เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQlcYoqkgiJ5SBBzZKyWL7ZnE8eaANCAWVpTTarCGaxnhpF84rzmLsGkispyOkuhwQU&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    วิธีการสวดมนต์เพื่อไปพระนิพพาน

    การสวดมนต์ทำวัตร ถึงเราจะชอบภาวนาก็ตามให้พยายามทำไว้ เพราะว่าการภาวนาจิตใจของเราอาจจะฟุ้งซ่านไม่ทรงตัวก็ได้ การสวดมนต์ทำวัตรจริง ๆ แล้วถ้าเราทำเป็น ก็คือการทำสมาธิดี ๆ นี่เอง อีกอย่างหนึ่งถ้ากำลังใจเราเฮงซวยห่วยแตกจริง ๆ ตอนนั้นจะคิดชั่วอย่างไรก็ตาม แต่เราพูดชั่วไม่ได้ เพราะว่าสวดมนต์อยู่ ทำชั่วไม่ได้เพราะว่านั่งอยู่ต่อหน้าพระ อย่างน้อย ๆ ความเลว ๓ อย่างก็โดนตัดไป ๒ อย่างเป็นอย่างน้อยแล้ว

    เพราะฉะนั้น...หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านถึงได้สั่งพระของท่านว่า ให้สวดมนต์ทำวัตรทุกวันอย่าให้ขาด ถ้าหากว่าทำเป็น การสวดมนต์ทำวัตรสร้างเป็นทิพจักขุญาณได้ เข้าฌานเข้าสมาบัติได้ ไปพระนิพพานได้ง่ายนิดเดียว

    จะทำเป็นทิพจักขุญาณก็นึกถึงตัวหนังสือขึ้นมาเลย อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ขึ้นมาทีละตัวเลย ชัดเจนแค่ไหนก็เห็นผีเห็นเทวดาชัดแค่นั้น จะไปพระนิพพานก็ยกจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพานเลย แล้วตั้งใจสวดถวายเป็นพุทธบูชาอยู่ตรงนั้น

    ตราบใดที่จิตยังมีงานทำก็จะไม่เคลื่อนไปจากจุดนั้น เราสวดได้นานเท่าไหร่เราก็อยู่บนพระนิพพานได้นานเท่านั้น ตกลงว่าถ้าทำเป็นทุกอย่างล้วนแล้วแต่ทรงความดีได้จนถึงที่สุดทั้งนั้น

    พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนเมษายน ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    +++ ตัวอยากให้สงบเป็นตัวฟุ้งซ่าน +++

    ถาม : หนูภาวนาคาถาเงินล้านจนเหมือนเป็นอัตโนมัติ ประคองไปได้ ๓ อาทิตย์แล้วก็ล้ม กำลังจะเริ่มใหม่ บางวันก็ได้ บางวันก็ไม่ค่อยดีอยู่ บางวันนั่งสมาธิแล้วไม่เป็นสมาธิ ก็คิดว่าจะนั่งทำไม หนูก็เลยมาพิจารณาร่างกายแทน พิจารณาไปจนน้ำตาร่วง คิดว่าชีวิตนี้ไร้สาระ ที่ผ่านมาโดนหลอกมาขนาดนี้เลยหรือ เราไปทำใครเขาไว้ ก็ขอโทษเจ้ากรรมนายเวร หนูคิดไปเองหรือเปล่า ควรจะทำแบบนี้ต่อไปอีกหรือไม่คะ ?
    ตอบ : แบ่งเป็น ๒ ประเด็น #ประเด็นแรกคือเรื่องของสมาธิ เราอยากได้คืนมากเกินไป คราวนี้ตัวอยากได้มากเกินไปทำให้ฟุ้งซ่าน ก็เลยไม่ทรงตัว #เพราะว่าภาวนาเมื่อไรเราก็อยากให้สงบเหมือนเดิม #กลายเป็นว่าตัวอยากให้สงบเป็นตัวฟุ้งซ่าน ต้องทำใจว่าเรามีหน้าที่ภาวนา ส่วนผลจะเป็นอย่างไรช่างมัน ถ้าอย่างนั้นจะได้คืนเร็ว

    ประการที่ ๒ คือ #ควรจะมีการพิจารณาประกอบไปด้วยทุกครั้ง เอาให้เห็นชัด ๆ เลยว่าอัตภาพร่างกายนี้ไร้สาระ เกิดมาชาติแล้วชาติเล่าก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ #ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาแบบนี้จะไม่มีสำหรับเราอีกแล้ว #พยายามสรุปจบลงตรงนี้ให้ได้ทุกครั้ง ถ้าสภาพจิตยอมรับจริง ๆ ก็อย่างที่ว่า คือซึ้งจนน้ำตาร่วงเอง

    พอเห็นอย่างนั้นชัดเจนจริง ๆ แล้ว ว่าร่างกายเราไม่มีอะไรดีเลย ในเมื่อตัวเราไม่มีอะไรดี ตัวคนอื่นก็เหมือนกัน เรายังไม่อยากได้ใคร่ดีในตัวเอง จะไปอยากได้ใคร่ดีในตัวคนอื่นได้อย่างไร ? #ท้ายสุดคนอื่นก็ไม่ดี #โลกนี้ก็ไม่ดี ในเมื่อเราไม่ต้องการอีก ความปรารถนาในการเกิดไม่มี #ก็ตัดกิเลสของตัวเองได้ไปตามลำดับขั้น ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ของเรามีเท่าไร ก็จะได้ไปตามที่เราสั่งสมมา #ถ้าสามารถพ้นไปได้เลยก็ถือว่าจบจึงต้อง #พิจารณาไว้ทุกครั้ง อย่ารอให้ภาวนาไม่ได้แล้วค่อยมาพิจารณา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๒
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    ถาม : ปกติผมไม่ค่อยได้อ่านธรรมะ แต่ช่วงนี้ได้อ่านธรรมะ แล้วมีความคิดไม่ดีต่อพระพุทธศาสนา ?
    ตอบ : เขาเรียกว่ากิเลสมารหลอก บุคคลประเภทนี้ถ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมจะได้ผลเร็ว มารจึงหลอกให้ปรามาสพระรัตนตรัย คือ คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าหากว่าเราคิด พูด ทำไปแล้วไม่ได้ขอขมา โอกาสที่ปฏิบัติแล้วจะได้มรรคได้ผลก็ไม่มี

    ต้องบอกว่ามารเขาแกล้งเรา เราก็แค่ตั้งใจขอขมาพระทุกวัน แล้วก็เริ่มทำความดีได้แล้ว เพราะว่าถ้ามารเขากันตั้งแต่แรก แปลว่าเราทำแล้วต้องได้ดีแน่ ๆ

    ถาม : ผมขอขมาทุกวัน แล้วความคิดพวกนี้จะหายไปไหมครับ ?
    ตอบ : ขอขมาไปเรื่อย ๆ สักระยะหนึ่ง พอเขาเห็นว่ากวนให้ใจเราขุ่นไม่ได้เขาก็จะเลิกไปเอง แต่ถ้าหากว่ากวนแล้วเรายังขุ่น ยังหงุดหงิดอยู่ แสดงว่าเขาทำสำเร็จ

    ถาม : ผมควรจะอ่าน...?
    ตอบ : จะอ่านอะไรก็อ่านไปแต่ว่าให้รักษาศีลและปฏิบัติสมาธิภาวนาควบไปด้วย รักษาศีลเราจะได้มีเกราะป้องกันตัวเอง ปฏิบัติสมาธิเราจะได้มีกำลังสู้กับเขา

    ถาม : ผมรักษาศีล พยายามงดเหล้าได้ ๓ อาทิตย์แล้วครับ ?
    ตอบ : หยุดได้ ๓ อาทิตย์ นี่แปลว่าเลิกได้ตลอดชีวิตแล้ว เพราะว่าเราจะอยากแค่อาทิตย์แรกเท่านั้น แต่ระวังนะ...ถ้าเจ้าพวกนี้เขาตั้งใจแกล้งจริง ๆ นี่บางทีเราจะฝันเป็นจริงเป็นจังเลยว่าเรากินเหล้า...จนตกใจ เพราะว่าฝันเหมือนจริงทุกอย่างเลย สัมผัสเหมือนจริงทุกอย่างแต่ความจริงเป็นแค่ฝัน ลองดูไปสักระยะ...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ใช่เลย ไปเริ่มต้นทำได้แล้ว เสียเวลามานานมากแล้ว

    ถาม : เริ่มต้นคือ ?
    ตอบ : บอกแล้วว่ารักษาศีลกับนั่งสมาธิ

    ถาม : ชีวิตผมเปลี่ยนไปเยอะ แต่ไม่รู้ว่าควรจะอ่านจากตรงไหน ?
    ตอบ : หาหนังสือกรรมฐาน ๔๐ หรือคู่มือปฏิบัติกรรมฐานของหลวงพ่อวัดท่าซุงมาเป็นหลัก แล้วทำตามนั้นแหละ
    __________________

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5289&page=9
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    ถาม : เป็นหวัดมีน้ำมูก จะกำหนดภาวนาอย่างไร ?
    ตอบ : กำหนดรู้ลมต่อไป พอถึงเวลาที่ลมละเอียดเกิดขึ้นก็จะไม่เกี่ยวกับน้ำมูกแล้วตอนนั้น พอถึงเวลาเราจะไปรำคาญเสียก่อน ช่วงแรกเป็นน้ำมูกอยู่เราก็ภาวนาของเราไป พอถึงเวลาลมละเอียดก็จะลืมไปเอง
    __________________

    ถาม : จัดการกับโทสะ ?
    ตอบ : เราก็ต้องสร้างสติให้เกิด พอมีสติก็จะไม่ระเบิดใส่คนอื่น หลังจากนั้นก็มาพิจารณาให้เห็นว่าเป็นโทษอย่างไร ถ้าหากว่ารู้ว่าเป็นโทษก็จะไม่ไปยุ่งอีก

    ฉะนั้น...อันดับแรกคือสร้างสติ วิธีสร้างสติที่ดีที่สุดก็คือ พยายามรู้ลมหายใจเข้าออกให้ได้ จริง ๆ แล้วถ้าอยู่กับลมหายใจเข้าออกได้ก็แก้ได้ทุกเรื่อง เพียงแต่ว่าถ้าจะให้คุมได้สุด ๆ ก็พยายามพิจารณาให้เห็นความไม่ดีไม่งามของความโกรธ เมื่อเห็นโทษก็จะปล่อยวางไปเอง

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5289&page=9
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQm-LHAsR6Q2PIeQ5_1gEpUOqe50inRDTEODIlpI7zUYR0x2NZchdr7fatYCbsaS93U&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "สัจจะบารมี มีความจริงจัง จริงใจ ถึงเวลาต้องปฏิบัติ ให้ละเว้นงานอื่น ๆ มาปฏิบัติทันที ถ้าหากว่าเราไม่มีความจริงจังจริงใจ ไม่มีความเที่ยงตรงต่อตัวเอง เราไม่สามารถที่จะเอาดีได้"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมาจาก
    กระดานสนทนาวัดท่าขนุน,เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒

    ถ่ายภาพจาก วัดท่าขนุน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 19 กันยายน 2019
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQmqvJP6x7YV8bDUaP6rcDnHLzFfHJaSFSyJRIjNUF6fEYVX7yvSs5BtNrT7hGj_TWs&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐานวันอาทิตย์ที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๔

    วันนี้มีญาติโยมบางท่านสงสัยว่า เมื่อปฏิบัติไปถึงระดับหนึ่งแล้ว รู้สึกเหมือนกับว่าเต็มแล้ว ไปต่อไม่ได้ ทำต่อไม่เป็น ควรจะแก้ไขอย่างไร ? ก็ได้ชี้แจงให้ทราบว่า เราจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ หรือบางทีถึงกับต้องเปลี่ยนสถานที่ไปเลย เพื่อให้จิตคลายออกมา แล้วจะได้ทำสมาธิต่อไปใหม่ได้อีก

    อย่างที่วัดท่าขนุน อาตมาแนะนำให้พระทั้งหลายใช้วิธีทำความสะอาดวัด โดยการกวาดใบไม้บ้าง ถูศาลาบ้าง ซึ่งการทำความสะอาดวัดนั้น มีอานิสงส์มากมายหลายอย่างด้วยกัน

    อันดับแรกก็คือ ได้เปลี่ยนอิริยาบถ จากการที่เราทำกรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การยืน การเดิน การนอนก็ตาม ไปสู่อิริยาบถอื่นที่ไม่ซ้ำซาก

    ประการต่อมาคือ การที่เราได้ทำความสะอาดวัด ทำให้วัดวาอารามสะอาดสะอ้าน ญาติโยมที่ไปมา เห็นแล้วเกิดความชื่นใจ วัดวาอารามที่สะอาด สว่าง สงบ โยมเห็นก็อยากจะเข้าวัดกันทั้งนั้น

    ข้อต่อไป คือ อานิสงส์ที่จะพึงได้ ผู้ที่ทำความสะอาดนั้นจะมีอานิสงส์มาก อย่างเช่น พระนาคเสน ในอดีตชาติท่านเป็นพระ กวาดหยากเยื่อ และให้พระยามิลินท์ที่เป็นสามเณรนำหยากเยื่อนั้นไปทิ้ง

    แต่พระยามิลินท์ที่เป็นสามเณรมัวแต่เล่นซุกซนอยู่ ไม่ได้นำหยากเยื่อไปทิ้งตามที่พระนาคเสนในชาตินั้นสั่ง พระนาคเสนจึงลงโทษตีด้วยด้ามไม้กวาด ทำให้สามเณรในอดีตของพระยามิลินท์นั้น ต้องร้องห่มร้องไห้นำเอาหยากเยื่อนั้นไปทิ้งน้ำ

    แต่ครั้นเทขยะไปลงน้ำแล้ว เห็นสายน้ำไหลตามกันระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่รู้จักหมดสิ้น ก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยอานิสงส์ที่เรานำเอาขยะมาทิ้งนี้ ขอให้เกิดใหม่ชาติใดก็ตาม ให้มีปัญญาไม่รู้จักหมดจักสิ้น เหมือนกับระลอกคลื่นที่ไหลตามกันไม่รู้จักจบสิ้นเช่นนี้

    พอดีพระนาคเสนซึ่งตั้งใจจะไปสรงน้ำ เพราะเหน็ดเหนื่อยเหนียวตัวจากการกวาดหยากเยื่อแล้ว ได้ยินเข้าพอดีท่านก็ตกใจว่า สามเณรนี้คิดการใหญ่เสียแล้ว และสิ่งที่เขาอธิษฐานก็จักมีผลสำเร็จตามนั้นเสียด้วย

    ดังนั้น..พระนาคเสนในชาตินั้น จึงได้อธิษฐานทับว่า ถ้าหากสามเณรนี้ไปเกิดใหม่ ตั้งปัญหาถามมาอย่างไรก็ตาม เราเองที่ไปเกิดใหม่ด้วย ขอให้สามารถแก้ไขปัญหาทุกข้อของสามเณรนี้ได้โดยง่ายดาย และเป็นที่เข้าใจได้ชัดเจนด้วย

    เนื่องจากว่าสามเณรนั้นเป็นเพียงผู้นำหยากเยื่อไปทิ้งเท่านั้น แต่ท่านเองเป็นผู้กวาดทำความสะอาด ถือว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เณรได้อานิสงส์ เมื่อตนเองเป็นผู้เริ่มต้น ในส่วนของอานิสงส์ที่พึงมีก็ต้องมีมากกว่า จึงได้อธิษฐานทับไปเช่นนั้น

    พอมาเกิดใหม่ พระยามิลินท์มีปัญญามาก สอบถามปัญหาจนทำให้พระอรหันต์ต้องเก็บอาสนะหนีเข้าป่าไปเป็นแสนรูป..! จนกระทั่งไปพบกับพระนาคเสนที่เป็นคู่ปรับกัน สามารถตอบได้ทุกปัญหาจนหายข้องใจ หายสงสัย ตอนหลังพระยามิลินท์จึงได้บวช และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ไปอีกรูปหนึ่ง

    เราจะเห็นได้ว่า นี่แค่อานิสงส์ในส่วนของการกวาดทำความสะอาดวัดเท่านั้น ตัวอย่างอีกท่านหนึ่งคือหลวงปู่อุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม ท่านเคยเล่าประวัติของท่านว่า ตั้งแต่ท่านบวชเป็นสามเณร ท่านก็จองการกวาดลานเจดีย์โดยไม่ยอมให้คนอื่นมาแย่งเลย เพราะว่าอานิสงส์ในการกวาดลานเจดีย์นั้นมหาศาลยิ่งนัก เพราะเป็นการทำความสะอาดสถานที่ซึ่งมีบุคคลเข้าไปกราบไหว้บูชาอยู่เป็นประจำ

    ดังนั้น..ทุกครั้งที่คนเขาเข้าไปกราบไหว้เจดีย์ อานิสงส์ก็จะเป็นของตน หลวงปู่ท่านจึงจองการกวาดทำความสะอาดลานเจดีย์อย่างที่ไม่ยอมให้ใครมาแย่งโดยเด็ดขาด อานิสงส์ของส่วนนี้ เราก็จะเห็นได้ชัดเจน

    ในส่วนของอาตมาเองนั้น สมัยที่ปฏิบัติธรรมอยู่วัดท่าซุง ช่วงบวชใหม่ ๆ ก็ใช้วิธีการทำความสะอาดเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถเช่นกัน โดยการปัดกวาดเช็ดถูศาลานวราชบพิตร ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะต้องลงรับแขกทุกบ่าย

    #การกวาดการถูนั้น #เราก็กำหนดสติรู้ตามไปเป็นการเฉพาะหน้า ไม้กวาดไปข้างหน้า ไม้กวาดมาข้างหลัง ไม้ถูไปข้างหน้า ไม้ถูไปข้างหลัง จะไปข้างซ้าย จะไปข้างขวา เรากำหนดรู้สติตามไปทุกระยะ จะแรงจะเบา จะยาวจะสั้น รู้ทั้งนั้น

    #ทำให้สติและสมาธิจดจ่ออยู่เฉพาะหน้า #อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน #จึงทำให้จิตนั้นสะอาด #เพราะว่าไม่ได้ปรุงแต่งไปในด้าน รัก โลภ โกรธ หลง เลยแม้แต่น้อย ใครก็ตามถ้าสามารถทำอย่างนี้ได้ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องการทำความสะอาด อาจเป็นแม่บ้านทำครัว หั่นผักหั่นเนื้อ หรือซักเสื้อผ้า รีดผ้าก็ตาม เรากำหนดสติตามไปเฉพาะหน้า

    เมื่อสติของเราอยู่เฉพาะหน้า สิ่งที่เราจะปรุงแต่ง เป็นรัก โลภ โกรธ หลง ก็ไม่มี สิ่งทั้งหลายที่เราทำอยู่ ก็จะเป็นแต่กิริยาเท่านั้น ไม่เกิดกรรมขึ้นมา ในเมื่อไม่เกิดกรรมขึ้นมา ก็แปลว่าในส่วนของความชั่วนั้นไม่มี เหลือแต่ความดีล้วน ๆ ก็คือสติที่รู้อยู่กับปัจจุบัน กลายเป็นสร้างมหากุศลให้เกิดขึ้นแก่ตนเองตลอดเวลา

    เมื่อมหากุศลเกิดขึ้นกับตนเองอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่กวาด ทุกครั้งที่ถู ทุกครั้งที่ไม้กวาดเคลื่อนไปข้างหน้า ทุกครั้งที่เคลื่อนมาข้างหลัง ทุกครั้งที่เคลื่อนไปทางซ้าย ทุกครั้งที่เคลื่อนไปทางขวา หรือทุกครั้งที่ไม้ถูเลื่อนขึ้นไปข้างหน้า เลื่อนถอยมาด้านหลัง เลื่อนไปทางซ้าย เลื่อนไปทางขวา สภาพจิตของเรารู้อยู่แค่นี้ กรรมต่าง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้ กลายเป็นเหลือแต่บุญล้วน ๆ

    เมื่อเราสะสมความดีไปเรื่อย ๆ ลักษณะอย่างนี้ พอความดีมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง ก็จะถึงจุดสิ้นสุด ก็คือ เราจะทำดีเพราะว่าเราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ดีเราถึงทำ ขณะเดียวกัน เราละชั่วเพราะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ชั่วเราจึงละ กลายเป็นบุคคลที่ไม่ติดทั้งดีทั้งชั่วแล้ว สภาพจิตของเราก็สามารถที่จะหลุดพ้นไปสู่พระนิพพานได้

    ทั้ง ๆ ที่เจตนาเดิมของเราต้องการแค่เปลี่ยนอิริยาบถของการปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ในเมื่อเราไปกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม โดยเฉพาะการทำความสะอาดวัดวาอารามหรือทำความสะอาดบ้าน หรือทำงานทำการเฉพาะหน้าของตน แล้วเราใส่สติไปอยู่เฉพาะหน้า อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน

    จิตใจที่ไม่มีการปรุงแต่งเป็น รัก โลภ โกรธ หลง จึงเกิดเป็นกุศลมหาศาล ต่อให้ท่านไม่หลุดพ้น ถ้าหากว่าทำเป็นประจำ ๆ จนจิตทรงเป็นฌาน สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นการทำความสะอาดเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น สามารถส่งให้ท่านไปเกิดในสุคติได้ทุกระดับ

    ตั้งแต่ระดับของเทวดานางฟ้าก็ดี ระดับของพรหมในชั้นต่าง ๆ ก็ดี หรือตลอดจนกระทั่งถ้าหากท่านเข้าถึงสภาพหมดกิเลสบางระดับคืออนาคามีผล ก็สามารถที่จะไปอยู่ในสุธาวาสพรหม หรือหากว่าสภาพจิตของท่านพ้นจากความดีความชั่ว ก็หลุดพ้นไปพระนิพพานได้เลย

    ดังนั้น..ในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเห็นว่าไม่สำคัญนั้น จริง ๆ แล้วสำคัญทุกเรื่อง อยู่ที่ว่าเราทำเป็นหรือไม่เป็นเท่านั้น ท่านที่ถามปัญหาในวันนี้ว่า เมื่อปฏิบัติไปแล้ว ถึงจุดหนึ่งเหมือนกับตัน แล้วจะทำต่ออย่างไร ?

    ก็ขอแนะนำว่าให้เปลี่ยนอิริยาบถ ไม่ว่าเปลี่ยนจากนั่งไปเดินจงกรมก็ดี หรือว่าใช้การนอนภาวนาแทนก็ดี หรือว่าจะให้ปลอดภัยที่สุด ก็ทำอย่างที่อาตมาบอกไป ก็คือการเปลี่ยนไปทำความสะอาด ทำงานทำการเฉพาะหน้าของเรา แล้วรักษาสติไว้เฉพาะหน้า ระลึกรู้อยู่เสมอว่า สิ่งที่เราทำอยู่นี้ เราทำเพื่อพระนิพพาน

    ตัวเราที่ทำหน้าที่อยู่ ก็ก้าวเข้าไปหาความตายอยู่ตลอดเวลา ขึ้นชื่อว่าการเกิดมามีร่างกายที่มีความทุกข์เช่นนี้ การเกิดมามีร่างกายที่ไม่เที่ยงเช่นนี้ เราขอมีเพียงชาตินี้ชาติเดียว ตายเมื่อไรเราขอไปพระนิพพานที่เดียว ก็แปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านกระทำนั้น ท่านกระทำเพื่อพระนิพพานนั่นเอง

    ดังนั้น..ถ้าใครเกิดปัญหาลักษณะนี้ ก็สามารถนำวิธีการเหล่านี้ไปใช้ในการแก้ไข เพื่อให้ตนเองสามารถที่จะปฏิบัติธรรมต่อไปได้ โดยที่ไม่ไปถึงจุดตันที่ก้าวต่อไม่ได้อย่างญาติโยมที่ถามมา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านอนุสาวรีย์
    วันอาทิตย์ที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๔
    ที่มา : www.watthakhanun.com

    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    ถาม : ตอนนี้หนูกำลังฝึกอานาปานสติกรรมฐาน เมื่อเข้าสมาธิไล่ฌานตั้งแต่ปฐมฌานถึงฌานสี่ ในระหว่างนั้นไม่แน่ใจนักค่ะว่าอยู่ในฌานลำดับใด เกิดความรู้สึกว่า ตนเองนั่งอยู่ท่ามกลางที่โล่งแจ้ง ที่กว้างนั้นมืดมิด ความรู้สึกคล้ายกับเรานั่งอยู่เดียวดายภายใต้ท้องฟ้ายามรัตติกาล ในสมาธินั้นมองเห็นดวงดาวนับร้อยนับพันดวงส่องประกายระยิบระยับ ดับวูบแล้วก็หายไป แล้วเกิดใหม่เรื่อย ๆ สีของดวงดาวนั้นเป็นสีขาวประกายพรึกบ้าง สีฟ้าบ้าง และมีสีม่วงบ้างค่ะ หนูนั่งมองอยู่เพียงชั่วครู่ก็ถอนสมาธิออกมา เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร ครั้งแรกก็ไม่ติดใจอะไรค่ะ แต่ระยะหลังมานี้ ได้เข้าสมาธิและเห็นบ่อยขึ้น หนูขอกราบเรียนถามว่า สิ่งที่เห็นนี้เป็นอุปาทานหรือไม่คะ? แล้วสภาวธรรมที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร?

    ตอบ : สิ่งที่เกิดขึ้นแปลว่าเข้าถึงอุปจารสมาธิแล้ว แสงสีต่าง ๆ จึงได้ปรากฏ กำลังของอุปจารสมาธินั้นเกือบจะทรงฌานได้ ด้วยความที่สภาพจิตเริ่มปลอดจากรัก โลภ โกรธ หลงชั่วขณะ เพราะกำลังของฌานสูงขึ้น ก็เลยทำให้รู้สึกโล่ง ว่าง เบาสบาย ขณะเดียวกันความเป็นทิพย์ก็เริ่มปรากฏ สิ่งที่อยากจะเตือนก็คือ อย่าเพิ่งทึกทักว่าตนเองได้ฌานนั้นฌานนี้ เพราะเพิ่งจะเริ่มขึ้นอนุบาลหนึ่งเท่านั้น

    ถาม : ควรจะทำอย่างไรต่อไป ?
    ตอบ : ตั้งหน้าตั้งตาซักซ้อมการภาวนาให้มากกว่านี้ ถ้ารักษาอารมณ์ต่อเนื่องได้นานขึ้น จะได้สมาธิที่สูงขึ้นไปเอง
    __________________

    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?p=201303
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQkdb2bO5-Ea3Hqsm3Xo_ldrS3IjVMOajnfVXcSq1M0QLC2L2f90HmLtZUQsrQlqmmQ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    วันนี้มีผู้สอบถามปัญหาว่า ถ้าตั้งใจจะเป็นพระอนาคามีปฏิสัมภิทาญาณ จะต้องปฏิบัติกสิณทั้ง ๑๐ กองแล้วทำให้ได้อรูปฌาน ๔ จากนั้นเป็นการละสังโยชน์ ๕ ใช่หรือไม่ ? อาตมาก็สงสัยว่าทำไมถึงไปอาลัยอาวรณ์อยู่ที่พระอนาคามี ในเมื่อทำต่อไปอีกนิดเดียวก็เป็นพระอรหันต์แล้ว ?

    ในส่วนของการจะเป็นบุคคลที่ทรงปฏิสัมภิทาญาณนั้น อันดับแรกต้องฝึกกสิณกองใดกองหนึ่งในจำนวนทั้ง ๙ กอง ซึ่งเว้นอากาสกสิณ เหตุที่ต้องเว้นอากาสกสิณเพราะว่า อากาสกสิณมีสภาพว่างเปล่าเหมือนอรูปฌาน จะทำให้เกิดการสับสนปนเปกัน เมื่อถึงเวลาจะฝึกในอรูปฌาน ไม่รู้ว่าจะเพิกภาพที่ไหนทิ้งได้ จึงต้องเว้นเอาไว้กองหนึ่ง

    ส่วนอีก ๙ กองที่เหลือ เราจับกสิณกองใดกองหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับคำภาวนา จนกระทั่งในที่สุดกสิณกองนั้นติดตาติดใจ ลืมตาก็เห็นได้ หลับตาก็เห็นได้ ก็ให้ประคับประคองรักษากองกสิณพร้อมกับลมหายใจเข้าออกของเราไว้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ท้ายสุดก็จะกลายเป็นสีเหลืองอ่อน สีขาว สีใส และใสเหมือนแก้วสะท้อนแสง ถึงเวลานั้นให้ทดลองอธิษฐานดูว่า ภาพกสิณนั้นขยายใหญ่ได้ เล็กได้ มาได้ หายไปได้ ถ้าทำได้คล่องตัว ก็อธิษฐานขอใช้ผลของกสิณกองนั้นได้

    เมื่อทำโดยคล่องตัวแล้ว ถึงเวลาก็ให้ตั้งภาพกสิณขึ้นมาก่อน แล้วกำหนดเพิก ก็คือลืมหรือทิ้งภาพกสิณนั้นไปเสีย ไปจับความว่างไม่มีขอบเขตของอากาศแทน เมื่อจับความว่างของอากาศ ถ้ารู้สึกว่าขาดคำภาวนาจะใช้คำภาวนาว่า "อากาสา อนันตา..อากาสา อนันตา" ก็ได้ จนกระทั่งสมาธิจิตของเราทรงกำลังเท่ากับฌาน ๔ เต็มระดับ ก็แปลว่าเราได้อรูปฌานกองที่ ๑

    จากนั้นก็ให้กำหนดภาพกสิณขึ้นมาใหม่ เมื่อละจากภาพกสิณนั้นแล้ว ก็ให้ทำความรู้สึกว่า แม้ว่าอากาศจะว่างก็จริง แต่ยังสามารถกำหนดได้ด้วยความรู้สึกคือวิญญาณของเรา ดังนั้น..จึงปล่อยวางความว่างของอากาศไปจับความไม่มีขอบเขตของวิญญาณแทน ถ้าจะใช้คำภาวนาก็ภาวนาว่า "วิญญาณัง อนันตัง..วิญญาณัง อนันตัง" กำหนดใจอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกำลังทรงเท่ากับฌาน ๔ เต็มระดับ ก็จะสำเร็จในอรูปฌานที่ ๒

    แล้วก็กลับมากำหนดภาพกสิณขึ้นมาใหม่ เมื่อละหรือเพิกจากภาพกสิณนั้นแล้ว ก็ให้กำหนดใจคิดว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย ในที่สุดก็เสื่อมสลายตายพังไปทั้งหมด ไม่มีอะไรทรงตัวอยู่ได้ แม้แต่นิดหนึ่งก็ไม่มี ไม่ว่าจะตัวเรา ตัวเขา คน สัตว์ วัตถุธาตุ สิ่งของใด ๆ ก็ตาม ท้ายที่สุดก็เสื่อมสลายตายพังไปหมด ไม่มีอะไรเหลืออยู่แม้แต่น้อย ถ้าจะใช้คำภาวนาก็ใช้คำภาวนาว่า "นัตถิ กิญจิ..นัตถิ กิญจิ" จนกระทั่งอารมณ์ใจของเราทรงตัวเท่ากับรูปฌาน ๔ เต็มกำลัง ก็จะสำเร็จในอรูปฌานที่ ๓ คืออากิญจัญญายตนฌาน

    หลังจากนั้นก็ให้กำหนดภาพกสิณขึ้นมาใหม่ เมื่อละหรือเพิกจากภาพกสิณนั้นแล้ว อะไรเกิดขึ้นกับสภาพร่างกายก็ทำเป็นไม่สนใจ ไม่รับรู้..ไม่ว่าจะหนาว ร้อน หิว กระหาย สักแต่ว่ารู้ไว้เฉย ๆ ไม่ได้เอาใจใส่กับสภาพที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เรียกง่าย ๆ ว่า รู้ก็ทำเป็นไม่รู้ เห็นก็ทำเป็นไม่เห็น กำหนดใจอยู่กับคำภาวนา ถ้าหากว่าจะใช้คำภาวนา ตรงจุดนี้จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เมื่อกำหนดกำลังใจจนกระทั่งทรงตัวเทียบเท่ากับฌาน ๔ เต็มระดับ ก็จะสำเร็จอรูปฌานที่ ๔ หรือสมาบัติที่ ๘ ซึ่งถ้าหากว่าในการปฏิบัตินั้น สมาบัติที่ ๘ จะค่อนข้างยุ่งยากนิดหนึ่ง เพราะว่าเผลอเมื่อไรเราก็จะไปยึด ไปเกาะในร่างกาย ซึ่งจะต้องปลดจิตออกมา ไม่ไปใส่ใจกับสภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้จริง ๆ

    เมื่อท่านทั้งหลายทรงสภาพของฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ แล้ว ก็ให้ดูที่สังโยชน์ ๕ พยายามละในส่วนของสักกายทิฐิ คือ ความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นตัวเราของเรา วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้เคารพยึดมั่นจริง ๆ สีลัพพตปรามาส คือ ละเว้นจากการรักษาศีลแบบไม่จริงไม่จัง หันมารักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง ไม่ยุให้ผู้อื่นละเมิดศีล และไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นละเมิดศีล

    หลังจากนั้นก็ปล่อยวางในส่วนของรูปและส่วนที่ไม่ใช่รูป โดยเฉพาะส่วนที่ละเอียดที่สุดก็คือรูปฌานและอรูปฌาน ให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เราก้าวล่วงพ้นจากกองทุกข์เท่านั้น ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริง ถ้าท่านสามารถวางกำลังใจมาถึงระดับนี้ได้ ความเป็นพระอนาคามีก็จะเข้ามาถึง ถ้าความเป็นพระอนาคามีเข้ามาถึงเมื่อไร ท่านก็สามารถที่จะใช้กำลังของปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ได้เมื่อนั้น

    เนื่องจากว่ากำลังของปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ นั้นสูงมาก จะทำอะไรเพียงแค่คิดก็สัมฤทธิ์ผลตามที่ต้องการแล้ว จึงต้องกำหนดไว้ว่า ให้กำลังใจเราเข้าถึงความเป็นพระอนาคามีเป็นอย่างน้อย เพื่อที่จะตัดในเรื่องของรัก โลภ โกรธ ให้ได้อย่างแท้จริง ความหลงก็เหลือไม่มากแล้ว จะได้ไม่ไปละเมิดสิ่งที่เป็นการฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติหรือกฎของกรรม

    ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณาต่ออีกเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถก้าวล่วงพ้นจากกองทุกข์ได้ โดยเฉพาะในการที่เราไปยึดในสิ่งที่มาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ว่าจะพอใจหรือไม่พอใจ ก็ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดกิเลสทั้งสิ้น นั่นคือส่วนของอวิชชา ความเขลาไม่รู้จริง การชอบใจเป็นราคะ การไม่ชอบใจเป็นโทสะ ดังนั้น..เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากระทบตา เห็นก็ต้องทำเป็นไม่เห็น กระทบหู ได้ยินก็ต้องทำเป็นไม่ได้ยิน กระทบจมูก ได้กลิ่นก็ต้องทำเป็นไม่ได้กลิ่น กระทบลิ้น ได้รสก็ต้องทำเป็นไม่ได้รส กระทบกาย ก็ต้องทำเป็นไม่รู้สึกถึงสัมผัส กระทบใจ ก็หยุดการครุ่นคิดให้ได้

    ถ้าท่านทั้งหลายสามารถสกัดกั้นกิเลสเหล่านี้เอาไว้ได้ ไม่ให้เข้ามาถึงใจของเรา ความผ่องใสของดวงจิตก็จะมีมากขึ้น ๆ เมื่อปล่อยละความปรารถนาในร่างกายนี้ ในโลกนี้ ตลอดจนความปรารถนาในการเกิดได้อย่างสิ้นเชิง ท่านทั้งหลายก็สามารถล่วงพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปฝึกกสิณทั้ง ๑๐ กองอย่างที่ผู้ถามมีความเข้าใจมา

    ลำดับต่อไป ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันเสาร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๘

    ที่มา www.watthakhanun.com
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQnMT5-IWsJuQVJc94zOaM2CAt8e7m8YB_Y0FWrAuXXX_5zqWhF1O77LJdMQdFlEzxs&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : หนูภาวนาคาถาเงินล้านจนเหมือนเป็นอัตโนมัติ ประคองไปได้ ๓ อาทิตย์แล้วก็ล้ม กำลังจะเริ่มใหม่ บางวันก็ได้ บางวันก็ไม่ค่อยดีอยู่

    บางวันนั่งสมาธิแล้วไม่เป็นสมาธิ ก็คิดว่าจะนั่งทำไม หนูก็เลยมาพิจารณาร่างกายแทน พิจารณาไปจนน้ำตาร่วง คิดว่าชีวิตนี้ไร้สาระ ที่ผ่านมาโดนหลอกมาขนาดนี้เลยหรือ เราไปทำใครเขาไว้ ก็ขอโทษเจ้ากรรมนายเวร หนูคิดไปเองหรือเปล่า ควรจะทำแบบนี้ต่อไปอีกหรือไม่คะ ?
    ตอบ : แบ่งเป็น ๒ ประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องของสมาธิ เราอยากได้มากเกินไป คราวนี้ตัวอยากได้มากเกินไปทำให้ฟุ้งซ่าน ก็เลยไม่ทรงตัว เพราะว่าภาวนาเมื่อไรเราก็อยากให้สงบเหมือนเดิม

    กลายเป็นว่าตัวอยากให้สงบเป็นตัวฟุ้งซ่าน ต้องทำใจว่าเรามีหน้าที่ภาวนา ส่วนผลจะเป็นอย่างไรช่างมัน ถ้าอย่างนั้นจะได้คืนเร็ว

    ประการที่ ๒ คือ ควรจะมีการพิจารณาประกอบไปด้วยทุกครั้ง เอาให้เห็นชัด ๆ เลยว่าอัตภาพร่างกายนี้ไร้สาระ เกิดมาชาติแล้วชาติเล่าก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้

    ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาแบบนี้จะไม่มีสำหรับเราอีกแล้ว พยายามสรุปจบลงตรงนี้ให้ได้ทุกครั้ง ถ้าสภาพจิตยอมรับจริง ๆ ก็อย่างที่ว่า คือซึ้งจนน้ำตาร่วงเอง

    พอเห็นอย่างนั้นชัดเจนจริง ๆ แล้ว ว่าร่างกายเราไม่มีอะไรดีเลย ในเมื่อตัวเราไม่มีอะไรดี ตัวคนอื่นก็เหมือนกัน เรายังไม่อยากได้ใคร่ดีในตัวเอง จะไปอยากได้ใคร่ดีในตัวคนอื่นได้อย่างไร ?

    ท้ายสุดคนอื่นก็ไม่ดี โลกนี้ก็ไม่ดี ในเมื่อเราไม่ต้องการอีก ความปรารถนาในการเกิดไม่มี ก็ตัดกิเลสของตัวเองได้ไปตามลำดับขั้น ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ของเรามีเท่าไร ก็จะได้ไปตามที่เราสั่งสมมา

    ถ้าสามารถพ้นไปได้เลยก็ถือว่าจบจึงต้อง พิจารณาไว้ทุกครั้ง อย่ารอให้ภาวนาไม่ได้แล้วค่อยมาพิจารณา
    ............................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๒
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQlqN3SleKk9FmADUAaZMR9Uzyk0feUFk9Yk_ax36g3qyDjx_aLPTP-Rd-vzrqigMyk&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ทิพจักขุกับทิพจักขุญาณ

    ถาม :
    การรู้เห็นด้านอภิญญา จะมีทิพจักขุญาณ การเห็นเป็นภาพ บางคนจะไม่ได้ยินเสียง หูทิพย์ การได้ยิน

    บางคนจะไม่เห็นภาพ การรู้ รู้เรื่องราวต่าง ๆ ไม่เห็นภาพและไม่ได้ยิน แต่ความรู้เรื่องราวจะผุดขึ้นมาเอง เมื่อตรวจสอบข้อมูลก็ตรง การรู้นี้เรียกว่าเรียกอะไร ?

    ตอบ : เห็นภาพเรียกว่าทิพจักขุ ได้ยินเสียงเรียกว่าทิพโสต เกิดความรู้สึกขึ้นมาแล้วเข้าใจเองโดยไม่ต้องเห็น เรียกว่าทิพจักขุญาณ

    เอาให้แน่ ๆ นะ ทิพจักขุกับทิพจักขุญาณ คนละเรื่องกันนะ ทิพจักขุลักษณะเหมือนตาทิพย์คือเห็น ทิพจักขุญาณเป็นความรู้สึกเหมือนกับเห็น ชัดเจนมาก บอกได้ทุกอย่าง แต่ไม่เห็น

    ถาม : อภิญญา ๓ อย่างนี้ บางท่านสามารถทำได้ครบ แต่ถ้ายังมีกิเลสอยู่ ไม่ว่ามีอภิญญาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือครบทั้งสามอย่าง ก็โดนมารหลอกได้และผิดพลาดได้ใช่ไหม ?

    ตอบ : ขนาดหมดกิเลสแล้ว มารยังพยายามหลอกเลย พวกไม่หมดกิเลสนี่เป็นลูกน้องของมารแน่ ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลหรอก เขาหลอกเป็นประจำ

    ถาม : ดังนั้น เราจึงไม่ควรให้ความสำคัญเท่ากับการแก้ไขกิเลสร้ายในใจ ใช่หรือไม่ ?
    ตอบ : พิจารณาเอาเองว่าใช่หรือเปล่า เขาเรียกว่าถามแบบอวดรู้ ไม่ใช่ถามเพื่อเอาความรู้
    ............................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๖๑
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQnWvF_FIHLXVVX-UTAv6Qe5punNSCHIN3wJ__5aYkLQ49dtPTeSa4DVaWbNkmuQo3g&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQku_iSnQg8Heag07we1OZHWLMImFGD92koW7eGEDumVAAtI44wy-Mr3_QaNgYjrf7M&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม :
    เป็นอะไรไม่ทราบค่ะ ชอบปรามาสพระรัตนตรัย เมื่อก่อนไม่เป็น แต่ตอนนี้เป็น ?
    ตอบ : เรื่องปกติ.. #คนจะก้าวเข้าใกล้ความดี #มารเขาก็กันสุดชีวิต เพราะถ้าเรายังปรามาสพระรัตนตรัยอยู่ เราก็ก้าวเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ ถ้าคนไม่ได้เดินใกล้ประตู เขาไม่กันให้เสียเวลา เพราะฉะนั้น..เขารู้ว่าเราใกล้ความดี เขาถึงกันเรา

    #ให้เราตั้งหน้าตั้งตาขอขมาพระไปเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่หวั่นไหว รู้ทัน เราขอขมาพระไปเรื่อย ๆ ไม่สนใจ เขารู้ว่ากันเราไม่อยู่ เขาก็ปล่อย เขาแค่กวนน้ำให้ขุ่น ถ้าเรามัวแต่ไปขุ่นและกังวลอยู่ เราก็ไม่ก้าวหน้าเสียที

    ถ้าสติสัมปชัญญะเราสมบูรณ์ เราไม่คิดไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้าเราไม่หวั่นไหว ขอขมาไปเรื่อย เขาทนคนหน้าด้านไม่ไหว ก็ถอยไปเอง หลังจากนั้นก็ไม่มาอีก เพราะเขารู้ว่าทำให้เราหวั่นไหวไม่ได้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔
    ที่มา : www.watthakhanun.com

    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    ถาม : เคยอ่านประวัติมา ที่หลวงพ่อปานสอนหลวงพ่อว่าให้ทำวิปัสสนาด้วย ทรงศีลด้วย มองภาพพระด้วย อย่างนี้รวมหลายกรรมฐานหรือครับ ?
    ตอบ : แรก ๆ เอาอย่างเดียวพอ หลังจากที่มีความคล่องตัว ค่อยเอาหลาย ๆ อย่างมาประยุกต์รวมกัน ถ้าคุณไปฟังไฟล์เสียงกรรมฐานที่ให้เว็บพลังจิตไป จะเห็นว่าบางตอนอาตมารวมกรรมฐานเกือบ ๔๐ กองอยู่ในตอนเดียวกัน เพียงแต่ว่าคุณจะแยกออกไหม ? คนที่เข้าใจฟังไปก็ร้องโอ้โหไป

    จริง ๆ แล้วพระธรรมของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าประยุกต์เป็นก็รวมลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้หมด ลองย้อนกลับไปฟังใหม่ดู แล้วก็ไล่ไปเรื่อย ตั้งแต่กสิณ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อสุภกรรมฐาน ๑๐ อรูปฌาน ๔ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑ อยู่ในนั้นหมด เพียงแต่เราจะแคะออกหรือเปล่า ? อาตมาให้หมดตัวแล้ว ตายตอนนี้ก็ไม่เสียดายแล้ว

    ปีนั้นบังเอิญว่าอาตมาต้องไปบูรณะวัดทองผาภูมิที่หมดสภาพ มีพระมีเณรตามไปด้วย ยอมลำบากลำบนทำงานอยู่ด้วยกัน คิดว่าควรจะตอบแทนท่านบ้าง จึงสอนท่านทุกเช้า ครบ ๔๐ กอง

    ปัจจุบันนี้พระที่สอนกรรมฐานครบ ๔๐ กองในของประเทศเรามีน้อยมาก เพราะว่าท่านเรียนมาไม่ครบ ก็มักจะไปปฏิเสธของคนอื่น ประเภทตัวเองกินผัดกะเพราแล้วไปบอกว่าก๋วยเตี๋ยวใช้ไม่ได้ ไปค้านเขาโดยที่คิดว่าของตัวเองดีอยู่คนเดียว หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสอนกรรมฐานถึง ๔๐ กอง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดลักษณะนั้น

    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=4393
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    ?temp_hash=7eebe45940377b9b3e9b5b1df367a42d.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    ถาม : การเกิดโทสะ มีอารมณ์โมโห รำคาญกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น โมโหหงุดหงิดกับเสียงไอ เสียงถุงพลาสติก เสียงขยับตัวเคลื่อนไหวของคน ซึ่งได้ยินในขณะที่เรานั่งสมาธิแบบไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นอาการกิเลสตีกลับ ซึ่งในกรณีนี้คือโทสะใช่หรือเปล่า ?
    ตอบ : โทสะร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ขณะเดียวกันพอจิตเริ่มสงบ กิเลสกลัวว่าตัวเองจะตาย ก็เลยต้องรีบเสวยอารมณ์ที่ตัวเองชอบ ก็คือ รัก โลภ โกรธ หลง คราวนี้พอจิตเริ่มสงบ กำลังใจเริ่มสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดขึ้น ชัดเจนขึ้น ก็กระทบง่ายขึ้น เขาถึงได้บอกว่า "กิเลสนักปฏิบัติ" ต้องระวังเอาไว้ ประเภทวิปัสสนาขี้โกรธ สันโดษขี้ขอ อุเบกขาบ้ายอ ฯลฯ อะไรประมาณนั้น

    ถาม : ภาวะกิเลสตีกลับแตกต่างจากกิเลสในจริตนิสัยสันดานอย่างไร ?
    ตอบ : เหมือนเดิมทุกประการ เพียงแต่ภาวะนี้อยู่ในลักษณะเริ่มโดนเก็บกด พอโดนกดมากเข้า กิเลสกลัวว่าจะตายก็ต้องสู้ แล้วก็ยันเราหงายท้องตึง

    ถาม : กิเลสตีกลับจนกรรมฐานแตก จะเกิดกับสมาธิภาวนาแบบไหน ?
    ตอบ : ไม่เกิดจากสมาธิอะไรหรอก กิเลสเกิดแสดงว่าสมาธิไม่ทรงตัว ถ้าสมาธิทรงตัว กิเลสจะเกิดไม่ได้

    ถาม : ผู้ปฏิบัติธรรมจะมีวิธีสังเกตจิตใจของตัวเองได้อย่างไรว่าเป็นภาวะกิเลสตีกลับแล้ว ?
    ตอบ : จะไปยากอะไร ถึงเวลาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไล่งับหัวชาวบ้านเขาก็ใช่แล้ว...!
    __________________

    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=6377
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQk1OFHRC3Ug03PxVf2vozK0ta21e-QQDtSgUKG3MZeJwKzi5Vgi7DX7hkZXXZdGJsI&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    รู้เห็นตามสภาพความเป็นจริง


    ถาม : สมาธิก็แค่ความคิด ?
    ตอบ : ไม่ใช่...สมาธิส่วนสมาธิ ความคิดส่วนความคิด ความคิดนั้นเป็นทั้งดีและไม่ดี เราจำเป็นที่จะต้องปรุงแต่งสมาธิขึ้นมา เพื่อเอามาเป็นกำลังในการตัดกิเลส แต่ว่าสมาธินั้นก็ยังนับเป็นการปรุงแต่งของจิตอยู่

    ถาม : การปรุงของสมาธิ ?
    ตอบ : ขึ้นอยู่กับว่า ปรุงแล้วเราจะเอาไปใช้งานอย่างไร ไม่ใช่คิดขึ้นมา แต่บังคับใจตัวเองให้เป็นอย่างนั้น คือปรุงลักษณะบังคับให้เป็น เราต้องเข้าใจคำว่า จิตสังขาร มีการปรุงแต่งของใจขึ้นมา

    อย่างเช่นเราเห็นสิ่งนี้ (หยิบรูปปั้นเต่าขึ้นมา) ก็สักแต่ว่าเป็นวัตถุ เป็นรูป แต่ถ้าไปนึกปรุงแต่ง เขาแกะเป็นรูปเต่านี่นา นึกต่อไปอีกว่า ถ้าเราเอาเต่าไปแกงก็อร่อย เวรกรรมก็เริ่มโผล่แล้ว อีกคนหนึ่งคิดว่า เต่าน่าสงสาร เดี๋ยวเราจะซื้อไปปล่อย อันนี้ก็กลายเป็นบุญขึ้นมา

    อันหนึ่งเป็นบุญ อันหนึ่งเป็นบาป จิตเราปรุงแต่งขึ้นมาทั้งนั้น ไปได้เรื่อยแหละ แล้วแต่ว่าจะไปข้างไหน เพราะฉะนั้นถ้าหากเราสักแต่ว่าเห็น ไม่ปรุงแต่งต่อ ทุกอย่างก็จะจบลงแค่นั้น แต่ถ้าเราปรุงเมื่อไร ก็จะเกิด รัก โลภ โกรธ หลง กลายเป็นกรรมทันที ก็เลยกลายเป็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในปัจจุบันทุกวันนี้ ที่เราหนีไปไหนไม่รอด ก็เพราะความคิดของตัวเองทั้งนั้น ถ้าหยุดคิดได้เสียอย่าง กรรมก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

    ถาม : แล้วถ้าเราเห็นเต่าขึ้นมา ก็รู้ว่าเต่าเขาเกิดมาก็ทุกข์เหมือนเรา ยังเป็นการปรุงแต่ง ?
    ตอบ : นั่นเป็นตัวปัญญา ตัวปัญญาที่รู้เห็นตามสภาพความเป็นจริง แต่ถ้าหากรู้ไปกว่านั้น ก็คือสักแต่ว่าเป็นรูปที่ประกอบขึ้นมาจากธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม เราและเขาก็ทุกข์เหมือนกัน ตราบใดที่ยังเวียนตายเวียนเกิดอยู่ ก็ยังจมอยู่ในกองทุกข์นี้เหมือนกัน

    ฉะนั้น..เขาเท่ากับเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา ที่เราควรจะสงเคราะห์ ควรจะเมตตาเต็มความสามารถของเราที่จะทำได้ ก็เท่ากับว่าทุกอย่างกลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ไม่มีใครเป็นศัตรูกับใคร และขณะเดียวกันก็ไม่ไปสร้างกรรมกับใคร

    ถ้าหากว่าสร้างก็สร้างแต่กรรมดีเท่านั้น ก็จะมีแต่ส่วนของทำดีละชั่ว ทำดีละชั่วไปเรื่อย ท้ายสุดพอทำถึงที่สุด ดีก็ไม่เอา ชั่วก็ไม่เอา ก็จบแล้ว ตอนท้ายจะเหลือแค่ว่า รู้ว่าดีจึงทำเพราะทำแล้วดี รู้ว่าชั่วก็ละเพราะรู้ว่าชั่ว ไม่เกาะทั้งดีและชั่วแล้ว

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓
    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    ถาม : อภิญญาต้องฝึกสมาบัติ ๘ หรือเปล่าครับ ?
    ตอบ : ไม่จำเป็น อภิญญานี้เน้นกสิณ ๑๐ ถ้าจะเอาสมาบัติ ๘ แค่ได้กสิณกองใดกองหนึ่งที่ไม่ใช่อากาสกสิณก็ลุยได้แล้ว แต่ถ้าอยากได้อภิญญาต้องฝึกครบทั้ง ๑๐ กอง

    จะว่าไปแล้วสมาบัติ ๘ เหมือนกับข้าวหุงไว้แล้วรอกิน ที่รอกินก็คือตราบใดที่กำลังของเรายังไม่ถึงระดับพระอนาคามี ก็ไม่มีทางได้ใช้ปฏิสัมภิทาญาณตรงนั้น เพราะว่าอานุภาพคลุมอภิญญา ๖ อีกทีหนึ่ง ก็เลยไม่สามารถที่จะใช้ส่งเดชได้ ต้องให้หมดกิเลสระดับพระอนาคามีขึ้นไปถึงจะใช้ได้ แต่ว่าอภิญญานี่อภิญญา ๕ ก็ใช้ได้ทั่วไป

    ถาม : สมาบัติ ๘ แล้วทรงอภิญญา จะมีกำลังมากกว่าคนที่ได้อภิญญา ๕ หรือครับ ?
    ตอบ : ความคล่องตัวจะมีมากกว่า สมัยก่อนเขาฟังเทศน์พระพุทธเจ้าจบเดียวก็บรรลุอรหัตผลพร้อมด้วยอภิญญา ๖ สมาบัติ ๘

    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5319&page=8
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    การนั่งสมาธิและเดินจงกรม ปฏิบัติอย่างไหนดีกว่ากัน ?
    ถาม
    : การนั่งสมาธิและเดินจงกรม ปฏิบัติอย่างไหนดีกว่ากัน ?
    ตอบ: ถ้าสามารถทำได้ก็ดีเหมือน ๆ กัน เพราะการทำสมาธิภาวนาจะเป็นอิริยาบถไหนก็ตาม ถ้าทำถึงก็จะมีผลเหมือนกันหมด แต่อานิสงส์ของการเดินจงกรมมีต่างหากออกมาดังนี้

    อันดับแรก ท่านบอกว่าธรรมะที่ได้จะไม่เสื่อมง่าย เพราะว่าได้ในขณะที่เราเคลื่อนไหวอยู่ เวลานั่งภาวนาถ้าเราขยับลุกไป กำลังใจอาจจะเคลื่อนไปได้ เพราะเปลี่ยนอิริยาบถ แต่ถ้าเราได้สมาธิในขณะที่อิริยาบถเคลื่อนไหวอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าเราไปนั่งก็กลายเป็นของง่ายไปเลย

    อันดับที่สอง ทำให้อาหารย่อยได้ดี เลือดลมก็ปลอดโปร่งเร็ว ภาวนาได้ดีขึ้น

    อันดับสาม ทำให้เป็นผู้มีความอดทน เดินทางไกลโดยไม่เหนื่อย ก็ลองเดินตั้งแต่เช้าถึงเย็น พอชินเข้าบ่อย ๆ ต่อไปพอเดินทางไกลก็เป็นใกล้ไปเอง

    อันดับสี่ ทำให้เป็นผู้มีร่างกายแข็งแรง มีโรคน้อย

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นอานิสงส์เพิ่มเติมมา แต่จริง ๆ แล้วอิริยาบถไหนก็ตาม ถ้าทำถึงจริง ๆ มีผลเหมือนกัน แต่อานิสงส์ของการเดินจงกรมจะมีต่างหากออกมานิดหนึ่ง


    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3244
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    a.jpg
    ถาม :
    ช่วยอธิบายเรื่องของจักระกลางหน้าผากหน่อยครับ

    ตอบ : จริงๆ ก็ เป็นเรื่องของ ทิพยจักขุญาณ นั่นแหละ เพียงแต่ว่าทางด้านทิเบตเขามีความรู้เกี่ยวกับการแพทย์สูงมาก เขารู้ว่า พวกต่อมไพเนียล ถ้าได้รับการกระตุ้นในระดับหนึ่ง จะช่วยสร้างทิพยจักขุญาณได้ เขาก็เลยใช้วิธีกระตุ้นด้วยการเจาะหน้าผากแล้วฝังสมุนไพรลงไป อาจจะเป็นไปได้ว่า พอได้รับการเจาะแล้วฝังสมุนไพร ทำให้ความรู้สึกไปจับอยู่ตรงนั้นได้ชัดเจนขึ้น แน่วแน่ขึ้น ก็เลยทำให้เกิดตาที่สามขึ้นมาได้

    แต่ว่าตาที่สามจริงๆ ไม่ได้เห็นตรงนั้น ยังเห็นด้วยใจเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเขาอาศัยการแพทย์มาเสริมเข้าไป ซึ่งก็คือจักระตรงกลางหน้าผากนั่นแหละ

    ถาม : กลางหน้าผากจะโล่งไปตลอดใช่ไหมครับ ?

    ตอบ : จริงๆ คนที่สามารถเห็นพวกนี้ได้ไม่ต้องเสียเวลาไปทำหรอก เขาเป็นอยู่แล้ว อินเดียเขาเรียกว่า กุณฑาลินี เขาบอกว่าเป็นแหล่งพลังงานมหาศาล

    ถาม : แล้วการที่เราใช้กำลังตัวเอง กับการใช้คาถาของครูบาอาจารย์ ผลก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งใช่ไหมครับ ?

    ตอบ : จริงๆ แล้ว สมควรที่จะใช้คาถาแล้วอาราธนาบารมีครูบาอาจารย์ช่วย เพราะไม่อย่างนั้นเท่ากับว่าเราไปฝืนกรรม ผลนั้นจะตกแก่เรา ถ้าหากว่าเราขอบารมีครูบาอาจารย์ ท่านจะได้คอยกันให้หรือไม่ก็รับไปแทน

    ถาม : อย่างเวลารับขันครู ?

    ตอบ : ใช่..ไม่อย่างนั้นก็รับเละอยู่คนเดียว กระแสกรรมเหมือนกับลูกปืนที่ยิงมา แล้วเราไปยืนขวางจะโดนใคร ? ก็โดนเรานั่นแหละ

    ถาม : ช่วยแนะนำวิธีการรู้ด้วยตนเอง ให้เข้าใจชัดเจนหน่อยครับ ?

    ตอบ : ไม่มีอะไรหรอก แค่เรากำหนดความรู้สึกว่าอยากรู้เรื่องอะไร แล้วก็ทิ้งความรู้สึกนั้นเสีย จากนั้นก็ภาวนาทรงอารมณ์ให้เต็มที่ คลายออกมาแล้วอธิษฐานขอใหม่อีกทีก็จะเป็นแล้ว แค่นั้นเอง อย่างคุณไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกฝนอะไรมากมายแล้ว

    ถาม : การรู้นี่ให้รู้ด้วยตัวเองเลยนะครับ ไม่จำเป็นต้องมีนิมิต ?

    ตอบ : ให้ระมัดระวังไว้ด้วยว่า ไม่ใช่เฉพาะงานเพิ่มขึ้นเท่านั้น เรื่องก็จะเพิ่มขึ้นด้วย พอเรารับรู้ได้ก็เหมือนกับโทรศัพท์ติดต่อกันได้ ต่อไปเราก็รับเละอยู่คนเดียว

    ถาม : คำว่างานเพิ่มขึ้นกับเรื่องเพิ่มขึ้นเป็นอย่างไรครับ ?

    ตอบ : อย่างเช่น เขาขอให้ทำนั่นทำนี่ หรือไม่ก็มีเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามา เรารับรู้มากเกิน บางทีก็ไปแบกเอาไว้แทนจนเครียด

    บุคคลบางประเภท ถ้าหากมารขวางตรงๆ ไม่ให้เขาเข้ามรรคผล คนประเภทนี้จะสู้ตะบันราด เพราะเขารู้ว่าผ่านได้แน่ เขาก็จะไม่ขวางด้วยวิธีนั้น แต่จะดึงให้ไปทำงานชิ้นนั้น ทำงานชิ้นนี้ ซึ่งเป็นงานเพื่อส่วนรวม เป็นอานิสงส์ใหญ่ที่เราเห็นอยู่ จะดึงเราไปทำตลอด จนเราไม่มีเวลาปฏิบัติเพื่อมรรคผลของเราเอง ซึ่งเป็นวิธีขวางของเขาอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าไปรู้เข้า เรื่องพวกนี้จะเข้ามาเยอะ

    ถาม : ก็จริงครับ

    ตอบ : เขาไม่ได้ขวางเรา เขารู้ว่าถ้าขวางเราสู้ แล้วนิสัยอย่างเรานี่ผ่านได้แน่ เขาก็ใช้วิธี “คนนั้นน่าสงสาร ไปช่วยเขาหน่อย” “สถานที่นี้น่าบูรณะ เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าโดยตรง ไปทำเสียหน่อย” ทำเราให้มีงานอยู่ตลอด จนไม่มีเวลาปฏิบัติของเราเอง

    ถาม : กรณีอย่างว่า เราต้องละวางดีใช่ไหม ?

    ตอบ : ใช่..ถึงเวลาแม้แต่ดีก็ต้องละ

    ถาม : การทำอะไร ถ้าเราเองทำทางเดียวเหมือนกับว่าจะมีตัวล่ออยู่ แต่ถ้าขยายไปหลายๆ ทางแล้วเราเลือกเอง จะดีกว่าไหมครับ ?

    ตอบ : ดีกว่า..แต่ว่าเราต้องไม่ลืมเป้าหมายของเรา ถ้าเราลืมเป้าหมายเดี๋ยวก็โดนจูงไปไกลอีก

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕



    ที่มา : เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ - หน้า ๖ - กระดานสนทนาวัดท่าขนุน
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,064
    กระทู้เรื่องเด่น:
    353
    ค่าพลัง:
    +59,183
    c_oc=AQm7PYEKhyQGGO3BQJIBFTLEjZ99tN7dxeYmXk3NvGjrUAjLH9SdF0MO0GHe40nmjEc&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน


    "ญาติโยมทั้งหลายจำตรงนี้ไว้ให้แม่น ๆ หากว่าภาวนาจับลงที่ศูนย์กลางกาย ถ้าตรงจุดพอเหมาะพอดีก็จะลึกลงไปเรื่อย ๆ เหมือนกับเหวที่ไม่มีก้น แบบที่หลวงปู่สดท่านบอกว่าให้หยุดลงตรงกลางของตรงกลาง ก็จะลงไปได้เรื่อย ๆ อาตมาเองมีประสบการณ์หลายครั้งแล้วว่า ไม่ว่าภาวนาคาถาบทไหนก็ตาม ถ้าหากว่ามาถึงตรงจุดนี้ คาถาบทนั้นจะมีผลมาก เพราะฉะนั้น..พวกเราทุกคนทำให้ถูกตรงจุดนี้ ถ้าทำถูกไม่ต้องไปท่องเป็นร้อยเป็นพันจบก็ได้ เพราะว่าอารมณ์เต็มที่ก็จะไม่เกินนั้น"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมากจาก
    เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ : งานกฐิน ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒


    ถ่ายภาพจาก วัดท่าขนุน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...