ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 18 มกราคม 2010.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    พ้นนิสัยแล้ว

    พระหนุ่มรูปหนึ่งบวชได้ ๕ พรรษา พ้นภูมินวกะ ไม่ต้องถือนิสสัย ท่านดีใจมากที่ตนพ้นนิสัยแล้ว จึงคิดจะปลีกตัวออกไปท่องเที่ยวแสวงหาวิเวกธุดงค์ไปให้ทั่วให้หนำใจกับที่ต้องกักขังตัวเองอยู่กับวัดอยู่กับครูบาอาจารย์มาแล้วตั้ง ๕ ปี
    พระ : ขอโอกาสกราบลาหลวงปู่ไปวิเวก
    หลวงปู่ : จะไปทางใด ?
    พระ : จะไปธาตุพนม แล้ววกขึ้นไปสกลนคร เดินไปเรื่อยๆ ครับ ขอโอกาสหลวงปู่จะให้ผมไปได้นานขนาดไหน
    หลวงปู่ : จะไปจริงหรือ
    พระ : ครับไปจริง จะให้ผมไปนานเท่าใดครับ ?
    หลวงปู่ : อย่าให้เกิน ๒ ปักข์
    (ปักข์ละ ๑๕ วัน เท่ากับ ๓๐ วัน เป็น ๒ ปักข์)
    พระ : โห...กระผมพ้นนิสัยแล้วนะครับ
    หลวงปู่ : โอ...ผู้ข้าฯ คนเฒ่าลืมนึกไป เอ้า... ถ้างั้นไปให้มันหายการอยากไปอยากมา เอากำหนดสัก ๑๐ วัน ก็พอนะ
    พระ : ...................
    (ไม่มีคำจะว่าต่อ ได้สติแล้วจึงได้แต่กราบ ๓ ครั้ง แล้วลงจากกุฏิขององค์หลวงปู่ไป)

    อะไรจะเป็นอุปสรรค
    โยม : หลวงปู่ได้เรียนหนังสือไหมครับ แต่ก่อน
    หลวงปู่ : เรียนแค่ ป. ๒ ครึ่ง ได้ ๕ ภาคเรียน
    โยม : พออ่านออกเขียนได้ไหมครับ
    หลวงปู่ : อือ..อ่านออกเขียนได้
    โยม : แล้วการเรียนในทางธรรมะล่ะครับ
    หลวงปู่ : ไม่เคยสอบสนามหลวงอะไรกับทางการหรอก
    โยม : ทำไมละครับ
    หลวงปู่ : การเรียนธรรมะ ใครว่าจะเอาการอ่านออกเขียนได้มาเรียน การเรียนไม่เรียนทางตัวอักษร ไม่เป็นอุปสรรคดอกโยม เขาเอาใจมาเรียนกันทั้งนั้นแหละจึงได้ธรรมะ
    โยม : ครับผม... เข้าใจแล้วครับ
    กราบขอขมาโทษครับหลวงปู่
    หลวงปู่ : ไปเถอะ จะไปอ่านจะไปเขียนอะไรที่ไหนก็ไป
    มาถามพระเฒ่าเฝ้าวัดจะได้ความอะหยัง
    [ในข้อนี้ภายหลังคล้อยหลังโยมผู้นี้ไปแล้วองค์หลวงปู่ก็กำหนดนั่งภาวนา, ส่วนผู้บันทึกก็นั่งพิจารณาอยู่ จึงลงมติโดยส่วนตัวได้ว่า “จริงโดยแท้ธรรมะเป็นของมีอยู่แล้ว เป็นแล้ว เป็นธรรมอยู่แล้ว
    หากดวงใจเป็นผู้ค้นพบแล้ว ก็จบกัน
    “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”

    และได้พิจารณาระลึกไปถึงเรื่องของมีผู้เข้าศึกษาธรรมะกับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่าหนองผือ ในเมื่อขณะที่คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ กับหมู่เข้าศึกษาและฟังธรรมด้วยเช่นกัน
    เขาถาม : พระธุดงค์พากันอยู่ดงอยู่ป่าอยู่บ้านนอกห่างไกลเช่นนี้ จะเรียนธรรมะ ศึกษาธรรมะกันอย่างไร
    “เรียนด้วยการหลับตา แต่ตื่นใจ” องค์หลวงปู่มั่นตอบ
    ใช่เรียนธรรมะด้วยใจที่ตื่นอยู่
    ใช่ใจจริงๆ ใช่จริงๆ )
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ประโยชน์อะไร
    ถาม : หลวงปู่ครับ พระอรหันต์ยังมีอยู่ไหม
    ตอบ : มี
    ถาม : เมื่อมีแล้ว ก็มีทั้งไม่ประกาศตน และประกาศตน อย่างนั้นหรือ
    ตอบ : อย่างนั้น
    ถาม : แล้วจะรู้อะไรจริง อะไรปลอม
    ตอบ : จะไปรู้หรือ เรื่องเฉพาะใครมัน (ปัจจัตตัง)
    ถาม : ที่ประกาศตน
    ตอบ : หมอหลวงปุมขี้ป้าง สาวแม่ฮ้างจ่ายสะเหน (เสน่ห์)
    หม้อน้ำเต็มมันบ่ดัง หม้อน้ำดังมันบ่เต็ม
    ขี้อวดขี้โอ่ ขี้โม้ขี้เมา
    ถาม : พอเข้าใจครับ แล้วที่ไม่ประกาศตนก็มีอยู่
    ตอบ : มี แต่ไม่บอก เพราะจะบอกไปทำไม ท่านผู้เป็นอริยะแล้วก็ไม่เห็นท่านบอกว่าท่านเป็นแล้ว ประโยชน์อะไร
    ถาม : ประโยชน์ของผู้คน เช่น จะได้ทำบุญกับท่าน
    จะได้มีความหวังและกำลังใจในการปฏิบัติ
    จะได้รู้ว่า พระอรหันต์ จะไม่ว่างจากโลก
    ตอบ : หากเพราะแต่เพียงแค่นี้เท่านั้นหรือ
    ถาม : ครับผม
    ตอบ : เอาเถอะ ไปเสาะหาเอาเองเถอะ ตาดีได้ ตาใบ้จาว
    (- หมอหลวงมาจ่ายยาแก้ไข้ป้าง
    เป็นสาวแม่ร้างมาจ่ายเสน่ห์ยาแฝด : ตรงข้ามกับที่เป็นอยู่
    - จาว คือ ตาถั่ว, ตาบอด
    มองอะไรไม่เห็นจริง )
    ในเรื่องนี้ เรื่องทำนองนี้มีผู้เข้าถามคุณย่าชีแก้ว เสียงล้ำ เช่นเดียวกัน
    แล้วได้คำตอบกับคืนว่า “ คนจริงนิ่งเป็นใบ้
    คนเว้าได้นั้นไม่จริง”
    คือไม่รู้จะพูดจะประกาศไปทำไปกัน ประโยชน์อะไร
    เป็นแต่มุ่งในลาภสักการะ การชื่นชอบและกราบไหว้จากผู้คนเท่านั้น

    บุญของผู้ข้าฯ มีแล้วอย่างอื่น
    ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๐ พระอาจารย์เจ้าอาวาสดำริตกลงสร้างพระอุโบสถ อันได้รับพระราชทานมาแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ องค์หลวงปู่ไม่สร้าง พอลุสมัยนี้จึงได้ระดมทุนสร้าง
    ในการนี้องค์หลวงปู่ว่า “สูเจ้าอยากจะสร้างก็ให้สร้างไปเถอะ นั่นบุญของสูเจ้า บุญของผู้ข้าฯ มีแล้วอย่างอื่น”
    และในระยะนี้ท่านได้เตือนสติเสมอๆ ว่า “ใจต้องรักษานะ ก่อสร้างร่างแปลนนี้อย่าให้เป็นบาปนะ
    ใช้เงินเขาให้มาให้เป็น
    เขาให้ก่อสร้างอุโบสถนะ
    อย่าเอาไปใช้อย่างอื่น”
    หรือไม่ก็พูดว่า “ผู้ข้าฯ ไปเห็นมามากแล้ว
    ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จทิ้งไว้ก้างย่าง ต่ามย่ามขี้เมี่ยงขึ้นกินเหล็ก ขี้ตะไคร่น้ำขึ้น ได้เงินมาแล้ว เอาไปใช้จ่ายอย่างอื่น ไม่ก่อสร้างทุกข์ตายหล่ะ ศรัทธาญาติโยมผู้หาเงินมาช่วยเหลือ..”
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ยาอายุยืน
    พูดขอ : หลวงปู่อายุยืนสุขภาพดี แข็งแรงอย่างนี้ ต้องมียาดีแน่ๆ เลย ลูกขอเมตตาจากหลวงปู่ด้วยเจ้าค่ะ อยากได้ตำรายา
    จะให้ : จะให้จะเอาไหมล่ะ แต่ตำรานี้ต้องกินทุกวัน ขาดไม่ได้ ขาดแล้วไม่เป็นยา
    จะเอา : เอาเจ้าค่ะ...(ขลุกขลักค้นหาสมุดปากกาจากกระเป๋า)
    จะให้ : ไม่ต้องจดต้องเขียนดอก ไม่มาก
    โยม : เจ้าค่ะ (พนมมือรอรับตำรายา)
    หลวงปู่ : พุท – โธ
    โยม : พุท - โธ
    หลวงปู่ : จำได้หรือยัง
    โยม : แค่นี้หรือ (หัวเราะ – หัวเราะ)
    (หยุดหัวเราะแล้วกราบหลวงปู่ – หลวงปู่ก็หัวเราะ)

    มะกอกใส่แกงบอน หัวหล้อนฮองมะเหงก
    เมื่ออายุมากขึ้น
    มีโยมเข้ากราบนมัสการในแต่วัน
    บางคณะก็เป่าหัวให้ ตบหัวตบหลังผู้ชาย โยมผู้หญิงก็จะเอาไม้เท้าเคาะศีรษะให้ ญาติโยมก็ชอบอกพอใจ ว่าหลวงปู่เมตตาหรือไม่ก็ว่าได้พลังบารมีได้สิริมงคล ได้กำลังใจดี
    เมื่อ ฤดูร้อน – เณรฤดูร้อนได้ถามองค์ท่านว่า
    “หลวงปู่เอาคาถาอะไร เป่าหัวให้เขาครับ” เณรถาม
    องค์หลวงปู่ตอบว่า “เอาลม”
    “แล้วเอาอะไรเคาะหัวให้เขาละครับ หลวงปู่อย่าบอกว่าไม้เท้านะครับ” เณรถามพร้อมพูดปิดหนทางหลวงปู่ และตัวเณรเองก็นั่งไม่ไกลจากหลวงปู่
    “เอามะเก๊าะ” หลวงปู่บอกพร้อมกับโยนมะเหงกลงบนหัวเณรน้อย ไปไหนจะเอาแฮงๆ ใส่แกงบอนยังแซบ”
    เณรผู้ถามร้องว่า “ไม่เอาอีกแล้ว พอแล้วครับ”
    มะกอกมันหล่นให้ใส่แกงบอน หัวหล้อนๆ นี้ต้องใส่มะเหงก มาๆ ใกล้ๆ จะเอามะเก๊าะหล้อนให้กินอีก มันได้ปัญญามาถามดีแท้เณรน้อยตนนี้ (ฮา – ฮา)
    (มะเก๊าะหล้อน = มะเหงก)

    อะไรมากกว่า
    ถาม : หลวงปู่ครับ ระหว่างบุญและบาปในใจบุคคลอะไรมากกว่ากันครับ ?
    ตอบ : ทำบาปก็ได้บาป
    ทำบุญก็ได้บุญ ผู้ใดทำบุญก็ทำบุญได้มาก เพราะเห็นคุณค่าของบุญ แต่ผู้ใดทำบาปมากก็ได้บาปใจห่างจากบุญ ได้รับผลคือทุกข์ร้อนใจ
    ถ้าหากยังอยู่ในโลกนี่อยู่ ก็ว่าดีไม่ทั่วชั่วไม่หมด ดีชั่วปะปนกันอยู่ ที่ไหนมีคนดีที่นั่นมีคนชั่วเหตุว่าทั้งกิเลสทั้งคุณธรรมของพุทธะเป็นอยู่สลับกันไป
    แต่โลกนี้บุญมากกว่าบาป คนดีมากกว่าคนไม่ดี คนมีสุขมากกว่าคนมีทุกข์
    ขอให้เป็นกลางให้ได้ แต่ละอย่างก็ดีไปตามสภาพของตนๆ
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ใครจะเก่งสู้พระ (พุทธ) เจ้า

    เมื่อมีผู้มานิมนต์ให้หลวงปู่ไปในงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคล หรืออะไรก็ตาม ในสมัยที่องค์ท่านยังไม่ผ่อนผันให้ หรือแม้แต่มีพระเถระผู้ใหญ่เข้ามาถาม
    เช่นครั้งหนึ่งองค์หลวงปู่เอาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไปถวายองค์หลวงปู่หล้า (เขมปตฺโต) วัดภูจ้อก้อ บ้านแวง องค์หลวงปู่หล้า ได้ถามถึงเรื่องการปลุกเสกพระพุทธาภิเษก ว่า
    ถาม : ท่านอาจารย์เห็นว่าอย่างใด เขามีฎีกานิมนต์ให้ไปพุทธาภิเษกพระ
    ตอบ : ลูกศิษย์จะไปเสกอาจารย์อย่างนั้นหรือ
    ใครจะเก่งสู้พระ (พุทธ)เจ้า
    ขี้กะโล่สมัยใหม่ ตัวเจ้าของมันยังเสกไม่ได้ อย่าไปส่งเสริมเขานะ
    ผมนี้ไม่เอาด้วยหรอก
    ถาม : โดยข้าน้อยฯ ผมกะบ่เอาดอก

    ใครบ้างถึงพระนิพพาน
    ถาม : หลวงปู่ครับ นักปฏิบัติ ครูบาอาจารย์นักบวชผู้บวชมานาน บางรูปจนเฒ่าจนแก่แล้วที่ปฏิบัติกันอยู่นี้จะได้ไปนิพพานกันหมดเลยหรือครับ เพราะได้ยินบ่อยๆว่า ตายแล้วกระดูกแปรสภาพเป็นธาตุ หรือองค์นั้นองค์นี้ไปอริยภูมิชั้นนั้นชั้นนี้ ?
    ตอบ : ได้แต่ผู้ได้ ถึงแต่ผู้ถึง
    จะถึงนิพพานก็แต่ผู้ปฏิบัติชอบเท่านั้น ผู้ใดดำเนินตนตามศีลของพุทธะ สมาธิของพุทธะ ปัญญาของพุทธะ มรรคของพุทธะ ผู้นั้นจะรู้จักทุกข์ได้ว่า ทุกข์อย่างใด ทุกข์เกิดจากอะไร ดับอย่างไร ทุกดับไปอย่างใด
    พระ(พุทธ) เจ้าทรงยืนยันเอาไว้แล้วว่า อิเม จ ภิกฺขุ สมฺมา วิหาเรยฺยุ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส...
    ถ้าภิกษุสามเณรนักบวชในพระพุทธศาสนาเป็นอยู่ไปโดยชอบธรรมเที่ยงตรงในวินัยโลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ผู้จะเข้าสู่พระนิพพาน
    แต่นี่เดี๋ยวนี้ นักบวชสมัยนี้ เขาเก่งกว่าพระพุทธเจ้าผู้เป็นอาจารย์เสียอีก การหาวัตถุปัจจัยเงินทองลาภสักการะผู้คนชาวศรัทธาเขาก็เก่ง ขึ้นเรือนนั้นลงเรือนนี้ การอยู่กินขบฉันก็สัพเพเหระเปะปะไปเรื่อย อะไรไม่ติดคอเป็นอันฉัน การบัญญัติความบริสุทธิ์ให้แก่กันและกันนี้ก็เก่ง
    อะไรเล่าจะชำระล้างสันดานคนให้สะอาดบริสุทธิ์ได้เท่ากับศีลธรรมของพุทธะ
    นี่พอมาปฏิบัติกัน พอมาบวชมาศึกษาก็ทำด้วยอยากได้หมายเป็นอยากเห็น อยากรู้ ก็ตัวเป็นทุกข์เพราะอยากแท้ๆ ก็ไม่รู้ เที่ยวประกาศอวดอ้างภูมิเพศของผู้บริสุทธิ์กันไปตามเมาตามหลง ท่านผู้ได้แล้วท่านรู้สังวรของท่านอยู่ ไม่มีมายาโอ้อวดหรอก ไม่มีมายาจะมารับรองตน จะไปเที่ยวรับรองคนนั้นคนนี้หรอก
    หากยังประกาศอยู่แสดงว่าไม่ถึงคำว่าปัจจัตตัง ปัจจัตตธรรม
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ส่วนเรื่องกระดูกแปรเป็นธาตุเป็นก้อนขึ้นมานั้น ก็จะมีอะไรก็อนิจจังนี้หล่ะ หากไม่แปรสภาพก็มิใช่อนิจจัง มิใช่อนัตตา
    อย่าไปตื่นกับวัตถุธาตุในโลก เป็นอยู่อย่างนี้เสมอมามิได้ขาด
    ถาม : แล้วหลวงปู่ได้นิพพานแล้วหรือยัง
    ตอบ : ทั้งสุกทั้งดิบยังมิได้สักนิพพานถ้ายังละกิเลสมิได้
    ถาม : ในเมื่อหลวงปู่ละยังไม่ได้ แล้วหลวงปู่รู้ได้อย่างไรว่าพระนิพพานเป็นสุข พระอรหันต์เป็นผู้ถึงสุขโดยส่วนเดียว
    ตอบ : เออ..ถามได้ดีแท้ คนหนึ่งไม่เจ็บไม่ป่วยก็เป็นอยู่สบาย แต่พอไปโรงพยาบาลหรือไปเห็นคนเจ็บป่วยร้องโอดโอยครวญคราง ก็ย่อมจักพอรู้จักได้ในเวทนาอันนั้น ข้อนี้ฉันใด คนผู้หนึ่งได้สุขคนผู้หนึ่งได้ทุกข์ จะรู้จักทุกข์แลสุขของกันและกันก็ได้ด้วยการอนุมาน
    เช่นยาจกอนุมานว่า เศรษฐีผู้มั่งคั่งมีความสุขมีความสะดวกสบาย
    ผู้เดือดร้อนด้วยความอยากความทะเยอทะยาน
    ผู้เดือดร้อนด้วยความโขด (โกรธ) พลุ่งพล่าน พยาบาท
    ผู้เดือดร้อนด้วยความมัวเมา
    เมื่อมาเห็นท่านผู้สงบ อยู่ภายเป็นสุข ไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ด้วยกิเลส ย่อมพอจะดูออก รู้เห็นได้ว่าท่านผู้นั้นมีความสุขสงบยิ่งกว่าตน
    ถาม : ผู้ได้ธรรมะในแต่ละชั้นของอริยภูมินั้น รู้จักตนเองได้แล้วจะรู้จักผู้อื่นที่ได้ธรรมะชั้นเดียวกัน หรือชั้นต่ำกว่า อยู่หรือครับ
    ตอบ : เมื่อสิ้นเหตุปัจจัย ย่อมรู้ว่าสิ้นเหตุปัจจัยแล้ว จึงไม่มีการสืบต่อในภายชาติในพระบาลีกล่าวว่าเมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นญาณรู้ว่าหลุดพ้นย่อมเกิดขึ้นคือรู้จักตัวของตัวเองได้ รู้ว่าชาติความเกิดสิ้นแล้ว การทำความดีของตนบริสุทธิ์แล้ว พรหมจรรย์ได้จบแล้ว กิจใดๆ ได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะทำอีกไม่มีอีกแล้ว
    นี้คือความรู้ตัวของพระอริยเจ้า แต่จะรู้จักท่านผู้อื่นที่ได้ธรรมะระดับเดียวกัน หรือระดับต่ำกว่านั้น ครูอาจารย์ขาว (อนาลโย) เคยบอกว่า
    “ น้ำเข้ากับน้ำ
    ดินเข้ากับดิน
    น้ำมันเข้ากับน้ำมัน”
    นี่ปัจจัตตังของธรรมเป็นเช่นนี้
    หรือจะให้ว่าอย่างใดล่ะ ความเข้าใจเป็นอย่างนี้”
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ตอบอย่างนี้ก็ตอบ
    เมื่อครั้งไปนิมนต์ที่บ้านกรุงเทพภาวนา
    มีโยมนักปฏิบัติคนหนึ่งมาปฏิบัติภาวนาด้วยทุกคืน (๑๙.๓๐ – ๒๑.๐๐ น.) เมื่อก่อนปฏิบัติและหลังปฏิบัติก็ฟังหลวงปู่อธิบายบ้าง ตอบคำถามบ้าง
    ครั้นหลายวันเข้า โยมผู้นี้คุ้นเคยองค์หลวงปู่มากขึ้น แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้บ่นให้องค์หลวงปู่ฟังว่า “ผมเครียดกับแฟนผมมาก แต่งงานกันมา ๖ ปีแล้ว ยังไม่ได้ลูก แต่ก่อนอยากได้ลูกกันมาก แต่เดี๋ยวนี้จะได้หรือไม่ได้ก็วางแล้ว แต่มาเครียดเรื่องใหม่ ผมอยากให้เขามาภาวนาด้วย ชวนมาก็ไม่อยากมา แต่ชอบออกไปเที่ยวเล่นในกลางคืน ไม่รู้จะทำอย่างไร เครียดมากครับหลวงปู่”
    “ธรรมดาล่ะคู่ผัวเมีย” หลวงปู่ตอบ
    “จะแก้เครียดยังไงครับ” โยมถาม
    “ไม่ยากหรอก นอนนำกันก็หายเครียดได้แล้ว”
    (นอนด้วยกันก็หายเครียดแล้ว)
    เมื่อโยมผู้นี้เข้าใจในคำตอบแล้วก็หัวเราะชอบใจมาก และชมหลวงปู่ว่า เข้าใจโลกมนุษย์ ธรรมชาติมนุษย์ได้ดี แล้วหลวงปู่สอนอีกว่า “เราหล่ะเอาแต่มาภาวนากลับบ้านไปก็ดึกแล้ว ยังหน้อยยังหนุ่มอยู่ ต้องรู้จักกิจของคู่ตัวผัวเมีย เราหล่ะอยากให้เขามาภาวนา เขาก็ไม่เอาแล้ว กลับไปนี้ไปนอนนำกันเสีย แล้วบอกว่าหลวงปู่บอกว่าพรุ่งนี้ให้ไปภาวนาอยู่ด้วย เขาก็จะมาเองหล่ะ”
    โยมผู้นี้คงจะทำตามคำสอนของหลวงปู่ทุกอย่างทุกกิจ
    พอวันรุ่งขึ้นโยมผู้เป็นแฟน เธอก็มาภาวนาอยู่ด้วย และปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ขององค์หลวงปู่ตลอดไป
    แต่มาอีกไม่นานทราบว่า ตั้งท้องมีครรภ์ ยิ่งทำให้ผัวเมียคู่นี้ศรัทธาในองค์หลวงปู่มากยิ่งขึ้น ทราบว่าได้บุตรชาย
    ล่าสุดมาบอกว่า จะให้บวชพระอยู่กับหลวงปู่ให้ได้

    อะไรปรุงอะไร
    โยม : ผมได้ฟังหลวงปู่เทศน์ว่า บุญไม่เป็นตนเป็นตัว
    บาปไม่เป็นตนเป็นตัว
    ใจไม่เป็นตนเป็นตัว
    แต่เป็นของมีฤทธิ์
    คำว่ามีฤทธิ์ของหลวงปู่ คือ บุญบาปตกแต่งใจ ใช่ไหมครับ
    ตอบ : อือ
    ถาม : บุญบาปมาแต่กิเลส มาแต่ใจคิดใจนึกนั้นหรือครับ
    ตอบ : อือ
    ถาม : ใจปรุงกิเลส หรือกิเลสปรุงใจ จึงเป็นไปได้ทั้งบุญทั้งบาป
    ตอบ : จิตอยู่ของจิต ใจอยู่ของใจ
    กิเลสอยู่ของกิเลส ผู้ปรุงสังขารอยู่ของสังขาร
    รวมกันเมื่อใดก็ยุ่ง
    ถาม : แล้วอะไรปรุงอะไรละครับ
    ตอบ : สังขารทำงานของมันเท่านั้น เป็นบุญก็เป็นได้
    เป็นบาปก็เป็นได้
    มีฤทธิ์ คือ พาให้พ้นจากบุญจากบาปประการใดๆ ได้ ไม่ต้องปรุงไม่ต้องปั้นอะไรอีก หมดภาระ หมดเรื่อง ที่จะพูดกันอีก
    ถาม : หมดฤทธิ์ด้วยหรือครับ
    ตอบ : เอ้าก็บอกแล้วว่า หมดเรื่องที่จะพูด
    โยม : ฮา – ฮา – ฮา (ฮา เพราะตามองค์หลวงปู่ไม่ทัน)
    ฮาแล้วลากลับ
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ขี้คร้านพูดแต่ก็ต้องพูด
    ระยะเวลาช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลกฐิน มีทั้งหมู่พระเณร คฤหัสถ์ฆราวาสญาติโยม ท่องเที่ยวและเสาะหาทำบุญ แม้ที่วัดของหลวงปู่นี้ก็เช่นกัน มีมาทุกวัน – วันละหลายคณะ องค์หลวงปู่บอกเปรยว่า “เขาตื่นเต้นบุญกฐิน เข้าใจว่าจะได้บุญมาก จึงเสาะหาทำบุญกับพระเณร นี้เรื่องของญาติโยม ส่วนพระเณรพอได้เงินเขาทำบุญแล้วก็ได้สตางค์ค่าน้ำมันค่ารถ ก็พากันเที่ยวไปตามใจชอบ ว่าอยู่ที่เดิมมันหง่อมมันเหงา
    กินข้าวกินน้ำชาวบ้านอิ่มแล้วไปเที่ยว จนมืดจนค่ำยังไม่เข้าวัด
    เป็นพวกขี้คร้านกรรมฐานไม่เล่าเรียน
    บางพวกเป็นสุกร กินแล้วนอนไม่ทำเพียร ข้อวัตรไม่ใส่ใจ ธรรมวินัยไม่ศึกษา คนที่เป็นสมภารยิ่งหนัก ของวัดเงินวัดของสงฆ์ไม่เข้าใจโลภเอาเป็นของตัว เอาตัวเองเป็นใหญ่ เห็นแก่ได้เป็นของตัว นี้มีมากนัก
    อื่นๆ ก็มีอีกมาก อิเหละเขละขละ น่าละอาย
    พระบัญญัติอาบัติผิดถูกไม่ใส่ใจหรอก
    มรรคผลไม่หมดเขตหรอก แต่คนผู้มาบวชคนผู้มาปฏิบัติทำตัวเองให้หมดเขตเป็นเปรตเป็นมารไปเสียเอง
    พวกนี้มันดูถูกตัวเอง มันก็ต้องเป็นไปของมัน
    เฮ้อ..! ขี้คร้านพูดกับพระเณรทันสมัย”
    ๑๘ พฤศจิกายน ๕๐
    (จากคำปรารภขององค์หลวงปู่ในข้างต้นนี้ มีคติข้อที่ควรคิดครวญอยู่ว่าผู้ที่เป็นเจ้าอาวาส เป็นสมภารวัด เป็นประธานสงฆ์ ต้องปกครองตนเองให้ดีและให้ได้ ต้องสำเหนียกสำนึกระวังในเรื่องวัตถุให้มาก และที่สำคัญต้องบอกเตือนตนเองอยู่เสมอว่า ตนยังไม่หมดกิเลสจะประมาทมิได้ จะมาเน้นที่วัตถุนวกรรมการก่อสร้าง จนเกินกำลังก็คงจะมิใช่
    เพราะข้อนี้จะสร้างความลำบากให้แก่ญาติโยมผู้มาศรัทธา
    เท่าที่สังเกตมาแล้ว หนักหนาบางรายเป็นหนี้สินนุงนังไม่ต่างจากชาวบ้าน, บางรายวิ่งเต้นหาโยมคนนั้นคนนี้ หาวัสดุที่นั่นที่นี่ หาผ้าป่าหาเงินหาขอ หรือที่สุดก็ทำกิจกรรมใดๆ ก็ได้ขอให้แปรเป็นตัวเงิน จากพระจากสงฆ์แปรไปเป็นผีเป็นพราหมณ์ ในข้อนี้องค์หลวงปู่บอกสอนเสมอว่า “อย่าตามใจตน – อย่าตามกิเลส อย่าทำชีวิตให้เป็นหมัน มาบวชนี้มิใช่มาเพื่อสะสางชะล้างตัวเองให้สะอาดด้วยพุทธวินัยมิใช่หรือ” นี้คือข้อเตือนตนจากองค์หลวงปู่
    จะเห็นได้ว่าสมภารผู้เป็นหัวหน้าวัด สำคัญยิ่งนัก เพราะเป็นผู้นำกุลบุตรลูกหลานว่านเครือในพุทธธรรม จะนำสู่มรรคผลจนลุนฤพาน หรือจะนำไปสู่ห้วงนรกหมกบาป ก็เป็นไปได้ทุกทาง
    มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสต้อนรับพระเถระ ๓๘ พรรษา ท่านมาร่วมงานเจดีย์ที่สำนักแม่ชี เมื่อนำท่านขึ้นพักที่กุฏิรับรองแล้ว ท่านก็ถามหาของขบฉันยามบ่าย จึงได้เรียนท่านว่า “ที่นี่หลวงปู่ไม่นิยมให้ขบฉันจุบจิบ”
    ท่านก็เลยบอกว่า “เราถือเคร่งเกินไปเราก็จะไม่มีหมู่มาอยู่ด้วย นานไปก็จะไม่มีกุลบุตรลูกหลานเข้ามาบวช เข้ามาสืบทอดพระศาสนา ที่วัดผมไม่เคร่งและไม่หย่อน แต่มีทุกอย่างให้ขบฉัน ลูกอม ขนมเยลลี่ ลูกท้อ บ้วย สมอจีน เฉาก๊วย ปานะ น้ำผัก สาหร่ายแผ่น เนยกวน ลูกยอ เมล็ดทานตะวัน กระเทียมดอง ยาร้อน (ต้มน้ำผักปรุงรสชนิดต่างๆ) ลูกพรุน...ฯลฯ”
    ขณะที่ท่านสาธยายอยู่นั้น ผู้เขียนก็จัดน้ำเปล่าถวาย และขอโอกาสกราบท่านลุกลงจากกุฏิ และมิได้ว่าอะไรแก่ท่าน เพราะเราไม่เอาคำของท่าน ท่านติดฉันเราไม่ติด
    นี่สมภารนำหน้าในการกิน นิมนต์เถ๊อะท่านเอย ปากท้องเป็นของท่าน
    อีกประเด็นหนึ่งคือ พระเณรได้เงินจากกฐินจากผ้าป่าจากการให้ทานของผู้คนชาวศรัทธาแล้ว เตร่เที่ยวเทียวไปเรื่อยตามชอบใจ
    นี่พวกนี้ องค์หลวงปู่ว่า “พวกไม่ได้นิสสัย
    ไม่มีอะไรกับเขาหล่ะคนพวกนี้ หาวิธีรายการออกจากวัด ว่าจะไปนั่นนี่ ธุระอย่างนั้นอย่างนี้ เคยถามเขาว่าทำไมชอบท่องเที่ยวแท้หล่ะ...โอ๊ะท่านหลวงปู่ไประบายอารมณ์เราก็ว่า มากจนต้องระบายออกหรือไอ้อารมณ์นี่ เขาก็ว่าครับ”
    นิสสัยอย่างหนึ่งของพระเณร ที่หลวงปู่พร่ำสอน คือ สุหุชุธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความไม่มีมายาสาไถย มีอะไรก็ให้กราบเรียนครูบาอาจารย์ทั้งหมด ไม่ปิดบังอำพรางครูบาอาจารย์ของตน เพราะสันดานดิบห่ามเป็นเรื่องที่เกินกว่ากำลังของตนอยู่แล้ว )
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    งานของใครมีอยู่
    จากการได้อาศัยในร่มเงาชายคาในบุญขององค์หลวงปู่ ได้ทำหน้าที่ของตนเพื่อถวายความผาสุกให้แก่องค์ท่าน ซึ่งหน้าที่อันเกี่ยวกับด้วยองค์ท่าน หรือเนื่องด้วยองค์ท่านก็ตามองค์ท่านไม่ต้องการความยุ่งยาก และยุ่มย่าม ให้เป็นไปอย่างเรียบง่าย สบายอยู่ง่าย ฉันง่าย ไม่พิถีพิถัน
    แต่ก็ให้โอกาสในอาจาริยวัตร หากแต่เมื่อทำอะไรเรียบร้อยแล้วก็ให้ออกไป เพื่อศึกษาพระธรรมตำราสมาธิภาวนางานของตนต่อไป
    “ไป๊...ไปเถ๊อะ งานของเจ้าของมีอยู่
    วินัยทำแล้ว ให้ไปทำกับธรรมะ อย่ามาทุกข์กับผู้ข้าฯ คนเฒ่านี้”
    หมายความว่า อาจาริยวัตรเป็นวินัย
    เมื่อประกอบรักษาความสำรวมเรียบร้อยเอื้อเฟื้อแล้วนี้ก็ให้รู้จัก การอ่านศึกษาในธรรมปริยัติ และในธรรมปฏิบัติอันเป็นกิจอีกส่วนหนึ่งของนักบวช องค์ท่านไม่ประสงค์จะเบียดเวลาของใครศิษย์คนใด

    ใช้เขาไม่ได้เราลำบากใจ
    นับวันอายุขององค์หลวงปู่มากขึ้น – มากขึ้น
    แต่กิจบางอย่างที่องค์ท่านทำเองได้ก็จะทำด้วยองค์ท่านเอง และไม่ค่อยได้ใช้ผู้อื่นพระน้อย เณรน้อย ทำ เช่น เดินไปหยิบของ ลุกเดินไปเปิดปิดไฟ รินน้ำฉันเอง เปิดน้ำสำหรับสรงเอง พับผ้าเก็บผ้าเอง จัดที่นอนที่นั่งเอง ยังทำได้คล่องตัว มีสติอยู่ เช่นว่าเปิดพัดลมเบอร์ใดตัวใด เปิดแอร์กี่องศา
    องค์ท่านว่าในเรื่องเช่นนี้ว่า
    “เราทำเองได้ อย่าไปใช้ใครผู้อื่น หากเราใช้แล้วเขาไม่ทำให้เราก็เดือดใจ ไม่พอใจที่เขาไม่อยู่ในอำนาจของเรา”
    ดังนี้แล้ว อาจจะกล่าวได้ว่าองค์หลวงปู่เป็นผู้เข้มแข็งเป็นผู้พึ่งตนเองได้เสมอ ไม่นิยมการพึ่งพาใคร จะหาความอ่อนแอและอ่อนข้อจากองค์หลวงปู่นั้นหาแทบไม่มีช่องเลย
    “คนอ่อนแอนั้นคอยหาแต่จะพึ่งคนอื่น อาศัยผู้อื่น แม้กิจเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำเองไม่เป็น ทำเองไม่ได้ เราเป็นนักบวชไปมาด้วยลำแข้ง หากินด้วยลำแข้งตัวเอง จะมาทำตนให้ยุ่งยากให้รุงรัง งอแงหงุดหงิดง่ายๆ มิได้ ใจของเราจะคอยให้มีคนเอาอกเอาใจอยู่ตลอดเวลา นั่นจะได้หรือ อยู่ตัวคนเดียวมิได้ ก็จะหาสุขมิได้”
    ในข้อนี้ ผู้เรียงเรื่อง ยอมรับโดยดุษฎี ไม่มีข้ออ้างอันใดได้
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    อิสระเรียบง่ายและอบอุ่น
    ปกติธรรมดาขององค์หลวงปู่อีกประการหนึ่ง คือ ความเรียบง่ายปกติ และเป็นไปธรรมดา ไม่มีมายา ไม่มีแกล้งจริต คิดพูดทำแสดงออกมาตรงกัน
    แม้แต่สุ้มเสียงก็เป็นปกติ เรียบลึกและชัดเจน จนได้รับคำชมจากสาธุศรัทธาว่า “อายุมากแล้วนี้ เสียงยังแจ๋วอยู่ เสียงยังหนุ่มนุ่มหูอยู่”
    องค์หลวงปู่ได้บอกสอนผู้เรียบเรียงว่า “คนเอาใจยากเป็นคนมีมารยา นักบวชบางคน เอากิริยากายวาจาเป็นของเล่น บางคนเข้าหายาก ผู้ข้าฯ อยู่กับท่านอาจารย์ตื้อ (อจลธมฺโม) อยู่กับท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) อยู่กับท่านอาจารย์แหวน (สุจิณฺโณ) อยู่สบายกันเอง ได้ธรรมะ ไม่รีตับรีตองอะไร
    มีอยู่หลายคนตั้งท่าอย่างนั้น อย่างนี้ ท่าทาง บางคนเป็นเจ้าคุณแล้วเขาเอาเก้าอี้มาให้นั่งว่า ไม่เหมาะกับตัวไม่ยอมนั่ง เขาปูอาสนะไม่งามให้ก็ว่าก็บ่น อาหารจังหันสำรับขันโตกต้องสวยต้องงาม ข้าฯ ไปเห็นมาแล้ว สัพพะโลกนี้”
    ความสง่าผ่าเผย น่าเข้าใกล้ อิสระอบอุ่นคุ้นเคย มีอยู่มากนักในองค์หลวงปู่
    ในวันเดียวกันนี้ เวลา ๑๕.๔๐ น.
    ก่อนจะสรงน้ำ หลังจากองค์ท่านนอนพักจากการนำปฏิบัติสมาธิภาวนาประจำวัน (๑๓.๓๐ – ๑๕.๐๐ น.) หมู่ลูกศิษย์พระเณรนวดแข้งขาถวายให้คลายเมื่อย องค์ท่านปรารภว่า “ไม่ให้มันเจ็บมันปวด มันก็เจ็บก็ปวดของมัน อนิจจังแท้ๆ หละ ทุกข์นั้นไม่ต้องว่าหรอก เป็นของมันเรื่อยมาแล้วแต่อยู่แต่ท้องแม่ บอกไม่ได้ใช้ไม่ฟังอะไรสักอันสักอย่างสูเจ้ายังน้อยยังหนุ่ม เจ็บเนื้อเจ็บตัวยังไม่มี ตาดี หูดี ไปมาอะไรก็เบาสบาย เอาเถอะอีก ๓๐ ปี สูจะรู้จักได้ ๖๐ ปี ไปเมื่อหน้ารู้จักหล่ะร่างกายนี้มันจะบอกสูเอง ธรรมดามันจะบอกสอนสูเอง อย่าว่านะว่าสูจะไม่แก่ไม่เฒ่า
    เดี๋ยวนี้สูเจ้าตื่นเช้ามา โก่โด่โก่เด่ ตื่นขึ้นหงึกๆ (องค์ท่านทำท่าทางประกอบ : พระเณรได้ฮา)
    ไหนเณร...เปิดเบิ่งดุ๊ของเณร แข็งขนาดใด (เณรหัวเราะ) โห...อย่าไปหัวเราะ มันต้องตื่นก่อนอ้ายมันแน่นอน โก่โด่ กึกดึก หรือ ก๊อกด๊อก ๓ โป้ ไฆ่วสั้นอย่าไปเอาเมียนะ เมียด่าตายหล่ะ
    สูเจ้ากำลังกายดี แข็งแรง ป่วยไข้นิดหน่อยก็หายได้ หยูกยาใช้น้อยที่สุด ผู้ข้าฯ เฒ่าแก่มาแล้วนี้กินแต่ยากับยา ผู้เป็นหมอยาแม่นตาแจ๋ว บังคับให้กินยาบังคับให้กินน้ำนม
    นี่ก็มาจะให้อาบน้ำ เอ้า...ไปอาบก็อาบ อาบให้มันแล้วอย่าให้กายมันเน่าบูด
    โอ...รำคาญก็ไม่ได้ เกิดมาแล้วนี้”

    ความเกิดเป็นทุกข์

    เขียนถาม : เห็นความเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่งแล้ว เจ้าค่ะ
    ตอบ : เรื่องปกติของโลก
    เกิดมาแล้วนี้ ทุกข์ได้ก็ไม่หาย ตัวหากเกิดมาแล้ว ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาล่ะ อย่าบ่นทุกข์บ่นยาก ขี้ฮ้ายตื่มตดเหม็น (โยมไม่เข้าใจ) ธรรมดาละโว้ย
    เขียนถาม : เป็นอยู่นี้ก็ต้องคอยระวังจิตของตัวเองอยู่ทุกขณะเจ้าค่ะ
    ตอบ : นั่นหล่ะดีแล้วล่ะ
    ระวังแล้วต้องให้ทุกข์มาแทรกใจทำไม
    รักษาให้ดีซี รักษาไปเถอะ ใจของใครมัน อย่าให้ตกต่ำ
    (โยมปลื้มปีติมาก น้ำตาไหลพราก เธอว่าเป็นสุขใจที่ได้พบได้มาเจอองค์หลวงปู่ อัตตโนผู้บันทึก ยิ้มรับ) เป็นมนุษย์นี้ ตายจากนี้ ไปสู่สวรรค์ จากสวรรค์มาเกิดมาบำเพ็ญแก้ไขตัวเอง ต่อไป จนกว่าจะแก่กล้าจึงจะแก้ไขปลดเปลื้องทุกข์ใดๆ ภาระใดๆ ออกไปได้
    เขียนถาม : ทำอย่างไรจึงจะพ้นสวรรค์ เจ้าค่ะ
    ตอบ : อย่าถามอย่างนั้น
    ให้ทำไปเรื่อยๆ ก่อน
    ความเป็นปุถุชนของสูเจ้ายังอยู่ เรื่องของสูเจ้านะ เสาะหาแป้งมาทาหน้าเอากระจกมาส่อง, หาของทาปากมาทา, หาเริงเล่นไปเรื่อยๆ, ด่าว่าบ่นให้ลูกให้แฟน (โยมหัวเราะกันใหญ่ : เพราะเป็นคณะของโยมอุบาสิกามาก) ไม่ว่าให้พ่อบ้านก็หาของเมากิน หาเหล้าเบียร์มากินกัน เล่นพนันขันแข่งโกหกมุสาวาท ไม่พอใจคนนั้นคนนี้ ที่สุดไม่พอใจตัวเองเป็นอยู่
    เขียนถาม : ทำอย่างไรจิตจะเป็นกลางต่อบุญและบาปเจ้าค่ะ
    ตอบ : ให้เจริญภาวนา
    ให้รู้จักตัวของเจ้าของ
    เอาล่ะ พอ ขี้คร้านอ่านแล้ว เอ้า...จะปันพรให้
    โยม : กราบขอบพระคุณองค์หลวงปู่เจ้าค่ะ
    ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๐
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ทุกขเวทนาของพระอรหันต์เจ้า
    ถาม : หลวงปู่ครับ ท่านผู้ได้อรหันตภูมิ เมื่อแก่ชรา เมื่ออาพาธเจ็บป่วย หรือเมื่อมีทุกขเวทนาอย่างที่คนทั่วไปได้รับอยู่นั้น ของท่านจะเป็นอย่างใดครับ ?
    ตอบ : ก็ไม่เป็นไร ทุกข์บ้างสุขบ้างไปตามเรื่อง
    ทุกข์ทางกาย (กายิกทุกข์) ก็มีบ้างเป็นคราวๆ ไป คือทุกข์เพราะยังอยู่ยังมีรูปกาย เป็นเครื่องรองรับทุกข์ แปลว่า เวทนากายยังเป็นอยู่
    แต่ท่านได้สุขจากการพิจารณาธรรมดา คือ เกิด – แก่ – เจ็บป่วย – เป็นอยู่หรือมรณานุสสติ
    แต่ทุกข์ในทางใน คือ จิตใจ ท่านไม่มี ไม่เสวย
    แปลว่าจิตใจไม่เป็นที่ตั้งของทุกข์ประการใดๆ
    กายป่วยจิตไม่ป่วย กายทุกข์จิตไม่ทุกข์ กายทรุดโทรมจิตไม่ทรุดโทรม กายคือรูปก็เป็นธรรมดาธรรมชาติตามยถา เป็นไปตามเรื่องของทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ส่วนจิตใจอันเป็นธรรมะแล้วนั้นก็เป็นธรรมคงธรรม ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นอนิจจัง เป็นธรรมไป ตามยถาของธรรม
    ถาม : เข้าใจแล้วครับกระผม
    แล้วในเมื่อยังต้องค้างอยู่กับทุกข์ทางกายนี้อยู่ เหตุใดจึงไม่ปรินิพพานเสียหล่ะ
    ตอบ : นักโทษเมื่ออยู่ในคุก ก็รู้ว่าทุกข์ทรมาน แต่ทำไมหนีจากคุกไม่ได้ ทำไมไม่ออกจากคุกหนีไปเสียหละ ก็อายุโทษยังไม่หมดมิใช่หรือ
    นี่ก็เช่นกัน อายุยังไม่สิ้น ก็สืบอายุไป เลี้ยงชีวิตไป ทำหน้าที่ของท่านไป ไม่มีเร่งรัดเวลาใดๆ ไม่อยากพ้นทุกข์ ไม่อยากพ้นมรณะ ไม่มีรักไม่มีชังในสภาพเป็นอยู่และเป็นไป มีสติมั่นรู้รอคอยกาลเวลาอยู่ มรณะมาถึงวันใดก็วันนั้น
    ทุกข์ก็เรื่องของทุกข์ สุขก็เรื่องของสุข ไม่อินังขังขอบอันใด ไม่เหมือนเรามัวเมาแต่คิดทุกข์คิดยาก เอาตนเพื่อคนนั้นคนนี้
    ถาม : ภาระเรื่องขันธ์อาการ ๕ ต้องต่างก็รับของตัวไว้อย่างนั้นหรือ ?
    ตอบ : ใช่...อย่างนั้น ร้อน หนาว หิว กระหาย ปวดหนัก ปวดเบา เจ็บนั่นนี้ บริหารอิริยาบถน้อยใหญ่ ไปมา ก็ยังมีอยู่ พยาธิทุกข์ก็ยังมีอยู่ แต่ท่านรู้หน้าตาของเวทนาว่า เวทนากล้านักๆ, อาพาธคราวนี้หนักหนาจริง, เวทนามันรุนแรงอย่างนี้หรือ นี่ท่านรู้ที่จะพิจารณาอย่างนี้ แต่จิตใจของท่านไม่กระวนกระวายตามอาการของกายไม่ทุกข์ไปด้วย
    ให้พิจารณาดูเถิดว่า แม้ตัวเราได้แต่รูปกาย รู้แต่รูปกายเท่านี้ก็ยังแบกภาระอันหนักเอาไว้ วันๆใช้รูปกายอันนี้อย่างหนักเพื่อให้กายนี้คงอยู่ได้ปัจจัยมาบำรุงบำเรอ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสุดประมาณก็ยินยอมบางพวกก็บาปใหญ่เข้าให้อีก มิหนำซ้ำได้โรคภัยไข้หนาวอื่นๆ อีกเป็นสิบเป็นร้อยอาการแก้ไขเยียวยาไปตามเรื่อง ทุเลาบ้างไม่หายบ้าง
    นี่คือ ขันธภาระ เป็นภาระของทุกข์ทางกาย
    ผู้ยังเป็นปุถุชนก็หนักหนาสาหัสเป็นตายอยู่เท่าๆ กัน
    แล้วยังต้องหาบหามกิเลสภาระ ที่เกี่ยวด้วย เวทนา สัญญาสังขารวิญญาณเข้าอีก เป็นอยู่กับจิตนั่นหล่ะ คือให้ทุกข์ ให้เดือดร้อน เมาทุกข์เมาโลกไปเรื่อย สมกับพระพุทธพจน์ที่ว่า “ขันธ์ ๕ เป็นภาระอันหนัก
    แต่จำต้องนำภาระนี้ไป การต้องทำภาระนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง
    การปลงภาระนี้เสียได้เป็นสุข
    ครั้นปลงภาระอันหนักนี้ได้แล้ว ไม่ยึดภาระอันอื่นอีก
    ถอนตัณหาพร้อมมูลรากได้แล้ว เป็นผู้หมดความอยาก
    เป็นผู้ดับสนิท”
    ถาม : หมายความว่า ขันธ์คงขันธ์, ธรรมคงธรรม เช่นนั้นหรือครับ ?
    ตอบ : ถูกแล้ว พระอรหันต์ท่านเป็นอย่างนั้น
    ถาม : คำว่า คงธรรมคงขันธ์ หมายความว่าอย่างไร ขอหลวงปู่อธิบายให้ฟัง
    ตอบ : คงที่คงธรรมก็หมดเรื่องว่าอีกต่อไปแล้ว จะให้อธิบายอะไรอีกเล่า
    เหมือนกับแม่ครัวเขาทำอยู่ทำกิน ต้มยำทำแกง ใส่ลงไปในหม้อเดียวกัน รสชาติทุกรสมีทุกรสของมัน เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด ต่างก็บอกลักษณะเอาไว้ จะมาแยกรสชาติให้เสียไปทำไมอีก หล่ะ
    นี่ก็เหมือนกันเป็นธรรมอันบริสุทธิ์ หมดอาการแล้วไม่มีไปไม่มีมา
    ไม่มีใครแยกความหวานออกจากน้ำตาลให้เมื่อยโดยเปล่าหรอก
    ถาม : กราบขอบพระคุณครับหลวงปู่
    แจ่มแจ้งแล้วครับ
    ตอบ : เออ..ต้องอย่างนั้น
     
  11. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    จะไปทางใด สูเจ้าชอบใจอย่างใด
    มีศรัทธาสาธุคณะหนึ่งมาจากกรุงเทพ และมาทันถวายจังหันเช้า ภายหลังองค์หลวงปู่ฉันจังหันแล้วเสร็จแล้ว มีโยมนักปฏิบัติคนหนึ่งเข้ากราบองค์หลวงปู่แล้ว ขออนุญาตถามปัญหาธรรม (เขียนถาม)
    เขียนถาม : เห็นความคิดออกไป กำหนดรู้ รู้แล้วดับลง
    เห็นความรู้สึกตามความคิด กำหนดรู้ รู้แล้วดับลง
    กราบเรียนถามว่า ควรเจริญจิตอย่างไรต่อไปเจ้าค่ะ
    ตอบ : (เมื่อองค์หลวงปู่อ่าน คำถามแล้วจึง “ยิ้ม” แล้วบอกให้ผู้บันทึกว่า “ว่ากับเขาไปดุ๊ อย่าถามคนหูหนวก” ผู้บันทึกเลยเขียนอีกคำหนึ่ง ตรงกลางกระดานว่า “จิต”
    แล้วจากนั้นวงกลมคำว่า “ความคิด”
    “กำหนด”
    “รู้”
    “เห็นความรู้สึก”
    “ดับลง”
    จากนั้นก็ลากเส้นโยงลูกศรมารวมที่คำว่า “จิต” แล้วยื่นกระดานกลับไปคุณโยมผู้นั้น เธออ่านพิจารณา เข้าใจน้ำตาไหลพราก
    ถาม : โยมอยู่กับตัวเองเช่นนี้มานานแล้ว มัวแต่มองหาอื่นใดภายนอกลืมมองเข้าหาตัวเอง เข้าใจเข้าถึงใจแล้วเจ้าค่ะ
    องค์หลวงปู่ว่า : ถ้ายังไม่รู้จักจิตของตัวก็ยังไม่รู้เท่าทันแท้
    จิตสงบ จิตตั้งได้
    จิตตั้งได้แล้ว วิชชาความแจ้งเกิดขึ้นมา
    จิตแจ้งแล้ว จึงจะรู้จักเหตุผลของมัน เกิดอย่างใด, ดับอย่างใด, ใครเป็นผู้รู้, ใครเป็นผู้เห็น รู้ได้แล้วอย่างนี้ เรียกว่ารู้จักตัวเองในชั้นต้น
    ตั้งใจไปเถ๊อะของตน สูเจ้าชอบอย่างใด จะไปทางใด
    ไหว้พระเช้า – เย็นให้ได้
    รักษาศีล ๕ ให้ได้
    ตั้งใจภาวนาของตน รู้จักเจ้าของให้ได้
    รักษาตัวเจ้าของให้ดี
    จิตใครเป็นผู้รู้ รู้อะไร
    จิตใครเป็นผู้เห็น ใครรู้เกิดรู้ดับ
    ชีวิตนี้ เดี๋ยวนี้จะเอาอะไร จะไปทางใด นรกไม่เต็ม สวรรค์ไม่เต็ม
    เขียนถาม : จะไปนิพพานกับหลวงปู่เจ้าค่ะ
    ตอบ : เอาเถอะไปเถอะ
    เขียนถาม : จะเอาชีวิตเข้าแลกเจ้าค่ะ
    ตอบ : เอาเถอะ ถ้าเอาได้ ถ้าไปได้
    ถาม : สาธุเจ้าค่ะ (เสียงสาธุการหลายคน)
    ตอบ : เขาว่าพ้นทุกข์แล้วได้ความสุข ก็พากันยินดีพอใจด้วยกัน
    การเกิดมานี้ เป็นทุกข์เสี้ยงอย่าง (เป็นทุกข์ทุกอย่างทุกกิริยา)
    เกิดตายไปเถ๊อะ สูจะเกิดเป็นอะไร
    สูทำบาปเกิดเป็นสัตว์ในน้ำจืดน้ำเค็ม เป็นสัตว์ในป่าในดง เป็นสัตว์บนบก เป็นอยู่ในดิน
    สูทำบาปมากกว่านั้น เกิดเป็นเปรตเป็นผี ตกนรก บาปมากที่สุด มหานรก อเวจี หรือบุญสูมีพาให้ไปสู่สวรรค์ เป็นเทวดา สูเจริญองค์ฌานได้แล้ว ไปสู่พรหมโลก เดี๋ยวนี้สูเป็นมนุษย์มาจากสวรรค์มาเกิดเพื่อว่าจะได้บำเพ็ญบารมี เพิ่มเติมบุญกุศล หาความสุขใส่ตัว
    เอาเถ๊อะ สูอยากได้อันใด พอใจอันใด จะไปที่ไหน
    เขียนถาม : ทำสมาธิภาวนาทุกวันเจ้าค่ะ
    ตอบ : ดีแล้ว ทำให้ได้ จิตสงบเป็นสุขได้ สูไปสวรรค์
    จิตสว่างได้แต่แก้ไขยังไม่ได้ก็อยู่เมืองพรหมโลก จิตสงบด้วยสว่างด้วยแก้ไขได้ด้วยนี้ลำดับอริยภูมิได้
    .........................................................................................................................................
    ขอขอบคุณที่มาบทความ : หนังสือมหาปุญโญวาท 6 พิมพ์ถวายวัดป่าวิเวกวัฒนาราม ( วัดหลวงปู่จาม ) บ้านห้วยทราย คำชะอี จ.มุกดาหาร โดยสำนักพิมพ์มติชน
     
  12. พุทธกุลธิดา

    พุทธกุลธิดา ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มีนาคม 2008
    โพสต์:
    90
    ค่าพลัง:
    +212
    สาธุ
    ได้มีโอกาสไปกราบหลวงปู่
    ท่านเมตตาและใจดีมากๆค่ะ
    หูท่านไม่ได้ยินแล้วแต่สายตาท่านยังดีมากๆ
    กราบหลวงปู่งามๆสามครั้งค่ะ
     
  13. ธรณี

    ธรณี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2005
    โพสต์:
    75
    ค่าพลัง:
    +233
    กราบนมัสการแด่พระคุณเจ้าองค์หลวงปู่จามค่ะ
    และอนุโมทนาบุญด้วยคนค่ะ
     
  14. MBNY

    MBNY Administrator ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2003
    โพสต์:
    6,815
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +22,367
    รูปน้องเก้า กับสังฆทานและอังสะตัดเองสามผืนสำหรับถวายหลวงปู่จาม ในนามทีมงานและสมาชิกเว็บพลังจิต ส่งพัสดุไปเมื่อวันที่17ก.พ. เพื่อฝากVanco ให้เป็นตัวแทนถวายเนื่องในวันเกิดหลวงปู่อายุครบ100ปี
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSC01457.JPG
      DSC01457.JPG
      ขนาดไฟล์:
      3.5 MB
      เปิดดู:
      105
    • DSC01460.JPG
      DSC01460.JPG
      ขนาดไฟล์:
      3.6 MB
      เปิดดู:
      89
    • 462.jpg
      462.jpg
      ขนาดไฟล์:
      14 KB
      เปิดดู:
      107

แชร์หน้านี้

Loading...