ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 9 กรกฎาคม 2013.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ธุคงควัตรจัดเป็นมัชฌิมาปฏิปทา

    ครั้นล่วงเข้ามาเวลาวันเดือนปีชีวีของสังขารก็เคลื่อนคล้อยลงทุกวินาที ไม่ว่าคนแก่คนหนุ่มปานกลาง สังขารที่มีวิญญาณแลไม่มีวิญญาณ มีหน้าที่แปรปรวนไปจากสภาพเดิมอยู่ทุกขณะลมปราณ แล้วองค์หลวงปู่ป่วยลง

    ชั้นที่หนึ่ง ไปบิณฑบาตได้รอบบ้าน

    ชั้นที่สอง ไปบิณฑบาตริมบ้าน

    ชั้นที่สาม ไปบิณฑบาตครึ่งทาง

    พื้นที่สี ไปบิณฑบาตประตูวัด

    ชั้นที่ห้า ไปบิณฑบาตใกล้ศาลาฉัน แต่ไปฉันกับหมู่ที่โรงฉันอยู่ (หมายเหตุ ในระหว่างที่ไปไม่ถึงบ้าน โยมเขาจัดกันมาลัดใส่แต่เฉพาะองค์ท่านกับพระผู้ตามหลังองค์หนึ่งเท่านั้นคือ ครูบาวัน ส่วนนอกนั้นเข้าบ้านตามเคย มีหลวงตาทองอยู่และพระอาจารย์มหาเป็นหัวหน้าพาเข้าบ้าน แต่ย่นเวลาเข้าเช้ากว่าเก่าเพราะ (จะ) ได้มาทันข้อวัตร)

    ชั้นที่หก หลวงปู่บิณฑบาตที่ริมบันไดกุฏิองค์ท่าน

    ชั้นที่เจ็ด องค์หลวงปู่ยืนบิณฑบาตที่บนระเบียงกุฏิ

    ชั้นที่แปด หลวงปู่ตั้งบาตรไว้ที่ระเบียงอันนั่งฉัน ให้เข้าใจว่าขณะที่บิณฑบาตที่บันไดและระเบียงขององค์หลวงปู่นั้น หลวงปู่ไม่ได้ไปฉันกับลูกๆ หลานๆ ในศาลาแล้ว จึงยอมฉันในถ้วยในชามและยอมซดช้อนสองสามกลืนบ้าง

    นี้อย่างไรเล่า หลวงปู่มิได้ทำเพื่อถือรั้นถือขลังอันใดให้ส่งเสริมมานะทิฎฐิอันใดเลย ทำเพื่อทอดสะพานโต้งๆ ให้แก่ลูกๆ หลานๆ ผู้สุดท้ายยอมเป็นยอมตายต่อข้อวัตรส่วนนี้ไม่คลอนแคลน ผู้มีนิสัยอย่างนี้ก็จะได้สืบไว้ ผู้ไม่มีนิสัยอย่างนี้ ก็มีที่พูดอีกว่า ไปบิณฑบาตและไม่ไป มันก็ได้กินและฉันอยู่ จะไปทำไม เกรงจะไม่ได้ฉันหรือ ท่านผู้ชอบอย่างนี้จะว่าก็ว่าซะ ถูกไปคนละส่วนอยู่ ไม่ผิดดอก เพราะพระธรรมวินัยส่วนนี้ไม่บังคับ แล้วแต่ศรัทธาแต่ละรายของเจ้าตัว แต่เป็นเครื่องขัดเกลากิเลส บางท่านกล่าวตู่ธรรมวินัยว่า ธุดงควัตรเป็น อัตตกิลมถานุโยค

    หลวงปู่มั่นเคยเทศน์ว่า

    “ธุดงควัตรก็ดี คัมภีร์วิสุทธิมรรคก็ดีย่นลงในพระปาฏิโมกข์แล้ว โมกขะโมกขัง แปลว่าข้ามพ้นจากความผิด ธุดงควัตรจัดเป็นมัชฌิมาปฏิปทาแบบขัดเกลากิเลส ถ้าพระไม่ปฏิบัติบ้างแล้วจะให้ผีตัวใดมาศรัทธาปฏิบัติเล่า”

    ธุคงควัตรสิบสามข้อนั้นต้องได้คนละ ๑-๒-๓ ข้อหรือ ๔ ข้ออยู่ เพราะเหตุว่าบางองค์ยินดีแต่เสนาสนะเดิม มิได้โยกย้ายไปทางอื่นเพราะสันโดษในเสนาสนะแล้ว ก็ได้ข้อที่ว่า ยถาสันถติกังคะผู้ฉันหนเดียวก็ได้เอกาสนิกังคะ เหล่านี้เป็นต้น ยากนักยากหนาผู้จะไม่มีธุดงค์เลยทีเดียว ไม่ข้อหนึ่งก็ได้ข้อหนึ่งกันอยู่อย่างนั้น

    ผู้เขียนได้ธุดงค์อยู่คือนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร อยู่ป่าเป็นวัตร ฉันในบาตรเป็นวัตร ฉันในบาตรเป็นวัตรนี้ บางคราวก็มีภาชนะสองบ้างเพราะเกี่ยวกับนมเป็นบางครั้ง บางทีก็มีน้ำแกงในแก้วบ้างเพราะมีสิ่งที่อ้างแอบกินกับโรคท้องผูกบ้าง แต่ปฏิบัติมาได้ ๒๕ ปีจึงมีภาชนะสองบ้าง แต่กำลังจะแก้กลับคืนอยู่ เพราะพระหนุ่มเณรน้อยเห็นแล้วจับเอาเป็นตัวอย่าง ถ้าตอนไหนหัวหน้าหย่อนบ้าง พระหนุ่มเณรน้อยจับเอาแบบไว้ไม่วางเลย ตอนไหนเคร่งเข้าบ้างก็สะอิดสะเอียน ถือกันว่าอากาศไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

    ที่เขียนอยู่เดี๋ยวนี้พรรษา ๓๖ ล่วงแล้ว อายุขัยล่วงไป ๗๐ ปี ส่วนอายุพรรษามีหน้าที่ล่วงไป ก็ล่วงไปซะ แต่ทว่าสำคัญที่กิเลสมันล่วงไปหรือไม่ ยังเหลืออยู่หนักเบาเท่าไร หรือหากว่าสิ้นไปจากขันธสันดานแล้ว ต้องขึ้นกับภาพพจน์แต่ละรายของแต่ละบุคคล จะโอปนยิโกและปัจจัตตังผู้นั่งศาลบัลลังก์จะหยั่งดูตนเอง มิฉะนั้นแล้วจะมัวแต่แอบกินกับอายุพรรษาไปเป็นอำนาจกวาดต้อนขู่เข็ญคนให้หักดอกไม้บูชากิเลสของตน

    ตอนนี้ก็ไม่อยากเขียนดอก คล้ายกับว่าปากบอนหอนห้อ แต่ก็มอบให้เป็นกิเลสปากบอนไปซะ ปากก็บอน มือเขียนก็บอน ใจก็บอน บอนกับบ้อน ก็มีความหมายอันเดียวกัน เพราะบอน บ่อน บ้อน บ๊อน บ๋อน มาจากใจ แต่เขียนแล้ว อ่านแล้ว ฟังแล้ว พิจารณาแล้ว มิให้เป็นพิษเดือดร้อนก็แล้วไปเท่านั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคิดแล้วนึกแล้วก็ล่วงไปเท่านั้น เพราะจิตสังขารจัดเข้าในนามโลก นามสังขาร นามธรรม นามธาตุ นามอินทรีย์ นามังอนิจจัง นามังทุกขัง นามังอนัตตากันดีๆ นี่เอง อย่างปฏิเสธไม่ได้ ผู้เขียนรู้ลบ รู้ได้ รู้เสีย รู้เกิด รู้ตาย รู้ไปหลาย รู้ไม่เกิด รู้ไม่ตาย รู้ไปมากก็ไม่เป็นไร แต่ระวังอย่าได้เดือดร้อน แต่ร้อนดับไปแล้วก็มิได้ระวังยาก แต่ถ้ามีอยู่ในใจ ก็ต้องระวัง ต้องร้อนแท้ๆ

    การระวังเป็นการไม่ลืมตัวของผู้ยังไม่พ้น เพราะโชกโชนปฏิบัติอยู่ แต่ท่านผู้พ้นไปแล้ว จะต้องระวังทำไม เพราะไม่มีโทษ ผู้ที่มีโทษอยู่ก็ต้องระวัง ถ้าไม่ระวัง มันผิดจริงๆ

    แต่บางสิ่งบางกรณีเกี่ยวกับโลกวัชชะ ก็ต้องรักษาตามพระวินัย แต่ก็ไม่ต้องหนักใจในพระบัญญัติ เพราะพระบรมศาสดาบัญญัติไว้แล้วบริบูรณ์ไม่บกพร่อง และบางท่านชอบกล่าวว่า ทำไมจึงไม่ทำสังคายนาอีกเล่า

    ผู้เขียนตอบว่า พระไตรปิฏกบริบูรณ์อยู่ ไม่บกพร่องแล้วไม่ใช่ขาดเขินเลย ท่านผู้ใดเหยียบหลุมถ่านเพลิงก็ปล่อยให้หลุมถ่านเพลิงสังคายนาเอา ทางดีตรงกันข้าม กรรมและผลของกรรมที่ทำดีและชั่วย่อมสังคายนาปวงสัตว์โลกอยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเลย อยู่ทุกลมปราณก็ว่าได้ อยู่ทุกขณะจิตก็ไม่ผิดอีก เพราะเหตุจิตผลจิตมีอยู่ในปัจจุบันแล้ว ไม่ต้องสาวโยงไปอดีตอนาคตก็ได้ เพราะพระไตรปิฏกฝ่ายสังคหนัย ย่นลงมาในปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมอันเป็นฝ่ายเหตุและผลแล้ว ฝ่ายที่ทรงอยู่นอกเหตุนอกผลเล่า ก็ย่นลงในเอกธัมโม ในปัจจุบันธรรม อันไม่ตาย ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่แปรแล้ว

    ถ้าสงสัยตอนไหนๆ แล้ว ความสงสัยตอนนั้นก็เป็นเหตุและเป็นผล วนกันอยู่ ไม่มีเงื่อนต้น เงื่อนปลาย ความไม่สงสัยตอนต้นเป็นภูมิของพระโสดาบัน ความไม่สงสัยตอนท้ายเป็นภูมิของพระอรหันต์ แยกความสิ้นสงสัยออกเป็น ๔ ชั้น ตามชั้นของมรรคและผลไปเป็นตอนๆ สัจจธรรมก็เช่นกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับนิสัยท่านผู้แตกฉานในธรรมเป็นเกณฑ์ ไม่ทั่วไปทุกรูปทุกนามผูกขาดเลย
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    อาหารบิณฑบาตประเสริฐกว่า

    ปรารภเรื่ององค์ท่านหลวงปู่ที่ได้เขียนข้ามไปบ้าง เพราะระลึกได้ทีหลัง ในระหว่างท่านป่วยชราภาพ ซัดเซไปบิณฑบาตในบ้านอยู่นั้น วันหนึ่งครูบาทองคำกระซิบกับผู้เขียนด่วนๆ ว่า

    “ตอนองค์ท่านหลวงปู่ออกจากห้องแล้ว ตอนเช้าองค์ท่านลงไปจงกรมก่อนบิณฑบาต ท่านเป็นผู้รักษาไฟอั้งโล่ที่เอาไปตั้งไว้ที่สุดของทางจงกรม ทางละอัน เพราะระวังคอยดูแล เกรงองค์ท่านจะเซล้มใส่และก็ได้รักษาอยู่ใกล้องค์ท่าน ท่านจงกราบเท้าเรียนถวายว่า คณะสงฆ์ทุกถ้วนหน้าได้พร้อมใจกันแล้วว่า ขอกราบเท้าเรียนถวายองค์หลวงปู่ไม่ต้องลำบากไปบิณฑบาต คณะสงฆ์จะหามาเลี้ยง ดังนี้ เพราะเป็นเวลาสองต่อสอง ไม่มีองค์อื่นร่วมด้วยในกาลเทศะอย่างนั้น”

    ตอบครูบาทองคำย่อๆ ว่า “เออ ผมก็จะลองกราบเท้าเรียนถวายนิมนต์ดู แต่ร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว ผมเข้าใจว่าองค์ท่านคงไม่ยอมรับ และผมเข้าใจว่าพระอาจารย์มหาคงได้พิจารณาแล้ว ถ้าหากว่ามีประตูจะได้ พระอาจารย์มหาคงกราบเท้าเรียนถวายก่อนพวกเราแล้ว และพระอาจารย์มหาจะไม่วิจารณ์พวกเรา ว่าอวดฉลาดข้ามกรายองค์ท่านดอกหรือ”

    ครูบาทองคำตอบว่า “ไม่เป็นไรดอก ผมรับรองได้ ผมจะแก้ช่วยดอก ถ้าหากว่าผิดพอคอขาดบาดตายต่อพระอาจารย์มหา ผมจะรับเอาว่าเป็นด้วยผมดอก ถ้าโอกาสวันนี้ไม่ทัน พรุ่งนี้จึงกราบเรียนนิมนต์ ในยามองค์ท่านจงกรมตอนเช้า ที่อยู่สองต่อสองนั้นแหละ เพราะไม่มีใครคอยฟังอยู่ด้วย เพราะหมู่รวมคอยอยู่ศาลาหมดแล้วในตอนนั้น”

    แต่วันนั้นไม่ได้กราบเท้าเรียนถวาย เพราะยังไม่ได้เล่าถวายพระอาจารย์มหาฟัง ทั้งเวลาไม่อำนวย เพราะถ้าวันไหนองค์หลวงปู่ออกห้องสายบ้าง องค์ท่านก็เดินจงกรมไม่นานเพราะจวนบิณฑบาต แต่สุดท้ายก็เลยไม่ได้กราบเรียนพระอาจารย์มหาเลย และเจ้าตัวผู้จะกราบเท้าเรียนถวายอาราธนานิมนต์ก็นึกในใจอยู่แล้วว่า คงไม่ได้เป็นอันขาด แต่ด้วยความเคารพครูบาทองคำก็จะปฏิบัติตามลองดู ส่วนครูบาวันนั้น ท่านฟังแล้วพิจารณาอยู่ไม่ว่ากระไร

    คำว่า ครูบาทองคำ ครูบาวันนั้น ในสมัยนั้นผู้เขียนเรียกท่านทั้งสองนี้ว่า ครูบา แบบเต็มภูมิ เพราะถือว่าท่านทั้งสองนี้มีพรรษาเหนือตนไปไม่ถึง ๕ พรรษา เพราะมุ่งเรียกตามพระวินัย ไม่มุ่งเรียกตามธรรมาจารย์เหมือนพระสารีบุตรกับพระอัสสชิ

    ครั้นเป็นวันใหม่ ได้เวลาหมู่พระสงฆ์สามเณรไปรวมกันที่ศาลา รอคอยจะเตรียมตัวไปบิณฑบาต องค์หลวงปู่เดินจงกรมกลับไปกลับมาอยู่ ได้นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นดินใกล้ๆ คอยดูแลองค์ท่านอยู่ เพราะเมื่อองค์ท่านป่วยทวีเข้า ก็ได้รักษาไฟอยู่ใกล้ เกรงจะล้มใส่ ยกมือประนมพร้อมทั้งคุกเข่าอยู่กับพื้นดินว่า

    “ขอโอกาสกราบเรียนถวาย พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ คณะสงฆ์ พร้อมใจกันให้เกล้ากราบเท้าเรียนถวายพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ ขอนิมนต์วิงวอนมิให้ไปบิณฑบาตเพราะชราภาพแล้ว เดินซัดไปเซมา คณะสงฆ์จะรับอาสาบิณฑบาตมาเลี้ยงดอกขอรับ”

    ทีนี้องค์หลวงปู่ยืนกางขาออกนิดหน่อย กรุณากล่าวบรรจงพร้อมทั้งแยบคายว่า

    “พวกเราเป็นขี้เท้าขี้เล็บของพระองค์เจ้า ไปบิณฑบาตแต่ละวันมันได้ประโยชน์อยู่ เราก็ได้ข้อวัตร เขามาใส่บาตร เขาก็ได้จาควัตร ทานวัตรของเขา ข้าวก้อนใดอาหารกับอันใดตกลงในบาตร ข้าวและกับอันนั้นเป็นของประเสริฐกว่ารับนิมนต์หรือเขาตามมาส่งในวัด ในมหาขันธ์และปฐมสมโพธิกถาได้กล่าวไว้ชัดแล้ว

    และผัวเดียวเมียเดียวกับลูกน้อยบางคนเขาก็ได้ใส่บาตร ไม่ได้มีเวลามาวัด และลูกเล็กเด็กน้อยมันตามแม่มันมาใส่บาตรมันก็ได้กราบไหว้ ก็เป็นบุญจิตบุญใจของมัน ก็เรียกว่าเราโปรดสัตว์อยู่ในตัวแล้ว ขึ้นธรรมาสน์จึงจะว่าโปรดสัตว์ มันก็ไม่ถูกละ

    อีกประการหนึ่งพระบรมศาสดาของพวกเรา ทรงฉันบิณฑบาตของนายจุนทะกัมมารบุตรแล้วก็ทรงเสค็จถึงเมืองกุสินาราในวันนั้น รุ่งเช้าก็ทรงสิ้นพระชนมายุ เรียกได้อย่างง่ายๆ ว่า พระองค์เสด็จบิณฑบาตจนถึงวันสิ้นลมปราณ ได้ทอดสะพานทอง สะพานเงินสะพานอริยทรัพย์ ไว้ให้พวกเราแล้ว ถ้าพวกเราไม่รับมรดกของพระองค์ท่านก็เรียกว่าลืมตัวประมาท พวกเราก็ต้องพิจารณาคำนั้นให้ลึกซึ้ง”
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    หลวงปู่สั่งไว้

    ผู้เขียนเมื่อได้ฟังอย่างนั้น ในขณะนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา เพราะประทับใจและเต็มตื้นมากนักแล้ว ก็พอดีได้เวลาไปบิณฑบาตไม่ว่าแต่เท่านี้ ขณะที่องค์หลวงปู่ไปบิณฑบาตไม่ได้ ยอมฉันอยู่ที่ระเบียงกุฏินั้น พอถึงเวลาจงกรม องค์ท่านก็เดินจงกรมวนไปมารอบระเบียงเอาไม้เท้าคอยสักพื้นระเบียงป็อกแป็กๆ อยู่ สลดสังเวชและถึงใจมากนักหนาโลกาเอ๋ย

    ครั้นล่วงเวลามา ๒๔๙๒ ปวารณาออกพรรษาแล้ว องค์หลวงปู่ก็ชราพาธทวีเข้า พระอาจารย์มหาก็ได้จัดพระเณรเปลี่ยนวาระเข้าเฝ้ารอบๆ ใต้ถุนและรอบกุฏิขององค์หลวงปู่ แต่ครูบาวัน ครูบาทองคำและข้าพเจ้าไม่ได้เปลี่ยน เพราะได้ถูกนอนเฝ้าที่ข้างบนระเบียงกุฏิองค์ท่านและก็มีงานประจำตัวคนละกระทง ข้าพเจ้ามีงานประจำตัวรักษาไฟอั้งโล่และคอยชำระอาจมของหลวงปู่

    วันหนึ่งตอนกลางวันประมาณสี่โมงเช้ากว่าๆ หลวงปู่องค์ท่านสั่งข้าพเจ้าว่า

    “ถ้าเราตายรีบพากันเผาโดยด่วนเน้อ”

    ปรารภแบบเย็นๆ เบาๆ

    “ถ้าเผาแล้ว จงส่งข่าวไปหาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์และญาติของเรา”

    กล่าวสั้นๆ เบาๆ แล้วองค์ท่านหลวงปู่ก็นิ่งภาวนานอน ไม่รู้จะกราบเรียนอย่างไร เพราะอ้ายกิเลสน้ำตามันออกมาแล้ว ทั้งเอี้ยวคอไปแลดูครูบาวัน ครูบาวันก็แลดูประสบสายตากัน แต่ต่างคนก็ต่างนิ่งอยู่เงียบๆ อีกสักครู่หลวงปู่องค์ท่านบอกเย็นๆ ว่า

    “เอาไฟไปดับเสีย เพราะร้อนบ้างแล้ว พากันไปพัก จะอยู่องค์เดียวไปสักพักก่อน”

    แล้วก็พากันเก็บสิ่งของเงียบๆ ไม่ให้กระเทือนก๊อกๆ แก๊กๆ กราบแล้วก็พากันลงมาพร้อมกัน ครูบาวันก็ขึ้นกุฏิของท่าน ส่วนข้าพเจ้ายังไม่ขึ้นกุฏิของตน ทอดสายตาแลดูกุฏิของพระอาจารย์มหา เห็นองค์ท่านพักอยู่ธรรมดา ก็ขึ้นไปกราบองค์ท่านพร้อมทั้งประนมมือขอโอกาสกราบเรียนว่า

    “วันนี้องค์หลวงปู่กล่าวว่า ถ้าเราตายรีบพากันเผาโดยด่วน เน้อ ปรารภแบบเย็นๆ เบาๆ ถ้าเผาแล้ว จงส่งข่าวไปหาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์และญาติของเรา แล้วองค์หลวงปู่ก็นิ่งภาวนานอน พออีกสักครู่ก็บอกให้เอาไฟออก เพราะร้อนแล้ว แล้วก็บอกให้พวกกระผมลง ว่าจะพักอยู่องค์เดียวสักพักก่อน ดังนี้ พวกกระผมเก็บของเรียบร้อยแล้วก็ลงมาพร้อมกันกับครูบาวัน กระผมก็ไม่ได้พูดกับครูบาวันอันใดเลย ต่างคนก็ต่างนิ่ง แต่มองดูหน้ากันอยู่เงียบๆ ขอรับ”

    พระอาจารย์มหาถามว่า “ในเวลาองค์หลวงปู่สั่งนั้น คุณอยู่ที่ไหน”

    เรียนว่า “เฝ้าไฟอยู่ใกล้เตียงขององค์หลวงปู่ เพียงหัวเข่าหลวงปู่”

    องค์ท่านถามต่อไปว่า “ท่านวันอยู่ไกลใกล้ขนาดไหนและทำอะไรอยู่”

    เรียนวา “ครูบาวันอยู่ห่างหลวงปู่ประมาณวากว่าๆ มีธุระเลือกยาอยู่เงียบๆ”

    องค์ท่านถามต่อไปอีกว่า “ท่านวันได้ยินหรือไม่”

    เรียนตอบว่า “ได้ยิน เพราะกระผมได้เอี้ยวคอคืนไปแลดูครูบาวัน ประสบตากันอยู่ ครูบาวันก็ไม่พูดอะไร กระผมก็ไม่พูดอะไร ต่างคนก็ต่างเงียบ แล้วการสั่งเสียขององค์หลวงปู่จะเป็นความจริงหรือประการใดขอรับ”

    พระอาจารย์มหาตอบว่า “จริงทีเดียว”

    กราบเรียนว่า “ถ้าเป็นความจริง ไฉนจึงสั่งกระผมเป็นคำฝากไปหาครูบาวันในตัว เพราะครูบาวันนั่งอยู่ใกล้องค์หลวงปู่มากกว่ากระผม และกระผมเล่าก็เป็นผู้น้อยพรรษา และไฉนจึงไม่สั่งพระอาจารย์มหา ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่องค์สำคัญขอรับ”

    พระอาจารย์มหาตอบว่า “ไม่เป็นอย่างนั้นดอก เพราะองค์ท่านมองเห็นว่า พระองค์นี้เป็นพระอ่อนพรรษาก็จริง แต่แก่อายุทั้งยอมตัวเข้าใกล้เราด้วย ขณะนี้เราไม่ต้องการพูดมากหลายคำ ถ้าหากว่าเราพูดกับพระผู้ใหญ่ มันจะตอกเราหลายคำ เธอหากจะนำคำอันนี้ไปเล่าให้พระผู้ใหญ่ฟังเอง เพราะเธอเป็นผู้สนใจอยู่แล้ว อันนี้เป็นเพียงเริ่มธรรมาสน์เฉยๆ ดอก หล้า พรุ่งนี้จะพูดดังกว่านี้ ให้คณะสงฆ์ได้ยินหมดละ เผงๆ ทีเดียวละ”

    ครั้นเป็นวันใหม่ ฉันเสร็จแล้ว คณะสงฆ์ขึ้นไปมากจนหมดวัด (องค์ท่านหลวงปู่) ก็ปรารภขึ้นดัง พร้อมทั้งบรรยายกว้างขวางออกไปละเอียดอย่างที่พระอาจารย์มหาทายไว้ไม่ผิดเลย องค์ท่านหลวงปู่บรรยายออกไปว่า

    “ถ้าเอาเราไว้นานก็จุกจิกมาก ลูกๆ หลานๆ จะจุกๆ จิกๆ ขาดจากวิเวก จะมีแต่วิวุ่นและสัตว์ก็จะตายมาก และพระองค์เจ้าก็ ๗ วันเท่านั้นถวายพระเพลิง ถึงกระนั้น มัลลกษัตริย์เขาก็เอาไฟไปถวายพระเพลิงตั้งแต่วันที่ ๓ แล้ว แต่ไฟไม่ติดถึง ๓ ครั้ง เพราะเทวดาบันดาลไม่ให้ไฟติด เพราะคอยพระมหากัสสปะกำลังเดินทางมา พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ นี้เราเป็นขี้เล็บขี้เท้าของพระองค์เจ้า เก็บเอาเอาไว้ก็คอยพระมหากัสสเหม็นเท่านั้น” ดังนี้ สั่งซ้ำๆ ซากๆ ด้วย

    ผู้เขียนมิได้มีความสงสัยในองค์หลวงปู่ว่าจะมักใหญ่ใฝ่สูงในเรื่องฌาปนกิจอันใดเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะได้เห็นด้วยตาเต็มตา เห็นด้วยใจเต็มใจ และพยานอันสำคัญก็คือพระอาจารย์เนียม ๑๘ พรรษา พระอาจารย์สอ ก็ ๙ พรรษา ๒ ศพปีเดียวกัน สิ้นลมปราณวันไหนก็เผาวันนั้นอีกด้วย ที่องค์หลวงปู่อยากจะเผาลูกศิษย์แบบหนึ่ง แล้วอยากจะให้ทำให้องค์ท่านแบบหนึ่งนั้น เป็นไม่มีเลย เป็นเรื่องผู้อยู่ข้างหลังต่างหากที่เอาไว้ช้า เพราะมีมติจะสร้างโบสถ์ไว้ให้เป็นปูชนียสถานทางวัตถุเพื่อให้ถึงใจแก่ประชาชนผู้หนักไปในทางวัตถุ พระฝ่ายปฏิบัติก็เลยกลายเป็นปัญหาโบสถ์มาจนทุกวันนี้ละเอ๋ย
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    วิทยุ ตู้เย็น โทรทัศน์

    เรื่องที่ควรเขียนไว้เพื่อได้คำนึงก็คือ หลวงปู่มั่นไม่นิยมส่งเสริมการทำครัวเกี่ยวกับอาหารในวัดจนเป็นประเพณีนิจวัตร องค์ท่านอ้างในพระวินัยอย่างซ้ำๆ ซากๆ ว่าพระองค์ทรงพระอนุญาตในเวลาข้าวยากหมากแพง ครั้งสมัยเมืองเวสาลีไปบิณฑบาตไม่ได้ แม้ข้าว (ยัง) ไม่พออิ่มเลย ส่วนกับนั้นไม่ว่าเสียแล้ว คล้ายกับว่ากับข้าวนั้นเป็นของประเด็นต่างหาก

    ครั้งพุทธกาลคล้ายกับว่า ถ้ามีข้าวพอจะอิ่มไปเป็นวันๆ แล้ว คงถือว่าพอเป็นไป พอปฏิบัติได้ ไม่ถือว่าฝืดเคือง

    แต่ทุกวันนี้พญาลิ้นพญารสมันเป็นเจ้าใหญ่นายโตเสียแล้ว ถ้าวัดไหนมีโรงครัวอาหารใหญ่ๆ มีงบประมาณประจำวันมากๆ อากาศก็เหมาะถูกกับกิเลส ข้าชอบนัก และมีนมมีโอวัลตินฉันก่อนบิณฑบาต แล้วจึงไปบิณฑบาต ยิ่งถูกนิสัยข้ามาก กลางวันก่อนเที่ยงก็มีอาหารว่างนี้ แหม มันยิ่งเหมาะมาก ด้านน้ำเปิดเอาที่ไหนก็ได้ไม่ต้องลำบากตัก โทรทัศน์ วิทยุ ตู้เย็น พัดลม หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ สยามรัฐหรืออะไรข้ารู้ทั้งนั้น เจ้าสัวคนนั้นอยู่ถนนนั้น บ้านเลขที่เท่านั้นเท่านี้ อาเสี่ยก็เหมือนกัน ผมก็รู้ทั้งนั้น ผมไม่โง่คนหรอก สำหรับผมไม่ต้องมาหาอุบายโม้และโฆษณาต่อหน้าผมเลย ผมนั้นมันไม่ค่อยได้ฉันข้าวอยู่วัดหรอก เขามาเข้าคิวเอาผมไปฉันทุกหนทุกเเห่งประสาพวกคุณอะไรไปบิณฑบาตหล็องจ๋องๆ จึงมีผู้ใส่ให้บ้างป๊อกแป๊กลง บางวันก็พอได้ฉันบ้าง บางวันก็ท้องพร่อง การไปเที่ยวต่างทิศเล่า ผมต้องการไปเครื่องบิน รถไฟ รถทัวร์ อะไรๆ ได้ทั้งนั้น

    สิ่งเหล่านี้มันมีในธรรมบท บทแห่งธรรมในครั้งพุทธกาล กรรมฐานทุกวันนี้มักจะไปแถวนี้เป็นส่วนมาก ส่วนครูอาจารย์ในฝ่ายเหตุที่องค์ท่านได้สร้างสมมาไว้แล้วบริบูรณ์ ผลฝ่ายรับเป็นมาเอง องค์ท่านเสวยไปแบบโอนาโอนา ไม่ได้ลืมตัวลืมตน พวกที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ กำลังออกลิงออกลาย ประสงค์ใส่อยากให้ได้ลาภยศ สรรเสริญเยินยอเหมือนครูบาอาจารย์ ถ้าคราวได้ไปเที่ยววิเวกเล่า ก็ไปเที่ยววิวุ่นหาเทศน์เอาคน ส่วนตัวเองเป็นยังไงช่างมัน มันเป็นอยู่อย่างนี้เป็นส่วนมากทีเดียว เขาโคกับขนโคมันเป็นของเหลือวิสัย อจินไตย ต้องเขียนไว้บ้าง ต่างเป็นเหตุให้ได้สอนตัวผู้เขียน เพราะกันลืมตน ลืมใจลืมธรรม การเขียนจะให้ถูกใจคนทั่วโลกย่อมทำไม่ได้

    ย้อนคืนมาปรารภในเวลาองค์หลวงปู่เริ่มป่วย อันเป็นสำคัญในอนาคตังสญาณ ญาณในส่วนอนาคต องค์ท่านทายไว้ว่า “เราสิ้นลมปราณไปนี้ ต่างองค์ก็ต่างออกลิงออกลาย แย่งกระดูกกันและก็จะไม่ลงกันในฝ่ายปฏิปทา เพราะต่างก็จะอ้างกันว่าเราได้ฟังมาอย่างนี้ เราได้ใกล้ชิดอย่างนี้ แล้วก็แตกกันไม่ลงกันได้สนิท จะพอพูดกันได้แต่ภายนอก ส่วนภายในต่างฝ่ายก็ต่างเพ่งกันว่าปีนเกลียว”

    ผู้เขียนได้ยินกับหูอยู่บ่อยๆ ซ้ำๆ ซากๆ ก่อนเวลาฉันอาหารนั้นแหละ องค์หลวงปู่ชอบปรารภในตอนนี้ถึง ๖-๗ วันติดๆ กัน หลวงปู่กล่าวต่อไปอีกว่า

    “พระอาจารย์เสาร์สิ้นลมปราณแล้วต่างแย่งกระดูกกัน บางท่านเอาไปป่นปั้นรูปพระ ทำเป็นของลางของขลัง สารพัดจะพรรณนาได้ แต่มั่นมิได้เอาอะไรเลย เพราะถือว่าเรามิใช่หมาพอที่จะแย่งกระดูก พวกที่อยู่กับเราเดี๋ยวนี้ ผู้ปรารถนาดีก็มี ผู้จะออกลิงออกลายปีนเกลียวในอนาคตก็มี ถ้าเราพูดมากก็จะเดือดร้อน ถ้าเราไม่พูดก็คล้ายกับว่าเราไม่รู้ในอนาคต และก็ไม่มีผู้กล้าพูดอีก”

    ฝ่ายบรรดาลูกศิษย์ที่ได้ยินแล้ว พอลับหลังองค์หลวงปู่แล้วก็จับกลุ่มกัน กระซิบกันว่า

    “ถ้าท่านองค์ใดไม่ได้ฟังเทศน์ตอนนี้ การอยู่กับองค์ท่านก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะเทศน์ซ้ำๆ ซากๆ อยู่ ๖-๗ วันแล้ว”

    ฝ่ายผู้เขียนก็พิจารณานิ่งอยู่ แต่นึกในใจไว้ว่า ถ้าเราไม่ตายก่อน องค์ไหนจะเท็จจริงเพียงไรในส่วนนี้ เราก็จะได้เห็นเราด้วย ท่านผู้อื่นด้วย ผลสุดท้ายก็...แต่ก็ไม่กล้าเขียนเพราะจะ...

    ข้ออื่นยังมีอยู่อีก องค์หลวงปู่ไม่รับคนเข้าบวชได้ง่ายๆ การบวชที่กะวันลาสิกขาไว้แล้ว หลวงปู่ไม่รับ แม้การลาสิกขาในสำนักก็ไม่มี พระเณรในวัด ถ้าท่านผู้ใดคุยกัน ปรารภในการลาสิกขาก็ดี หรือปรารภเรื่องโลกเพื่อเพลินในโลกก็ดี องค์หลวงปู่รู้จักก็ไล่หนีมิให้อยู่ด้วย องค์ใดทะเลาะกันในสำนักก็ไล่หนีทั้งสองด้วย เพราะองค์หลวงปู่ถือว่า ที่ปฏิบัติภาวนา มิใช่ที่ทะเลาะกัน เพราะมิใช่โรงศาลจะมาไต่สวน ขอให้เอาแต่ไปว่ากันในฝ่ายพระเถระ ทางปกครอง ทางปริยัตินั้นเถิด ดังนี้ บางเรื่องบางกรณีก็พิจารณาระงับอยู่ในที่นั้นเสร็จ แต่น้อยรายที่สุดแท้ๆ จึงจะรับพิจารณาให้

    ข้าพเจ้าผู้เขียนเห็นว่าอุบายนี้ดี เพราะต่างรูปต่างนามต่างพรรคต่างพวกจะไม่จับกลุ่มทะเลาะกัน จะมุ่งแต่ประโยชน์ต่อกันทางสุภาพ อะไรไม่เหมาะสมก็จะเอาแต่ความดีอันมีเหตุผลพอ มาปรารภกัน จะไม่เอาความโกรธออกหน้าในการตักเตือนกันและกัน จะรับฟังของกันและกัน จะรับพิจารณาของกันและกัน จะไม่ชิงดีชิงเด่นกันเอาแพ้เอาชนะ เพราะมุ่งความเป็นธรรม มุ่งความสงบเป็นใหญ่ องค์หลวงปู่มั่นมีนโยบายแยบตายลึกลับในทางตรงและทางอ้อม สอนลูกๆ หลานๆ แยบคาย
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    คำอธิษฐานของหลวงปู่หล้า

    [​IMG]


    องค์หลวงปู่ได้เทศน์ปกิณกะต่างๆ อันเป็นคติที่ประเปรียว ไม่อืดอาด ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่นอนใจ ไม่เกียจคร้าน ไม่ทะนงตัวว่า ๒๕ พรรษายังไม่ได้ทิ้งบาตรให้ใครล้างให้เป็นนิจวัตรเลย ทำเองและยังไม่เอาพระเอาเณรเอาตาปะขาวไว้อุปัฎฐากเลย ข้อนี้ก็สำคัญควรเขียนไว้

    พระปฏิบัติทุกวันนี้ ชะรอยจะตรงกันข้ามเป็นส่วนมาก ส่วนผู้เขียน ๑๕ พรรษาจึงมีผู้ล้างบาตรให้บ้าง ส่วนตักน้ำใช้น้ำฉันนี้ หามก็ดี คอนก็ดี หิ้วก็ดี ๑๘ พรรษายังได้ทำอยู่และทุกวันนี้ก็ยังได้กำชับดูแลในการเปิดปิดอยู่ ทิ้งไม่ได้เพราะอาศัยน้ำฝนไหลจากหลังคาลงสู่ถัง และถ่ายเทถังอยู่สูงลงไปสู่ที่ต่ำ แม้กระโถนที่เอาไว้ประจำตอนกลางคืน ตื่นเช้าก็ไม่ผูกขาดว่าจะเอาไว้ให้แต่ลูกๆ หลานๆ ล้างให้ ล้างก่อนไปก็มี แต่ไม่เอาความผิดกับลูกๆ หลานๆ ถือว่าเคยทำติดนิสัย และเป็นการไม่นอนใจว่าคนเป็นเถระเต็มภูมิ และเป็นการแบ่งเบากับลูกๆ หลานๆ อีกด้วย

    การกวาดลานวัดตกอายุ ๗๐ ล่วงเข้า ไม่ค่อยจะทันพระเณรเสียแล้ว เพราะบางทีก็มีแขกมาพูดด้วย ถ้าจะบอกเขาและดุด่าบ้าง ก็วาสนาตนไม่พอ ก็กลัวเขาผูกเวร และบางทีก็ไส้เลื่อนลง ก็จำได้นอนหงายลง ชันหัวเข่าให้ไส้เลื่อนขึ้น แล้วรัดด้วยเข็มขัดหัวงูเห่าก่อน แล้วจึงได้ไปกวาดลานวัดก็กินเวลาไปบ้าง ถ้ารัดไว้หมดวันหมดคืน ลมก็เดินไม่สะดวกอีก มันเป็นสรรพทุกข์ไปทางหนึ่งอีก

    ไส้เลื่อนนี้รังควานขึ้นแต่ พ.ศ.๒๕๒๒ อายุ ๖๘ พรรษา ๓๔ ว่านๆ ยาๆ สมุนไพรจิปาถะสารพัดไม่หาย และก็มีท่านผู้มีศรัทธาเมตตาจะพาไปผ่าตัดให้ โดยมิได้ให้ลงทุนทรัพย์แต่ประการใดๆ ก็มีอยู่หลายรายแล้ว และขอขอบคุณท่านทั้งหลายเหล่านั้นอยู่โดยทุกเมื่อ เพราะเจตนาดี แต่เมื่อพิจารณาดูเหตุผลของตนแล้ว ก็มีการเพ่งโทษคนเองว่า

    ก. ฐานะของเราป่าเถื่อน ไม่สมฐานะโรงพยาบาลโก้เก๋ และเป็นที่ลำบากแก่ผู้อื่นติดตามเฝ้า และเจ้าตัวก็ไม่สะดวกหัวใจอีก

    ข. ตนอยู่ในป่าในภูเขา คมนาคมก็ไม่สะดวก ขึ้นเขาลงห้วย หลวงหูหลวงตาผ้าดำๆ ไม่มีอำนาจวาสนาอันใดเลย แต่สำคัญตัวว่าเป็นผู้ปฏิบัติเด็ดเดี่ยวในป่าในเขา พอมีอุปสรรคเข้าในทางป่วยก็ทำขมับหว่ำๆ เส้นเอ็นเป็นเกลียว หน้าเหี่ยวๆ ไม่มีสง่าราศี ผมหงอกครึ่งท่อน ไปนอนค้างคืนกีดขวางประชาชนในโรงพยาบาล อายุก็ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ข้อนี้แหละเพ่งโทษตนเองมาก ไม่มีศาลอุทธรณ์ตนเองเลย

    ค. เมื่อได้ความเฉพาะตนเองอย่างนี้แล้ว ก็อธิษฐานซ้ำลงไปให้แน่น ผูกมัดตนเองอีกว่า จะไม่ผ่าไม่ตัดใดๆ ที่ในโรงพยาบาลเลย มอบให้คุณหมอพระเพลิงตัดผ่า อันเป็นอิสระผู้อยู่ข้างหลังหรือจะฝังก็แล้วแต่กรณี แต่ที่ดินภูเขาขุดยากคาขี้หิน

    มีปัญหาว่า ไฉนจึงเอาองค์หลวงปู่มั่นและพระอาจารย์มหาบัวมาปะปนกับประวัติของตนสุ่มสี่สุ่มห้าด้วย เล่าไปแต่เรื่องของตนมิได้ดอกหรือ ตอบว่า ไม่ได้ เพราะไม่สมดุลในยุคนั้นและก็ได้เขียนไว้ในตอนต้นนั้นแล้ว คล้ายๆ กับว่า กาไปจับภูเขาทอง จะเล่าแต่เรื่องกาก็ไม่ได้ จำต้องได้เล่าเรื่องภูเขาทองด้วย เพราะภูเขาทองมีคุณค่ามากกว่ากาหาประมาณมิได้ ธรรมชาติของกาไม่มีใครถามมันเลย มันก็ร้องประกาศตัวของมันว่า กา กา กา กา อยู่อย่างนั้นเองแล้ว อนิจจาเอ๋ย

    และก็มีสุภาษิตข้อหนึ่งเป็นของโบราณของไทยในรัชกาลที่หก แห่งเบ็ดเตล็ด เล่ม ๓ กล่าวไว้ให้คำนึงว่า

    ยางขาวขนเรียบร้อยดูดี ภายนอกหมดจดสีใสเปรียบฝ้าย ภายในหนังนั้นดำปานกา บุปผาบางชนิดดอกสวยไม่หวยหอม บางชนิดทั้งสวยทั้งหวยหอม บางชนิดไม่สวยแต่หวยหอม บางชนิดทั้งไม่สวยทั้งไม่หวยหอม

    ไม้ต้นใหญ่ไม่มีแก่นก็ได้ ไม้ต้นใหญ่ด้วยทั้งแก่นโตด้วย ไม้ต้นเล็กทั้งไม่มีแก่นด้วย ไม้ทั้งต้นเล็กด้วยทั้งมีแก่นด้วย ของที่ดีย่อมมีประโยชน์แก่ผู้รู้จักใช้ ไก่แจ้คุ้ยเขี่ยหาอาหาร ได้พลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก ขันขึ้นเปรยๆ ว่าถ้าเจ้าของของเจ้ามาพบเข้าเช่นนี้ เขาคงเก็บเจ้าไปฝังไว้ในหัวแหวนตามเดิม นี้เจ้าไม่มีประโยชน์อันใดกับเรา ว่าแล้วก็คุ้ยเขี่ยไปในแปลงอื่นๆ

    ผู้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา อันเป็นของมีคุณค่าล้ำเลิศ แต่เห็นว่าไม่ประเสริฐเท่าลัทธิของตนที่เคยสนใจใคร่ครวญมา ปล่อยเวลาให้ตายไปเปล่าประโยชน์ ไม่มีวันจะเห็นโทษว่าตนหลงกรรมนิยม กรรมบันดาล ย่อมอาจหาญว่าตนดีพอใช้ได้ สัตว์อยู่ใต้โลกา ย่อมตกหลุมบ่มบ้าคือหลุมกิเลส แต่มีขอบเขต ยกเว้นพระโสดาบันเป็นต้นไปเสีย เหลือนอกนั้นเป็นอันไม่แน่นอนได้ จะแน่นอนได้อยู่ก็แต่อู่ของความหลง เพราะมิได้เดินตรงออกจากความหลงของตัว ยังมัวเมาในการเห็นผิดเป็นชอบ สิ่งที่ประกอบไปในทางผิดติดนิสัย ท่านผู้หวังดีมีชัยในโลกุตรสมบัติ อย่าได้ให้ศีลห้าวิบัติแปรผัน อบายมุขทุกๆ อันรีบเว้นพลันทันท่วงทีเทอญ อย่านานเนิ่นช้า ชีวาเข้าหลั่งไหลไปม้วย ช่วยตนเองเมื่อยังมีชีวา ดีกว่าช่วยตนเองยามหายใจฝืด เวลามีเพียงเล็กน้อยเท่าเมล็ดงา เมื่อหายใจออกมามีอุปสรรคสดๆ มาขบถโดยเร็วด่วนๆ หายใจเข้าไม่ได้แน่นหน้าอก หรือลมตีขึ้นเบื้องสูงแรงกล้าเหลือวิสัยได้จำใจมรณา ผู้มีสติปัญญาภาวนาทันกับเหตุการณ์ พร้อมทั้งมีญาณสัมปยุตด้วยปัญญา ตัดความอาลัยในโลกาได้พลันทันกาล ก็เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานโดยแท้แล

    พระนิพพานนี้เป็นของลึกซึ้งมาก เป็นของยากอยู่กับท่านผู้อาลัยอาวรณ์กับโลกอดีตกับโลกอนาคต กับโลกปัจจุบัน โลกอดีตนั้นคือผู้รู้ที่ล่วงไปแล้ว โลกอนาคตนั้นคือผู้รู้ที่ยังไม่มาถึง โลกปัจจุบันนั้นคือผู้รู้ที่ยังมีอยู่ทรงอยู่ในปัจจุบัน โลกอดีตโลกอนาคตนั้นมารวมอยู่ในโลกผู้รู้ในปัจจุบันแล้ว ไม่ต้องสงสัยไปส่งส่ายหา จะเป็นกรรมเป็นวิบากวนกันอยู่เหมือนงูกินหางตน เหมือนหยอกเงาตนจะไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่จบสิ้นลงได้ อย่าสำคัญตัวเข้าไปสอดแทรกเสวยและยึดถือ อย่าไปจี้ อย่าไปปล้น อย่าไปลักไถ่ลักถอนมอบคืนส่งคืนให้ผู้รู้ด้วยมหาสติมหาปัญญาอันชัด อย่าได้สุ่มเดาด้นคาดคะเน ให้เป็นมหาปัจจัตตังอันสุดท้ายแล
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ดวงประทีปใกล้สิ้นแสง

    [​IMG]
    หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


    [​IMG]
    หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ


    [​IMG]
    หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ


    [​IMG]
    พระอาจารย์กว่า สุมโน


    [​IMG]
    หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต



    ย้อนมาปรารภองค์หลวงปู่มั่นผู้ชราพาธเพิ่มหนักเข้า ออกพรรษาแล้ว ครูบาอาจารย์ผู้เป็นหัวหน้าจำพรรษาอยู่ต่างทิศต่างจังหวัด ต่างอำเภอ ต่างตำบลก็ทยอยกันเข้ามาเฝ้าองค์หลวงปู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ต่างก็ออกความเห็นมติตามเจตนาแต่ละองค์

    ๒๔๙๒ เดือนพฤศจิกายนนั้นเอง เป็นข้างขึ้นของเดือนนั้น

    มี พระอาจารย์เทสก์ (หลวงปู่เทสก์ในปัจจุบัน) สมัยนั้นองค์ท่านจำพรรษาอยู่เขาน้อย ท่าแฉลบ จ.จันทบุรี

    มี หลวงปู่อ่อน สมัยนั้นองค์ท่านจำพรรษาอยู่วัดป่าบ้านหนองโคก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

    มีหลวงปู่ฝั้น สมัยนั้นองค์ท่านจำพรรษาอยู่วัดป่าธาตุนาเวง ที่เรียกว่าวัดภูธรพิทักษ์ อ.เมือง จ.สกลนคร

    มี พระอาจารย์กงมา หรือหลวงปู่กงมา สมัยนั้นองค์ท่านจำพรรษาอยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ แต่กำลังเริ่มก่อสร้างอยู่ยังไม่ทันกว้างขวาง ไปบิณฑบาตบ้านนาสีนวล แต่องค์ท่านไปๆ มาๆ อยู่วัดป่าบ้านโคก เพราะวัดเดิมอยู่นั้นก็ถูกขึ้น อ.เมือง จ.สกลนคร

    มี พระอาจารย์กู่ หรือหลวงปู่กู่ ก็ว่าจำพรรษาอยู่วัดป่าบ้านโคกมะนาว อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

    มี พระอาจารย์มหาทองสุก วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร และสมัยนั้นวัดป่าบ้านหนองผือ องค์หลวงปู่มั่นก็ขึ้นบัญชีพระประจำปีกับวัดสุทธาวาสอยู่

    มี พระอาจารย์สีโห สมัยนั้นองค์ท่านจำพรรษาอยู่นครราชสีมา เป็นวัดใดสงสัยจำไม่ชัด

    มี พระอาจารย์กว่า สมัยนั้นองค์ท่านจำพรรษาบ้านนาหัวช้าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร นั้นเอง

    ให้เข้าใจว่า พระอาจารย์กู่ก็ดี พระอาจารย์กว่าก็ดี หลวงปู่ฝั้นก็ดี เป็นเครือญาติใกล้ชิดกันในฝ่ายตระกูลวงศ์ แต่พระอาจารย์กู่มีพรรษาเหนือกว่าหลวงปู่ฝั้น ได้สิ้นลมปราณไปหลังหลวงปู่มั่นพรรษาหนึ่งเท่านั้น

    มี พระอาจารย์วิริยังค์ สมัยนั้นองค์ท่านจำพรรษาอยู่วัดป่า อ.ขลุง จ.จันทบุรี และก็ไปๆ มาๆ อยู่วัดป่ากงสีไร่ อันเป็น อ.ขลุง นั้นเอง

    จึงเขียนไว้เป็นที่ระลึก
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    วัดแตกสาแหรกขาด

    เมื่อองค์ท่านพระเถระเหล่านี้ ต่างก็มีศรัทธามารวมกันในยามออกพรรษาแล้ว ที่วัดป่าบ้านหนองผือดังกล่าวแล้วในเรื่องหลวงปู่ องค์ท่านชราพาธเพิ่มทวีขึ้น ก็ประชุมปรึกษากัน ส่วนหลวงปู่กงมายืนยันทางเดียวด้วยน้ำใสใจจริงว่า ควรนิมนต์หลวงปู่พักวิเวกวัดป่าบ้านม่วงไข่ก่อน ซ้ำๆ ซากๆ อยู่เป็นหลายครั้ง

    ส่วนองค์หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น พระอาจารย์กู่ พระอาจารย์มหาทองสุข พระอาจารย์มหาบัว พระอาจารย์กว่าเหล่านี้ ตามพฤติการณ์ไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไชกราบเท้าเรียน แล้วแต่องค์หลวงปู่จะสะดวก แต่ก็ไม่ขัดขวางหลวงปู่กงมาด้วยประการใดๆ อะไรนัก ตกลงองค์หลวงปู่มั่นก็รับไปแบบจำใจ

    ตื่นขึ้นเป็นวันใหม่ ไปบิณฑบาตแต่เช้า ฉันเสร็จแล้วก็เตรียมตัวโกลาหล แล้วลูกศิษย์ที่ขอนิสัยด้วยประจำวัดหลวงปู่มั่น ก็แบ่งออกเป็นสองพวก พวกที่ไปก่อนให้ไปก่อนแต่เฉพาะผู้มีข้อวัตรจำเป็นอันเว้นไม่ได้ ซึ่งเกี่ยวกับองค์หลวงปู่ ให้ไปสามองค์ก่อนคือ ๑. ครูบาวัน ๒. ข้าพเจ้า ๓. พระสีหา เท่านั้น ในข้อนี้พระอาจารย์มหาบัวเป็นผู้แต่ง เพราะพระเถระนอกนั้นจำพรรษาอยู่ต่างถิ่น พระอาจารย์มหาบัวและหลวงตาทองอยู่ ให้ควบคุมหมู่ผู้อยู่ข้างหลังไปพลางก่อน เพราะการตัดเย็บจีวรก็ยังไม่เสร็จสิ้นเท่าไรนัก เพราะจุกๆ จิกๆ กับงานฉุกเฉินหลายด้าน วัดแตกสาแหรกขาด

    ฝ่ายพระอาจารย์ต่างๆ ที่มาต่างทิศ ก็ยกทัพไปพร้อมกองหน้าหมด เงียบเหงาเย็นเงียบ ออกเดินทางสามโมงเช้า เอาแคร่มาหามหลวงปู่ทั้งพระทั้งโยมประมาณสองร้อยคน หามไปตามทางเกวียนผ่านบ้านหนองผือไปทางทิศตะวันตก ค่อยเดินไปเท้าต่อเท้า แล้วเลี้ยวขวาโค้งตรงไป อ.พรรณานิคม

    อนิจจาเอ๋ย บ้านหนองผือเศร้าโศกโศกาน้ำตาหลั่งไหล เพราะเอาองค์มิ่งขวัญเขาหนีไกลไปจากถิ่นบ้านเขา สารพัดผู้จะคร่ำครวญรำพันพิไร เสมือนพากันตายไปเงียบไปทั้งบ้าน

    พอผ่านบ้านหนองผือไปประมาณ ๒ กิโลเมตร องค์หลวงปู่พูดเย็นๆ ขึ้นว่า “พากันหามไปปิ้งไปเผาที่ไหนหนอ”

    ข้าพเจ้าอยู่ใกล้ไม่หนีจากคานหามทางปลายเท้าขององค์หลวงปู่ ปะปนแทรกโยมไปไม่วาง พอได้ยินเสียงองค์หลวงปู่บ่นเย็นๆ และนอนหลับตาปรารภเช่นนั้น อ้ายกิเลสมันสังเวชและโศกขึ้นมา น้ำตาไหลอาบแก้ม โยมตั้งร้อย สองร้อยทั้งพระ ไม่นึกละอายเลย มีปัญหาว่าครูบาอาจารย์ทั้งหลายและอาจารย์วันและคุณสีหาไปไหนขณะนั้น

    ตอบว่า ครูบาวันและคุณสีหาได้กระติกน้ำองค์ละลูก สะพาย ออก (ไป) ก่อน (พวก) ที่หามแคร่ ไปไกลกันกว่า ๑๐ วา ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็เดินออกหน้า (พวก) ที่หามแคร่ ไปไกลกว่านั้นเป็นลำดับ ส่วน (พวก) ตามหลังแคร่ไปก็เป็นระยะๆ เป็นทิวแถว ส่วนพวกเกวียนที่ขนของก็ตามหลัง บาตรบริขารโยมสะพายเอาหมดแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้แทรกเเซงโยมเข้าใกล้ที่หามได้

    ข้าพเจ้าไม่ได้หามใส่บ่าหรอก เป็นเพียงเอามือขวาจับชูเอียงตัวซิกแซ็กเดินไป โยมเขาหาม เขาเอาผ้าผูกเป็นงวงสะพาย บ้างเอามือจับคนละมือบ้าง เพราะมากคน บางแห่งก็หย่อนลง บางแห่งก็ยกขึ้นเพราะดินสูงต่ำ ที่ไหนหญ้ารกปกคลุมทางเพียงเข่าและแข้งขาก็เรียบร้อยไปหมด เพราะคนนั้นเหยียบบ้าง คนนี้เหยียบบ้าง

    ผู้เขียนมันเป็นเจ้ากิเลสมันเป็นเจ้าน้ำตาไปสุดทาง ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่รองเท้าเลย เพราะมีความเห็นว่าเข้าใกล้องค์หลวงปู่ไม่สมควร โยมเขาจะใส่ก็ตาม มอบให้เป็นเรื่องของเขา แต่เขาก็ใส่บ้างไม่ใส่บ้างและบางแห่งก็มีหนาม ตาใครตามัน รักษาเอาเท้าของตัวที่จะเหยียบไป

    ได้ทางพอควรก็พักดื่มน้ำ องค์หลวงปู่ดื่มสองสามจิ๊บ แล้วนอนตะแคงข้างขวาอยู่บนแคร่ที่ปลงวางไว้ ประทับจิตประทับใจว้าเหว่เต็มตื้นมาก

    พักประมาณสิบหรือสิบห้านาทีโดยคาดคะเน ก็เดินทางต่อ พอถึงทุ่งนาแห่งหนึ่ง เป็นหนทางมีตมโคลนเลอะเทอะ และจวนแจจะค่ำมืด ไม่มีทางเว้นแต่ที่นาเขา ข้าวเขากำลังจะพอเกี่ยว เขามีศรัทธาไขรั้วรื้อรั้วออก ให้ฝ่าเหยียบข้าวไป

    คนทั้งสองร้อยกว่าฝ่าตะลุยข้าวไปจนสุดทุ่งนาเขา จึงได้ลัดใส่หนทางอันพ้นโคลนตม ข้าวก็ล้มไปเรียบร้อย พร้อมทั้งหล่น พร้อมทั้งขาด นับว่าศรัทธาเขาเกิดขึ้นสดๆ แก้ปัญหาซึ่งหน้าได้โดยสุจริตใจ จะหาได้ยากในสมัยนี้ และเป็นข้าวที่กอโต และเป็นรวงโต เมล็ดโตด้วย การเสียทายอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าหกร้อยกิโลกรัม เรียกว่าบุญองค์หลวงปู่เป็นปาฏิหาริย์อยู่ในตัวแล้ว จะอัศจรรย์แต่การดำดินบินบนได้จึงจะว่าเก่ง ถ้าอย่างนั้นนกมันก็มีปาฏิหาริย์อยู่ทุกวัน เก่งอยู่ทุกวัน ไส้เดือนก็ดี ปลาไหลก็ดีเป็นต้น มันก็ดำดินอยู่ทุกวัน มีปาฏิหาริย์อยู่ทุกวัน เก่งอยู่ทุกวัน แต่ไม่ถือเอาเป็น สรณัง คัจฉามิ เพราะไม่สำคัญในสิ่งเหล่านี้ สำคัญอยู่แต่กิเลสน้อยเบาบางและเหือดแห้งไปเท่านั้น พร้อมทั้งข้อวัตรปฏิบัติอันชอบที่ถูกต้องเท่านั้น

    คนโดยมากมักตื่นปาฏิหาริย์ทางดำดิน บินบน แต่ผู้เขียนลงเอยมากที่สุดก็คือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนของพระองค์เป็นปาฏิหาริย์ที่ไม่จืดจาง และมีอยู่ทุกกาลของแต่ละตัวสัตว์ บุคคล เทวดา มาร พรหมด้วย ประจำกองรูปขันธ์ นามขันธ์อยู่ ไม่ลบเลือนไปทางใด คือกรรมและผลของกรรม เป็นปาฏิหาริย์อยู่ทุกอิริยาบถของจิตใจอยู่แล้ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วอยู่แล้ว จะไปหาปาฏิหาริย์ที่ไหนอีก จับไฟก็ร้อน ไม่จับไฟก็ไม่ร้อนเป็นปาฏิหาริย์ทั้งนั้น และก็มีความหมายอันเดียวกันกับกรรม และผลของกรรม คนเชื่อกรรมและผลของกรรม ก็คือเชื่อปาฏิหาริย์ ก็คือเชื่อพุทธ ธรรม สงฆ์ด้วยนั้นละ

    ปรารภเรื่องหลวงปู่ต่อไป ขณะที่กำลังจะแวะผ่านข้าวเขานั้นพระมหาเถระได้พูดกันว่า “ไม่ควรเอาองค์หลวงปู่ไปพักม่วงไข่ เพราะเป็นวัดร้างมาหลายปี มีต้นไม้ทึบมาก อากาศไม่โปร่งและเดี๋ยวนี้ก็ค่ำแล้ว และองค์หลวงปู่เล่าอาการก็หนักเข้า เพราะจะอ่อนเพลียในการหามมา ข้ามป่าโคกดง ก๊อกแก๊กๆ”

    จึงตกลงแวะบ้านกุดก้อม (ดงภู่ก็ว่า) เป็นวัดป่าพระอาจารย์กู่ พอถึงที่นั้นก็หนึ่งทุ่มกว่าๆ โดยประมาณ อาการหลวงปู่ก็หนักขึ้นทวีมาก ต่อรุ่งเช้าจึงเบาลงบ้าง

    ในวันนั้นฉันจังหันแล้วมีพระองค์หนึ่งจะไปตัดช่องกระดานศาลาใกล้ที่พักป่วยขององค์หลวงปู่ เพื่อให้เป็นช่องขององค์หลวงปู่ถ่ายอาจม

    องค์หลวงปู่ปรารภดังๆ ขึ้นว่า “อย่ามาทำเลย ท่านหล้าเธอกำกับของเธอประจำอยู่ มาทำแล้ว ก็ไม่ถูกความประสงค์ของเธอดอก” ดังนี้

    ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว อ้ายกิเลสน้ำตามาอีกละ ไหลลงเลยมันไม่ละอายใครเพราะสำเหนียกในใจว่า เราปฏิบัติองค์หลวงปู่มาด้วยประการใดๆ ตามประสาเราเป็นเวลา ๔ ปีล่วงเข้า หลวงปู่คงไม่หนักธรรมหนักใจว่าเราปฏิบัติเพื่อเอาหน้าเอาตา และไม่สงสัยว่าเราปฏิบัติไม่เคารพและก็ตรงกับเจตนาของเราด้วย องค์หลวงปู่ดักใจทายใจเราถูกได้ไม่ผิด คิดดังนี้ได้กะทันหันอ้ายน้ำตาพลันไหลลงอีก

    ห่างจากเรื่องนี้ไปประมาณหนึ่งชั่วโมง จึงละโอกาสไปขอยืมเลื่อยปลาตองและสิ่วมา กราบเท้าเรียนองค์หลวงปู่ขอโอกาสทำถวาย ไม่ให้กระทบกระเทือน เอาไม้หนุนทางใต้ให้ตึง สิ่วเจาะลงพอหลวมปลายเลื่อย เอาเลื่อยเล่มที่คมประมาณห้านาทีก็เสร็จ ส่วนทางใต้นั้นหาภาชนะรองใบโตๆ แล้วเอาขี้เถ้ารองหนาๆ เวลาไปเก็บสะอาดเอามือกอบใส่อันอื่นไปเทในหลุม แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำมันก๊าดและขี้เถ้าโดยเร็ว ไม่อดแต่ผู้จะแห่ถือกระบวยให้ เพราะได้เคยเอาเป็นข้อวัตรมาหลายปีแล้ว คราวอยู่หนองผือมีผู้แย่งจะทำ แต่หลวงปู่มหาไม่ให้ทำ เพราะเกรงองค์หลวงปู่มั่นจะไม่พอใจ ไม่ไว้ใจ เพราะเกรงว่าหลวงปู่มั่นจะวิจัยว่าปฏิบัติไม่ถึงพริกถึงขิง ระอาแล้วก็มอบให้องค์อื่น มันเป็นภาพพจน์เหลาะแหละ เว้นไว้แต่เจ็บป่วยนอนคาที่ไปไม่ได้ เมื่อได้พูดก็พูดไปซ้ำซะ

    คราวพักรักษาองค์หลวงปู่อยู่วัดป่ากุดก้อม ข้าพเจ้าและครูบาวันมิได้ไปบิณฑบาตเลย เพราะคณะพระเถรานุเถระไม่ให้ไป ให้รีบเอาบาตรลงไปตั้งไว้ศาลาฉันเท่านั้น พระสงฆ์กลับมาจากบิณฑบาตจะใส่ให้ และก็ได้ฉันทีหลังหมู่อีกซ้ำ ส่วนครูบาวันนั้นได้ลงไปฉันพร้อมหมู่ เป็นเพียงไม่ได้ไปบิณฑบาต ครูบาวันฉันเสร็จแล้วจึงได้ขึ้นมาเปลี่ยนข้าพเจ้าลงไปฉัน แต่ก็พอใจอยู่ ไม่ห่วง เพราะพ่อของเรา ปู่ของเรา มีคุณค่ากว่าอาหารในท้องเราแต่ละวันแล้ว

    ในระหว่างพักอยู่วัดป่ากุดก้อมคือบ้านภู่ หรือว่าดงบ้านภู่ ก็เรียกกันหลายอย่าง มีพระเถระมาเพิ่มขึ้นอีกคือ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ จ.อุดรฯ พระอาจารย์สีลา วัดป่าบ้านวา อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร รวมพระเณรทั้งหมด ๔๐ รูปและมาพักได้ ๓ คืน พระอาจารย์มหาบัวก็ทิ้งบ้านหนองผือมาและหมู่ทั้งหลายก็ทยอยมาจากบ้านหนองผือได้ ๑๑ วัน ครูบาทองคำก็มากับหมู่อีก เหลือแต่หลวงตาทองอยู่องค์เดียว ส่วนองค์หลวงปู่มั่นก็ป่วยหนักเข้าๆ

    พักอยู่ที่นั้นได้ ๑๑ คืน ตื่นเช้าชาวสกลนครตลอดถึงคุณหมอ แพทย์ใหญ่ในสกลนครก็มาถึงแต่เช้าตรู่

    ชาวสกลนครกราบเท้าเรียนถวายวิงวอนว่า “ขอนิมนต์ให้ไปพักวัดป่าสุทธาวาส”

    นิมนต์วิงวอนถึง ๓-๔ ครั้งติดๆ กัน

    องค์หลวงปู่ปรารภว่า “เออ หามศพตกป่าช้าหนอ ไม่มีวันได้หามคืน บัดนี้มาถูกเราแล้ว”

    องค์หลวงปู่กล่าวต่อไปว่า “ถ้าไปก็ลำบากอีกละ” เพราะลูกศิษย์ก็มาต่างทิศ มากเข้าสี่สิบองค์ รวมทั้งเก่าใหม่

    เขากราบเรียนว่า “มากน้อยเท่าไรก็ตามขอรับ จะเอารถขนวันยังค่ำนั้นแหละ”

    แท้จริงสมัยนั้นมีรถวิ่งไปมาจากสกลนคร อุดรธานี ๒-๓ คัน กับรถกรมทางคันหนึ่ง หนทางก็เป็นหินลูกรังปูถี่ๆ ห่างๆ ลักๆ ลั่นๆ ยังไม่เรียบร้อยได้

    แล้วก็กราบเท้าเรียนถวายให้องค์หลวงปู่ฉันอาหาร องค์หลวงปู่ก็นั่งฉันได้อยู่ ไม่ได้พยุงชู ฉันประมาณห้าหกคำเล็กแห่งอาหารเหลวๆ ที่ซดด้วยช้อน ครั้นเสร็จแล้วคุณหมอใหญ่ จ.สกลนครก็ฉีดยานอนหลับให้ ด้วยการขออนุญาต ๔-๕ ครั้ง องค์หลวงปู่ก็ยอมให้ฉีดแบบฝืนๆ

    แล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางโกลาหล

    อ้ายใจกิเลส อ้ายน้ำตากิเลส มันก็ไหลลงอีกละ

    แล้วเอาแคร่มาหามองค์หลวงปู่ข้ามทุ่ง องค์หลวงปู่นอนตะแคงข้างขวาซ้อนเท้าเหลื่อมกัน หามข้ามทุ่งไปสู่ถนน ไกลประมาณเกือบกิโลเมตรจึงถึงถนน แล้วเอาองค์หลวงปู่ขึ้นรถกรมทาง เอานอนด้านหน้า

    ครูบาวัน อาจารย์วิริยังค์ ข้าพเจ้า คุณสีหาก็ไปขบวนกองหน้าส่วนหลวงปู่ก็นอนนิ่งไม่กระดิกพลิกไหวตัวอะไรเลย ปรากฏแต่ลมเข้าออกแบบเบาๆ

    พอถึงวัดป่าสุทธาวาสแล้วก็หามองค์หลวงปู่ขึ้นกุฏิพิเศษหลังหนึ่ง อันมีระเบียงรอบทั้งที่ด้าน มุงกระดานกั้นฝา มีประตูเข้าห้องนอนสองทาง มีหน้าต่างบริบูรณ์ รอบระเบียงนอกมีลูกกรง ห้องนอนนั้นกว้างประมาณ ๓ เมตร ปริมณฑลระเบียงโดยรอบสามด้านนั้นกว้างประมาณ ๒.๕๐ เมตร ส่วนด้านหน้านั้นกว้างประมาณ ๔ เมตรหรือ ๕ เมตรนี้แหละ เพราะเป็นกุฏิ ๒ ห้อง แล้วก็มีระเบียงรอบสี่ด้าน แล้วกั้นห้องหนึ่งเป็นห้องนอน

    แล้วครูบาอาจารย์ต่างทิศก็แตกตื่นกันมาเป็นระยะๆ องค์หลวงปู่สิงห์ โคราช หลวงปู่บุญหลาย หลวงปู่สาร พระอาจารย์เกิ่ง พระอาจารย์สิม ตลอดพระหนุ่มเณรน้อยฝ่ายปฏิบัติหลั่งไหลเข้ามาเป็นลำดับ ไม่สามารถจะบอกชื่อลือนามได้
     
  8. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    สิ้นแล้วร่มโพธิ์แก้ว

    [​IMG]


    แล้วก็เอาองค์หลวงปู่เข้าห้องนอนตะแคงข้างขวา พอตกเวลาประมาณ ๖ โมงเย็น หลวงปู่กงมาบอกว่า

    “ท่านทองคำ ท่านหล้า ท่านสีหา พากันบอบโบยหิวนอนมานานแล้ว จงพากันรีบนอนอยู่ระเบียงนี้แต่หัวค่ำเสีย พระอาจารย์ฝั้นกับผมจะช่วยเฝ้าในห้ององค์หลวงปู่ ส่วนท่านวันเขาพักกุฏิหนึ่งกับวิริยังค์กับท่านเนตรแล้ว ส่วนท่านมหาบัวพักรุกขมูลร่มไม้ในวัด เธอเร่งความเพียร เกรงหลวงปู่จะสิ้นลมก่อน”

    พอจบคำแล้วต่างก็ปูผ้าลงกระดานพื้นระเบียง กราบพระองค์ละ ๓ ที คว้าเอาห่อผ้าสังฆาฏิมาหนุนหัว กำหนดลมหายใจเข้าออกไป ตาใสแจ๋ว ไม่หลับ เพราะมันเคยชินในการไม่หลับมานานบ้างแล้ว อาหารฉันหมดวันละเท่าไข่เป็ดก็ทั้งยาก จืดชืดไปหมด อายุขั้นสามสิบกว่าๆ อนิจจาเอ๋ย

    ประมาณตีหนึ่งกว่าๆ หลวงปู่กงมา มาดึงแขนกระซิบบอกว่า “พากันลุก พากันลุก พระอาจารย์ใหญ่ใกล้จะสิ้นลมแล้ว”

    กระซิบตอบองค์ท่านว่า “ข้าน้อยยังไม่หลับดอก”

    แล้วองค์ท่านบอกให้รีบด่วนไปนิมนต์ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ พระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์เทสก์ พระอาจารย์มหาและครูบาวัน

    ข้าพเจ้ารีบไปกุฏิท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก่อน ไปถึงแล้วกล่าวว่า “ขอกราบเท้าเรียนถวายพระเดชพระคุณ องค์หลวงปู่หนักมาก”

    “เออๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

    แล้วไปปลุกพระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์เทสก์

    “ขอโอกาสพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ องค์พระอาจารย์ใหญ่หนักเต็มทน”

    “เออ เราก็ไม่ค่อยหลับสนิทดอก”

    แล้วไปปลุกพระอาจารย์มหาบัว พอเดินไปที่ใกล้ใต้ร่มไม้ องค์ท่านถามก่อนแล้วว่า “ใครๆ”

    ตอบว่า “กระผม พระอาจารย์ใหญ่เป็นมาก”

    แล้วผ่านไปหาอาจารย์วัน พระสีหาไปบอกก่อน ท่านไปแล้ว แล้วก็รีบขึ้นไป เกรงไม่ทันเห็นใจหลวงปู่ แล้วท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ปรารภว่า

    “พวกเราต้องอยู่ระเบียงนอกห้อง ปล่อยให้ลูกศิษย์องค์ท่านผู้โชกโชนปฏิบัติมีสิทธิปลงธรรมสังเวชอาจารย์ใหญ่เพราะห้องก็แคบ ถ้าพวกเราชิงเข้าไปก็ไม่เป็นธรรม”

    ตกลงอยู่ในห้องคอยจ้องดูลมออกเข้าของหลวงปู่ ๖ องค์ ๗ กับหลวงปู่ฝั้น

    หลวงปู่ฝั้นนั่งห่างองค์หลวงปู่มั่นประมาณวาหนึ่งต่างหาก ผินหน้ามาทางองค์หลวงปู่ใหญ่ อยู่ข้างหลังพระอาจารย์กงมา หลวงปู่ฝั้นนั้นองค์ท่านนั่งขัดสมาธิภาวนาอยู่นิ่งๆ พวกที่เข้าคิวนั่งรอบกายขององค์หลวงปู่มั่น ห่างจากกายขององค์หลวงปู่มั่น ก็ประมาณฝ่ามือ พระอาจารย์กงมานั่งอยู่ทางขวาขององค์หลวงปู่ที่นอนคะแคงขวานิดหน่อย เพียงไหล่ขององค์หลวงปู่ พระอาจารย์มหาบัวนั่งอยู่เพียงบั้นเอวขององค์หลวงปู่ ข้าพเจ้านั่งอยู่ใต้ฝ่าเท้ากับท่านสีหา ครูบาทองคำนั่งอยู่เพียงหัวเข่าด้านหลังขององค์หลวงปู่ ครูบาวันนั่งอยู่เพียงบั้นเอวขึ้นไปหาอกขององค์หลวงปู่

    ต่างก็นิ่งจ้องดูลมขององค์ท่านอยู่ ประมาณสัก ๒๐ นาที องค์ท่านก็สิ้นลมปราณไปเงียบๆ

    ทีนี้อ้ายใจผีบ้าน้ำตากิเลสมันก็ไหลออกมาตามอำเภอใจมันอีก คงจะเป็นเวลาตีสองกว่า ที่ทางในเมืองเขาได้รับข่าว เขาก็มาถึงประมาณตีสามกว่าๆ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็เลยบอกว่า

    “พวกพระเราออกจากห้อง ปล่อยให้ญาติโยมเขาปลงธรรมสังเวช ชมดูศพพระอาจารย์บ้าง”

    ข้าพเจ้าลงล้าหลัง เห็นนาฬิกาอยู่ใกล้ศีรษะองค์หลวงปู่ เป็นนาฬิกาขององค์หลวงปู่ คิดขึ้นได้รวดเร็วว่า ถ้านาฬิกาอันนี้หาย ก็จะเป็นปัญหาอีก เพราะเราลงหนีทีหลัง นึกแล้วก็เอาไว้ใส่ย่าม แต่ยกมือขึ้นใส่หัวเสียก่อน แล้วก็รีบเอาไปถวายพระอาจารย์สิงห์ (หลวงปู่สิงห์ก็เรียก) ว่าแล้วองค์ท่านก็เก็บไว้

    อา...ปรารภผ่านไป พอองค์ท่านสิ้นลมปราณก็ขอโอกาสพระอาจารย์มหา แล้วยกมือใส่หัวอีก เอามือสองมือชูคางขององค์หลวงปู่ไว้ให้สนิท ชูไว้ประมาณ ๒-๓ นาทีก็เลยจับสนิทเพราะเกรงว่าเมื่อเย็นแล้วตัวแข็งแล้วจะไม่สนิทเข้า

    มีปัญหาว่า ไฉนจึงเขียนเรื่องก๊อกๆ แก๊กๆ แท้ จะเอาไปพระนิพพานด้วยดอกหรือ หลับตาตอบว่า เรื่องของเจ้าตัวที่ได้ผ่านทุกข์มาในสงสารปัจจุบันชาติ พระบรมศาสดาและพระอริยสาวกที่ทรงปุพเพนิวาสยิ่งระลึกได้กว่าเราหาประมาณมิได้ เราเพียงแต่นี้จะประสาอะไรกัน เท่าน้ำลายขององค์ท่านบ้วนทิ้งก็ไม่ได้

    คราวบ้าเขียนก็ต้องยอมไปตามบ้าก่อน เมื่อเห็นโทษในบ้า ก็จะหายจากบ้าดอก และก็ได้คำนึงว่าเป็นยุคสำคัญของผู้เขียนในชาตินี้ด้วย คงจะดีกว่าเขียนกลอนเพลงกลอนลาทางโลกสงสารโต้งๆ ถ้าไม่เป็นคติแก่ท่านผู้อ่านแก่ท่านผู้ฟังแล้ว เป็นคติแก่คนเองก็เอา เห็นว่าไม่ขาดทุนสูญกำไรไปไหน เพราะจิตใจยังหนักแน่นใน พุทธ ธรรม สงฆ์ อยู่ไม่สงสัยลังเล เมื่อปรารภมากก็รู้จักว่าปรารภมาก เมื่อปรารภน้อยก็รู้จักว่าปรารภน้อย เเล้วหัดมิให้ติดอยู่ในเงื่อนทั้งสอง ก็ต้องเป็นภาวนาวิปัสสนาอยู่ในตัวแล้ว ต้องขึ้นอยู่กับสติปัญญาเป็นเกณฑ์กันอยู่ดีๆ นี้เอง รู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ จะเอาเป็นประมาณไม่ได้เพราะกลอนพาไป พระองค์เจ้ารู้มากมิได้เห็นยากนาน พระอริยสาวก พระอริยสาวิกาก็เหมือนกัน เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานไปก่อนท่านผู้อ่านท่านผู้ฟัง ไปก่อนแล้วแต่ปางไหนๆ

    ใจใดเห็นภัยในรสใจอันเดือดร้อน
    ใจนั้นจะรู้จักการลดผ่อนในเรื่องร้อนของใจ
    ใจใดไม่รู้จักรสของใจ ใจนั้นไม่รู้จักรสของธรรม
    ใจใดไม่รู้จักทางใจ ใจนั้นไม่รู้จักทางธรรม
    ใจใดไม่รู้จักพึ่งใจ ใจนั้นก็ไม่รู้จักพึ่งธรรม
    ใจใดไม่รู้จักเหตุแห่งใจ ใจนั้นก็ไม่รู้จักเหตุแห่งธรรม
    ใจใดไม่รู้จักดับเหตุแห่งใจ ใจนั้นไม่รู้จักดับเหตุแห่งธรรม
    ใจใดไม่รู้จักหลุดพ้น ใจนั้นก็ไม่รู้จักธรรมอันหลุดพ้น
    ใจใดไม่เคารพใจ ใจนั้นก็ไม่เคารพธรรม
    ใจใดไม่รู้จักใจที่ควรปฏิบัติเคารพ
    ใจนั้นก็ไม่รู้จักธรรมที่ควรปฏิบัติเคารพ
    ใจใดที่ไม่รู้จักสรรพใจ ใจนั้นก็ไม่รู้จักสรรพธรรม
    ใจใดไม่รู้จักเอกใจในปัจจุบัน ใจนั้นก็ไม่รู้จักเอกธรรมในปัจจุบัน
    นิจจาเอ๋ย อนิจจาเอ๋ย...

    ต่อไปเรื่องศพขององค์หลวงปู่ ครั้นถึงเวลาเย็นในวันนั้น ก็กราบศพเอาเข้าหีบไม้ที่เห็นว่าเป็นหีบชั้นที่หนึ่งในสมัยนั้น แล้วก็เอาไว้ที่ศาลาโรงฉัน แล้ว ๓ ทุ่มตอนกลางคืนมีการสวดมนต์ ธรรมจักรบ้าง อนัตตลักขณสูตรบ้าง อาทิตตปริยายสูตรบ้าง ธรรมนิยามบ้าง อภิธรรมบ้าง วนไปวนมา และมีการฟังเทศน์ทั้งโยมทั้งพระรวมกันตอนกลางคืนด้วยทุกคืน

    ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เป็นประธาน แต่งพระเถระทั้งหลายเปลี่ยนวาระกันเทศน์เข้าคิว สมัยนั้นพระอาจารย์มหายังมิได้เข้าคิวเทศน์ดอก องค์ท่านกำลังเร่งความเพียร ออกไปวิเวกองค์เดียว ๗ วันจึงเข้ามาเยือนหนหนึ่งเป็นระยะๆ

    พระมาต่างทิศ บางวันถึง ๘๐๐ ก็มี บางวัน ๔๐๐ ขึ้นไป ๕๐๐ ๖๐๐ ๗๐๐ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ ตลอด ๓ เดือน การขบฉันก็เหลือแหล่ ไม่มีโจรผู้ร้ายพอที่จะว่าเดือดร้อน

    ๗ วันที่เรียกว่าสัตตมวาร ในสมัยนั้น ทำบุญครั้งหนึ่ง แต่ก็เท่ากับว่าทำทุกวันอยู่ในตัวเพราะพระมาก ถ้าคิดเฉลี่ยแล้วเอา ๖๐๐ มาคูณ ๙๐ แล้วจะเป็นพระกี่องค์เล่า ก็เป็นพระ ๕๔,๐๐๐ องค์ทีเดียวละ

    พระมหาเถระ พระราชาคณะทางกรุงเทพมหานครก็มาหลายองค์อยู่ สมัยนั้นวัดป่าสุทธาวาสเป็นวัดกว้างขวางวังเวงเพราะยังไม่มีสวน ไม่มีบ้านท่านผู้ใด เป็นดงบ้าง เป็นป่าบ้าง กางกลดกางมุ้งอยู่ไหนๆ ก็ได้ไม่คับแคบ

    ให้เข้าใจว่าองค์หลวงปู่มั่นสิ้นลมปราณล่วงไป ๓๐ ปีกว่าเท่านั้น บ้านเมืองงอกมาหาวัดจนกลายเป็นวัดในเมืองไปแล้ว

    ครั้งพุทธกาลล่วงมา ๒๕๒๔ ปีแล้ว วัดเชตวัน วัดบุพพาราม วัดเวฬุวัน วัดนิโครธาราม กุฏาคารป่ามหาวัน เหล่านี้เป็นต้นครั้งพุทธกาลเป็นวัดป่าเป็นสวนมากทั้งนั้น มิหนำซ้ำที่ประสูติ ตรัสรู้ ที่ทรงแสดงธรรมจักร ที่ปรินิพพานเหล่านี้เป็นต้น ย่อมเป็นป่าเต็มภูมิทั้งนั้น เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธศาสนาเกี่ยวกับป่าๆ ดงๆ ภูๆ เขาๆ ตลอดพระวินัยอนุศาสน์และพระสูตรต่างๆ แทบทุกสูตรที่เกี่ยวกับป่า ถ้าพวกเขาจะรังเกียจวัดป่าวัดภู ในพระไตรปิฎกเรื่องพระเมฆิยะเขาก็สร้างวัดบนหลังภูเขา ถวายพระครั้งพุทธกาลก็หลายๆ แห่ง ถ้าหากว่าพวกเราตัดป่าตัดภูเขาออกแล้ว พระไตรปิฎกก็ไม่ครบ เราวิ่งไปหน้าเดียวไม่มองคืนหลังเสียเลย ก็จะเลยเถิดแผนที่ ถ้าเขียนผิดก็ขออภัยแก่ท่านผู้รู้ทุกถ้วนหน้าและขอรับฟังพิจารณาคำตักเดือนโดยเคารพด้วยอยู่โดยทุกเมื่อ เพราะหวังดีผูกขาดแล้ว
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ปรึกษากันถวายพระเพลิง

    [​IMG]


    กลับมาเล่าเรื่องปรึกษากันจะถวายพระเพลิง ครั้นองค์หลวงปู่สิ้นลมปราณได้ ๒ วันแล้ว ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ในสังคมนั้น พร้อมทั้งคณะสงฆ์พระเถระทั้งหลายกับคณะญาติโยมผู้สำคัญก็ประชุมกันที่ระเบียงกุฏิ อันเป็นกุฏิที่องค์หลวงปู่สิ้นลมปราณ

    ศพองค์ท่านนั้นเอาไปไว้ศาลาแล้ว ส่วนข้าพเจ้า ครูบาทองคำ คุณสีหา ๓ องค์นี้ คณะพระเถระสมมุติไว้ว่า องค์หลวงปู่ใหญ่สิ้นลมปราณไปแล้วก็ให้พากันพักอยู่ระเบียงตามเคย เพราะท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์จะพักห้องในที่หลวงปู่ใหญ่สิ้นลมปราณ ๓ องค์นี้จงปฏิบัติท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์จนกว่าเสร็จสิ้นงานถวายพระเพลิงองค์หลวงปู่ ฉะนั้นจึงได้นั่งฟังใกล้ที่พระเถระทั้งหลายประชุมปรึกษาในการจะถวายพระเพลิง

    ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ปรารภขึ้นว่า “นับแต่วันสิ้นลมปราณไป ๔ วันก็ถวายพระเพลิง เพราะองค์พระอาจารย์ได้สั่งถูกศิษย์ซ้ำๆ ซากๆ ว่า เผาให้เร็วที่สุด”

    แม้ข้าพเจ้าก็ชอบใจถวายพระเพลิงโดยเร็ว เพราะจะได้ต่างท่านต่างวิเวกตามอิสระของตน มิได้กังวลในอามิสใดๆ ในการต้อนรับ

    การเก็บศพไว้นานมีเสียมากกว่าได้ ถึงแม้ว่าจะได้อามิสเป็นล้านๆ ในงานศพก็ตาม แต่ไม่เท่าอานิสงส์ของความสงบไม่คลุกคลี ไม่เท่าอานิสงส์ของความสันโดษ ยิ่งเป็นพระฝ่ายปฏิบัติแล้วก็ยิ่งประหยัดในการสันโดษ

    การมีเล่ห์เหลี่ยมดักแร้ว เอาปัจจัยกับท่านผู้อื่น ย่อมไม่สมควรกับท่านผู้หวังพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติ ถ้าหากว่าบวชมาพอเป็นนิสัยอย่างนี้ ผู้ที่อยู่ฆราวาส เขาก็พูดกันได้ใช้กันอยู่ เขาให้ท่านเป็นบางครั้ง รักษาศีลเป็นบางครั้ง ภาวนาเป็นบางครั้ง ก็เป็นนิสัยไปทางดีของเขาอยู่

    นิสัย อ่านว่านิสัย ประพฤติไปทางดีก็ว่านิสัยดีประพฤติไปทางชั่วก็ว่านิสัยชั่ว

    แบ่งนิสัยออกเป็น ๒ นิสัยโลกีย์ นิสัยโลกุตตระ นิสัยโลกุตตระนับแต่โสดาบันไป ต่ำกว่านั้นลงมาเป็นนิสัยไม่มีขอบเขต ข้าพเจ้าเข้าใจว่าการประพฤติถูกในทางเด็ดเดี่ยวนี้ ย่อมเป็นเครื่องเหนี่ยวใจของท่านผู้ต้องการพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติ แต่กลับเป็นอากาศไม่ดีของท่านผู้อยู่ผู้ไปพอแล้ววันแล้วคืน

    ธรรมดาปุถุชนคนหนา อยู่ก็อยู่ในโลก ไปก็ตามโลก ไม่เหมือนพระโสดาบันผู้รู้จักหนทาง ทางกาย ทางวาจา ทางใจ จะอยู่จะไปก็รู้จักหนทางทางใจอยู่ จึงไม่เรียกว่าอยู่ว่าไปในโลกโต้งๆ เพราะความไม่ลืมตัว ไม่ลืมตน ไม่ลืมใจ ไม่ลืมธรรมเป็นนายหน้าหัวใจอยู่

    มนุษย์เราในไตรโลกธาตุ จะมีลาภยศสรรเสริญเยินยอและมีปฏิภาณโวหารพูดจนน้ำไหลไฟดับสักเพียงใดก็ตาม แต่ด้านกิเลสไม่เบาบางลดละจากขันธสันดานเลยแม้แต่นิดเดียว ก็เป็นภาชนะน้ำเปล่า ความสำคัญตัวว่ามีที่พึ่ง สำคัญตัวว่าฉลาด ความสำคัญตัวนั้นก็เป็นการโกหกพกลมตนอยู่ในตัว มิหนำซ้ำทำตัวให้เป็นหมันอยู่ในตัวโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย แต่พอรู้ตัวก็ค่ำไปเสีย ค่ำคือตายไป
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    แจกบริขารหลวงปู่มั่น

    [​IMG]
    “พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ” ณ วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร


    [​IMG]
    อัฐบริขาร เครื่องใช้ในการธุดงค์ และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดต่างๆ ฯลฯ ของหลวงปู่มั่น
    ภายใน “พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ” ณ วัดป่าสุทธาวาส



    ย้อนคืนมาปรารภเรื่องการแจกบริขารขององค์หลวงปู่ นับแต่องค์หลวงปู่สิ้นลมปราณมาได้ ๗ วัน ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็ประชุมสงฆ์ ทั้งพระเถระทุกๆ องค์ยัดเยียดเป็นประธาน ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ได้ปรารภขึ้นว่า

    “ท่านมหาบัวเอ๋ย บรรดาที่ขอนิสัยอยู่กับองค์พระอาจารย์ที่สิ้นลมปราณไปนี้ องค์ใดบ้างปฏิบัติใกล้ชิดพระอาจารย์บ้าง”

    พระอาจารย์มหาบัวเรียนว่า “ท่านวัน ท่านทองคำ ท่านหล้า ท่านสีหา”

    บอกชื่อตามอายุแห่งพรรษา แท้จริงพระอาจารย์มหาบัวนั้นแหละองค์หนึ่งเป็นหัวหน้า ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็รู้แล้ว

    ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์กล่าวว่า “หล้า เธอจะเอาอันไหน บริขารองค์พระอาจารย์”

    ทีนี้ธรรมสังเวชไม่รู้ว่ามาแต่ไหน เต็มตื้นพูดไม่ออก น้ำตาหยาดเลย ขายหน้าอีกละ ได้เอาผ้าอาบปิดหน้าแล้วพลิกจิตอยู่สักครู่ แล้วเรียนว่า

    “เกล้ามิได้เอาอันใดดอก ธรรมและอามิสอันใด องค์ท่านให้มากแล้วบริบูรณ์ ในฝ่ายอามิสก็ดี ในยามองค์ท่านมีชีวิต บริขารจำนวนนี้เป็นบริขารที่องค์หลวงปู่ใช้ประจำ เกรงจะเป็นบาป ฐานะของเกล้าไม่สมควร และเมื่อเกล้าเห็นยามใด จะเป็นเหตุให้เกล้าน้ำตาไหลอยู่ไม่แล้ว”

    องค์ท่านกล่าวต่อไปว่า “เธอจงรับเอาเป็นพิธีกับข้าให้เป็นสามีจิกรรมก่อน แล้วถวายองค์ใดต่อ จึงถวายต่อไป”

    แล้ว (ข้าพเจ้า) ก็ยกมือใส่หัว แล้วน้อมรับสองมือใต้มือองค์ท่าน ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นกระติกน้ำร้อน ครั้งที่ ๒ เป็นย่าม ครั้งที่ ๓ เป็นแก้วน้ำ

    กระติกน้ำร้อนนั้นพอรับแล้วก็ถวายหลวงปู่เทสก์ต่อหน้าสงฆ์โดยเคารพ ย่ามนั้นนึกว่าจะถวายหลวงปู่ฝั้นจึงจะสมฐานะ แต่กำลังถวายกระติกหลวงปู่เทสก์อยู่นั้น มีองค์หนึ่งอยู่ข้างหลังทั้งพูดทั้งดึงเอาย่ามว่า “ย่ามนี้ให้ผมซะ” ดังนี้ (แก้วน้ำก็เอาไปด้วย) แต่ไม่รู้ว่าเป็นองค์ใด ไม่ได้เอี้ยวคอดู เพราะพระขึ้นไปจนยัดเยียด แต่คงเป็นพระต่างอาวาส ไม่ใช่พระอาวาสเดียวกัน และก็พอใจอยู่ ไม่อาลัย เพราะเคารพมากกว่าอาลัย การว้าเหว่ การเคารพ การสังเวช การรักนับถือทำให้น้ำตาไหล นี้คงเป็นรสชาติอันเดียวกัน คำว่าไม่อาลัย ไม่อาลัยในสิ่งของขององค์ท่าน แต่อาลัยอาวรณ์ในธรรมอันอื่นลึกไปกว่าสิ่งของภายนอกนั้น
     
  11. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    บาตรหลวงปู่มั่น

    ไฉนท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์จึงถามข้าพเจ้าก่อนพระองค์อื่นในการจะแจกให้ ก็น่าจะถามเป็นลำดับพรรษาลงมา แล้วจึงคิดเดาด้นว่า ชะรอยองค์ท่านจะคิดว่า เอาให้ถูกกับกิเลสของผู้เจ้าน้ำตานี้ก่อนเถิด ก็อาจเป็นได้ เพราะองค์อื่นภาวนาผ่านน้ำตาไปไกลแล้ว องค์นี้ยังเป็นบ๋อยของน้ำตาอยู่ ตกนรกทั้งเป็นอยู่

    สุดท้ายองค์พระอาจารย์มหา ครูบาวัน ครูบาทองคำ คุณสีหาก็ไม่เอาอะไรเหมือนกัน ส่วนบาตรนั้นก็ถวายท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์และองค์ท่านก็ต้องการอยู่ ไม้เท้านั้นพระอาจารย์กงมาเอาไปและตกไปกับพระเถระองค์อื่นๆ บ้างและเก็บไว้เป็นอนุสาวรีย์เป็นส่วนมาก

    เมื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ที่เก็บบริขารเสร็จแล้ว บาตรก็ดีหรือไม้เท้าเป็นต้นก็ดี หลวงปู่มหาบัวกับด๊อกเตอร์เชาว์ไปเที่ยวขอคืนมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ต่อไปให้เป็นปูชนียสมบัติของกลาง

    แต่บาตรนั้นข้าพเจ้าจำได้ รูปลักษณะ (ที่) เห็นอยู่ในตู้พิพิธภัณฑ์ไม่เหมือนลูกที่องค์หลวงปู่ใช้อยู่สมัยองค์หลวงปู่สิ้นลมปราณ บาตรลูกจริงคงจะเอาไว้บนเพดานสูง เพราะบาตรลูกนั้นเป็นบาตรกลมสันทัด ระบมด้วยไฟ ขาวเป็นระยับ ไม่ได้สูงเรียวปากออมๆ แบบนี้

    แต่ก็น่าพิจารณาอีก หลวงปู่สิ้นลมปราณไปหลายปี ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ใช้ไปใช้ไป (จน) ทะลุแล้ว ก็ไม่ทราบ และท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็สิ้นลมปราณก่อนริเริ่มทำพิพิธภัณฑ์เก็บบริขารหลายปี คงจะมีท่านผู้อื่นเอาไปใช้แล้วไม่เห็นต้นเห็นปลายก็อาจเป็นได้ แต่เมื่อเวลาถูกไปขอคืน ล้าๆ หลังๆ ก็เอาบาตรลูกอื่นๆ ที่เก็บไว้ในตู้มาให้ แก้ปัญหาซึ่งหน้า ก็อาจเป็นได้

    ส่วนบริขารอื่นๆ นั้นไม่สงสัย สงสัยแต่บาตรเท่านั้น

    จะอย่างไรก็ตาม ปรารภบ้าๆ บอๆ ไปเฉยๆ ดอก สิ่งไหนที่เราสมมุติเป็นบริขารหลวงปู่มั่นแล้วเคารพนับถือกราบไหว้ก็เป็นบุญทั้งนั้น พระพุทธรูปไม้ อิฐ ปูน เหล็ก ทอง แก้ว เราทำขึ้นแทน เป็นฉายาของพระบรมศาสดา เป็นที่ระลึกพระคุณ ก็เป็นบุญที่ได้กราบได้ไหว้ ได้ระลึกถึง เป็นอาหารของจิต วิมานของจิตก็เป็นบุญทั้งนั้น เห็นเมฆไหลผ่านอากาศ สมมุติว่าพระบรมศาสดาเหาะมาก็ดีกราบไหว้ได้บุญทั้งนั้น

    ไม่เห็นอะไรเป็นวัตถุภายนอก แต่เห็นจิตใจของตน ไม่ตรึกไปในกามารมณ์ ไม่ตรึกไปในทางพยาบาท ไม่ตรึกไปในทางเบียดเบียน ก็เป็นกุศลอันละเอียดลงไปที่ใจอีก เป็นภาวนา จิตตานุปัสสนาภาวนาไปในตัวด้วย ไม่เห็นอะไร เห็นแต่ดิน น้ำ ไฟ ลม เต็มไตรโลกธาตุทั้งภายนอก ทั้งภายใน ไกล ใกล้ หยาบ ละเอียด สุขุม ทั้งอดีตด้วย ทั้งอนาคตด้วย ทั้งปัจจุบันด้วย เห็นแบบราบคาบเสมอหน้ากลองชัย ก็จัดเข้าในภาวนานัยแห่งรูปขันธ์ด้วย จะเป็นการบรรเทาช่วยให้ลดความหลงดิน น้ำ ไฟ ลม ลงได้และการหลงหนังหุ้มก็จะผ่อนคลายลง เพราะหนังหุ้มเป็นธาตุดิน เมื่อไม่หลงดิน น้ำ ไฟ ลมแล้ว ความหลงสิ่งอื่นๆ อันละเอียดไปกว่านี้ ก็อยู่ในกำมือกำใจจะชนะได้ เมื่อรู้ชัดอันหนึ่ง อันอื่นๆ ก็ค่อยเป็นไปดอก ถ้าหลงอันใดอันหนึ่งในสกลกาย สกลใจก็พลอยหลงไปด้วย ความหลงมีอำนาจฝ่ายกิเลส

    หันมาเรื่องรอฌาปนกิจขององค์หลวงปู่ต่อไป เมื่อองค์หลวงปู่ยังไม่ได้ถวายพระเพลิง ก็เป็นการจนใจอยู่ในตัว จะไปวิเวกทางใดก็ไม่พอจะสะดวกหัวใจ การงานอะไรๆ ที่ปรุงแต่งขึ้นก็หนักทวีขึ้น ศาลาก็ต้องปลูกหนึ่งหลังยาวประมาณ ๑๕ เมตร กว้างประมาณ ๑๐ เมตร หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้นสมมุติให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ตัดเครื่องบนคือขื่อ ตั้งจันทัน เอาเข้ากันเป็นตับ (ตั้ง) แต่ (ข้าง) ล่าง (แล้ว) ยกขึ้นใส่เสาเป็นหวี เพราะคนมากพระมาก

    อนิจจาเอ๋ย ทั้งอดนอน ทั้งฉันอาหารไม่มีรส ทั้งรับพระ ทั้งปฏิบัติท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์อันเป็นอุปัชฌาย์ของตน กลับหน้ากลับหลัง ด้านภาวนาพอสาบานไม่ได้ ด้านจงกรมไม่ได้เดินเสียเลย นึกถึงพระคุณขององค์หลวงปู่ไม่มีประมาณ เพราะองค์ท่านสั่งซ้ำๆ ซากๆ ไม่ให้เอาไว้นานเพราะเกรงว่าลูกๆ หลานๆ จะห่างเหินจากสมาธิภาวนา และก็เกรงว่าลูกๆ หลานๆ จะเอาเป็นเยี่ยงอย่างเก็บศพไว้นานเป็นการคลุกคลี นับว่าเป็นอนาคตังสญาณ ญาณในส่วนอนาคต ขององค์ท่านทายไว้ไม่ผิดเพราะอลหม่านจุกจิกคลุกคลียุ่งเหยิงมาก แต่ก็ตรงกันข้ามผู้ชอบเพลิน ก็ว่าสนุกดี ผู้รักประเพณีของฝ่ายปฏิบัติก็ว่าไม่เหมาะสม

    การอยู่ร่วมโลกเป็นของยากนักหนามาแต่คึกดำบรรพ์ เพราะว่าใจและความเห็นไม่ทรงอยู่ระดับเดียวกันได้ คล้ายกับพระอาทิตย์และพระจันทร์ พระอาทิตย์เดินเร็ว พระจันทร์เดินช้า จำเป็นต้องมีปักษ์ขาดบ้าง ปักษ์ถ้วนบ้าง และมีอธิกมาสบ้าง จะได้มีอุบายห้ามล้อผู้เดินเร็วได้บ้าง จะได้ใช้ผู้ช้าให้เดินเร็วเข้ากว่านั้นบ้างมิฉะนั้นแล้วฤดูกาลก็จะผิดปกติไปมาก

    พระวินัยบางแห่งก็มีอนุโลมภิกษุผู้บวชใหม่เช่น อาบัติทุกกฎบางประเภท อาทิ นุ่งห่มยังไม่เรียบร้อย ยังไม่เป็นปริมณฑล และฉันเมล็ดข้าวตกลงในบาตรและในที่นั้น แต่จะแอบกินกับอนุโลมไปหน้าเดียวก็ไม่ได้ เช่น ภิกษุเป็นบ้า ไม่ให้โจทท่านด้วยอาบัติที่ทำที่ล่วงในเวลาเป็นบ้า ที่เรียกว่าอมูฬหวินัย เหล่านี้เป็นต้น ถ้าจะใช้แต่อนุโลมถ่ายเดียวก็ไม่ได้

    ฉันใดก็ดี ผู้ปฏิบัติตึงย่อมไม่พอใจในผู้ปฏิบัติหย่อน ผู้ปฏิบัติหย่อนย่อมเป็นที่ไม่พอใจของผู้ปฏิบัติตึง แต่ตึงไปทางถูกก็น่าซม ตึงไปทางผิดนอกธรรมนอกวินัย ก็เป็นปัญหาไปอีก

    แต่ตึงไปทางถูกในปัจจุบันเดี๋ยวนี้ คงจะเป็นการพอใช้ได้ในครั้งพุทธกาลกระมัง การปฏิบัติไปพอปานกลางในยุคปัจจุบันคงจะจวนจะพอใช้ในครั้งพุทธกาล ถ้าสำคัญว่าปฏิบัติหย่อนในสมัยปัจจุบันยุคเดี๋ยวนี้ก็คงจะเป็นชั้นเลวมากในครั้งพุทธกาลกระมัง

    แม้จะยิ่งหรือหย่อน หรือปานกลาง หรือเลว ก็ต้องมีธรรมวินัยเป็นเครื่องวัดทดสอบ จะบัญญัติเอาตามอัตโนมติ เอาของใครของมันก็ไม่ได้อีกละ เพราะคนเราเป็นส่วนมากย่อมเข้าข้างตัว ถ้าเข้าข้างธรรมแล้วไม่ค่อยจะผิด ถึงจะผิดก็ไม่ผิดมาก มีประตูแก้ไขได้ คนมีกิเลสหนาเท่าใดก็ย่อมเข้าข้างตัวมากเท่านั้น พระอรหันต์เข้าข้างธรรมล้วนๆ เพราะไม่มีอุปาทานใดๆ ในขันธสันดานเลย จำพวกที่เข้าถึงโลกุตตระแล้วย่อมถือธรรมาธิปไตยเป็นแว่น เป็นกระจกเงา เป็นบรรทัด เป็นเครื่องวัดเครื่องตวง เป็นไม้เมตรไม้เซ็นต์ เหลือนอกนั้นเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้
     
  12. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    วันถวายพระเพลิง

    ปรารภเรื่องฌาปนกิจขององค์หลวงปู่ต่อไป เพราะยังไม่เสร็จ ครั้นเวลาล่วงไปใกล้เดือน ๓ เพ็ญ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์และพระเถรานุเถระก็จะเตรียมถวายพระเพลิงองค์หลวงปู่ กะไว้ว่าพอถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว บรรดาพุทธบริษัทผู้ต้องการจะไป (นมัสการพระ) ธาตุพนมประจำปีของงานธาตุพนม ก็จะได้เตลิดไปให้ทัน (จะ) ได้ไม่เสียเที่ยวของผู้ต้องการไป

    จึงตกลงกันในวันข้างขึ้น ๑๓ ค่ำ แห่งเดือน ๓ เป็นวันถวายพระเพลิง กะกันว่า ๓ ทุ่มจึงถวายพระเพลิง แต่มีผู้ขี้ดื้อ ไปลอบถวายพระเพลิงก่อน ๓ ทุ่ม เวลาค่ำมืดแล้ว แต่ก็เป็นการแล้วไป ตื่นเช้าเก็บพระอิฐธาตุในยามฉันเช้าเสร็จ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ได้ประกาศว่า “ท่านผู้ใดไปลอบเอาพระธาตุไปเป็นส่วนตัว ฝ่ายพระเณรต้องปรับปาราชิก”

    เตาไฟนั้นทำเป็นรูปโบสถ์ พูนดินสูง ๑ เมตร เตาอยู่ศูนย์กลาง มีเปลวทั้ง ๔ ทิศเป็นรูโตทะลุออกมาทุกด้าน ไฟลุกโพลงโดยรวดเร็ว เก็บพระธาตุแล้วมาติกา บังสุกุล ถวายสิ่งของตามประเพณีนิยมกัน ก่อนถวายเพลิงก็เล่นกันวันยังค่ำก็ว่าได้

    เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็เอาพระธาตุขึ้นไปบนระเบียงกุฏิ องค์ท่านถามข้าพเจ้าว่า

    “หล้าเธอจะเอาไหมอัฐิธาตุ”

    กราบเรียนว่า “เกล้าไม่เอาดอก เพราะองค์หลวงปู่ เทศน์ซ้ำๆ ซากๆ ในเรื่องพระธาตุ อยู่บ้านหนองผือก่อนสิ้นลมปราณแล้ว”

    พระอาจารย์มหา ครูบาวัน ครูบาทองคำ คุณสีหาก็ไม่เอา หมู่คณะในวัดหนองผือก็ไม่เอา เพราะต่างก็จ้องกันว่า ใครจะเคารพคำสั่งขององค์หลวงปู่เพียงไร (เพราะกัณฑ์เทศน์เรื่องแย่งกระดูกกันเป็นภาพพจน์ให้สำเหนียกเป็นเจ้าหัวใจอยู่)

    แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่อยากได้จริง เพราะนึกในใจว่า ฐานะพระธาตุขององค์หลวงปู่ไม่สมควรที่จะเอาไปใส่ย่ามตามไปในทิศทั้ง ๔ สับปนระคนกับสิ่งของอื่นๆ เราไม่มีอิทธิพลจะสร้างเจดีย์บรรจุไว้ จะเอาไปให้เป็นบาปทำไม ครั้งพุทธกาลก็มิได้มีตำนานว่าท่านองค์ใดเอาไปเป็นส่วนตัวในทิศทั้ง ๔ นอกจากจะเอาไปเที่ยวอวดคนว่าตนได้พระธาตุขององค์หลวงปู่เท่านั้น คิดดังนี้ชัดในตัวแล้วจึงไม่ได้เอา ถ้าจะเอาก็ได้เป็นกำมือ เพราะอุปัชฌาย์ของตนเปิดโอกาสพิเศษให้อยู่ เพราะองค์ท่านเป็นประมุขในสังคมนั้น

    ธรรมวินัยขององค์หลวงปู่ไม่ลี้ลับ ได้ทอดสะพานไว้ให้ลูกๆ หลานๆ จนวันสิ้นลมปราณ มีปัญหาว่าพุทธ ธรรม สงฆ์มิใช่สะพานทอง สะพานเงิน ให้จิตใจปฏิบัติเคารพบูชาดอกหรือ ตอบว่าอันนั้นเป็นของจริง เป็นของทรงอยู่ทุกๆ กาลแล้ว

    ต่อไปกล่าวเรื่องท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ประชุมสงฆ์ว่า

    “พวกฝ่ายปฏิบัติเอ๋ย วันสุดท้ายของฌาปนกิจพระอาจารย์ที่ไปจากพวกเรานี้ ต่อไปประจำปีพวกท่านจงมาประชุมกันทีนี้นะ” ดังนี้ แต่ก็ ๒ ปีแรกการประชุมก็เป็นไปอยู่ มีขอบเขตบ้างก็มีพระไปมาก ครั้นนานมาก็เบาเข้าเป็นลำดับ ทั้งนี้คงจะเป็นด้วยเหตุที่ทำบุญมหาชาติบ้าง พุทธาภิเษกบ้าง ซึ่งปีนเกลียวปฏิปทาขององค์หลวงปู่ที่ปฏิบัติมา บรรดาผู้รู้นอกรู้ในก็เลยไม่ดูดดื่ม บรรดาท่านผู้อยู่ใกล้หลบไม่ได้ก็มาแบบฝืนๆ บรรดาญาติโยมชุดเก่าที่รู้จักปฏิปทาขององค์หลวงปู่แท้ ก็พลอยเกิดสงสัยไปด้วย และสถานที่เล่าก็ไม่วิเวกเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นวิเวกบ้านวิเวกเมืองไปหมด

    ชะรอยจะเป็นด้วยเหตุนี้นี้เป็นเพียงคาดคะเนเดาด้น แต่จะอย่างไรก็ตามศาลยุติธรรมคืออนิจจังนั่งอยู่บนบัลลังก็ไม่ลงธรรมาสน์ เต็มอยู่สรรพไตรโลกายัดเยียดอยู่ ตัดสินตามมาตราอนิจจังแห่งมาตราที่ ๑ ของไตรลักษณ์ แต่เมื่อเห็นสบงแล้ว ก็ต้องเห็นจีวร ต้องเห็นสังฆาฏิ ก็ครบไตร ฉันใดก็ดี เมื่อเห็นอนิจจังแล้วก็ครบไตรลักษณ์กันดีๆ อยู่ในตัว เมื่อเห็นหนัง ก็ต้องเห็นกระดูกและเนื้อเป็นต้นด้วย ถ้าเห็นหน้าก็ต้องเห็นตา เห็นแก้มเป็นต้น

    ผู้เห็นนั้นคือใคร ใครเป็นเจ้าของผู้เห็น หรือเป็นแต่สักว่าเห็น ใครเป็นผู้รู้ว่าเป็นแต่สักว่าเห็น ใครเป็นผู้รู้ว่าเป็นแต่สักว่ารู้ ตามไปตามมาก็หยอกเงาตนเองเป็นสังขารละเอียดนัก

    ครั้นท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์สั่งคณะสงฆ์ ให้มาสังสรรค์กันวัดป่าสุทธาวาสปีละครั้ง เฉพาะฝ่ายพระธุดงค์แล้ว พระภิกษุสามเณรทั้งหลาย ผู้อยู่ไกลต่างทิศ ก็ทยอยกันลากลับสำนักของตนๆ และเตลิดไปวิเวกตามความประสงค์บ้างก็มีมาก

    ส่วนท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่มหาบัวออกจากสุทธาวาสเป็นหมวดหลัง

    ขณะที่รอทำฌาปนกิจอยู่นั้นหลวงปู่เทสก์ได้ถามว่า

    “แล้วงานศพแล้ว เธอจะไปไหน”

    กราบเรียนองค์ท่านว่า

    “องค์หลวงปู่มั่นสั่งเสียไว้ว่า ถ้าเราตายไปแล้วขอให้ท่านมหาบัวปกครองหมู่ อยู่บ้านหนองผือนี้เสียก่อน อย่าพากันแตกสานะโมไปทางอื่น เพราะชาวหนองผือจะว้าเหว่มาก แต่เกล้าก็นึกคิดอยู่สองแง่ ถ้าไม่ไปกับท่านอาจารย์มหาบัว ก็จะไปกับพระอาจารย์” ดังนี้

    องค์ท่านผู้ลึกซึ้งแล้ว ตอบว่า “ไปกับท่านมหาบัวก็ดี ไปกับผมก็ดี” ดังนี้

    ทีนี้องค์พระอาจารย์มหาบัวยังรักษาคำเดิม ที่หลวงปู่ใหญ่สั่งไว้แล้ว องค์ท่านพูดว่า “แล้วงานแล้ว ผมจะไปเที่ยวบ้านหนองบัว ตะวันตกบ้านหนองผือนั้นเอง แล้วจะเข้าจำพรรษาวัดป่าบ้านหนองผือตามคำสั่งขององค์หลวงปู่ใหญ่”

    และหลวงปู่เทสก์ก็เปิดประตูแบบเป็นกลาง องค์พระอาจารย์มหาก็เปิดประตูตามคำเดิมขององค์หลวงปู่ใหญ่สั่งเสียไว้ ข้าพเจ้าก็น้ำตาไหลต่อพระอาจารย์มหาซึ่งหน้าองค์ท่าน

    องค์ท่านตอบด้วยความจริงใจว่า

    “ถ้าท่านไปกับพระอาจารย์เทสก์แล้ว ผมก็ยินดี”

    แล้วข้าพเจ้าก็ไปกราบลาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ องค์ท่านก็กล่าวว่า

    “เจ้าก็รู้ดีในใจว่า เรานี้จะอยู่กับพระอาจารย์มหาบัวองค์ท่านก็ไม่ขัดข้อง จะอยู่กับองค์ท่านพระอาจารย์เทสก์ องค์ท่านก็ไม่ขัดข้อง เจ้ารู้ดีในภาพพจน์ของเจ้าแล้ว แต่เจ้ากำลังว้าเหว่ไม่รู้ว่าจะอยู่กับท่านผู้ใด ไปกับท่านผู้ใดแท้เวลานี้ เมื่อเหตุผลเป็นอย่างนี้ แต่ศรัทธานั้นมิได้ถอยหลังออกจากพุทธศาสนาดอก ถ้าเจ้าไปจันทบุรีกับท่านเทสก์จริง เจ้าจงไปเอามูลค่าโดยสารกับพระมหาสุพัฒน์ก่อน เป็นค่าโดยสาร เพราะไปไกล มูลค่าของข้า พระมหาสุพัฒน์เธอเป็นผู้รู้จักดี ให้เธอเบิกให้ไม่ยากดอก”

    ตกลงก็ได้ไปกับองค์หลวงปู่เทสก์ แท้จริงข้าพเจ้าก็ไม่งามอยู่ในตอนนี้ เพราะองค์หลวงปู่ใหญ่ให้อยู่ในหนองผือต่อไปสักปีก่อน ให้พระอาจารย์มหาเป็นหัวหน้า แต่มีหลวงตาทองอยู่เป็นผู้มีพรรษาเกินกว่าพระอาจารย์มหาอยู่หลายปี องค์พระอาจารย์มหาก็คงไม่สะดวกอยู่ จึงคืนไปอยู่พรรษาเดียวเท่านั้น ถ้าหากว่าข้าพเจ้าคืนไปอยู่นั้น ในปีนั้นก็จะว้าเหว่มากนัก เคยเห็นองค์หลวงปู่ประจำวันไม่เห็น เห็นแต่ที่นอน ที่นั่ง ที่จงกรมภาวนา ที่ฉัน ที่ถ่าย ที่ดื่ม ที่แสดงธรรม อดีตารมณ์สังเวชว้าเหว่เงียบเหงาจืดจางในสำนัก หนักเข้าก็จะเจ้าน้ำตาอีก

    ในสมัยนั้นยุคนั้น เมื่อหลวงปู่ใหญ่สิ้นลมปราณแล้วคล้ายกับบ้าใบ้เสียจริตพิศวงงงงวย เพราะคราวโศกก็โศกเกินงาม คราววิจารณ์ก็วิจารณ์เกินพอดี ความเกินพอดีเป็นยาเสพติด กลายเป็นนิสัยติดแก้ยากนัก สำคัญว่าตัวพอดี แต่เมื่อท่านผู้อื่นเห็นเข้า ก็ว่าเกินพอดีไป ความพอดีพองามแห่งนิสัยวาสนานี้ไม่รู้ว่าอยู่ระดับใดแท้ เป็นของไม่มีระดับจะวัดกันได้ แต่ด้านจิตใจต่ำลงคงที่หรือสูงขึ้นนั้น เป็นปัจจัตตัง จะรู้ตนเองแต่ละหัวใจแต่ละรายแล้ว
     
  13. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    มูลค่าบังสุกุลที่ข้าพเจ้าได้รับ

    สมัยนั้น มูลค่าของข้าพเจ้าที่แทะกระดูกองค์หลวงปู่บังสุกุลมี ๔๐ บาทเท่านั้น แล้วไม่เบิกสักสตางค์เลย ถวายสมทบกับโบสถ์ในวัดสุทธาวาสนั้น และหลวงปู่ใหญ่สิ้นหายใจแห่งชีวามรณกาเลในวัดก็มีมูลค่าหมดวัดนั้น ๔๐๐ บาทเท่านั้น คือสมบัติวัดป่าบ้านหนองผือ ส่วนจีวรนั้นยังเหลือผ้าประมาณ ๔ ไม้ ส่วนน้ำมันก๊าดนั้นยังอยู่ ๑๔ ปี๊บ ส่วนนมนั้นยังอยู่ ๓๐๐ กระป๋อง ผ้าและนมได้เอามาใช้ในงานฌาปนกิจ เว้นไว้แต่น้ำมันเท่านั้น ของก๊อกๆ แก๊กๆ ที่เอาไปใช้ในงานฌาปนกิจเป็นต้นว่าจอกแก้วและตะเกียงเป็นต้น เสร็จงานแล้ว องค์หลวงปู่อ่อนได้จัดส่งวัดป่าบ้านหนองผือหมดเรียบร้อย

    มีปัญหาว่าไฉนจึงได้เอาของก๊อกๆ แก๊กๆ ในวัดป่าบ้านหนองผือไปใช้ในงานศพบ้าง

    ตอบว่าสมัยนั้น ยุคนั้น วัตถุนิยมฝ่ายอามิสไม่ค่อยสมบูรณ์เพราะเงินมีราคา คณะสงฆ์จึงได้สมมุติให้เอาไปใช้ชั่วคราว สงฆ์จึงได้สมมติให้ข้าพเจ้าและครูบาทองคำคืนไปเอา ชาวบ้านหนองผือกำลังว้าเหว่คงจะเข้าใจไปทางอื่น แต่พระอาจารย์มหาบัวได้ตามไปอธิบายให้ฟังว่า ของที่เอาไปไม่ใช่ว่าจะเอาไปเป็นมรดกของวัดป่าสุทธาวาสดอก และไม่ใช่พระทองคำและพระหล้าจะเอาไปเป็นส่วนตัวและการริเริ่มจะเอาของใช้ในงานก็มิใช่พระหล้าพระทองคำริเริ่ม คณะสงฆ์ฝ่ายพระเถรานุเถระริเริ่มต่างหาก ถ้าจะใช้ให้พระองค์อื่นมาเอาก็เอาไม่ถูกเพราะไม่ใช่พระที่อยู่ในวัดป่าบ้านหนองผือมานาน ขอให้ญาติโยมอย่าพากันวิจารณ์ไปทางอื่นเลย แล้วก็หมดปัญหาไป

    บ้านแตกสาแหรกขาดพระก็ว้าเหว่ โยมก็ว้าเหว่ มองไปในทิศทั้ง ๔ ภายนอกของตาเนื้อก็ดูว่าจืดชืดหมด มองไปในทิศภายในด้านสติปัญญาก็เห็นแต่ทิศแก่ ทิศเจ็บ ทิศตาย ทิศวิโยคพลัดพราก ทิศปรารถนาไม่ได้สมหวัง ทิศอนิจจังทุกขังอนัตตา ทิศนิพพิทา ทิศวิราคะ ทิศวิมุตติ ทิศวิสุทธิ ทิศนิพพาน เป็นเข็มทิศของพระอริยเจ้าผู้ประเสริฐชี้ตัดผ่าศูนย์กลางโลกออก มิได้เป็นเข็มทิศชี้วนเวียนเหมือนเข็มทิศชาวโลกียวิสัย โลกียวิสัยเป็นเข็มทิศชี้วนเวียน โลกุตรเป็นเข็มทิศที่ชี้เดินตรงไม่เหลียวซ้ายแลขวาก็ได้ เพราะเป็นทางเตียนไม่มีสะดุดชุดตอ
     
  14. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ไปวิเวกกับหลวงปู่เทสก์

    [​IMG]


    ปรารภเรื่ององค์หลวงปู่เทสก์ต่อไป ครั้นเสร็จงานถวายพระเพลิงแล้ว องค์หลวงปู่ก็พากันไปพักวิเวกวัดป่าบ้านจอมศรี เป็นเขตอำเภอเมือง จ.สกลนครนั้นเอง ตั้งอยู่ใกล้สี่แยก แยกหนึ่งไปวัดป่าภูธรพิทักษ์ วัดป่าธาตุนาเวงก็ว่า แยกหนึ่งไป จ.นครพนม แยกหนึ่ง จ.อุดรฯ แยกหนึ่งไปในเมืองสกล มีพระ ๕ รูปด้วยกันนับทั้งองค์หลวงปู่ ตั้งหน้าทำความเพียรไม่มีกลางวันกลางคืนเพราะเห็นว่าเป็นยุคที่ธุระว่างบ้างแล้ว ได้ความภาวนาประการใด กราบเรียนองค์หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่เทสก์ก็เป็นผู้มีปัญญามาก เมื่อท่านผู้ใดติดอยู่ในสมาธิล้วนๆ ก็ยุใส่สมาธิล้วนๆ เมื่อท่านผู้ใดติดอยู่ในอุปจารสมาธิสัมปยุตด้วยนิมิตต่างๆ ก็ยุใส่ เมื่อท่านผู้ใดติดอยู่ในวิปัสสนาปัญญาล้วนๆ ก็ยุใส่วิปัสสนาปัญญาล้วนๆ แต่เมื่อมันเลยเถิดก็ดีองค์ท่านก็มีอุบายแก้ให้เยือกเย็นทรงเหตุผลมาก องค์ท่านกล่าวว่า

    พวกเราทำเพื่อเป็นเครื่องชำนาญด้วย ทำเป็นเครื่องหลุดเป็นเครื่องพ้นด้วย ไม่เหมือนพระอรหันต์ พระอรหันต์นั้นทำเป็นเครื่องทรงอยู่ของขันธวิบากชั่วคราว แต่ไม่มีความยึดมั่นถือมันติดอยู่โดยถ่ายเดียว เพราะได้รู้เท่าทันเทียมถึงเหนือกว่านี้ไปแล้ว จึงเป็นเรื่องของขันธวิบากและจริยวัตรสืบประเพณีโต้งๆ โดยมิได้มีกิเลสคือผู้หลงๆ มาสิงเจือปนอยู่ เรียกหยาบๆ ว่าใช้ดอกเบี้ยของทรัพย์ประจำวันคืนแบบไม่เดือดร้อนว่าต้นทุนจะหายไปไหน และไม่กลัวว่าโจรจะมาจี้ปล้นไปไหน อำนาจเหนือแล้ว

    ครั้นพักอยู่วัดป่าบ้านจอมศรีอยู่ประมาณเกือบเดือน หลวงปู่เทสก์เตรียมตัวจะพาไปวัดป่าเขาน้อย ท่าแฉลบ ริมทะเล จ.จันทบุรี เพราะเป็นที่ขององค์ท่านจำพรรษาผ่านมาในปีที่แล้วนี้ แล้วต้องไปต่อรถไฟที่ จ.อุดรฯ เข้ากรุงเทพฯ ก่อน โยมบัวแถว นายเขียน ก็จัดส่งขึ้นรถ ขึ้นรถยนต์ สกลนคร-อุดรฯ พอถึงอุดรฯ ก็ไปพักค้างอยู่วัดทิพยรัตน์ วัดนั้นเป็นวัดที่โยมทิพยรัตน์สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ หลังวัดโพธิสมภรณ์นิดหน่อย

    ความจริงองค์หลวงปู่เทสก์จะเสียค่าโดยสารรถไฟให้พระที่ไปด้วยหมด เพราะโยมทาง จ.สกลนคร เขาทราบว่าพระจะไปจันทบุรีกับองค์หลวงปู่หลายองค์ เขาก็ถวายมูลค่าไว้จนพอ ข้าพเจ้านึกไปมาอยู่หลายรอบก็ได้ความว่า เราควรจะแบ่งเบาค่าโดยสารขององค์หลวงปู่เทสก์บ้าง เพราะมีทางจะแบ่งเบาได้อยู่คือ สมัยนั้นยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม รถไฟสายใดก็ตามขบวนใดก็ตาม ต้องมีตู้พิเศษหนึ่งตู้เป็นตู้ชั้นสองสำหรับให้พระไปฟรีมาฟรี แต่พระผู้จะขึ้นต้องมีใบรับรองจากเจ้าคณะจังหวัด ฝ่ายพระต้นทางของจังหวัดนั้นๆ ก่อน ประทับตราพร้อม

    ข้าพเจ้าจึงไปกราบเรียนขอใบสุทธิขององค์หลวงปู่เทสก์พร้อมทั้ง ๕ องค์โดยรวดเร็ว ไปวัดโพธิสมภรณ์ให้มหาสุพัฒน์ทำใบเดินทางให้คนละใบ ปลายทางลงกรุงเทพฯ เพราะมหาสุพัฒน์ก็เป็นหลานข้าพเจ้า เป็นเลขาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ฝ่ายท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ยังค้างอยู่สกลนครยังไม่กลับ พอได้ใบเดินทางแล้วก็รีบกลับวัดทิพยรัตน์ ไปกลับด้วยรถสามล้อ สมัยนั้นเขาเรียกรถสามล้อว่าแท็กซี่ ทักซี่ก็ว่า มาสมัยนี้เรียกสามล้อคำเดียว เพราะสมัยเรียกว่าเวลาชั่วคราวของกาลนั้นๆ และในวันนั้นเอง หกโมงเย็นได้ขึ้นรถไฟด่วนจากอุดรฯ ถึงกรุงเทพฯ
     
  15. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    หลวงปู่เทสก์รับนิมนต์ไปปักษ์ใต้

    [​IMG]
    หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้นำพาครูบาอาจารย์ไปเผยแผ่ธรรมสายกรรมฐาน
    เพื่อโปรดศรัทธาญาติโยมทางภาคใต้ ใน จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ เมื่อปี ๒๔๙๓



    เมื่อถึงกรุงเทพฯ แล้วก็ไปพักวัดบรมนิวาส มีพระเปรียญอีสานอยู่ทั้งหมด พักกุฏิสระเต่ากับคุณบุญเหลือ รู้จักกันดี เพราะแกเคยเป็นเณรปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่เทสก์ แกพาไปเที่ยวเต็มวันอยู่ ๒ วัน ขึ้นรถราง ต้องยอมตามหลังแก แกพาขึ้นก็ขึ้น แกพาลงก็ลง เพราะเราไม่รู้จักที่ขึ้นลง แกไม่พาไปแต่สวนสัตว์ แกว่ามันไม่เหมาะสมกับเพศพวกเรา แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ลืมตัว คิดในใจว่ามนุษย์ที่เที่ยวอยู่ในสงสารนี้ยัดเยียดกันในประเทศหนึ่งๆ ก็พระนครหลวงหนอ เสมอภาคกันในด้านแก่ เจ็บ ตาย วิโยคพลัดพราก ส่วนทำดีทำชั่วนั้นมีระดับต่างกันตามกรรมและผลของกรรมจำแนก แต่ที่สุดทุกข์โดยชอบก็พระนิพพานแห่งเดียวกัน ผิดแต่ผู้ถึงก่อนและหลังเท่านั้นหนอ ได้ปลงธรรมไว้อย่างนี้เสมอๆ

    ครั้นพักอยู่วัดบรมนิวาสนั้นประมาณ ๖-๗ วันแล้วก็มีพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต ได้มาพบหลวงปู่เทสก์ แล้วนิมนต์วิงวอนให้องค์หลวงปู่เทสก์ไปเที่ยวทางปักษ์ใต้ ลองดูพร้อมทั้งลูกศิษย์ องค์หลวงปู่ตอบว่า

    “จะไปหมดไม่ได้ พวกเราต้องไปสืบทวนดู แล้วถ้าหากว่าสะดวกในการปฏิบัติ จึงจัดให้ทูตมาตามเอาพวกนี้ภายหลัง แต่ให้พวกนี้ไปพักรอคอยอยู่วัดป่าที่ท่าแฉลบที่ผมเคยจำพรรษาติดๆ กันมาได้ ๒ ปีแล้ว ที่จังหวัดจันทบุรี ให้คุณจันทร์โสมพาพระเหล่านี้ไป เพราะเคยอยู่กับผมในที่นั้นแล้ว เดี๋ยวนี้วัดไม่มีพระแล้ว เมื่อตกลงกันดีแล้วก็แยกออกเป็น ๒ พวก พวกจะไปจันทบุรีก็ต้องเตรียมตัวในวันนี้ บ่าย ๔ โมงเย็นไปลงเรือปากพนังที่ท่าสวัสดี ส่วนผม กับท่านมหาปิ่น กับคุณเกษม จะไปขึ้นรถไฟสถานีบางกอกน้อย”

    พอได้เวลาก็กราบลาไป ใจว้าเหว่ไม่ดูดดื่มไม่เพลิน เพราะองค์หลวงปู่เทสก์ไปทางหนึ่งแล้วขาดความอบอุ่น ทั้งคิดถึงพระอาจารย์มหาบัวทางสกลนคร อีกใจหนึ่งก็นึกถึงหลวงปู่ใหญ่ที่สิ้นลมไปอยู่ ยังไม่นานวัน สามกระทงสามด้าน เจอเข้ามาละ

    ทางวัดเอารถยนต์ไปส่งถึงท่าสวัสดี เรือปากพนังจอดอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ค่าโดยสารองค์ละ ๒๕ บาท ห้าองค์ด้วยกัน ขี่เรือเล็กไปจอดเรือใหญ่อีกต่อหนึ่ง มีคนที่อยู่ในเรือนั้นประมาณ ๑๐๐ คน เป็นเรือบรรทุกข้าวสาร พอหกโมงเย็นหรือก็เปิดหวูดออกตรงไปปากอ่าวทะเล

    ไม่ไว้ใจในชีวิตหนักเข้าเพราะเกรงเรือจะเป็นอันตราย มีปัญหาในใจถามตนว่า ถ้าเรือจมลง เราถึงแก่ความตาย เราจะไปเกิดที่ไหนเล่า ตอบตนว่าจะไปเกิดที่ไหนก็ตาม หรือไม่ไปเกิดที่ไหนก็ตามขอให้ภาวนาตายคากันก็แล้วกัน ตายไม่ภาวนาเรียกตายไม่เป็น ตายเป็นเรียกว่าตายพร้อมภาวนา ต้องภาวนาไตรลักษณ์ตาย แล้วพลิกใจว่าไม่มีผู้ตาย สังขารธรรมแปรดับต่างหาก ธรรมฝ่ายไม่เกิดไม่ตายมีอยู่ทรงอยู่
     
  16. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ท่าแฉลบ จันทบุรี

    ครั้นถึงวันใหม่บ่ายประมาณ ๔ โมงเย็น เรือก็ถึงท่าแฉลบ จ.จันทบุรี ก็ลงเรือไปวัดป่าท่าแฉลบ พักที่นั้น เป็นเดือนเมษายน ๒๔๙๓ อากาศริมทะเลโปร่งมาก แต่ก็ยุงมาก

    พักทำความเพียรอยู่ ไม่มีกลางวันกลางคืน วันหนึ่งตั้งใจเดินจงกรม ๕ โมงเย็นจนตลอดรุ่งเช้า ถึงยามไปบิณฑบาตจึงหยุด ไปบิณฑบาตตั้งสติไว้กับขาก้าวไปมา พร้อมทั้งพิจารณาธรรม รู้พร้อมกัน ไม่มีอันใดก่อนอันใดหลังกับกายที่เคลื่อนไหว ก้าวสั้นยาวหรือซ้ายขวา ขาขวาหรือซ้ายกำลังเหยียบหิน หรือกำลังก้าวอยู่ รู้ทันกันไม่ถือเป็นของยาก

    และได้ไปวิเวกที่อ่าวหมู อ่าวยาง อันเป็น อ.แหลมสิงห์ เดินไปด้วยฝีเท้าบ้าง ลงเรือแจวบ้าง ไป ๓ องค์ด้วยกัน และได้เดินด้วยฝีเท้าไปวิเวกอำเภอขลุงกับท่านพูล ๒ องค์ ได้ไปพักอยู่วัดขลุงอันเป็นวัดป่าที่ท่านอาจารย์วิริยังค์สร้างขึ้น องค์ท่านก็อยู่ที่นั้นด้วย วัดกงสีไร่ก็ไปพัก เเต่มิได้นอนแรม เพราะเห็นว่าทึบมาก แล้วกลับด้วยฝีเท้าถึงวัดป่าทรายงาม อ.เมืองจันทบุรี พักอยู่กับท่านอาจารย์แบนและอาจารย์สัน ท่านอาจารย์แบนก็ดี ท่านอาจารย์สันก็ดีเป็นพระที่โอบอ้อมอารีกว้างขวางมาก

    วัดเหล่านี้ สมัยนั้นวิเวกวังเวงทั้งนั้น ท่านถวิลได้พาไปเที่ยวบ้านโป่งแรด บ้านคมบาง วัดคลองกุ้ง วัดป่าเนินเขาแก้ว วนไปวนมากันอยู่ตามแถบนั้น แล้วเข้าจอดวัดป่าท่าแฉลบตามเดิม

    พักอยู่จันทบุรีประมาณ ๓ เดือน เวลาก็ล่วงไปเป็นเดือนมิถุนายน เวลา ๕ โมงเย็นวันหนึ่ง ได้กำลังเดินจงกรมอยู่ ทิดอโณทัย เจ้าของบริษัทเดินรถจันทบุรีพาณิชย์สายกรุงเทพฯ ได้ยื่นจดหมายด่วนให้ ได้ฉีกอ่านในขณะนั้น เนื้อความในจดหมายว่า

    “คุณจันทร์โสม คุณหล้า คุณอรุณ คุณพูล ที่คิดถึง

    เดี๋ยวนี้ผมพักอยู่ที่วัดป่า อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอให้พวกท่านรีบเดินทางมากรุงเทพฯ มาพักวัดบรมนิวาส ขอให้มาพร้อมขบวนรถทิดอโณทัย บริษัทจันทบุรีพาณิชย์ เจ้าของรถเขารู้จักความหมายแล้ว และเมื่อพักรออยู่วัดบรมนิวาสนั้น ท่านมหาปิ่นจะไปรับเอาพวกคุณที่นั้นด้วยความคิดถึง

    เทสก์ เทสรังสี, ปิ่น ชลิโต ป.

    แล้วก็รีบแต่งของในขณะนั้น เพื่อจะไปนอนค้างที่วัดป่าคลองกุ้งใกล้เมือง ได้รีบไปสั่งเสียโยมกลุ้ยและโยมออ ท่าแฉลบ เพราะเขาเป็นผู้ใกล้ชิดวัดป่าท่าแฉลบ แล้วจัดรถคันหนึ่งส่งถึงวัดป่าคลองกุ้ง ทิดอโณทัยก็กลับมาพร้อมกัน

    ทิดอโณทัยนัดหมายว่าตี ๔ ในคืนนี้ ให้ครูบาอาจารย์ไปรอรถที่หน้าวัดครับ แล้วแกก็กลับบ้านแกในเมือง

    แล้วพากันไปกราบพระครูมงคลที่เป็นเจ้าอาวาส ลาล่วงหน้าไว้ในตอนตี ๔ องค์ท่านจัดให้พักรวมกุฏิเดียวกัน

    อนิจจาเอ๋ย ในคืนนั้นเองข้าพเจ้านอนไม่หลับเลย เพราะนิสัยแก้ยาก ถ้าจะไปไหนด่วนๆ แล้วนอนไม่หลับเลย

    พอถึงตี ๔ ก็พอดีรีบไปขึ้นรถที่หน้าวัด รถคันนั้นก็ออกตี ๔ กว่าประมาณ ๓๐ นาที พอถึง จ.ระยองรถก็จอดฉันเช้า แต่เกือบเที่ยงแล้ว ฉันอาหารด่วนๆ ตามถ้วยชามประมาณ ๑๐ คำเท่านั้น รถคันนั้นบรรจุคนโดยสารได้ประมาณ ๖๐ คน

    พอจะใกล้อำเภอสัตหีบ หม้อน้ำก็รั่ววิ่งไปไม่นานก็ได้เติมน้ำ เจ้าของรถเขาบ่นว่า “เออ รถคันนี้เขายอว่าวิ่งเร็ว กูก็ได้หน้าเพราะมึง เวลานี้กูก็เสียหน้าเพราะมึง”

    พอถึงกรุงเทพฯ ก็มืด เข้าทางศาลาแดง เขาเข็นรถไปจากศาลาแดง จนกว่าจะถึงบริษัทจันทบุรีพาณิชย์ก็กินเวลานาน เขาถือเป็นของสนุกทั้งเข็นไปทั้งกล่าวว่า จันทบุรีเข็นส่ง มิใช่ขนส่ง พอถึงแล้ว ตำรวจตามส่งเพราะเกรงไม่ปลอดภัย เขาเอารถเก๋งตามส่งวัดบรมนิวาส

    ถึงวัดบรมนิวาสประมาณ ๒ ทุ่ม แล้วก็พักกุฏิหลังสระเต่าตามเคย

    โอ้อนิจจาเอ๋ย เขียนประวัติทุกข์ของตนก็ยืดยาวนักแท้ๆ ไม่มีจบสิ้นได้ เพียงในชาติหนึ่งๆ ก็อเนกปริยายแล้วหนอ ขอเข็ดหลาบในเรื่องชาติๆ ภพๆ เพียงนี้เทอญ อย่าได้มีภพอย่าได้มีชาติต่อไปในข้างหน้าเทอญ ปฏิบัติน้อยขอให้กลาย ปฏิบัติหลายขอให้พ้น อย่าได้มาท่องเที่ยวในสงสารอีกเถิด พืชกิเลสมีเท่าใด ขอให้พระปัญญาเผาผลาญไหม้หมดไป วิมุตติญาณทัสนะจงปรากฏอยู่ทุกขณะลมปราณ และทุกขณะใจ ถวายชีวันกตัญญูต่อพระนิพพานอยู่ทุกขณะใจ ไม่มีเจตนาอื่นจะมาเป็นเจ้าของหัวใจผูกขาดได้ ไล่หนีทันทีทีเดียว เจตนาย่อมเป็นยาโอสถสำคัญมาก
     
  17. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    พบหลวงปู่เทสก์อีก

    ครั้นพักอยู่วัดบรมนิวาสคืนแรก ตื่นเช้าไหว้พระภาวนาแล้วได้เวลาไปบิณฑบาต ฉันเสร็จแล้วประมาณ ๕ โมงเช้า พระอาจารย์มหาปิ่นก็มาเจอในที่นั้นก็เตรียมเดินทางไปวัดป่า อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช แต่การไปคราวนี้ได้ยืมมูลค่าจากวัดบรมนิวาส ๙๐๐ บาท เพราะการโดยสารรถไฟฟรีได้ยกเลิกกันทั่วประเทศแล้ว

    พอถึงวันใหม่ได้เวลาก็ไปขึ้นรถไฟด่วนสถานีบางกอกน้อย ออกจากสถานีบางกอกน้อยเป็นเวลา ๕ โมงเช้า ถึงจังหวัดสุราษฎร์ฯ ก็ ๖ โมงเช้า ก็ลงรถไปบิณฑบาตฉัน รถไฟก็ไปจอดที่นั้นเพราะข้ามแม่น้ำตาปีไม่ได้ สะพานถูกทำลายสมัยสงครามญี่ปุ่นกับอังกฤษ

    ฉันเช้าเสร็จแล้วก็ข้ามเรือไปต่อรถไฟฟากฝั่งโน้น ไปถึงวัดป่าร่อนพิบูลย์ประมาณบ่าย ๒ กว่าๆ แล้วพักอยู่ที่วัดป่าร่อนพิบูลย์นั้นหลายคืน เห็นอักษรที่หน้ากุฏิว่า สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา รัชกาลที่ ๕ มีกุฏิอยู่หลายๆ หลังพอควร มีพระอยู่นั้นองค์เดียว อากาศเย็น มีน้ำตกจากเขา ข้างทางรถไฟ

    ทิศตะวันออกไม่ไกลพอ ๓ เส้น มีรอยพระบาทสร้างจำลองแต่รัชกาลที่ ๕ พร้อมวัด เห็นแล้วก็รู้สึกสลดสังเวช รักเคารพในใจว่า พระวงศ์พระตระกูลของสมเด็จพระบรมราชาและสมเด็จพระบรมราชินีนาถนี้ ไม่ว่าจะยุคใดๆ ก็ดี ย่อมทรงเคารพรักพระพุทธศาสนาอยู่ เป็นเยี่ยงอย่างอันเลิศของประชาชนชาวพุทธ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแต่ครั้งพุทธกาล เป็นพระหัตถ์ข้างขวาของพระพุทธศาสนาอย่างประเสริฐแท้ๆ แลหนอ

    เล่าเรื่ององค์หลวงปู่เทสก์ต่อไป ขณะที่ไปถึงร่อนพิบูลย์แล้ว หลวงปู่เทสก์มิได้อยู่นั้น องค์ท่านไปพักอยู่วัดพิศาล จากร่อนพิบูลย์ไปทางทิศใต้ประมาณหนึ่งกิโลเมตร โดยคาดคะเนประมาณดู

    ตื่นเช้าบิณฑบาตฉันเสร็จก็พากันจัดแจงบริขาร แล้วเดินไปถึงวัดที่องค์ท่านพักอยู่ แล้วพบพระอาจารย์คำผายและพระอาจารย์พรหมาอยู่ที่นั้น กำลังจับเส้นถวายอยู่ พระอาจารย์คำผายและพระอาจารย์พรหมานี้ได้ลงไปทางปักษ์ใต้แต่หลายปีแล้ว เป็นพระภาคอีสานทั้งนั้น

    พอข้าพเจ้ากราบหลวงปู่เทสก์ครั้งที่หนึ่งแล้วเกิดสลดสังเวชในใจว่า เราพลัดพรากจากพระเถระผู้ใหญ่ภาคอีสานแล้วลงมาทางนี้อีก ก็ได้พลัดพรากอีก เป็นเวลาเกือบ ๓ เดือนหนอ เพิ่งได้มาพบขณะนี้แลหนอ เต็มตื้นเข้าแล้ว น้ำตาก็ไหลอาบแก้มเลย องค์หลวงปู่เทสก์หัวเราะแล้วทายใจออกมาว่า

    “คนเคยได้อยู่กับพระผู้ใหญ่ฝ่ายปฏิบัติ เมื่อพรากไปไม่เห็นนาน พอเห็นเข้าก็สลดใจ”

    องค์ท่านทายถูกไม่มีผิดเลยแม้แต่น้อย แล้วก็พักอยู่นั้นคืนหนึ่ง ตื่นเช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ องค์ท่านก็พาหมู่กลับมาพักวัดป่าร่อนพิบูลย์ต่อไป

    ครั้นพักอยู่ ๒-๓ วัน องค์ท่านกับท่านอาจารย์มหาปิ่นและคุณเกษมก็ข้ามทะเลไปภูเก็ต เพื่อไปสืบดูที่จำพรรษา เพราะเป็นเดือนมิถุนายนแล้ว แล้วปล่อยให้ ๕ องค์นี้พักอยู่ร่อนพิบูลย์ไปพลางก่อน มีท่านอาจารย์จันทร์โสมเป็นหัวหน้า อนิจจา สังขารา ทุกขา

    อีก ๔-๕ วันก็ได้รับโทรเลขด่วนว่า “ให้โดยสารรถไฟไปลงที่อำเภอกันตัง จ.ตรัง ไปพักที่สถานบำเพ็ญบุญ รอขึ้นเรือที่ท่าเรือ”

    พอถึงวันหลัง เวลาบ่ายประมาณ ๒ โมงกว่า โยม อ.ร่อนพิบูลย์ ก็ส่งขึ้นรถไฟกลับ อ.ทุ่งสง แล้วจากทุ่งสงตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพราะรถไฟขบวนนี้ขึ้นมาจากทางสงขลา ถึงทุ่งสงแล้วเลี้ยวซ้ายหักคืนไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ แล้วไปจอดที่ปลายทางท่าเรืออำเภอกันตังฝั่งมหาสมุทรอินเดีย พอไปถึงแล้วก็ไปพักนอนแรมอยู่ที่ป่าจากสถานที่ทำบุญ ตื่นเช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ ก็ได้รับจดหมายอีก ๒ ฉบับเป็นจดหมายที่ไม่ปิดซอง เนื้อความในจดหมายว่า ขอให้คุณหล้าเอาจดหมายฉบับนี้ ส่งที่อำเภอกันตังด้วยตนเอง แล้วตอนเย็นรอลงเรือไปภูเก็ต แล้วให้พากันไปพักวัดจีน แล้วรออยู่นั้น ตอนบ่ายจะมีรถมารับไปโคกกลอย จ.พังงา (ส่วนการฉันนั้น โยมเขาจะมาเลี้ยงที่วัดจีนนั้น)

    แล้วก็รีบไปส่งจดหมายที่อำเภอเพราะไม่ไกลจากที่พัก ไปองค์เดียว พอขึ้นไปถึงที่ว่าการอำเภอ เจ้าขุนมูลนายอำเภอนี้แปลกมาก พากันลุกยืนขึ้นยกมือประนมพร้อมกันหมด เราก็บอกว่า “เป็นสุขๆ” แล้วยื่น จ.ม.ให้ เขารีบอ่านในที่ประชุมนั้นว่า

    ที่พักโคกกลอย จ.พังงา

    วันที่... เดือน... พ.ศ. ...

    เจริญพร คณะกรรมการอำเภอนี้ทุกท่านที่นับถือไว้ในพุทธศาสนาตลอดกาลนาน ขอรบกวนวิงวอนว่าให้นายโพธิ์ เดชผล ศุลกากร ส่งพระธุดงค์ที่พักรออยู่สถานที่ทำบุญลงเรือถึงภูเก็ตให้โดยด่วนด้วย หวังว่าคงไม่ขัดข้อง และก็คงเป็นบุญอยู่มิน้อยเลยด้วยความนับถือ

    พระมหาปิ่น ชลิโต

    แล้วก็ลาเขากลับที่พัก พอบ่าย ๔ โมงก็มีผู้มาบอกว่า ขอนิมนต์เตรียมตัวไปท่าเรือเพื่อลงเรือ แต่เรือนั้นจะออก ๖ โมงเย็นก็จำได้ไปคอยก่อนเพราะจะสะดวกที่นั่ง

    [​IMG]
    พระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต
     
  18. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    ภูเก็ต-พังงา

    ครั้นได้เวลา ๖ โมงเย็นแล้วเรือก็ออก คนที่อยู่ในเรือนั้นประมาณ ๒๐๐ คน เรือตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นฤดูที่มีคลื่นจัด เป็นเดือนมิถุนายนข้างแรม ตั้งใจภาวนาไม่หยุดไม่หย่อน เพราะเสี่ยงชีวิตหนักเข้า เราอยู่สำนักธรรมดาก็เสี่ยงชีวิตประจำวันอยู่ทุกลมปราณแล้ว ไฉนจะไว้ใจในชีวิตได้ คลื่นมาแต่ละลูกละลูก ก็เกือบเท่าภูเขาเสียแล้ว เรือกระโดดคลื่นเป็นระยะๆ เรือผินหน้าสู้คลื่น เพราะลมพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ คลื่นก็ต้องมาตามลม จะผินข้างเรือให้สู้คลื่น เรือก็ต้องจม

    ถ้าพิจารณาน้อมเข้าหาธรรมแล้ว นั้นยังเป็นคลื่นภายนอกอยู่ คลื่นภายในคือ โลภ โกรธ หลงเป็นคลื่นที่กระทบกระเทือนอยู่ในขันธสันดานจนเคยชิน ผู้มีกิเลสมากก็คลื่นมาก ผู้มีกิเลสเบาก็คลื่นเบา ผู้ไม่มีกิเลสเลยคลื่นก็ไม่มีเลย เรือคือใจก็มิได้โอนเอียงไปทางใด แต่เป็นของพูดง่ายทำได้ยาก เพราะช่างลงมือทำเป็นของยาก ช่างปากทำ เป็นของทำได้ง่าย ยากกับง่ายก็ขึ้นอยู่กับผู้ชอบและผู้ไม่ชอบ

    ครั้นเรือจอดที่ท่าภูเก็ตแล้วก็เดินไปวัดจีน ไกลจากท่าเรือประมาณ ๑๕ เส้น ญาติโยมมาใส่บาตรที่นั้นเป็นเวลาประมาณ ๕ โมงเช้า พระจีนอยู่ที่นี้องค์เดียว ๕ พรรษา นุ่งกางเกงขากว้างยาว แกทักทายปราศรัยดี แกฉันเจ

    ครั้นฉันเสร็จแล้วพระจีนก็พาเข้าไปชมที่กุฏิวิหาร มีรูปพระกัจจายนะเหมือนกัน

    แกถามว่า “พูดภาษาจีงเป็งไหม”

    ตอบว่า “ไม่เป็ง”

    พอเวลาบ่าย ๒ กว่าๆ รถพังงาก็มารับ รถวิ่งไปประมาณ ๔๐ กิโลเมตรก็ข้ามน้ำอีก ข้ามเรือ เขาเรียกว่าท่าฉัตรไชย ไปถึงฝั่งนั้นเขาเรียกว่าท่านุ่น เป็นเขต จ.พังงา อ.ตะกั่วทุ่ง ขึ้นรถยนต์ต่อไปอีกประมาณ ๓๐ กิโลเมตรก็ถึงสี่แยกโคกกลอย คือแยกหนึ่งไปภูเก็ต แยกหนึ่งไปตะกั่วป่า แยกหนึ่งไป จ.พังงา แยกเล็กๆ ไปทะเล แล้วทำวัดป่าขึ้นที่นากลางใกล้โคกกลอยนั้น เป็นดินราบ ไปบิณฑบาตได้สองทางคือไปทางโคกกลอยทางหนึ่งไปทางนากลางทางหนึ่ง
     
  19. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    พรรษา ๖ จำพรรษาโคกกลอย

    ในปีนั้นญาติโยมทาง จ.พังงา จัดวัดขึ้นด่วนๆ ได้ ๔ สำนัก เพราะก็จวนแจจะเข้าพรรษาแล้ว สำนักกระโสมให้ท่านอาจารย์มหาปิ่นเป็นหัวหน้า สำนัก อ.ท้ายเหมือง ให้พระอาจารย์จันทร์โสมเป็นหัวหน้า สำนักกาไหลให้อาจารย์สามเป็นหัวหน้า สำนักโคกกลอยนากลาง องค์หลวงปู่เทสก์เป็นหัวหน้า

    พระอาจารย์มหาปิ่นมาขอข้าพเจ้าไปอยู่ด้วย แต่องค์หลวงปู่เทสก์ไม่ยอมให้ เพราะมีเหตุผลว่า “คุณหล้าเคยได้อยู่กับพระผู้ใหญ่มานานปี กำลังว้าเหว่ จงให้อยู่กับผมไปก่อน คุณอรุณก็เช่นกัน” มีคุณเพชร พระ จ.ชุมพร อ.หลังสวนไปด้วยอีกองค์ คุณเกษมก็อยู่ด้วยกัน เหลือนอกนั้นก็แล้วแต่เห็นสมควร คืออาจารย์พรหมา อาจารย์คำผาย และยังมีหลวงพ่อคำพัน มีลูกศิษย์ไปอีก ๕ รูป ท่านเที่ยวอยู่ตามแถบนั้นก็เข้ามารวมกัน แยกกันอยู่

    ความอลเวงของญาติโยมและฝ่ายมหานิกายกระทบกระเทือนกันทางวาจาขึ้นเป็นธรรมดา เพราะภูเก็ตพังงาไม่เคยมีธรรมยุต แต่ผลสุดท้ายก็ลงเอยอยู่กับกรรมและผลของกรรม ของใครของมันตามธรรมชาติของธรรม ไม่มีศาลใดๆ จะมาตัดสินให้ใครแพ้ใครชนะได้ในโลก ไม่ว่าโลกยุคไหนๆ บุคคลผู้ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมแล้วมักจะถือแพ้ถือชนะภายนอกเสมอ ด้านจิตใจก็เข้าหาพระพุทธศาสนาไม่ถึงความจริงได้ มักจะสุกเอาเผากิน ทั้งคว่ำทั้งหงาย เพราะไม่กลัวเจอก้างและมักจะทำชั่วในที่ลับและที่แจ้ง

    ผู้เชื่อกรรมและผลของกรรมลงได้สนิทผู้นั้นจะไม่ทำความชั่วในที่ลับและที่แจ้ง แม้จะทำความดีก็ไม่ทำเพื่อจะอวดจะอ้างใครๆ ทั้งนั้น ย่อมทำความดีได้สนิททั้งที่ลับและที่แจ้ง เรียกว่าสุปฏิปันโน คือปฏิบัติดีปฏิบัติตรง พอได้ข้ามปุถุชนคนหนาไปแล้วด้วยปัญญาอันรู้ทางเดินตรง ไม่แวะซ้ายไม่แวะขวาเลย ไม่สุ่มเดา

    ครั้นจำพรรษาในโคกกลอย กลางพรรษานั้น ได้เคารพรักปฏิปทาที่หลวงปู่มั่นพาทำมา มีธุดงควัตรเป็นต้น ก็เกิดปัญหากับผู้ต้องการจะลดหย่อนบ้าง แต่องค์หลวงปู่เทสก์ องค์ท่านเทศน์บ่อยๆ ว่า

    “พากันตั้งใจปฏิบัติอย่าลืมตัว ธรรมวินัยเป็นของเก่า มิใช่ของใหม่เลย”

    ข้าพเจ้าเห็นดีด้วย ถ้าเปลี่ยนตามยุค ตามสมัย ตามกาลเทศะไปหมดทุกอัน ไม่มีขอบเขต ก็จะไม่มีข้อวัตรปฏิบัติอันใดจะเหลืออยู่ พรรคทางกิเลส เป็นพรรคมีเสียงมาก พาดึงจิตใจให้ระอาและหย่อนลงได้ง่าย เราขึงสายระเดียงตากผ้าก็ว่าตึงจนหมดกำลัง แต่เมื่อถูกแดดมา พร้อมทั้งตากผ้าพาด ก็หย่อนลงจนลากดิน ฉันใดก็ดีเมื่อปัจจัย ๔ บริบูรณ์มาบ้าง ข้อวัตรปฏิบัติก็หย่อนลงไปทีละเล็กทีละน้อย เมื่อปัจจัยไม่บริบูรณ์บ้างก็คอยแต่จะระอาอีก เมื่อผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ไม่มีเจตนาเพื่อพ้นทุกข์ในสงสารแล้ว นโยบายที่เป็นไปในมโนภาพ ย่อมปีนเกลียวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ย่อมเป็นเจ้าเล่ห์เจ้ากลมายาอยู่นั้นเองทีเดียว
     
  20. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,528
    หลวงปู่มั่นในนิมิต

    วันหนึ่งประมาณเวลา ๖ ทุ่ม สนใจในข้อวัตรของหลวงปู่มั่นในยุคบ้านหนองผือ สกลนคร ไม่อยากให้หลุดไปสักอันเลย แล้วก็พิจารณาสังขารสูญจากสัตว์จากบุคคลในเงื่อน ๒ พร้อมกับลมออกเข้าว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ติดต่ออยู่ไม่ขาดวรรคไม่ขาดตอนเงียบลงไป ได้ปรากฏ (นิมิต) เห็นองค์หลวงปู่มั่นมายืนบรรจง ห่มผ้าเฉวียงบ่า เอามือซ้ายหย่อนเหยียดลงใต้ท้อง เอามือขวาเหยียดลงประทับมือซ้าย ทอดจักษุลงพอชั่วแอก สะพายย่ามทางขวา เป็นย่ามใหม่ มีสิ่งของอยู่ในย่ามด้วย เพราะย่ามพองๆ อยู่ ท่าทางยืนจงกรมและท่าทางปลงธรรมสังเวชอีก ผินหน้ามาทางทิศใต้ ยืนอยู่ดินราบๆ ห่างจากกุฏิข้าพเจ้ามาทางทิศใต้ประมาณ ๕ วา ห่างจากกุฏิหลวงปู่เทสก์ไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๒ วา ผินหน้ามาทางกุฏิหลวงปู่เทสก์

    ใน (นิมิต) เวลานั้นข้าพเจ้าอยู่ที่กุฏิหลวงปู่เทสก์ ทำกิจธุระอันใดอันหนึ่งอยู่ และหลวงปู่เทสก์ก็อยู่ในกุฏิของท่าน แต่กุฏินั้นมิได้กั้น โล่งโถงอยู่ พอข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นองค์หลวงปู่มั่นยืนในมรรยาทปลงธรรมสังเวช จิตใจก็เกิดปีติยินดีว่า อ้า องค์หลวงปู่ยืนผินหน้ามาใส่ เรียบมาก งดงามมาก นึกในใจได้โดยเร็วว่า เราต้องเหาะคุกเข่าพร้อมทั้งประนมมือไป ให้สูงประมาณบั้นเอว แล้วค่อยพยุงปลงลงต่อหน้า ใกล้ฝ่าเท้าองค์หลวงปู่ พร้อมทั้งประนมมืออยู่เป็นนิจ นึกอย่างนี้ได้รวดเร็ว แล้วก็เหาะ พร้อมทั้งคุกเข่า พร้อมทั้งประนมมือไปโดยรวดเร็ว แต่พอใกล้องค์หลวงปู่ประมาณ ๑ ศอกก็ค่อยพยุงเข่าลงจรดพื้นดินพร้อมทั้งแหงนคอขึ้นแลหน้าองค์หลวงปู่ แม้น้ำตาไหลออกด้วยซ้ำ

    องค์หลวงปู่ถามว่า “ท่านจะเปลี่ยนย่ามไหม”

    เรียนองค์ท่านว่า “ไม่เปลี่ยนดอก ข้าน้อย เพราะย่ามอันใช้อยู่เดี๋ยวนี้ก็เป็นของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ให้”

    แล้วองค์ท่านถามอีกเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “เอาย่าม” พร้อมทั้งเอื้อมมือให้

    เรียนว่า “ข้าน้อยไม่เอาดอก ย่ามเดิมที่ใช้อยู่นี้ก็ยังดีๆ อยู่ไม่ทันขาดและก็เป็นย่ามที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ให้”

    แล้วองค์หลวงปู่ก็หายตัวไปในขณะนั้น ข้าพเจ้าก็นั่งคุกเข่าประนมมือ จิตพะวงอยู่ที่เก่า ยังมิได้เคลื่อนที่ไปไหน อีกสักครู่ท่านก็มายืนที่ใกล้ๆ ที่เดิมนั้นอีก

    “เอา เอาย่าม”

    เรียนว่า “ข้าน้อยไม่เอาดอก” ยืนยันอย่างเดิมอยู่

    องค์ท่านกล่าวว่า “โยมกำลังจะมาหาเรามาก เราจะไปดอก” ว่าแล้วก็หายตัวไปเลย

    จิตก็ถอนออกมา เห็นลมหายใจออกเข้าอยู่พร้อมทั้งพิจารณาไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราอยู่ แต่น้ำตาปรากฏเปียกแก้ม ส่วนตานั้นใสแจ๋วอยู่ไม่ใช่หลับ รสชาติอันนี้จำได้ชัดไม่มีเทวดามาร พรหม ใดๆ จะมาทำให้ลืมได้จนวันสิ้นลมไป

    ครั้นเป็นวันใหม่ ได้เวลาโอกาสอำนวยก็ไปกราบเท้าเรียนถวายองค์หลวงปู่เทสก์อย่างพิสดาร องค์ท่านตอบว่า

    “ผมก็เหมือนกัน ถ้าเราเคารพหนักในครูบาอาจารย์องค์ใดย่อมปรากฏมาให้เห็น ยามเราสนใจธรรมในข้อวัตรต่างๆ แต่ไม่ใช่เราสงสัยปฏิปทา ข้อวัตรมาส่งเสริมเจตนาดีของเราด้วยอุบายต่างๆ เป็นเรื่องทดสอบเราอยู่ในตัว ว่าหนักแน่นในธรรมเพียงไร ตัวของเราเองก็ทดสอบเราเองได้ในตัว ชั่งน้ำหนักของตัวได้ไม่สงสัยเลย”

    แล้วองค์หลวงปู่เทสก์ถามต่อไปว่า “ถ้าพิจารณานอกๆ ออกมากว่านั้น คุณได้ความว่ายังไงในเรื่องนี้”

    กราบเรียนองค์ท่านว่า “ได้ความบ้างตามประสา แต่จะถูกหรือผิดก็ไม่ทราบได้ ถ้าไม่ถูกให้พระอาจารย์โปรดแก้เทอญ (พิจารณา) ได้ความว่า หล้าเอ๋ย ข้อวัตรปฏิบัติที่เราพาทำอยู่ยุคหนองผือนั้น อันเกี่ยวกับหมู่สังคมตามความนิยมของกาเทศะ จะเปลี่ยนตามหมู่เพื่อนบ้างก็ได้ ส่วนด้านจิตใจภายในของใครของมันเป็นส่วนหนึ่งดอก เหตุนั้นจึงซ้ำๆ ซากๆ ในการจะเปลี่ยนย่ามให้ แต่ด้วยอำนาจถือสัตย์ว่าจะไม่ยอมเปลี่ยน องค์หลวงปู่มั่นจึงไม่ใช้อุบายขู่เข็ญให้เปลี่ยน จึงหายตัวไปโดยสุภาพ กระผมพิจารณาได้อย่างนี้จะถูกหรือผิดประการใดหนอครับ”

    องค์หลวงปู่เทสก์ตอบว่า “เออ คุณแก้ปัญหาของตนเองมีเหตุผลพอ ถ้าให้ผมแก้ ผมก็แก้อย่างนั้นละ” แล้วก็จบไปในเรื่องนี้

    ครั้นต่อมาพรรษาที่ ๒ ยุคภูเก็ต พังงา ทางภูเก็ตก็เพิ่มขึ้นอีก ๒ สำนักคือเขาโต๊ะแซะ หลังศาลจังหวัด ตำบลบางงั่ว อ. เมือง จ.ภูเก็ต และสนามบินภูเก็ต เพราะมีครูบาอาจารย์และหมู่เพื่อนทยอยกันลงไปเรื่อยๆ ไม่ขาด องค์หลวงปู่เทสก์ได้จำพรรษาที่ภูเก็ต พระอาจารย์เหรียญ วัดป่าตะโหนดสวนพริก อำเภอตะกั่วทุ่ง พระอาจารย์มหาปิ่น วัดป่ากาไหล อ.ตะกั่วทุ่ง อาจารย์จันทร์โสม อ.ท้ายเหมือง ส่วนใหญ่ไปประชุมกันที่องค์หลวงปู่เทสก์อยู่ เพราะไปมาสะดวกเรื่องรถยนต์ ปีที่ ๒ ที่ ๓ ข้าพเจ้าจำพรรษากับพระอาจารย์เหรียญ มีหมู่ปีละ ๕-๖ องค์ กุฏิปูฟากมุงจากกั้นจากทั้งนั้น

    ฤดูแล้งข้าพเจ้าชอบไปวิเวกองค์เดียวตามควนเขาดินบ้าง ควนเขาหินบ้าง เพราะภูเก็ตพังงามีแต่ภูเขาเป็นตับๆ แต่ก็มีเหมืองแร่ เหมืองดีบุกและสวนยางเป็นตับเหมือนกัน มีสัตว์ป่าเป็นตับๆ เหมือนกัน เพราะเขาไม่รังแกสัตว์ป่าเหมือนภาคอีสาน แต่เขารังแกปลาทะเล กุ้งทะเล หอยทะเล โจรผู้ร้ายมีน้อยนักหนาแท้ๆ
     

แชร์หน้านี้

Loading...