ประสบการณ์ชีวิตจริง...วิถีแห่งจิต(พุทธะธรรมญาณ สู่ ยุคกระแสแห่งอภิญญาใหญ่)

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย ธรรมภูมิ, 9 กุมภาพันธ์ 2011.

  1. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    (เรื่องราวชีวิตจริงของผม)

    เรื่องราวชีวิตจริงของผม ขออุทิศให้เป็นวิทยาทานและธรรมทานแด่ทุกคนด้วยครับ
    "ขอตั้งจิตอธิฐานว่า ขอให้บุญกุศลจากการให้วิทยาทานและธรรมทานในครั้งนี้ของข้าพเจ้า
    จงบังเกิดแก่พระเทพเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายของทั้ง 3 ศาสนา
    รวมถึงคุณพระศรีรัตนตรัย และพลังแห่งความดีทั้งหลายในสากลโลกนี้ (รวมถึง
    จิตวิญญาณแห่งพระอัลเลาะห์) สาธุ"

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


    ก้าวแรกของเส้นทางแห่งธรรมภูมิ (ทุกศาสนารวมเป็น 1)

    ผมขอเกริ่นนิดหนึ่งนะครับ เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ค่อยเข้าวัด ไม่ค่อยทำบุญทำทานหรือตักบาตร ไม่เคยสวดมนต์ นานๆ ไหว้พระที แต่เดี๋ยวนี้ชีวิตผมได้เปลี่ยนแปลงเป็นแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว และผมเชื่อว่าบางคนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เยอะมากด้วยที่ได้อ่านเรื่องราวชีวิตจริงของผมแล้ว คิดว่า "ไอ้นี้บ้าแน่นอน" อิอิ แต่ก็สุดแล้วแต่ตัวของแต่ละท่านนะครับ ทุกคนมีอิสระในความคิดความเชื่อที่แตกต่างกัน ผมจะบอกว่าเรื่องราวทุกอย่างมันเกิดขึ้นตั้งแต่ผมได้ไปดูหมอดูร่างทรงพระพิฆเณศมา เส้นทางชีวิตก็หักเหเข้าสู่ทางธรรมโดยไม่รู้ตัว เหมือนมีอะไรมาดลใจ และผมเพิ่งมาเป็นสมาชิกใหม่ในเวปญาณทิพย์ได้เมื่อต้นเดือน ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมานี้เอง สิ่งที่ทำให้ผมรู้จักเวปนี้ เมื่อท่านได้อ่านเรื่องราวชีวิตจริงของผมแล้วท่านจะทราบและคิดด้วยปัญญาของท่านได้เลยทันที ซึ่งเรื่องราวชีวิตจริงของผมนั้น มันน่าเหลือเชื่อมาก ในชีวิตนี้ไม่เคยเจอภูตผีหรือดวงวิญญาณมาก่อน แต่กลับต้องมาเจอเรื่องอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ ได้สัมผัสกับพระเทพเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยจิต แต่ในความรู้สึกนึกคิดผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีและผมไม่ได้รู้สึกดีใจอะไรเลย เพราะทุกอย่างมันเหมือนได้ถูกกำหนดวางแบบแผนไว้เรียบร้อยแล้วในอดีตหลายภพหลายชาติ ทุกเหตุการณ์สำคัญๆ ในอดีตจนถึงปัจจุบันมันเหมือนจิ๊กซอร์แต่ละชิ้นมาต่อกัน ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า แต่ละเหตุการณ์นั้น มันเชื่อมโยงกับตัวผมทั้งสิ้น ทุกอย่างสร้างมาเพื่อรองรับผมทั้งสิ้น ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างมันเริ่มมานานเท่าใด แต่คิดว่า 100 ปีจะเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วผมต้องการจะลงเรื่องราวต่างๆ ทั้งชีวิตจริงของผมซึ่งเจอะเจอเรื่องราวอันมหัศจรรย์มากมายรอบๆ ตัว ซึ่งสิ่งต่างๆ นั้นผมสังเกตุด้วยสติและปัญญาของผมว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่? และอีกเรื่องราว ก็คือ ศาสตร์ความรู้ต่างๆ ที่มันแล่นอยู่ในหัวผมตอนนี้ รอการปลดปล่อย เพื่อเป็นวิทยาทานและธรรมทานแก่เหล่ามนุษย์โลก เหมือนเป็นภารกิจที่ถูกมอบหมายมา เพื่อช่วยมนุษย์โลกที่กำลังจะเจอกับภัยพิบัติในอนาคตอันใกล้นี้และแน่นอนมิใช่ผมเพียงคนเดียว แต่ผมเป็นหนึ่งในนั้นเท่านั้นเอง ซึ่ง ชื่อภารกิจในครั้งนี้ คือ "เส้นทางแห่งธรรมภูมิ" ซึ่งทุกท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องราวชีวิตจริงของผมได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้นะครับ ขอบคุณครับ


    บทสนทนาทาง MSN ระหว่างผมกับท่านผู้หนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย :
    บทสนทนาระหว่างผมกับท่านผู้หนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย.doc

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    Updated (6 มิถุนายน 2011)

    ...ธรรมทาน...สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยอ่านเรื่อง ราวของผมครับ...ในเรื่องราวประสบการณ์จริงนี้จะมีพระมีมารปะปนกันอยู่ด้วย ครับ ฉะนั้น ให้ผู้อ่านลองพิจารณาด้วยสติและปัญญาแห่งธรรมะของแต่ละท่านดูนะครับ ว่าสิ่งใดคือ "พระ" สิ่งใด คือ "มาร" หวังว่าเรื่องราวนี้คงจะบังเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกๆ ท่านไม่มากก็น้อยนะครับ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงของตนเองในบางส่วนบางเรื่องราวจาก ประสบการณ์จริงนี้ และควรพิจารณาด้วยว่าบางช่วงบางตอนใดที่จะต้องใช้บารมีใดหรือบารมีใดผสมกับ บารมีใด จึงจะผ่านพ้นบททดสอบต่างๆ ของชีวิตไปได้ การผ่านไม่ผ่านบททดสอบใดๆ นั้น มิใช่เป็นสิ่งสำคัญเลย แต่สำคัญที่ว่า คุณได้มีการเรียนรู้และเข้าใจและยินยอมที่จะปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น กว่าเดิมหรือไม่? สำคัญยิ่งกว่า ทุกบารมีในบารมีสามสิบทัศมีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเรา ทุกๆ คน เมื่อยึดมั่นในบารมีต่างๆ ได้แล้ว ก็เหมือนกับการยึดมั่นในพระรัตนตรัย จิตที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งกิเลสพญามารและสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อจิตแล้ว จิตก็จะปิติมีสุขปล่อยวางได้ทุกเรื่อง ทุกกุศโลบายทุกหลักธรรมคำสอนของทุกๆ พระองค์รวมถึงทุกสัจธรรม มีหัวใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือ "จิตเป็นใหญ่จิตเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยจิตหรือใจ จิตหรือใจนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่ดีต้องริเริ่มที่จิตเป็นหลัก" สุดท้ายก็จะบังเกิดดวงตาเห็นธรรมครับ สาธุ !

    เรื่องราวประสบการณ์ชีวิตจริงของผม(ธรรมภูมิ) ตอนช่วงปีใหม่ ปี 2011 ซึ่งผมได้ตั้งชื่อเรื่องใหม่ เปลี่ยนจากเดิมที่ชื่อว่า "ชีวิตเปลี่ยนหลังจากเบิกเนตร" เป็นชื่อเรื่อง "เมื่อเบื้องบนลิขิตชีวิตผมก่อนกำเนิดให้เป็นธรรมภูมิ" ซึ่งผมแบ่งเขียนออกเป็น 2 ตอน และสามารถหา download อ่านได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

    ชื่อเรื่องใหม่ว่า "เมื่อเบื้องบนลิขิตชีวิตผมก่อนกำเนิดให้เป็นธรรมภูมิ(ตอนที่ 1 ดูดวง)"
    เมื่อเบื้องบนลิขิตชีวิตผมก่อนกำเนิดให้เป็นธรรมภูมิ(ตอนที่ 1 ดูดวง).doc

    ชื่อเรื่องใหม่ว่า "เมื่อเบื้องบนลิขิตชีวิตผมก่อนกำเนิดให้เป็นธรรมภูมิ(ตอนที่ 2 สื่อพระสื่อวิญญาณ)"
    เมื่อเบื้องบนลิขิตชีวิตผมก่อนกำเนิดให้เป็นธรรมภูมิ(ตอนที่ 2 สื่อพระสื่อวิญญาณ).doc

    จาก ลูกแก้วลูกหนึ่ง


    บทเพลง ปรามิตา หฤทัยสูตร The Heart Sutra (ภาษาธิเบต)
    (บทสวดมนต์ตราแห่งธรรมแห่งสูญญตาสภาวะจิต "คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โบดิซัวฮา" เมื่อฟังบทเพลงนี้บ่อยๆ และสวดคาถานี้บ่อยๆ ทุกอิริยาบถแล้ว จิตจะบังเกิดภาวะสงบนิ่ง ดังเช่นสูญญตาสภาวะ จงมีแรงศรัทธาและเชื่อมั่น !!!)

    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=ud70aq68WuY&feature=related"]YouTube - ‪??????? ????????? The Heart Sutra‬‏[/ame]

    ชื่อภาพ "ลูกแก้วแห่งพระรัตนะของทุกพระญาณทุกพระองค์" (รูปภาพฉบับสมบูรณ์)
    (สำหรับไฟล์ขนาดใหญ่ 12.4 M , นามสกุล tif , Download : ลูกแ้ก้วแห่งพระรัตนะของทุกพระญาณทุกพระองค์(ไฟล์ใหญ่A5).tif)

    ลูกแ้ก้วแห่งพระรัตนะของทุกพระญาณ.jpg

    ลูกแก้วแห่งพระรัตนะสายประคำของทุกๆ พระองค์
    (ทุกท่านลองตั้งใจจ้องมองลูกแ้ก้วดูซิครับ จะรู้สึกว่า "ลูกแก้วนี้มีชีวิตจิตวิญญาณและกำลังเคลื่อนไหวอยู่")
    ลูกแก้วแห่งพระรัตนะ.png <o:p<o:p<o:p<o:p
    </o
    </o</o</o
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มกราคม 2014
  2. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,644
    เมื่อจะโฆสณาก็เอามาลงหน่อยไม่ดีเหรอครับ.....

    เสนออย่างนี้ไม่น่าสนใจนะ....
     
  3. ฐาณัฏฐ์

    ฐาณัฏฐ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,208
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,083
    นั่นแหละ เปลี่ยนแน่แหละ

    มีอยู่ 2 ทางให้ไป

    ทางหนึ่ง ติดอยุ่ชั้นพรหม

    ทางหนึ่ง มีความหลง ซึ่งเป็นภพของ..... เป็นที่หมาย
     
  4. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    ขอโทษครับ! ผมเพิ่งมาสมัครใหม่ครับ เลยทำไม่ค่อยเป็นนะครับ อิอิ และเรื่องราวชีวิตจริงรวม 2 ตอนมันเยอะมากประมาณ 37 หน้านะครับ เอาลงไม่หมดครับ ไม่อยากให้ลงขาดๆ ตอนๆ มันจะไม่ได้อรรถรสนะครับ ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ จาก น้องใหม่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กุมภาพันธ์ 2011
  5. i dreamed a dream

    i dreamed a dream สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2011
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +2
    เห็นด้วย กรุณาไปทำมาใหม่ด้วย โหลดอะไรเยอะแยะ
     
  6. ทัสชา 567

    ทัสชา 567 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    341
    ค่าพลัง:
    +1,002
    ขออ่านด้วยคนนะ น่าตื่นเต้น ดีจัง
     
  7. manaeng

    manaeng เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    59
    ค่าพลัง:
    +232
    ตอนแรกๆที่อ่าน คิดอย่างเดียวว่าเพี้ยน แต่พออ่านไปเรื่อยๆ เราเป็นคนประเภทเดียวกัน เพียงแต่ว่าเรื่องอย่างนี้มันพูดยาก คุณต้องตั้งสติให้มั่นอีกนิด คุณยังไม่ค่อยนิ่งสักเท่าไหร่ พยายามเข้านะ สักวันเราอาจจะเจอกันก็ได้
     
  8. พันตา

    พันตา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +60
    อยากอ่านด้วย แต่ผมเข้ามาตาม link ไม่ได้ ช่วยเอามาแปะที่นี่ทีเถอะจะได้ลองอ่านดู
     
  9. ติงติง

    ติงติง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    38,283
    ค่าพลัง:
    +82,576
    เรื่องราวน่าสนใจ หากนำเสนอเป็นตอนๆในกระทู้นี้ ก็จะสะดวกในการอ่าน อนุโมทนา
     
  10. RITWATA

    RITWATA สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +0
    ผมนั่งอ่านทั้งหมดเลย แล้วผมก็รู้สึกเชื่อนะ

    ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
     
  11. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    << อ้างอิงจากกระทู้ของเวปญาณทิพย์ >>
    ... กระทู้ "เปิดทำนายความฝัน ตามสไตล์ลองภูมิ" : http://www.yantip.com/board/viewthread.php?tid=5747&page=40#pid287896 ...

    เมื่อคืนฝัน (ตื่นมาเป็นวันที่ 26 กรกฎาคม 2011 เวลา 4:46 am.)

    เมื่อคืนฝันว่า ได้ไปที่แห่งหนึ่งเป็นลานที่ไม่กว้างมากนัก และผมก็ยืนอยู่ใกล้คนกลุ่มหนึ่ง ส่วนตัวผมก็กวาดสายตามองโดยรอบ(จากซ้ายไปขวา) เมื่อกวาดมองไปทางด้านขวา ผมก็รู้สึกว่าอากาศบริเวณด้านหน้าผมมันเริ่มมีการทับซ้อนกันของมิติ และผมก็รู้สึกมึนหัวและก็ลายตานิดหน่อย หลังจากทับซ้อนกันของมิติเพียงไม่กี่วินาทีนั้น มันก็หายไป แล้ว ณ เสี้ยววินาทีนั้น จิตผมก็รู้สึกได้ว่า สภาวะนี้จะส่งผลทำให้ผมสามารถเห็นวิญญาณหรือสิ่งลี้ลับได้ ซึ่งในระหว่างที่ผมลายตาอยู่นั้น ก็มีดวงวิญญาณดวงหนึ่งกำลังเดินอยู่ด้านหน้าผม เหมือนดวงวิญญาณนี้กำลังเดินเล่นเป็นปกติของเขา แต่เขาหันมาสังเกตุเห็นอาการของผม แล้วดวงวิญญาณนี้ก็สงสัยจึงทำการทดสอบผมว่า ผมมองเห็นเขาไหม? โดยเขาใช้มือโบกไปมาบริเวณหน้าของผม เหมือนทดสอบการมองเห็นของผม ผมรู้ทันเลยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ซึ่งในความฝันตั้งแต่ต้นจนจบ ผมรู้สึกได้ว่า ผมสามารถมองเห็นวิญญาณหรือสิ่งลี้ลับได้แล้ว

    ต่อมา ภาพก็ตัดมาที่บ้านหลังหนึ่งรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้านไม้ ในจิตผมรู้สึกว่าผมมาที่นี้เพื่อเรียนรู้ศาสตร์การดวงดูอะไรสักอย่างจากใคร ก็ไม่รู้ เพียงแค่นึกอึดใจเีดียว ผมก็รู้สึกว่า ผมได้เรียนรู้ศาสตร์นั้นแล้วและก็มีญาณหยั่งรู้ด้วย บ้านหลังนี้ มีคนมาเรียนหลายคนเหมือนกัน ก็เห็นเดินไปมากันขวักไขว่ พออีกไม่นานก็มีชายคนหนึ่งผิวออกดำๆเหมือนจะเป็นอาจารย์มานั่งอยู่บนพื้นไม้ กระดานของบ้าน และกำลังดูดวงให้กับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ ส่วนผมก็ยืนดูพวกเขาอยู่ พออาจารย์คนนี้ดูเสร็จแล้ว เขาก็กวักมือเรียกผมให้เข้าไปดู แต่ใจจริงผมไม่อยากดูนะ แต่อาจารย์เรียกแล้วก็ต้องเข้าไป พอผมนั่งลง ท่านก็เอามือท่านมาเปิดหน้าผากผมดู และท่านก็ทำท่าเบิ่งตาตกใจ และร้องโอโห ! และก็ทำการเป่าหน้าผากให้ผม พอเป่าเสร็จผมก็รู้สึกสว่างแว๊ปหนึ่ง และบังเกิดนิมิตซ้อนฝันว่า ผมเป็นช้างตัวหนึ่งกำลังพ่นอะไรสักอย่างลักษณะคล้ายไฟแต่ไม่ใช่ไฟสีอีกแบบ หนึ่ง(จำสีไม่ได้เละ)ที่รุนแรงมากและพ่นอย่างเต็มกำลังใส่ร่างอันใหญ่โตที่ อยู่เบื้องหน้าของช้าง หลังจากนั้นนิมิตซ้อนฝันก็หายไป

    แล้วภาพก็ตัดมาที่บ้านสวนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีดวงวิญญาณผีมากมาย รายละเอียดฝันในช่วงนี้ผมขอตัดไปนะครับ เพราะมันไม่มีอะไร แล้วไม่นานผมก็ตื่น ! หลังจากตื่น แต่ยังไม่ลืมตานะครับ ผมก็รู้สึกกลัวขึ้นมาทันทีเลย เพราะผมกลัวว่าจะเป็นจริงอย่างในความฝัน ก็คือ ตื่นมาแล้วกลัวว่าจะเห็นวิญญาณพวกผีนะ เพราะผมไม่เคยเห็นผีเลยสักครั้งในชีวิต ถึงแม้ความรู้สึกที่แท้จริงผมจะไม่ค่อยกลัวผีเท่าไร แต่ถ้าเจอเป็นครั้งแรกก็ต้องมีกลัวกันบ้าง ซึ่งปกติเมื่อก่อนก็ฝันเห็นผีบ่อยๆ แต่ตื่นมาก็เฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่กลัวเลย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกกลัวขึ้นมาทันทีหลังจากตื่นจากความฝันโดย ที่ยังไม่ลืมตา(ซึ่งในความฝันไม่กลัวผีเลย แต่ตื่นมากลับดันกลัวซะนิ อาจจะเป็นเพราะครั้งแรกมั้ง แต่ก็กลัวไม่มาก ฮ่าฮ่า และแปลกอย่างหนึ่ง คือ ปกติเวลาผมหรือไม่ว่าใครที่ตื่นมาแล้วนั้น สัญชาตญาณของคนเราตื่นขึ้นมาก็จะลืมตาขึ้นมาทันทีเลย เหมือนทุกๆ ครั้ง แต่ครั้งนี้เหมือนจิตพรหมจรรย์จะรับรู้ เท่าทันถึงความรู้สึกกลัวของกายสังขารนี้หรือความรู้สึกกลัวของจิตกิเลส จึงยังไม่ให้กายสังขารนี้ลืมตาทันที โดยให้กายสังขารนี้ได้บังเกิดสติพิจารณาเสียก่อนแล้วค่อยลืมตา พอผมตั้งสติได้ไม่นานผมก็ลืมตาแล้วก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ ขณะอยู่ในห้องน้ำก็พูดในใจว่า "ปล่อยวาง ปล่อยวาง ปล่อยวาง และให้มันดับไป"

    ซึ่งช่วงหลังๆ มานี้เป็นเดือนเหมือนกัน ที่ผมไม่ได้ฝันถึงผู้หญิงหรือเรื่องกามรมณ์เลย รู้สึกว่าเราจะผ่านด่านกามกิเลสได้ในระดับหนึ่งแล้วละ และปัจจุบันนี้ผมก็กำลังพิจารณากายสังขารทั้งของตนเองและของผู้คนอื่นอยู่ ว่า "สังขารนี้ไม่เที่ยง มีเพียงจิตวิญญาณและบุญกุศุลเท่านั้นที่เที่ยงแท้" และตอนนี้จิตอันบริสุทธิ์ำกำลังอบรมจิตกิเลสในตัวผม ซึ่งตอนนี้บ่อยครั้งที่ผมมองผู้คนต่างๆ แล้ว จินตนาการว่า ผมกำลังมองซากศพดำที่พูดได้และมีรูปร่างแค่นั้นเอง ยิ่งผู้หญิงสวยๆ หรือดาราในทีวีด้วยแล้ว ผมจะยิ่งจ้องมองและใช้เวลาแป๊ปเดียวในการจินตนาการซากศพเหล่านี้ว่า "มัน สวยตรงไหน? เมื่อกลายเป็นซากศพแล้ว มันก็สีดำเป็นเถ้าถ่านน่าเกลียดเหมือนกันหมด ต่างกันแค่ตรงที่รูปทรงเอง สูง ต่ำ อ้วน ผอม และก็มองทะลุไปข้างในว่า ทุกซากศพเหล่านั้นมีจิตวิญญาณสิ่งสถิตอยู่ ให้ดูความสวยงามที่รัศมีของจิต" สิ่งเหล่านี้ก็คือ จินตนาการของผมในทางธรรมที่มีต่อบุคคลทั่วไป ณ ขณะนี้ครับ ถึงแม้ว่าผมยังไม่เคยเห็นสีสรรของรัศมีจิตจริงๆ เลยสักครั้งก็ตาม

    สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า ทุกสิ่งอย่างที่ผ่านมาในชีวิตผมตั้งแต่ต้นปี 2011 นั้น ทำให้ผมรู้และเข้าใจสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า "จิตพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์" เป็นดั่งเกราะป้องกันคุ้มภัยเราจาก พลังดำ กุไสย คำสาบแช่ง สิ่งอัปมงคล แรงอธิษฐานที่เป็นมิจฉาทิฐิ และสิ่งไม่ดีต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง และยังเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เราเข้าถึงธรรมะหรือสัจธรรมได้อย่างรวดเร็ว อย่างเป็นอัศจรรย์ปาฏิหารย์อีกด้วย และที่สำคัญ เป็นเครื่องละซึ่งกิเลสต่างๆ ได้เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งวันนี้ผมเองก็รู้และเข้าใจแล้วว่าทำไมพระพุทธองค์ทุกๆ พระองค์ทรง ดลใจชี้นำ และให้ผมขาดจากกามกิเลสโดยสิ้นเชิงเสียก่อน ไม่มีทั้ง ความคิดที่เป็นกามกิเลส , วาจาที่เป็นกามกิเลส , การกระทำที่เป็นกามกิเลส และให้ผมริเริ่มจาก "จิตพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์" เสียก่อน ก่อนที่ผมจะรู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ธรรมะหรือสัจธรรม" ตามมาด้วยการปฏิบัติทาน ศีล สมาธิ และตามมาด้วยการเรียนรู้ในศาสตร์ลี้ลับอื่นๆ ซึ่งถ้าได้จิตพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์นี้แล้ว ทุกอย่างจะสำเร็จโดยง่าย แม้แต่ความหลุดพ้นหรือนิพพาน สาธุ !
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 กรกฎาคม 2011
  12. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    เพิ่มเติม...(แบบว่าอยู่ๆ นึกขึ้นได้เอง อิอิ)
    (คืนวันที่ 29 กรกฎาคม 2011 ระหว่างที่ผมกำลังดูรายการหัตถจิตของอ.หัตถาอยู่ อาจารย์ท่านนี้มีความชำนาญในด้านการใช้เตโชธาตุ ซึ่งท่านได้เรียนวิชชานี้มาจากพระสีวลี อยู่ๆ ทำให้ผมนึกถึงความฝันในช่วงที่ช้างพ่นอะไรสักอย่างลักษณะคล้ายไฟออกมา ซึ่ง ณ ขณะนั้นหัวสมองผมก็พลันแล่นและนึกจำสีของไฟนั้นได้ว่า "ไฟมันมีสีฟ้าและมีประกายจรัสแสงติดอยู่ที่เปลวไฟ" และหัวสมองมันก็คิดอีกว่า มันเป็นไฟพิเศษที่สามารถเผาผลาญกิเลสต่างๆ ได้(อันนี้ไม่แน่ใจนะว่า เผากิเลสจริงๆ ได้เปล่า? อิอิ แค่เขียนไปตามความรู้สึกนะ) และเป็นไฟที่เผาผลาญเฉพาะสิ่งชั่วร้ายพลังดำต่างๆ ได้ทุกภพภูมิมิติ แต่จะไม่มีผลใดๆ ต่อสิ่งดีงามหรือพลังแห่งความดี เป็นไฟที่รุนแรงและร้อนแรงกว่าไฟสีแดงธรรมดาๆ ทั่วไป เพราะเท่าที่ผมจำได้ในฝันนั้น ลักษณะของไฟสีฟ้านั้นจะมีประกายจรัสแสงติดบนเปลวไฟด้วย ทำให้ตอนนั้นผมแยกไม่ออกว่า จริงๆ แล้วมันคือไฟใช่หรือเปล่า? ถ้าเป็นไฟจริงๆ ทำไมมันมีประกายจรัสแสงด้วยก็ไม่รู้? แล้วข้อสังเกตุอีกอย่าง ก็คือ ขณะที่ช้างพ่นไฟสีฟ้าออกมาอย่างเต็มแรงนั้น ในนิมิตฝันผมเห็นภาพของใบหูช้างก็โดนไฟสีฟ้านั้นเผาด้วย แต่แปลกที่ใบหูช้างทั้งสองข้างไม่เป็นไรแค่มีเศษประกายจรัสแสงของไฟติด เปื้อนที่หูเท่านั้นเอง ผมก็เลยงง ว่าทำไมใบหูช้างไม่เป็นไร? แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากในตอนนั้น ก็แค่สงสัยเฉยๆ ตอนนี้เลยรู้ว่า ไฟสีฟ้านี้มันจะไม่เผาผลาญสิ่งดีงามหรือพลังแห่งความดี แล้วผมก็คิดๆ ว่า อ้าว แล้วไฟนี้มันชื่อว่าไฟอะไร? ผมเลยโมเมสรุปเอาตามความรู้สึกผมเลยว่า ถ้ามันเผาผลาญได้ทุกภพภูมิมิติและเผาผลาญเฉพาะสิ่งชั่วร้ายพลังดำ ก็แสดงว่า มันต้องเกี่ยวกับพลังสูงสุดแห่งธรรมะ นั้นก็คือ "พลังแห่งพระรัตนไตร" ผมก็เลยตั้งชื่อตามความเข้าใจของผมว่า ไฟสีฟ้านี้ก็คือ "รัตนเตโชธาตุ หรือ ธาตุไฟแห่งรัตนะ" คำบริกรรม "รัตนเตโช กสิณัง"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2011
  13. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    (วันที่ 29 กรกฎาคม 2011 เวลาประมาณ 20:00 pm) วันนี้ผมเลิกงานประมาณ 2 ทุ่ม ก็นั่งลิฟท์ลงมาชั้นล่างเพื่อกลับบ้าน แต่ก่อนจะออกจากออฟฟิต จะต้องเจอยามภาคดึกนั่งอยู่ที่โต๊ะยาม ซึ่งพนักงานทุกคนจะต้องลงบันทึกเวลาเลิกงานก่อนกลับบ้านทุกครั้ง และวันนี้ผมก็บันทึกเวลาออกเป็นปกติ พอลงเวลาเสร็จ ตาผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือสวดมนต์เก่าๆ เล่มหนึ่งที่มีภาพหลวงปู่โตเป็นหน้าปก ซึ่งปกติผมก็เห็นหนังสือสวดมนต์เล่มนี้เป็นประจำอยู่แล้ว เพราะเป็นของยามภาคดึก ยามคนนี้เป็นผู้หญิงที่อายุมากแล้วประมาณ 50 กว่าปี ซึ่งจริงๆ ผมจะพูดคุยเรื่องธรรมะกับพี่เขาตั้งนานแล้ว เพราะเห็นพี่เขาสนใจเรื่องการสวดมนต์นั่งสมาธิเหมือนกัน แต่วันนี้ไม่รู้เป็นอย่างงัย เวลาก็เริ่มจะดึกแล้ว แต่ผมกลับเอ่ยปากคุยถามเรื่องการสวดมนต์กับพี่เขา

    ซึ่งคำถามแรกผมถามพี่เขาว่า "พี่สวดมนต์นั่งสมาธิเป็นประจำเหรอ?"

    พี่เขาพูดว่า "ใ่ช่"

    ผมพูดว่า "พี่ลองเบิกบุญในอดีตชาติมาช่วยในการปฏิบัติธรรมซิ พี่จะไ้ด้ปฏิบัิติธรรมได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป พี่จะได้เห็นสิ่งลี้ลับต่างๆ พี่เคยเบิกบุญไหม?"
    (ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ขณะผมนั่งสมาธินั้น ผมก็รู้สึกว่า อยากจะเบิกบุญเก่ามาช่วยในการปฏิบัติสมาธิ เพราะรู้สึกว่าตนเองนั้นนั่งสมาธิแล้วก้าวหน้าช้า ผมจึงรีบเบิกบุญโดยการอธิษฐานจิตต่อพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทันที ซึ่งถัดมาไม่กี่วัน ผมก็ฝันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวดังที่เล่าไปในกระทู้ฝัน ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2011 ข้างต้นแล้วที่มีช้างด้วย อิอิ และต่อมาอีกวัน ขณะอาบน้ำ ผมก็รู้สึกอยากจะเป็นศิษย์ของพระสีวลี ผมจึงรีบอธิษฐานขอทางจิต นึกจิตกราบท่าน 3 ครั้งเพื่อขอเป็นศิษย์ท่าน เพื่อต้องการบริกรรมภาวนา "เตโช กสิณัง" ขณะนั่งสมาธิ แต่ตอนนั้นยังตีความฝันไม่ออกว่า ที่แท้จริงแล้ว มันคือ "รัตนเตโชธาตุ" ถัดมาอีกวันถึงจะรู้ความหมายวิชชาที่จะเรียน เหมือนความรู้ึสึกมันถึงก่อน ผมเป็นคนที่เชื่อในความรู้สึกก็ปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าสิ่งนั้นเป็นสัมมาทิฐิ สรุปว่า ในความฝันนั้น ส่งภาพระลึกอดีตชาติบางส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรมมาก่อน แล้วความรู้สึกค่อยตามมาระลึกรู้ทีหลัง เป็นลำดับ เป็นวาระ ซึ่งผมอยากจะบอกว่า ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนี้ เป็นอานิสงค์จากการขอเบิกบุญเก่าในอดีตชาติ บุญกุศลจะส่งผลมากหรือน้อยนั้น แล้วแต่บุญของแต่ละคนที่สั่งสมกันมาไม่เหมือนกัน แต่ส่งผลแน่นอนต่อการปฏิบัติธรรมของเรา ซึ่งถือได้ว่า สิ่งนี้ก็คือ เคล็ดลับทางธรรม และผมอยากจะบอกว่า การขอเบิกบุญนั้น ขอให้เบิกมาใช้อย่างเกิดประโยชน์ที่สุด นั้นก็คือ การเบิกมาใช้กับการปฏิบัติธรรม เพราะเมื่อเราเจริญในธรรม เข้าถึงและปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระองค์ได้แล้ว ละกิเลสให้น้อยลงได้แล้ว เราก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น ทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงเรามีวิบากกรรมหนัก เราก็จะผ่านมันไปได้ เพราะจิตเรานิ่งไม่หวั่นไหวต่อทุกข์และกิเลสต่างๆ ได้ หรือหวั่นไหวน้อยลง ทุกอย่างอยู่ที่จิตหรือใจเท่านั้นเอง ผมอยากบอกแค่ว่า ถึงมีวิบากกรรมหนักเพียงใดก็นิพพานได้เช่นกัน ขอเพียงเราปฏิบัติจนจิตเราหลุดพ้นได้ไม่หวั่นไหวต่อกิเลส มันเป็นไปได้เช่นกัน อยู่ที่จิตเรามุ่งมั่นและมีกำลังใจมากแค่ไหนเท่านั้นเอง)

    พี่เขาพูดว่า "พี่เคยถอดจิต ไปนรกสวรรค์มา 2-3 ครั้งแล้วแต่ควบคุมจิตยังไม่ได้ พี่เองตอนนี้ก็มีช่วยเหลือคนอื่นอยู่บ้างเหมือนกัน เวลาเขามีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือผีเข้า พี่สามารถแนะนำเขาได้ว่าควรจะรักษาอย่างไร และพี่มีพลังพิเศษบางอย่างช่วยเหลือเขาได้ แล้วเบิกบุญทำอย่างงัยเหรอ?"

    ผมพูดว่า "ผมก็นึกในใจว่า โห ถอดจิตไปนรกสวรรค์ได้ แถมยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสื่อและสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีก ไม่ธรรมดา ส่วนผมยังไปไม่ถึงไหนเลย อิอิ เพราะเพิ่งเริ่มปฏิบัติ ก็งงตัวเองว่าทำไมต้องมาชี้แนะพี่เขาให้เิบิกบุญเก่าแบบนี้ด้วยนะ? ทันใดนั้น ผมก็รู้สึกได้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของผมต้องการจะชี้แนะพี่คนนี้(พอมาคิดอีกที ก็รู้สึกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านนั้น ก็น่าจะเป็นหลวงปู่โตแน่เลย และผมกับพี่เขาก็นับถือเหมือนกัน แต่ทำไมต้องเป็นผมมาชี้แนะด้วยนะ? สิ่งศักดิ์สิทธิ์น่าจะสื่อกับพี่เขาโดยตรงได้เลยนิ เพราะพี่เขาก็สื่อได้อยู่ละ พอกลับถึงบ้านก็คิดว่า จะนำเรื่องนี้มาเขียนเพื่อเป็นธรรมทานให้อ่านกัน ทันใดนั้นผมก็รู้สึกเลยว่า ทำไมต้องเป็นผมมาชี้แนะ เพราะพี่เขาอายุมากแล้วเล่นคอมไม่เป็น อิอิ และหลวงปู่โตต้องการที่จะให้ผมเล่าเป็นธรรมทานสำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ติดขัดไม่มีการเจริญพัฒนาทางด้านการปฏิบัติธรรม) ผมก็พูดต่อว่า เวลาเบิกบุญเก่า พี่ก็พูดประมาณว่า ด้วยแรง อธิษฐานจิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานต่อพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ว่า ข้าพเจ้าขอเบิกบุญกุศลที่ข้าพเจ้าเคยได้กระทำในอดีตชาติ ตั้งแต่ต้นจิตต้นชาติต้นกัปป์ต้นกัลป์ทุกอณูวินาทีทุกภพทุกชาติจนถึง ปัจจุบันชาติ จงเป็นอานิสงค์ทำให้ข้าพเจ้าเจริญในการปฏิบัติธรรมที่ยิ่งๆ ขึ้นไปจนถึงที่สุดแห่งธรรม เพื่อสามารถที่จะช่วยเหลือมนุษย์และวิญญาณได้มากกว่านี้ ผมก็ถามพี่เขาอีกว่า พี่เชื่อเรื่องในโลกนี้ไม่มีความบังเอิญไหมครับ?"

    พี่เขาพูดว่า "มีนะ เรื่องบังเอิญ"

    ผมพูดว่า "ผมจะบอกพี่ว่า ในโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ ทั้งสามโลกก็ไม่มีความบังเอิญเช่นกัน แต่ที่เราใช้คำว่า บังเอิญ นั้น เนื่องจากเราไม่รู้เหตุรู้ผลของมันจริงๆ เท่านั้นเอง คือ เรายังอธิบายไม่ได้ เราจึงบอกว่ามันบังเอิญ ซึ่งผมจะบอกพี่ว่า การที่วันนี้ผมมาชี้แนะพี่นั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นเดียวกัน พี่ลองอธิษฐานจิตอย่างที่ผมแนะนำไปลองดูนะ ซึ่งผมรับรองว่าพี่จะมีการปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้นกว่านี้แน่นอน และพี่จะมีความสามารถพิเศษมากกว่านี้ในการช่วยเหลือผู้คน แต่จะช้าหรือเร็วแค่นั้น พี่จะรู้สึกได้เองถึงการเปลี่ยนแปลง ถึงวันนั้นพี่ก็มาเล่าให้ผมฟังหน่อยละกันนะ ว่าเปลี่ยนแปลงยังงัย ผมเองก็ไม่รู้ และอีกอย่างพี่ไปไถ่ชีวิตสัตว์ชะตาขาดบ่อยๆ นะ เวลาปล่อยควรจะเลือกในแหล่งน้ำที่แน่ใจว่ามันจะไม่ถูกจับกลับมาอีก เดือนละครั้งก็ยังดี เพราะมันจะลดวิบากกรรมพี่ แล้วเจ้ากรรมนายเวรเขาจะได้เมตตาหรือขัดขวางการปฏิบัติธรรมเราน้อยลง และสุดท้าย พี่เคยบริจาคร่างกายหรืออวัยวะหรือดวงตาหรือบริจาคเลือดไหม? เพราะสิ่งนี้จะเป็นอานิสงค์แรงเหมือนกัน เพราะเปรียบเสมือนกับการที่เราสามารถละซึ่งการยึดติดในกายสังขารของเราได้ อย่างที่พระพุทธองค์ทรงสอนในภาพโดยรวมว่า ทุกสรรพสิ่งมิใช่ของเรา รวมถึงกายสังขารของเรานี้ก็ด้วยเช่นกัน"

    พี่เขาพูดว่า "พี่ไม่ค่อยมีเวลาไปปล่อยหรอก และการบริจาคเลือด พี่ทำไม่ได้ เพราะพี่เป็นพวกโลหิตจาง และยิ่งบริจาคร่างกาย,อวัยวะ,ดวงตา พี่ยิ่งกลัวใหญ่ ไม่เอา..."

    ผมพูดว่า "งั้นไม่เป็นไร เราทำได้เท่าที่ทำได้ละกันในตอนนี้ เพราะวิบากกรรมยังบังตาเราอยู่ แต่ที่สำคัญเลย ก็คือ การอธิษฐานจิต อย่าลืม สิ่งนี้ช่วยได้อย่างมากเป็นอันดับหนึ่งเลย เพราะมนุษย์เราเกิดมาหลายแสนหลายล้านชาติแล้ว ย่อมมีบุญกุศลที่สั่งสมมามากมายเช่นกัน ฉะนั้น สิ่งนี้ช่วยได้อย่างแน่นอน ผมรู้สึกว่าพี่ติดขัดในทางธรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านจึงดลใจให้ผมมาชี้แนะพี่ และพี่เวลาไปช่วยเหลือคนอื่นเขา พี่เก็บเงินเขาไหม? ผมเข้าใจว่าพี่เป็นยามเงินเดือนคงไม่เยอะ แต่ถ้าพี่เข้าใจธรรมะจริงๆ แล้ว พี่จะละวางข้าวของเงินทองของนอกกายได้ และอีกอย่างมันเป็นวิบากกรรมของพี่ด้วยในชาตินี้ ทำให้พี่ไม่มีฐานะเท่าที่ควรจะเป็น คนมีญาณอื่นๆ ที่เขาไม่ต้องการเรียกร้องเงินทองจากผู้อื่นนั้น เขาก็อธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลอาชีพหรือธุรกิจการค้าให้เขามีกิน มีใช้ตามความเหมาะสมพอเพียง หรือ ถ้าจะทำให้ร่ำรวยขึ้นมาได้นั้น ก็ต้องแล้วแต่บุญกุศลที่สั่งสมมาของแต่ละคนไม่เท่ากัน และอีกอย่างก็แล้วแต่วาระกิจของบุคคลนั้นๆ ด้วยว่า ชาตินี้บุคคลใดมีหน้าที่ที่จะมาสร้างสิ่งต่างๆ เช่น วัด เจดีย์ ฯลฯ เพื่อมาส่งเสริมพระศาสนาให้ยั้งยืนตลอดไป สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงบันดาลให้บุคคลนั้นจำเป็นจะต้องมีฐานะร่ำรวยหรือมีเงิน ทองในระดับหนึ่งเพื่อมาส่งเสริมพระศาสนาต่อไป เพราะเงินทองก็เป็นสิ่งจำเป็นในโลกมนุษย์"

    พี่เขาพูดว่า "พี่ไม่เคยเก็บเงินใครเลยนะ อืมๆ..."

    ผมพูดว่า "งั้น ก็ดีแล้วนะ... ดึกแล้ว ผมขอกลับก่อนนะ สรุปได้ผลอย่างงัยมาบอกผมด้วยนะ ไปละ"

    สุดท้ายนี้ บุญกุศลใดๆ ที่เกิดจากการที่ข้าพเจ้าได้ให้ธรรมทานในครั้งนี้ ขออุทิศให้กับกายสังขารของยามภาคดึกผู้นี้และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงของกายสังขารผู้นี้ เพื่อเป็นอานิสงค์ส่งเสริมทำให้เขามีความเจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อที่สามารถจะช่วยเหลือมนุษย์และวิญญาณได้มากกว่านี้ด้วยเทอญ สาธุ !
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2011
  14. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    (บรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้น ขณะอาบน้ำ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2011 ระหว่างช่วง 00:00-00:01 am)
    ปกติเวลาผมอาบน้ำ ช่วงแรกๆ จะกำหนดคำภาวนาไปด้วยขณะอาบน้ำ แต่ช่วงหลังๆ เปลี่ยนมากำหนดคำบริกรรมพุทธโธ และไม่กี่วันมานี้ ผมเพิ่งเริ่มกำหนด "รัตนเตโช กสิณัง" ซึ่งคำบริกรรมที่ยาวขึ้น มีผลต่อการหายใจเข้าและออกที่ลึกขึ้น(เคยอ่านกระทู้มาหลายที่ก็เคยเห็นเขา เขียนบอกว่า การหายใจเข้าออกลึกๆ ขณะบริกรรมนั้นช่วยทำให้จิตมีสมาธิลึกยิ่งขึ้น) ซึ่งผมก็มาลองดูกับคำบริกรรม "รัตนเตโช กสิณัง" สรุปว่า คำบริกรรมที่ยาวขึ้น ทำให้หายใจเข้าได้ลึกยิ่งขึ้น ซึ่งช่วงแรกๆ ผมก็แน่นหน้าอกเป็นชั่วโมงเหมือนกัน และสมองมันก็ตื้อๆ หน่วงๆ หน่อย คงเป็นเพราะการที่ผมหายใจเข้าลึกๆ เท่าที่จะลึกได้ในทุกๆ ครั้ง ทำให้สมองมันได้รับอ๊อกซิเจนที่มากไป หัวสมองมันเลยไม่ชินมั้ง ตอนนี้ไม่ว่าอิริยาบทใดก็พยายามจะบริกรรมตลอด และการบริกรรมบ่อยๆ จนเกิดความเคยชินนั้น จะส่งผลทำให้ลักษณะการหายใจของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไป ถึงแม้ยามหลับก็ตาม การทำให้สมองได้รับอ๊อกซิเจนมากขึ้นนี้ ผมรู้สึกว่า มันย่อมมีผลต่อระบบภายในร่ายกายคนเรา และจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน เช่น สุขภาพดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ปรับสมดุลให้กับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลโดยตรงต่อระบบสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสั่งการทำงานของร่างกาย และมันย่อมมีผลดีต่อผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแน่นอน คือ มีสมาธิที่นิ่งและนานขึ้น ซึ่งเมื่อเช้าขณะนั่งสมาธิผมก็ลองเปลี่ยนคำบริกรรมจาก "พุทธโธ" เป็น "รัตนเตโช กสิณัง" ดู สรุปมันก็ได้ผลดีแหะ เรื่องฟุ้งซ่านก็น้อยลง นิ่งและนานขึ้นจริงๆ แต่ผมก็ไม่ทิ้งพุทธโธ และผมว่าเราก็ไม่ควรยึดติดกับคำบริกรรมอะไรมากมายนัก เราทำตามจริตความรู้สึกของเราดีกว่า อยากบริกรรมอะไรก็บริกรรมไป จิตชอบเช่นไรก็ทำไปเช่นนั้น การปฏิบัติธรรมก็จะเป็นไปได้ดีอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าและมีความก้าวหน้า กว่าไม่ติดขัดหรือติดขัดน้อยกว่าด้วย

    ในส่วนตัวผมนั้น ผมรู้สึกได้ว่า การบริกรรมที่ยาวขึ้นโดยอาศัยคำบริกรรม "รัตนเตโช กสิณัง" นี้ ทำให้ระบบในร่างกายของผมเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อรองรับวิชชาต่างๆ ในอดีตชาติเท่าที่จะระลึกรู้กลับคืนมาได้ เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้คนและส่งเสริมพระศาสนาให้ยั้งยืนตลอดไป ในเรื่องของจิตพรหมจรรย์นั้น ผมรู้สึกได้ว่า ผมได้รับการเปิดสิ่งนี้มาจากครูบาอาจารย์ท่านแรกในชาตินี้ของผม ท่านก็คือ "พระพิฆเนศ(ศาสนา ฮินดู)" และต่อมาเมื่อไม่นานมานี้เอง จากการเบิกบุญเก่านั้น จึงเป็นอานิสงค์ทำให้ระลึกรู้วิชชา "รัตนเตโชธาตุ" ซึ่งผมเองยังไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับวิชชานี้ได้แต่คำบริกรรมแค่นั้นเอง ฮ่าฮ่า จริงๆ มันเป็นวิชชาหรือเปล่า? หรือระลึกรู้ว่ามันเป็นแค่ธาตุธาตุหนึ่งเท่านั้นเอง อิอิ ซึ่งครูบาอาจารย์ที่สอนวิชชานี้ ก็คือ "พระสีวลี(พุทธ เถรวาท)" ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ท่านที่ 2 ในชาตินี้ของผม พอคืนนั้นสมองแล่นบอกว่า ไฟสีฟ้ามีประกายจรัสแสงนั้น ก็คือ "รัตนเตโชธาตุ" แล้ว ผมก็รู้สึกว่าต้องรีบอธิษฐานจิตนึกจิตขอกราบ 3 ครั้งเป็นศิษย์ท่านในทันที เพราะการจะเรียนรู้อะไรได้นั้น จำเป็นจะต้องมีครูบาอาจารย์ ยิ่งเป็นเรื่องลี้ลับด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นจะต้องมีเลย เพื่อเราจะได้เดินได้ถูกทางไม่หลงทาง

    และในขณะอาบน้ำ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2011 ระหว่างช่วง 00:00-00:01 am ขณะที่ผมบริกรรม "รัตนเตโช กสิณัง" อยู่และนึกภาพลูกแก้วที่มีออร่าสีขาวซึ่งแทนพรหมจรรย์ และมีออร่าของรัตนเตโชธาตุประกายจรัสแสงลุกโชนแบบไฟอยู่รอบๆ อีกชั้นหนึ่ง และมีช่วงหนึ่งผมนึกถึงพระพุทธชินราช(สมเด็จองค์ปฐม)ที่ ผมนับถือมาก ผมจึงนึกจิตกราบท่าน พอกราบเสร็จ โดยปกติแล้วภาพท่านก็จะหายไป เพราะเราไม่ได้นึกถึงท่านแล้ว แต่ครั้งนี้แปลกตรงที่ภาพพระพุทธชินราชท่านกลับย่อตัวเล็กลง และแฝงเข้าไปในลูกแก้วที่ผมนึกจินตนาการบริกรรมไปเมื่อกี้ ในใจผมก็นึกว่า อ้าว ท่านเข้าไปทำไม? ผมจะบริกรรมต่อ ใจก็คิดว่าไม่เป็นไรตอนนี้คิดไปก็ไม่รู้ พอบริกรรมต่อโดยที่มีพระท่านนั่งอยู่ด้านในลูกแก้วนั้นแล้ว จะนึีกภาพไม่ให้ท่านมีอยู่ในลูกแก้วก็ไม่ได้แล้ว ภาพมันติดตาติดใจไปแล้ว พออาบน้ำต่อบริกรรมต่อไปสักแป๊ปแบบเลิกสงสัยที่จะค้นหาสาเหตุว่าทำไมอยู่ นั้น อยู่ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาได้เอง และพูดในใจว่า "หรือว่า ที่เขาเรียกกันว่า กายในกาย ที่เป็นวิชชาของธรรมกาย ใช่แล้ว ! พอนึกได้เสร็จ ก็คิดว่า เดี๋ยวนำมาเขียนเล่าเป็นธรรมทานประสบการณ์ความรู้สึกดีกว่า ... ตั้งแต่หลังเบิกบุญเก่าไม่กี่วันมานี้ จินตนาการบัญเจิดทั้งในความฝันความเป็นจริงเลยทีเดียว อิอิ... เอ่ยๆ.. ลืมอธิษฐานจิตขอเป็นศิษย์ท่านหลวงพ่อสดเลย ซึ่งถือว่าท่านเป็นครูบาอาจารย์ท่านที่ 3 ในชาตินี้ของผม ต้องรีบอธิษฐานจิตขอละ เดี๋ยวลืม.. อิอิ..

    จิตพรหมจรรย์(พระพิฆเนศ ศาสนาฮินดู) --> รัตนเตโชธาตุ(พระสีวลี ศาสนาพุทธเถรวาท) --> ธรรมกาย(หลวงพ่อสด ศาสนาพุทธเถรวาท) --> ( )
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 กรกฎาคม 2011
  15. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    (ในขณะอาบน้ำ ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2011 ช่วงค่ำ)
    ผมสังเกตุตนเองว่า หลายครั้งละที่จินตนาการของผมจะบันเจิดในช่วงเวลาระหว่างอาบน้ำ และในคืนวันนี้ ขณะที่ผมบริกรรม "รัตนเตโช กสิณัง" อยู่ และนึกภาพของพระพุทธชินราช(สมเด็จองค์ปฐม)ที่ อยู่ด้านในของลูกแก้วธรรมกายไปพร้อมๆ กัน เพื่อสร้างอารมณ์แห่งธรรมกาย และผมก็พิจารณาทั้ง 360 องศาหรือสามมิตจากองค์พระพุทธรูปอย่างที่ผมเคยพิจารณาจากลูกแก้วธรรมกายนี้ และทุกครั้งก็ไม่ได้ตั้งใจหรือบังคับจิตให้เห็นว่าข้างในลูกแก้วหรือข้างใน องค์พระพุทธรูปนั้นจะมีอะไรอยู่ด้านใน แต่หลังจากจินตนาการครั้งที่แล้วที่อยู่ๆ องค์พระพุทธรูปท่านก็ย่อตัวเข้าไปในลูกแก้วเอง แล้วตอนนั้นผมจึงรู้สึกได้ว่า ลูกแก้วนี้ก็คือ "ลูกแก้วธรรมกาย" นี้เอง และสมเด็จองค์ปฐมองค์นี้ก็คือ "กายในกาย" ของเราที่แสดงถึง ภาวะจิต ณ ปัจจุบันของเราว่าเป็นเช่นไร(จากการหาข้อมูลเรื่องธรรมกายใน Google)

    แต่เท่าที่เคยรู้มาว่า ธรรมกาย ของแต่ละคนนั้น จะมีชั้นของกายในกายที่ไม่เท่ากัน ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมก็อยากให้จิตปรุงแต่งเข้าไปในกายขององค์พระพุทธรูปว่า มีพระหรือภาพนั้นภาพนี้ซ้อนๆ กันเข้าไปหลายๆ ชั้น แต่พอปรุงแต่งไปแล้ว ความรู้สึกในจิตมันบอกว่าไม่ใช่ ก็เลยเลิก และบอกกับตนเองว่า ปล่อยวางละกัน ถึงวาระก็รู้เองนั้นเละ อิอิ หลังจากนั้น ผมก็จินตนาการนึกภาพและพิจารณาองค์พระพุทธชินราชทั้ง 360 องศาหรือสามมิต นึกภาพใ้ห้มีรัตนเตโชธาตุหรือธาตุไฟแห่งรัตนะสี ฟ้าประกายจรัสแสง ลุกโชนแบบไฟลายกนกติดประกายไปทั่วองค์พระ และบริกรรมไปอีกไม่นาน ผมก็อยากนึกภาพด้านหน้าขององค์พระให้มีทะเลแห่งรัตนเตโชธาตุลุกโชนเป็นแบบ กระแสคลื่นไฟลายกนกสูงต่ำขึ้นมาแตกต่างกัน ทำให้ได้อารมณ์มากยิ่งขึ้น

    แต่ในขณะอาบน้ำ ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2011 ช่วงค่ำ ระหว่างบริกรรมไปอาบน้ำไปนึกภาพและพิจารณาองค์พระไป เสี้ยววินาทีหนึ่ง จิตมันไปจับและมองทะลุไปที่กลางท้องขององค์พระก็เห็น "ผู้ชายนั่งขัดสมาธิลอยอยู่บนกลางอากาศไม่ใส่เสื้อแต่ใส่กางเกงขายาวสีขาว แบบนักปฏิบัติ ซึ่งลอยอยู่ในห้องว่างเปล่าที่มีแสงสว่างโดยรอบห้อง ทันใดนั้นจิตก็รู้เลยว่า ผู้ชายคนนี้ก็คือตัวเรานี้เอง และก็คือ "จิตพรหมจรรย์" ซึ่งเป็นจิตเดิมแท้ของเรา และเหมือนเราจะรู้สึกว่า ชั้นนี้ก็ืคือชั้นในสุดของกายในกายเราแล้วละ แต่ผู้ชายคนนี้ทำไมไม่ใส่เสื้อ ผมก็นึกภาพให้ชายคนนี้ใส่เสื้อสีขาวแบบนักปฏิบัติธรรมซะ และผมก็เริ่มบริกรรมต่อ และนึกภาพให้รัตนเตโชธาตุลุกโชนที่ตัวผู้ชายคนนี้เหมือนกับองค์พระด้วย ต่อมาผมก็พิจารณาอีกว่า ทำไมผู้ชายคนนี้จึงอยู่ในองค์พระอีกที เหมือนจิตมีการโต้ตอบกลับมาให้ผมรู้สึกในสิ่งที่ผมสงสัย ซึ่งผมก็รู้่สึกว่า จิตพรหมจรรย์นั้นก็เปรียบเสมือนผ้าขาวพร้อมที่จะใส่หรือระบายแต่งเติมอะไรลง ไปก็ได้ และเหมือนเป็นตัวรู้ของธรรมชาติหรือสัจธรรม พอรู้สึกจบ จิตผมก็แฝงเข้าไปในผู้ชายคนนี้จากด้านหลังเหมือนเป็นคนเดียวกัน แต่พอแฝงได้แป๊ปเดียว จิตผมก็เลื่อนไปข้างหน้าและค่อยๆ ใหญ่ขึ้น แล้วแฝงต่อไปที่องค์พระพุทธชินราชเหมือนดังว่า "เราเป็นท่าน ท่านเป็นเรา" ซึ่งผมก็เพิ่งเข้าใจความรู้สึกของประโยคนี้ในตอนนี้เอง พอแฝงแล้วก็เหมือนว่าใบหน้าองค์พระท่านจะปรากฎขึ้นเป็นภาพแบบซ้อนเหลื่อมล้ำ กับใบหน้าผมเลยทีเดียว ความรู้สึกในตอนนี้ เหมือนจะบอกว่า เมื่อองค์พระพุทธชินราช(สมเด็จองค์ปฐม)ท่านรู้อะไร เราก็รู้ด้วย ท่านมีธรรมอะไร เราก็มีธรรมอันนั้นด้วย ณ ขณะ นี้ผมรู้สึกอยากหยุดทุกอย่างไว้ในสภาวะนี้ เพราะจิตผมมันเกิดความรู้สึกสงบนิ่งขึ้นมาทันทีเมื่อแฝงเข้ามาแล้ว เนื่องด้วยใบหน้าและสายตาของพระพุทธรูปหรือพระพุทธองค์ที่ปรากฎเป็นภาพซ้อน ขึ้นมาเหลื่อมล้ำกันนั้นดูสงบนิ่งส่งผลทำให้จิตผมสงบนิ่งตาม

    และอีกความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันนั้นก็คือ ความรู้สึกค่อยๆ หน่วงขึ้นมาที่กลางหน้าผากของผม ทำให้ผมนึกถึงตาที่สามขององค์พระพุทธชินราช ผมก็บอกตนเองว่าปล่อยวาง ปล่อยไปตามความรู้สึก อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เมื่อมันถึงวาระของมัน ซึ่งอาการหน่วงที่หน้าผากนี้ มันยิ่งหน่วงมากขึ้น ถ้าผมหายใจเข้าลึกๆ และหน่วงนานมากจนผมเผลอหลับไปเกือบชั่วโมงตื่นมาก็ยังหน่วงอยู่ และทุกครั้งที่ผมรู้สึกว่า "เราเป็นท่าน ท่านเป็นเรา" อยู่ในอาการภาวะแฝงซึ่งกันและกัน ต่อมาผมก็ถอยออกมาทางด้านหลังองค์พระ และหันกลับไปมองที่ผู้ชายชุดขาวต่อ ซึ่งช่วงแรกๆ ผมจะมองหน้าเขาไม่ค่อยชัด มันออกเบลอๆ ตอนนี้ก็เบลอ แต่น้อยลง แต่ทันใดนั้น ผมก็มองเห็นที่กลางหน้าผากผู้ชายชุดขาวคนนี้มีตาที่สามเป็นแนวดิ่งปรากฎขึ้น มา พอถึงตอนนี้ผมก็รู้สึกว่าผมควรจะนอนได้แล้ว(ตีสองแล้ว) เพราะตลอดเวลาที่อาบน้ำจนมานอนให้ทีวีดูนั้น ผมก็นึกจินตนาการถึงกายในกายนี้ตลอดเลย ถึงตาจะจ้องทีวีแต่จิตหรือใจก็ไม่อยู่แล้ว เหมือนผมกำลังเห่อของเล่นใหม่อยู่ ส่วนอาการที่หน่วงๆ มันก็ยังไม่หาย ก็ช่างมัน นอนดีกว่า..พอเช้าตื่นขึ้นมา ไม่ทันไร จิตมันก็ไปจับสภาวะตอน "เราเป็นท่าน ท่านเป็นเรา" และภาพแบบซ้อนใบหน้าองค์พระอีกแล้ว และหน้าผากก็หน่วงขึ้นมาทันทีเลย และตอนช่วงสวดมนต์ด้วยแล้ว ยิ่งหน่วงมากขึ้น และเราก็จะนึกถึงภาพใบหน้าองค์พระท่านมาซ้อนเวลาเราสวดมนต์ด้วย ซึ่งเข้างานมาก็ยังหน่วงไม่หายเลย ตั้งแต่นึกจินตนาการถึงกายในกายได้ ช่วงไหนที่จิตว่างภาพกายในกายจะปรากฎขึ้นมาโดยตลอดทุกอิริยบท และจิตก็ไม่เหนื่อย ดูเหมือนจิตอยากจะนึกพิจารณาถึงกายในกายตลอดเวลาด้วย เหมือนว่าสิ่งนี้กลายเป็นความเคยชินหรือเป็นส่วนหนึ่งของชีิวิตผมไปแล้ว ภาพกายในกายไม่เคยหายไปจากความนึกคิดและจินตนาการในสมองผมเลย เพราะภาพนั้นมันไวและสะดวกกว่า แต่คำบริกรรมอาจมีหายบ้าง เพราะมันต้องใช้วิริยะบารมีกว่า และบางเวลาไม่เหมาะกับการบริกรรม เช่น เวลากินข้าว เวลาอ่านกระทู้ ทำงานหรือทำอย่างอื่นไปในเวลาเดียวกัน เป็นต้น...

    ลูกแก้วธรรมกาย --> พระพุทธชินราช(สมเด็จองค์ปฐม/ธรรมะ) (กายในกาย) --> ผู้ชายชุดขาว (จิตพรหมจรรย์ หรือ จิตเดิมแท้ของเรา) (กายในกาย) ... เราเป็นท่าน ท่านเป็นเรา ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 สิงหาคม 2011
  16. แม่หมูอ้วน

    แม่หมูอ้วน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    534
    ค่าพลัง:
    +6,052
    ขอบคุณในธรรมทาน ที่เล่ามานี้ค่ะ
     
  17. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    (ในขณะนั่งสมาธิ ของช่วงเช้าวันที่ 3 สิงหาคม 2011 ก่อนไปทำงาน)
    ขอเท้าความย้อนไปเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2011 เมื่อวานเกือบทั้งวันเลย จิตไม่ค่อยเป็นสมาธิเลย และมารแทรกในจิต เห็นใครนึกถึงใครแสบแช่งเขาไปทั่ว เพื่อนร่วมงาน พระภูมิเจ้าที่ พระพุทธเจ้า ซึ่งเราก็รู้ว่า มันไม่ใช่ตัวตนของเรา ตั้งแต่หลังปีใหม่ก็เป็นแบบนี้มาบ้าง เป็นบางช่วง ช่วงหลังส่วนใหญ่จิตจะล่วงรู้เท่าทันพญามาร เราจะรู้สึกก่อนที่มารจะสรรหาคำด่าคำแช่งต่างๆ ออกมาในมโนจิต แต่ทางวาจาเราไม่เคยหลุดออกมา ทุกครั้งเมื่อเกิดมีการแช่งในความคิด เราก็จะขอขมากรรมและขออโหสิกรรมจากทุกท่านทุกสิ่งที่เราได้กระทำผิดไปในมโน จิต แต่เมื่อวานนี้มันบ่อยมาก บริกรรมแล้วก็ไม่หาย เลยเปลี่ยนคำบริกรรมเป็นพุทธโธ และหายใจเข้าออกลึกๆ ทำให้จิตเป็นสมาธิ ก็จะช่วยได้บ้าง ที่กล่าวมานี้ ต้องการจะบอกแค่ว่า จิตอยากบริกรรมอะไรก็บริกรรมไป หรืออยากหายใจเข้าออกลึกๆ อย่างเดียวก็กระทำไป คือ ทำแล้วจิตสบายผ่อนคลายเป็นสมาธิก็ให้ทำไปเลย อย่างน้อยก็จะช่วยลดๆ ได้บ้าง

    ระหว่างช่วงทำงาน ทุกวัีนเวลานั่งทำงานนานๆ มันจะเคลียสขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ถ้าใช้สมองมากๆ หน่อย อาการเคลียสส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอเกิดอาการปวดเมื่อยทุกครั้งเลย เมื่อวานก็ปวดเมื่อยอีกละ จึงเลยปล่อยให้มันปวดๆ ไปอย่างนั้นโดยไม่นวดและทำจิตให้เป็นสมาธิ พอปวดได้สักแป๊ปหนึ่ง พอจิตเริ่มเป็นสมาธิ ทำให้ผมรู้สึกตัวว่าตนเองนั่งผิดท่า สาเหตุที่ทำให้เราปวดเพราะว่า เรานั่งชะโงกหน้าดูหน้าจอคอมนี้เอง อิอิ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมันตึงและทำงานมากกว่าปกติ ตอนนี้ก็ดีขึ้นละ พอรู้สาเหตุก็ปรับนั่งมาให้อยู่ท่าเดิม ต้องทำให้เคยชิน เพราะไอ้อาการชะโงกหน้านี้มันก็เกิดจากความเคยชินที่ผิดๆ ของตนเองมานานแล้ว อิอิ

    ย้อนกลับมาถึงเรื่องการแช่งทุกสิ่งในจิตในความคิดที่เราเห็นหรือนึกในจิต นั้น เราก็เบื่อๆ เหมือนกัน แต่ผมคิดว่า เป็นการฝึกขันติบารมีความอดทนและฝึกวิริยะบารมีในการขอขมากรรมและขอโหสิกรรม ต่อทุกสิ่งที่แช่งไป จิตมารมาแช่งเราก็ขอขมากรรมไป เพราะตอนนี้คิดว่าทำได้แค่นี้ ทำได้เท่าที่เราจะกระทำได้ตามวิสัยของเรา ถ้าไม่ขอขมากรรม จิตก็จะรู้สึกผิด ถึงแม้เราไม่เจตนาก็ตาม และช่วงอาบน้ำของคืนวันนี้ ผมก็คิดในใจว่า วันนี้จิตจะจินตนาการอะไรออกมาบ้าง ขณะอาบน้ำไปบริกรรมไปพร้อมกับพิจารณากายในกายไป วันนี้รู้สึกไม่อยากบริกรรม "รัตนเตโช กสิณัง" เพราะบริกรรมแล้วจิตไม่สงบ จิตยังวุ่นวายอยู่ ผมก็เลยรู้สึกว่า เปลี่ยนเป็นเน้นหายใจเข้าออกลึกๆ ดีกว่าอาจจะช่วยได้ดีกว่า บวกบริกรรมพุทธโธไปด้วย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วบริกรรมบ้างไม่บริกรรมบ้าง คำบริกรรมขาดๆ หายๆ แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไปจากในมโนจิตหรือในความนึกคิดเลย ก็คือ ภาพความนึกคิดจินตนการถึง"กายในกาย"ในลูกแก้วธรรมกาย ตอนนี้จิตวุ่นวายไม่เป็นสมาธิ จิตมารแทรกตลอด เราก็คิดว่า เรานึกจิตไปรวมกับองค์พระเหมือนเมื่อวานดีกว่า เมื่อวานดูสงบนิ่งดีนะ แต่เอาเข้าจริงๆ มันไม่ค่อยสงบเลย ซึ่งความรู้สึกในตอนแรกต้องการจะบอกให้เรารวมกับผู้ชายชุดขาวมันจะสงบนิ่ง กว่านะ แตอีกจิตหนึ่งมันไม่เชื่อมันฝืน สุดท้ายก็ต้องกลับมารวมจิตกับผู้ชายชุดขาว(จิตเดิมแท้ของเรา) พอรวมแล้วก็รู้สึกสงบนิ่งขึ้นมาอย่างประหลาด สรุปว่า วันนี้ไม่มีอะไรมาก เพราะจิตกำลังต่อสู้กับกิเลสพญามารอยู่

    ตื่นมาตอนเช้าของวันที่ 3 สิงหาคม 2011 หลังล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็สวดมนต์นั่งสมาธิ ปกติจะสวดมนต์ประมาณครึ่งชั่วโมง นั่งสมาธิ 20 นาที ในส่วนของวันทำงาน ส่วนวันหยุดจะสวดมนต์ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า นั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง แต่วันนี้ก่อนจะกราบรูปพระพุทธชินราช(สมเด็จองค์ปฐม) ก็พูดในใจกับท่านว่า จิตมันจะวุ่นวายมีพญามารเข้ามาแทรก ผมก็จะทำเท่าที่ผมจะกระทำได้ จะพยายามทำจิตให้เป็นสมาธิเท่าที่จะกระทำได้ เสร็จแล้วผมก็เริ่มนั่งสมาธิ ขณะนั่งสมาธิ ผมก็ยังรู้สึกอยากจะรวมจิต(คราวที่แล้วใช้คำว่า "แฝง")กับผู้ชายชุดขาวต่อจากเมื่อวาน เพราะมันทำให้ผมสงบนิ่งมากขึ้น ไม่มีคำบริกรรมใดๆ แม้แต่พุทธโธ มีแต่การหายใจเข้าออกลึกพอประมาณ ปฏิบัติไปตามความรู้สึกของจิตกำหนด พอนั่งไปแป๊ป อยู่ๆ ผมก็พูดขึ้นมาในมโนจิตหรือในความคิดว่า "ณานสมาบัติ" ผมก็แปลกใจว่า ตนเองพูดขึ้นมาในจิตทำไม? ทันใดนั้น จิตก็สงบนิ่งอย่างฉับพลัน จิตโล่งสมองปลอดโปร่งสบาย ร่างกายเหมือนจะเบาๆ อาการอย่างนี้ แปลว่า เราเข้าถึงณานในระดับหนึ่งแล้ว แต่ระดับไหนก็ไม่รู้ น่าจะระดับที่ 1 มั้ง มันคงจะต้องเป็นไปตามลำดับของณานละนะ อีกสักพัก นาฬิกาปลุกก็ัดัง แปลว่า หมดเวลานั่งสมาธิละ หลังจากนั่งสมาธิ ผมก็ยังรู้สึกเช่นเดิม ก็คือ จิตเป็นสมาธิ จิตโล่งสมองปลอดโปร่งสบาย

    พอแต่งตัวเสร็จก็ไปทำงาน ขณะทำงานซึ่งวันนี้งานก็เยอะ แต่กลับรู้สึกจิตโล่งสมองปลอดโปร่งสบายไม่หาย พอเริ่มเคลียสหน่อยหรือมารแทรก เหมือนจิตมันอัตโนมัติจับนึกภาพ ขณะที่เรารวมจิตกับผู้ชายชุดขาว พอจับภาพได้อย่างฉับพลันจิตก็สงบนิ่งอย่างอัตโนมัติเลยทีเดียว ตั้งแต่นั่งสมาธิมาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ก็รู้สึกดี รู้สึกว่าจับจุดถูกละ หาที่อยู่ที่เป็นสมาธิให้กับจิตได้ละ นั้นก็คือ ผู้ชายชุดขาว หรือ จิตเดิมแท้ของเรา นี้เอง แต่ความรู้สึกนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน ผมก็ไม่รู้นะ แต่อยากจะครองอารมณ์ที่เป็นสมาธิแบบนี้ไว้ พอจิตนึกภาพปุ๊ปก็เป็นสมาธิปั๊ปเลย อิอิ ฉะนั้น การสวดมนต์นั่งสมาธิทุกวันเป็นประจำจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกฝนจิตขั้นพื้นฐานที่จะขาดเสียมิได้เลย ยิ่งทำได้บ่อยในทุกอิริยาบทได้ก็ยิ่งดีตามสภาวะความเหมาะสม และพอผมเกิดความสงสัยและพิจารณาต่อว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ทันใดนั้น ผมก็หวนคิดกลับไปในภาพตอนแรกที่ผมเจอผู้ชายชุดขาวคนนี้ใหม่ๆ ซึ่งตอนแรก เขาไม่ได้ใส่เสื้อ ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า มีแต่ท่อนล่างใส่กางเกงขายาวแบบนักปฏิบัติ ซึ่ง ณ ตอนนั้นพอผมเห็นเช่นนี้ จึงนึกจิตให้ชายผู้นี้ใส่เสื้อชุดขาวซะ เพราะมันอุจาดตา อิอิ ซึ่งการใส่เสื้อชุดขาว การกระทำเช่นนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า มันเปรียบเสมือน "การเติมเต็มในจิตวิญญาณ" และการรู้สึกอยากแฝงหรืออยากรวมจิตกับชายชุดขาวผู้นี้ในตอนแรกนั้น ก็หมายถึง "การตรีนิรมานกายเข้าด้วยกันระหว่างจิตพรหมจรรย์ซึ่งเป็นจิตเดิมแท้ของผมกับ จิตวิญญาณของกายสังขารนี้ที่จุติมาในชาตินี้ และผมก็รู้สึกอีกว่า ภาวะที่จุดนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของทุกสิ่งอย่างและก็เป็นจุดสิ้น สุดของทุกสิ่งอย่างเช่นกันในทั่วสากลพิภพจักรวาลทั่วภพสามโลกันต์ทุกภพภูมิ มิติ จากจิตที่ว่างเปล่าสู่ที่สุดแห่งธรรมกลับสู่จิตที่ว่างเปล่า(จิตสู่จิต หรือเรียกว่า "วิถีแห่งจิต") "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาหรือสัจธรรม" " และความรู้สึกอย่างหนึ่งในตอนนี้ที่ผมรู้สึกและรับรู้ได้จากอานิสงค์ของการ ตรีนิรมานกายนั้น ก็คือ จิตเป็นเป็นสมาธิโดยฉับพลันหรือง่ายขึ้นกว่าเดิม เมื่อเรานึกภาพนั้น เหมือนจิตเราได้หล่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว และความฉลาดของจิตเดิมแท้นั้น ได้ให้มุมมองของภาพกับผมในมุมมองเดียว เมื่อนึกมองภาพนั้นในจิตแล้ว ก็รับรู้และรู้สึกไ้ด้เลยณ ขณะจิต ภาพที่ผมได้นึกเห็นก็คือ ภาพที่เป็นมุมมองออกจากตัวของชายชุดขาวผู้นี้ เปรียบเสมือนผมเป็นชายคนนี้กำลังก้มหน้าลงมามองเห็นส่วนช่วงขาที่ใส่กางเกง ขายาวสีขาวแบบนักปฏิบัติธรรมซึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างสงบนิ่ง และมองเห็นพื้นว่างเปล่าสีขาว เหตุนี้จึงทำให้จิตผมสงบนิ่งตาม(จิตเชื่อมจิต)

    ผมอยากจะบอกว่า ทุกสิ่งอย่างรอบๆ ตัวเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อหรือไม่ก็ตาม มันสามารถบ่งบอกอะไรเราได้หลายๆ อย่าง และเราจะรู้สึกและรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อ เรานำจิตหรือใจไปใส่ไว้ในสิ่งๆ นั้น เราจึงจะมองเห็นความหมายต่างๆ หรือเนื้อแท้ที่ซ้อนอยู่ข้างในของมันได้ มิใช่แค่ฉาบฉวย

    สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกทุกคนที่ได้มีโอกาสมาอ่านในกระทู้นี้ของผมว่า เมื่อเช้าขณะที่ผมมองจ้องภาพพระพุทธชินราช(สมเด็จองค์ปฐม)อยู่นั้น ทำให้ผมรู้และเข้าใจและมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่า เรื่องราวเหตุการณ์ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผมได้พบเจอมาทั้งหมดทั้งสิ้นรวมถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตนั้น มิใช่เป็นสิ่งที่จะนำมาโอ้อวดกันหรือให้มองเป็นสิ่งเพ้อเจ้อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่มีมาอยู่แล้วในธรรมะหรือธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่เป็นปกติธรรมดา อยู่ที่จิตเราจะมองเช่นไร? จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิตหรือใจ มนุษย์มีความรู้ความสามารถที่จำกัดยังมีอีกมากมายมหาศาลนับไม่ได้ที่มนุษย์ ยังไม่รู้และยังเข้าไม่ถึง การไม่เปิดกว้างในความคิด ก็เปรียบเสมือนการปิดกั้นหรือกักขังจิตใจของตนเองไม่ให้รับรู้ในสิ่งใหม่ๆ ไม่เคยเห็นมิใช่มันจะไม่มี สิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงปรารถนามีอย่างเดียวเท่านั้น นั้นก็คือ ให้ทุกสรรพสัตว์ทุกสรรพชีวิตทุกจิตทุกวิญญาณได้เข้าถึงธรรมะหรือธรรมชาติที่ เป็นสัจธรรม เพื่อการหลุดพ้นหรือนิพพาน สาธุ...

    วิถีแห่งจิต = ลูกแก้วธรรมกาย -> หากายในกายที่เป็นจิตเดิมแท้ -> จากจิตที่ว่างเปล่าสู่ที่สุดแห่งธรรมกลับสู่จิตที่ว่างเปล่า "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป" เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาเป็นสัจธรรม

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 สิงหาคม 2011
  18. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    (ในช่วงเช้าวันที่ 4 สิงหาคม 2011 ก่อนไปทำงาน)
    ขอย้อนกลับไปในคืนวันที่ 3 สิงหาคม 2011 หลังเลิกทำงาน และกลับถึงอาพาร์ทเม้นต์แล้ว ขณะขึ้นลิฟท์ไปในจิตผมก็นึกพิจารณาภาพมุมหนึ่งของสมาธิที่กายในกายเป็นมุม มองที่มองออกจากตัวผู้ชายชุดขาวและก้มมองเห็นแต่ส่วนขาที่กำลังนั่งขัดสมาธิ ที่สวมใส่กางเกงขายาวแบบนักปฏิบัติอยู่ และก็มองเห็นพื้นสีขาวสว่างว่างเปล่า ซึ่งเป็นภาพที่ผมนึกอยู่เกือบตลอดเวลาติดอยู่ในมโนจิตหรือในความคิด ถ้านึกถึงภาพนี้ก็จะเกิดสมาธิสงบนิ่งขึ้นมาทุกครั้ง จิตไม่ฟุ้งซ่าน อาจเป็นเพราะจิตมันจดจ่ออยู่กับภาพที่ดูแล้วสงบนิ่งภาพนี้ หรือเรียกอีกอย่างว่า ภาพที่เป็นที่อยู่อันสงบนิ่งของจิตอีกที่หนึ่ง ซึ่งอยากจะบอกว่า อารมณ์ในการทำสมาธิมีส่วนสำคัญมาก สมาธิของจิตจะสงบนิ่งหรือไม่นั้น อันดับแรกขึ้นอยู่กับอารมณ์ก่อนการปฏิบัติ เราควรจะปล่อยวางเรื่องราวทุกอย่างในหัวของเรา คิดเสียว่า ตอนนี้คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ต่อจิต เอาไว้หลังนั่งสมาธิค่อยคิดต่อ อิอิ เราควรจะมีกุศโลบายหลอกล่อจิตให้ไปในทางที่ดีเป็นกุศลจิต ปล่อยวางในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อจิต จิตจะได้ไม่ทุกข์หรือคิดอะไรจนฟุ้งซ่านเกินไป ถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะมีประโยชน์ต่อจิตแต่ไม่เหมาะกับสภาวะนั้นก็ไม่ควรจะ คิด เช่น จิตเราอยากทำบุญเยอะๆ แต่มีเงินนิดเดียวหรือไม่มีเงินเลย เราก็จงทำตามกำลังของเราหรือไม่ต้องทำเลย อย่าทำบุญแล้วจิตเป็นทุกข์ ซึ่งพระพุทธองค์ก็ไม่ทรงปรารถนาให้เรากระทำเช่นนั้นเหมือนกัน "จงทำในสิ่งที่เราพอจะกระทำได้ตามวิสัยและภาวะขณะนั้นของเรา" ควรทำจิตใจให้ผ่องใส ก่อนการสวดมนต์และนั่งสมาธิ ซึ่งบางครั้งการใช้วาจาพูดกับตนเองหน้ากระจกก็ส่งผลต่อจิตเราได้เช่นกัน ซึ่งผมเองก็พูดต่อหน้ากระจกเวลาแปรงฟันทุกเช้า ในทางวิทยาศาสตร์หรือทางโลกเรียกว่า "การสะกดจิตตนเอง" แต่ทางธรรม เรียกว่า "กุศโลบายที่ส่งผลต่อจิตโดยตรง" สรุปว่า วิทยาศาสตร์และธรรมะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง ณ จุดนี้ไม่ขอพูดกล่าวถึงว่าสิ่งไหนมีมาก่อนสิ่งไหนดีกว่ากัน เพราะมันไม่มีประโยชน์ต่อสิ่งที่ผมต้องการจะชี้ให้เห็น

    กลับมาตอนที่ผมกำลังขึ้นลิฟท์และผมก็กำลังนึกภาพที่กล่าวไปข้างต้นขณะอยู่ใน ลิฟท์ไปด้วย ขณะที่จิตผมนึกอยู่นั้น ก็ปรากฏว่าในความคิดจินตนาการของผมมันเปลี่ยนมุมมองจากภาพในมโนจิตที่กำลัง ก้มมองลงพื้นอยู่กลายเป็นมุมมองที่ผมกำลังมองดูใบหน้าพระพุทธรูปสีขาวนวล บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ที่ผมนำมาเป็นรูปแทนตัวในเวปญาณทิพย์ ซึ่งมันเป็นมุมมองใกล้ๆ เหมือนนั่งติดๆ กัน ที่ผมมองจากใบหน้าด้านขวาขององค์พระ และเห็นใบหน้าอย่างชัดเจน ทันใดนั้นผมก็มองลงมาที่มุมมองเดิม ที่เป็นแบบก้มมอง ปรากฎว่าช่วงขาของชายชุดขาวนี้กลายเป็นช่วงขาสีขาวนวลบริสุทธิ์ขององค์พระ เช่นเดียวกัน ซึ่ง ณ ตอนนั้น ผมก็รู้สึกขึ้นมาได้ว่า ครั้งที่แล้วผมค้นหาข้อมูลเรื่องธรรมกายนั้น มีความข้อความหนึ่ง เขียนประมาณว่า "กายในกายในมโนจิตของเราจะเปลี่ยนภาพมายาของกายในกายไปตามสภาวะจิตใจของคนๆ นั้น และอีกภาพหนึ่งที่ปรากฎขึ้นมาในมโนจิตผม มันเป็นภาพเมื่อช่วงบ่ายระหว่างทำงานนั้นผมก็ได้เปิดดูเวปญาณทิพย์ และไปสะดุดสายตาที่พระพุทธรูปองค์สีขาวนวลบริสุทธิ์ที่อยู่ด้านซ้ายบนสุดของ หน้าเวปบอร์ดญาณทิพย์ ณ ขณะนั้นผมเกิดความสนใจมาก และจ้องมองดูพระพุทธรูปสีขาวนี้นานเกือบนาที ซึ่งภาพนี้ทุกคนก็รู้กันอยู่ว่าเป็นรูปแทนตัวของพระพุทธเจ้าที่อยู่ในภาคขาว นวลบริสุทธิ์ ซึ่งหมายถึง จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ และท่านนั่งอยู่บนดอกบัวสีชมพูอีกทีหนึ่ง ซึ่งในความรู้สึกผมนั้น สีชมพู แสดงถึง ความเมตตา พอจะสรุปตีความตามความรู้สึกได้ว่า จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา พอจ้องเสร็จสุดท้ายผมก็คิดเล่นๆ ในใจว่า อยากเป็นเหมือนท่านจัง ท่านดูขาวนวลบริสุทธิ์ ดูแล้วสบายใจ สงบไม่วุ่นวายดี อิอิ พอคิดเสร็จ ก็บอกกับตนเองในใจว่าปล่อยวางและให้มันดับไป

    ซึ่งผมอยากจะบอกว่า บางครั้งบางสิ่งบางอย่างบางเรื่องราว เป็นสิ่งที่เรามองข้ามไปโดยเห็นว่ามันไม่สำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไป วาระมาถึง จิตจะระลึกรู้หรือนึกถึงภาพเหตุการณ์นั้นๆ ในอดีตที่ผ่านมาที่มีความเชื่อมต่อเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกันใน ปัจจุบันหรือ ณ ขณะนั้น นี้ก็คือ ความสามารถของจิตอย่างหนึ่ง เหตุนี้เองจึงเป็นสาเหตุของการระลึกชาติได้ในทั้งภาพ,เสียง,อารมณ์ต่างๆ, ความเคยชินและพฤติกรรมต่างๆ ของจิต,วิชชา,บุญกุศล,ความดีความชั่ว,บาป,บารมี,บุญญาธิการ,ฤทธิ์ทางใจ,ความ สามารถพิเศษทุกอย่าง และอื่นๆ อีกมากมายมหาศาลทั้งหลายทั้งปวงนับไม่ได้ เคยมีอะไรเป็นอะไร จิตมันบันทึกไว้หมด และมีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเรียกสิ่งต่างๆ เหล่านี้กลับคืนมาได้ หรือระลึกรู้สิ่งต่างๆ ได้ นั้นก็คือ การเข้าถึงวิถีแห่งจิต หมายถึง การเข้าใจจิตในด้านต่างๆ เช่น ความคิดของจิต,อารมณ์ของจิต อื่นๆ เป็นต้น และวิธีที่จะเข้าถึงวิถีแห่งจิตได้นั้น ก็คือ การไปรู้จักตัวตนที่แท้จริงของจิต หมายถึง การฝึกฝนจิต ที่อยู่ภายในร่างกายของเรานี้เอง โดยการทำสมาธิให้นิ่งจนถึงระดับที่สามารถสัมผัสสื่อสารกับจิตของเราเองได้ ภพชาติใดเราเคยฝึกฝนจิตไว้ดีแล้ว ภพชาติต่อไปข้างหน้าเราก็จะมีโอกาสระลึกรู้ได้อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย และสิ่งที่ส่งผลทำให้เราระลึกรู้ได้เร็วหรือช้านั้น ขึ้นอยู่กับ บุญบาป ที่เคยกระทำไว้ในภพชาติก่อนรวมถึงภพชาติปัจจุบันด้วย ซึ่งสิ่งที่ผมรู้สึกและสัมผัสได้ในมโนจิตของผม ก็คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงตรัสรู้และเรียบเรียงขึ้นมาเป็นคำสอนทางศาสนาในทุกๆ ศาสนานั้น จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นแนวทางให้มนุษย์ได้หลุดพ้น ซึ่งส่วนตัวผมขอจำแนกประเภทเนื้อหาในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ทุกๆ พระองค์เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ที่แน่ใจว่าไม่หลุดไปจากนี้อย่างแน่นอน คือ

    1.คำสอนที่มีเนื้อหาเป็นสัจธรรม ซึ่งในส่วนนี้พระพุทธองค์ทรงปรารถนาจะแสดงให้เห็นว่า ทุกสรรพสิ่งนั้นล้วน "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาเป็นสัจธรรม โดยสอนให้มนุษย์ทุกคนได้รับรู้เข้าใจและเห็นความสำคัญของจิตวิญญาณ และเข้าถึงวิถีแห่งจิต "จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน ทุกสรรพสิ่งสำเร็จได้ด้วยจิตหรือใจ"

    2.คำสอนที่มีเนื้อหาเป็นกุศโลบาย ซึ่งในส่วนนี้ถือว่าเป็นเคล็ดลับหรือวิธีที่จะช่วยให้มนุษย์ได้หลุดพ้น ไม่ว่าบุญบาปจะมากน้อยเพียงใด ก็สามารถหลุดพ้นได้หรือที่เขาเรียกกันว่า "นิพพาน" ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเราเข้าถึงวิถีแห่งจิต แต่สิ่งที่จะส่งเสริมสนับสนุนหรือบังตาไม่ให้เราเข้าถึงวิถีแห่งจิตนั้น ก็คือ "บุญบาป" นั้นเอง แต่ในความรู้สึกผมนั้น บุญบาป มีผลในระดับหนึ่ง แต่มันไม่มากเกินกว่าจิตที่มุ่งมั่นและศรัทธาในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ จิตที่ไม่หวั่นไหวต่อหลักคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และเรียบเรียงมาดี แล้วด้วยปัญญาณแห่งปรมัตถ์ที่เกิดจากการฝึกฝนจิตเข้าถึงวิถีแห่งจิตโดยการทำ สมาธิ ซึ่งหลักคำสอนทั้งหลายทั้งปวงที่พระ พุทธองค์ทุกๆ พระองค์ทรงประทานมาให้กับทุกสรรพสัตว์ทุกสรรพชีวิตรวมถึงมนุษย์ ก็เพื่อให้มนุษย์ได้เริ่มปฏิบัติเพื่อเข้าถึงวิถีแห่งจิตเสียที ไม่ต้องรอให้สร้างบุญมากก่อน หรือ ชดใช้วิบากกรรมให้หมดก่อนจึงจะหลุดพ้น เราทุกคนสามารถหลุดพ้นได้เลยทันที ถ้าจิตหลุดพ้น จิตจะหลุดพ้นได้ จะต้องเข้าถึงวิถีแห่งจิต ถึงแม้บุญบาปจะหนักหรือมากน้อยเพียงใด ถ้าจิตหลุดพ้นเสียแล้ว กิเลสหรือพญามารก็ไม่สามารถเกาะติดจิตของเราได้ รวมถึงวิบากกรรมมากน้อยต่างๆ เพราะจิตเราไม่หวันไหวไปตามสิ่งเร้าเหล่านี้ จิตก็เป็นอิสระไม่ถูกผูกมัด จิตไม่จำเป็นต้องไปชดใช้วิบากกรรมต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ตามวิบากกรรม เราจะต้องถูกคนนี้หลอกให้เสียเงิน และอนาคตถึงขั้นเดือดร้อนไม่มีเงินมาเลี้ยงชีพการเงินติดขัด ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆ อีกมากมายที่จะเข้ามา ถึงแม้ช่วงนั้นเราจะไม่ขัดสนเงินทองก็ตาม แต่จะต้องมีเหตุอื่นๆ อย่างใดอย่างหนึ่งให้เราจำเป็นจะต้องใช้เงินก้อนที่ถูกหลอกไปนี้ ซึ่งเขาจะใช้อุบายนำผลประโยชน์มาเสนอล่อให้ผลตอบแทนที่มากมาย ถ้าจิตเราโลภมีกิเลส เราก็จะถูกหลอกเงินไปได้ แต่ถ้าปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว จะทำให้เรามีสติบังเกิดปัญญาที่พิจารณาไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ จิตตนเองก็จะบังเกิดปัญญาหากุศโลบายให้เราได้คิดว่า ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย คิดอย่างมีเหตุและผล ว่าสิ่งที่เขามาพูดล่อหลอกนั้นเป็นไปได้หรือไม่? เป็นต้น และเมื่อเราฝึกฝนจิตจนเข้มแข็งและสามารถควบคุมจิตได้แล้วนั้น ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า "ฤทธิ์ทางใจ หรือเรียกว่า พลังจิต" ฤทธิ์ทางใจนี้เป็นแหล่งพลังงานรูปแบบหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มหาศาลนับไม่ได้เป็น อนันต์ ส่งผลได้ทั่วสากลพิภพจักรวาล,สามโลกและได้ทุกภพภูมิมิติ ขึ้นอยู่กับผู้ฝกฝนจิตว่าฝึนฝนจิตได้ถึงระดับไหน? อภิญญา,ณาน,ญาณ,ไสยศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมายก็เป็นผลสำเร็จมาจาก "ฤทธิ์ทางใจ" อย่างเดียวเท่านั้น

    พอแปรงฟันเสร็จก็ออกมาสวดมนต์นั่งสมาธิตามปกติ แน่นอนจิตผมมันฟุ้งซ่านมาเป็นระยะๆ เมื่อวานตั้งแต่ผมได้เห็นกายในกายเปลี่ยนภาพมายาเป็นภาพพระพุทธรูปสีขาวนวล บริสุทธิ์ในจิตแล้ว ถึงแม้ว่าผมจะบอกกับตนเองในจิตแล้วว่าให้ปล่อยวาง แต่มันก็ปล่อยวางได้ไม่นานก็คิดอีก ก็แปลว่าผมยังฝึกฝนจิตของกายสังขารยังดีไม่มากพอ แต่ก็ดีขึ้นตรงฟุ้งซ่านน้อยลง และสั่งจิตกายสังขารได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ก็พยายามสั่งจิตให้ปล่องวางกับความอยากรู้อยากเห็น เหตุเพราะหลายวันมานี้พอเริ่มเห็นกายในกายได้แล้วก็คิดพิจารณาเรื่องนี้ตลอด และผมรู้สึกว่าการพิจารณากายในกายนั้นส่งผลโดยตรงต่อสภาวะจิตและอารมณ์ของผม อย่างเห็นได้ชัด เช่น วันนี้ขณะนั่งสมาธิจิตไม่ฟุ้งซ๋านเลย มีสมาธิสงบนิ่ง เพราะจิตจดจ่อกับภาพกายในกายตลอด,ปล่อยวางได้มากขึ้น,จิตโล่งสมองปลอดโปร่ง เป็นต้น หลังออกจากสมาธิ ผมก็เดินไปรดน้ำที่หน้าระเบียง ทันใดนั้นในความคิดหรือมโนจิตก็พูดขึ้นมาในใจว่า "จิตพุทธะ" และจิตก็พาให้นึกถึงกายในกายที่เพิ่งเปลี่ยนภาพมายาเป็นภาพพระพุทธรูปสีขาว นวลบริสุทธิ์ในจิตเมื่อคืนนี้นี้เอง ทำให้ผมรู้สึกขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งว่า ภาพก้มมองเห็นกายในกายกำลังนั่งขัดสมาธินั้น เป็นอานิสงค์ส่งผลทำให้ผมเกิดณานสมาบัติในขั้นแรก ถ้าเราพิจารณาภาพเดิมๆ ภาพนี้ต่อไปคงจะได้แค่อารมณ์ของสมาธิเท่านั้น แต่เราก็ไม่ควรจะทิ้งอารมณ์นี้ ฉะนั้น จะต้องมีภาพในมุมมองอื่นๆ อีกที่เป็นอานิสงค์ส่งผลทำให้เราเกิดณานสมาบัติขั้นที่สองหรือขั้นต่อไปอีก และจิตผมเหมือนจะรับรู้และรู้สึกได้ว่า "ภาพจิตพุทธะหรือภาพพระพุทธรูปสีขาวนวลบริสุทธิ์" นี้เอง ก็ืคือ สิ่งที่จิตของเราควรจะพิจารณาต่อไป ผมอยากจะบอกว่า วาระนั้นสามารถเร่งให้รวดเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ ขึ้นอยู่กับ "บุญบาป" และ "จิตที่มุ่งมั่นมีศรัทธาแค่ไหน?" ซึ่งเป็นคำนิยามสั้นๆ ที่ผมอยากจะให้ไว้ ณ ที่นี้ แต่มันใช้ได้ผลเป็นอนันตกาล ซึ่งคำนิยามนี้ถ้าเราปฏิบัติได้ถึงจริง มันจะมีแรงดึงดูดโดยธรรมชาติเป็นธรรมดาเป็นอัศจรรย์ของจิต เป็นอานิสงค์ส่งผลทำให้จิตหรือใจเรานั้นเดินทางไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงที่สุดแห่งธรรม ธรรมชาติ ธรรมดา เป็นสัจธรรม ...

    ลูกแก้วธรรมกาย -> หากายในกายที่เป็นจิตเดิมแท้ -> พิจารณาจนจิตเดิมแท้กลายเป็นจิตพุทธะ (ซึ่งจิตเดิมแท้และจิตพุทธะของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน จงพิจารณากายในกายแบบปล่อยวาง อย่าไปพยายามกำหนดให้เห็นกายในกายที่เราต้องการ เพราะมันไม่ใช่ของแท้ ถึงกำหนดไปความรู้สึกเราจะบอกว่ามันไม่ใช่ จงปล่อยวางให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของจิต จิตเราจะบอกหรือทำให้เรารู้สึกเอง จงเชื่อมั่นในความรู้สึกของตนเองที่เป็นสัมมาทิฐิ สาธุ)
     
  19. นักเดินธรรม

    นักเดินธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2009
    โพสต์:
    998
    ค่าพลัง:
    +2,393
    เยอะ...อ่านแล้วง่วง...ไปนอนก่อนนะ...
     
  20. ธรรมภูมิ

    ธรรมภูมิ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +142
    ตอบกระทู้ : "แนะนำผมทีครับเรื่อง สมาธิ ครับ" http://palungjit.org/threads/แนะนำผมทีครับเรื่อง-สมาธิ-ครับ.300500/

    ผมเข้ามาอ่านกระทู้ของคุณแล้ว ผมรู้สึกได้อย่างหนึ่ง ก็คือ "คุณยังขาดศรัทธาที่ แรงกล้าในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเคารพที่จะมีกำลังหรือส่งผลเป็นอานิสงค์ทำ ให้คุณสามารถคงอารมณ์แห่งสมาธินั้นได้ไว้นานเท่าที่จิตคุณปรารถนา แล้วเรียกสมาธินั้นขึ้นมาใช้ได้ทุกครั้งที่คุณนึกถึงภาพที่คุณชอบหรือภาพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเคารพนับถือ(แนะนำเริ่มต้นให้ใช้รูปสิ่งศักดิ์ที่คุณ เคารพบูชาก่อน)" การมีศรัทธานั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในภาวะใดของจิต เช่น กิน เดิน นอน นั่ง ทำงาน อาบน้ำ หายใจ และทุกอิริยาบทนั้น พอเรานึกถึงภาพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทีุ่เคารพในมโนจิตหรือในความคิดนั้น เราจะเกิดปิติสุขและศรัทธาในจิต ซึ่งศรัทธานั้นไม่ใช่ความชอบที่ประกอบไปด้วยกิเลสต่างๆ ฉะนั้น มันจึงคงทนตราบนานเท่านานไปถึงภพหน้าด้วย เพราะตัวศรัทธาจะถูกฝากรากลึกลงไปในจิตใต้สำนึก และวิธีที่จะสร้างภาพและภาวะความรู้สึกนี้ให้กับจิต ก็ต้องหากุศโลบายหรืออุบายที่เป็นกุศลมาฝึกฝนหรือสอนให้จิตเกิดศรัทธาที่แรง พอ เช่น นำรูปภาพที่เคารพศรัทธานั้นมาวางไว้ในบริเวณที่คุณต้องมองเห็นบ่อยๆ เมื่อมองเห็นบ่อยๆ คุณจะรู้สึกว่าทุกครั้งที่คุณมองไปที่ภาพนี้คุณจะต้องยกมือไหว้หรือไหว้ใน จิตบ่อยๆ วิธีนี้คือการอบรมจิตอย่างหนึ่ง ความถี่ในการไหว้ในจิตหรือยกมือไหว้นั้น จะส่งผลเป็นอานิสงค์ทำให้จิตจดจำบันทึกความรู้สึกและศรัทธานี้เก็บไว้ในจิต ใต้สำนึกของเรา และควรจะเพิ่มความถี่ในการอบรมเพื่อความสำเร็จโดยไวของจิต ด้วยการจดจำภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือและไหว้ในจิตบ่อยๆ ไม่ว่าจะ กิน เดิน นอน นั่ง อาบน้ำ รวมถึงขณะนั่งสมาธิด้วย ในทุกอิริยาบท พลังศรัทธานี้จะแฝงมากับความสงบนิ่งในจิต มันเป็นกฎของธรรมชาติเป็นธรรมดาเป็นสัจธรรม ซึ่งพลังศรัทธาและความสงบนิ่งนี้จะค่อยๆ ก่อเกิดขึ้นอยู่ในจิตใต้สำนึก รอวันนำออกมาใช้โดยปัญญาที่เกิดจากจิตผ่านสมาธิ ลองดูนะครับ อิอิ เอาใจช่วย...

    ...ทุกสรรพสิ่งจะแก้ไขได้โดยง่าย ถ้าแก้ที่วิสัยของจิต โดยการให้กุศโลบายในการอบรมฝึกฝนจิต...

    ...สมาธิที่เกิดจากแรงแห่งศรัทธา เป็นสมาธิที่คงอยู่ได้ยาวนานตราบที่จิตเราปรารถนา เมื่อทุกครั้งเรานึกถึงภาพที่เราเคารพศรัทธาในจิตในความคิด เราก็จะบังเกิดภาวะสมาธิสงบนิ่งอย่างประหลาด สมาธิที่ยาวนานเช่นนี้สามารถต่อยอดไปสู่สมาธิขั้นสูงได้โดยง่าย...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 สิงหาคม 2011

แชร์หน้านี้

Loading...