ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 9 กรกฎาคม 2013.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    [​IMG]

    วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ)
    ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร


    จาก..หนังสืออัตตโนประวัติหลวงปู่หล้า เขมปัตโต
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=44660


    คำนำ

    หนังสือชีวประวัติเล่มนี้ แรกเริ่มคุณอินทร์ถวาย (พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก) มาร้องขอข้าพเจ้าหลายๆ ครั้ง (ดังรายละเอียดในรูปเล่ม) ครั้นต่อมา พวกอุบาสกอุบาสิกาของพระพุทธศาสนาทางพระนครหลวง กรุงเทพฯ ได้มาวิงวอนร้องขอข้าพเจ้าให้อนุญาตจัดพิมพ์

    ข้าพเจ้าได้พิจารณาหลายๆ รอบ หลายๆ นัยก็เข้าใจได้ว่าคงเจตนาจะพิมพ์จริง ข้าพเจ้าจึงได้อนุญาตเพราะเห็นว่า จะเป็นประโยชน์ในทางธรรมะบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนการติชมของชาวโลกนั้น เป็นธรรมประจำโลกอยู่แล้วไม่ขาดเลย แต่ก็มีหลักเกณฑ์อยู่ว่าไม่ให้ขี้ขลาดต่อความดีของตนอันจะพอทำได้ ให้ขี้ขลาดต่อความชั่วอย่าได้อาจหาญล่วงละเมิด เมื่อมานึกถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็เบาใจได้ปัญญาเกิดขึ้นมาที่ดวงใจให้คำนึง มีใจพอพึงอนุญาตให้ตีพิมพ์

    บรรดาท่านผู้จะพิมพ์หนังสืออันเกี่ยวกับธรรมะฟรีไว้เพื่อเป็นคติมากเล่มน้อยเล่มก็ดี เป็นของหาได้ยาก เพราะเกี่ยวกับทรัพย์สินบ้าง เกี่ยวกับไม่มีศรัทธาบ้าง และก็เป็นของหาได้ยากอีกด้วย และอีกอย่างหนึ่งธรรมดาชีวประวัติชาวพุทธแล้ว จะทุกข์จนข้นแค้นในด้านอามิส ลาภยศ สรรเสริญ สุขสักเพียงใดก็ตามที แต่ถ้าหากว่ามีความประพฤติดีมาอาชีวะชอบ เป็นต้น ก็สมฐานะของชาวพุทธอยู่มีชีวประวัติคุณค่าสูง เสียชีพดีกว่าเสียสัตย์ เสียชีวประวัติก็เสียชีพดีกว่า

    แท้จริงชีวประวัตินี้จะเขียนหรือไม่เขียน มันก็มีอยู่ในตัวทุกๆ ท่าน เพราะความลับไม่มีในโลก นตฺถิ โลเก รโห นาม แต่เขียนไว้ดีกว่าไม่เขียน ท่านผู้ชอบอ่านก็จะได้อ่าน ผู้เขียนประวัติของตนเองยังไม่มรณภาพนั้นเองยิ่งดี เพราะมีโอกาสให้ผู้อื่นคัดค้านได้ทุกเมื่อ (สำหรับคำจริงแล้วไม่พูดอีกก็จริงอีก เมื่อยิ่งพูดก็ยิ่งจริง) ท้ายแห่งคำนำโดยย่อนี้ ด้วยเดชพระพุทธศาสนา จงเป็นสุขทุกถ้วนหน้าทั่วทั้งไตรโลกาอยู่ทุกเมื่อ เทอญ.

    พระหล้า เขมปตฺโต


    คำนำ (เพิ่มเติม)

    ทุกวันนี้มีไสยศาสตร์ต่างๆ เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาเป็นต้นว่า พวกรูปเหรียญ ล็อคเก็ตแขวนคอ เหล่านี้เป็นต้น สำหรับตัวของข้าพเจ้าไม่ได้ยินดีด้วยมาแต่ไรๆ แล้ว และองค์หลวงปู่มั่นก็ไม่ส่งเสริมด้วย ครูบาอาจารย์องค์หลวงปู่มหาบัวก็คือไม่ส่งเสริมและติเตียนฝ่ายที่เคยเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นที่เคยเอาหลวงปู่มั่นไปอ้างอิงว่าเป็นอาจารย์ของตน แล้วก็ทำรูปเหรียญขึ้น รุ่นนั้นรุ่นนี้ แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิเลสมาก ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายมากกว่าเม็ดหิน เม็ดทรายในท้องมหาสมุทร ๔ มหาสมุทรก็ตาม ย่อมไม่ยินดีด้วยทั้งนั้น

    เมื่อเป็นดังนี้ เมื่อท่านผู้ใดทำรูป ทำเหรียญข้าพเจ้าไปขายก็ดี หรือเอาไปแจกฟรีก็ดี ข้าพเจ้าไม่ยอมอนุญาตเป็นอันขาด ถ้าใครฝืนก็จะขออารักขาต่อทางการ ถ้าไม่ฟังก็เอาเรื่องตามกฎหมายของบ้านเมือง เพราะทุกวันนี้ยุ่งเหยิ่งในเรื่องเหล่านี้มาก ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผู้เล่นไสยศาสตร์มาเป็นพรรคพวกล้านๆ คน ไม่เท่าได้ผู้ถึงธรรมแท้มาเป็นพรรคคนเดียว

    ปรารภน้อยไม่พออธิบาย ปรารภหลายหาว่าอวดดีจองหอง ถ้าความเห็นของข้าพเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มอบให้ทุกข์กับสมุทัยซะ ถ้าหากว่าเป็นสัมมาทิฏฐิก็ทูลถวายต่อมรรคกับนิโรธ ส่วนตัวข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ถอนไม่ออกเสียแล้ว จะว่าอุปาทานก็ยอมรับ

    ยุคสุดท้ายบ้านหนองผือ สกลนคร ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมองค์หลวงปู่มั่น ๔ พรรษาติดๆ กัน ๒๔๘๙, ๙๐, ๙๑, ๙๒, ๙๓ จนถึงฌาปนกิจองค์หลวงปู่มั่นเสร็จเรียบร้อย ใน พ.ศ. ๒๔๙๓ องค์หลวงปู่มั่นไม่มีปฏิปทาไสยศาสตร์ทำรูป ทำเหรียญ ล็อคเก็ต เครื่องลางของขลังอยู่ยงคงกระพัน และวิชาเสน่ห์ วิชาหุงปรอท เป็นต้น เหล่านี้ไม่มีในองค์ท่านเลย จึงลงไปปักษ์ใต้กับองค์หลวงปู่เทสก์ ๓ พรรษา แล้วกลับขึ้นมาจำพรรษากับองค์หลวงปู่มหาบัว ยุคบ้านห้วยทรายอีก ๓ พรรษา คราวอยู่กับองค์หลวงปู่มั่น ๔ พรรษา ติดๆ กันนั้นจนถึงฌาปนกิจ ถ้าจะบวกกันเข้าก็คล้ายๆ ๔ ปีกว่า มีองค์หลวงปู่มหาบัวเป็นมือขวาขององค์หลวงปู่มั่นควบอยู่ด้วย ให้เข้าใจว่ายุคบ้านหนองผือนั้น องค์หลวงปู่มั่นไปอยู่ก่อน ๑ พรรษาแล้ว คือ พ.ศ. ๒๔๘๙ ติดต่อกันจนถึงฌาปนกิจ ๒๔๙๓ ดังกล่าวแล้วนั้น มีองค์หลวงปู่มหาบัวเป็นพยานได้

    เมื่อเป็นดังนี้ ถ้าข้าพเจ้าปีนเกลียวส่วนนี้ ก็เท่ากับว่าข้าพเจ้าเอาหัวองค์หลวงปู่มั่นมาเหยียบเล่นจริงไหม เทวดาเอ๋ย...

    หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต


    [​IMG]
    พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    สารบัญ

    ๏ คำนำ
    ๏ คำนำ (เพิ่มเติม)
    ๏ ข่าวอารมณ์
    ๏ มูลเหตุการเขียนประวัติ
    ๏ วงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา
    ๏ วงศ์ตระกูลฝ่ายมารดา
    ๏ มรดกที่อยากได้
    ๏ ความประทับใจในวัยเด็ก
    ๏ บรรพชาและอุปสมบทครั้งแรก
    ๏ ห้วงทุกข์แห่งฆราวาส

    ๏ คืนสู่เพศพรหมจรรย์
    ๏ ไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวง
    ๏ ญัตติธรรมยุต
    ๏ การภาวนาพรรษาแรก
    ๏ ไปหาหลวงปู่มั่น
    ๏ การปวารณาปัจจัยสี่ตลอดชีวิต
    ๏ โอวาทท่านอาจารย์สีลา
    ๏ จงตั้งใจภาวนา
    ๏ พบพระอาจารย์อุ่น
    ๏ ถึงถ้ำพระเวส

    ๏ ปรากฏการณ์ที่ถ้ำพระเวส
    ๏ สติตั้งอยู่กับกายใจ
    ๏ อาลัยถ้ำพระเวส
    ๏ ความเห็นเป็นยาเสพติด
    ๏ ไตรสิกขา
    ๏ มอบกายถวายชีวิตต่อพระอาจารย์มั่น
    ๏ อาจริยวัตร
    ๏ การซ้อนผ้าบิณฑบาต
    ๏ การฉันในวัดป่าบ้านหนองผือ
    ๏ ข้อปฏิบัติต่อหลวงปู่มั่น

    ๏ หนึ่งทุ่มประชุมกันที่กุฏิหลวงปู่มั่น
    ๏ ผู้จะต้องถูกเข่นอย่างหนัก
    ๏ กรรมฐานที่หลวงปู่มั่นสอน
    ๏ การลาไปวิเวกของหลวงปู่มหา
    ๏ ข้าพเจ้าขอติดตามไปด้วย
    ๏ ลาท่านอาจารย์มหาไปวิเวกบ้านโพนงาม
    ๏ เสือตัวร้าย คือ เสือหลง
    ๏ ชีวิตพระป่า
    ๏ พบพระอาจารย์ฝั้น
    ๏ อดีต อนาคต เป็นเมืองขึ้นของปัจจุบัน

    ๏ ถ้ำอัตตกิลมถานุโยค
    ๏ พบพระอาจารย์ฝั้นที่ถ้ำบ้านไผ่
    ๏ ฝูงผึ้งต้อนรับที่ผาแด่น
    ๏ ความอัตคัดคือสมบัติของพระธุดงค์
    ๏ พบหมูป่าลูกอ่อน
    ๏ อุบายทรมานสัตว์โลก
    ๏ เมื่อหลวงปู่รับกิจนิมนต์
    ๏ ท่านพระอาจารย์มั่นถาม ภาวนาเป็นไง
    ๏ วิธีทดสอบตนเองขณะภาวนา
    ๏ ธรรมะหลวงปู่มั่น

    ๏ หลวงปู่มั่นเผาศพอาจารย์เนียม
    ๏ สมัยพุทธกาลเก็บศพไว้กี่วัน
    ๏ การเผาศพอย่างสมเกียรติพระกรรมฐาน
    ๏ ระเบียบปฏิบัติวัดหนองผือ
    ๏ พระอาจารย์มั่นถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต
    ๏ เสนาสนะยุคบ้านหนองผือ
    ๏ ปี ๒๔๙๐ พระเถระผู้ใหญ่มาศึกษาธรรม
    ๏ พิธีปลุกเสกพระพุทธรูป
    ๏ หลวงปู่มั่นอาพาธ ไปพักวัดร้างบ้านนาใน
    ๏ ธุคงควัตรจัดเป็นมัชฌิมาปฏิปทา

    ๏ อาหารบิณฑบาตประเสริฐกว่า
    ๏ หลวงปู่สั่งไว้
    ๏ วิทยุ ตู้เย็น โทรทัศน์
    ๏ คำอธิษฐานของหลวงปู่หล้า
    ๏ ดวงประทีปใกล้สิ้นแสง
    ๏ วัดแตกสาแหรกขาด
    ๏ สิ้นแล้วร่มโพธิ์แก้ว
    ๏ ปรึกษากันถวายพระเพลิง
    ๏ แจกบริขารหลวงปู่มั่น
    ๏ บาตรหลวงปู่มั่น

    ๏ วันถวายพระเพลิง
    ๏ มูลค่าบังสุกุลที่ข้าพเจ้าได้รับ
    ๏ ไปวิเวกกับหลวงปู่เทสก์
    ๏ หลวงปู่เทสก์รับนิมนต์ไปปักษ์ใต้
    ๏ ท่าแฉลบ จันทบุรี
    ๏ พบหลวงปู่เทสก์อีก
    ๏ ภูเก็ต-พังงา
    ๏ พรรษา ๖ จำพรรษาโคกกลอย
    ๏ หลวงปู่มั่นในนิมิต
    ๏ กติกาของคณะสงฆ์

    ๏ อุบายกลับอีสาน
    ๏ วิเวกถ้ำกรรจ์
    ๏ อาจารย์ภูเขาทอยพาให้เข็ดหลาบ
    ๏ พักเขาเฒ่าพบงูใหญ่
    ๏ อ่าวลึก-แหลมสัก
    ๏ ที่ป่าช้าจังหวัดตรัง
    ๏ รถไฟ รถใจ รถธรรม
    ๏ กลับอีสาน
    ๏ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เมตตา
    ๏ ถึงห้วยทรายกราบหลวงปู่มหา

    ๏ ได้พบกัลยาณมิตรอีก
    ๏ กรรมจุดป่าตักนก
    ๏ วิเวกภูเก้า
    ๏ ลัทธิพิสดาร
    ๏ พรรษา ๑๔ ก่อตั้งภูจ้อก้อ
    ๏ ไม่เคยใช้อุบายเรี่ยไร
    ๏ ยุคภูจ้อก้อปัจจุบัน
    ๏ คู่ต่อสู้ที่แท้จริง
    ๏ ศาสนธรรมคุ้มครองโลก
    ๏ โลกุตตรจิต โลกุตตรธรรม

    ๏ เจตนาผิดปิดทางหลุดพ้น
    ๏ สติ ปัญญา เป็นอาจารย์
    ๏ ผู้น้อมธรรมบูชากิเลส
    ๏ อรหัตผล กับกรรมเก่า
    ๏ ผู้ไม่ต้องระวังใจ
    ๏ ยินดีในปัจจุบัน คือ ปฏิบัติถูกทาง
    ๏ ธรรมเนียม กับ ธรรมวินัย
    ๏ ทำดี ทำชั่ว ไม่ล้าสมัย
    ๏ ผู้จะพ้นทุกข์ในปัจจุบัน
    ๏ วิญญาณมีจริงหรือ

    ๏ ผลย่อมสมควรแก่เหตุ
    ๏ จิตที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว
    ๏ นักหลบมิใช่นักรบ
    ๏ จิตที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว
    ๏ แว่นส่องทางส่องใจ
    ๏ โสวนโสเวียนในโลกสงสาร
    ๏ ความดีมิใช่มาจากดิน ฟ้า อากาศ
    ๏ ผู้หลงผู้รู้
    ๏ บัดนี้ เราจะดูเราตาย
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    ข่าวอารมณ์

    [​IMG]


    ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิเลสมากไม่พ้นทุกข์ง่ายเลย พอข้าพเจ้าเห็นรูปๆ เหรียญ ของลางของขลังเกจิอาจารย์ต่างๆ ซึ่งกำลังประชันขันแข่งกันในข่าวหนังสือต่างๆ ดังอย่างนั้นอย่างนี้ ข้าพเจ้าอยากจะอาเจียนออก และหลงแลบลิ้นออก และก็ขออภัยต่อแดดต่อลมที่ใช้มารยาทอันไม่งามต่อดินฟ้าอากาศ คงจะเป็นเพราะเพ่งออกนอก ไม่ โอปันนยิโก น้อมสอนตน นานาจิตตัง นานาธัมมังในเพศผ้าเหลืองนี้มีมากมายแท้ๆ ข้าพเจ้าเอาทิฏฐิของโลกมาป้อนทิฏฐิตนเองอย่างนี้ (คงเป็นคนพาลย่อมเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง) แต่ไม่ได้อ้างบาลีเลยนะ

    และก็เมื่อพุทธาภิเษกกินขนมและเอาตังค์ และอ้างว่าสงเคราะห์ผู้ใหม่เพื่อได้ทำบุญบ้าง แต่เมื่อผู้ใหม่ติคนิสัยแล้วก็แกะไม่ออก เลยไม่รู้ว่าความหมายของพระพุทธศาสนานี้เป็นรสชาติอย่างไร เป็นเพียงลวงคนโงให้จมดิ่งลงไป หรือประการใดก็ทราบยากนัก แม้ตนเองก็จะพลอยจมดิ่งด้วย วัตถุนิยมที่ได้มาในทางปีนเกลียวของพุทธแท้ธรรมแท้ สงฆ์แท้นี้ ก็ส่อให้บรรดาปราชญ์ให้ธัมมวิจยะ สอดส่องว่า อ้า...พระพุทธศาสนาทรงศักดิ์ศรีสูงกว่าโลกเป็นไหนๆ ทำไมบรรดาท่านผู้ปฏิบัติรักษาพระพุทธศาสนาใจจึงไม่รักษาเกียรติไว้บ้าง ยอมตัวต่ำช้าหาเลี้ยงชีวิตปีนเกลียวธรรมวินัยของพระองค์ที่ทรงบัญญัติไว้จนดูไม่ได้เล่า ขอให้แดดลมเอ๋ยตอบเถิด

    ด้านมรรค ผล นิพพาน ก็คงจะทรงพระนิพพานอยู่ตามเคย หาได้ยอมสละลงมาเล่นกับสนามบ้ากิเลสไม่ บ้ากิเลสก็คงไม่มีวันจะรู้ตัวรู้ใจรู้ธรรมได้ง่าย เคยเดินวนเวียนอยู่หรือวิ่งอยู่ตามถนนสายโลภ สายโกรธ สายหลง สอบได้ปริญญาเอกแบบได้คะแนนเต็ม ชั้นที่ ๑ เสมอ กิเลสชวนเขียนก็เป็นบ้าเขียน เมื่อรู้เท่าบ้าแล้ว บ้าก็คงละอายบ้างกระมัง พระบรมศาสดาเมื่อรู้เท่ามารแล้ว มารก็หายวับไป ณ ที่นั้น แต่เรารู้เท่าสัญญาความจำ ความจำก็คงเบาจากอุปาทานแล้ว อุปาทานไม่มีในปัจจุบันแล้ว อุปาทานในอดีต อนาคตก็ต้องหายไป ณ ที่นั้นเอง ที่นี้เองละนะอนิจจา และก็ว่าตามเป็นจริงแล้วเราจะยึดถืออะไรก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่ามันล่วงไปเองไม่จำเป็นเราจะไปสมมุติให้มันเกิดดับ มันเกิดดับเอง แต่มีหน้าที่รู้ตามเป็นจริงเท่านั้นเอง...

    หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    [​IMG]


    นโม เม สัพพพุทธานัง
    นโม เม สัพพสัจจธัมมานัง
    นโม เม สัพพสังฆานัง


    ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมทั้งพระอริยสัจธรรม และพระอริยสงม์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ระลึกได้ไม่ระลึกได้ก็ดี ขอผูกขาดจองขาด เคารพนอบน้อมอยู่ในกาลทุกเมื่อ เอาเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่ปฏิบัติบูชา เพื่อดับทุกข์ทั้งปวงโดยไม่เหลือในปัจจุบันชาตินี้เทอญ

    ดูก่อนท่านผู้ใจสูงธรรมสูงทุกถ้วนหน้า แมลงภู่แมลงผึ้งไม่เบื่อหน่าย ร่าเริงบันเทิงใจในเกสรดอกไม้ฉันใด บรรดาท่านผู้ใจสูงธรรมสูง ก็ไม่เบื่อไม่หน่าย ย่อมร่าเริงบันเทิงใจบันเทิงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณ เปิดเผยไว้แล้ว

    อนึ่ง อันว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้นเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย เรื่องทุกข์จิตทุกข์ใจนานาอเนกเพิ่มเข้าอีกเล่า ก็ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นอีก หาประมาณไม่ได้

    เมื่อยังไม่มีญาณอันถ่องแท้ว่าพ้นทุกข์ในสงสาร จะสำคัญตัวว่าเป็นสุขสักเพียงใดก็ตาม ก็เป็นเรื่องโกหกพกลมตนเองอยู่โดยตรงๆ แบบไม่รู้ตัวอีกด้วย มิหนำซ้ำเป็นวิชาทำตัวให้เป็นหมันอีกด้วย เพราะวันเวลาชีวาล่วงไปไม่กลับหลัง กรรมนิยมกรรมบันดาลผูกมัดรัดไว้ ให้กลายเป็นธรรมเมาธรรมมัวไป พระอรหันต์จำพวกเดียวเท่านั้น จะอยู่เหนือธรรมและผลของกรรมไปได้ เหลือนอกนั้นยังเป็นทาส อยู่ได้อำนาจกรรมและผลของกรรมทั้งนั้น แต่กรรมและผลของกรรมนั้น ว่าโดยย่อจำแนกออกเป็นสอง เป็นโลกิยกรรมหนึ่ง เป็นโลกุตรกรรมหนึ่ง โลกิยกรรมนั้นแบ่งออกเป็นหลายจำพวก เป็นพวกมนุษย์ก็มี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี เป็นเปรตก็มี เป็นสัตว์นรกก็มี เป็นเทวดาก็มี เป็นพรหมก็มี สารพัดจะบรรยายให้จบได้เพราะมากมายนัก

    ส่วนที่เป็นโลกุตรกรรมนั้น มีอยู่เจ็ดจำพวก นับแต่พระโสดาปัตติมรรคไป จนถึงพระอรหัตมรรค (เว้นพระอรหัตผลเสีย) เมื่ออยู่ใต้กรรมและผลของกรรมแล้ว ผู้ที่เชื่อกรรมและผลของกรรมลงได้สนิทแล้ว เรียกว่า ได้ทรัพย์ขุมต้น คือขุมศรัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และก็จะรู้จักเลือกเฟ้นสิ่งที่ควรหรือไม่ควร เพราะได้ดวงตาดวงปัญญาดวงธรรมแล้ว ขุมทรัพย์ภายในขุมอื่นๆ ก็เปิดประตูรับไปในตัว

    ศรัทธาที่ประกอบกับปัญญาสมดุล จึงเป็นอริยศรัทธาเบื้องต้น พรหมจรรย์ของพระพุทธศาสนา เป็นศรัทธาปัญญาที่บรรจงก้าวหน้าด้วยศรัทธาและปัญญาที่สมดุลกัน เพื่อหลุดเพื่อพ้นจากปัญหาโลภ ปัญหาโกรธ ปัญหาหลงของตนที่ดองสันดานมานมนาน ศรัทธาและปัญญาชั้นนี้ เป็นอาวุธพอที่จะต่อสู้กับความหลงชั้นกลางได้บ้างแล้ว ต้องเอาออกให้เสมอๆ ไป ความหลงนับวันจะตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    มูลเหตุการเขียนประวัติ

    [​IMG]


    ชีววิสัยที่นิยมใช้กันในโลกๆ ว่าเราๆ ท่านๆ เขาๆ เป็นต้น บัดนี้ได้ล่วงกาลผ่านเวลามาถึงเจ็ดสิบปีเข้าแล้ว ถอนตัวมาปฏิบัติฝ่ายธุดงควัตรตั้งแต่ ๒๔๘๘ จนถึงเวลาที่กำลังเขียนอยู่นี้ เป็นวันที่ลงมือเขียนวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ แล้ว พรรษา ๓๖ ย่าง ล่วงมาผ่านกองทุกข์มาน่าสังเวช เป็นเหตุให้นึกคำนึงถึงการเขียนชีวประวัติและก็มีพระภิกษุอินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก หาสมุดมาไว้ให้เขียนทั้งหลายๆ เล่ม พร้อมทั้งนิมนต์วิงวอนให้เขียนด้วย ที่เธอหาสมุดมาให้ ก็เป็นเวลาล่วงมาสองสามปีแล้ว และก็มีคุณเวินที่จำพรรษาอยู่ด้วยมาได้หลายปี ได้กล่าวว่า ท่านอาจารย์อินทรถวายมาเยี่ยมคราวใด ก็ได้ถามกระผมอยู่เสมอว่า องค์ท่านเขียนแล้วหรือยัง กระผมตอบว่ายังไม่ทันได้เอาใจใส่เขียน เมื่อเป็นดังนี้ เหตุผลในการเขียนก็จวนตัวผู้เขียนเข้ามา และคุณอินทรถวายเล่าก็ได้บวชอยู่กับเจ้าตัว ได้รับทุกข์ลำบากมาก ในยุคต้นของภูจ้อก้อมาติดๆ กันเก้าพรรษา และโยมบิดาโยมมารดาของเธอพร้อมทั้งวงศ์ตระกูลของเธอด้วย ก็ปฏิบัติใกล้ชิดกับภิกษุสามเณรฝ่ายปฏิบัติมานมนานด้วย นับแต่ยุคห้วยทราย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นมาจนถึงปัจจุบันยุคภูจ้อก้อนี้ ถ้าไม่บรรยายมาบ้าง ก็คล้ายๆ กับว่าจะแอบได้แอบเสียในประวัติของตน ยกหางตนเองขึ้น เหมือนโคและกระบือถ่ายอุจจาระออก แต่ก็ต้องยอมเสียสละการติชมก่อน จึงจะลงมือเขียนได้ ถ้าหวังจะแบกการติชมไปพระนิพพานด้วย หลังก็จะหักตายเกิดคาโลกอยู่ ไปไม่ได้

    การเขียนประวัติของตนเอง พร้อมทั้งเผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลของตนที่ผ่านมาในสงสารเฉพาะปัจจุบันชาติ นับแต่รู้เดียงสามาคงไม่เหลือวิสัยอะไรนัก ทั้งจะได้เพิ่มธรรมสังเวชเข็ดหลาบในชาติๆ ภพๆ เพิ่มขึ้น พระบรมศาสดาระลึกชาติได้โดยไม่ยากตั้งล้านอสงไขย พระอรหันต์สาวกสาวิกาจำพวกบุพเพนิวาสก็ดี ก็ระลึกได้หลายๆ กัปหลายๆ กัลป์ เราเพียงแต่จะระลึกแต่รู้เดียงสามาจนถึงแก่ลักๆ ลั่นๆ บ้างก็ถือว่าเหลือวิสัยเสียแล้ว

    อนึ่ง ท่านผู้อื่นเขียนประวัติของเรายอมถูกบ้างผิดบ้าง แต่ต้องผิดนั่นแหละเป็นส่วนมาก เพราะไม่ได้ติดตามกันอยู่ทุกอิริยาบถของกาย วาจา จิต เพราะสมัยนั้นๆ ยุคนั้นๆ เจตนาของจิตเจตสิกตั้งไว้อย่างไรบ้าง เป็นต้น ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะไม่ใช่เจ้าของประวัติ เจ้าของประวัติเขียนเอง ก็รับผิดชอบได้สนิท มอบบาปบุญคุณโทษไว้กับเจ้าของประวัติซะ
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    วงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา

    หันมาปรารภวงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา เป็นคนชาวนา ปู่ทวด ย่าทวด ได้มรณะเสียแล้ว ส่วนปู่นั้น ชื่อปู่นามฮุง นามสกุลเสวตร์วงศ์ อยู่บ้านงอย อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี มณฑลอุดร เพราะสมัยนั้นเป็นมณฑล แต่คุณปู่คงเกิดก่อนตั้งเมืองอุดรมานมนานแล้ว พี่ชายของคุณปู่ชื่อธรรมวงษ์ น้องชายของคุณปู่อีกคนชื่อ อั้ง น้องชายของคุณปู่อีกคนชื่อ เฒ่าขี้คุย แต่ชื่อจริงของท่านแท้ไม่รู้ได้ คุณย่าชื่ออะไรไม่ทราบได้ คุณย่ามรณะไป ข้าพเจ้ายังเล็กอยู่ วงศ์ตระกูลคุณย่าก็ไม่ชัดได้ และก็น่าเสียดายที่ไม่ได้เรียนถามบิตามารดาไว้ และก็ต้องยอมรับว่า โง่ๆ เง่าๆ ที่ล่วงไปแล้ว

    คุณปู่คุณย่ามีบุตรร่วมกันสิบคน ชายห้า หญิงห้า

    คนที่หนึ่ง คือนางอ่อนศรี มีลูกสามคน คุณป้าอ่อนศรีมีอายุยืนแปดสิบปี

    คนที่สอง ชื่อนางคำมี มีบุตรสี่คน

    คนที่สาม ชื่อนางเป้ มีบุตรห้าคน

    คนที่สี่เป็นโยมบิดาของข้าพเจ้า ชื่อว่า นายคูณ เสวตร์วงศ์ จารย์คูณก็ว่า ท่านมีบุตรแปดคน หญิงห้าคน ชายสามคน

    คนที่หนึ่งชื่อว่า นายสิงห์ (ทิดสิงห์)

    คนที่สองชื่อนางสีดา

    คนที่สามชื่อนายทองดี (ทิดทองดี) ผู้ใหญ่บ้านทองดีก็ว่า

    คนที่สี่ชื่อ นางบุญมี

    คนที่ห้าชื่อ นางจันที

    คนที่หกชื่อ นางแก้ว

    คนที่เจ็ดชื่อ นางแหวน

    คนที่แปดคือ ข้าพเจ้าผู้เขียนนี้เอง

    แปลว่า ข้าพเจ้าเป็นลูกคนสุดท้องของมารดา ให้เข้าใจว่าลูกทั้งแปดคนนี้สี่ปีเป็นระยะๆ จึงเกิดร่วมกันคราวหนึ่ง แต่ปัจจุบันที่เขียนนี้ ยังมีชีวิตอยู่เพียงพี่สาวสองคนเท่านั้น คือพี่แก้วกับพี่แหวน แต่ก็ต่างคนก็ต่างแก่ตามธรรมชาติของธรรมฝ่ายสังขาร อายุขัยเทียบได้กับเวลาสายัณห์ตะวันเย็นริบหรี่ๆ ลงลับขอบภูเขาหรือขอบฟ้า ถ้าสติปัญญาไม่กล้าเหนือไปจากความที่ว่าหลงๆ ไหลๆ ต้องตายคาไตรเหตุแล

    ลูกของคุณปู่ผู้อันดับห้าชื่อ นายบุญ กำนันบุญก็ว่า มีบุตรสี่คน

    ลูกคุณปู่คนที่หกชื่อ นางลุน มีบุตรเจ็ดคน

    ลูกของคุณปู่คนที่เจ็ดชื่อ นายปาน (กำนันปาน) มีลูกหนึ่งคน

    ลูกของคุณปู่คนที่แปดชื่อ นายด้วง (ทิดด้วง) มีบุตรสามคน

    ลูกของคุณปู่คนที่เก้าชื่อ นางแสง มีบุตรห้าคน

    ลูกของคุณปู่คนที่สิบ คือ นายหล้า (ผู้ใหญ่บ้านหล้า) มีบุตรสี่คน

    ที่ปรารภฝ่ายโยมของบิตามานี้ ถ้าจะบรรยายถึงลูกๆ หลานๆ เหลนๆ ของท่านให้ละเอียดแล้ว ก็จะไม่ได้จบสิ้นโดยง่าย แม้จะเป็นเชื้อสายวงศ์น้อย และวงศ์ใหญ่สักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่พ้นแตกสลายตายไป เมื่อไม่พ้นจากกรรม ก็ต้องอยู่ใต้กรรมและผลของกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วทั้งนั้น เมื่อกิเลสยังไม่จบสิ้น ก็จะได้มาเที่ยวเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นญาติกัน ในทางกิเลสทั่วทั้งสรรพไตรโลกาอยู่นี้แล

    ที่กล่าวมา ก็พอให้เป็นหลักสมดุลกับการเขียนประวัติบ้างเท่านั้น จะเอาอดีต อนาคต ปัจจุบันไปพระนิพพานด้วยย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่มักอ้าง มักอาศัยปัจจุบันเป็นมรรคภาวนาเอาเป็นตัวศีล สมาธิ ปัญญา กลมกลืนกันทันเวลา ก็เพื่อมิให้สงสัยภาวนาเรียงแบบอยู่หนังสือภายนอก จะกลายเป็นงมปลานอกแหนอกอวน ชวนให้ส่งส่ายไปทางนอก จะไม่รู้จักวิธีเดินทางแห่งมรรคจิตมรรคใจ มรรคสติมรรคปัญญา จึงได้เอาจิตเอาธรรมพร้อมทั้งสติปัญญาในปัจจุบัน เป็นเรือเป็นแพแจวข้ามฟากความหลง เมื่อข้ามได้แล้วย่อมไม่ติดผู้รู้อยู่ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย เพราะไม่ได้ไปปล้นจี้เอาอดีต เอาอนาคต เอาปัจจุบันมาเป็นตัวตนให้เป็นกังวล เพราะทอดอาลัยด้วยญาณอันถ่องแท้สลัดคืนแล้ว พร้อมทั้งถอนอาลัยอยู่ในตัว การทะเยอทะยานในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่เรียกว่าตัณหา ก็ดับลงไป ขณะเดียวพร้อมๆ กันในตัว ไม่มีอันใดก่อนอันใดหลัง เหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงจ้า มืดนั้นแลนาก็หายไปพลันทันกาล

    ถ้าจะปรารภแต่พงศาคณาญาติ ไม่มีธรรมเป็นบทบาทมาว่าบ้าง ก็ดูว่าไปหน้าเดียวเตลิดเปิดเปิง ใจไม่บันเทิงเพราะเป็นเรื่องโลกๆ ท่านผู้มีปัญญามาอ่านพบเข้าก็จะหัวเราะเยาะ เรื่องการเขียนและการอ่านก็คงออกมาจากกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารทั้งนั้น พระนิพพานมิได้มาอ่านด้วย มิได้มาเขียนด้วยเพราะมิได้รับใช้สังขารใดๆ

    ขออภัยท่านผู้อ่านมากๆ เรื่องวงศ์ตระกูลฝ่ายบิดา สำหรับโยมบิดาของข้าพเจ้า ท่านมรณะก่อนโยมมารดา ๓ ปีท่านเป็นโรคชราอายุย่างเข้า ๘๐ ปี ท่านไม่กระวนกระวายตอนหัวค่ำ ในวันนั้นลูกทั้งหลายล้อมท่านที่นอนป่วยอยู่ ท่านสั่งว่า อะไรๆ พ่อก็ได้สั่งไว้แล้ว ลูกๆ อย่าได้ทะเลาะกัน วันนี้เองคืนนี้เองอย่าพากันมารบกวนให้พ่อกินน้ำ พากันอยู่นิ่งๆ พ่อจะนอนภาวนา แล้วทายไว้แต่หัวค่ำว่า ส่องแสงเงินแสงทองในตอนเช้านี้พ่อจะตาย นี้หมายความว่า ทายแต่หัวค่ำคืนนั้น เพราะเหตุว่าพ่อรู้ในตัวของพ่อแล้ว ธรรมดาคนเราเมื่อเสลดขึ้นพันคอแล้วไม่มีกำลังขากออกก็ต้องตาย ลูกเอ๋ย ที่นี้ส่วนลูกทั้งหลายมีข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าสมัยนั้น ข้าพเจ้ายังไม่ทันบวชมีครอบครัวอยู่ และในคืนวันนั้นเอง บิดานอนตะแคงข้างขวาไม่กระดิกตัวเลยตลอดรุ่ง พอถึงเวลาที่ท่านนั้นหมายท่านก็เงียบไปเลย ไม่กระดิกให้ปรากฏในส่วนกายอันใดเลยแม้แต่นิดเดียว ลูกทั้งหลายที่จ้องดูอยู่จนไม่เห็นพิรุธคล้ายคนหลับไปเลย ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านได้ทราบข่าว ว่าน่าอัศจรรย์นัก

    ข้อที่ควรเขียนพิเศษ ข้าพเจ้าเป็นลูกคนสุดท้อง ไม่เคยเห็นบิดาดื่มสุรา ไม่เคยเห็นเครื่องดักสัตว์น้ำสัตว์บกไว้ในตัวท่าน แต่เป็นคนไม่รวยและไม่ยอมเป็นหนี้ใคร ผู้ที่ท่านรวยๆ สมัยนั้น ธรรมดาคนบ้านนอกมีเงินเหรียญบาทในสมัยนั้นหนึ่งหมื่นบาท ก็เล่าลือว่าเป็นคนรวยที่สุดสมัยนั้น แต่สำหรับบิดาของข้าพเจ้ามีเงินเพียงร้อยบาทเท่านั้น แต่ชอบให้ทานที่สุด ผู้มีเงินหมื่นบริจาคทานห้าบาท บิดาของข้าพเจ้าขี้ทุกข์ๆ ก็ได้ทานห้าบาทด้วยเหมือนกัน ในครอบครัวของบิดาข้าพเจ้า ถ้าไม่ได้ใส่บาตรวันหนึ่งก็ทะเลาะกัน
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    วงศ์ตระกูลฝ่ายมารดา

    ย้อนมาปรารภเผ่าพงศ์วงศาของโยมมารดา ท่านเป็นคนอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็นคนชาวนาโต้งๆ แม้วงศ์ของโยมบิดาก็ดี มารดาก็ดี เป็นลาวละว้าอย่างเต็มภูมิ พูด (คำว่า) ยี่สิบ ไม่เป็น พูดเป็นแต่ ซาว (หมายความว่าในการนับ) แต่ตาทวดยายทวดนั้น ไม่รู้ประวัติเสียแล้ว เพราะมิได้เรียนถามท่านไว้ รู้จักแต่ชื่อคุณตาและคุณยายเท่านั้น โยมคุณตาชื่อวิเศษ โยมคุณยายชื่อตุ้ม แต่ไม่รู้จักนามสกุล โยมคุณตา โยมคุณยายมีบุตรด้วยกันหกคน

    คนที่หนึ่งชื่อ นางหนู

    คนที่สองชื่อ นางคำ

    คนที่สามชื่อ นางแพง คือ โยมมารดาของข้าพเจ้า

    คนที่สี่ชื่อ นางงวก

    คนที่ห้าชื่อ นางข่า

    คนที่หกคือ นางหล้า พอนางหล้าโตมาพอคลานเป็น คุณโยมยายก็มรณะไปเสียแล้ว ในขณะนั้นโยมป้าหนู ผู้เป็นลูกหัวปี ก็มีอายุราวสิบเก้าปี เมื่อโยมคุณตาทำฌาปนกิจ พร้อมทั้งทำบุญอุทิศถึงโยมคุณยายที่มรณะไป เสร็จสิ้นแล้ว จึงคำนึงว่าเราจะอยู่บ้านดู่โรงนานี้ต่อไป ก็ดูว่าอนาคตแผ่นดินจะคับแคบ และเวลานี้โจรผู้ร้ายก็ชุกชุม ในอนาคตเล่าก็จะชุกชุมหนักขึ้นอีก เราทราบอยู่แล้วว่าทางเหนือบ้านหมากแข้ง คือค่ายมีที่ดินกว้างขวางว่างเวิ้งมากมายนัก เราขายไร่นาเรือกสวนบ้านช่อง แล้ว พาลูกโยกย้ายขึ้นไปอยู่ เห็นจะเป็นการไม่ฝืดเคืองในอนาคตมากกระมัง

    เมื่อโยมคุณตาตกลงใจดังนี้แล้ว ก็ขายของทอดเทแบบลดราคา พาลูกสาวทั้งหกคน หาบเอาของที่พอหาบได้ เดินด้วยฝีเท้า บ้านแตกสาแหรกขาด ผู้มรณะไปก็ยังไม่ทันนาน อนิจจตาธรรมตามนำทำให้วิโยค จิตใจโศกติดคล้อยละห้อยหวน มีแต่ทุกข์ทั้งมวลในสรรพไตรโลกา ผู้กำลังเขียนอยู่นี้นาเป็นบุตรหลานของท่าน อารมณ์อันน่าสังเวชมาผ่าน ก็ยิ่งปรากฏคุณบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย มีพระคุณมากหลายอเนกอนันต์ เทียบกับพระคุณของพระอรหันต์ก็ได้ไม่ผิด พระบรมศาสดาเป็นพระมหาบัณฑิต ได้กล่าวไว้แล้ว ปลงใจเชื่อแล้ว พร้อมทั้งยกธงขาว ไม่มีวันจะกล่าวลบหลู่ดูแคลน ฝังใจลงแน่นเท่ากับภูเขาหลวง จนลุล่วงถึงซึ่งพระนิพพานไม่หวังเนิ่นนานในปัจจุบันชาติแล

    หันมาต่อเรื่องโยมแม่กับโยมคุณตา พาครอบครัวโยกย้ายบ่ายหน้า ขึ้นมาทางเหนือด้วยฝีเท้า โยมป้าหนูผู้เกิดหัวปีหาบเอาของอันพอจะเอาได้ โยมป้าคำอุ้มเอาน้องผู้ชื่อว่าหล้าพอคลานเป็นนั้น ผลัดเปลี่ยนกันกับมารดาของข้าพเจ้าผู้ชื่อนางแพง ซึ่งขณะนั้นอายุราวสิบสองปีเท่านั้น สิบห้าคืนสิบห้าวันจึงถึงถิ่นอุดร ที่เรียกกันว่าค่ายหมากแข้ง (หมายเหตุ คำว่า ค่ายหมากแข้งนั้นเพราะสมัยนั้นยังไม่ทันใส่ชื่อจังหวัดอุดรธานี) ในสมัยนั้น อยู่ห่างจากอุดรปัจจุบันไปทางทิศเหนือประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ก็เลยตั้งบ้านอยู่ที่นั้น ได้ชื่อว่าบ้านกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจนบัดนี้

    โยมคุณตาได้สงวนที่ดินไว้หลายร้อยไร่ และสงวนเลี้ยงโคและกระบือไว้เป็นจำนวนร้อยกว่าตัว วัดบัวบาน บ้านกุดสระอันสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เป็นที่ดินของโยมคุณตาทั้งนั้น โยมคุณตาเข้าใกล้ชิดวัดอย่างโชกโชนตลอดเกี่ยวกับปัจจัยสี่ บ้านของวงศ์ตระกูลนี้ก็อยู่รอบวัดทางทิศใต้และทิศตะวันตกของวัดเป็นส่วนมาก พอบ้านกุดสระนั้นเจริญขึ้น เพราะทยอยกันมาจากโคราช อำเภอปักธงชัยอีกก็มาก มาจากที่อื่นก็มี กลายเป็นตำบลมีหลังคาเรือนประมาณสองร้อยหลัง เจ้าอาวาสได้เป็นอุปัชฌาย์มีผู้เคารพนับถือโด่งดังในสมัยนั้น เป็นมหานิกาย นิยมเรียนมูลเดิมและเทศน์ใบลาน

    ปรารภเรื่องติดต่อไปอีกว่า ลูกสาวของโยมคุณตาทั้งหกนี้ สมควรแก่เวลาอายุแต่ละรายของลูกสาวแล้ว ก็แต่งงานมีครอบครัวขึ้นที่บ้านกุดสระทุกๆ คน

    เมื่อคิดดูแล้ววงศ์ตระกูลฝ่ายมารดาก็ดี ฝ่ายบิดาก็ดี ของข้าพเจ้าผู้เจ้าของประวัตินี้ ถ้านับทั้งลูกๆ หลานๆ เหลนๆ ของท่านทั้งหลายเหล่านั้นรวมกันเข้า ทั้งผู้ตายและผู้เหลือที่สืบไปเป็นทอดๆ แล้ว จะเป็นคนกี่ร้อยครอบครัว ถึงแม้ว่ามนุษย์ เทวดา มาร พรหม ตลอดถึงสิ่งที่เป็นรูปขันธ์ นามขันธ์ จะเกิดขึ้นแล้วแปรปรวนและดับไป ในสรรพไตรโลกธาตุก็จริง ถึงกระนั้น ก็ยังยัดเยียดเบียดเสียดกันอยู่ พร้อมทั้งสรรพกองทุกข์ด้านกิเลสภายในด้วย และ (ในสมัย) รัชกาลที่หกก็มีพลเมืองในประเทศไทยเราสิบสี่ล้านเศษเท่านั้น แต่ปัจจุบันที่กำลังเขียนอยู่นี้ สี่สิบล้านแล้วหรือไฉน

    สังขารทั้งปวงที่มีใจครองและไม่มีใจครองก็ดี เกิดขึ้นอยู่ทุกกาล แปรปรวนอยู่ทุกกาล ดับไปทุกกาล

    นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะเกิดขึ้น นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะแปรปรวน นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะดับไป นอกจากสังขารไม่มีอันใดจะเป็นทุกข์

    นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะแปรปรวน และดับไป นอกจากอนิจจังก็ไม่มีอันใดจะเกิดขึ้นตั้งอยู่แปรปรวน และดับไป นอกจากอนิจจังก็ไม่มีอันใดจะเป็นอนิจจัง และก็ไม่มีอันใดจะเป็นทุกขัง นอกจากทุกข์ไม่มีอันใดจะตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะแปรปรวน นอกจากทุกข์ก็ไม่มีอันใดจะดับไป ทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นแหละแปรปรวน ทุกข์เท่านั้นแหละดับไป

    ทุกข์ก็ดี อนิจจังก็ดี ก็มีความหมายอันเดียวกัน จะปรารภอนิจจังโยงมาหาทุกขัง จะโยงทุกขังมาหาอนิจจัง กลับไปกลับมาก็มีความหมายอันเดียวกัน ถ้าเข้าใจว่าเป็นความหมายคนละอันแล้ว เรียกว่า หลงบัญญัติและปัญญาก็ยังไม่ชัดแจ้ง ไม่พ้นความสงสัยในอนิจจังและทุกขัง

    ส่วนอนัตตาเป็นธรรมอันลุ่มลึกในพระพุทธศาสนามากมายนัก ถ้าขาดปัญญาญาณอันถ่องแท้แล้ว ก็มักจะยืนยันว่าสูญจนเลยเขตเลยแดนเลยเถิดไป เมื่อไม่รู้แจ้งชัดในอนัตตาแล้ว ไฉนจะไม่ติดอยู่ในอัตตาด้วย ไฉนจะไม่ติดอยู่ในอนัตตาด้วย นักภาวนาเกิดทุ่มเถียงเกี่ยงงอนกันในเรื่องอนัตตาจนหน้าดำหน้าแดง จนกลายเป็นสงครามกิเลสอนัตตาเป็นส่วนมาก อัตตา อนัตตา ไม่ใช่ไฟกิเลส ไม่ใช่ไฟทุกข์ ไม่มีพิษสงอันใด จริงตามสมมติ จริงตามปรมัตถ์เท่านั้น เพราะปรมัตถ์เป็นธรรมฝ่ายลุ่มลึกของความเป็นจริงอันลึกซึ้ง มีทั้งเกิดทั้งดับ และมีทั้งไม่เกิดไม่ดับรวมกันอยู่ ถ้าเทียบกับอาหาร ก็มีทั้งก้างและเนื้อและกระดูก รวมอยู่ในถ้วยหรือในชามหรือในหม้ออันเดียวกัน นักวิจัยไม่พิสูจน์ให้ชัดในกรรมฐาน ปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมที่ตนตั้งไว้มั่นโดยเฉพาะ ย่อมถูกต้มโดยความหลงใหลของตนเองที่ดองอยู่ในขันธสันดานที่ล้อมรอบอยู่ในเมืองจิตใจ
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    มรดกที่อยากได้

    พลิกจิตตสังขารมาปรารภประวัติต่อไป ข้าพเจ้าเกิดวันที่ ๑๙ ปีกุน เดือนกุมภาพันธ์ ขึ้น ๓ ค่ำ วันจันทร์ เวลาตอนเช้า พ.ศ. ๒๔๕๔ นี่เป็นโยมมารดาบอกอย่างชัดแจ้ง ธรรมชาติของโยมมารดาข้าพเจ้ามีนิสัยชอบจดจำ ลูกทั้งแปดคนเกิดออกจากอุทร ท่านจำวันเกิดข้างขึ้นหรือข้างแรม เดือนปีได้ทุกๆ คน ไม่สุ่มเดาและไม่เก้อเขินเลย แปลกแต่ไม่รู้วันที่ คงจะเป็นเพราะท่านไม่รู้หนังสือ

    ทีนี้บ้านที่ข้าพเจ้าเกิด บ้านกุดสระ หมู่ที่ ๒ ตำบลกุดสระ อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี มณฑลอุดร (สมัยนั้นเป็นมณฑล) (แต่ไม่ตรงกับใบสุทธิเมื่ออุปสมบท เพราะเมื่ออุปสมบท เขียนหมู่ที่ตำบล อำเภอตามปัจจุบันที่อุปสมบท) แล้วก็วิทยฐานะ ป.๒ เท่านั้น อาชีพทำนาตลอดทั้งโคตร บิดานายคูณ นามสกุลเสวตร์วงศ์ มารดาชื่อนางแพง บ้าน อำเภอ จังหวัด มณฑล เขียนไว้แล้วในหน้านี้ เพราะเขียนลักลั่นสุ่มสี่สุ่มห้า นึกเห็นอันใดก็เขียนลงคดี ไม่เอาไปตรวจในสนามหลวง เอาคะแนนอันใดหรอก และคงไม่มีโทษ

    ขณะที่มีอายุหกปี ได้ถามบิดาว่า “พ่อ บ้านของเรามีบุญหรือไม่”

    พ่อตอบว่า “มี”

    ถามต่อไปว่า “มันเป็นก้อนเหลืองๆ หรือพ่อ”

    พ่อตอบว่า “เออ มันเป็นก้อนเหลืองๆ นั้นแหละลูก”

    พ่อตอบลูกแล้วพ่อก็เลยยิ้มอยู่ และเวลาโอกาสได้ไปนา พี่สาวทั้งหลายก็ดำนาอยู่ ส่วนตนก็เล่นอยู่ตามนาที่คราดแล้วเตียนๆ ใกล้ๆ นั้น บิดาปรารภเย็นๆ ขึ้นพร้อมทั้งชี้มือว่า “นาตอนนี้จะให้ลูกคนนั้น คนนี้ ส่วนบักหล้าจะให้แถวนี้ไป”

    ตอบพี่สาวและบิดาว่า “ไม่เอาหรอก”

    พี่สาวพูดต่อไปว่า “ไม่เอา มึงจะไปเอาที่ไหน”

    ตอบพี่สาวว่า “นั่นวัดข้า นั่นนาข้า”

    แล้วชี้มาทางวัด เพราะวัดก็อยู่ใกล้นาบ้าง เมื่อบิดาได้ยินแล้วก็ยิ้ม และก็ได้เคยไปเล่นในวัดเป็นนิจในฤดูแล้ง เพราะบ้านอยู่ใกล้วัด ภิกษุหนุ่มสามเณรหนุ่มท่านชอบพูด ชอบถามด้วย เมื่อได้ยินท่านท่องหนังสือก็ดี เทศน์ตามใบลานก็ดี เป็นสำเนียงอีสานฟังแล้วจับใจ เนื้อความในการเทศน์ดังนี้

    “เม มะยา ตนผู้ข้าชื่อว่าอานนท์ สุตัง สุตตะวา อันว่าสูตรอันนี้ ได้ฟังแล้วจากพระพุทธเจ้าแห่งเรา แท้ดีหลีแลนา” ดังนี้ เป็นต้น
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    ความประทับใจในวัยเด็ก

    [​IMG]


    พ.ศ. ๒๔๖๕ ก็ออกจากโรงเรียนได้เพียง ป.๒ เท่านั้น ในระหว่างอายุสิบสองปี ได้มีพระธุดงค์องค์หนึ่งได้มาพักอยู่ที่ตอนหัวนา บิดาก็ไปทำร้านถวายให้พัก ท่านจะพักที่นั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ พรรษาของท่านล่วงแล้ว ๗ พรรษา ชื่ออาจารย์คำภา อยู่บ้านโพนเลา อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี บิดาของท่านเคยเป็นสหายกับบิดาข้าพเจ้า และตัวของท่านก็เคยเป็นสหายกับพี่ชายของข้าพเจ้า ผู้ชื่อว่าทิดทองดี จึงเป็นที่คุ้นเคยเคารพนับถือกันมาแต่ยุคบิดาตลอดมาปัจจุบัน

    เวลาที่พระธุดงค์พักอยู่ที่นั้น เมื่อเลิกจากโรงเรียนแล้ว บิดาข้าพเจ้าก็ให้ข้าพเจ้าไปรับต้มน้ำร้อนถวายท่าน ก่อนเก้านาฬิกาตอนเช้าก็เหมือนกัน ไปคอยรับให้ท่านเพื่อประเคนของ คนอายุ ๑๒ ปีรู้สึกสังเกตพระเป็นโดยไม่มีใครบอก เมื่อเห็นท่านมีอากัปกิริยาเรียบร้อย พร้อมทั้งฉันในบาตรรวมลงทั้งหมดทั้งหวานและคาว เอาข้าวและกับไว้ในบาตร พอดี เหลือไว้ในบาตรเพียงสองสามคำ แลไม่ฉันอืดอาดอยู่นานด้วย รีบล้างมือและปาก และล้างบาตรเช็ดเรียบเร็วพลันเรียบร้อยคล่องแคล่ว ไม่ปึงปังป๊กเป๊กอะไร ก็ยิ่งรู้สึกเลื่อมใส เคารพรักองค์ท่านมาก ผิวพรรณวรรณะของท่านก็ผ่องใสและเดี๋ยวนี้ก็ไม่จืดจางองค์ท่าน ระลึกเวลาใดก็ไม่จืดจาง คงไม่หนีจากรสเค็มคือเกลือ

    บิดาของข้าพเจ้าย่อมไปนอนด้วยองค์ท่านทุกคืน ศึกษาธรรมะ ท่านเล่าให้บิดาฟังว่า เดินธุดงค์ไป ก้มหน้าทอดจักษุพอประมาณ ภาวนาพุทโธ ติดต่อไปพร้อมกับเดินไม่รู้ว่า ข้ามน้ำโขงแต่เมื่อไร เหลียวหลังคืนเห็นแม่น้ำโขงอยู่ข้างหลังข้ามมาแล้ว คำลับของท่านมิได้เล่าทั่วไป เล่าให้บิดาข้าพเจ้าฟังเท่านั้น

    ท่านเล่าเรื่องถ้ำเอวมองที่ท่านไป ว่ามีสะพานหินข้ามเหวไปประมาณสองเส้น ส่วนเหวนั้นลึก มองลงไปใต้สะพาน เห็นซากพระและบาตรอยู่หลาย ๆ ซาก เพราะลื่นสะพานหินตกลง ส่วนท่านนั้นพลาดลงแบบเบาๆ แต่ตะครุบทันบาตรบุบบ้าง ไปด้วยกันห้าองค์ ไปลงท้องมรณะกลางทางก็มี ไปพลาดสะพานหินตกลงมรณะก็มี เหลือแต่ท่านองค์เดียวได้เข้าถึงถ้ำนั้น ถ้ำนั้นมีประตูหินปิดเป็นห้องๆ ไปเป็นระยะๆ ไป ห้องทีแรกมืด ภาวนาติดต่อพุทโธอยู่ไม่ขาด ปรากฏได้ยินเสียงเปิดประตูดังอี๊ดอ๊าดๆ ไม่ได้เดินเข้า นั่งขยับเข้าผ่านถ้ำ มืดแล้วก็สว่างตา มีเสือโคร่งอ้าปากใส่ เสือจริงไม่ใช่รูปหิน ทำท่าทางให้กลัวพิลึก พ้นห้องนั้นแล้ว ถึงห้องกองเงินกองทอง พ้นห้องนั้นไป ได้ยินแต่เสียงพูด ไม่เห็นตัว พูดเสียงเย็นๆ ไพเราะว่า “ลาสิกขาเสียเน้อ ไปมีเมียเสียเน้อ” เสียงหนึ่งพูดขัดกันมาทันทีแบบไพเราะเย็นๆ ว่า “ถ้าท่านลาสิกขา ก็เท่ากับว่าตายจากธรรมอันจะพึงได้พึงถึง ท่านอย่าลาเน้อ”

    นี้แหละคนอายุสิบสองปีจำได้ เพราะบิดารับมาจากท่านแล้วเล่าให้ฟัง และท่านได้เล่าเรื่องท่านไปวิเวกดอยคิชฌกูฏอเนกปริยาย เพราะท่านไปถึง มูลค่าปัจจัยเงินเหรียญเขาถวายท่านหลายร้อยหลายพันระหว่างที่ท่านไปวิเวก แต่ท่านมิได้สะสม เกิดที่ใด สละไว้ที่นั้น
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    บรรพชาและอุปสมบทครั้งแรก

    ครั้นอายุล่วงเข้าสิบแปดปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรในวัดบัวบานบ้านกุดสระนั้น มีพระอุปัชฌาย์หนู ติสสเถโร เป็นเจ้าอาวาส มีอายุพรรษามาก เพราะอายุขัยของท่านก็แก่กว่าบิดามารดาของข้าพเจ้า เพราะท่านก็บวชแต่ยังหนุ่มแน่น และบิดามารดาเล่า ก็ดำริอยากให้ข้าพเจ้าบวช พร้อมทั้งเจ้าตัวก็ดี พระอุปัชฌาย์ก็ดี มีความเห็นตรงกันก่อนจะปรารภกันอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งกินแหนงแคลงใจอันใด และอุปัชฌาย์ก็เปิดประตูทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้ปฏิบัติใกล้ชิด

    พรรษาแรกเรียนหนังสือธรรมใบลาน พร้อมทั้งเรียนหนังสือสูตรสวดมนต์ไหว้พระเช้าเย็น เรียนสิบสองตำนานแบบพิสดาร พร้อมทั้งขัดตำนาน ธรรมจักร มหาสมัย อนัตตลักขณะ อาทิตตะ อนุโมทนาวิธี สวดแจง การเรียนก็ดี การท่องบ่นสาธยายก็ดี สมัยนั้นต่างก็ถือเอาเป็นจริงเป็นจังกันในสำนัก

    พรรษาที่สองท่องนวโกวาทจบแต่ฤดูแล้ง แต่ที่จริงพรรษาที่สองแต่ฤดูฝนท่องหนังสือธรรมจักร มหาสมัย อนัตตะ อาทิตตะ จบแล้ว ครั้นถึงพรรษาที่สาม ออกพรรษาแล้วเดือนพฤศจิกายน ก็ลาสิกขาจากสามเณร คัดเลือกทหารเดือนเมษายน มารดาวิตกวิจารณ์เกรงจะถูกทหาร ก็พอดีคัดเลือกทหารได้ดีหนึ่ง แต่จับสลากไม่ถูก แปลว่าลาสิกขาจากสามเณรอยู่หกเดือนจึงคัดเลือกทหาร

    พอเดือนพฤษภาคมในปีนั้นก็เข้าอุปสมบทเป็นพระในวัดเดิม อุปัชฌาย์เดิม สมัยนั้นใครลาสิกขาไปวันหนึ่งสองวันก็ตาม เมื่อกลับมาบวชใหม่ต้องได้เรียนนักธรรมชั้นเก่าของตน แม้จะสอบได้แล้วก็ตามให้สอบอีก ข้าพเจ้าก็สอบอีกได้คะแนนเทียบโท คราวนี้ได้สิบเอ็ด ห คำว่า ห แปลว่า ให้ถูก แปลว่าสอบนักธรรมตรีในสนามหลวงได้สองครั้ง ได้ใบประกาศสองใบ พอสอบนักธรรมแล้วไม่นาน ก็ได้ลาสิกขาจากพระภิกษุ
     
  11. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    ห้วงทุกข์แห่งฆราวาส

    การลาจากเพศพระภิกษุไม่อยากจะลาเท่าใด แต่หมู่เพื่อนพาคะนองก็ลาไปตามเพื่อน พอลาสิกขาจากพระภิกษุได้หกเดือน ก็แต่งงานอยู่ด้วยกัน ปีหนึ่งก็เลิกกัน ได้บุตรคนหนึ่งเป็นเพศหญิง ห่างจากนั้นหนึ่งปีก็แต่งงานอีก ที่เขตเทศบาลชานเมืองอุดร คือบ้านเดื่อ ต.หนองบัว สถานีรถไฟหนองบัว

    ห่างจากแต่งงานเก้าปี มีบุตรสามคน ผู้หัวปีเป็นชาย ผู้ที่สองเป็นหญิง ผู้ที่สามเป็นชาย แต่ผู้ที่เป็นหญิงนั้นพอได้สามปีก็ถึงแก่กรรมไป

    ในปีครบที่เก้านั้นเอง ภรรยาป่วยอยู่สิบห้าวันก็ถึงแก่กรรมไป เสร็จฌาปนกิจแล้วก็พักอยู่อีกปีหนึ่ง มารดาของข้าพเจ้าก็มรณะไป อายุของท่านล่วงไป ๘๐ ปี แล้วก็มอบหมายลูกให้ป้าแก่น สามีชื่อคำภา ฝ่ายชาวนา

    ป้าแก่นนั้นเป็นพี่สาวภรรยาของข้าพเจ้า ท่านเป็นหมันไม่มีบุตร ได้ลูกข้าพเจ้าทั้งสองคน คือเด็กชายเสาร์อายุแปดปี เด็กชายหลุย อายุสามปี พร้อมทั้งเรือกสวนไร่นา เรือนชานบ้านช่อง กระบือสามตัว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นมรดกของผู้ตายคือภรรยา ได้แบ่งกรรมสิทธิ์กันก่อนตายแล้ว แปลว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ขวนขวายทำอะไร ในด้านยุ้งข้าวและเรือนชาน ตลอดถึงที่ดิน โค กระบือ มีแต่ตั้งหน้าทำนากินเท่านั้น เพราะมรดกเป็นของภรรยา ส่วนป้าแก่นอันเป็นพี่สาวของภรรยาผู้เป็นหมันนั้น มรดกก็ปันไว้ส่วนหนึ่งต่างหากไว้ก่อนน้องสาวมรณะแล้ว ส่วนน้องชายป้าแก่นสามคน พี่ชายป้าแก่นคนหนึ่งนั้น เขาก็แบ่งคนละส่วนๆ ไว้เรียบร้อยแต่ก่อนแล้ว ผู้ได้รับโชคก็ป้าแก่น คือได้หลานผู้ชายสองคน ทั้งมรดกของหลานก็ได้อยู่ในกำมือบริหารด้วย เพราะเป็นหมัน มีหน้าที่จะได้หาบุตรมาเลี้ยงอยู่ตรงๆ

    แต่ข้าพเจ้าก็มีโชคทางบวช ตั้งแต่ทิ้งภรรยาคนก่อนก็นึกจะบวชอยู่แล้ว แม้บิดาก็แนะนำให้บวชอยู่แล้ว แต่คนถือมานะว่า เขาจะเย้ยว่าหาเมียไม่ได้แล้วหนีไปบวช เสียเปรียบเมียเก่า บิดาได้ฟังแล้วหัวเราะ มิหนำซ้ำขณะที่เมียผู้ที่สองนี้ยังไม่มีท้อง บิดาก็พูดทางลับคุมให้หนีไปบวชอยู่ เพราะบิดารักบวชยิ่งกว่าจะแต่งงานให้ลูกชายอยู่แต่ไรๆ มา และนิสัยของท่านไม่ยอมให้ท่านผู้อื่นบรรพชาหรืออุปสมบทให้ลูกของตนเลย คือฝ่ายบริขารจะบวช มิหนำซ้ำท่านคุยว่าลูกชายทั้งหมดจะพากันบวชจริง ปฏิบัติให้สมควรแก่พระจริงจะบวชจนวันตาย พ่อก็ยินดีส่งเสริมทุกเมื่อ ส่วนพวกเป็นเพศหญิงอันเป็นลูกๆ พ่อรับอาสาเลี้ยงเขาจนกว่าจะมีครอบครัวได้ แม่ของสูจะตายก่อนหรือหลังกู ก็พอมีฟืนไว้ให้เผาได้ ฟืนคือสตางค์ พ่อแม่เผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลเป็นผู้มีสรณัง คัจฉามิ แห่งพุทธ ธรรม สงฆ์ เท่าที่ควร
     
  12. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    คืนสู่เพศพรหมจรรย์

    ปรารภในเรื่องบวชต่อไป การบวชต้องบวชมหานิกายก่อน พระอุปัชฌาย์ที่บวชนั้น คือพระครูคูณ บ้านท่าตูม ได้นิมนต์ท่านมาบวชที่บ้านยาง บ้านยางนั้นมีหลวงพ่อทอง สุวัณณสโร เป็นเจ้าอาวาส และก็เป็นลูกศิษย์ของอุปัชฌาย์หนู บ้านกุดสระด้วย พระครูคูณก็เช่นกัน ได้นิมนต์ท่านอาจารย์เสาร์ บ้านดงลิง มาเป็นอนุสาวนาจารย์ หลวงพ่อทอง สุวัณณสโร เป็นกรรมวาจาจารย์ พระครูคูณเป็นอุปัชฌาย์

    ไฉนจึงไม่ไปบวชธรรมยุตเล่า

    ตอบว่า มารดากำลังชราภาพหนักเข้า เพราะที่นั้นอยู่ใกล้มารดา ไกลกันเพียงสองกิโลเท่านั้น จะได้เยือนมารดาสะดวกในทางธรรมะ และอุปัชฌาย์และอาจารย์สวดเล่า ก็ได้เคารพนับถือกันมานมนานพร้อมทั้งวงศ์วานด้วย และเมื่อองค์ท่านได้รับทราบข่าวว่าจะบวช องค์ท่านก็เปิดประตูทางกาย วาจา ใจ ด้วย และข้ามกรายไม่ได้ เพราะเกรงกระทบกระเทือน และองค์ท่านเล่าก็มีนิสัยใจคอกว้างขวางมากทุกๆ ด้าน

    พ.ศ. ๒๔๘๖ นั้นเอง เป็นเดือนเมษายน พอบวชแล้วข้าพเจ้าก็ท่องหนังสือสูตรต่าง ๆ คืนมาได้หมดแต่พรรษาแรกตลอดทั้งนวโกวาทและธรรมวิภาค เล่ม ๑ เล่ม ๒ พร้อมทั้งเรียนนักธรรมโทต่อ ก็สอบนักธรรมโทได้ในปีนั้น

    ครั้นพรรษาที่สอง ก็เรียนนักธรรมเอกต่อ สอบในสนามหลวงวัดโพธิสมภรณ์ อุดรฯ เพราะสมัยนั้น ทั้งธรรมยุต มหานิกายต้องไปสอบสนามหลวงวัดโพธิสมภรณ์แห่งเดียวกัน และข้าพเจ้าบวชมหานิกายคราวนี้ ได้ปฏิบัติข้อวัตรเคร่งขึ้นบ้างเฉพาะส่วนตัว พระอาจารย์เจ้าอาวาสก็ไม่ขัดข้อง คือฉันหนเดียว มื้อเดียว เอกาสนิกังคะ ไม่ฉันจิ๊บๆ แจ๊บๆ ตอนก่อนเที่ยงและเที่ยง เว้นไว้แต่เภสัชแก้โรค ฝ่ายขุดดินพรากของเขียวข้าพเจ้าก็งดเว้น มูลค่าข้าพเจ้าก็ไม่เก็บเองเพื่อสะสม มารดาก็มรณะในปีนั้น ท่านมีสติเงียบเรียบร้อย (คือตายคาภาวนาพุทโธ)


    [​IMG]
    พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พันธุโล)
     
  13. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    ไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวง

    ฌาปนกิจศพมารดาเสร็จแล้ว ก็กราบลาอุปัชฌาย์อาจารย์สวด ไปหา ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) สมัยนั้นท่านเป็น พระเทพกวี ส่วนอุปัชฌาย์อาจารย์เดิมท่านก็ห้าม แสดงความอาลัยอเนกปริยาย จึงกราบเรียนท่านว่า “กระผมบวชเมื่อแก่ อายุขั้นสามสิบ ลูกตายเสีย เมียตายจาก ถ้าอยู่ใกล้บ้าน ไม่ได้ปฏิบัติสะดวก โลกจะกล่าวว่าบวชเลี้ยงชีวิต และการบวชคราวนี้ ก็เห็นภัยในสงสารอย่างเต็มที่ ไม่ไว้ใจในชีวิตเลย และไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวงด้วย อยากจะไปปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ในสงสารขอรับ”

    ท่านฟังแล้วก็มีกิริยาสังเวช ก็เลยอนุญาต กราบลาท่านแล้ว ก็จัดแจงแต่งบริขารให้หลานชายคนหนึ่งชื่อบุญหลาย บุญมาตุ่น ซึ่งเป็นลูกชายของพี่สาวผู้ที่ชื่อว่านางแก้ว ตามไปส่งถึงวัดโพธิสมภรณ์ มหาสุพัฒน์ อันเป็นหลานของข้าพเจ้า ก็เป็นพระเลขาของท่านเจ้าคุณ พักอยู่ชั้นล่างกุฏิของท่านเจ้าคุณ แล้วก็ขึ้นไปกราบเท้าท่าน แล้วถวายหนังสือรับรองให้องค์ท่าน

    หนังสือรับรองนั้น มหาเฉลิมหลานเขยที่เป็นครูสอนโรงเรียนอยู่บ้านยาง เขียนรับรองให้ และมหาเฉลิมก็เป็นพี่เขยมหาสุพัฒน์ เคยได้บวชกับท่านเจ้าคุณมานมนานในวัดโพธิสมภรณ์นั้นแล้ว ทั้งได้เป็นลูกศิษย์อยู่ใกล้ชิดท่านเจ้าคุณ ยุคก่อนมหาสุพัฒน์มา แล้วได้ลาสิกขา ไปสอนโรงเรียนฝ่ายโลก นับว่าเป็นโชคดีที่เหมาะสมทุกประการ แม้ท่านเจ้าคุณเทพกวีก็รู้จักเผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลของข้าพเจ้าดีพอแล้ว เพราะเป็นตระกูลที่มีสัมมาอาชีพ องค์ท่านก็รับไว้แบบเบาใจเบาธรรม

    เมื่อองค์ท่านเมตตารับแล้ว ก็ให้พักอยู่ชั้นล่างกับพระมหาสุพัฒน์นั้น ประมาณเจ็ดวัน องค์ท่านก็สั่งให้โยมวัดป่าหนองน้ำเค็มมารับเอาไปปฏิบัติ รอญัตติในวัดป่าโพธิ์ชัย บ้านหนองน้ำเค็มนั้น มีหลวงพ่อบุญมีเป็นเจ้าอาวาส ไกลจากวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานีประมาณสิบสองกิโลเมตร เป็นตำบลเชียงยืน ขึ้นอำเภอเมืองอุดรฯ และวัดป่าโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็มนั้น เป็นวัดที่เขาสร้างถวายพระอาจารย์ใหญ่มั่น ในคราวพระอาจารย์ใหญ่มั่นกลับจากเชียงใหม่มาอุดรฯ ที่ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์นิมนต์มาพักฤดูแล้ง พอถึงฤดูฝนปีนั้น หลวงปู่มั่นก็จำพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ ชานเมืองอุดรฯ ทางทิศเหนือของเมืองอุดรฯ เป็นมงคลดี

    จะกล่าวถึงหลวงพ่อบุญมี วัดป่าโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็ม อำเภอเมืองไว้บ้าง ในส่วนปฏิปทาของท่าน ท่านก็ได้ศึกษาเรียนกับหลวงปู่มั่น ในคราวหลวงปู่มั่นพักอยู่วัดป่าหนองน้ำเค็มนั้น เป็นอย่างจริงจัง รู้จักและอ่านออกข้อวัตรทุกประการบ้างพอควรในการปฏิบัติของหลวงปู่มั่น และท่านก็เคารพรักหลวงปู่มั่นแบบไม่จืดจางได้

    หลวงพ่อบุญมีปฏิบัติเคร่งครัดพอควร อายุ ๗๒ ปี พรรษาย่างเข้า ๑๘ พรรษา ท่านมีอุบายสั่งสอนเยือกเย็นแยบคายพอควร ด้วยให้หนักไปในการหลุดพ้นโดยด่วนในสังสารทุกข์ ไม่พาทำงานจุกๆ จิกๆ อะไร เพราะปัจจัยสี่ในสำนักพอเป็นพอไปได้แล้ว พาเร่งรัดความเพียรโชกโชน กลางวันไม่ให้หลับเคลิ้มเลย ทั้งตรงต่อเวลาด้วยตามกาลของข้อวัตร ตอนกลางคืนก็ให้หลับประมาณสามสี่ชั่วโมงเท่านั้น
     
  14. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    ญัตติธรรมยุต

    ครั้นถึงเดือนกุมภาพันธ์ในฤดูแล้งปีนั้นเอง ท่านเจ้าคุณเทพกวี (จูม พันธุโล) ก็สั่งให้เข้าไปญัตติ พอได้เวลาจัดแจงบริขารเพิ่มพอเพียงแล้ว พร้อมทั้งญาติโยมและพระที่ไปด้วยสององค์ ก็พากันเดินด้วยฝีเท้าไปถึงวัดโพธิสมภรณ์ เมืองอุดรธานี ไปหาท่านที่กุฏิ กราบเท้าถวายนมัสการท่านว่า

    “เกล้าต้องทำพิธีลาสิกขาออกจากมหานิกายก่อนหรือประการใดหนอ”

    องค์ท่านกรุณาว่า “ไม่ต้องดอก เพราะเจ้าเป็นผู้ตั้งใจดูว่าดีแล้ว นุ่งเหลืองห่มเหลืองตามเดิมเข้าญัตติ มหาสุพัฒน์เอ๋ย เอามีดโกนมาเราจะโกนหัวให้เป็นพิธี ผมจะไม่ยาวพอโกนก็ตาม เราลงมือโกนให้เป็นสิริ”

    เมื่อพิจารณาตามพระวินัยแล้ว องค์ท่านทำถูกมาก พระวินัยบอกไว้ว่า อุปัชฌาย์จะโกนหัวให้สัทธิวิหาริกก็ควร เพราะต่างฝ่ายจะได้เคารพรักกันเป็นอตีตารมณ์

    ครั้นโกนผมแล้ว องค์ท่านก็ให้พระไปตีระฆังมารวมที่โบสถ์แล้วก็เข้าญัตติ มีพระครูธรรมธร เป็นกรรมวาจาจารย์ พอเสร็จแล้วองค์ท่านก็ออกใบสุทธิให้ เลขนับจำนวนใบสุทธิ ๑๓๑๘ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๘ เวลา ๑๓ นาฬิกา ๑๕ นาที ส่วนใบสุทธิเดิมใช้ไม่ได้เพราะคนละสังกัด

    เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กราบเท้าลากลับวัดป่าโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็มตามเดิม กลับถึงก็พอดีค่ำมืด แก้ปัญหาตอนนี้ได้แล้วรู้สึกเบาใจมากแล้วก็ต่อนิสัยกับหลวงพ่อบุญมีในวันนั้น ต่างก็ตั้งหน้าปฏิบัติไม่มีกังวลทางอื่นเลย

    สมัยนั้นสถานที่วิเวกวังเวงดีนัก แต่มีงูกะปะมากเพราะเป็นดงป่าไม้ไร่บ้าง ต้นมะแหนบ้าง ต้นเอ็นหม่อนบ้าง พอถึงเวลาเข้าพรรษามีพระ ๕ รูป สามเณร ๓ รูปด้วยกัน มีการถือธุดงค์พอควร กลับถึงวัดแล้วไม่รับอาหารที่เป็นปัจฉาภัต หวานคาวรวมลงในบาตร องค์ไหนทำอาหารให้เหลือในบาตรในยามฉันอิ่มแล้วเท่าฟองไข่ไก่ ถือว่าไม่รู้จักประมาณในการเอาไว้ก่อนจะฉัน ไม่ถือว่าเป็นของลำบากด้วย ต่างก็รู้สึกสนุกใจด้วยการพอใจทำ เพราะมีแต่ท่านผู้ตั้งใจตามสมควรแท้
     
  15. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    การภาวนาพรรษาแรก

    การภาวนาเฉพาะส่วนตัว ก็ได้กำหนดลมหายใจออกเข้าเป็นหลักเป็นส่วนมาก แท้จริงได้หัดทำแต่ยังอยู่เป็นฆราวาส คราวภรรยาตายแล้วเป็นต้นมา นิมิตเห็นแสงดาวและนิมิตก้อนเมฆที่ไหลผ่านแล้วแตกสลาย ได้น้อมลงสู่ไตรลักษณ์ เห็นประจักษ์แต่เป็นฆราวาสแล้ว

    จิตที่รวมลงในอานาปาฯ ไม่ได้ยินเสียงใดๆ ตัดเสียงหมอลำที่เขาลำอยู่ในวัดที่กำลังเป็นพระมหานิกายอยู่ ก็ได้รู้จักรสชาติแล้วไม่สงสัย พอหมดกำลังก็ถอนออกมา ก็ได้คำนึงน้อมสู่ไตรลักษณ์แถมท้ายส่งเดช

    ฉะนั้นการปฏิบัติมาแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ ท่านผู้ใดเล่าเรื่องนิมิตต่างๆ นานาสารพัดให้ฟัง ก็ฟังได้ แต่ไม่ตื่นเลย เพราะนิมิตทั้งหลายไม่ใช่พระนิพพาน เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนแตกสลายเท่านั้น เพราะไม่พ้นกองพลของไตรลักษณ์ เพราะนิมิตกับกิเลสมันเป็นคนละรสละชาติ กิเลสต่างจากนิมิตไกลกันริบหรี่เลย

    อยู่กับหลวงพ่อบุญมีนิมิตไม่มาก แต่ถึงกระนั้น เตียงที่นอนอยู่พาเหาะลอยไปในอากาศก็มี บางทีเหาะขึ้นไปบนอากาศแล้วตีลังกาพลิกคว่ำพลิกหงายโลดโผน เดินจงกรมในอากาศ นอนกลางอากาศเข้าสมาธิก็มี และในเวลาที่นอนขวางอยู่บนอากาศเช่นนั้น ตอบตนเองว่า “นี้สิจึงเป็นสมาธิ” เมื่อหมดกำลังก็ถอนออกมา เห็นลมเข้าออกตามเดิม

    อุปจารสมาธินี้เป็นไปโลดโผนต่างๆ นานา กุศลสมาธิชั้นนี้อยู่ใต้อำนาจอนิจจัง ผู้มีปัญญาน้อมลงสู่ไตรลักษณ์ได้เร็วพลันทันเวลา เป็นทาง (ป้อง) กันความสำคัญตัวว่าประเสริฐได้ เป็นทางไม่ให้นอนใจ ติดอยู่เพียงแค่นั้น ผู้ขาดการศึกษา มักพาให้เพิ่มบ้า ว่าตนภาวนาเก่ง ใครเทศน์ก็ไม่ลง เพราะขาดปัญญาปลงลงสู่อนิจจัง เพราะธรรมอนิจจังเป็นศาลยุติธรรมตัดสินฝ่ายสังขารธรรมไม่ลงบัลลังก์อยู่ทุกกาล ปัญญาญาณต้องรู้ตามเป็นจริงส่งคืน ไม่มีหน้าที่จะต้องไปปล้นไปจี้ว่าเป็น เรา เขา สัตว์ บุคคลอะไร จะกลายเป็นหักดอกไม้บูชาอวิชชา ความมัวความเมาให้บวกทวีคูณทวีขึ้น

    นักภาวนาชอบมาติดอยู่ชั้นนี้ แกะยาก จนกว่าจะเห็นคุณและโทษในชั้นนี้ด้วยตนเองชัดเจน แล้วจึงจะข้ามพ้นจากความเข้าใจผิดไปได้สะดวก
     
  16. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    ไปหาหลวงปู่มั่น

    [​IMG]


    เมื่อจำพรรษาครบไตรมาสแล้ว สิ้นกาลจีวรเดือนพฤศจิกายน ข้างแรม (แต่ปีนั้นได้รับกฐินอยู่) ก็ลาหลวงพ่อบุญมีไปหาหลวงปู่มั่น แต่การไปจะเที่ยววิเวกไปด้วยฝีเท้า ไม่ไปตามทางถนน เว้นไว้แต่บางบ้านบางถิ่นไม่มีทางลัด หลวงพ่อบุญมีก็ไม่รู้ว่าจะห้ามประการใด ญาติโยมก็เหมือนกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็อาลัยกัน ตามธรรมเนียมของความวิโยค

    ในการไปครั้งนี้มีผู้ร่วมทาง ๔ รูปด้วยกัน เป็นสามเณรองค์หนึ่งอายุสิบห้าปี และตาปะขาวคนหนึ่งอายุราวห้าสิบปี มีพระอีกองค์

    พอวันใหม่ ฉันเช้าเสร็จ ได้เวลาก็กราบลาหลวงพ่อและญาติโยมออกจากสถานที่ เดินทางไปทางทิศใต้ ภาวนาพุทโธพร้อมก้าวเดินและวิจารณ์ใน พุทโธ ว่า ไม่เกิดไม่ดับไปไหน เกิดดับ เป็นแต่จิตตสังขารที่บริกรรม ถ้าจะภาวนาพระคุณออกไปข้างนอกก็ไม่มีที่สิ้นสุดได้ เพราะมีมาก ถ้าจะภาวนาย่นเป็นสาม ก็พระวิสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ แต่ก็ใหญ่หลวงไม่มีประมาณอีก

    ย่นลงในผู้รู้เล่า ก็ไม่มีประมาณอีก ย่นลงในเอกคุณในปัจจุบัน ก็เป็นเอกคุณในปัจจุบันอันใหญ่หลวงอีก และธรรมเล่า สงฆ์เล่าก็กลมกลืนกันอยู่ในตัวแล้ว เป็นเชือกสามเกลียว เป็นเพียงใช้อักษรย่อบริกรรมเท่านั้น เมื่อตกลงในใจได้ดังนี้ ก็พอใจบริกรรมพุทโธพร้อมก้าวที่เดินไป

    ค่ำพอดีก็ถึงบ้านแม่นนท์ พักที่วัดโบราณเก่าร้าง เป็นเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรฯ มีต้นไม้เป็นธรรมชาติของป่าทึบ ไกลบ้าน เงียบสงัด มีโบสถ์ร้างผุพังลง กระจัดกระจายกว่าพันปี เขาบอกว่า “ผีดุมาก” แล้วก็พักอยู่ที่นั้นหนึ่งคืน ก็ไม่เห็นผีๆ ผาๆ อะไร ก็คงมีแต่ผีโลภ ผีโกรธ ผีหลงที่ดองสันดานตนอยู่ ยังไม่พ้นไปเท่านั้น

    ครั้นบิณฑบาตฉันเช้าเสร็จก็เดินทางต่อไปทางทิศตะวันออกของบ้านนั้น ข้ามทางรถไฟตรงไปริมหนองหาน ผ่านบ้านกุดสระ บ้านพึก เมืองปัง บ้านเหล่านี้มีแต่ทุ่งโล่ง ถึงบ้านโพนทองค่ำพอดี

    เวลาเดินทางก็ภาวนาพุทโธตามเคย ไม่จำเป็นไม่ได้พูดกัน พักที่นั้นหนึ่งคืน ฉันเสร็จเดินทางต่อ คำว่า “ฉันเสร็จ” นั้นพูดคำย่อ การบิณฑบาตเป็นวัตร และฉันในบาตรรวมภาชนะบาตรนั้นก็ดีและทั้งหวานคาวรวมนั้นก็ดี มื้อเดียวนั้นก็ดี ไม่ได้ลดละไปทางไหนได้ แม้บุหรี่ก็สมาทานไม่สูบแต่ต้นพรรษาแล้ว ใช้บริขารน้อย สะพายบ่าเดียว และเวลาเดินทางแต่ฉันเสร็จแล้วจนค่ำ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ดื่มน้ำ กระหายบ้างก็อดเอา เพราะเกรงเท้าแตกที่เรียกว่า ลงพื้น จนกลายเป็นโรคท้องผูกมาจนบัดนี้

    วันนั้นเดินทางถึงตัวอำเภอหนองหาน พักหนึ่งคืนที่ศาลา บิณฑบาตฉันเสร็จ เดินทางต่อไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอหนองหาน มีแต่เนินสุดสายหูสายตา เงียบสงัด หมดวันก็ไม่เจอคนสักคนเลย ถึงบ้านคำตานา ค่ำพอดี ไปพักวัดร้างหนึ่งคืน เช้าได้เวลาฉันเสร็จเดินทางต่อ ข้ามบ้านตาด ถึงบ้านโพธิ์

    ขณะที่เดินทางวันนี้เวลาเที่ยงแสกๆ กำลังเดินทางอยู่ นิ้วเท้าของข้าพเจ้าทางขาซ้ายนับจากแม่นิ้วมาเป็นนิ้วที่สอง ไปชนกับตอเล็กๆ ที่อยู่กลางทาง เล็บหลุดออกหมดเหลือแต่หนังนิดเดียวแขวนแกว่งอยู่

    ได้กลั้นใจดึงออกทิ้ง เลือดไหลแดง จึงคว้ากำเอาหินทรายมาพอก ฉีกผ้าเช็ดเท้าที่พันกับตีนบาตรมาพันแล้วก็เดินไป ใจก็นึกสังเวชเรื่องที่ว่า ชาติๆ ภพๆ ในสงสารมาก

    บ้านโพธิ์นี้น้ำจะดื่มจะสรงก็อดกันแท้ๆ คนจึงมักเป็นขี้กลากกัน และเรื่องที่เล็บหลุดออกมานั้น ก็เลยไม่งอกมาจนถึงทุกวันนี้ กลายเป็นอนุสรณ์ ให้เจ้าตัวได้คำนึงถึงอตีตารมณ์ที่ได้ผ่านทุกข์มาในสงสารอเนกปริยาย เมื่อเป็นดังนี้ ก็เป็นเหตุให้สิ้นความสงสัยในชาติก่อนๆ ว่าเป็นมาอย่างไร ตลอดจนถึงชาติอนาคตด้วย เพราะชาติปัจจุบันเป็นพยานเอกอยู่แล้ว จะไปหาพยานที่ไหนอีก

    ต้องยอมจำนนยกธงขาวว่า ชาติทุกข์ เท่านั้น ชรา พยาธิ มรณะ ฯลฯ ไม่ว่าก็ได้ เพราะลงท้ายมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น และก็เป็นจริงอย่างนั้น และก็มีรสชาติอย่างนั้น สัมผัสโทรเลขให้รู้อยู่ ส่วนใจจะโศกจะเศร้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสติปัญญาแต่ละรายของท่านผู้ปฏิบัติเป็นชั้นๆ ไป ไม่เสมอกันหมดได้ แต่เมื่อพ้นจากความหลงโดยสิ้นเชิงแล้ว รสชาติของความพ้นนั้นเสมอกัน ผิดกันแต่ฤทธิ์เดช ลาภ ยศ ทำนายทายทักที่เอาออกมาใช้กับบุคคลและสังคม เทวดา มาร พรหมเท่านั้น

    ฉะนั้นพระนิพพานจึงไม่มีวิมานและรูปขันธ์ นามขันธ์ไปเสวยและไม่มีที่นั่ง ที่นอน ที่ยืน ที่เดินเป็นอันดับกัน จะมีอันดับกันก็แต่ขันธวิบากยังไม่นิพพานเท่านั้น ที่เรียกว่าสอุปาทิเสสนิพพาน เมื่อถึงอนุปาทิเสสนิพพานแล้วจะยืนยันว่ายังไงได้ เปลวไฟถูกกำลังลมพัดแล้วดับไป จะยืนยันว่า เปลวไฟไปตั้งอยู่ที่นั้นที่นี่ก็ไม่ได้ หรือยืนยันว่าสูญ สูญก็ไม่ได้อีก เพราะเปลวไฟไม่ได้สำคัญตัวอะไร ผู้ยืนยันสำคัญตัวต่างหาก เป็นธรรมอันลึกซึ้ง ปุถุชนจะเดาด้นคาดคะเนยาก

    ครั้นพักอยู่บ้านโพธิ์ที่วัดร้างคืนหนึ่งแล้ว บิณฑบาตฉันเช้าเสร็จ ก็เดินทางต่อ มีแต่โคกเท่านั้น ค่ำพอดีก็ถึงบ้านดุง (อำเภอบ้านดุงปัจจุบันนี้เอง) พักหนึ่งคืน ตื่นเช้าบิณฑบาต ฉันเสร็จเดินทางต่อไป ผ่านบ้านกำแมด ถึงบ้านวังทองค่ำพอดี พักอยู่วัดร้าง บ้านนี้มีสัตว์ป่าชุกชุมเสือและงูเป็นต้น เพราะมีป่าทึบเป็นดงรอบบ้าน บ้านวังทองนี้สุดเขตอำเภอหนองหานไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพียงเท่านั้น ต่อแดนกับอำเภอสว่างแดนดิน

    ที่บ้านวังทองนั้น เขาวิงวอนและนิมนต์ให้พักอยู่นานบ้าง เพราะมีที่พักวิเวกเหมาะสมทุกประการ และชาวบ้านเขาเล่าให้ฟังว่า มีเสือโคร่งโลดโผนมาก พอตกกลางคืนเดือนหงายด้วยซ้ำ กระโดดข้ามรั้วเข้าคอกโคกระบือ เข้ามากัดโคและกระบือในคอกใกล้เรือนคนในบ้าน แล้วกระโดดออกวิ่งหนีไป

    จึงปรึกษากันว่า “พวกเราเดินทางมาติดต่อจนค่ำ นับแต่จากที่จำพรรษามาจนบัดนี้เป็นเวลาหลายวัน ถึงแม้ว่าสนุกในการเดินภาวนาก็จริง แต่ร่างกายมิได้พักผ่อนพอควร เราต้องหยุดพักทำความเพียร เขาจะเล่าเรื่องเสือๆ สาๆ ก็ตาม บางทีเขาจะลองพวกเราว่าเป็นผู้ขลาดกลัวเกินไปหรือไม่ ก็อาจเป็นได้ และเขาก็ปวารณาว่าจะทำร้านให้พักองค์ละร้าน ที่ในป่าอันไกลบ้านพอควร ถ้าเราไม่พักให้เขา ก็จะเสียตระกูลปฏิบัติ”

    เมื่อปรารภกันเห็นดีแล้ว ถึงวันใหม่เขาก็มาทำร้านให้ในดงอันใกล้ห้วยที่มีน้ำ มีต้นยางใหญ่ๆ ร่มครึ้ม เขามาทำให้หมด บ้านเสร็จในวันนั้น สูงห้าสิบเซ็นต์ กว้างยาวพอดีกับกลด และพอนอนสุดเท้า เอาไม้กลมเล็กมาเรียงกัน เอาตอกมัดท้ายหัวปูต่างฟาก ไม่ต้องกั้นและมุง เอากลดและมุ้งและร่มไม้ ขณะนั้นเป็นฤดูหนาว พอถึงตอนเช้ากลดก็เปียก มุ้งก็เปียก

    พักทำความเพียรกันอยู่ที่นั้นประมาณยี่สิบวัน ก็สะดวกพอควรและไม่มีอันตรายใดๆ ด้วย เสือๆ สาๆ ไม่เห็นมีมา พบแต่งูกะปะบ้างเท่านั้น เห็นแต่เม่นตัวหนึ่งตอนกลางคืน มันเข้ามาหาที่ใกล้มุ้ง แล้วมันก็วิ่งหนีเสียงดังกริ่งๆ ไปทางอื่นเพราะขนของมันกระทบกัน ด้านจิตใจหนักเข้าหาธรรมติดต่อ

    วันหนึ่งจึงปรึกษากันว่า “เรามาพักอยู่ที่นี้ ก็เป็นเวลา ๒๐ กว่าวันแล้ว พอคุ้มค่าเขาทำร้านให้แล้ว และจะจวนเวลาข้างหน้า การจะไปต่อไปครั้งนี้ ต้องแยกกันเป็นสองพวกจึงจะเหมาะดี เพราะการไปสำนักหลวงปู่มั่นคราวเดียวสี่คนนั้นไม่ถูกกับความประสงค์ของหลวงปู่มั่น เพราะเราหวังจะไปอยู่ด้วย ไม่ใช่ไปฟังเทศน์เฉย ๆ แล้วก็ลาไปทางอื่น หรือกลับ”

    ปรารภแล้ว ก็เห็นดีกัน ไม่ขัดกัน ตาปะขาวตกลงจะไปกับพระทางหนึ่ง จะไปบ้านดงเย็น หาพระอาจารย์พรหม อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ส่วนเณรบุปผาจะไปกับข้าพเจ้า เพราะเณรได้สัญญาไว้แต่ต้นทางก่อนออกจากอุดรฯ ว่าถ้าไปถึงธาตุพนมแล้วจะกลับไปเรียนหนังสือนักธรรมวัดโพธิสมภรณ์ อุดรฯ

    และเมื่อตกลงกันแล้ว ตื่นเช้าฉันเสร็จแล้ว ก็พากันลาญาติโยม โยมก็ไปส่งพอไม่หลงทางแล้วก็บอกให้กลับ ข้ามบ้านบ่อเมืองไพร เดินไปตามริมสายดง ค่ำพอดีก็ถึงวัดป่าบ้านโคกคอนเข้าไปกราบเจ้าอาวาสปราศรัยถามไถ่รู้ความประสงค์แล้วก็จัดแจงที่พัก
     
  17. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    การปวารณาปัจจัยสี่ตลอดชีวิต

    [​IMG]


    ครั้นเป็นวันใหม่บิณฑบาต ฉันเสร็จก็กราบลาเดินทางผ่านดงบ้านโคกคอน พักวัดบ้านดงบังสักครู่ ลาจากนั้นก็เดินทางต่อ เดินทางก็คือเดินภาวนา มิได้คุยกันไปพลาง เว้นไว้แต่มีเหตุจำเป็น เดินตามทางคนบ้าง ทางเกวียนบ้าง ค่ำพอดีก็ถึงบ้านถ่อน พักวัดร้าง เช้าฉันเสร็จเดินทางต่อ ข้ามป่าบ้านถ่อน ค่ำพอดี ถึงบ้านหนองฮาง พักหนึ่งคืน ตื่นเช้าบิณฑบาต ฉันเสร็จเดินต่อ ข้ามบ้านตาลเดี่ยว ข้ามป่าไปอีกประมาณสองชั่วโมงก็ถึงอำเภอวานรนิวาส เป็นเวลาเที่ยงวัน หยุดพักพอหายเหนื่อย เดินทางต่อ ถึงบ้านกุดเรือพอดีค่ำสี่โมงเย็น

    โยมพอแลเห็น รีบมารับบาตรและกลด แล้วพาไปพักวัดป่าบ้านเขา วัดนั้นไม่มีพระ เพราะท่านไปวิเวกทางอื่นกันหมด แล้วโยมเขารับต้มน้ำซักผ้าให้ เขาต้มเองซักเอง เขาว่าเขาเคยแล้ว เขาเป็นเองมิได้บอก เขารู้จักปวารณาปัจจัยสี่ตลอดชีวิต จะอยู่ทิศไหนก็ตาม ถ้าต่างฝ่ายต่างมีชีวิตอยู่ ขอให้มีหนังสือมาบอกขอได้ เว้นไว้แต่สิ่งที่เหลือวิสัยก็จะได้กราบเรียนขอยอม

    จึงตอบเขาว่า “พวกท่านเป็นพุทธมามกะเต็มภูมิแล้ว อาตมาขออวยพรให้ภิญโญยิ่งจนถึงที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด เวลานี้บริขารทุกๆ ประการก็บริบูรณ์อยู่ แต่มีความต้องการด้ายเย็บผ้าประมาณสองวา บางทีผ้าขาดค่ำคืนจะได้ชุนและปะทาบ และอีกก็เกลือและพริกขอให้ตำใส่กันให้ละเอียดทั้งเกลือและพริกปนกัน แล้วให้ได้ประมาณสี่ห้าช้อนโต๊ะ หากระบอกไม้ไผ่มาใส่เป็นยาปรมัตถ์ เดินทางไกลจะได้ฉันกับมะขามป้อมและสมอเป็นยาช่วยระบาย เพราะเดินทางวันยังค่ำ ติดต่อจากอุดรฯ มา ท้องผูกไม่ถ่ายได้หกเจ็ดวันนี้แล้วโยม เอ๋ย”

    เขาฟังแล้วทำท่าปลงธรรมสังเวช แล้วเขาตอบว่า “เรื่องนิดเดียวขอรับ ไม่เป็นของลำบากแก่ผู้จัดถวาย จะต้องการมากกว่านั้นก็ได้ขอรับ”

    ตอบ “เอาไปมากก็หนักและเกินงามของผู้เดินด้วยฝีเท้า เพราะหนทางเล่าก็เดินลัดป่าลัดดงลัดโคก เพียงสี่ห้าช้อนโต๊ะนั้นก็ใช้ได้นานแล้ว เพราะมีสององค์”

    ตกลงพักอยู่ที่วัดป่านั้นสามคืน บ้านนั้น สังเกตดูตามธรรมแล้ว สนใจทางปฏิบัติธรรมกันมาก ทั้งผู้เฒ่า ผู้แก่ รุ่นหนุ่มปานกลางมีผิวพรรณผุดผ่องหน้าตาคมคาย มีกิริยามารยาทสุภาพ พากันมารักษาศีลภาวนาตามร่มไม้เต็งรังในวัดเป็นทิวแถว

    ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แม้ว่าจะไม่มีพระก็ตาม ก็พากันมาอย่างนั้น สงบไม่เกรียวกราวอึงคะนึงอันใดเลย เวลาไปบิณฑบาตเขามายืนรวมกันแห่งเดียวที่กลางบ้าน เรียงตัวกันเป็นแถว ประมาณห้าสิบคน และบ้านก็มีหลังคาเรือนประมาณห้าสิบหลังคา อาหารหมกห่อใส่บาตรเรียบ และการนิมนต์ของเขาก็ฉลาดมาก เขาพูดว่า

    “การที่พระคุณเจ้าพาสามเณรมาผ่านพักที่บ้านและวัดป่าของพวกข้าพเจ้าโดยมิได้นัดหมาย เป็นของทิพย์มาเองโดยสุภาพ นับว่าเป็นบุญอันล้นเหถือแล้วละ แต่ความประสงค์ของพระคุณเจ้าจะต่อไปในทิศใดๆ ก็ยังไม่ทราบได้ ถ้าหากว่าต้องการพักปฏิบัติอยู่นี้จนกระทั่งพวกกระผมสิ้นลมปราณจนตราบใดๆ ก็ดี พวกกระผมก็จะตั้งใจปฏิบัติตามสติกำลังอยู่ตราบนั้น หรือหากว่าจะพักอยู่ต่ำกว่านั้นลงมา ก็มอบให้เป็นสิทธิของพระคุณเจ้า แต่ถ้าจะไปวันไหน เดือนไหน ปีไหน ก็จะตามส่งตามสติกำลังไม่ทอดธุระ ทั้งนี้จะอยู่และจะไป ขอให้พระคุณเจ้าเป็นหัวหน้าในทางที่เป็นธรรมอันสะดวกต่อข้อวัตรปฏิบัติของพระคุณเจ้าเท่านั้นเป็นเกณฑ์ พวกกระผมมีหน้าที่จะปฏิบัติตาม ไม่แซงออกหน้า”

    อาๆๆๆ ข้าพเจ้าเกิดมา เที่ยวมาเกือบสามสิบจังหวัดแล้ว พร้อมทั้งปัจจุบันที่กำลังเขียนอยู่นี้เอง ยังไม่เคยได้ยินญาติโยมกลุ่มใด พวกใด พรรคใด บุคคลใด ปรารภคำอย่างนี้กับพระเลย หายากในตลาดโลกแล้ว ข้าพเจ้าก้มคำนึงแล้วหาอุบายถามเขาว่า

    “พระอาจารย์องค์ใดหนอแลที่ได้สั่งสอนบอกญาติโยมในวัดป่าบ้านนี้ ให้พวกญาติโยมได้แยบคายในธรรมพอควร”

    เขาตอบว่า “พระอาจารย์บุญมี น.ธ.เอก บ้านทรายมูล ยโสธร เวลานี้ท่านกำลังไปเยี่ยมบ้าน พระลูกศิษย์และสามเณรก็ตามไปด้วย”

    เห็นญาติโยมบ้านกุดเรือนี้ เขาปวารณาปัจจัยสี่ถึงพริกถึงขิงแล้ว ก็ยิ่งเกรงใจเขามากจนถึงบัดเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ได้ขออะไรๆ ต่อเขาเลย และมิได้ติดต่อเขาอีกเลย ใครตายใครยัง (อยู่) ก็ไม่ได้ทราบข่าวกันเลย ชะรอยจะได้เคยร่วมบารมีกับเขาเพียงนั้นมาในภพก่อนๆ ก็อาจเป็นได้ เพราะสังขารไม่แน่นอนในกรณีใดๆ
     
  18. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    โอวาทท่านอาจารย์สีลา

    [​IMG]
    พระอาจารย์สีลา อิสฺสโร


    เมื่อพักอยู่สามคืนแล้วก็ลาไป มีชายสองคนตามไปส่งประมาณสี่ห้าเส้นพอที่จะไม่หลง ก็ให้เขากลับ เพราะไม่ถนัดภาวนา เดินข้ามโคกใหญ่โคกโต จึงถึงบ้านวา เป็นเวลาบ่ายประมาณสามโมงเย็น ไปพักวัดป่าท่านอาจารย์สีลา ทั้งพระทั้งเณรอยู่นั้นประมาณสิบรูป วางบริขารไว้ที่ควรแล้ว นมัสการกราบท่าน องค์ท่านทักทายปราศรัยเยือกเย็น แล้วขอโอกาสองค์ท่าน จะเอาใบสุทธิของตน จะค้นเอาในบาตรมาถวายองค์ท่าน เพราะใบสุทธิเอาไว้ในบาตร

    ท่านพูดว่า “อย่าเลยท่านเอ๋ยไม่ต้องดอก ผมดูแพล็บเดียวก็รู้ได้ นั่นรองเท้าของท่านขาดบ้างแล้วจงตัดกับหมู่ชะ”

    กราบเรียนว่า “กระผมยังไม่ทันตัดดอก เพราะยังเดินทางอยู่ และการเดินทางบางทีมันดังกั๊บๆ กระผมก็ถือเอาไม่ใส่เลย ทางเส้นไหนรกมากจึงใส่”

    ท่านบอกสองสามครั้งติดๆ กัน คงจะให้จริง ไม่พูดเปรยๆ เป็นพิธี แต่ไม่ตกลงเอาแล้ว ท่านถามต่อไปว่า “ท่านตั้งใจจะไปไหน”

    เรียนตอบว่า “จะไปธาตุพนมแล้วจะฝากเณรกับพวกอุดรฯ ที่ไปไหว้พระธาตุ คืนอุดร แล้วกระผมจะไปถ้ำพระเวสองค์เดียวพอสมควรแล้ว จะเดินล่องเขาภูพาน โค้งไปหาพระอาจารย์ใหญ่มั่น แล้วจะมอบกายถวายตัวอยู่กับองค์ท่าน ยอมเป็นยอมตายให้องค์ท่านดุด่าว่าเข่นครับ”

    ถาม “ทำไมจึงไปธาตุพนมโค้งนัก มาจากอุดรฯ ก็ต้องตรงมา อ.หนองหาน ทางหลวง อ.สว่างฯ อ.พรรณาฯ อ.เมืองสกล อ.นาแก อ.ธาตุพนม”

    ตอบ “เพราะตั้งใจจะวิเวกไปด้วย เพราะไม่ด่วน ต่างสอบดูวิเวกของป่าในสังคมแต่ละบ้านด้วย จะได้สำเหนียกในอนาคตคืนหลังว่าที่ผ่านมาในอดีตว่าบ้านใดบ้าง บุคคลและสถานจะเป็นที่สะดวกในการบำเพ็ญ”

    องค์ท่านกล่าวว่า “เออ ก็พอฟังได้ แต่ถ้ำพระเวสนั้นนา ท่านเอ๋ย คือถ้ำกายของเรานี้เอง อันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ท่านจงทำความเพียรอยู่ถ้ำนี้ให้มั่น คงจะพบพระอาจารย์มั่นอยู่ในถ้ำนี้” นิสัยวาสนาองค์ท่านกล่าวเยือกเย็นถึงจิตถึงใจ

    ตอบ “กระผมไม่มีข้อแซงในส่วนนี้ เมื่อกระผมมานึก ๆ แล้วเมื่อพระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ในประเทศไทย ผู้ปฏิบัติกรรมฐานที่เป็นฝ่ายธรรมยุตก็มีชีวิตทันองค์ท่านอยู่ แต่ไม่ยอมตัวเข้าไปปฏิบัติศึกษากับองค์ท่าน ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นองค์ท่านสักทีด้วย ก็คล้ายกับว่าไร้วาสนาในส่วนนี้ ส่วนผู้ที่ออกปฏิบัติภายหลังองค์ท่านมรณธรรมไปก่อนก็มอบให้เป็นการจนใจไป แม้พระอาจารย์ที่เทศน์อยู่เดี๋ยวนี้ก็ได้ไปศึกษากับองค์พระอาจารย์มั่นแล้ว จึงได้สิ้นกังวลในส่วนนี้ กระผมมีความเห็นอย่างนี้จะเป็นประการใดหนอ ขอรับ”

    องค์ท่านก็เลยยิ้มไม่ว่ายังไง

    ครั้นตื่นเช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ เก็บของมอบเสนาสนะแล้วก็ไปกราบลาองค์ท่าน องค์ท่านก็ให้สามเณรองค์หนึ่งไปส่งบอกทางเพราะเป็นทุ่งโล่ง ไปส่งประมาณหนึ่งกิโลเมตร เพราะมีทางซ้อนหลายเส้นพอจะไม่หลงแล้วก็กลับวัด ก็ตั้งหน้าออกเดินตามเคย

    เวลาเดินภาวนาพุทโธเป็นหลัก ติดต่อไม่ขาด พร้อมกับขาก้าวออกเดิน เพราะตีความหมายในพุทโธแยบคายว่า ธรรม สงฆ์ ก็รวมอยู่ในนั้นแล้ว พุทโธเป็นเพียงอักษรย่อเฉยๆ เปรียบเหมือนเชือกสามเกลียวและเป็นอนันตมหาอนันตคุณอันไม่เกิดไม่ดับอีกด้วย ทั้งไม่มีประมาณอีกด้วย จะเกิดดับก็แต่เจตสิกผู้บริกรรมขาดๆ วิ่นๆ ไม่ติดต่อเท่านั้น

    พระมหาอนันตคุณของพุทโธมิได้เกิดมิได้ดับไปไหนเลยนา แม้จะย่นลงมาในปัจจุบันคุณก็ตาม ก็เป็นปัจจุบันคุณอันใหญ่หลวงหาประมาณมิได้ หรือจะย่นลงมาในพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ พระมหากรุณาคุณก็ดี ไม่มีประมาณอีก หรือจะย่นลงในผู้รู้ปัจจุบันก็ดีก็ไม่มีประมาณอีก หรือจะย่นลงในเอกคุณในปัจจุบัน ก็เป็นเอกคุณอันใหญ่หลวงไม่มีประมาณ

    ทีนี้จะโอนพระคุณขึ้นถึงคุณพระนิพพานก็ได้ไม่ผิด เพราะเป็นพระมหาอนันตคุณอันไม่เกิดไม่ดับไปไหน ผู้มีสายตายาวก็มองได้ไกล ผู้มีสายตาสั้นก็มองได้ใกล้ ผู้มีเชือกยาวก็ขึงได้ไกล ผู้มีเชือกสั้นก็ขึงได้ใกล้ กำลังกายก็ดี กำลังใจ กำลังปัญญาก็ดี ไม่อยู่ระดับเดียวกันผูกขาด และไม่มีใครจะจับจองเหมาขาดตัวไว้ในวงแขนแต่ตนผู้เดียวได้ นักสติ นักปัญญา มีอิสระจะรู้ได้ทั้งนั้น แต่รู้ดีปฏิบัติดีไปทางโลกุตตระจึงเป็นที่สรรเสริญของพระอริยเจ้า เพราะทรัพย์สินใดๆ ในโลกาไม่เท่าทรัพย์และศีลทางโลกุตตระ แต่ผู้มีใจสูงธรรมสูงจึงจะพลอยยินดีเลื่อมใสได้ ผู้มีใจต่ำธรรมต่ำ กรรมและผลของกรรมต่ำผูกมัดรัดรึงไว้ก็จำเป็นอยู่นั่นเองป่าเปลี่ยวอันตราย
     
  19. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    จงตั้งใจภาวนา

    กล่าวเรื่องเดินทางต่อไป ออกจากวัดป่าบ้านวาถึงวัดป่าศรีเวินชัยพอดี พักอยู่สองคืน หรือเรียกว่าถึงสามผงแล้วก็ได้ ฉันเช้าเสร็จเดินทางต่อถึงบ้านดงน้อย เข้าพักวัดป่าบ้านนั้น ไปเจอเขากำลังทำบุญบ้านบุญเรือนเขา มีพระอาจารย์บุญมา สามผง เป็นประธานในการบุญของเขานั้นและมีมหาอาบ เจ็ดประโยค ก็พักอยู่ที่นั้น ท่านมาจากกรุงเทพฯ มาเยี่ยมบ้าน

    ข้าพเจ้าพักบาตรบริขารไว้ศาลา แล้วพาสามเณรเข้าไปกราบพระอาจารย์บุญมา ท่านถามข่าวคราวความประสงค์กว้างขวางเยือกเย็น พร้อมทั้งเปิดประตูทางกาย ทางวาจา ทางใจทุกๆ ประการ

    องค์ท่านกล่าวว่า “ต่อไปนี้บ้านห่างนัก เป็นป่าสัตว์ร้ายทั้งนั้น กลางวันแสกๆ เขาไปเกี่ยวหญ้าเจ็ดคนด้วยกัน เกี่ยวหญ้าอยู่ใกล้ๆ กันด้วยซ้ำนะ เสือมันเอาไปกินอย่างผึ่งผาย ตะครุบได้แล้วมันตีใส่ดินตูมเดียวตายเลย คาบเดินไปอย่างผึ่งผายไม่สะทกสะท้านเลย จะทำอะไรมันก็ไม่ได้ นี้หัวกวางสดๆ อยู่นี่ ผมเอามาจากบ้านคำนกกก มันกินวันนี้แหละ ผมเอามาเพื่อเอาเขามัน

    นอกจากนี้ยังมีกระบือฝูงใหญ่ประมาณร้อยกว่า มันเป็นกระบือที่เขาไม่ได้ต้อนเข้าคอกได้หลายปี ดุมาก แม้เจ้าของ มันก็ไล่ชนไล่เหยียบ ถ้ามีต้นไม้อยู่ใกล้ก็พอได้ขึ้น ถ้าไปเจอในระหว่างต้นไม้ห่าง หรือมีต้นไม้แต่เป็นต้นไม้ใหญ่เกินไปกอดไม่หุ้ม และไม่มีกิ่งพอที่จะเหนี่ยวขึ้นไปได้ก็ดี หรือขึ้นไม่ทันก็ดี ก็อยู่ในเกณฑ์ตาย เพราะมันหลายตัว รุมหน้ารุมหลังนะท่าน ไม่ใช่ผมขู่ขวัญให้กลัว มันเป็นความจริงนะ

    ผมว่าท่านและสามเณรจงพักอยู่ที่นี่สักสามคืนก่อน อย่าด่วนไป ผมจะให้โยมตามส่ง ช่วยงานสวดมนต์เย็นในบ้านกับผมด้วย เพราะพระก็เหลือน้อยแล้ว ถ้าท่านจะไปด่วนๆ จะหลงทางเพราะมีแต่ดง ทางปีกหน้าปีกหลังสับสนอลหม่านมาก เกรงจะอันตรายมาก”

    ก็ตกลงพักอยู่กับองค์ท่านสามคืน แท้จริงวัดป่าบ้านดงน้อยนั้นมีหลวงพ่อรอดอยู่องค์เดียว เขานิมนต์พระอาจารย์บุญมา มาพักวัดป่าบ้านเขาทำบุญเฉยๆ พอครบสามวันแล้วก็กราบลาองค์ท่านและหลวงพ่อรอด องค์ท่านจะให้โยมตามส่งไปทางบ้านคำนกกก

    กราบเรียนองค์ท่านว่า “จากนี้ไปไกลขนาดใดหนอขอรับ”

    “เออ ก็ค่ำพอดี เพราะผมจะส่งลงเรือล่องไปจนถึงธาตุพนม”

    ก้มหน้าลง ยกมือกราบเรียนว่า “กระผมมา ไม่ได้เหตุไม่ได้ผลอะไร มาให้พระอาจารย์ยุ่งยากด้วย น่าละอายเทวดามากขอรับ และกระผมเริ่มออกจากอุดรฯ มาก็ได้ตั้งใจไว้ว่าจะเดินด้วยฝีเท้าไม่ขึ้นรถเรือใดๆ ถ้าคำตั้งใจนี้ล้มเหลวก็เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยแก่กระผมในอนาคต จะอย่างไรก็ฝากฝังชีวิตกับพุทธ ธรรม สงฆ์ผูกขาดจองขาด เลือดทุกหยดจะถวายบูชาต่อพุทธ ธรรม สงฆ์ ทุกเมื่อนั่นแหละขอรับ คงจะไม่เป็นวาจามุทะลุหรือประการใด”

    องค์ท่านพูดกับพระและโยมเบาๆ ว่า

    “เออ จิตเป็นไปในพุทธ ธรรม สงฆ์แล้ว โสเป็นโสตายอาจหาญ คนอายุสามสิบกว่าอาจหาญพอได้ แต่ก็คงเป็นเฉพาะบุคคล”

    ว่าแล้วองค์ท่านกล่าวขึ้นอีกว่า “ถ้าไม่ไปลงเรือ ก็มีอีกทางหนึ่งคือตรงทิศตะวันออก แต่อันตรายก็มากเหมือนกัน เพราะบ้านอยู่ห่างไกล มีแต่ป่าแต่ดงทั้งนั้น หนทางคนแคบๆ เท่าทางหนูเดิน ตั้งแต่ฉันจังหันแล้วก็ไม่พบคนจนค่ำละ”

    องค์ท่านพูดย้ำอีกว่า “เอาให้ดีนะ อย่าห่างเหินจากภาวนานะ”

    รับคำองค์ท่านยกมือใส่หัว เณรก็เหมือนกัน สำเร็จเสร็จสิ้นแล้วโยมก็ตามส่งสองคน อายุราวสามสิบปี ไปไกลประมาณครึ่งกิโลก็หยุดพัก ถามโยม บอกให้โยมกลับ โยมก็ทำท่าอยากจะไม่กลับเพราะเป็นกังวลด้วย จึงว่ากะโยมว่า

    “ใครๆ ในโลกนี้ โยมเอ๋ย ถ้ากรรมตายมาถึงแล้วจริงๆ ก็ไม่มีศาลอุทธรณ์ใดๆ ในโลก จงเตือนว่า แวะซ้ายหรือขวาแห่งใดบ้าง”

    เขาตอบว่า “จะเก่าหรือใหม่ก็ขอให้เดินเส้นนี้ต่อ อย่าได้แวะหนีทางใดเลย”

    “เออ ถ้าอย่างนั้นพวกญาติโยมจงกลับบ้านโดยสวัสดีเถิด บุญอันใดที่พวกอาตมาได้สร้าง พวกโยมจงได้รับส่วนด้วยโดยทุกเมื่อ”

    เขายกมือสาธุแล้วก็ลากลับ พอเขากลับไปแล้วสักครู่หนึ่งก็ลับสายตาริบหรี่ไป ได้พูดกับเณรว่า

    “เณรเอ๋ย บัดนี้ป่าเปลี่ยวอันตรายมากแล้ว พวกเราเดินตีนต่อตีนมาจากอุดรๆ จนถึงนี้ก็ปลอดภัยทุกๆ ประการ แต่ไม่น่าหวาดเสียวเหมือนวันนี้ จงตั้งใจเดินภาวนายิ่งๆ ขึ้นนะ เราไกลจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์มา ต่างก็พึ่งตนเองคือภาวนาทุกๆ ก้าวขาเดิน คือ พุทโธ ถ้าไม่จำเป็นอย่าพูดอย่าถามนะและอย่าถือว่ารังเกียจกัน ถ้าเณรกลัวจงออกเดินหน้า”

    เณรตอบว่า “ไม่กลัวดอก ถึงจะกลัวมาสลับบ้างก็จะทนเอา ถ้าเดินก่อนเทวดาเห็นก็จะหัวเราะและก็เป็นเรื่องฝืนๆ กับภาวนา” ว่าแล้วก็ตั้งหน้าเดินทางภาวนา

    บ่ายประมาณหนึ่งโมงก็ข้ามดง ถึงบ้านนาประทราย ค่ำมืดก็ถึงบ้านอ้วนบ้านเสียว ไม่มีอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น ไปพักวัดร้างไม่มีพระ เช้าบิณฑบาตฉันเสร็จลาโยมเดินทางต่อ ที่นี้เป็นทางเกวียนแต่ข้ามดง บ่ายประมาณสามโมงเย็นก็ถึงชัยบุรี ริมแม่น้ำโขง ปากแม่น้ำสงครามไหลออกแม่น้ำโขง มีวัดเก่าๆ เรียงรายเป็นระยะๆ ตามริมแม่น้ำโขงมีอยู่สี่วัด มีพระอยู่สองวัดเท่านั้น

    พักอยู่วัดร้างหนึ่งคืน เช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ เขาเอาเรือมารับข้ามปากแม่น้ำสงครามไหลตกข้ามบ้านโนนตาล ข้ามบ้านท่าดอกแก้ว ประมาณสามโมงเย็นถึงอำเภอท่าอุเทน ได้แวะไปพักวัดธาตุอุเทนประมาณห้านาที ลาจากนั้นก็ข้ามทุ่งอำเภอท่าอุเทนไปทางทิศใต้
     
  20. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,529
    พบพระอาจารย์อุ่น

    [​IMG]
    พระอาจารย์อุ่น ธัมมธโร


    ตั้งใจว่าจะไปพักวัดป่าพระอาจารย์อุ่น อันตั้งอยู่ริมห้วย ไกลจากอำเภอท่าอุเทนประมาณหนึ่งกิโลเมตร พระอาจารย์อุ่นมีปฏิสันถารเคร่งครัดมากนัก องค์ท่านให้เณรสององค์มารับแต่ไกล เพราะผ่านทุ่งและเป็นทุ่งมองเห็นไกล พระผู้ใหญ่ไม่มีมานะถือตัวก็พระอาจารย์องค์หนึ่งเน้อ โลกเอ๋ย พอไปถึงห่มผ้าเฉวียงบ่า ถอดรองเท้า เก็บร่มไว้เรียบร้อย วางบริขารไว้ที่ควร แล้วก็เข้าไปกราบองค์ท่าน องค์ท่านก็ชื่นบานหรรษา ถามข่าวคราวสุขทุกข์ทุกประการตลอดถึงการปฏิบัติเปิดโอกาส

    องค์ท่านกล่าวว่า “หมู่ติเตียนผมว่าผมฉันเจ ใครก็ไม่อยากอยู่กับผม ผมอยู่กับเณรสององค์เท่านั้น เดี๋ยวนี้ การทำความเพียร คุณจะชอบอย่างไร ผมพาทำได้ มักสวดมนต์ของใครของมันเงียบๆ ก็เอา มักสวดมนต์แปลก็เอา ด้านจงกรมภาวนาจะเอาตลอดวันตลอดคืนก็เอา ด้านฉันจะฉันเนื้อปลา ก็แล้วแต่ผู้เขาให้มาเป็นธรรมที่ไม่นอกเหนือวินัย ส่วนผมก็ฉันได้ทุกชนิดตามเกิดตามมีแล้ว ลองมาพักปฏิบัติอยู่กับผมสักหว่าง (ระยะหนึ่ง) ก่อนนะ อย่าเพิ่งจาริกไป”

    กราบเรียนองค์ท่านว่า “พระอาจารย์เมตตากรุณาเปิดโอกาสให้กระผมทุกแง่ทุกมุมโดยธรรมะอันจริงใจเช่นนี้ ชั่วชีวิตหนึ่งของกระผมก็จะเป็นของหาได้ยากนัก แต่คำสัตย์ของกระผมที่ตั้งไว้นั้น ก็มีอยู่ว่า ตั้งใจจะไปให้ถึงธาตุพนม แล้วจะโค้งกลับไปทางอำเภอนาแก แล้วจะไปพักภาวนาถ้ำพระเวสพอสมควรแล้วจะเดินล่องภูเขาภูพานลงไปทางอำเภอพรรณา จังหวัดสกลนคร ไปวัดป่าบ้านหนองผือ ไปหวังเป็นหวังตายอยู่กับพระอาจารย์ใหญ่มั่นขอรับ”

    องค์ท่านตอบว่า “วัดป่าพระอาจารย์มั่นก็ไกลจากบ้านเพียงสิบแปดเส้นเท่านั้นแหละ ผมได้ไปแล้ว ไม่เป็นวัดป่าให้เต็มภูมิดอกท่าน ส่วนวัดผมนี้อยู่สิบห้าเส้นพอดี เป็นวัดป่าได้เต็มภูมินะ”

    ว่าแล้วองค์ท่านก็เทศน์แบบถึงใจว่า “นกที่ถูกลูกศรของนายพรานไม่ถึงกับตายคาที่ พอกระเสือกกระสนบินไปได้ ก็บินไป เร่ร่อนไปในทิศทั้งสี่ฉันใด มนุษย์ เทวดา มาร พรหม และสัตว์ที่มีวิญญาณครองสิงอยู่ทั่วทั้งไตรภพ เมื่อไม่พ้นจากลูกศรคือกิเลสก็บินไปในทิศทั้งสี่ คือทิศเกิด ทิศแก่ ทิศเจ็บ ทิศตาย อยู่อย่างนั้น มีทิศโลภ ทิศโกรธ ทิศหลง เป็นตัวเหตุตัวพืชตัวกรรม ผลฝ่ายรับก็สัมพันธ์กันอยู่ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย วนอยู่ไม่มีเงื่อนต้น เงื่อนปลาย”

    เมื่อฟังองค์ท่านเทศน์แล้วก็จับใจมาก เพราะเสียงก็เย็นไพเราะนิ่มนวลมาก ครั้นพักอยู่กับองค์ท่านคืนหนึ่ง เช้าได้เวลาองค์ท่านพาไปบิณฑบาตในเมือง กลับถึงวัดฉันเสร็จก็กราบลาองค์ท่าน องค์ท่านกล่าวว่า

    “ถ้าจะไปจริงๆ ก็ให้ผมแสดงอาบัติก่อน ผมอยู่กับเณรไม่ได้แสดงอาบัตินานแล้ว ว่า กาเย ต่อพุทธ ธรรม สงฆ์เป็นส่วนมากแทนเอา”

    ว่าแล้วก็แสดงอาบัติ ส่วนข้าพเจ้าก็แสดงเพราะเคารพท่าน ถ้าจะไม่แสดงก็คล้ายกับว่าคนลืมตัว ทำท่าเป็นผู้ประเสริฐ พอเสร็จแล้วก็กราบลาเดินทาง องค์ท่านให้เณรไปส่งทั้งสององค์ องค์ท่านสั่งเสียซ้ำซากว่าขณะนี้ญวน ลาว กำลังสู้รบกับฝรั่งเศส กู้อิสระคืนอย่างรุนแรง โจรผู้ร้ายก็มาก พระมันก็ปล้น แม้ผ้าดำๆ มันก็เอา สองสามวันล่วงมา มันปล้นสายอำเภอท่าอุเทนต่อนครพนมในระหว่างกลางดงอันกึ่งกลางนั้นเอง โจรนั้นโก้เก๋ขี่รถจักรยาน สะพายปืนพร้อม นุ่งกางเกงผ้าลินินฝรั่งเศสเพราะสมัยนั้น เพียงเท่านั้นก็ว่าโก้เก๋แล้ว

    แล้วเณรก็ตามส่ง ไปไกลประมาณสองกิโลก็ถึงปากดง สามเณรสององค์ที่ไปส่งก็ลากลับวัด จึงเตือนเณรว่า

    “เณรเอ๋ยบัดนี้ก็ผ่านอุปสรรคอีก เพราะป่าดงพงไกลเงียบไงเย็นปิ้ง พวกเราตั้งใจภาวนาติดต่อทุกก้าวเดินนะเณร”

    แต่พอไปถึงกลางดงก็เที่ยงวัน ชายหนุ่มขนาดอายุราวสามสิบปี ขี่รถจักรยานสะพายปืนยาวคนละกระบอกตามก้นกันมาทางหน้าอย่างผึ่งผาย พอเห็นรถมาใกล้ประมาณสิบวาก็ใช้อุบายพาเณรวางบริขารไว้ที่ริมทาง แล้วไปไกลจากบริขารประมาณสามวา แล้วใช้อุบายพูดขึ้นว่า “เหนื่อยนัก ปูผ้าพักก่อนเถิด”

    ส่วนเขาเหล่านั้นพอมาถึงก็หยุดรถพร้อมกันอย่างผึ่งผายจึงหาอุบายพูดกับเขาว่า “พวกอาตมาเหนื่อยมาพักเสียก่อน”

    พูดกับเขาอีกว่า “พวกคุณจะไปไหนหนอ”

    เขาตอบแบบขี้โกงว่า “ไปเล่น”

    ไม่มีมรรยาทเคารพเลยแม้แต่นิดเดียว และเขาถามว่า “มีผึ้งไหมล่ะ”

    ตอบเขาว่า “มีอยู่เท่าแม่มือ อยู่ในบาตรเอามาจากสามผง คุณจะเอาไปทำอะไร”

    ตอบขี้โกงว่า “เอาไปติดรถ”

    ตอบเขาว่า “ขอให้พวกคุณตรวจเอาเองเถิด เพราะอาตมาเหนื่อยจะเอนกายสักหน่อย”

    เขาก็ค้นบริขารทุกอันอย่างพอใจเขา เขาหยิบเอาผึ้งนิดเดียวเท่าเม็ดข้าวโพด พอเขาค้นสิ่งของแล้ว เวลาที่เขาจะผ่านไปตามทางที่เราผ่านมาแล้ว เขาก็กราบลาแบบอ่อนโยน พร้อมทั้งขออภัยที่ได้ใช้มรรยาทอันไม่งาม

    ตอบเขาว่า “ไม่เป็นไรดอกจงพากันเป็นสุขอยู่ทุกเมื่อเทอญ”

    แล้วเขาก็ขึ้นรถสะพายปืนอย่างผึ่งผายจากไป

    เขาไปไกลพอควรแล้วก็พูดกับเณรว่า “คงจะเป็นพวกนี้เองที่จี้ปล้นกลางดงในทางเส้นนี้ อันเป็นกึ่งกลางแห่งอำเภอท่าอุเทนและจังหวัดนครพนมที่พระอาจารย์อุ่นสั่งเสียพวกเราก่อนออกเดินทางวันนี้ แต่พวกเราคงไม่ได้สร้างกรรมสร้างเวรในส่วนนี้ไว้ แต่พวกเราคงได้ตรวจบริขารพระเณรกลางดงอย่างนี้มีแต่ชาติก่อนๆ ก็อาจเป็นได้ จะอย่างไรพวกเราก็เชื่อกรรมและผลของกรรมอยู่อย่างสนิทแล้ว กรรมเก่าแต่ภพก่อนๆ มองไม่เห็น ส่วนกรรมใหม่สิ่งไหนไม่ดี เราพยายามเว้นไปตะพึด จนกว่าจะถึงที่สุดทุกข์โดยชอบ”

    ว่าแล้วก็พาสามเณรพลิกใจเข้าหาภาวนาเดินตามเคย ถึงวัดป่าอรัญญิกาวาสค่ำมืดพอดี

    สมัยนั้นพระอาจารย์โง่นเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั้น พักที่นั้นหนึ่งคืน ตื่นเช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ กราบลาเจ้าอาวาส ออกเดินทาง ค่ำพอดีพักวัดร้างบ้านดงสะพัง ตื่นเช้าบิณฑบาต ฉันเสร็จ ลาญาติโยม เดินทาง ค่ำบ้านแสนพันหมันหย่อน นอนวัดร้างหนึ่งคืน รุ่งเช้าบิณฑบาต ฉันแล้ว เดินทางถึงธาตุพนมเวลาเที่ยงวัน ไปพักวัดป่าเกาะแก้ว คราวนี้พักอยู่นานบ้างเพราะเป็นฝีที่น่อง ครั้นฝีหายแล้ว ก็ส่งเณร ฝากเณรคืนอุดรฯ พร้อมกับพวกพระที่มาไหว้ธาตุพนม ส่วนข้าพเจ้าก็เดินด้วยฝีเท้าถึงบ้านนาโสก พักวัดป่าพระอาจารย์สน พักอยู่กับพระอาจารย์สนสามคืน แล้วก็ลาท่านไปถ้ำพระเวส

    องค์ท่านกล่าวว่า “เออ เรานี้อยู่ใกล้ถ้ำพระเวสเฉยๆ ไม่ได้ขึ้นไปวิเวก มัวแต่บริหารพระเณรโชกโชนอยู่ บ๊ะ เราก็จะไปค้นหาถ้ำก่อนนา”

    และก็ตกลงไปในวันนั้น ส่วนข้าพเจ้าก็ไปถ้ำพระเวสในวันนั้น
     

แชร์หน้านี้

Loading...