ประสบการณ์เจ้ากรรมนายเวร (ตามทวงชีวิต)จากรายการคนอวดผี

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย mahamettayai, 23 พฤศจิกายน 2013.

  1. mahamettayai

    mahamettayai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    1,199
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +10,673
    นานๆ จึงจะได้ดูรายการคนอวดผีซักที เพราะมาค่อนข้างดึก ตอนนี้ได้เข้ามาดูแบบฟลุ้คๆ ช่วง ศูนย์บรรเทาทุกข์ผี เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2556

    ตอน เจ้ากรรมนายเวร (ตามทวงชีวิต) เมื่อเจ้ากรรมนายเวรจากอดีตชาติ ตามมาทวงหนี้ เอาชีวิตในชาตินี้

    เรื่องราวของหนุ่ม.....ที่เป็นแขกรับเชิญในรายการ ได้ยินเสียงแว่ว ในหูว่า มีผู้จะมาตามเอาชีวิต ติดตามดูในรายการ คนอวดผี ตอนนี้ ได้แง่คิดดีมาก

    ว่าเราควรทำอย่างไร เมื่อประสบกับเหตุการณ์ที่เป็นแบบนี้

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือทำให้น้อง.....เค้าเปลี่ยนนิสัยเป็นคนละคนเลยทีเดียว ลองดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องเค้า (แต่ไม่ทราบว่าจะติดเรื่องลิขสิทธิ์รึป่าวค่ะ ???? )


    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=LmvPfr54Qbo]คนอวดผี 2/4 - เจ้ากรรมนายเวร 13 พ.ย. 2556 [HD] - YouTube[/ame]
     
  2. mahamettayai

    mahamettayai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    1,199
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +10,673
    ขออัญเชิญ ธรรมะคำสอน ที่สมเด็จพระสังฆราชทรงตรัสไว้ ที่น่าจะเป็นแง่คิด คติธรรมเตือนใจได้ดีสำหรับปุถุชนทั้งหลายที่ยังหลีกหนีไม่พ้นวัฏฏะ

    “ ธรรมะอยู่กับปัจจุบัน ”

    ถึงแม้ว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สิ้นพระชนม์ล่วงไป

    แต่ธรรมะทรงสอนสั่งจำ หลักมั่นคงในหัวใจพุทธศาสนิกชนอย่างยิ่งคือวลีทองว่าด้วยปัจจุบัน และสติปัญญาคู่เมตตากรุณา

    "พระพุทธองค์ทรงสอนไว้อย่างหนึ่งที่เป็นคุณอย่างยิ่งแก่ผู้ปฏิบัติ คือ ทรงสอนให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ให้อาลัยอดีต ไม่เพ้อฝันถึงอนาคต" และ

    "ใจของเราทุกคนนี้สำคัญนัก สติก็สำคัญนัก ปัญญาก็สำคัญนัก ทั้งหมดนี้ไม่ควรแยกจากกัน

    "มีใจก็ต้องให้มีสติ ต้องให้มีปัญญา ต้องให้มีกรุณา ประคับประคองกันไปให้เสมอ
    "อย่าให้มีสิ่งอื่นนอกจากสติปัญญา และเมตตากรุณาเข้ากำกับใจ"


    ����������Ѻ�Ѩ�غѹ ����稾���ѧ��Ҫ : ����ʴ�͹�Ź�
     
  3. buakwun

    buakwun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    2,830
    ค่าพลัง:
    +16,614
    ข้อความในอังคุตตนิกาย ทสกนิบาต ธัมมปริยายสูตร ข้อ ๑๙๓ พระผู้มีพระภาคฯตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งความกระเสือกกระสนแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
    ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับคำพระผู้มีพระภาคฯ แล้ว พระผู้มีพระภาคฯ ได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งความกระเสือกกระสนเป็นไฉน ดูกรภิกษุ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง และมีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมไว้เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

    สำหรับความเข้าใจเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พิจารณาว่าแต่ละท่านมีกรรมเป็นของตน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเจ้ากรรมนายเวร ไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดจะดลบันดาลทุกข์สุขให้กับท่าน เพราะว่าทุกข์สุขของแต่ละท่านนั้นย่อมต้องเป็นผลของการกระทำคือกรรมของท่านเอง ส่วนการอุทิศส่วนกุศลขณะนั้นผู้อุทิศต้องมีเมตตาจิต จึงสามารถจะอุทิศส่วนกุศลให้แต่ละบุคคลนั้นได้ ถ้าขาดเมตตาจิตในบุคคลใดก็จะไม่อุทิศส่วนกุศลให้บุคคลนั้น เพราะฉะนั้นการอุทิศส่วนกุศลจึงเป็นการเจริญเมตตา คือต้องมีความเมตตาจึงสามารถจะอุทิศส่วนกุศลในขณะนั้นได้

    เมื่อท่านยังมีอกุศลกรรม ยังมีกิเลสซึ่งเป็นต้นเหตุให้ทำอกุศลกรรม อกุศลกรรมที่เกิดขึ้นย่อมให้ผล คือทำให้เกิดวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมนั้นได้ในภายหลัง เพราะฉะนั้นจึงควรเห็นโทษของกิเลสและอกุศลกรรมมากกว่ากลัวที่จะไม่อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร นอกจากพระผู้มีพระภาคฯ แล้ว บุคคลอื่นไม่สามารถจะพยากรณ์เรื่องของกรรมได้เลย
     
  4. อิ๊ด

    อิ๊ด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    309
    ค่าพลัง:
    +553
    กำลังดูอยู่ น่ากลัวมากครับ
     
  5. mahamettayai

    mahamettayai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    1,199
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +10,673
    แต่ก่อนก็เคยสงสัยและตั้งคำถาม เรื่องเจ้ากรรมนายเวร ของตัวเองเหมือนกันค่ะ แต่ไปๆมาๆ พอมาเรียนรู้ศึกษาธรรมะ ก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่เกิดกับตัวเอง มากขึ้น ว่า

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองในวันนี้ มันก็คงจะเป็นผลมาจากสิ่งที่เราเคยทำไว้ในอดีต ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี เลิกคิดหาคำตอบ ที่ไม่มีวันจะรู้ได้ เพราะความผิดพลาดในอดีต

    เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่พยายามไม่สร้างเหตุแห่งวิบาก (กรรมไม่ดี) เพิ่มขึ้น (แต่บางทีก็มีเผลอบ้างทั้งมโนกรรม กายกรรมและวจีกรรม ) เพราะคิดว่าเหตุที่สร้างไว้วันนี้ ทั้งดี และไม่ดี ก็จะส่งผลต่อไปภายหน้า

    ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมในชาตินี้หรือกรรมในอดีตชาติ ที่ผ่านมา เมื่อถึงคราวให้ผลตอบสนอง ย่อมให้ผลไปตามเหตุและฐานะของกรรม นั้น ๆ ไม่มีใครสามารถลบล้างกรรมที่ทำสำเร็จไปแล้วได้

    มีหนทางเพื่อการสิ้นกรรมได้ นั่นก็คือ การอบรมเจริญปัญญาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เข้าสู่นิพพาน และเมื่อดับขันธ์แล้วก็ไม่ต้องเกิดอีกและไม่ต้องรับผลของกรรมใด ๆ อีกเลย
     
  6. pongio

    pongio เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    843
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,853
    เมื่ออ่านประโยคนี้แล้ว ไม่ค่อยเห็นด้วยครับ

    วันหนึ่งที่หน้าประตูทางเข้าวัดเชตวันมหาวิหาร ณ กรุงสาวัตถี เกิดความโกลาหลใหญ่
    มีสตรีนางหนึ่งอุ้มลูกน้อยวิ่งผ่านเข้าซุ้มประตูวัดมา ทันใดนั้นก็มีนางยักษิณีมีนามว่า "กาลี"
    มีใบหน้าขมึงทึง แยกเขี้ยวดุร้าย มีอารมณ์โกรธเกรี้ยว หวังจะวิ่งตามสตรีนางนั้นเข้าไปในอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
    พอดีเทพทวารบาล "ท่านสุมนเทพ" เทวดาประจำประตูวัดเชตวันมหาวิหาร
    ได้ยืนสะกัดกั้นนางยักษิณีไว้ นางยักษ์กาลีจึงได้ใช้ฤทธิ์แปลงร่างเป็นสัตว์ร้ายต่างๆนานา
    เช่นช้างพรายตกมัน และอสรพิษหวังจะข้ามพ้นธรณีประตูไป ท่านสุมนเทพใช้อำนาจเทวฤทธิ์ห้ามปรามนางยักษิณีนั้น
    มิให้ข้ามเขตเข้าไปในอาณาเขตสงฆ์ได้ จนเกิดการทะเลาะตะโกนขู่อาฆาตเสียงเอะอะลั่นอยู่ที่หน้าประตูวัดนั้น
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสสั่งให้พระอานนท์พุทธปัฏฐาก ไปตามยักษิณีเข้ามาที่ธรรมสภา....

    เมื่อนางยักษ์กาลี มาถึงบริเวณธรรมสภา นั่งอยู่ต่อหน้าพระพักตร์องค์พระบรมศาสดา กุลธิดาผู้อุ้มบุตรน้อยอยู่นั้น
    เกิดอาการอกสั่นขวัญแขวน พระพุทธองค์จึงตรัสกับสตรีทั้งสองนางว่า "อย่ากลัวไปเลยกุลธิดา
    หากเธอทั้งสองไม่ได้เราตถาคต เธอทั้งสองก็จักจองเวร ผูกอาฆาต ซึ่งกันและกันตราบนี้ไปอีกกัปป์"
    จากนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสแสดงธรรมระลึกอดีตชาติแต่หนหลังของสตรีทั้งสองถึงเหตุการผูกเวรผูกภัยซึ่งกันและกันของทั้งสองนาง
    ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์บริเวณธรรมสภานั่นเอง เรื่องมีดังนี้...

    ในสมัยหนึ่งที่เมืองสาวัตถี มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เมื่อบิดาสิ้นชีพแล้ว
    ก็ทำงานด้วยตนเองทั้งในบ้านและนอกบ้าน เลี้ยงมารดาอยู่
    มารดาสงสารเขาจึงบอกว่าจะนำหญิงคนหนึ่งมาให้เป็นภรรยา
    เพื่อจักได้แบ่งเบาภาระในบ้านไปเสียบ้าง แต่ลูกชายก็ห้ามเสียหลายครั้งหลายหน

    เขาบอกแม่ว่ายังไม่ต้องการ แต่ฝ่ายแม่ต้องการ จึงออกจากบ้านจะไปสู่ตระกูลหนึ่ง
    ลูกชายจึงว่า หากแม่จะไปนำหญิงมาให้ได้จริงๆ แล้วก็จงไปสู่สกุลที่ลูกชอบ เขาได้บอกชื่อสกุลให้มารดา

    มารดาของเขาไปสู่ขอหญิงสกุลนั้นมาให้บุตรชายแล้ว แต่หญิงนั้นเป็นหมัน
    หญิงผู้มารดาจึงพูดกับบุตรว่า อันตระกูลที่ไม่มีบุตรย่อมขาดสูญ เพราะฉะนั้น แม่จะไปนำหญิงอีกคนหนึ่งมาให้ภรรยาของเจ้า

    บุตรชายกล่าวว่า อันการจะไปนำหญิงอื่นมาอีกคนหนึ่งนั้น ไม่จำเป็น แต่มารดาก็ยังพูดอยู่บ่อยๆ

    หญิงสะใภ้ได้ยินบ่อยๆ จึงคิดว่า.."ธรรมดาบุตรย่อมฝืนมารดาไปได้ไม่นาน
    อีกสักหน่อยก็คงยอมให้นำสตรีอื่นมา หากเธอมีลูก ตัวเราก็จะลดฐานะลงมาเป็นหญิงรับใช้
    อย่ากระนั้นเลย เราควรจะจัดการหาหญิงนั้นเสียเอง เพื่อจักได้อยู่ใต้อำนาจของเรา"

    นางคิดดังนี้แล้ว จึงไปนำหญิงอันคุ้นเคยกับเธอจากตระกูลหนึ่งมา ทีแรกๆ ก็ดี
    แต่พอนานเข้า มีจิตริษยาบ้าง ด้วยความกลัวว่าตนจะตกต่ำ หากภรรยาน้อยมีลูกบ้าง

    นางจึงคิดทำลายครรภ์ของภรรยาน้อย นางได้สั่งไว้ว่า เมื่อใดมีครรภ์ขอให้บอกนางแต่เนิ่นๆ

    ภรรยาน้อยพาซื่อ คิดว่าเขาหวังดีกับตัว พอตั้งครรภ์ก็บอก นางเมียหลวงจึงประกอบยาใส่ลงไปในอาหาร
    โดยทำนองนี้ ครรภ์ของภรรยาน้อยจึงตกไป แท้งถึง ๒ ครั้ง

    พอครั้งที่สาม ภรรยาน้อยไปปรึกษากับเพื่อน พวกเพื่อนๆ พูดเป็นทำนองให้เฉลียวใจถึงภรรยาหลวง
    นางจึงระวังตัว คราวนี้ไม่ยอมบอก พยายามถนอมจนครรภ์แก่ นางเมียหลวงไม่ได้ช่องที่จะผสมยาลงไปในอาหารได้
    เพราะเขาระวังตัวอยู่ จนกระทั่งครรภ์แก่ นางจึงได้โอกาส แต่ครรภ์ไม่ตก เพราะแก่เสียแล้ว ทารกกลับนอนขวาง

    ภรรยาน้อยได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสจนสิ้นชีวิต ก่อนสิ้นชีพได้อธิษฐานขอจองเวรกับหญิงนั้น
    นางตายแล้วไปเกิดเป็นแมวตัวเมียในเรือนนั่นเอง

    ฝ่ายสามีของนาง รู้ว่าภรรยาหลวงประกอบยาทำลายครรภ์ของภรรยาน้อยถึง ๓ ครั้ง
    จึงโกรธจัด ประหารภรรยาหลวงเสียถึงตาย นางไปเกิดเป็นแม่ไก่

    พอแม่ไก่ตกไข่ แมวก็ไปกินเสียถึง ๓ ครั้ง แม่ไก่ผูกพยาบาท ขอให้ได้เกิดเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่พอทำร้ายนางแมวได้

    แม่ไก่ไปเกิดเป็นแม่เสือเหลือง ส่วนนางแมวไปเกิดเป็นแม่เนื้อ พอแม่เนื้อคลอดลูก
    แม่เสือเหลืองก็มากินเสียทุกครั้ง แม่เนื้อผูกพยาบาท ตายจากชาตินั้นไปเกิดเป็นนางยักษิณี
    แม่เสือไปเกิดเป็น หญิงชาวบ้านธรรมดา

    เมื่อหญิงนั้นคลอดลูก นางยักษิณีชื่อกาลี ก็ปลอมแปลงตัวเป็นหญิงสหายของเธอ มากินลูกเสียทุกครั้ง

    พอครั้งที่ ๓ หญิงนั้นหนีไปคลอดลูกที่อื่น และนางยักษิณีก็ติดเข้าเวรส่งน้ำให้ท้าวเวสสุวรรณเสียหลายเดือน
    พอออกเวรก็รีบมายังบ้านของหญิงนั้น ทราบว่า เธอไปคลอดลูกที่บ้านเดิม คือบ้านพ่อแม่ของนาง

    ยักษิณี อันกำลังแห่งเวรให้อุตสาหะ แล้วรีบวิ่งไปยังบ้านนั้น เวลานั้น หญิงคู่เวรคลอดลูกแล้ว
    กำลังกลับมาพร้อมด้วยสามี มาถึงสระแห่งหนึ่งหน้าวัดเชตวัน สามีลงอาบน้ำในสระ
    นางยืนอุ้มลูกให้ดื่มนมคอยอยู่ เหลียวมาเห็นนางยักษ์กำลังวิ่งมาอย่างเร็ว
    จึงร้องตะโกนให้สามีขึ้นมาช่วย เมื่อเห็นว่าสามีจะขึ้นมาไม่ทัน นางยักษ์วิ่งมากระชั้นชิดแล้ว
    นางจึงอุ้มลูกวิ่งหนีเข้าวัดเชตวันมหาวิหาร

    เวลานั้น พระศาสดากำลังประทับแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัทในธรรมสภา
    เธอนำลูกไปวางไว้ใกล้บาทแห่งพระผู้มีพระภาค ละล่ำละลักทูลว่า "ขอได้โปรดเป็นที่พึ่งของเด็กคนนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า"

    นางยักษ์วิ่งไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด พอถึงประตูวัดเชตวัน สุมนเทพ ผู้สิงอยู่ที่ซุ้มประตูไม่ยอมให้เข้า

    พระศาสดา ทรงทราบเหตุการณ์ทั้งปวงโดยตลอด รับสั่งให้พระอานนท์
    ไปนำนางยักษ์เข้ามา เมื่อหญิงนั้นเห็นนางยักษ์เข้ามาก็ตกใจกลัว ร้องขอให้พระศาสดาช่วย

    พระบรมศาสดาตรัสปลอบว่า.. "อย่ากลัวเลย ณ ที่นี้ นางยักษ์จะทำอันตรายไม่ได้" ดังนี้

    พระพุทธองค์ตรัสกับนางยักษ์ว่า... "ดูก่อนยักษิณี และกุลธิดา
    เพราะเหตุไรเจ้าทั้งสองจึงจองเวรกันเช่นนี้ ถ้ามิได้พบพระพุทธเจ้าเช่นเรา
    เวรของเจ้าทั้งสองก็จะดำรงอยู่ชั่วกัปป์ เหมือนเวรของงูกับพังพอน
    หมีกับไม้สะคร้อ และ กากับนกเค้า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร นี่เป็นธรรมเก่า"

    พระศาสดาทรงยังพระธรรมเทศนาให้พิสดารโดยอเนกปริยาย
    ในการจบเทศนา นางยักษ์ได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบัน ผู้มีศีล ๕ อันบริบูรณ์

    องค์พระบรมศาสดารับสั่งให้หญิงนั้นส่งบุตรน้อยให้ยักษิณี กุลธิดากราบทูลว่า เธอกลัว

    พระศาสดาตรัสว่าอย่ากลัวเลย อันตรายจากยักษิณีไม่มีแล้ว
    นางจึงส่งลูกให้, นางยักษ์รับเด็กมากอดจูบแล้วส่งคืนให้มารดา แล้วร้องไห้

    พระศาสดาตรัสถามว่าร้องไห้ทำไม นางทูลว่า
    "ข้าแต่พระองค์! เมื่อก่อนนี้ ข้าพระพุทธเจ้า หากินโดยไม่เลือกทางก็ยังไม่สามารถหาอาหารมาให้พอเต็มท้องได้
    บัดนี้ ต่อจากนี้ไป ข้าพระพุทธเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร.."

    พระศาสดารับสั่งให้หญิงนั้น นำนางยักษ์ไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน ให้ข้าวและน้ำ กระทำอุปการะอย่างดี
    ยักษิณีรู้อุปการะของหญิงนั้นแล้ว ช่วยบอกว่า ปีนี้ฝนจะตกมากให้ทำนาบนที่ดอน ,
    ปีนี้ฝนจะตกน้อยให้ทำนาในที่ลุ่ม กุลธิดาได้ทำตามคำแนะนำของยักษิณี ได้ข้าวดีทุกปี

    คนชาวบ้านทั้งหลายรู้ข่าวเข้าก็ชวนกันมาถามบ้าง ยักษิณีก็บอกให้ คนทั้งหลายได้นำข้าว น้ำ
    และผลไม้มาให้ยักษิณีเป็นการตอบแทน ทั้งสองฝ่ายต่างมีอุปการะซึ่งกันและกันด้วยประการฉะนี้

    หมายเหตุ : ลำดับชาติที่ทั้งสองจองเวรกัน
    เมียน้อย-นางแมว-นางเนื้อ-นางยักษ์
    เมียหลวง-นางไก่-นางเสือเหลือง-กุลธิดา


    "เวรที่ผูกอาฆาตซึ่งกันและกัน ย่อมแผดเผาให้เร่าร้อนทั้งสองฝ่าย
    ดั่งถูกจองจำให้เกิดห้วงแห่งกองทุกข์ข้ามภพข้ามชาติ เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร"
    พระพุทธองค์ ทรงเทศน์สอนนางยักษ์กาลี
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤศจิกายน 2013

แชร์หน้านี้

Loading...