บารมีเต็มเป็นอย่างไร

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย เทพออระฤทธิ์, 1 ธันวาคม 2008.

  1. เทพออระฤทธิ์

    เทพออระฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    4,574
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +22,021
    บารมีเต็มเป็นอย่างไร

    พระราชพรหมยานมหาเถระ (หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง)
    <O:pรวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน จากหนังสือ ธรรมที่นำสู่ความทุกข์ (เล่ม4)

    เมื่อวันจันทร์ 24 พ.ค. 2536 หลวงพ่อฤาษี ท่านเมตตามาสอนมีความสำคัญ ดัวนี้<O:p</O:p

    1. บารมีเต็ม คือ การทำกรรมฐานครั้งด้วยความเต็มใจและเต็มใจ ทำจริง หรือ การทำงานเพื่อศาสนากิจก็เช่นกันเอางานนั้นมาเป็นกรรมฐาน ทำด้วยความเต็มใจและตั้งใจทำจริง สลัดตัดความเบื่อหน่าย เกียจคร้านทิ้งไป<O:p</O:p

    2. มีความเจตนาตั้งใจทำจริง เพื่อพระนิพพานจุดเดียวเหนื่อย นั้นเหนื่อยแน่ เพราะเรายังมีขันธ์ 5 ก็ต้องทำจิตยอมรับความเบื่อหน่ายนั้นว่าเป็นธรรมดา<O:p</O:p

    3. ที่เรายอมเหน็ดเหนื่อยเพลิดเพลินอยู่ในกามโลกียวิสัยมากี่แสนอสงไขยกัปแล้ว เราเกิดตายอยู่กับความเหนื่อยของขันธ์ 5 นี้มานานเท่าไร ความเหนื่อยเหล่านั้นมันหาสาระไม่ได้ ขอให้ตั้งใจจริง เต็มใจจริง เหนื่อยเพื่อทำกรรมฐานให้พ้นโลกช่วยศาสนกิจเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตที่ทรงขันธ์ 5 อยู่นี่อดทนไปเถิด ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว
    <O:p</O:p
    4. สลัดความเบื่อหน่ายทิ้งไป รู้ทุกข์นั้นดีกว่าไม่รู้ทุกข์ รู้เหน็ดเหนื่อยดีกว่าไม่รู้เหน็ดเหนื่อย รู้ธรรมดีกว่าไม่รู้ธรรมจิตจะได้ชำระความมัวเมาในกามโลกียวิสัยทิ้งไปจากอารมณ์เสียที

    <O:p</O:p
    <O:p</O:p



    อย่ากลัวทุกข์ เพราะทุกข์เป็นของจริง
    <O:p</O:p
    จากนั้น สมเด็จองค์ปฐม ได้ทรงเมตตามาตรัสสอนต่อดังนี้<O:p</O:p

    1. อย่ากลัวความทุกข์ เพราะทุกข์นั้นเป็นจริง อันเป็นของคู่กันมากับขันธ์ 5 มีชาติทุกขาเป็นต้น<O:p</O:p

    2. เมื่อประสบกับความทุกข์ ก็จงอย่ากล่าวโทษคนอื่น กฎของกรรมเกิดได้ เพราะตัวเราทำเอาไว้เอง จงหมั่นทำจิตให้ยอมรับ ชดใช้กฎของกรรมนั้นไปโดยสงบ<O:p</O:p

    3. มองด้วยปัญญา ให้เห็นโทษของกรรมมาจากสาเหตุอันใด มองแล้วจงยอมรับด้วยว่า เหตุมาจากล่วงละเมิดปัญจเวรทั้ง 5 หรือกรรมบถ 10 ข้อใดข้อหนึ่ง อันมีเราเป็นผู้กระทำผิดด้วยความหลงมาแต่กาลก่อน<O:p</O:p

    4. จิตมีความหลงผิด จึงใช้วาจา กระทำอย่างผิดๆกาลนั้นจิตเราไม่มีปัญญา จึงเห็นผิดเป็นชอบ เพลาเจ้าได้รับการอบรมทางปัญญามาพอสมควร อย่าให้อารมณ์มิจฉาทิฏฐิเข้าครอบงำจิต ให้เกิดความโง่เขลาเบาปัญญาขึ้นอีก<O:p</O:p

    5. พยายามพยุงกำลังของจิตเอาไว้ ด้วยอานาปานัสสติกรรมฐานให้ดี ๆ ใช้วิปัสสนาภาวนาถึงกฏของความจริงอย่างถ่อแท้ ใช้ความพยายามดูอารมณ์ที่ฟอกจิตอยู่ให้เห็นว่า ขณะใดมีโหะ-โทสะ-ราคะเข้ามาครอบงำอยู่บ้าง แล้วพยายามใช้กรรมฐานแก้จริตเข้าทำลายอารมณ์เศร้าหมองเหล่านั้น จนกว่าจิตจะผ่องใสขึ้นมาได้ ทำให้เป็นปกติ พยายามดูอารมณ์ของจิตอยู่ตลอดเวลา ให้นำใคร่ครวญพิจารณาและปฏิบัติด้วย จักให้ผลดีก็ต้องไม่ทิ้งอิบาท 4<O:p</O:p
    <O:p</O:p
    ในวันต่อมา ลูกสาวในอดีตของหลวงพ่อเกิดความเบื่อง่าย หน่ายกำเริบ หลวงพ่อฤาษีท่านก็เมตตาสอนให้มีความสำคัญดังนี้<O:p</O:p

    1.เอ็งต้องหาสาเหตุที่ทำให้จิตมันเบื่อง่าย หน่ายเร็วให้พบอารมณ์ฝืดๆ
    อย่างนี้ ทิ้งไว้นานไม่ดี สภาพจิตมันชอบของใหม่ๆ ก็ต้องคอยหาของใหม่ป้อนมันไปเรื่อยๆ (ลูกสาวท่านก็บอกว่าหาไม่พบ<O:p</O:p

    2.หลวงพ่อท่านก็ว่า เอ็งอย่าโง่ซิ กรรมฐาน 40 มหาสติปัฏฐานสูตรมันไม่มีทางตัน ต้องฉลาดกว่าอารมณ์ของจิตซิ เอาของเก่านั้นแหละย้อนไปย้อนมาทบทวนเข้าเป็นของใหม่ ประเดี๋ยวจิตมันก้จะเกิดความเพลิดเพลินไปเอง<O:p</O:p

    3.อย่าให้มันหลอก เราต้องหลอกอารมณ์ ขืนปล่อยให้มันเหนือเราอยู่เรื่อยๆ ก็มีหวังเจ๊ง เอาใหม่ตั้งต้นย้อนปลาย จากปลายย้อนหาต้น ทำให้มันเบา ๆ สนุกๆ อย่ามีอารมณ์เครียด ถ้าคิดแล้วหนักก็เลิก หันมาจับอานาปาก่อน รู้ลมพอจิตสบายๆ ก็หันกลับมาคิดใหม่<O:p</O:p
    จากนั้น สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตามาตรัสสอนต่อให้ว่า<O:p</O:p

    1.เจ้ายังอ่อนการพิจารณาหาต้นเหตุของทุกข์ในอริยสัจเพราะฉะนั้นจงหมั่นพากเพียร เร่งหาสมุทัยในทุกข์อริสัจให้พบ<O:p</O:p

    2.บ่อเกิดของอารมณ์คือตัณหา จงพยายามหาต้นเหตุให้พบ แล้วจัก
    ละอารมณ์ตัณาหาเหล่านั้นได้ที่ต้นเหตุนั้น<O:p</O:p

    3. จำไว้เพราะพวกเจ้าศึกษาวิชาครู จึงต้องผ่านขั้นตอนโดยละเอียด ไม่มีโอกาสได้เรียนลัดเช่นบุคคลอื่น จงตั้งใจทำกันให้ดีๆ เหนื่อยเท่าไหร่ก้ขอให้อดทน ถือว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ที่พวกเจ้าต้องเร่งความเพียร สั่งสมบารมีเพื่อเข้าถึงพระนิพพานให้จงได้<O:p</O:p

    4.อย่าท้อถอย เพราะหนทางเหล่านี้เป็นพวกเจ้าเลือกเอาไว้ทั้งสิ้น มีพระสงเคราะห์มากมายมาถึงปัจจุบันนี้แล้วจักท้อถอยเพื่อประโยชน์อันใด จงหมั่นอดทนฟันฝ่าอุปสรรคให้เต็มความตั้งใจ เพื่อทำจริงตามหลักธรรมปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน<O:p</O:p

    5.พยายามรักษากำลังใจให้เต็มเข้าไว้ ควบกับการรู้ลมหายใจเข้า-ออก ควบกับมรณานุสสติอยู่เสมอๆ จิตจักได้มีกำลังใจ<O:p</O:p

    6.ก่อนคิดพิจารณาอันใด ก็จงระลึกนึกถึงความเมตตาเตือนจิตเองไว้เสมอๆ ถ้าหากละความดีขณะของจิตข้างหน้านี้หรือขณะจิตนี้ลมหายใจเอาจจักพลาดจากร่างกายนี้ไป เตือนจิตตนเองไว้เยี่ยงนี้ และตรวจจิตว่า คิดหรือทำอันใดอยู่ในขณะนี้เป็นการไม่ประมาณ และอัตนา โจทย์ยัตตานังไปด้วย

    <TABLE class=alt1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle><TABLE class=alt1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>



    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    พระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี



    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    ในวันต่อมาก็ทรงพระเมตตาตรัสสอนต่อให้ดังนี้<O:p</O:p

    1.เบื่อก็รู้ว่าเบื่อ แต่อย่าให้จิตฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยจนลืมจุดปลายทางว่าที่สุดของความต้องการ คือ พระนิพพาน<O:p</O:p

    2.พิจารณาให้เห็นทุกข์และโทษของร่างกาย มีความเบื่อหน่าย แล้วก็จงยอมรับความทุกข์ และโทษของร่างกายนี้ว่าเป็นธรรมดา ตราบใดที่เจ้ายังทรงขันธ์ 5 อยู่ พยายามลงตัวธรรมดาให้จงได้ วางจิตให้ยอมรับกฏธรรมดาของขันธ์ 5 นั้น จิตเจ้าจักคลายความเกาะติดขันธ์ 5 ลงได้ในที่สุด<O:p</O:p

    3. ค่อยๆ วางอารมณ์ อย่าเคร่งเครียดจนเกินไป จิตจักมีความกลัดกลุ้ม เบียดเบียนตนเองก็เป็นความไม่ถูกต้อง หมั่นรู้ลมให้มากในระยะนี้อารมณ์ของจิตจักไม่ซ่านจนเกินไป<O:p</O:p

    4.แล้วจงหมั่นวางอารมณ์กระทบจากภายนอกลงด้วย อย่าหุนหันพลันแล่นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ทำให้จิตขุ่นข้องปฏิฆะเกิดขึ้นได้ง่าย จักพูดสิ่งใดขอให้ใคร่ครวญให้ดีๆ<O:p</O:p

    5.(ก็ยอมรับว่าเวลามีอารมณ์ฉุนเฉียว ทำให้กล่าววาจาไม่ดี) ทรงตรัสว่า มันเป็นผลเสียทั้งคำพูดและจิตใจของเจ้าเองและผู้ถูกกระทบด้วย<O:p</O:p
    ในวันรุ่งนี้เพื่อนของผมท่านก็ปฏิบัติพระกรรมฐาน เรื่องทุกข์ โดยยกเอาทุกข์ของขันธ์ 5 หรือการมีร่างกายนั้นเป็นทุกข์อย่างไรเป็นธัมมวิจัย มีความสำคัญว่าทุกข์นั้นมีอยู่จริง แต่คนที่เห็นทุกข์นั้นหายากเต็มทน (ต่พอตาไปเห็นเด็ก 2 คน ขึ้นเดินไปเหนือพระชำระหนี้สงฆ์ จิตจึงนึกตำหนิกรรมของเด็ก 2 คนว่าไม่สำควร) หลวงพ่อฤาษีท่านก็เมตตาสอนรายละเอียดให้ มีความสำคัญดังนี้<O:p</O:p

    1. การที่จะรู้ว่าควรหรือไม่สมควรนั้น ต้องรู้จิตตนเอง ไม่ใช่ไปรู้ที่จิตของคนอื่น (ก็คิดว่าท่านมาเตือนเราเรื่องจงอย่าไปสนใจกรรมของผู้อื่น ให้รู้สภาวะจิตของตนเองเท่านั้นเป็นพอ) <O:p</O:p

    2. หลวงพ่อก็สอนต่อไปว่า ใช่ เอ็งคิดถูก แต่ควรจะทำให้ถูกด้วยจึงจะดี เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้ตนเองไม่ใช่ไปรู้ที่คนอื่น โลกภายนอกมันกว้างเกินไปจบยาก สู้รู้โลกแคบๆ ภายในของตนเองนี่ ไล่มันให้จน จนจริงๆนะ คือรู้หมดจนมันดิ้นไปไม่ได้ ด้วยกิเลสทั้งปวง อย่างนั้นจบแน่<O:p</O:p

    3. ธรรมภายนอก นั้นมันเห็นนะเห็นแน่ เพราะเรายังอายตนะสัมผัส แต่เห็นแล้วก็จงน้อมเข้ามาเป็นธรรมะภายใน สัมผัสให้มันเกิดประโยชน์ เห็นแล้วเข้าใจในธรรมะนั้นๆ ไม่ตำหนิธรรม ดูให้เป็น คือ เห็นธรรมดาของธรรมนั้นๆ จิตมันก็สบายไม่รุ่มร้อน ไม่ปรุงแต่งธรรม แต่ให้เห็นในธรรมอารมณ์มันก็สบาย (ก็นึกว่า ท่านพูดง่ายเหลือเกิน)<O:p</O:p

    4. หลวงพ่อตอบว่า ก็ง่ายสิ มันจะยากอะไร ตั้งใจมีสติกำหนดรู้ทุกข์เสียอย่างเดียว เห็นกฏแห่งกรรมชัด จิตมันยอมจะรู้ทุกข์เสียอย่างเดียว เห็นกฎของกรรมชัด จิตมันก็จะยอมรับปล่อยวางอารมณ์ปรุงแต่งอันที่จะทำให้เกิดทุกข์ขึ้น เกิดการกระทำของกายวาจา ใจให้เป็นกรรมเกิดขึ้น แค่นี้เองง่าย ๆ (ก็นึกบ่นอยู่ในใจว่า เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา)<O:p</O:p

    5.หลวงพ่อท่านก็ว่า ห้ามบ่น พ่อไม่ชอบคนปากเปียกปากแฉะ เพราะบ่นไปมันก็ไม่มีปีประโยชน์อะไร เสียเวลา เอาเวลาที่บ่นไปปฏิบัติธรรมให้เกิดประโยชน์ดีกว่า ก็รับปากท่าน<O:p</O:p

    6.เอ็งอย่ารับปากส่งเดช ต้องทำให้ได้ด้วย เลิกบ่นท้อใจเสียที อาการบ่นคืออาการเสียกำลังใจ อย่าทำให้ให้พ่อได้ยินหรือได้เห็นอีก

    พระราชพรหมยานมหาเถระ (หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง)
    <O:pรวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน จากหนังสือ <O:p

    จากหนังธรรมะที่นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์(เล่ม4)


    <TABLE class=alt1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>





    </TD></TR></TBODY></TABLE>​


    <O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 ธันวาคม 2008
  2. AddWassana

    AddWassana เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    11,698
    ค่าพลัง:
    +21,110
    อนุโมทนาสาธุ"...รู้ทุกข์นั้นดีกว่าไม่รู้ทุกข์... "
     
  3. kosabunyo

    kosabunyo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +1,042
    ตามสติกำลังครับ
     
  4. Sawiiika

    Sawiiika เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,809
    ค่าพลัง:
    +1,553

    โมทนาด้วยค่าาา ,,,, บารมีเต็ม คือ การทำกรรมฐาน
    ด้วย ความเต็มใจ และ เต็มใจ นั้นเอง ^^'

    [​IMG]

    รูปคุ้น น่ะ บลู รูปสวยงามเหมือนคนถ่ายเรยเนอะ 5 5 5
     
  5. จันทร์เจ้า

    จันทร์เจ้า เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    830
    ค่าพลัง:
    +1,949

    อนุโมทนาครับ
     
  6. wara43

    wara43 ทีมผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 เมษายน 2006
    โพสต์:
    9,135
    ค่าพลัง:
    +16,185
    [​IMG][​IMG]ขอกราบโมทนาสาธุครับ สาธุ...[​IMG][​IMG]
     
  7. 1redstar

    1redstar เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    623
    ค่าพลัง:
    +1,372
    คนที่มีบารมีเต็มนั้น เขาจะรู้สึกมั่นอกมั่นใจในการบำเพ็ญเพื่อที่จะบรรลุธรรม ชัยชนะอีกไม่ไกลแล้ว เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ม้วนเดียวจบ จะมีความกล้าหาญฮึกเหิมขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติธรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อน ไม่ค่อยใส่ใจใน ลาภ ยศ ที่ชาวโลกเขาไข่วคว้า แล้วมุ่งสนใจแต่อริยทรัพย์ที่บังเกิดขึ้นภายในจิตใจ โทสะ โลภะ โมหะ ก็จะเบาบางลงอย่างชัดเจน จะรู้สึกว่าตัวเองมีของดีภายในตัว จึงไม่ค่อยนิยมแสวงหาของขลังอย่างแต่ก่อน ข้อสำคัญจะต้องมีฉัพพรรณรังสีแห่งพุทธธรรมแผ่ซ่านออกมาให้ผู้ที่มีตาทิพย์สามารถมองเห็นได้ อันจะเป็นหลักฐานยืนยันการมีอยู่จริง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 ธันวาคม 2008
  8. บูรพาผู้อิสระ

    บูรพาผู้อิสระ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    20
    ค่าพลัง:
    +0
    โมทนาด้วยคาบ สาธุ
    น้องบลูนี้ขยันพิมพ์ จริงเลยนะ...
     
  9. Creya

    Creya สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    9
    ค่าพลัง:
    +4
    อะนุโมทามิ
     
  10. Tuu

    Tuu Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กันยายน 2005
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +35
    เรามีทุกข์ทุกวัน แต่ลืมเห็นว่าเป็นทุกข์ แม้แต่กินข้าวก็เป็นทุกข์
     
  11. pbk_1983

    pbk_1983 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +26
    อนุโมทนาบุญด้วยครับ สาธุ สาธุ ยังต้องฝึกอีกเยอะครับผม
     
  12. Ugood

    Ugood ธรรมชาติ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    628
    ค่าพลัง:
    +489
    อนุโมทนา ครับ
    สาธุ สาธุ สาธุ
    ___________
    ธรรมคือธรรมชาติ
     

แชร์หน้านี้

Loading...