ประสบการณ์ลี้ลับ: "ระลึกชาติ"...ตายแล้วไม่สูญ

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย paang, 2 ธันวาคม 2006.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,494
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,317
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD>ประสบการณ์ลี้ลับ: "ระลึกชาติ"...ตายแล้วไม่สูญ

    [​IMG]


    </TD></TR><TR><TD>
    โดย สายทิพย์
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    ตอนที่ 1
    "จิตวิญญาณ" กับการเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องที่สังคมในปัจจุบันส่วนใหญ่มีความเชื่อและยอมรับว่ามีจริง ในเรื่องดังกล่าวนี้ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เอียน สตีเวนลัน นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังผู้คนคว้าเกี่ยวกับเรื่องการตายแล้วเกิดหรือระลึกชาติได้ทำการค้นคว้าวิจัยและพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

    การระลึกชาติเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ง่ายนักกับคนทั่วไป เพราะการที่คนเราจะย้อนอดีตความทรงจำของตัวเองในอดีตชาติที่แล้วๆมานั้นทำได้ยาก เนื่องจากกลไกในการเก็บบันทึกข้อมูลของแต่ละคนมีขอบเขตจำกัด แต่ก็ไม่ได้เป็นกับทุกคนเพราะบ่อยครั้งที่พบว่ามีบางคนอาจจะทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีความสามารถล่วงรู้อดีตของตนยาวไกลไปถึงอดีตชาติ

    ตามคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเรียกผู้ที่มีความสามารถพิเศษในการระลึกชาติไว้ว่าเป็นผู้ที่มี "ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ" ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 อภิญญาญาณ ที่หากเกิดขึ้นกับผู้ใดผู้นั้นมักจะมีประสบการณ์พิเศษที่บุคคลทั่วไปไม่มี ยกเว้นผู้ที่ผ่านการฝึกสมาธิจนสามารถสงบนิ่งและดับนิวรณ์ทั้ง 5 ได้สนิท

    ในการทำวิจัยของ ศ.ดร.เอียน สตีเวนสัน ประสบการณ์ที่ท่านพบเห็นและสัมผัสกับผู้ที่ระลึกชาติได้ทั่วโลกนั้นมีสิ่งหนึ่งที่พิเศษสำหรับผู้ระลึกชาติในประเทศไทยซึ่งแตกต่างไปจากประเทศอื่น นั่นคือผู้ที่ระลึกชาติในเมืองไทยหลายคนจะจดจำช่วงเวลาตั้งแต่ตายไปแล้วจนถึงเวลามาเกิดใหม่ได้ว่าระยะนั้นได้ทำอะไรไปบ้าง ไปอยู่ที่ไหน ซึ่งกรณีนี้ยังไม่เคยพบประเทศอื่นอย่างอินเดีย ลังกา บราซิล ตุรกี พม่า เขมร อียิปต์ ฯลฯ ศ.ดร.เอียนสันนิษฐานว่าที่เป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่คนไทยยึดมั่นอย่างแรงกล้าและมีการนั่งสมาธิวิปัสสนากันมากซึ่งอาจช่วยให้เกิดความทรงจำในอดีตได้มากกว่า

    ผู้เขียนมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ระลึกชาติได้ในเมืองไทยอยู่หลายกรณี แต่จะนำมาเล่าในสองกรณี ท่านแรกนั้นเป็นพันตำรวจเอก ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ส่วนอีกท่านหนึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซึ่งปัจจุบันท่านสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ผู้ที่ระลึกชาติได้ท่านแรกมีความน่าสนใจตรงที่ท่านระลึกได้ว่าชาติที่แล้วเคยเกิดเป็นเทวดาและยังได้ทำการบันทึกประสบการณ์ระลึกชาติของท่านไว้เป็นหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพของตัวท่านเอง ท่านผู้นี้คือ พ.ต.อ.ชติ ลัทธาพงศ์ ผู้เขียนจึงขอนำบันทึกของท่านมาเผยแพร่เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจในเรื่องของตายแล้วเกิดในรูปแบบต่างๆทั้งนี้เพื่อจะให้เกิดความเข้าใจในชีวิตได้ดียิ่งขึ้นและหมั่นสร้างบุญกุศลกันต่อไป

    พ.ต.อ.ชติ ลัทธาพงศ์ ท่านบันทึกไว้ว่า "ผม (คือ พ.ต.อ.ชติ ลัทธาพงศ์) ก็ระลึกชาติได้เหมือนกัน แต่แตกต่างจากคนอื่นที่เขาเป็นกัน คนอื่นเขาเคยเป็นช้าง เคยเป็นงูซึ่งอยู่บนพื้นโลกด้วยกันเขาจะบอกสถานที่ พ่อ แม่ พี่น้อง และชื่อเสียงในชาติก่อนได้แต่ผมบอกสถานที่เดิมในชาติก่อนได้บ้างไม่มาก จะชี้ให้ใครเห็นไม่ได้ เพราะไม่ใช่ที่มนุษย์อยู่กัน"

    พ.ต.อ.ชติ บอกว่าการระลึกชาติของท่านนั้นมันเป็นความรู้สึกชัดเจนในความทรงจำของท่านมาตั้งแต่เด็กๆไม่มีลืมเลย ท่านบอกสถานที่ในชาติก่อนที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ว่า

    "รู้สึกตัวว่านอนอยู่บนแท่นๆหนึ่งลอยอยู่บนที่สูงมาก แท่นที่นั่งนอนนั้นไม่ใช่แท่นหินหรือแท่นไม้ หากแต่เป็นท่านบางใสเป็นที่นอนสบาย ยังจำเหตุการณ์ในช่วงนั้นได้ว่าแท่นที่นอนอยู่เกิดแข็งกระด้างขึ้นมา ไม่อาจนอนนิ่งสบายอยู่ได้ รอบๆ ตัวที่จำได้มองเห็นเป็นท้องฟ้า สีคราม รู้สึกตัวลอยอยู่ผู้เดียวท่ามกลางความโดดเดี่ยวและอ้างว้าง รู้สึกเปล่าเปลี่ยวอยากมีเพื่อนสนทนาด้วย มองต่ำลงมาห่างออกไปอีกไม่มากมีชมรมเทพ ชมรมใหญ่กำลังสนุกสนานกันอยู่ อยากจะไปก็ไปไม่ได้ ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงบอกแกมสั่งว่า ถึงเวลาไปเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จึงตอบเจ้าของเสียงนั้นไปว่า "ข้าพเจ้าไม่อยากไปเกิดเป็นคน อยู่ที่นี่ดีกว่า" เสียงที่ไม่เห็นตัวบอกว่า "ต้องไป...หมดเวลาแล้ว ไปอยู่เมืองมนุษย์ถึงเวลาจะต้องกลับมาก็ไม่อยากจะกลับเสียอีก"

    พ.ต.อ.ชติในชาตินั้นค่อยๆเคลื่อนจากที่อยู่ลอยเลื่อนไปจนถึงที่อยู่ของเทพยดากลุ่มใหญ่ อากาศ ณ ที่นั้นสว่างไสว เทพยดาหญิงชายอยู่กันเป็นหมู่ 7-8 องค์บ้าง 2-3 องค์บ้าง วิมานคล้ายศาลาสวยงามมาก เทพยดาสนทนาปราศัยกันเป็นที่สนุกสนานเพลิดเพลิน บางวิมานมีการขับร้องดนตรีไพเราะ เทพยดาบางกลุ่มไม่มีวิมาน และเทพยดาเหล่านั้นก็ไม่สนใจ พ.ต.อ.ชติ เหมือนเขามองไม่เห็น

    พ.ต.อ.ชติในร่างเทพค่อยๆลอยเลื่อนไปๆจนรู้สึกเหมือนตกฮวบลงที่ต่ำมองไปรอบๆรู้สึกตัวกำลังลอยอยู่เหนือสะพานผ่านฟ้า ถนนราชดำเนินนี่เอง ลอยสูงกว่าพื้นประมาณตึก 2 ชั้น ลอยนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ทราบว่าตัวเองจะลอยไปไหน ทันใดนั้นก็มีดวงกลมของจิตวิญญาณเคลื่อนมาจากทางป้อมพระกาฬลอยมาหยุดเคียงกับ พ.ต.อ.ชติ ดวงวิญญาณทั้งสองดวงมีลักษณะเป็นทรงกลมมีแสงเรืองออกไปโดยรอบ เมื่อมีวิญญาณใหม่มาลอยเคียงข้าง พ.ต.อ.ชาติในร่างของดวงวิญญาณก็รู้สึกดีใจหายว้าเหว่ ทั้งสองจึงลอยจากเหนือสะพานผ่านฟ้าคู่กันไปทางนางเลิ้ง ตามแนวถนนนครสวรรค์ ก่อนถึงสี่แยกนางเลิ้งเล็กน้อยมีลำคลองเล็กจากทางข้างวัดโสมนัสไปทะลุคลองข้างวัดสระเกศ ทางขวามือมีสะพานไม้เล็กพอที่ 2 คนจะหลีกกันได้ สะพานไม้เล็กๆนี้เลียบริมคลองไปมีบ้านริมสะพานห่างๆกันหลายหลัง วิญญาณดวงที่ลอยมาด้วยกันก็ลอยเลี้ยงหายแว้บไปทางสะพานนั้น วิญญาณ พ.ต.อ.ชติจะลอยตามไปบ้างก็ทำไม่ได้ ต้องค่อยๆลอยเลื่อนไปทางนาเลิ้งถึงตรงหน้าโรงหนังนาเลิ้ง (เฉลิมธานี) หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น

    วิญญาณ พ.ต.อ.ชติในชาติที่แล้วรู้ว่าถ้าเลยไปจะถึงสนามม้านางเลิ้ง เลี้ยวซ้ายจะเป็นที่น่าอยู่มากอยากจะไปอยู่แต่ก็ไปไม่ได้คงลอยนิ่งอยู่ที่เดิมก่อน แต่แล้วก็ต้องลอยเลี้ยวไปทางโรงหนังนางเลิ้งทั้งๆที่ไม่อยากไป หลังจากนั้นก็ไม่มีความรู้สึกอย่างใดอีกรู้สึกตัวอีกทีเหมือนอยู่ในถ้ำมืด (อยู่ในครรภ์มารดา) รู้สึกอึดอัดคับแคบ ขาดอากาศ ไม่สบาย บางช่วงก็หมดความรู้สึกเหมือนหลับไป มารู้ตัวชัดเจนอีกทีก็เมื่อคลอดพ้นจากครรภ์มารดามาเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ เป็นบุตรชายของขุนนางที่มีนามบรรดาศักดิ์พระราชทานจากในหลวงว่าอำมาตย์ตรีพระลัทธาพงศ์พิรัชพากย์ (ต่วย ลัทธาพงศ์)

    ประสบการณ์ระลึกชาติของ พ.ต.อ.ชติ ทำให้เรามองเห็นความไม่แน่นอนของทุกสรรพสิ่ง ความเป็นเทพยดาอยู่บนสวรรค์นั้นไม่ใช่สิ่งคงที่ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับผลบุญของการทำความดี เพราะหากว่าสิ้นแรงบุญเทวดาก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก แต่ถึงอย่างไรการระลึกชาติได้ของ พ.ต.อ.ชติก็อาจจะทำให้ใครหลายๆคนเกิดความเข้าใจในกฎแห่งกรรมได้แจ่มชัดขึ้นว่า คนเราตายแล้วไม่สูญ ตายแล้วหากว่ายังไม่สิ้นกิเลสก็ต้องกลับมาเกิดใหม่อีกแน่นอน

     
  2. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,494
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,317
    การระลึกชาติตามบันทึกของ พ.ต.อ.ชติ ลัทธาพงศ์ ที่ผู้เขียนนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้ติดตามกันในตอนที่แล้วถือเป็นหนทางหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด แม้เราเองจะระลึกชาติไม่ได้ แต่ประสบการณ์จากผู้อื่นก็คือเป็นวิทยาทานให้เราได้ศึกษาเพื่อที่ต่อไปเราจะไม่ประมาท ต้องระวังตัวต่อการทำบาป เพียรสร้างความดีให้มากที่สุด เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว "บ้าน" ของเราในภพหน้าจะเป็นอย่างไร...

    ยังมีอีกท่านหนึ่งซึ่งไม่เคยฝึกสมาธิแต่ยังมีความทรงจำครั้งอดีตติดตัวมาท่านคือ ผศ.วิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยท่านจำได้ว่าชาติที่แล้วเคยเกิดเป็นผู้หญิง จำได้แม้กระทั่งภาวะใกล้จะสิ้นลม ภาพเหตุการณ์หลังจากเสียชีวิตแล้ว ไปอยู่ ณ สถานที่ใดและก่อนจะมาเกิดใหม่มีความรู้สึกอย่างไร อาจารย์วิวัฒน์ชัยได้เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า มีประสบการณ์ที่จำได้บางส่วนอย่างหนึ่งซึ่งอาจารย์เรียกว่า "ระลึกชาติ" ความทรงจำนี้เริ่มขึ้นเมื่อวัยเด็ก และเมื่อเพียรเล่าให้คนรอบตัวฟังก็มักจะถูกดุ ถูกห้ามไม่ให้พูดเสมอ

    "ผมเกิดที่กรุงเทพฯ ตรงวัดตรีทศเทพ เมื่อเด็กๆพอเล่าเรื่องนี้ทีไรแม่จะตีเรื่อย ผมก็เล่าอยู่ไม่รู้กี่ครั้งจนแม่สั่งห้าม คือผมมีความรู้สึกว่าผมเคยเห็นแม่ผมกับเพื่อนเขา 3-4 คนเนี่ยไปเดินอยู่ในวัดซึ่งตอนหลังผมมารู้ว่าที่นั่นคือวัดตรีทศเทพ เขากำลังเผาศพผมอยู่และสมัยนั้นวัดที่ผมตายไม่มีเตาเผาศพ เขาเอาไม้ฟืนมากองเป็นชั้นๆผมจำได้ว่ามีพระนุ่งผ้าสบงใช้เหล็กเขี่ยศพผมพลิกกลับไปกลับมาผมก็ยืนดูอยู่เสร็จแล้วก็เห็นแม่กับเพื่อนเขาหาทางออกไม่ได้ เพราะที่วัดตรีทศเทพมันจะมีนายป้าช้าคนหนึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่เขาปิดทางไม่ให้ออกแม่แกก็เดินวนไปวนมา ตอนหลังจึงไปถามพระ" ท่าทางออกอยู่ตรงไหน "พระท่านก็ว่า" โอ๊ย...ไอ้ผีพวกนี้คอยปิดทางอีกแล้วหรือ "แล้วตอนหลังแกก็ออกไปได้"

    "พอหลังจากนั้นผมไม่รู้ว่ามันเป็นเวลานานเท่าไหร่ ก็มีเสียงบอกว่า "เอ้า...ถึงเวลาไปเกิดกันแล้ว" เขาก็เรียกไปเข้าแถว ผมอยู่แถวสุดท้ายที่มีชัก 5-6 คนได้มั้ง แล้วเขาก็ให้ดินเม็ดกลมๆเขาบอกว่าก่อนจะเกิดให้กินเม็ดลืมชาติก่อน มันเป็นเม็ดกลมๆแต่ผมกินไม่หมด กินแค่ครึ่งเม็ดแล้วทิ้ง เพราะไม่อยากกิน อยากจะจำได้ พอกินเข้าไปรู้สึกชานะ แบบหมุนวิ้วๆๆเหมือนดิ่งไปไหนก็ไม่รู้ ซักพักหนึ่งไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ จู่ๆก็ลืมตาเห็นแสงสว่าง จะพูดก็พูดไม่ได้ จะทำอะไรก็ทำไม่ได้ อึดอัดมาก ผมร้องอย่างเดียว แว๊ดๆๆคือตอนนั้นมาเกิดแล้ว"

    อาจารย์วัฒน์ชัยเล่าให้เราฟังว่าเรื่องประหลาดที่ยังจำได้ก็คือเมื่อครั้งยังเป็นทารกอาจารย์มักจะเห็นแสงไฟเป็นดวงวาบๆซึ่งคนโบราณเขาเรียกว่าแม่ซื้อ หรือเทพที่ติดตามคุ้มครองเด็ก ซึ่งอาจารย์เชื่อว่ามีจริง ส่วนเหตุการณ์ในอดีตชาติที่ยังจำไม่เคยลืมคือ "ภาวะใกล้ตาย" และ "ชีวิตหลังความตาย" ซึ่งอาจารย์ได้เล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า...

    "ผมแน่ใจว่าก่อนจะตายในชาติที่แล้วผมเป็นผู้หญิงแก่ แต่ก็ไม่รู้ว่าผมเป็นใครเพราะผมกินเม็ดลืมชาติน่ะ แต่ยังจำหน้าตาตัวเองในชาติที่แล้วได้ว่าไว้ผมทรงดอกกระทุ่มตายราวๆอายุ 70 กว่า และช่วงก่อนตายผมนอนอยู่บนเตียงไม้ธรรมดาๆแล้วมีคนมานั่งเฝ้ากันเยอะเลย เขาบอกว่าผมทำบุญไว้เยอะคงจะได้สมความปรารถนาซึ่งผมก็อธิษฐานว่าเกิดชาติหน้าผมอยากจะเป็นผู้ชาย เพราะชาตินี้เป็นผู้หญิงไม่ได้บวช ชาติหน้าขอเป็นผู้ชายขอให้ได้บวช อีกอันหนึ่งที่ผมจำได้แม่นคือ มีคนกระซิบข้างหูก่อนที่จะตาย บอกให้สวดพุทโธๆผมก็สวดไปเรื่อยๆพอถึงจุดๆนึ่งก่อนจะหมดลมความรู้สึกมันจะค่อยๆเย็นยะเยือกจากเท้าขึ้นมาเรื่อยๆถึงตรงหน้าขาก็ไม่อยากสวดอีก ผมเลยหลับตา ได้ยินเสียงพระองค์หนึ่งพูดว่าปัฐธาตุจะหมดแล้ว ตอนนั้นมันหลุดไปเลย ดิ่งลงลิบไปเลย จิตวิญญาณหลุดไปแล้ว"

    คนสมัยก่อนหรือแม้กระทั่งปัจจุบันนิยมบอกหนทางให้กับคนใกล้ตาย อาจเป็นคำบริกรรมว่า "พุทโธ" ให้นึกถึงพระหรือบุญกุศล ความดีงามทั้งปวงที่เคยสร้าง ทั้งนี้ก็เพื่อหวังจะให้ไปเกิดในที่ที่ดี แต่สำหรับคนใกล้ตายที่ไฟธาตุแตกแล้วทวารก็จะเปิดหมด ฉะนั้นประสาทสัมผัสทุกส่วนก็จะไม่รับรู้ ดังนั้นเมื่อให้หนทางคำบริกรรมอะไรแก่คนจะตายเขาก็ไม่อาจรับรู้ได้ เมื่อชีวิตดับลงภาวะหลังความตายจะเป็นเช่นไร ประสบการณ์ของผู้ที่เคยสัมผัสและจำได้จากการระลึกชาติหรือตายแล้วพื้นมักเล่าไม่ตรงกัน บางคนก็ไปพบกับสถานที่สวยงามน่าอยู่ แต่บางคนก็พบกับสภาพแร้นแค้นตกระกำลำบากยิ่งกว่าเมื่ออยู่ในเมืองมนุษย์ สำหรับอาจารย์วิวัฒน์ชัยนั้นท่านเล่าถึงสังคมของโอปปาติกะที่ท่านผ่านพบมาในชีวิตพลังความตายว่า...

    "ขณะที่วิญญาณผมออกจากร่างผมเห็นร่างตัวเองลอยขึ้นๆเป็นร่างเราที่ไม่โปร่งแสง ตอนนั้นไม่กลัวเพราะผมรู้ว่าคนเราต้องตาย แล้วพอมารู้ตัวอีกทีผมก็อยู่ที่วัดๆหนึ่งเห็นตัวเองนอนอยู่ในโลงก็รู้ว่าผมตายแล้วแน่นอน เห็นเพื่อนฝูงมามากมาย ยังจำได้เลยว่าสมัยก่อนงานศพเขาจะนุ่งโจงกระเบนสีดำ เสื้อสีขาว รองเท้าไม่ใส่ แล้วพอเข้าไปทักใครก็ไม่มีใครพูดด้วย โลงศพเขาก็ตั้งไว้ธรรมดามีสายสิญจน์ผูกแล้วก็มีถ้วยเครื่องเซ่น แต่ระหว่างที่อยู่ในโลงนั้นผมกินอะไรไม่ได้เลย รู้ว่าเขาเคาะโลงให้กินแต่ผมกินไม่ได้ เคาะไปก็ไม่มีผลอะไรแต่ผมเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ที่ๆผมอยู่มีวิญญาณซัก 10 ตนนะ แต่มีคนหนึ่งเรียกว่า "นายป่าช้า" หน้าตาก็เหมือนเรานี่แหละแต่เป็นคนคอยควบคุมวิญญาณด้วยกัน"

    "ผมเชื่อเรื่องนี้มากเพราะมีจริง อีกเหตุการณ์นึงตอนที่แม่ผมท้องอยู่ อาเขามาขอพระ ผมก็ดูอยู่เห็นแม่เขาให้พระอาไปเป็นพระวัดพลับ พิมพ์เสมาวันทา พอผมถามแม่ แม่ก็ว่าทำไมแกรู้ล่ะ แกยังอยู่ในท้องยังไม่เกิดเลย ผมก็งงไม่รู้ว่าอยู่ในท้องทำไมเรามองเห็นหรือวิญญาณเราจะอยู่ข้างนอก ไม่ได้อยู่ในท้องด้วย วิญญาณคงตามตัวเราตลอด แล้วแม่ผมเขาสันนิษฐานว่าผมเนี่ยคือคุณยายเจิมที่อยู่แถวๆวัดตรีทศเทพ แกเป็นคนชอบทำบุญสุนทาน สร้างวัดเยอะและไม่มีครอบครัว แม่เขาสนิทกับคุณยายคนนี้แต่เขาไม่ได้เป็นญาติอะไรกับทางแม่ผมนะแม่เขาเล่าว่าคุณยายเจิมเนี่ยเวลาตายแกท่อง "พุทโธ" คนแถวบ้านมาเล่าให้แม่ฟัง ตอนตายแม่ไม่ได้ไปด้วย แม่ไม่เห็น ผมก็เคยไปสืบหาบ้านคุณยายเจิมนะแต่เขารื้อไปหมดแล้ว แกไม่มีลูกมีหลาน ทรัพย์สมบัติแกยกให้วัดหมด และคิดว่าระยะเวลาที่ผมตายกับช่วงเวลาที่มาเกิดใหม่น่าจะห่างกันประมาณ 8 ปี"

    ในภาวะหลังความตายท่อาจารย์วิวัฒน์ชัยได้สัมผัสมาด้วยตัวเองนั้นท่านยังไม่แน่ใจว่าสถานที่ที่ไปอยู่คือสวรรค์หรือนรก หรืออาจจะไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์จากความทรงจำดังกล่าว อาจารย์บอกกับเราว่า

    "ประสบการณ์อย่างนี้ทำให้ผมเชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ผมถึงไม่กลัวตายผมรู้ว่าเวลาตายไปแล้วเนี่ยเราจะได้มีโอกาสเกิดใหม่ แต่สิ่งที่ยังไม่รู้ก็คือผมยังไม่เห็นผลของกฎแห่งกรรม เพราะผมว่าผมยังไม่ได้ไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ แต่ผมก็มีความเชื่ออย่างนึงว่าถ้าคนกลัวการทำบาปและทำความดี ทำบุญไว้มากๆจิตจะสงบ เมื่อจิตเรานิ่งมันจะทำให้เรามั่นคง ปัญญาก็จะเกิดแล้วทุกอย่างก็จะดีเอง"

    ที่มา นิตยสารหญิงไทย
     

แชร์หน้านี้

Loading...