บทความ...กระดานเล่าสู่กันฟัง

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย อมิตฎา, 19 ตุลาคม 2014.

  1. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    เพิ่มเติมค่ะ

    พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
    พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
    พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

    [243] สังวร 5 (ความสำรวม, ความระวังปิดกั้นบาปอกุศล — restraint)

    สังวรศีล (ศีลสังวร, ความสำรวมเป็นศีล — virtue as restraint) ได้แก่ สังวร 5 อย่าง คือ

    1. ปาฏิโมกขสังวร (สำรวมในปาฏิโมกข์ คือ รักษาสิกขาบทเคร่งครัดตามที่ทรงบัญญัติไว้ในพระปาติโมกข์ — restraint by the monastic code of discipline)

    2. สติสังวร (สำรวมด้วยสติ คือ สำรวมอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ระวังรักษามิให้บาปอกุศลเข้าครอบงำ เมื่อเห็นรูป เป็นต้น — restraint by mind—fulness) = อินทรียสังวร

    3. ญาณสังวร (สำรวมด้วยญาณ คือ ตัดกระแสกิเลสมีตัณหาเป็นต้นเสียได้ ด้วยใช้ปัญญาพิจารณา มิให้เข้ามาครอบงำจิต ตลอดถึงรู้จักพิจารณาเสพปัจจัยสี่ — restraint by knowledge) = ปัจจัยปัจจเวกขณ์

    4. ขันติสังวร (สำรวมด้วยขันติ คือ อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย ถ้อยคำแรงร้าย และทุกขเวทนาต่างๆ ได้ ไม่แสดงความวิการ — restraint by patience)

    5. วิริยสังวร (สำรวมด้วยความเพียร คือ พยายามขับไล่ บรรเทา กำจัดอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปเป็นต้น ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ ที่เรียกว่าอาชีวปาริสุทธิ — restraint by energy) = อาชีวปาริสุทธิ.


    ในคัมภีร์บางแห่งที่อธิบายคำว่าวินัย แบ่งวินัยเป็น 2 คือ สังวรวินัย กับ ปหานวินัย และจำแนกสังวรวินัยเป็น 5 มีแปลกจากนี้เฉพาะข้อที่ 1 เป็น สีลสังวร. (ดู สุตฺต.อ. 1/9; สงฺคณี.อ. 505; SnA.8; DhsA.351)

    Vism.7;
    PsA.14,447;
    VbhA.330. วิสุทฺธิ. 1/8;
    ปฏิสํ.อ. 16;
    วิภงฺค.อ. 429
     
  2. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    บางทีก็อยากเล่า...บางทีก็ไม่อยากเล่า
    บางเรื่องก็อยากเล่า...บางเรื่องไม่อยากเล่า
    บางเรื่องก็เล่าซะละเอียดหมดจด
    บางเรื่องก็เล่าแบบย่อความ...ทิ้งประเด็นให้งวยงง

    อืม...ก็มันไม่เที่ยงไง 555
     
  3. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    ทางที่เดินได้แค่คนเดียว เดินสองคนจะเบียดกันนะ อิอิ ทางออกก็ออกได้เพียงทีละคน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    โยนิโสมนสิการ

    ทางแห่งพรหมจรรย์


    ทางเข้ากว้างขวางไม่มีประตู แต่ทางออกเป็นประตูแคบ ออกได้เพียงทีละคน สองข้างทางทั้งซ้ายขวาก็ไม่เหมือนกัน การเดินจึงต้องมีสติ ไม่งั้นอาจเหยียบขี้หมาได้ หรือเพลินเพลินหยุดมองต้นไม้สดสีเขียวข้างทางนานจนเลยวันเวลา ไม่ใช่ทางของหมา แต่หมาชอบมาขี้ ประตูทางออกแค่มองตรงไปก็เห็น ช่องนั้นมีความกว้างเฉพาะตัว ประตูภพไม่มี ใครๆ ก็สามารถเข้ามาได้ทั้งนั้น เพราะมันกว้างขวาง แต่ทางออกๆ ได้แค่เพียงครั้งละคน ออกพร้อมกันไม่ได้ เดินจูงมือกันไปก็ไม่ได้ เดินแกว่งแขนแกว่งขาแรงๆ ก็ไม่ได้ สองข้างทางด้านหนึ่งเป็นกำแพง ด้านหนึ่งเป็นสวนหย่อม ธรรมที่เกิดปรากฏทั้งบนทาง ข้างทาง ล้วนเป็นธรรมที่ต้องละ ไม่ควรเก็บ

    เช้านี้มีความรู้สึกว่าเราเป็นคนธรรมดาๆ นี่แหละดีที่สุดแล้ว เห็นเพื่อนๆ หลายๆ คนบนโลกออนไลน์ เป็นผู้วิเศษกันเยอะมาก เที่ยวไปรู้จิตรู้ใจคนโน้นคนนี้ หาทุกข์มาใส่ตัวทั้งนั้น ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างที่เคยแยกออกจากกันจนเห็นได้ชัดเจน มันรวมลงจนกลมกลืนไปหมดอีกครั้ง ไม่มีสภาวะใดๆ มองโลก เห็นโลก รู้โลก แต่ไม่เข้าไปเป็นโลก งูใหญ่ลอกคราบแล้วนะ ลอกคราบแล้วเจงๆ ไม่มีคำว่าเบื่อๆ อยากๆ ต่อไป

    ดูที่ปัจจุบันขณะ ปัจจุบันขณะนี้คือปัจจุบันขณะของกายจิตตน ไม่ใช่ปัจจุบันสถาน ปัจจุบันกาลภายนอก ธรรมจะเคลื่อนไปเองตามครรลอง ของใครของมัน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ รู้ใครก็รู้มันอีก
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    ตัวคนเดียว

    พึ่งพาตนเองมาตั้งแต่เด็กๆ เคยชินกับการทำอะไรด้วยตนเอง คิดและตัดสินใจเองแทบทุกเรื่องของชีวิต ไปไหนคนเดียว เรียกว่าคิดเองเออเองก็ได้นะ 555 ทำเองผิดเอง ถูกเอง

    มีก็เหมือนไม่มี เพราะเคยชินกับการทำอะไรด้วยตนเองมาตลอด ไม่ปรึกษาใคร บางครั้งดูเหมือนเป็นคนมีความลับ ก็มีความลับจริงๆ เพราะบางเรื่องพูดบอกใครไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องสากล เก็บงำไว้รู้อยู่ในใจแค่คนเดียว เนื่องจากเป็นคนพูดตรง อ้อมค้อมไม่เป็น ไม่มีลีลา 555

    จะเห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมากับกระทู้นี้ เราจะคุยอยู่คนเดียวซะส่วนใหญ่ โดยไม่เคอะเขิน นั่นเพราะเราชินกับการทำอะไรคนเดียว มีความเชื่อมั่นสูงในเซ้นท์
     
  6. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    มันอิสระดีนะ กับการอยู่คนเดียว ทำอะไรคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่มีห่วง ไม่มีภาระ สบายใจดี พกสติกับปัญญาแค่สองอย่างนี้ก็พอ
     
  7. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    นิทานบาดาล (ฉบับย่อ)

    ถ้ำเทวานฤมิตร

    “นางนาคปางนียาง์ เจ้าช่างดื้อดึงมิฟังคำกล่าวของข้า นี่เจ้ายังกล่าวยกคุณอันอเนกอนันต์แห่งพระพุทธองค์ อันมีมากมายหาประมาณมิได้มากล่าว ด้วยศรัทธาอันมีต่อพระจอมตรัยนี้ ให้ความสุขสวัสดีพึงมีต่อเราแล้วขอพรถึงเรา อันเจ้ารู้ดีว่า คำกล่าวนี้ของเจ้า จักขอพรนี้ต่อเราได้ นางนาคเอ๋ย จงบอกแก่เรา ว่าเมื่อเจ้าถือกำเนิดใหม่แล้วในดินแดนแห่งมนุสสาโลก เจ้าจักทำเช่นใดให้ถึงพระนิพพาน ดังที่เจ้าตั้งความปรารถนาเอาไว้ อันมนุษย์ทั้งหลายมีอาสวะกิเลสมากมายนัก ความทะยานอยากทั้งปวงย่อมมินำมาซึ่งหนทางนั้น มนุษย์ก็ดี เทวโลกก็ดี พระนิพพานนั้นคือความว่างเปล่าในกิเลสแลความทะยานอยากทั้งหลาย กุศลแลอกุศลทั้งหลายย่อมมีเกิดขึ้นแก่เจ้า เมื่อเจ้าถือกำเนิดเป็นมนุษย์แล้ว แลสังขารนี้หนอย่อมอุดมไปด้วยทุกข์ เจ้ามีเพียงความปรารถนา หากแม้นมิปฏิบัติดังเพศบรรพชิตแล้ว แม้นเกิดเป็นมนุษย์ได้ดังตั้งปรารถนาไว้ แต่ยังห่างไกลนิพพานยิ่งนัก”

    พระเทวบุตรกุสุมายิงสู ยังทรงกล่าวเตือนแก่นาคเทวีปางนียาง์อีกครั้ง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    “สาธุการพระกุสุมายิงสู แม้นข้าพเจ้าจักต้องเวียนเกิดเวียนตายเป็นมนุษย์อีกสักกี่ชาติภพ ข้าพเจ้าก็จักตั้งปรารถนาให้ถึงพระนิพพานเจ้าค่ะ ข้าพเจ้าหวังว่าหากตั้งความปรารถนาแล้ว ย่อมมีสักชาติหนึ่งจักถึงความปรารถนานั้นเป็นแน่แท้ ขอพระเทวาเมตตาประทานพรแก่ข้าบัดนี้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

    นาคเทวีปางนียาง์ยังมิได้ย่อท้อในความปรารถนาของตน
     
  9. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    พระกุสุมายิงสูทรงได้แต่ทอดพระเนตรมองนางนาคด้วยความสงสาร

    “เช่นนั้นแล้วจงรับพรจากเรา แลเจ้าจักมิอาจเปลี่ยนแปลงอันใดได้อีกแล้ว เราจักให้พรแก่เจ้า ให้ได้จุติจากนาคพิภพนี้ ไปถือกำเนิดเป็นมนุษย์ในดินแดนมนุสสาโลก เมื่อเทวบุตรจันทราเคลื่อนราชรถของพระองค์ล่วงเลยสู่ยามอรุณรุ่ง ในยามนี้ให้เจ้าระลึกถึงความปรารถนาอันเป็นมงคลสูงสุดของเจ้า เพื่อการถือกำเนิดใหม่อันบริบูรณ์เถิด”

    สิ้นเทวพจน์แห่งพระกุสุมายิงสู พระองค์ทรงชี้ดรรชนีมาที่ร่างของนาคเทวีปางนียาง์ รัศมีจากปลายดรรชนีแห่งเทวบุตรสว่างไสวพุ่งสู่ร่างนางนาคี จากนั้นก็ทรงเสด็จสู่ทิพยวิมาน

    .......จบ.......

    ก็บอกแล้วไงว่าย่อ คริคริ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    เฟสบุคเตือนความทรงจำของวันนี้ เมื่อปี 2016

    ก็เลยนำมาฝากเพื่อนๆ ผู้ใฝ่ความเจริญในธรรมค่ะ

    ได้ความรู้เพิ่มมาอีกแระ กิกิ เราก็โยงไปเรื่องอาคาร 5 เหมือนเดิม

    การภาวนา ของ พระอริยะบุคคล นั้นสำคัญมาก จะทำให้บรรลุธรรมได้ไว

    ตอบ.... สำหรับการภาวนา ที่จะถึงได้ ไว สิ่งที่ ต้องมี
    1.สติ คือ อันดับแรก เพื่อประคอง เป้าหมายการปฏิบัติ นั่นก็คือ อารมณ์ ที่เกิดใน นิพพิทา ( ความหน่ายต่อกิเลส )
    2.สัมปชัญญะ การตรวจเช็ค กิเลสตนเอง ว่าตนเอง มีสังโยชน์ เหลือ กี่ต้ว
    3.ปฏิบัติให้ถูกตามระดับ อย่าข้ามระดับ ถึงแม้จะมีครูอาจารย์ เก่ง ขนาดไหน ? ก็ต้องไปตามลำดับ จะเร็ว หรือ ช้า ก็ต้องผ่านไปตามลำดับ

    เริ่มที่


    3.1 โครตรภู บุคคค อันนี้จัดเป็น กึ่งปฐมมรรค บุคคลที่เริ่มเข้ากระแสแห่งนิพพาน คือ มีนิพพิทา ขึ้นในสันดาน อันมีการปฏิบัติ สั่งสมมาหลายภพหลายชาติ เพียงแต่ พยายามอีกหน่อย ก็สามารถเข้าสู่กระแสแห่งนิพพานได้
    สำหรับระดับนี้ ปฏิบัติ ด้วยการพอกพูน ปัญญา และ ศีล ( ไม่ใช่ สมาธิ ) สองฐานนี้เท่านั้น ในอริยะมรรคมีองค์ 8 จะเริ่มที่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
    บุคคลระดับนี้ ต้องพยายามทบทวน ธรรมะให้มาก และ รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น

    3.2 พระโสดาปัตติมรรค บุคคล คือ บุคคลเข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน เริ่มละสังโยชน์ 3 ได้อย่างอ่อน ๆ นั้นต้องปฏิบัติ เพิ่มเติมนั้นก็คือ สัมมาวิริยะ และ สัมมาสติ โดยการเริ่มต้น ที่การดักจับ ผัสสะ
    โดยอาศัยธรรม สองอย่างคือ อายตนะภายนอก และ อายตนะภายใน เช่น
    ตา เห็น รูป ก็สักว่า นั่นคือ รูป
    คำว่า สักว่านั่น ต้องอาศัยเวลา จนกว่า ใจ จะมองเห็นเป็นสักว่า ถ้ามองเห็นเป็นสักว่า เต็็มเมื่อไร ก็จะได้ พระโสดาปัตติผล สำเร็จเป็นพระโสดาบัน

    3.3 พระสกทาคามิมรรค บุคคล คือ บุคคลที่ละสังโยชน์ ได้ 3 ประการอย่างเด็ดขาดแล้ว และกำลังเริ่ม กิเลส ประเภทละเอียด อันเป็นองค์ประกอบในสมาธิสำคัญ เป็น นิวรณ์ ทั้ง 5 อันที่จริงหลายคนเข้าใจว่า นิวรณ์ 5 เป็นของพวกปฏิบัตสมาบัติ เท่านั้น ก็จริงอยู่ เพราะคุณธรรมส่วนนี้อาศัย สมาธิ ระดับอุปจาระ ฌาน อันเป็นคุณสมบัติ ของผู้ได้ผลสมาบัติมาแล้ว นั่นก็คือ ผลสมาบัติของพระโสดาบัน นั่นเอง

    แต่ ผิดจากพวกสมาบัติ ก็ตรงที่ว่า การเข้าสมาบัติเป็นการดับกิเลสอย่างชั่วคราว แต่ ของ พระสกทาคามี เป็นการดับกึ่งหนึ่ง อย่างถาวร คำว่า กึ่งหนึ่ง นั้น ก็หมายถึงมันมีอยู่ แต่ มีเพียงเล็กน้อย เรียกว่า โกรธ ก็เพียงแค่ขัดเคือง เกิดปั๊บหายปุ๊ป ประมาณนี้ หรือว่าหลงรักหลงชอบ สติก็รู้ทันเห็นแล้ว ก็จางไว เช่นเห็นผู้หญิงสวย เผลอแพ็บเดียวก็คลาย เพราะมันละได้กึ่งหนึ่ง

    จะเห็นว่า หากเป็นพระสกทาคามีแล้ว การปฏิบัติส่วนสมาบัติ จักทำได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการปฏิบัตเจริญ อุปสมานุสสติ จึงเหมาะแก่ พระสกทาคามี เพราะอาศัยอุปจาระสมาธิ ก็สามารถปฏิบัติละกิเลสได้อย่าง เร็ว

    3.3 พระอนาคามี บุคคคล คือ บุคคลที่ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ( กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดให้อยู่ในโลก ) ได้ ดังนั้นพระอนาคามี จึงเป็นผู้ที่ได้ชื่อ ไม่หวนกลับคืนมายังโลก นี้ ( หากไม่มีเหตุอันสมควร อันที่จริงพระอนาคามี ลงมาช่วยมนุษย์ ที่เป็นพุทธ เยอะนะ ในสภาวะพรหม แม้ในระหว่างพุทธันดร และ ในระหว่างหว่างจาก พุทธศาสนา แต่อันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะว่า ท่านได้ฝึกอัปปมัญญาพรหมวิหาร เหมือนคนที่นิ่งไม่ได้ ถ้าช่วยได้ ) สำหรับธรรมปฏิบัติที่ พระอนาคามี นั้นปฏิบัติ ก็คือการละสังขาร เพราะการใช้สังขาร มันปรากฏมากใน อัปปมัญญา ด้วย บุคคลที่ฝึกอัปปมัญญา เริ่มที่ความรัก เผื่อแผ่ความรัก ชื่นชมคนดี วางเฉยคนชั่ว
     
  11. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    ดังนั้นพระอนคามี ท่านจึงต้องหยุดตัวแปรกิเลส คือ สังขาร ให้เป็นรูป เป็นธาตุ ก่อน เมื่อท่านหยุดบัญญัติได้มันก็เหลือเพียงระนาบเดียว คือ สิ่งที่เรียกว่า รูปธาตุ อรูปธาตุ ตรงนี้หลายท่านอธิบายผิด ( ฉันก็เลยเข้าใจผิดอธิบายผิดไปด้วยนานพอสมควร จนมาเข้าปฏิจจสมุปบาทกรรมฐาน ตามวิชา จึงเข้าใจ )

    สิ่งที่พระอนาคามี กระทำที่ สังขารก็คือ ไม่ว่าอะไรจะกระทบเข้ามา ก็จะหยุดปรุงแต่ง เห็นสิ่งที่กระทบเป็นเพียง รูปธาตุ อรูปธาตุ เท่านั้น ไม่ต้องพูดเรื่อง ความพอใจ หรือ ไม่พอใจ เพราะความพอใจ หรือ ไม่พอใจ เป็นคุณสมบัติของพระสกทาคามี สำหรับพระอนาคามี ท่านดับ ความพอใจ คือ กามราคะ และ ปฏิฆะ โดยตรงดังนั้นการดับสังโยชน์ 5 ประการนี้ เรียกว่า กึ่งพระอรหันต์ แล้ว พระอนาคามี ที่มีสมาบัติจึงผสานวิมุตติส่วนนี้เข้ากับ ฌานสมาบัติ เป็น นิโรธสมาบัติได้ สูงสุด 7 วัน เช่นกัน แต่ ไม่สามารถดับ เวทนา และ สัญญา ที่ยังจำไว้ว่า นี่คือ รูปธาตุ , อรูปธาตุ ,นี้คือเราดีกว่าเขา ด้อยกว่าเขา เสมอเขา, เราสร้างแต่กุศล , อริยสัจ กาล และเหตุปัจจัย ดังนั้น สัญญา และ เวทนา ในพระอนาคามี ยังมีอยู่เพราะเหตุนี้

    เมื่อใดบุคคลเจริญ ภาวนา กรรมฐานใด กรรมฐานหนึ่ง จนมีจิตเห็นด้วยปัญญาว่า นี่คือรูปธาตุ นี่คืออรูปธาตุ สิ่งที่เกิดขึ้นในสมาธิก็ตาม ในวิปัสสนาก็ตาม เป็นเพียง รูปธาตุ และ อรูปธาตุ นั่นแหละจิตจึงคลายจากรัก และ ความขัดเคือง อย่างถาวร


    3.4 พระอรหันตมรรค บุคคล คือ บุคคลที่ พยายามพากเพียร เพื่อละ รูปราคะ อรูปราคะ ( จะเห็นว่าไม่ใช่ ละรูป ละ อรูป อันนี้สำคัญ ), ละมานะ ความถือดี , ละอุทธัจจะ ความยึดมั่นในกุศล ,ละอวิชชา ความไม่เข้าใจ สามส่วน คือ ความจริงของทุกข์ กาล และ เหตุปัจจัย ดังนั้น พระอรหันต์ ส่วนนี้

    ที่เป็นปัญญาวิมุตติ จึงอาศัย สติ เป็นหลัก อาศัย อุปจาระสมาธิ เป็นรอง ในการเจริญ วิปัสสนา เพื่อเข้าเรียนรู้ความจริง ของรูป อรูป มานานุสัย กุศล อวิชชานุสัย ด้วยอำนาจของปัญญา เข้าไปเรียนรู้ความจริง กาล และเหตุปัจจัย

    ที่เป็นเจโตวิมุตติ จึงอาศัย นิมิต อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต ระดับอัปนาฌาน ซึ่งเป็น รูปสมาบัติ และอรูปสมาบัติ ทั้งสองอย่างเป็น จุดเริ่มต้น

    ส่วนวิธีการส่วนนี้ ขอสงวนไว้ เพราะไม่อยากให้เป็นความจำมากไป เพราะในแนวทางกรรมฐาน มัชฌิมา แบบลำดับ การขึ้นเจริญ ปฏิจจสมุปบาทธรรม นั้น เป็นธรรมสุดท้ายในระดับวิปัสสนา

    การเจริญ ปฏิจจสมุปบาทธรรม ชื่อวิชา นั้น ใช้ว่า ( นิรสังสารวัฏฏ์ ) ดังนั้นคำว่าออกจาก วัฏฏะสงสาร ครูอาจารย์ มักจะใช้มากกว่า คำว่า นิพพาน หรือ ดับกิเลส หรือเป็น พระอรหันต์ ผู้ที่เข้าถึง นิรสังสารวัฏฏ์ จัดเป็น เทพ อีกแบบหนึ่ง เรียกว่า วิสุทธิเทพ ( หมายถึงเป็นเทพที่บริสุทธิ์ จากความอาลัย จากทุกสิ่ง ไม่มีการเกิดอีกต่อไป ถึงถิ่นเริ่มต้นและจบอย่างถาวร )

    เจริญพร ตอบเท่านี้ก่อนมองไม่ค่อยเห็น พิมพ์ลำบากผิดถูกบ้างตามอักษร ก็ประกอบให้ตรงความหมายให้ด้วย

    ที่มา...http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=17738.0;wap2
     
  12. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    ...ขอสารภาพ...

    เราไม่รู้เรื่องพญานาคหรอกนะ หมายถึงรู้ละเอียดละออเหมือนใครๆ ที่เคยรู้ เคยเห็น ก็เห็นจากสมาธิบ้าง จากความฝันบ้าง ก็แค่เห็น ไม่เคยพูดคุยสนทนา ที่รู้เรื่องราวก็รู้จากมีผู้อื่นเล่าให้ฟังทั้งนั้น

    ฝันเห็นพญานาคครั้งแรกตอนอายุสิบกว่าขวบ เป็นพญานาคสีออกส้มเหลือง หงอนสีแดงสดเหมือนหงอนไก่ ครีบและหางสีแดงสด

    ครั้งที่สองอายุยี่สิบกว่าๆ เป็นกายใสแจ๋ว เหมือนผลึกน้ำแข็ง ก็แค่เห็น

    ครั้งที่สามเห็นตอนนั่งสมาธิ เป็นพญานาคสีคล้ำจนดำ ไม่รู้จักว่าคือท่านใด เพราะในสมาธิบอกไปว่าไม่ชอบเห็น กลัว ถ้าจะมาหาอย่ามาในกายพญานาค

    ครั้งที่สีที่ห้า เห็นขณะที่สวดมนต์และก้มลงกราบหมอน เห็นเลื้อยผ่านหน้าไป ตัวโตเท่าต้นกล้วยสีดำคล้ำ

    ครั้งที่หก เห็นขณะทำพิธีบวงสรวงมหาเทพมหาเทวี อยู่ใต้แท่นบูชา เห็นแค่ดวงตาสีแดงฉาน และเลื้อยขึ้นมาบนตัว อันนี้เห็นจากภาพถ่าย

    ครั้งที่เจ็ด เห็นขณะนอนหลับจิตทรงอุปจารสมาธิ พญานาคสีขาวบริสุทธิ์เลื้อยอยู่บนผนังห้อง แล้วเรียกเราว่าท่านแม่

    ส่วนเรื่องของตัวเองก็รู้จากนิมิตฝันใกล้รุ่ง เป็นเรื่องราวสั้นๆ เห็นแค่รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย สถานที่อยู่ และชื่อ...สุมมนาเทวี

    นิมิตเสียงที่มีผู้เรียกในสมาธิ...เทวฤทธิ์ และราชเทวา

    เมยาวีปรีย่า...เรื่องนี้ฝันยาวหน่อย ไม่รู้ชื่อ แต่เห็นเรื่องทั้งหมดตอนที่ไปร่วมงานพิธีศักดิ์สิทธิ์ เป็นยุคกรีกโบราณ เพราะเห็นผนังหินแกะสลักรูปมหาเทวี และผนังอีกด้านหนึ่งแกะสลักรูปหญิงนางหนึ่ง เครื่องแต่งกายเป็นยุคกรีก และหญิงท่านนั้นมาทาบทับด้านหลังรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็ได้มารู้ว่าหญิงท่านนั้นคือเมยาวีปรียามหาราณีเตรมานดู

    ไม่เคยเห็นนิมิตตนเป็นพญานาคเลย ชัดนะ แต่ไหงทุกคนที่ได้มารู้จักล้วนเคยมีอดีตมาจากพญานาค

    แม่ย่ามหากาลีเคยบอกว่า ในอดีตเราเคยเป็นเทวดาที่เหล่านาคให้ความเคารพนับถือ ชอบประทานพร

    เรื่องต่างๆ ที่เคยเล่าไปมากมาย ล้วนมาจากการเล่าจากน้องๆ หลายคนที่ได้รู้จัก...ตัวเองอ่ะซื่อบื้อมาก
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    อรุณสวัสดิ์จ้าาาา...นำมาฝากกันอีกแล้ว

    รูปธาตุปริญฺญาย อรูเปสุ อสณฺฐิตา
    นิโรเธ เย วิมุจฺจนฺติ เต ชนา มจฺจุหายิโน.

    ชนเหล่าใดกำหนดรู้รูปธาตุ ไม่ตั้งอยู่ในอรูปธาตุ ย่อมหลุดพ้นไปได้ในนิโรธธาตุ ชนเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ละมัจจุได้.

    (พุทฺธ) ขุ.อิติ. ๒๕/๒๖๕.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    คืนก่อนฝันว่ากลับไปที่เดิมที่เคยอยู่มานานแล้ว มีข้าวของที่เคยทิ้งไว้ที่นั่น ไปบอกว่าจะย้ายไปที่อื่นคงไม่กลับมาอีกแล้ว ทำนองนี้ (ลืม) คนที่นั่นบอกว่าจะไปก็ขนของที่เก็บไว้ไปด้วย ก็นึกในใจว่าเรามีทรัพย์สินด้วยเหรอ เค้าก็ยกลังออกมาให้ดู มีแก้วแหวนเงินทองเพชรพลอยเยอะแยะมากมาย

    โฮ...นี่คือของที่เราเก็บไว้หรอเนี่ย ก็หยิบแต่ละชิ้นขึ้นมาดูเป็นพวกเครื่องประดับต่างๆ ที่ทำจากเพชรพลอยหลากหลายสี มีเสียงดังมาว่ามีสังข์ทักษิณาวัตรอีกลัง เอาไปด้วย แล้วก็มีคนยกมาให้ หอยสังข์สีขาวตัวโตเท่าแจกันขนาดใหญ่ เป็นสังข์คู่

    รวยแล้วจ้า 555....ฝันนนนนน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    ไม่ค่อยมีเวลาปั้นค่ะ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    มาผ่อนคลายกัน

    วันนี้เล่นเกมส์ในเฟสบุคตามเพื่อนค่ะ เกมส์ BAM ในหัวข้อ....เทพกรีกคนใดที่เหมือนกับคุณ..?.. ก็เล่นสนุกๆ นะ ง่ายๆ ประมวลผลออกมาเป็น...เทพอาเธมีส

    สนใจอีกแล้ว ลองไปหาอ่านประวัติดู ยาวแฮะ มีตำนานความรักด้วย ตำนานความรักน่าจะเหมาะกับผู้อ่านนะ ไม่ซีเรียสดี ก็เลยก๊อปมาฝากค่ะ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มกราคม 2019 at 20:38
  17. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    ตำนานความรักของเทพีอาร์เทอมีส

    ตำนานความรักของเทพีอาร์เทอมีสนั้นมีอยู่สองตำนาน ตำนานแรกคือตำนานของกรีกซึ่งเกี่ยวกับกลุ่มดาวนายพรานซึ่งสุกสว่างอยู่บนท้องฟ้าในยามกลางคืน ส่วนอีกตำนานหนึ่งคือตำนานของโรมันซึ่งกล่าวถึงเอนดิเมียน ชายหนุ่มเลี้ยงแกะรูปงาม

    ในตำนานของกรีกนั้นกล่าวว่าเทพีอาร์เทอมีสทรงสาบานตนเป็นเทพีพรหมจารีย์ร่วมกับอะธีน่าและเฮสเทียต่อหน้าแม่น้ำสติกซ์ นางชิงชังชีวิตสมรส ความรัก และการยุ่งเกี่ยวกับผู้ชาย แต่สิ่งหนึ่งที่เทพีอาร์เทอมีสไม่ปฏิเสธคือการมีสหายเป็นชายที่รักการล่าสัตว์เช่นเดียวกับพระนาง
    1281665482.jpg


    สหายสนิทของเทพีอาร์เทอมีสมีนามว่าโอไรออน เขาเป็นนายพรานผู้ฉมังในการล่าสัตว์ มีสุนัขคู่ใจชื่อว่าซิริอุส ทุกๆ วันเทพีอาร์เทอมีสและสหายจะร่วมกันล่าสัตว์และพูดคุยกันอย่างสนุกสนานหลังจากล่าสัตว์เสร็จ
     
  18. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    เทพีอาร์เทอมีสหลงรักนายพรานหนุ่มและคิดที่จะสละความเป็นเทพีพรหมจารีย์เพื่อแต่งงานกับโอไรออน อพอลโล่รู้ถึงความคิดนี้เข้าและกลัวว่าอาร์เทอมีสจะต้องรับโทษจากการผิดคำสาบานต่อหน้าแม่น้ำสติกซ์ จึงวางแผนที่จะล้มเลิกความคิดของน้องสาวฝาแฝด

    อพอลโล่สั่งให้โอไรออนเดินลุยน้ำทะเลไปยังเกาะแห่งหนึ่งกลางทะเล และเมื่อโอไรออนเดินไปถึงยังจุดที่ไกลจนเมื่อมองจากเกาะดีลอสแล้วจะเห็นเพียงศีรษะของโอไรออนที่มองดูเหมือนกับเกาะกลางน้ำ เทพอพอลโล่ก็ชวนเทพีฝาแฝดมาล่าสัตว์แข่งกัน และท้าพนันให้อาร์เทอมีสยิงธนูทะลุเกาะกลางทะเลที่อพอลโล่ชี้ให้ดูให้ได้

    อาร์เทอมีสตกหลุมพรางของเทพฝาแฝด เหนี่ยวสายธนูเต็มแรงจนลูกธนูทะลุศีรษะของโอไรออนถึงแก่ความตาย เมื่ออาร์เทอมีสทราบว่าตนได้ฆ่าชายที่รักลงด้วยน้ำมือของตนเองแล้ว พระนางก็ได้นำศพของโอไรออนและซิริอุสสุนัขคู่ใจขึ้นไปไว้บนท้องฟ้าในตำแหน่งของกลุ่มดาวนายพราน และ ดาวสุนัขใหญ่
    ลักษณะ

    เทพีอาร์เทอมีสมีรูปลักษณ์เป็นหญิงสาวผู้งดงาม อยู่ในชุดล่าสัตว์ทะมัดทแมงกระโปงสั้น ชุดมักมีสีน้ำเงิน ในมือถือคันธนู
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  19. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    ถ้ากายป่วย คงไม่ทำอะไร
    กายนี้ สังขารนี้ เป็นของโลก
    ใช้มันมาเกินคุ้มแล้ว
    ทิ้งคืนโลกไป
    ทุกชีวิตล้วนก้าวไปสู่ความตาย
    ลมหายใจมันหลอกลวงให้ติดบ่วงแห่งตัณหา
    ดิ้นรนทุรนทุรายเพื่อให้หายใจได้ตลอดไป
    มีแค่นี้เองชีวิตที่บ่นว่าทุกข์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  20. อมิตฎา

    อมิตฎา เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,237
    ค่าพลัง:
    +23,582
    จิตคืออทิสมานกาย(กายทิพย์)

    พระอภิธรรมได้แสดงไว้ว่า:

    วิญญาณในขันธ์ 5 ที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้น ไม่ใช่จิตใจตามแบบที่คนทั่วไปคิด
    วิญญาณ(ในขันธ์ 5)ไม่ใช่จิต คนละอย่างกัน
    จิตคือผู้รู้ ผู้มีความนึกคิด
    จิตเป็นนายของวิญญาณ คือ ความรู้หนาว รู้ร้อน หิว กระหาย เผ็ดเปรี้ยว นุ่มนิ่ม แข็งกระด้าง
    ใจคืออารมณ์
    พระองค์สอนว่าทั้ง 5 อย่างนี้ ไม่ใช่ตัวเราเป็นของปลอม เป็นสมบัติของโลก ของธรรมชาติ

    พระพุทธองค์สอนว่า ให้เอาจิต ยอมรับนับถือกฎธรรมดาของร่างเราเอง อะไรจะเกิดขึ้น เจ็บป่วยใกล้ตายก็ยิ้มรับเพราะรู้แล้วว่า เป็นความจริงที่หนีไม่พ้น แต่ความจริงนั้น ร่างกายตายแต่ตัวนอก ตัวในคือ กายในกาย พระท่านเรียกว่า อทิสมานกาย

    อทิสมานกาย คือ กายที่มองไม่เห็นโดยตาเนื้อ จะเห็นได้ด้วยจิตที่สะอาด ปราศจากกิเลส เศร้าหมอง

    กายนอกคือขันธ์ 5 พระท่านสอนไว้ว่าอย่าสนใจกายนอก คือ กายเนื้อ กระดูก เลือด ที่เหม็นสกปรกทุกวัน เหมือนซากศพเคลื่อนที่ พระท่านว่าอย่าสนใจกายเนื้อ สนใจกับมันมากก็ทุกข์ใจมาก สิ่งที่ท่านให้เราสนใจพิจารณาดูมาก ๆ คือ กายในกาย เรียกว่า อทิสมานกาย หรือจิตอันเดียวกันนั้นจริง ๆ

    เราก็คือจิตหรืออาทิสมานกายมาอาศัยอยู่ในขันธ์ 5 หรือกายเนื้อชั่วคราว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

แชร์หน้านี้

Loading...