แยกธรรม (อันเป็นเรื่องของจิต หรือจิตสังขาร) อันเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติของมหาสติปัฏฐานนั่นเอง ถ้าทำได้อย่างนั้น จิตจักเบา มีอารมณ์โปร่งใสตลอดทั้งวัน

    จากหนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๗ รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน
     
  12. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    “กำไรจากไฟแดง”

    เวลารถติดไฟแดง เราจะเห็นเลขวินาทีที่นับถอยหลัง ส่วนใหญ่เราคิดอะไรกัน..? อาตมาเป็นคนหนึ่ง เมื่อรถติดไฟแดงก็จะนึกบ่นในใจว่า นานแท้ เสียเวลา ขี้เกียจรอ เมื่อไหร่จะไฟเขียว เป็นอย่างนี้ตลอด จนวันหนึ่ง ขณะรถติดไฟแดงเป็นคันแรกยิ่งต้องรอนาน จึงนึกบ่นในใจตามระเบียบ จู่ๆก็มีเสียงสายฟ้าฟาด ผ่าลงมากลางกบาล ว่า “ไอ้ห่.. เขากำลังนับเวลาตายให้มึ..อยู่ ไม่รู้หรือไง” เสียงนี้ดังสนั่น แล้วก็วิ่งเข้าไประเบิดอย่างรุนแรงที่ใจ ทำให้อาตมาได้สติทันที...ทั้งหมดกำลังบอกเราให้รู้ถึงความหมดไป สิ้นไป อยู่ตลอดเวลาต่างหาก ไม่ใช่การรอเพื่อเริ่มใหม่ ซึ่งถ้าเราเข้าใจก็เป็นกำไรมหาศาลนะ

    คำสอนของพระอาจารย์เอ

    ?temp_hash=5ed7e48feb65b1afd977308afb3f952b.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    ถาม : การฝึกมโนมยิทธิ เราต้องฝึกกับครูหรือเปล่าคะ ถึงจะไปได้ไกล ?

    ตอบ : ใช้ความพยายามของตัวเอง อย่าไปตั้งความหวังกับครู อาตมาเองไปฝึกมโนมยิทธิครั้งแรกปี ๒๕๒๑ หลายคนยังไม่ได้เกิดกระมัง ? ปรากฏว่าครูฝึกตรงหน้าบอกอะไรอาตมาไม่รู้เรื่องเลย
    “สว่างไหม?” “มืดครับ”
    “เห็นอะไรไหม?” “ไม่เห็นครับ”
    “เห็นภาพพระไหม?” “ไม่เห็นอะไรเลยครับ”
    ตอนนั้นทั้งบ้านสายลมมีอยู่แค่ ๗ คนที่ไปฝึก ได้ยินเสียงครูฝึกข้างหลัง จำได้ว่าเป็นเสียงป้าชอ ป้าชอบอกว่า “เธอสามารถนึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง ที่เธอรักเธอชอบได้ไหม?” โอ๊ย..สบาย อาตมาจับภาพพระเป็นกสิณมาตั้ง ๓ ปี ทำไมจะนึกไม่ออก รายละเอียดมีเท่าไรบอกได้หมดเลย เพราะฉะนั้น..สำคัญอยู่ตรงคำพูดของครูนิดเดียวเอง ถ้าครูใช้คำพูดผิด ลูกศิษย์อย่างอาตมาก็เจ๊ง
    แบบเดียวกับอาตมาพาแม่ไปฝึกกรรมฐานที่วัดท่าซุง ให้ครูพรรณีเป็นคนดูแล ครูพรรณีเดินหัวเราะออกมาจากห้องฝึกกรรมฐาน “ท่านเล็กสอนแม่อย่างไร ? ถามแม่ว่าทุกข์หรือเปล่า แม่บอกว่าไม่ทุกข์” อาตมาได้ยินก็หัวเราะบ้าง “ครูกลับไปถามแม่ใหม่ ครูใช้คำพูดผิด ให้ถามแม่ว่าเกิดมาลำบากไหม แกอธิบายได้ ๓ วัน ๓ คืน เพราะแกเกิดมาลำบาก ไปบอกว่าทุกข์คนแก่ไม่รู้เรื่องหรอก” เห็นหรือยังว่าคำพูดสำคัญแค่ไหน ? ใช้คำพูดผิดนิดเดียวเท่านั้นเองพังเลย
    เพราะฉะนั้น..ก็อย่างที่โยมว่านั่นแหละ บางทีไปเจอคู่ปรับที่ใช้คำพูดได้ถูกต้องพอดี เราก็ไปได้คล่องตัวเลย ถ้าไม่ได้ก็ต้องเพียรพยายามด้วยตัวเอง

    ถาม : เขาได้กันหมด แต่ทำไมเราไม่ได้ ?

    ตอบ : สำหรับมโนมยิทธิ ปอกกล้วยเข้าปากยังยากกว่าตั้งเยอะ เรานึกถึงบ้านได้ไหมตอนนี้ ? เรานึกถึงบ้านแล้วรู้สึกไหมว่ารูปร่างหน้าตาบ้านเป็นอย่างไร ? นึกถึงพ่อเรา นึกถึงแม่เรา นึกถึงพี่น้องเรา นึกได้ทั้งหมดใช่ไหม ? มโนมยิทธิคือลักษณะอย่างนั้นแหละ ถามว่าใช่ตาเห็นไหม ? ไม่ใช่หรอก แล้วทำไมถึงชัดล่ะ ?
    เขาถึงได้ใช้คำว่า “มโน” คือห้วงนึก หรือใจที่นึกถึง เพราะฉะนั้น..ใครนึกอย่างนี้ได้ ใช้มโนมยิทธิได้ทุกคน เพียงแต่ว่าเรามาเปลี่ยนนึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เรารักเราชอบมากที่สุด

    ในขณะเดียวกัน ทำตัวเป็นเด็กว่าง่าย ๆ อย่าไปดื้อ พอเขาบอกยกจิตขึ้นไปกราบพระจุฬามณี เรานึกเดี๋ยวนั้นเลยว่าตรงหน้าเราตอนนี้คือพระจุฬามณี ยกจิตขึ้นไปกราบท่านปู่พระอินทร์ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ให้เรานึกเดี๋ยวนั้นเลยว่าตรงหน้าเราคือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ยกจิตขึ้นไปกราบพระบนนิพพาน ให้เรานึกเดี๋ยวนั้นเลยว่าตรงหน้าเราคือพระบนนิพพาน แรก ๆ เห็นไม่เห็นก็ช่างมัน ไม่เกี่ยว ให้มั่นใจว่ามีอยู่ตรงนั้น ในเมื่อเรามั่นใจว่ามีอยู่ตรงนั้น

    คราวนี้ครูฝึกถามรายละเอียด อย่างเช่นว่าบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีลักษณะเป็นอย่างไร เราบอกไปเลย รู้สึกอย่างไรให้บอกตามนั้น จะเหมือนกับก้อนหิน เหมือนอย่างกับแท่น เหมือนอะไรก็ว่าไปตามนั้น อยู่ที่เรา พระจุฬามณีหน้าตาเป็นอย่างไร เรารู้สึกอย่างไรบอกไปตามนั้น คราวนี้ถ้าถูกครูฝึกจะรับรองให้ พอรับรองให้ ความตื่นเต้นของเราจะค่อย ๆ ลดน้อยลง เออ...เราก็รู้ถูกเหมือนกันนี่
    จิตจะค่อย ๆ นิ่งขึ้นเรื่อย พอจิตค่อย ๆ นิ่งขึ้นเรื่อย ความชัดเจนจะมีมากขึ้น บางทีอยู่ ๆ สว่างวาบขึ้นมา เห็นรายละเอียดหมดจนเราตกใจ ว่าชัดขนาดนี้เชียวหรือ ?
    แรก ๆ ไม่เห็นหรอก ซ้อมไปเรื่อย ๆ ให้มั่นใจว่าตรงหน้าเราคือสิ่งนั้นก่อน เพราะสภาพจิตของเราไม่มีอะไรขวางได้ ในเมื่อสภาพจิตของเราไม่มีอะไรขวางได้ เรานึกถึงอะไรก็จะไปอยู่ตรงนั้น ในเมื่อนึกถึงอะไรก็ไปอยู่ตรงนั้น เขาบอกเรายกจิตไปไหนเราก็นึกถึงที่นั่น บอกว่าไปบ้านเรานึกถึงบ้าน ไปวัดท่าซุงก็นึกถึงวัดท่าซุง ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เรานึกถึงดาวดึงส์

    ครูฝึกถามรายละเอียด ต่อให้มีหลายคนแล้วเขาตอบไม่เหมือนเรา ไม่ต้องสนใจ ตอบแบบที่เรามั่นใจ เพราะว่าสวรรค์ชั้นหนึ่ง ถ้าเปรียบแบบโลกมนุษย์ก็เหมือนเอาเข่งใหญ่ ๆ ใบหนึ่งมา แล้วก็เอาถั่วเม็ดหนึ่งหย่อนลงไปในเข่ง นั่นสวรรค์ชั้นหนึ่งกับมนุษย์ทั้งโลกนะ เราลองนึกถึงกรุงเทพฯ สิ ถ้าหากบอกว่ามากรุงเทพฯ คนหนึ่งลงอนุสาวรีย์ชัยฯ อีกคนไปลงทางด้านซังฮี้ อีกคนไปบางนา แล้วจะเห็นเหมือนกันไหม ? นั่นกรุงเทพฯ หรือเปล่า ? แล้วสวรรค์ชั้นหนึ่งใหญ่กว่าตั้งเท่าไร ?
    เพราะฉะนั้น..ไม่ต้องไปสนใจว่าคนอื่นเป็นอย่างไร ตอบแต่ของเรา และอย่ากลัวผิด ถ้ากลัวผิดเมื่อไร เอ๊ะ...ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ เอ๊ะ...น่าจะเป็นอย่างนั้น เจ๊งทุกราย เราต้องมั่นใจเลย ความรู้สึกแรกว่าอย่างไรให้ตอบไปตามนั้น พอซ้อมบ่อย ๆ เข้า เดี๋ยวความคล่องตัวเกิดขึ้น ความชัดเจนก็จะมีเอง

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖
     
  14. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    พระอาจารย์เล่าว่า "การปฏิบัติธรรม ถ้าทำไประยะหนึ่ง การรู้เห็นจะตามมาเอง เพราะว่าสภาพจิตของเราเริ่มสงบ เหมือนกับน้ำที่กระเพื่อมอยู่ เราก็ไม่สามารถที่จะมองอะไรได้ แต่ถ้าน้ำนั้นนิ่งสงบเมื่อไร จะสะท้อนเงารอบด้านลงไปเหมือนของจริงเลย สภาพจิตที่สงบก็จะเริ่มรู้นั่นรู้นี่ไปตามสภาพ ฉะนั้น..ต้องมีความคล่องตัวมากพอที่จะตัดการรับรู้นั้นได้ด้วย
    อีกส่วนหนึ่งที่พึงระวังให้หนักคือ รู้แล้วพูดได้เท่าไร ถ้ารู้ร้อยหนึ่งอาจจะให้พูดแค่หนึ่งแค่สอง ถ้ารู้แล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองควรที่จะพูดได้เท่าไร ก็โปรดระมัดระวัง เพราะว่าบางอย่างกลายเป็นไปยุ่งกับกฎของกรรมมากเกินไป บางท่านก็ถึงขนาดเสียใจจะฆ่าตัวตายก็มี
    อาตมาเคยเจอพยาบาลทหารอากาศ มีความรู้ล่วงหน้า ถ้าจับมือใครก็จะเห็นอนาคตใกล้ ๆ ของคนนั้น คราวนี้จับมือเพื่อน เห็นว่าจะโดนรถชนตายแล้วไม่กล้าบอก พอเพื่อนไปโดนรถชนตาย ตัวเองก็ร้องไห้จนเสียผู้เสียคนไปเลย คือไปโทษว่าเพราะตัวเองเลยทำให้เพื่อนตาย ยายนั่นบ้า..!คุณจะรู้หรือไม่รู้ ถ้าวาระกรรมมาถึงเขาก็ต้องตายอยู่แล้ว แต่ดันไปเข้าใจว่ารู้แล้วไม่บอกเลยทำให้เพื่อนตาย อาตมาอยากจะบอกว่า ถ้ารู้แล้วบอกเอ็งนั่นแหละอาจจะตายแทน..!"
    "กรรมก็เหมือนกับลูกปืน เขายิงใส่คนหนึ่ง ถ้าเราไปขวางไว้ แล้วใครจะโดน ? ฉะนั้น...นักปฏิบัติสิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือ อย่าไปยุ่งกับกรรมคนอื่น เหมือนกับเห็นแก่ตัว แต่ไม่ใช่ ถ้ารู้ต้องรู้จริงว่ายุ่งได้แค่ไหน
    หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก มีลูกศิษย์ผู้หญิงลูกติด ผัวโดนเกณฑ์ทหารไปรบ รบที่ไหน ? สงครามอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพานั่นแหละ พอรบติดพันเป็นปี ๆ ไม่ได้กลับบ้าน ลูกเมียจะอดตาย หลวงพ่อจงก็เลยให้หวยไป ให้ไปซื้อหวยแบ่งเงินคนรวยมาใช้ จะได้เลี้ยงลูกได้
    แต่พอกลับไปแล้ว หลวงพ่อจงนึกขึ้นมาได้ พายเรือตามไป ไปบอกว่า "อีหนูอย่าเล่นเกิน ๕ บาทนะลูก บุญของเอ็งมีแค่นั้น ถ้าเล่นเกิน ๕ บาท จะไม่ถูก" สรุปท่านบอกตอนแรกบอกไม่ครบ ก็เลยทำให้หลวงพ่อจงที่อายุมากแล้วต้องพายเรือจนเหนื่อย เพื่อไปบอกว่าอย่าเล่นเกิน ๕ บาท"
    "ฉะนั้น รู้อะไรต้องรู้ให้ครบแบบหลวงพ่อจง บอกก็บอกให้ครบ บอกได้เท่าไรก็แค่นั้น
    พวกเราส่วนหนึ่งที่ตั้งคำถามมา ไม่ได้นึกถึงความพอเหมาะพอดี ในขณะเดียวกัน ตอบไปแบบพอเหมาะพอดีก็ดัน “แสนรู้” ไปขยายความอีก ทางลูกศิษย์สายหลวงพ่อวัดท่าซุงมีเยอะมาก บอกว่าหลวงพ่อเคยเกิดเป็นพระมหากษัตริย์ท่านนั้น เคยเกิดเป็นพระมหากษัตริย์ท่านนี้ให้ยุ่งไปหมด รู้หรือเปล่าว่าตัวเองกำลังละเมิดมาตรา ๑๑๒ อยู่..!
    ภาษาทหารเรียกว่า "ดึงฟ้าต่ำ" หลวงพ่อท่านรู้ว่าพูดแค่ไหนพอดี นี่เสือกรู้เกิน รีบไปขยายความด้วยความภูมิใจว่า "กูรู้" หารู้ไม่ว่าจะพาซวยทั้งวัด พอถึงเวลากลายเป็นอ้างเบื้องสูง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฉะนั้น...ถ้ารู้แล้วปากคันจะพูดให้ได้ ก็ให้เอาพลาสเตอร์ปิดปากไว้"
    "นักปฏิบัติที่ไม่รู้ไม่เห็นอะไร รวบรัดตัดตรงเข้าหามรรคหาผลเลยถือว่าโชคดีที่สุด ไม่เสียเวลา ส่วนท่านที่รู้มากก็ยากนาน คำว่ายากนาน บางคนโดนพารู้เตลิดเปิดเปิงไป เวลาญาณเครื่องรู้เกิดขึ้น รู้ทุกเรื่อง อย่างที่บอก...ขนาดสร้างยานอวกาศไปนอกโลกก็ยังได้ เพียงแต่ว่าหากว่าเราสังเกตจะเห็นว่า ทุกอย่างที่เราคิดจะมีเหตุมีผล สามารถอธิบายได้ทั้งวิชาการ ทั้งวิทยาศาสตร์ ทั้งทางธรรม แต่เรื่องที่รู้ไม่มีอะไรช่วยให้เราหมดกิเลสเลย ถ้าไม่สังเกตตรงนี้ก็จะโดนหลอกไปเรื่อย ๆ"
    "กิเลสเขาเก่ง เขาจะหลอกให้เราภูมิใจ ว่าเราเข้าใจ เรารู้เห็น เราเข้าถึง และเราก็ลืมพิจารณาว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้ช่วยตัดกิเลส มีแต่เพิ่มกิเลสให้เรา
    หลายท่านน่าเสียดายเวลา เตลิดเปิดเปิงอยู่หลายปี อาตมาเองก็โดนไปสามปีเต็ม ๆ กลายเป็นทาสรับใช้เขา พอเขาถามเรื่องอะไร ก็ดูให้เขาหมด พอเขาชมก็ก้นกระดก ตัวลอย ปลื้มใจ ถ้าตายตอนนั้นก็ไปไม่รอด
    พูดไปแล้วก็อยากรู้อยู่ดี เตือนไปก็เท่านั้นแหละ ต้องบอกว่าเอาที่สบายใจแล้วกัน"
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๖๒
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  15. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    "ญาณ เกิดจาก สติ .....
    ทัสสนะ เกิดจาก สัมปชัญญะ


    เมื่อความไหวตัวแห่งดวงจิตดับ
    กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหาก็ดับ

    สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ปล่อยช่างมัน
    ถือเสียว่าเป็นคำพูดที่กล่าวกันเล่นๆ
    ส่วนความจริงมันอยู่ในดวงใจ
    ถ้าจิตยังไหวส่าย ภพชาติก็ยังต้องมีอยู่
    กามตัณหาไหวก็เป็นภพหยาบ
    ภวตัณหาส่ายก็เป็นภพกลาง
    วิภวตัณหาส่าย จิตก็จะเข้าไปเกาะอยู่ในภพน้อย


    นี่แหละจึงเรียกรู้อดีต อนาคต และปัจจุบัน

    เมื่อรู้ชัดแจ้งแล้ว จิตก็เบื่อหน่ายคลายความยึด เป็น อเสสนิโรธ, อวิชชานิโรธ และชาตินิโรธ
    เหตุนี้พระพุทธเจ้า ท่านจึงไม่ทรงติดบ้าน ติดคน ติดลูก ติดเมีย และทรัพย์ศฤงคารบริวารสุขทั้งหลาย"

    .....

    พ่อท่านลี ธัมธโร
     
  16. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    การปฏิบัติมุ่งสมาธิอย่างเดียว ทำไป 100 ปีก็ไม่ได้ผล

    ผู้ถาม: หลวงพ่อขอรับ ผมทำสมาธิทุกวัน
    วันละ หนึ่ง ชั่วโมง มาเป็นเวลา ๒๐ ปีแล้วครับ
    มันไม่ไปเหนือไปไม่ไปใต้เลย
    ขอบารมีหลวงพ่อ ช่วยแก้ไขหน่อยเถิดขอรับ?
    หลวงพ่อ: สมาธินี่ถ้าทำเฉย ๆ ก็ไม่ไปไหนนะ
    มันก็อยู่แค่ ฌาน ถึงฌานหรือเปล่าก็ไม่รู้
    น่ากลัวจะไม่ถึงฌาน
    น่ากลัว ตะเกียกตะกายอยู่ข้างฌาน
    มันขึ้นฌานไม่ไหว
    แต่ความจริงถ้าเรื่องสมาธิจริง ๆ นะ
    ถ้าหากว่าได้จริง ๆ ก็อยู่แค่ฌาน ๔
    ฌาน ๔ แล้วก็ไม่ไปไหนละ
    ทีนี้ผลการปฏิบัติจริง ๆ
    เขาไม่ได้มุ่งสมาธิ
    ต้องหวังตัด สังโยชน์
    ต้องดูอารมณ์ใจตัวตัด ไม่ใช่ดูสมาธิ
    อันดับแรก ความโลภ
    อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมีในเราหรือเปล่า
    เบาลงไปไหม
    ประการที่ ๒ ความโกรธ เบาไหม
    ประการที่ ๓ ความหลง เบาลงไหม
    สิ่งที่มีความสำคัญคือ
    1. ลืมความตายหรือเปล่า
    2. เคารพพระไตรสรณคมน์จริงจังไหม
    3. มีศีล ๕ บริสุทธิ์ไหม
    4. หวังพระนิพพานจริงจังหรือเปล่า?
    เขาดูตรงนี้นะ
    มุ่งเอาสมาธิกลุ้มใจตาย มันไม่มีการทรงตัว
    เวลาใดร่างกายดีไม่มีอารมณ์กลุ้ม
    สมาธิก็ทรงตัวใช่ไหม
    ร่างกายอ่อนเพลียหน่อย
    สมาธิก็ทรุดตัว เอาแต่สมาธิไปไม่รอด
    จุดหมายเขาคือ ตัดสังโยชน์
    ผู้ถาม: ทีนี้ถ้าหากว่าไม่ได้อะไรเลย
    แต่ถ้าตั้งใจว่าตายเมื่อไหร่ไปนิพพานเมื่อนั้น
    พอจะไปได้ไหมครับ?
    หลวงพ่อ: พอเห็นทาง แต่ไม่เข้าทาง
    ผู้ถาม: ๒๐ ปีแล้วนะครับ
    หลวงพ่อ ๑๐๐ ปีก็ไม่ได้ ถ้าเข้าทางจริงต้องคิดว่า
    ๑.ชีวิตนี้จะต้องตาย ตัวสักกายทิฏฐินะ
    ๒.วิจิกิจฉา ไม่สงสัยในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์
    ๓.มีศีล ๕ บริสุทธิ์
    ๔.มีจิตมุ่งเฉพาะพระนิพพาน อันนี้ถึงจะได้
    อันนี้ถึงจะเข้าทางหรือเข้าเขตเลย

    พระราชพรหมยาน
    หลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง
     
  17. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    #ไม่ใช่พุทธานุสติ #ไม่ใช่สังฆานุสติ
    ถาม : เรื่องที่ ๑ คนผู้หนึ่งมีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เขารักและหวงแหนพระพุทธรูปองค์นี้มาก เมื่อเขาตาย ได้กลายเป็นงูเฝ้าพระพุทธรูป ใครเข้าไปใกล้องค์พระ งูตัวนี้จะชูหัวขึ้นเตรียมฉกทันทีเพราะความหวงแหน ต้องพูดบอกงูว่า "เพียงแค่มาดูองค์พระเฉย ๆ ไม่ได้มานำองค์พระไปไหน" งูตัวนั้นจึงจะสงบเลื้อยออกไป
    เรื่องที่ ๒ หญิงชราญาติผู้ใหญ่ของหลวงปู่รูปหนึ่ง ได้รักเลี้ยงดูหลวงปู่รูปนี้มาด้วยความรักผูกพันมาก ตอนมีชีวิตใส่บาตรพระหลานชายเสมอ แต่พอเสียชีวิตกลับได้ไปเกิดเป็นสุนัข คอยวิ่งเข้าไปอาศัยในวัดที่หลวงปู่จำวัดอยู่ เพราะด้วยรักผูกพัน จะไล่ตีหรือเจ้าของนำกลับไปเลี้ยงที่บ้านดีอย่างไรก็ไม่ยอม จะวิ่งกลับมาอยู่วัดตลอด อทิสมานกายเป็นหญิงชรา กายซูบผอม เฝ้ากราบขออย่าได้ไล่ตนไปใหน ขอให้ตนได้อาศัยอยู่วัดนี้ ได้ใกล้หลานชาย
    ๒ เรื่องนี้ จิตทั้ง ๒ คนพลาดลงอบายภูมิเป็นเดรัจฉานได้อย่างไร ? ขอพระอาจารย์โปรดวินิจฉัยเป็นความรู้และการป้องกัน มีข้อควรระวังกับการสังเกตสภาพจิตลักษณะนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนี้
    ตอบ : เรื่องของโยมที่รักพระพุทธรูปมาก แต่ตายแล้วกลายเป็นงูเฝ้าพระพุทธรูป #กำลังใจเป็นไปในลักษณะของมัจฉริยะ คือ ความตระหนี่ถี่เหนียว หวงแหนในสิ่งของนั้น ๆ #ไม่ใช่กำลังใจที่เกาะพระในลักษณะพุทธานุสติ แค่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างงูถือว่าดีมากแล้ว
    ส่วนเรื่องของคุณยายที่รักหลานและดูแลหลานที่เป็นพระ แต่ไปเกิดเป็นหมา ลักษณะก็ใกล้เคียงกัน คือ การรักและหวงหลานของตัวเอง #โดยที่ไม่ได้ยึดเป็นสังฆานุสติ #ไม่ได้เห็นว่าท่านเป็นพระสงฆ์ แต่ว่าเห็นเป็นแค่หลานชายสุดที่รัก
    ทั้งสองส่วนเป็นการตั้งกำลังใจในทางที่ผิด ขยับมุมนิดเดียวจะไปดีมากเลย แต่ไม่ต้องกังวล เพราะว่าอย่างน้อย ๆ การที่เขาเกาะความดีอยู่ ชาติต่อไปหลังจากพ้นกรรมตรงนั้นแล้ว ก็ได้ไปเสวยผลบุญในส่วนที่ตนเองนึกถึงพระ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปหรือว่าพระสงฆ์ก็ตาม

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    วัดท่าขนุน จังหวัดกาญจนบุรี
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑
     
  18. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    #วิธีตัดร่างกายในขณะก่อนตาย
    ถาม : คำว่า "ตัดร่างกาย" ในขณะก่อนตาย เราจะต้องทำจิตใจอย่างไร ?
    ตอบ : ทำเหมือนกับตอนเป็นนั่นแหละ
    ถ้าคิดจะตัด คือว่าจริงๆ แล้วตอนก่อนตาย
    ส่วนใหญ่จะมีอาการเวทนาคือการเจ็บป่วยอย่างแรงกล้า มันเป็นการตัดกิเลสไปในตัวหมดอยู่แล้ว
    พอเวทนาขึ้นมาอย่างแรง กิเลสมันก็เกิดไม่ได้ กำลังเจ็บป่วยร้องโอดโอยอยู่
    คิดจะไปรักใคร คิดจะไปโกรธใครล่ะ
    หลงก็หลงไม่ไหว ก็เห็นอยู่แล้วว่าร่างกายเจ็บป่วยขนาดนี้
    เราก็แต่เพิ่มความคิดเราไปนิดเดียวว่า
    ถ้าหากว่าตายตอนนี้เราจะไปนิพพาน ง่ายที่สุด
    เพียงแต่คนที่จะคิดขนาดนั้นได้ บุญเก่าต้องสร้างมาพอทีเดียว
    ถ้าหากว่าทำมาไม่พอมันก็มืดบอด นึกไม่ออกคิดไม่ได้อยู่นั่นแหละ
    เพราะฉะนั้นตุนบุญไว้ให้เยอะ ๆ เอาไว้วินาทีสุดท้าย แล้วคิดออกไปนิพพานได้ก็กำไรมหาศาลแล้ว
    ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นตั้งแต่ก่อนตายหรอก
    ถาม : อ้อ....แค่ตรงนั้นคิดออก และพูดออก ก็คือถึงเลย ?
    ตอบ : แค่นั้นแหละจ้ะ ไปเป็นเทวดาได้ก็กำไรบานแล้ว
    ถ้าขนาดนั้นนี่ถูกรางวัลที่ ๑ ที ๖๐ คู่เลยมั้ง ไม่ใช่...๖๐ คู่ มันกี่คู่นะ ๖๐ ล้านน่ะ
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    เดือนเมษายน ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
    EDj34z1CEbyViLItTXlpvXjmt3g2zjjZ-&_nc_ohc=jMYs8dBdulgAX_sDbMh&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.jpg
     
  19. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    หลวงพ่อเล็กท่านกล่าวว่า " #ท่านที่จับภาพพุทธานุสติเป็นปกติ นาน ๆ ไป #เค้าหน้าจะค่อย#เปลี่ยนไปเป็นเค้าของพระ"
    แล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่า "มีอยู่ครั้งหนึ่งออกจากโบสถ์หลังจากปาฏิโมกข์แล้ว หลวงพ่อท่านเดินนำ พวกเราก็เดินตาม มีโยมจากบ้านแพน จังหวัดอยุธยา แห่กันมา ๓ คันรถ พอลงจากรถมาเจอหลวงพ่อ ก็กราบกัน บางคนนี่ร้องไห้โฮเลย เขาบอกว่าทำไมเหมือนหลวงปู่ปานอย่างนี้
    เราดูอย่างไรหลวงพ่อกับหลวงปู่ปานก็ไม่เหมือนกัน แต่คนที่นาน ๆ เห็นที จับเค้าหน้าท่านว่าเหมือนเค้าหน้าของพระ พอไปมองตรงจุดนั้นแล้วมองอย่างไรก็เหมือน แต่ถ้าหากจับมาคู่กันจริง ๆ เราจะเห็นว่าไม่มีเหมือนหรอก จะเห็นลักษณะเค้าบางส่วนที่จับภาพพระอยู่เป็นปกติ
    ก่อนหน้านี้สมัยหนุ่ม ๆ เค้าหน้าของหลวงพ่อคล้าย ๆ กับหลวงพ่อสมปองของพวกเรา ขอยืนยันนะ แล้วท่านจับภาพพระไปเรื่อย ๆ ๆ เค้าหน้าแปรเป็นภาพพระได้ หน้าเป็นคนละทรงไปจากของเดิมเลย สมัยอายุ ๕๐ กว่า เค้าหน้าท่านก็ยังออกมาทางด้านนี้อยู่ พอยิ่งอยู่ไป ๆ ก็เปลี่ยนไปใกล้พระท่านไปเรื่อย ๆ"
    ถาม : หลวงพ่อเล็กก็เปลี่ยนนะ
    ตอบ : ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้ส่องกระจก พระเขาห้ามส่องกระจก
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    วัดท่าขนุน จังหวัดกาญจนบุรี
    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๒
    0iqn43npQE9tw8Caf8IvvigBPtfpYNOo8J&_nc_ohc=uZkWclJ_24MAX8Xisy5&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.jpg

    o92zTqE9AhV2g6bAsfPwrJDOeibomzO0iw&_nc_ohc=vl4s9GsK6FEAX-o6jGB&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-3.jpg

    Q2LuCcvKJE943bXQTPr1k0buN5gACvuxPZ&_nc_ohc=6iqHRHRhSaUAX884_Q8&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-6.jpg

    iPCL0ZU_PJnWTfVXtFU1yql0R5oQbR5c-X&_nc_ohc=8RODTYVkKj4AX-NJzRL&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.jpg
    tGQX1iV5qnvjiu&_nc_ohc=sCP2QmVMipQAX-H9Wp9&tn=ntkX8_79axLjp9Cm&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-5.jpg

    ขอบคุณภาพประกอบ https://web.facebook.com/groups/468362960607181/user/100003283684286
     
  20. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,152
    กระทู้เรื่องเด่น:
    606
    ค่าพลัง:
    +67,318
    นักวิปัสสนาขี้โกรธ

    สำหรับวันนี้อยากจะเตือนญาติโยมทั้งหลายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของเราว่า การปฏิบัติธรรมของเราในระยะแรกเริ่ม หรือถ้ายังไม่สามารถจะก้าวเข้าสู่มรรคผลระดับใดระดับหนึ่ง การปฏิบัติธรรมของเราจะอยู่ในลักษณะเหมือนกับเก็บกด ถ้าอยู่ในลักษณะเก็บกดนี้ เราไม่รู้จักแก้ไข จะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

    การเก็บกดนั้นเกิดจากสาเหตุที่ว่า เมื่อเราพยายามบังคับตนเองให้อยู่กับลมหายใจเข้าออก สภาพจิตที่เหมือนกับลิง เคยวิ่งพล่านไปได้ทุกทิศทุกทาง เมื่อถูกล่ามเอาไว้ด้วยลมหายใจเข้าออก ไม่สามารถจะไปที่อื่นได้ แรก ๆ ก็จะดิ้นรนกระวนกระวายมาก ซึ่งลักษณะนี้ความจริงแล้วเป็นการปฏิบัติที่ถูกทางแล้ว เพราะการปฏิบัติของเรานั้นจะเกิดตบะ ก็คือความเพียรในการเผากิเลส ทำให้กิเลสร้อนรนกระวนกระวาย พยายามจะดิ้นรนหลีกหนี เพราะรู้ว่าตัวเองจะตาย ระยะแรกก็จะอยู่ในลักษณะของการหงุดหงิด กลัดกลุ้ม โกรธง่าย เป็นต้น

    แต่ถ้าเรารู้จักระมัดระวัง ประคับประคองรักษาอารมณ์ไปเรื่อย ๆ ก็จะอยู่ในลักษณะการเก็บกดดังที่ได้ว่ามา ก็คือพอกิเลสมาก็ใช้แรงสมาธิกดทับเอาไว้ มาก็ใช้แรงสมาธิกดทับเอาไว้ จะเป็นราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ก็ใช้กำลังสมาธิกดทับเอาไว้ แต่พอกดนานไป ๆ ก็จะมีลักษณะเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ตามภาษิตฝรั่งที่บอกว่า "ฟางเส้นสุดท้ายทำให้อูฐหลังหัก" ก็คืออูฐไม่สามารถที่จะรับน้ำหนักบรรทุกได้อีกแล้ว แค่หย่อนฟางไปเส้นเดียวเท่านั้น ทำให้น้ำหนักเกิน อูฐถึงกับหลังหัก พิการไปเลย

    ของพวกเราก็เช่นกัน เมื่อเก็บกดไปเรื่อย ๆ จุดอันตรายก็คือว่า คนสุดท้ายที่มาสะกิดจะเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุด เพราะเราตอนนั้นเก็บเอาไว้มาก เหมือนกับลูกโป่งอัดแก๊ส ตึงเต็มที่แล้ว แค่โดนปลายเข็มสะกิดนิดเดียวก็ระเบิดตูม คนสุดท้ายที่ทำให้เราเป็นอูฐหลังหักจะเป็นคนที่ซวยมาก เพราะว่าเราจะไประเบิดใส่เขา

    ในเมื่อเราไประเบิดใส่เขา เขาก็จะงงว่า "อะไร..? พูดแค่นิดเดียวหรือว่าทำแค่นิดเดียวทำไมต้องโกรธขนาดนี้ด้วย ?" จนกระทั่งกลายเป็นลักษณะคำพูดที่ว่า "วิปัสสนาขี้โกรธ" ซึ่งความจริงแล้วการปฏิบัติธรรมในระยะข้างต้น หรือต่อให้ระยะปลายก็ตาม ถ้าเราเผลอเมื่อไร อาการที่เราเก็บกดไว้จะถูกกิเลส ก็คือ รัก โลภ โกรธ หลง ตีกลับ เนื่องจากเราเก็บกดมานาน ก็จะแสดงออกรุนแรง

    ฝรั่งบางคนถึงกับเขียนตำราว่า "ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองราคะจัดขนาดไหน ให้ไปปฏิบัติธรรม เราจะคิดถึงแต่เรื่องเพศตรงข้ามอยู่ทั้งวัน" นั่นคือฝรั่งเขาเขียนไว้ในงานของเขา แต่ความจริงก็คือ จิตที่เคยดิ้นรนกวัดแกว่งไปได้ตลอด พอโดนบีบบังคับไว้ หาทางออกไม่ได้ ก็พยายามที่จะตะเกียกตะกายไขว่คว้า เมื่อไม่สามารถที่จะไปได้ ก็ใช้วิธีคิดถึง ที่ภาษาบาลีใช้คำว่า วิตกฺโก คือวิตก ก็คือคำนึงถึงคิดถึง วิจาโร คือ วิจารณ์ คือการครุ่นคิดในลักษณะที่ต้องลงในรายละเอียด

    เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงต้องระมัดระวังว่า การปฏิบัติธรรมของเราอย่าให้อยู่ในลักษณะของการเก็บกด ต้องพยายามใช้กรรมฐานคู่ศึกเอามาปราบปรามกิเลสเหล่านี้ เช่น ขี้โกรธก็ต้องขยันแผ่เมตตา ถ้าแผ่เมตตาเอาไม่อยู่ ก็ต้องพยายามนึกให้ได้ว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเราโกรธเพราะอะไร ? ถ้าเราโกรธเพราะเป็นความจริง นั่นเราผิด...เพราะว่าเขายอมเป็นกระจกเงาสะท้อนความเป็นจริงว่า เราเป็นบุคคลที่น่าเกลียดน่าชังขนาดไหน แล้วเราไปโกรธกระจกเงาย่อมไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องแน่

    แต่ถ้าหากเป็นเรื่องไม่จริงทำให้เราโกรธ ถ้าขนาดเรื่องจริงเป็นอย่างไรบุคคลนั้นยังไม่รู้ เขาก็เป็นคนที่น่าสงสารมากกว่าน่าโกรธ ถ้าเรารู้จักที่จะคิดแบบนี้ ก็สามารถผ่อนคลายอารมณ์ของเราลงไปได้ ทำให้ไม่เก็บกดจนกระทั่งทนไม่ไหว แล้วระเบิดออกไป

    ในส่วนของราคะ เอากายคตาสติกับอสุภกรรมฐานขึ้นมาช่วยพิจารณา ให้เห็นว่าสภาพร่างกายแท้จริงทั้งของเราและของคนอื่นมีสภาพเป็นอย่างไร ถ้าหากว่าเกิดความโลภขึ้นมา ใช้จาคานุสติ คือ การให้ทานเข้ามาช่วย ส่วนถ้าเป็นเรื่องของโมหะ ให้จับอานาปานสติตัวเดียวเลย เพราะถ้าสภาพจิตอยู่กับปัจจุบันตรงหน้า รัก โลภ โกรธ หลง ต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ที่ต้องเตือน เพราะว่าเคยเจอกับสภาพอย่างนี้มาก่อน และทำให้หลายท่านที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนมีตำแหน่งหน้าที่สูง ๆ มียศ มีบริวารมาก แต่พอปฏิบัติธรรมแล้วกลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ระเบิดโทสะใส่คนอื่นบ่อย ๆ โดยไม่รู้ว่านี่เป็นผลข้างเคียงของการปฏิบัติธรรมที่ต้องค่อย ๆ แก้ไขกันไป แล้วยังคงระเบิดกันครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้คนอื่นมองในแง่ที่ไม่ดี ทำให้ชื่อเสียงเกียรติภูมิต่าง ๆ เสียหายลงได้

    ดังนั้น...ในการที่เราปฏิบัติธรรม จึงพึงระมัดระวังเป็นอย่างสูง อย่าให้อยู่ในลักษณะของการเก็บกดดังที่ได้กล่าวมา

    ลำดับต่อไปให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันศุกร์ที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙

    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...