บทความ...กระดานเล่าสู่กันฟัง

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย nouk, 19 ตุลาคม 2014.

  1. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    อะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำไป
    อะไรที่ทำแล้วเป็นทุกข์....อย่าไปทำ
    เลือกเองทั้งนั้น
    วันนี้ยังหายใจได้อยู่ก็หายใจไป
    วันไหนหายใจไม่ได้แล้วจะได้ไม่เสียใจ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    ความหมายในแต่ละคำ ของแต่ละคน ก็เข้าใจไปตามข้อมูลที่มีอยู่ในจิตใจของแต่ละคน
    สิ่งที่ฝังอยู่ในจิตในใจของแต่ละคนมันต่างกัน
    ความประทับใจ ความสะเทือนใจ ของแต่ละคนก็เป็นคนละเหตุกัน คนละกาลกัน
    ความรู้ ความสามารถของแต่ละคน ก็โดดเด่นกันไปคนละด้านตามความถนัดของแต่ละคน
    เพราะมันคือ...ทางใครทางมัน
    อย่าได้หลงไปสำคัญมั่นหมายในกายจิตผู้อื่น

    เพราะฉะนั้น วางเถอะเรื่องราวนอกกายจิต
    มีกายจิตตนเป็นที่พึ่ง ที่พัก ที่เพียร
    กายนี้อีกไม่นานก็พัง ก็เน่า ก็เปื่อย
    มัวแต่เสียเวลาไปดูกายผู้อื่น หมดโอกาสเลย
    สมน้ำหน้า........
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    วันนี้นึกคำๆ หนึ่งขึ้นมาได้ เอามาฝากกันนะ

    ปุญญาภินิหาร หรือบุญญาภิสังขาร หรือบุญญาธิการ

    แต่ให้อ่านปุญญาภิสังขารก่อน เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจ ท่านพ่อลี ธมฺธโร ได้กล่าวไว้ว่า.....

    ปุญญาภิสังขาร นึกคิดปรุงแต่ง ไตร่ตรอง พินิจพิจารณา หาทางจะสร้างคุณงามความดีของตนให้เกิดขึ้น นี่ท่านเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร

    เมื่อมันหลง ทีนี้ การทำบุญ ก็ไม่รู้สิ่งใดเป็นบุญเป็นบาป แต่มันก็อยาก มันอยากได้บุญ แต่ไม่รู้สึกสิ่งผิดสิ่งถูก การรักษาศีลก็อยากดี แต่อะไรเป็นศีลไม่รู้จัก เจริญสมาธิภาวนาก็เหมือนกัน อยากได้อยากดี อยากมีอยากเป็น แต่อะไรมันเป็นสิ่งที่ผิด เป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ทราบ อะไรถูก เป็นสัมมาสมาธิ ไม่ทราบ แต่อยากได้ตะบันไป นี่เรียกว่าโมหะ คือรู้ไม่ถูกตามความจริง ไม่ใช่ไม่รู้ รู้เหมือนกัน แต่ไม่ถูกความจริง ท่านเรียกว่าโมหะ เหมือนกับคนหลงทาง คนหลงทางนั้นแหละมันไปได้เหมือนกัน แต่มันเดินไม่ถูกทาง อย่างเราจะไปกรุงเทพฯ ทีนี้เราหลง เราเดินทางไปบางปู นั่นมันไม่ถูกกรุงเทพฯ มันไปถูกบางปู แต่มันก็ไปได้ ไม่ใช่ว่าหลงนะ มันไปไม่ได้ ไปได้ แต่มันผิดทางที่เราต้องการ มันผิดหวังที่ความปรารถนาเท่านี้เอง นี่ท่านจึงจัดว่า เป็นตัวมาร

    ปุญญาภิสังขาร คือคิดแต่งบุญ แต่งบาปสับสร้างความดีในทางจิต แต่มันก็สำเร็จไม่ได้ เมื่อสำเร็จไม่ได้ ใจก็เสีย อย่างพระยาศรีธรรมาโศกราช ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอันยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป มีอำนาจบริหารประเทศชาติบ้านเมืองโดยสองวิธี วิธีหนึ่ง ท่านเป็นผู้มีปุญญาภินิหาร ปกครองประชาชนด้วยคุณภาพ ด้วยความเคารพ ด้วยการเชื่อถือ ด้วยการบูชา และปกครองด้วยอำนาจอิทธิพล ประชาชนจึงราบคาบ

    ในทางพระศาสนาท่านก็ได้ช่วยเหลือบำรุง ส่งเสริม สับสร้างความดี สร้างเสียจนเกิดโทษ คือถวายทาน ถวายจตุปัจจัยแก่พระภิกษุสงฆ์มิได้ขาด ต่อมาวันหนึ่ง ท่านคิดว่า เราจะเอาเงินเอาทองมา เพื่อไปแลกเปลี่ยนเครื่องไทยทาน มาถวายเป็นพุทธบูชา ถวายเป็นธรรมบูชา ถวายเป็นสังฆบูชา มาดำริคิดนึกตรึกตรองอยู่อย่างนี้ การทำก็ยังไม่เป็นที่พอใจ ทรัพย์สินเงินทองก็ยังไม่สมปรารถนา พอดีเกิดอาพาธ

    เมื่อเกิดอาพาธขึ้น ก็อยากจะรีบทำบุญเสียให้สมความคิด จึงให้อำมาตย์ไปเบิกเงินในท้องพระคลัง ซึ่งเป็นของรัฐบาล แต่มีส่วนของพระองค์ด้วย เรียกว่าพระคลังข้างที่ เมื่อไปเบิก ขุนคลังเขาก็ไม่ยอมจ่าย คือเขาเห็นว่าเป็นสมบัติของแผ่นดิน ไม่จ่ายทรัพย์สินให้แก่อำมาตย์ อำมาตย์ก็ได้มากราบทูลถวายแก่พระยาศรีธรรมาโศกราช พระยาศรีธรรมาโศกราชเกิดเสียพระทัย ว่าสมบัติของกู เมื่อต้องการเอามาถวายทานให้เป็นพุทธบูชา ให้เป็นธรรมบูชาเป็นสังฆบูชา ก็ไม่สมหวัง ใจเสีย

    ในขณะใจเสียนั่นแหละเลยสวรรคต คือสิ้นลมหายใจ เมื่อตายไปจากโลกนี้ ด้วยความคิดไม่พอใจในขุนคลังที่รักษาทรัพย์ ด้วยอำนาจจะสร้างความดี ตายแล้วเลยไปเกิดเป็นพญางู เป็นงูเหลือมใหญ่ คอยเลื้อยไปเลื้อยมาอยู่ใกล้พระคลังทรัพย์สินของพระเจ้าแผ่นดิน ต้องเฝ้าทรัพย์อยู่เป็นเวลาหลายวัน กีดกันกั้นคุณงามความดีของตน ความดีที่สร้างไว้นั้น ตั้งแต่ยังมีชีวิตได้สร้างความดีไว้ด้วยประการต่างๆ สร้างวัด สร้างพระเจดีย์ปลูกต้นโพธิศรีมหาโพธิ์อย่างมากมาย ถวายทานแก่พระเจ้าพระสงฆ์อย่างมากมาย รักษาศีลฟังเทศน์

    แต่ว่าเวลาแตกดับทำลายขันธ์ก็น่าจะไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพยดา หาเป็นเช่นนั้นไม่ กลายไพล่ไปเกิดเป็นงู อันนี้คือความดี เจตนาดี จะสร้างบุญสร้างกุศลให้เกิดขึ้นแก่ตน ไม่สมคิด ดวงจิตเศร้าหมอง กลายไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เหตุนั้น ปุญญาภิสังขาร ความคิดนึกหรือความเริ่มริในดวงจิต แม้จะเป็นทางบุญก็ยังกลายเป็นมารได้ นี่ตัวอย่างในเรื่องปุญญาภิสังขาร กลายเป็นมารของตัวได้
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    สัตว์โลกล้วนมีกรรมเป็นของตัวเอง
    ตัดได้เพราะเห็นเรื่องกรรม
    กรรมพลัดพรากทุกคนล้วนเคยก่อไว้ในอดีตทั้งนั้น
    จากเป็นหรือจากตายก็คือจาก
    ไม่มีใครมาบีบคั้นใจเรา เราเองที่เอาใจไปผูกร้อยรัดไว้เอง
    ร่างกายที่ถนอมรักษา ประคบประหงมมา ถึงเวลาก็ต้องทิ้ง
    กรรมพลัดพรากที่เกิดจากกรรมปานาติบาตมีเยอะแยะมากมาย
    กรรมพลัดพรากที่เกิดจากกรรมกาเมฯ ก็มีเยอะแยะมากมาย
    ผลพวงของการละเมิดศีลข้อต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งของเขาและของเรา
    สรุปลงมาเรียกแค่สั้นๆ ว่า...กฏแห่งกรรม
    อะไรที่ทำจนเต็มแล้ว มันจะวางทั้งหมดลงไปเอง
    เพราะทำกรรมดียังไม่เต็มจึงต้องวนเวียนต่อไป
    เพราะทำกรรมดียังไม่เต็ม แถมทำกรรมชั่วเพิ่มเติม จึงเดินหน้าถอยหลังวนเวียนกับวิบากกรรม
    แต่เมื่อกรรมดีเต็มครบบริบูรณ์ กรรมชั่วไม่มี จิตวางธุระ ไม่เห็น ไม่ติดข้องทั้งดีและชั่ว
    หมดเรื่องราวที่ต้องถก
    เหมือนคนที่กินอิ่มแล้ว ก็ไม่สนใจว่าอร่อยหรือไม่อร่อย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    ในอดีตมีแต่นิมิต เป็นเทพนิมิต มาบอกให้รู้ถึงสภาวจิต สภาวธรรม ณ ขณะนั้นๆ ไม่ใช่นิมิตที่เกิดจากความคิดอันมีเหตุมาจากความทะยานอยาก
    เพราะไม่เคยตั้งเป้าเป็นอะไร

    คนดีผีคุ้ม แค่มีซิ้กเซ้นท์ ซิ้กเซ้นท์เป็นอวิชชามั้ย ท่านผู้รู้ทั้งหลาย

    ไม่มีเป้าในการจะเป็นโสดาบันหรืออรหันต์ใดๆ มีเป้าหมายเดียวคือตายแล้วต้องไม่ตกนรก ตั้งแต่เริ่มเพียรทำความดีเหมือนตักน้ำใส่ตุ่มโดยไม่หวังว่ามันจะเต็มเมื่อไหร่ ไม่คิดจะไปแข่งกับใคร ทำมันอยู่คนเดียว ไม่มีเป้าหมายเป็นอะไร ไม่เคยยึดในความมีความเป็น ความมี ความเป็น มันเป็นของโลก โลกเค้าตั้งกันขึ้นมา แต่ในความจริงเรายึดว่าตายแล้วไม่ตกนรกถือว่าโอเค

    ในนรกนะ ใครมียศมีตำแหน่งอะไรกันมา ลงไปอยู่ที่นั่นเยอะมาก

    อะไรที่ยังทำไม่ได้จะไม่พูดเลย ความคิด ความฝัน จะไม่บอกใครให้รับรู้เลย ความคิด ความฝัน เก็บไว้เป็นกำลังใจให้ตนเองพอ ก็มันลมๆ แล้งๆ จับต้องไม่ได้ หากทำไม่ได้เหมือนที่บอกไปก็หน้าแหกซิ อนาคตมันเป็นเรื่องที่ยังไม่แน่นอน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเปลี่ยนได้เสมอเรื่องของอนาคต
    เอาแค่วันนี้ก็พอ ยกตัวอย่าง...เช้ามาคิดว่าเที่ยงจะกินอะไร พอเที่ยงจริงๆ ก็ไปกินอย่างอื่นที่ไม่ได้คิดไว้ ความไม่แน่นอนมันทรงตัวอยู่ในทุกที่ ทุกกาล
    จึงอยู่กับความจริง ส่วนอื่นๆ ถือว่าเป็นผลพลอยได้
    อนัตตลักษณะปรากฏให้เห็นตลอดเส้นทาง ตักน้ำใส่ตุ่มไปอย่างเดียว คอยระวังไม่ให้ตุ่มรั่วก็พอ ชาตินี้น้ำยังไม่เต็มตุ่ม เกิดใหม่ชาติใหม่มาตักใส่ใหม่
    อะไรที่ทำแล้วทุกข์ อย่าไปทำ

    จุดหมายเดียวกันก็จริง แต่จะเดิน จะวิ่ง จะคลาน หรือเดินๆ หยุดๆ นั้นก็เป็นวิสัย วาสนาของแต่ละคน จะให้มาทำ มาเป็นเหมือนกันหมด เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน

    เปิดใจให้กว้างๆ โลกนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน จิตต่างหากที่ซับซ้อน ยึดซ้อนยึด

    กิเลส 1500 ตัณหา 108 จำมา
    นั่นแสดงว่ากิเลสมีความละเอียดซับซ้อนกว่าตัณหา
    โยนทิ้งให้หมดเลย
    ไล่ตามมันไม่ทันหรอกตั้ง 1500
    ชีวิตนี้ช่างสั้นนัก
    แพพๆ วัน แพพๆ เดือน แพพๆ ปี แพพๆ ตาย
    เสพก็ตาย ไม่เสพก็ตาย
    24 ชั่วโมง ทำอะไรได้บ้าง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    ผู้สำเร็จอรหัตตมรรค อรหัตตผล บางท่านก็ยืนอยู่ บางท่านกำลังจะนั่ง บางท่านก็กำลังเดินอยู่ บางท่านก็กำลังนอนอยู่ แต่นอนไม่หลับ พระอานนท์เกยหัวลงนอนแล้ว โอ๊ยเหนื่อยแล้วเรา จะนอนสักหน่อยเถิด เอนกายลงศรีษะยังไม่ถึงหมอน สำเร็จพระอรหันต์แล้ว

    บางท่านก็ยืน ยืนสำเร็จพระอรหันต์เช่น พระนาละกะ เป็นต้น บางท่านก็กำลังไปถ่ายอุจจาระ บางท่านก็กำลังไปบิณฑบาต บางท่านก็กำลังฉันอาหาร สำเร็จพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี มีอยู่ทุกอริยาบถ แต่ผู้ลงนรกก็มีอยู่ทุกอริยาบถเหมือนกัน มีเวลาจะลงไปได้เหมือนกัน เพราะจิตนึกไม่ถูก

    เหตุฉะนั้น กัณฑ์เทศน์กัณฑ์เดียวกัน ผู้ลงนรกทางดิบก็มี ทางเป็นก็มี ผู้ถึงโสดาบันบ้าง สกทาคามีบ้าง อนาคามีบ้าง อรหันต์บ้าง กัณฑ์เทศน์กัณฑ์เดียวกัน บางท่านก็ลงนรกเพราะคิดผิดไม่ถูก บางท่านก็ถึงไตรสรณะคมณ์ บางท่านก็ไม่ได้ผลอะไรเลย นรกก็ไม่ไป สวรรค์ก็ไม่ได้ ไม่เข้าใจอะไรเลย

    หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
    .
    .
    .
    จากเพจหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต - วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ)
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • images.jpeg
      images.jpeg
      ขนาดไฟล์:
      38.9 KB
      เปิดดู:
      13
  7. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    ขอนำภาพธรรมชาติที่มองแล้วเย็นตาเย็นใจมาฝากค่ะ

    น้ำตกผาส้วม
    น้ำตกตาดฟาน
    น้ำตกตาดเยือง
    ตั้งอยู่เมืองปากซอง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    ปัจจุบันสั้นนิดเดียว
    จิตเป็นปัจจุบันจะไม่มีอดีตอนาคต
    มีเพียงเกิดกับดับสืบเนื่องอย่างนั้นเอง
    รูปเกิด รูปดับ นามเกิด นามดับ
    ต่อไปจิตจะจางคลายออกจากผัสสะ
    ไม่ยึด ไม่หลง ตามผัสสะ
    ความรู้ที่เกิดขึ้นที่จิต ผัสสะเป็นเพียงโลกแห่งสังขาร
    ไม่ว่าดีหรือชั่ว กุศลหรืออกุศล ก็เป็นเพียงสังขาร
    การเพ่งทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะยึด
    เมื่อใดยึด...ก็ไม่ก้าวหน้า ต้องปล่อย ต้องทิ้งยึด
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. อนัตตา

    อนัตตา เล่นกับเงา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กุมภาพันธ์ 2015
    โพสต์:
    559
    ค่าพลัง:
    +380
    เธอเห็นไหม?....ที่ใครๆ บอกว่าเที่ยง
    มันก็ไม่เที่ยง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    เพราะเราต่างกันที่ปัญญา ไม่แปลกเลยที่จะรู้เห็น คิดตามใคร่ครวญไปคนละด้าน คนละมุม....ไม่ตำหนิ ไม่ยกย่อง...เพราะต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป...ได้พบกันเพราะวาสนา จากกันเพราะวาสนา...เจอกันก็ดี ไม่เจอกันก็ดี ไม่มีผลอะไรต่อมรรคผลนิพพาน...อย่าเที่ยวไปเกาะเกี่ยวนำเข้ามาเป็นวิบากกรรมขวางกั้นมรรคผลตนเอง...ทำพูดคิดให้เป็นไปโดยสติและปัญญา
    *******************************

    กำลังปั้นพญานาค 9 เศียร แห่งลำน้ำน่านค่ะ เพิ่งจะขึ้นโครงไปเมื่อคืน รอชมผลงานกันต่อไปนะคะ องค์นี้มีลักษณะงดงาม เป็นบุตรขององค์สุวรรณนาคราช
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    ทริปนครปฐมวันนี้เมื่อปีที่แล้ว
    อิ่มบุญ อิ่มท้อง รับวัชระธาตุหยาดน้ำฟ้า หรือธรรมโลหะอริยธาตุที่สำนักป่าพระธรรมญานมุนี พิพิธภัณฑ์เหล็กไหล
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    อำนาจของศิวลึงก์

    ศิวลึงก์ หรือ ศิวลิงคัม ที่เกิดเองตามธรรมชาตินั้น โยคีแต่โบราณกล่าวว่า มันเกิดจากอำนาจของพระเป็นเจ้าบันดาล ผู้ได้มีไว้ย่อมถือว่าเป็นบุญลาภวาสนาของผู้นั้น อำนาจของศิวลึงค์หรือลิงคัมตามธรรมชาติมีอำนาจนานัปประการ มีพลังเหนือธรรมชาติ

    ตามตำนานในเรื่อง รามายณะ หรือ รามเกียรติ์ เล่าไว้ตอนหนึ่งว่า อสูรชื่อ ตรีบุรำ เที่ยวเกะกะระรานชาวบ้าน จนเดือดร้อนไปทั้งสามโลก พระเป็นเจ้ามีบัญชาให้พระนารายณ์กำจัดเสีย แต่พระนารายณ์ก็ไม่สามารถทำอันตรายใดๆได้ เพราะอสูรตรีบุรำทูลศิวลึงค์ไว้เหนือศีรษะของตน พระนารายณ์จึงใช้กลลวงไปชิงเอาศิวลึงค์มาจากอสูรเสียก่อน จากนั้นจึงสังหารได้

    อำนาจของศิวลึงค์ตามกล่าวมานี้ ย่อมมีอำนาจในการพิทักษ์รักษาชีวิต มิให้ต้องด้วยสรรพาวุธทั้งหลายและปราศจากอันตรายทั้งปวง

    เครื่องหมายแห่งอำนาจและความสำเร็จ

    น้อยคนที่จะรู้ว่า ในหลากหลายหน่วยงานและหลากหลายธุรกิจ มีการนำเอาสัญลักษณ์ศิวลึงค์มาเป็นลัญลักษณ์ทางการค้า หรือตราแห่งเกียรติยศ อำนาจของศิวลึงค์ที่ถูกซ่อนไว้นี้แสดงถึงความเชื่อของนักบริหารธุรกิจ ที่เชื่อว่าศิวลึงก์จะสามารถสร้างความเจริญให้แก่องค์กรของตนได้ หรือเชื่อในอำนาจของศิวลึงค์ที่จะปกป้องคุ้มครอง และทำให้หน่วยงานของตนเป็นที่เกรงขาม มีอำนาจเหนือหน่วยงานอื่นและบุคคลทั้งหลายโดยทั่วไป มีอำนาจเหนือกว่าคู่แข่งทางธุรกิจของตน และนำมาซึ่งผลกำไรอันมหาศาล นำมาซึ่งความสำเร็จอย่างสูงสุดของธุรกิจการงาน

    เนื่องจากการบูชาศิวะลึงค์นั้น สำหรับผู้นับถือศาสนาฮินดูย่อมเชื่อว่า เป็นการบูชาพระศิวะพระเป็นเจ้าของพวกเขา ดังนั้นการได้กราบไหวศิวะลึงก์นั้นเขาเชื่อว่าเป็นการได้บุญอย่างยิ่ง

    อำนาจจากพระศิวะนั้นสามารถต่ออายุผู้ที่ใกล้สิ้นใจ สามารถรักษาอาการไข้ที่เป็นมานาน สามารถบันดาลให้พ้นจากความยากจน ทั้งสามารถป้องกันภูติผีปีศาจ ไสยศาสตร์มนต์ดำทุกชนิด และแม้เมื่อสิ้นใจไปแล้วก็ย่อมไปอยู่กับพระศิวะ ย่อมไม่ตกลงสู่อบายภูมิ

    อิทธิฤทธิ์ของศิวะลึงค์นั้นเกินกว่าบรรยาย ทั้งนี้ผู้ที่ศรัทธาในศิวะลึงค์ต้องเชื่อและศรัทธาในพระศิวะด้วย การบูชาศิวลึงก์นั้น

    ชาวฮินดูจะสรงน้ำนม แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เอาผงแดงสำหรับเจิมหน้าผากมาเจิมให้ พร้อมทั้งกล่าวคำภาวนาซ้ำๆ ว่า

    "โอม นมัส ศิวาย...โอม นมัส ศิวาย...โอม นมัส ศิวาย..." ถือว่าเป็นการได้บุญกุศลอย่างยิ่ง และยังสามารถเพ่งศิวลึงก์ เพื่อทำสมาธิเป็นประจำทุกวัน แล้วสวดมนต์ขอพรต่อพระศิวะ ให้เข้าถึงบารมีอันยิ่งใหญ่แห่งองค์พระศิวะได้อีกด้วย
    .
    .
    .
    คัดลอกข้อมูลบางส่วนจาก...สยามคเณศดอทคอม
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    เป็นผลงานปั้นของปี 2017 ตอนนี้ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศรียันตรา 2 พระราม 2 ซอย 25 กทม. เข้าชมฟรีได้ทุกวันค่ะ (แอบโฆษณา)
     
  14. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    9 เศียร เพิ่งขึ้นได้ 3 เหลือ 6
    ว่างตอนไหนปั้นตอนนั้น
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    นิทาน-เรื่องเล่า (รู้เฉพาะเราสองคน)

    ครั้งหนึ่งองค์มหาเทวีได้เนรมิตเทพธิดานางหนึ่ง จากพลอยบุศราคัมที่ประดับมงกุฎของพระมหาเทวี โดยมีจุดประสงค์ให้โปรดสัตว์ในอนาคต พระเทวีบุศราคัมตั้งจิตอธิษฐานไม่ขอมีคู่ เนื่องเพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญเพียร

    ครั้นได้ลงมาจุติเป็นธิดาของ....มหาฤาษี...นาคราช โดยผุดขึ้นมาจากธารน้ำตกบริเวณอาศรม ที่องค์มหาฤาษีพักอาศัยอยู่กับพระมเหสีที่เป็นนางกษัตริย์ นางได้รับพระนามว่า...กฤษณายาตรา... เมื่อพระนางจุติขึ้นมาแล้ว ก็ถึงกาลที่องค์มหาฤาษีจะจากไป และได้มอบหมายให้พระนางดูแลเหล่าบริวารซึ่งเป็นนาคต่อจากบิดา

    พระนางบำเพ็ญเพียรพร้อมทั้งดูแลปกป้องเหล่าบริวาร ด้วยความอ่อนโยนเพียบพร้อมด้วยความเมตตากรุณา เหล่านาคาและนาคีล้วนหลงรักพระนาง นาคราชหนุ่มหลายตนได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรขอครองคู่กับพระนางไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง

    พระนางประทานพรให้สมหวังคนละชาติ

    วัฏฏะวนไปเนิ่นนานผ่านมาหลายกาล พระนางก็ยังคงวนเวียนบำเพ็ญเพียรเพื่อสั่งสมบารมีเรื่อยมา และได้ครองคู่กับนาคราชที่เคยขอพรให้สมหวังในรักต่อพระนาง....
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    นำมาฝากผู้ที่สนใจค่ะ

    บทคัดย่อ

    “เธอย่อมพิจารณา เห็นกระดูก ก้าวล่วง ผิวหนังเนื้อและเลือดของบุรุษเสีย และย่อมรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งขาดแล้วโดยส่วนสอง คือทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในปรโลก นี้ทัศนสมาบัติข้อที่ ๔ ฯ”

    สัมปสาทนียสูตร

    ….เป็นคุณธรรมที่มีพื้นฐานจากเรื่องของกายคตาสติ ….ให้ทำเหมือนเดิมแต่มีความลึกลงไป ลึกจนถึงกระดูก ทะลุกระดูกลงไปจนถึงวิญญาณ ทะลุวิญญาณลงไปจนมันขาดลงทั้งสองส่วน คือไม่ว่าจะทัศนสมาบัติอันไหนมันดีหมด เพราะเรียกได้ว่าเราไปตามเส้นทางดีแล้ว….
     
  17. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    ลักษณะธรรมะของพระพุทธเจ้า

    ในธรรมะคำสอนที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้อย่างดีแล้ว มีความละเอียดรอบคอบรัดกุม เหมือนอย่างเวลาที่เขาเตรียมอาหารปรุงมาอย่างดี เลือกส่วนประกอบที่มีแต่ความบริบรูณ์สวยงาม เอามาปรุงอย่างดี นี่คือลักษณะของธรรมะที่ทำให้เกิดอมตรส ในการปรุงอาหารก็จะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันไป ซึ่งการผสมบางทีจะมีเครื่องปรุงที่เป็นพื้นๆ เหมือนๆ กัน แล้วค่อยพลิกแพลงไป เช่นเดียวกันในธรรมะคำสอนนี้ก็จะมีหัวข้อที่อาจจะดุคล้ายๆ กัน แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้าง แล้วก็เรียกชื่ออีกชื่อหนึ่ง นี่คือลักษณะที่เป็นของธรรมะพระพุทธเจ้า มีการบัญญัติแจกแจงไว้อย่างละเอียดรอบคอบ

    เช่น อริยมรรคมีองค์แปด อยู่ในอริยสัจ ๔ แยกลงมาก็เป็นอริยมรรคมีองค์แปด ในมรรค ๘ ก็มี ๘ ข้อ ใน๘ข้อรวมกัน ๒ อย่างนั้น ๓ อย่างนั้นได้มาเป็น ๓ อย่างหนึ่งเรียกว่าไตรสิกขา ในมรรค ๘ ถ้ารวมกับสัมมาญานรวมกับสัมมาวิมุตติก้จะเรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐ หรือพรหมวิหาร ๔ รวมกับโพชฌงค์ก็เรียกว่าอัปปมัญญา ๔ เป็นต้น
     
  18. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    คำยืนยันจากท่านพระสารีบุตร

    ท่านพระสารีบุตรยืนยันถึงความเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไม่มีผู้ใดจะหยั่งลึกได้เท่า แม้ตัวของท่านพระสารีบุตรเอง ทัศนสมาบัติ๔คือ ๑ในคุณธรรม๑๖ข้อที่ท่านพระสารีบุตรยืนยัน ทัศนะคือมอง สมาบัติคือมั่นคง ทัศนาสมาบัติมีเครื่องปรุงพื้นฐานคือกายคตาสติ ให้พิจารณาร่างกายมองเข้ามาด้วยสายตาของบุคคลที่ ๓ แบ่งเป็น ๔ ขั้นดังนี้
     
  19. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    ขั้นที่ ๑

    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในทัศนสมาบัติ ทัศนสมาบัติ ๔ อย่างเหล่านี้ คือ-

    สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้ว ได้บรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมพิจารณากายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มโดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร นี้ทัศนสมาบัติ ข้อที่ ๑ ฯ”

    พิจารณาไล่ลงไปตั้งแต่ผิว หนัง เนื้อเลือด กระดูก เครื่องใน ล้วนเป็นของไม่สะอาดเป็นของปลอม แล้วพิจารณากลับขึ้นไป คือการพิจารณาอสุภะนั่นเอง เป็นทุกขาปฏิปทาสำหรับคนที่มีราคะโทสะโมหะกล้า

    …ความที่เราเห็นเป็นของไม่สวยงามในกาย ความที่เป็นของไม่น่าดู คิดมาตรงนี้ เห็นทุกข์ตรงนี้ เรียกว่าทุกขาปฏิปทา จะทำจิตนั้นให้สงบลงได้ เพราะว่าเวลาที่เราพิจารณาลงไปในสิ่งที่เราเห็นแล้วว่ามันน่าเกลียด เราจะหน่าย จิตที่มีความหน่ายมันจะคลายกำหนัด คลายกำหนัดแล้วมันจะวางได้ ความที่มันวางลง ปล่อยลง ระงับลงนั่นล่ะ ทำให้จิตมันสงบ ความที่เราพิจารณาแล้วสงบลงไป นี่คือ สมาบัติ เป็นทัศนสมาบัติ…

    ท่านพระสารีบุตรบอกว่า ต้องอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความตั้งมั่น ทำอยู่เนืองๆ ความไม่ประมาทด้วย มีมนสิการคือการการใคร่ครวญด้วยใจอย่างดีโดยชอบ อาศัยเป็นเหตุจะทำให้จิตนั้นสงบลง
     
  20. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,706
    ขั้นที่ ๒

    “…เธอพิจารณาเห็นกระดูก ก้าวล่วงผิวหนังเนื้อและเลือดของบุรุษเสีย นี้ทัศนสมาบัติข้อที่ ๒”
    พิจารณาต่อเนื่องต่อไป ว่าถ้ากายนี้เน่าแล้วตายแล้วเป็นซากศพแล้ว มีตัวอะไรมากินแล้ว ก้าวล่วงข้ามผิวหนังและเลือดของคนนั้น พิจารณาจนถึงกระดูกที่แยกเป็นชิ้นๆแล้ว กระดูกเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทา แล้วก็เริ่มเปื่อยเป็นผง จนถึงเป็นผงของกระดูก เหลือเป็นผงกระดูกแล้วนำไปโรยลงในแม่น้ำหรือฟัดขึ้นไปตามลมที่แรงๆ คนๆนั้นหาไม่เจอแล้ว

    …เราพิจารณาเห็นจริงๆจากหนังทะลุไปจนถึงกระดูกที่เป็นร่างอยู่ จนเป็นซากศพที่ตายแล้ว มีหนอนมีอะไรมาจิกกิน เหลือแต่กระดูกมีเลือดปน จนถึงกระดูกเป็นผง ความเป็นคนไม่มี พิจารณาให้เห็นทะลุลงไป ก้าวล่วงผิวหนังเนื้อให้ถึงความเป็นผงของกระดูก อันนี้เขาเรียกว่าเป็นทัศนสมาบัติที่๒ คือทะลุลงไป ไม่เหลืออะไร ความเป็นธาตุ๔ เปื่อยผงไปหมดเลย ไม่มี….
     

แชร์หน้านี้

Loading...