ประสบการณ์เมื่อเรามีคนทักว่าเรามีองค์ (แนวให้ความรู้)

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย กาลีนะ, 13 มิถุนายน 2013.

  1. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    ... ขออนุญาติตั้งกระทู้เพิ่มขึ้นมาอีกอันนะคะ ตอนแรกว่าจะทำแค่สองอันพอแต่กลัวว่ามันจะมั่วสับสนกันมากไป และ เล็งเห็นแล้วว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ของหลาย ๆ คนมาก บางท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว กาลีนะก็ขอเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ขอนำเอาความรู้ และ ประสบการณ์ที่เคยเจอ เคยผ่านมาแนะนำ และ เล่าสูกันฟัง พร้อมทั้งเอาข้อมูลที่เคยไปค้นคว้ามาจากทั้งในเน็ต และ หนังสือ ตำรา ทั้งเคยฟัง เคยสอบถามหลาย ๆ ท่านเอามาลงให้อ่านกัน

    ... หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่ยังไม่รู้ หรือ รู้แต่ยังไม่ชัดเจน หรือ เข้าใจคลาดเคลื่อนนะคะ ส่วนท่านผู้ใดที่มีความรู้ที่อยากแนะนำแก่เพื่อน ๆ ก็นำมาลองแลกเปลี่ยนกันดูนะคะ เพราะเห็นว่ายังมีที่เข้าใมจผิดกันเยอะ

    ... ไม่ใช่ว่ากาลีนะเก่งกาจมาจากไหนนะคะ .. ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราเองไม่รู้ยังไม่เข้าใจก็มี ........ แต่จะทำเท่าที่ทำได้คะ .. อยากให้ทุกคนที่ยังไม่รู้มาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ ร่างทรง กับ คนมีองค์ ว่าเราจะสามารถเอาส่วนไหนมาใช้กับชีวิตเราเองได้บ้าง บางส่วนกาลีนพก็เอาลงในเพจไว้แล้วก็มีก็จะคัดมาให้อ่านนะคะ บางส่วนอาจให้เครดิตเจ้าของข้อมูลได้บางข้อมูลกาลีนะก็ลืมไปแล้วก็มี ก็กราบขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยคะ

    ... บุญกุศลอันใดที่ได้เกิดขึ้นในเรื่องครั้งนี้ ลุกขออุทิศให้พระรัตนไตร เทพ เทวดา และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เพื่อความสุข และ การพ้นทุกข์ถึงพระนิพพานทุกท่านด้วยเถอะ สาธุ ...
     
  2. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    .. เราเองก้เป็นอีกคนหนึ่งที่มักมีคนทักว่าเรา " มีองค์ " มาตั้งแต่จำความได้ แต่เราก็ยังไม่ค่อยสนใจอาจเป้นเพราะเรายังเด็ก และ ยังห้าวอยู่ ... เรารู้แค่ว่าเรา " กลัวผีมาก " และ เรามักชอบทำอะไรที่บ้าระห่ำเสี่ยงตายแบบที่ผู้หญิงไม่ทำกัน หนึ่งในนั้นคือ ซิ่งรถ ไล่ไปตั้งแต่ จักรยาน ไปจนรถยนต์ ... ก็เคยเจออุบัติเหตุจนตัวเองได้รับบาดเจ็บจนเกือบตายนะคะ ..
    .. ตกจากที่สูง 3 ครั้ง ( บ้านชั้น 2) เกือบตกหน้าผาที่น้ำตก 2 ครั้ง จมน้ำ 8 ครั้ง อุบัติเหตุทางรถยนต์เท่าที่นับได้ 10 ครั้ง แต่ไม่ถึงกับตาย หนักสุดแค่ไหปลาร้าหัก ... บางคนถามว่าทำไมถึงเอามาเล่าเกี่ยวกันตรงไหน ... ที่เราทำไป หรือ ที่เรารอดได้เราคิดเองว่าเพราะมีสิ่งศักดิ์คอยช่วยเราอยู่นะสิ ... แต่ตอนเด้ก ๆ เรารู้แค่ว่า ชีวิตนี้เรา " ไม่ตายโหงแน่นอน " เรารู้แค่นี้เราเลยกลายเป็นเหมือนเราทรนงในตนเองไป หลงคิดว่าตัวเองดวงดีดวงแข็ง ไม่สนใจทำบุญทำทานด้วยสมัยนั้น ยิ่งตอนเด็ก ๆ แม่พาไปวัดทำบุญเราจะชอบสวดมนต์แข่งกับพระแถมร้องกินกับข้าวในสำหรับที่ยกถวายพระ เห้อ ๆ มาคิดตอนนี้บาปหนาจริง ๆ เราแต่ตอนนั้นยังเล็กมากยังนั้งตักแม่อยู่เลยคะ จะเป็นทุกครั้งที่ไปวัดแต่ตอนโตกลับกลายเป็นว่าเป็นคนจำบทสวดมนต์ไม่ได้เอากะเราสิ ... และ มักมีคนทักเราว่า เรามี " องค์ " แต่ตอนนั้นยอมรับว่าไม่สนใจเลย ...
     
  3. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    .. ถามว่าเราเคยมีนิมิตอะไรไหม๊ที่บ่งบอกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านมาคุ้มครองเรา ก็ตอบว่า มีคะ หลายครั้งมาก ๆ แต่เราก็กลัวว่านั้นคือ ผี มาหลอกให้เราเชื่อเพื่อจะสิงเรามันเป็นความคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ บวกกับสัมผัสที่เรามักเจอบ่อย ๆ ทำให้เรายิ่งกลัวมากขึ้น ... แต่เรามันมีนิสัยบ้า " ดูดวง " และ ชอบฟังเรื่องผี .. ทั้งที่กลัวผีนี้แหละ ... แต่พ่อบอกว่าตอนแด็กเล็ก ๆ จริงเราเป็นคนไม่กลัวอะไรเลย .. พ่อแกคิดว่าเป็นลูกผู้หญิงต้องมีความกลัวบ้าง .. พ่อแกเลยจัดให้เราเลยคะ ... ให้กลัวผี ... จำได้ว่าแกจะชอบเล่าเรื่องที่แกไปผจญภัยในที่ต่าง ๆ ให้เราฟังเสมอ และ พอถึงช่วงที่แกเจอผีแกก็จะตวาดแรง ๆ ให้เราตกใจ บ่อย ๆ เข้าเราเริ่มกลัวคิดว่าไม่ดีมันจะมาบีบคอเราแน่ ๆ แถมเรายังมักเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็นตอนเด็ก ๆ ประกอบกันทั้งในความฝัน และ ชีวิตจริง ... เราเลยกลัวผีสมใจพ่อเราเลย .. ส่วนประกาณืผีนี้ให้ไปอ่านอีกกระทู้แหละกันนะคะ ผีอำ หรือ ฝันไป จะได้ไม่ซ้ำกัน

    .. พอเริ่มโตเริ่มทำงานตอนแรกไปทำงานโรงงานคะก้ไม่มีอะไร พอเลิกกับแฟนที่มีลูกด้วยกันก็มาทำงานบริษัทกับน้าตัวเองเป็นบริษัทขายปุ๋ย ที่นี้แหละคะได้ออกพื้นที่เยอะเลยเรียกได้ว่าทัวร์ในภาคกลางเป้นว่าเล่น เพราะแต่ละคนจะมีเขตรับผิดชอบของตนเอง .. หนึ่งในนั้นมี อ.โพธิ์ทอง จ. อ่างทอง อยู่ด้วย .. เรารู้จักเพื่อนคนหนึ่งที่นั้นที่บ้าดูดวงเหมือนกันสมมติชื่อ สุ วันดีคืนดีเพื่อนคนนี้ก็ชวนไปดูหมอที่หนึ่งใกล้ ๆ กับบ้านเพื่อนคนนี้แหละคะ นั้นคือครั้งแรกที่โดนทักแบบชัด ๆ ที่ทำให้เราเชื่อว่า ที่ผ่านมาคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้ว .. ที่เราไปนั้นเป็นบ้านไม้สองชั้นโบราณเก่า ๆ ต้องรอคิวนะคะเพราะท่านนี้ถือว่ามีคนมาเยอะ จำได้ว่าตอนนั้นเพื่อนมันอยากดูดวงเนื้อคู่เราให้ไปเป้นเพื่อน และก่อนไปให้เก็บดอกไม้อะไรก้ได้ไปให้ท่านี้ดู พวกเราก็เก็บไป จำไม่ได้ว่าตอนนั้นเราเด็ดดอกอะไรไป น่าจะเป็น โป๊บเซียนมั้ง ...

    ... พอไปถึงตำหนักที่นั้นมีคนมาก่อนหน้าเราเป้นผู้หญิงสองคนกำลังดูอยู่ ท่านที่อยู่ที่ตำหนักนี้เป็นผู้ชายแต่งตัวเหมือนพราหมณ์เปี๊ยบ พวกเราก้นั้งฟังด้วยยอมรับว่าเก็บข้อมูลมากเลย 55555 ตามประสาอะนะคะ .. สองคนนั้นท่านทักว่ามีนางไม้อยู่ด้วยถ้าพอใจก็ให้แต่งขันธ์รับท่านสะ แล้วแกก็บอกวิธีไป คือ ไม่ได้ให้มาทำกับแกนะ ... เสร็จแล้วตาเราบ้าง จำไม่ได้ว่าในพานมีอะไรบ้าง ธูป เทียน ดอกไม้ที่เก็บมา เงินค่าดู ประมาณนี้แหละ แล้วท่านก็ดูให้ไม่ได้ดูวันเดือนปีเกิดนะคะ แกดูผ่านขันน้ำมนต์คะ แกสวด ๆ ไป เอาเทียนหยดลงไปหลับตาสวดของแกไปเรื่อยเราก็นั้งดุไม่กระพริบตากลัวโดนหลอกเหมือนกัน .. สวดเสร็จแกก็เอาขันน้ำมนต์มาดู .. แกถามคำแรกเลยคะว่าชอบอะไรที่เป็นแขก ๆ ไหม๊ เช่นรูปแขก เสื้อผ้าแขกอะไรงี้ .. เราก้ถามว่าทำไมเหรอคะ ท่านก้เอาขันมาให้พวกเราดูว่าเห็นเป็นรูปอะไร ... เราตอบ " คนนั้งบนแท่นมีสี่มือ " แกบอกนี้แหละเป็นรูปเทพเจ้าในศาสนาฮินดูมีรัศมีเปล่งออกมาคล้ายมงกุฏท่านมีสี่กรอาวุธครบมือพร้อมรบ !! อ้าวเอาละสิใครอะ .. ยอมรับว่างง และ อยากรู้มากตอนนั้น ท่านบอกว่าไม่รุ้ว่าคือองค์ไหนแต่เทพแขกแน่นอน แกก็ชี้ไปเลยคะว่าแบบนี้ชอบไหม๊ แบบนี้ชอบไหม๊ ปรากฏว่าตอนที่เขาทักเรานั้นมันเหมือนใช่เลยดีใจปิติน้ำตาจะไหล .. แต่ไม่มีรูปที่เราชอบเลย เราบอกท่านว่าเราไม่ชอบผู้ชายเพราะท่านชี้ไปที่พระนารายณ์ ... ท่านเลยแนะนำว่าให้เราไปตามหาเองว่าท่านนี้เป็นใครหากเราอยากสักการะบุชาก้อธิฐานจิตเอาว่าขอให้เจอสิ่งที่เราจะเอามาบูชาแทนท่าน .. แล้วเพื่อนเรามันก้ดูต่อเรื่องเนื้อคู่หลังจากดูเราเสร็จหมดแล้ว ... เรากลับบ้านด้วยคำถามในใจตัวเองมากมาย เชื่อดีไหม๊นะ แบบนี้ต้องพิสูจน์ ...

    ... พอเรากลับมาจากทำงานถึงบ้านพักที่กรุงเทพก็มืดค่ำแล้วคืนนั้นเราอาบน้ำนอนพักผ่อน เราก็ฝันไปว่าเหมือนเป้นภาพมุมสูงมีกุมาร 3 ตนทรงเครื่องทองแบบหุ่นกุมารเปี๊ยบมาที่หน้าหมู่บ้านมาถามผู้ชายวัยกลางคนใส่ชุดขาวห้อยประคำสีดำเดินถือไม้เท้าว่า " นี้ใช่บ้านคนชื่อ ... หรือเปล่า " ท่านก็ถามว่ามาถามหาทำไม กุมารก็ตอบว่าเปล่าพ่อให้มาดูว่าบ้านอยู่ไหน ... เราได้เห็นได้ยินชัดทุกคำที่พวกเขาสนทนากันแต่พวกเรากลับไม่รู้ว่าเราดูอยู่ .. แล้วชายที่คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าที่ก้เดินมาถามเราที่หน้าบ้านว่ารู้แล้วใช่ไหม๊!! จะให้พวกเขาเข้ามาไหม๊ ... เราบอกแค่ว่า " ไม่ต้อง " แค่นั้นทุกอย่างก็หายไปกลายเป็นสีขาวทั้งหมด สักพักเราก็ตื่นแต่ภาพ และ เสียงมันติดตามาก ๆ

    ... ที่ตำหนักนี้ช่วงนั้นเราไปบ่อยมาก ๆ ท่านเลยบอกเราาอย่างว่าเราเป้นคนโชคดีอยู่อย่างไม่ต้องกลัวว่าจะถูกคุณไสยย์ทำร้าย .. เพราะมีสิ่งที่จะมาล้างให้เราแต่อย่าทรนงตนมากไปเพราะคนเก่ง ๆเขามีอยู่อีกมาก และ ของดีอะไรก็ไม่ต้องไปเอามาให้เสียของหรอกนะเข้ามือเราเสื่อมของเขาหมด ถ้าสายเดียวกันน่าจะไม่เป็นไร ... ถามว่าตอนนั้นเราเข้าใจไหม๊ ... ตอบเลยว่าไม่เข้าใจเลย .. และ ไม่อยากรับอะไรด้วยกลัวผีมาหลอก !!

    .. และท่านผู้นี้ก็สอนเราอีกว่า " ถ้าคิดว่าตนเองมีเทพเทวดาสูง ๆ มาอยู่ด้วยก็ไม่จำเป็นต้องไปรับขันธ์กับใครเขาหรอก .. จะเป็นการกดเทพเทวดาของเราเปล่า ๆ ท่านอาจไม่พอใจ และ ลงโทษเราได้ แถมอาจโชคร้ายโดนเขาสวมผีให้ก็เป็นได้ ถ้าจะพิสูจน์จริง ๆ ให้เอาธูป 16 ดอก ไปจุดกลางแจ้งว่าชุมนุมเทวดาแล้วอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านมาแสดงให้เราทราบว่าท่านมาอยู่กับเรา ว่า ท่านเลือกเราเพื่อสร้างบารมี แบบนี้จะปลอดภัยกว่า " เราก็คิดว่าน่าลองนะ เพราะมันไม่น่าเสียหายอะไรเลย ... เราก็เลยลองสิคะ อิอิ ..
     
  4. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    ... หลังจาการลองแล้วนั้น พวกเราสองคนก็ยังตระเวนไปยังที่ต่าง ๆ ในอ่างทองที่ว่าเป็นตำหนักซึ่งเพื่อนตัวดีเป็นคนพาไป .. ครั้งนี้เป็นพี่คนหนึ่งคะ ตัวใหญ่ผมหยิกเตี้ย ๆ แกอยู่บ้านหลังเล็ก ๆ อันนี้เพื่อนพามาลองเพราะรู้จักกัน .. เธอคนนี้อายุน้อยกว่าเรา และเธอพูดภาษาที่เขาเรียกว่าภาษาเทพได้ ต่างจากพราหมณ์ท่านนั้นที่ท่านบอกเลยว่าท่านไม่ใช่ร่างทรง แต่เป็นพวกแนวพราหมณ์ เธอคนนี้ทำการเสี่ยงทายให้เราคะ พอจุดธูป 16 ดอกแล้วเธอก็เหมือนองค์ลงไงไม่รู้เธอเอา " ตรีศูนย์ " มาทาบตามหลังของเราคะเพราะว่าเราปวดหลัง ลืมบอกไปเธอคนนี้เธอรักษาคนที่ปวดตามร่างกายคล้าย ๆ หมอนวดนะคะ .. กดไปสักพักเธอก็หยุด ... แล้วเธอคนนี้ก็ร้องไห้คะร้องแบบโฮเลยเหมือนเด็ก ๆ บอกว่าลูกขอโทษลูกผิดไปแล้ว ขอให้แม่ยกโทษให้ลูกด้วยเถอะต่อไปลูกจะทำแต่ความดี และ ช่วยเหลือคนขอแค่แม่ยกโทษให้ ... เรามัวแต่งงจนเพื่อนสะกิดว่าปลอบน้องเขาหน่อยสิ ... เราเลยจับมือที่เขาไหว้เราแล้วยิ้มให้เขาบอกว่าแม่ยกโทษให้ ไม่มีแม่คนไหนไม่รักลูกหรอกนะ หยุดร้องไห้ได้แล้ว ... แล้วเธอก็หยุดร้องคะเช็ดน้ำตาแล้วก็หายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ... พวกเราเลยกลับบ้านใครบ้านมัน .. แต่ถามว่าอาการปวดหลังเราหายไหม๊ .. ตอนนั้นหายคะ เวลาที่น้องเขาเอามาทาบตามหลังมันจะเย็น ๆ เห็นว่าน้องเขารักษาหายเยอะเหมือนกัน และ ไม่คิดตังค์แล้วแต่ใครจะให้น้องคนนี้มีอาชีพรับจ้างทั่วไปอยู่ที่โพธิ์ทองคะ
     
  5. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    ... จากการที่เราไปเจอพราหมณ์ท่านนั้นแล้วเราเลยตั้งสัจจะวาจากับตนเองว่า " เราจะไม่รับขันธ์จากใครถ้าคนนั้นไม่ใช่ของจริงที่ท่านเลือกแล้ว และ หากมีใครหลอกให้เรารับขันธ์ให้ถือว่าขันธ์นั้นเป็นโมฆะเสื่อมไป และ ขอให้มันผู้นั้นได้รับการลงฑัณท์แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร " เพราะเรากลัวมากเลยทำแบบนี้ไม่มีใครมาสอนมาบอกหรอกนะคะ คิอเอาเองคะ 5555 ออกจะบ้า ๆ ไปหน่อยนะคะอ่านแล้วต้องทำใจสักนิดหนึ่ง

    ... ตั้งแต่นั้นมาเราก็เริ่มจะไปตามตำหนักทรงที่ได้ยินว่าคนไปเยอะโดยเพื่อนเราเป็นคนสแกนหาให้ และ เริ่มสนใจหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องร่างทรง คนมีองค์ เรื่องเทพ ต่าง ๆ มาศึกษาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ และ จะได้มีฐานข้อมูลเพื่อช่วยไม่ให้ตนเองถูกหลอก อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย .. ทุกท่านคิดว่าจริงไหม๊คะ
     
  6. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    **** อันนี้เป็นข้อมูลเก่าที่กาลีนะเคยค้นคว้ามาอ่านแล้วเก้บไว้ขอเอาลงเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน และ พิจารณานะคะ ... จำที่นำมาไม่ได้จึงมิอาจให้เครดิตได้ต้องกราบขออภัยอย่างสูงคะ

    ....................... คนทุกคนมีองค์ ...............................

    .... เรื่องคนมีองค์ เป็นเรื่องที่คนหลายคนมีความสงสัยกันมากเกี่ยวกับเรื่องนี้
    หลายคนอยากรู้ด้วยว่าตนเองมีองค์หรือไม่ และ ถ้ามีแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งคนส่วนใหญ่ต่างก็เชื่อว่าตนเองนั้นน่าจะมีองค์เทพคุ้มครองอยู่ ความเชื่อเหล่านี้ จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า
    คน มีองค์หมายถึง อะไรกันแน่ ?

    ... คนเราเกิดมาจะมีองค์บารมีคุ้มครองสังขาร เรียกว่า "เทวดาประจำตัว" ที่ทักกันว่ามีองค์นั้น มีกันทุกคน จะเป็นเองคเทพ- พรหมหรือสัมภเวสี ก็แล้วแต่กุศลมูลเดิมหรือสัญญาที่ได้ทำกันไว้ตั้งแต่ในอดีตชาติ คนเราไม่สามารถที่จะเลือกองค์บารมีประจำสังขารได้ ขึ้นอยู่กับกุศลและบารมีของผู้นั้น

    ** เทวดาประจำตัว เทพพรหม องค์ใน ญาณบารมี คนทรงเจ้า คนมีองค์ คืออะไรกันแน่ ?

    ... ยากนักที่จะได้เกิดเป็นคน คนนั้นเป็นสัตว์ประเสริฐที่เกิดได้ยากยิ่ง คนเราทุกคนจึงมีค่ามาก เราเกิดมาหลายชาติภพ บางภพไม่ใช่ภพมนุษย์ เช่น ภพนรก ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรภาวนาได้ บางภพ เช่น ภพสวรรค์ เห็นความสวยงามไม่ค่อยเห็นอนิจจัง จึงยากนักที่จะละคลายกิเลส บางชาติ เกิดเป็นสัตว์บำเพ็ญไม่ได้ บางชาติเป็นตาบอด อ่านหนังสือไม่ได้ บางชาติ ไม่มีศาสนาสอนมนุษย์ จึงไม่เข้าใจธรรม ดังนั้น ได้เกิดเป็นคนปกติ มีพระพุทธศาสนาจึงยากยิ่งแล้ว ดังนั้น ระบบการดูแลสามภพ จึงจัดให้คนนั้นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากเทวดาบนสวรรค์ แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ เช่น สัตว์นรก ได้รับการลงโทษแทนการดูแล สัตว์เดรัจฉาน ได้รับการปล่อยไปตามยถากรรม ให้กินกันเอง ชดใช้กรรมกันเอง เพื่อบรรเทากรรมที่มีต่อกันให้เบาบางก่อนมาเกิดเป็นคน เมื่อได้มาเกิดเป็นคนแล้ว จึงจะมี “เทวดาประจำตัว” เพื่อคอยดูแล และเทวดาประจำตัวเหล่านี้ จะมีจำนวนมากกว่ามนุษย์ (เพราะมนุษย์เกิดได้ยาก จึงมีจำนวนน้อย)

    .. เทวดาประจำตัวจึงต้องมีเวรผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาบำเพ็ญบุญบารมี โดยมีพระอินทร์ เป็นผู้จัดสรรที่สำคัญที่สุด ให้เทวดาในชั้นดาวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่สอง)
    ซึ่งเป็นบริวารของท่านลงมาทำกิจ ในขณะที่ท้าวจตุโลกบาล ซึ่งปกครองสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง
    ซึ่งอยู่ติดกับพื้นโลก จะไม่ได้รับผิดชอบเรื่องเทวดาประจำตัว เพราะท่านจะดูแลพื้นที่เขตต่างๆ ทั้งดินน้ำและอากาศของโลก ในรูปของการดูแลจัดการเจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขาแทน ซึ่งเป็นการปกป้องคุ้มครองด้วยการอ้างอิงตามอาณาเขตไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล นับเป็นคนละกิจกัน เทวดาประจำตัว จะมาตั้งแต่ตอนจุติ เพราะต้องคอยระวังปกป้องไม่ให้เจ้ากรรมนายเวรรบกวนทำลาย จิตที่จุติฟักตัวในรูปตัวอ่อนในท้องแม่เพราะง่ายต่อการตายมาก ถ้าเทวดาประจำตัวทำงานได้ดี การตายในท้อง แล้วจุติใหม่ซ้ำๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น จวบจนกระทั่งถึงวาระสิ้นอายุขัย เทวดาประจำตัวก็จะออกไป เปิดโอกาสให้ยมทูตหรือเทวทูตมารับตัวแทน ซึ่งจะเป็นเทวดาอีกชุดหนึ่ง คนละชุดงานกัน ลงมาทำหน้าที่รับช่วงต่อนี้

    ... เมื่อ คนเกิดมา พระอินทร์จะจัดเวรเทวดาชั้นดาวดึงส์มาดูแลเรา เช่น ที่เรียกว่า แม่ซื้อ ฯลฯ โดยนำเทวดาที่มีกรรมเกี่ยวข้องกับเรามาดูแลเรา จะไม่สะเปะสะปะสับสน ไม่สุ่มมั่วซั่ว เพราะการที่คนที่ไม่มีบุญกรรมต่อกัน มาสร้างบุญกรรมกันระหว่างชาติภพนี้ จะก่อให้เกิดกรรมใหม่ ๆ ที่ต้องไปชดใช้กันยุ่งเหยิงมากขึ้น ส่งผลให้การบรรลุธรรมนั้น ต้องมีชาติภพยืดยาวออกไป เพราะต้องใช้ชดใช้เวรกรรมกันให้หมดนั่นเอง ดังนั้น เทวดาประจำตัวเราจึงมาจากคนที่เคยช่วยเหลือจุนเจือ มีบุญสัมพันธ์กับเรามาทั้งสิ้น ตามแต่วาระที่พระอินทร์จะจัดสรรลงมา ได้แก่ พ่อแม่ปูย่าตายายของเราที่ตายไปแล้วจุติบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งหลายนั่น เอง


    ... ทั้งนี้ โปรดเข้าใจว่าเทวดาชั้นยามา จะไม่มาทำกิจนี้มากนัก เพราะส่วนใหญ่จะปฏิบัติธรรมภาวนากันมาก ไม่ค่อยยุ่งกันเรื่องทางโลกเหมือนเทวดาชั้นที่สอง ส่วนเทวดาชั้นที่สี่สูงขึ้นไป คือ ดุสิต ก็จะไม่มาทำกิจเล็กๆ น้อย ๆ นัก การที่ลงมาดูแลคนเป็นคนๆ จึงไม่ควรเป็นกิจของพระโพธิสัตว์แห่งดุสิตสวรรค์ เพราะท่านจะรับกิจภาพกว้างมากกว่านั้น
    เอื้อต่อสรรพสัตว์จำนวนมาก คราวละมากๆ มากกว่านั้น ในขณะที่ชั้นสูงบกว่าดุสิตขึ้นไป จะไม่สนใจมาช่วยเหลือมนุษย์นัก อันได้แก่ ชั้นนิมารดี และปรนิมมิตวสวัตตี ทั้งสองชั้นนี้ เป็นชั้นของมาร ที่มีแต่เห็นแก่ตัวเป็นสำคัญ ...
     
  7. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    ต่อจากข้อความเดิม ...

    ... ดังนั้น ทุกคนจึงมีเทวดาดูแลประจำอยู่แล้วทั้งสิ้น แต่จะไม่เรียกว่ามี “ องค์ใน ”
    บุคคลที่จะถูกเรียกว่า “มีองค์” หรือมีเทพชั้นสูงๆ มาดูแล ก็ต่อเมื่อเขาถึงวาระแห่งการบำเพ็ญเพียรภาวนาแล้ว เบื้องบนก็จะส่งเทพพรหมที่มีฤทธิ์มาก แตกต่างกันลงมาคุ้มครองดูแล และทำกิจมากกว่าเทวดาประจำตัว เพราะมีอิทธิฤทธิ์ส่งผลต่อชีวิตของคนมีองค์ได้มาก และเทพพรหมเหล่านี้ จะมี “ กิจเฉพาะ ” ที่ได้รับจากเบื้องบนลงมากระทำต่อบุคคลนั้นๆ ดังนั้น จึงมีผลให้วิถีชีวิตต้องเปลี่ยนไปอย่างมากนั่นเอง นี่เป็นสาเหตุว่าทำไม จู่ๆ วิถีชีวิตเกิดเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายระทันหันในระยะเวลาสั้นๆ และถูกทักว่า “ มีองค์ใน ”

    ... เทพ พรหม ฯลฯ ที่ลงมาทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับผู้คนนั้น มีกิจเฉพาะหลากหลายมาก
    ดังที่ได้เกริ่นมาว่าแต่ละองค์มีฤทธิ์และกิจเฉพาะที่รับมาจากเบื้องบนต่าง กันไป
    ในบรรดาเทพพรหมที่ลงมาทำกิจเหล่านี้ สามารถจำแนกได้ออกเป็นสามกลุ่ม คือ

    ๑) กลุ่มสมณเทพ

    คือ กลุ่มที่มีเทพสองประเภทลงคุ้มครองดูแลหรือทำกิจ ได้แก่ กลุ่มพระสมณะ
    (เทพที่มีลักษณะเป็นพระตัดกามไร้เพศบำเพ็ญภาวนาทางพุทธะ)
    และกลุ่มเทพพรหม หรือเทพที่มีฤทธิ์ต่างๆ แต่ไม่ได้ละเพศ ยังมีกามกิเลสตามปกติ กลุ่มคนที่จัดว่ามีองค์ในแบบ
    “ สมณเทพ ” นี้ จะถือว่ามีทั้งสองแบบ ดังนั้น จะสามารถล่วงรู้ด้วยญาณของตนได้ว่า
    ผู้ใดมีองค์ในแบบเทพพรหม และผู้ใดมีองค์ในแบบสมณะดูแลอยู่ สามารถบริหารจัดการคนที่มีองค์ได้ทั้งสองแบบ ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย และมีแนวทางในการบำเพ็ญภาวนาที่แตกต่างกัน

    ๒) กลุ่มพระสมณะ

    คือ กลุ่มที่มีเทพประเภทพระสงฆ์ ผู้ตัดกาม ละเพศ บำเพ็ญภาวนาจิตเพื่อพุทธะเพียงอย่างเดียวคอยดูแลคุ้มครองปกป้อง หรือ สอนธรรม หรือ เปลี่ยนวิถีชีวิตอยู่ กลุ่มนี้ หากได้รับการคุ้มครองก็จะพบปาฏิหาริย์ เช่น รอดตายหวุดหวิด หากได้รับการสอนธรรม ก็อาจได้เห็นนิมิตที่แฝงปริศนาธรรม หรือ ได้ยินเสียงทิพย์ หากกำลังถูกปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก็จะถูกบีบเค้นอย่างหนักให้เข้าสู่ทางธรรม แต่ฝ่ายเดียวไม่มีเส้นทางอื่นให้เลือกเลย สำหรับคนที่มีองค์ในแบบสมณะเหมือนกัน มักมองกันก็เข้าใจ คุยกันง่าย เข้าใจกันง่าย ในกลุ่มนี้ มักเป็นผู้นิยมเข้าวัดประจำๆ และนับถือพระมาก เช่น องค์ในเป็นหลวงปู่ทวด

    ๓) กลุ่มเทพพรหม

    คือ กลุ่มที่มีเทพประเภท มหาเทพฮินดู, พรหม, เทพจีน ฯลฯ ผู้ยังมีกาม มีเพศอยู่มาคอยดูแลคุ้มครองปกป้อง หรือ ช่วยการงาน หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตอยู่ แต่ปกติ จะไม่มีหน้าที่สอนธรรมะยกเว้นบางองค์ที่มีปางอวตารเป็นโพธิสัตว์ เช่น องค์ศิวะ, องค์อุมา (บางปางก็คือพระกวนอิม) เป็นต้น หากมีองค์ที่มีปางอวตารแบบนี้ จะมีการสอนธรรมได้ แต่หากไม่มีก็จะไม่สามารถสอนธรรมได้ จะบำเพ็ญเพียรช่วยเหลือคนในด้านอื่นๆ เช่น ช่วยในมูลนิธิต่างๆ
    ส่วนใหญ่คนเหล่านี้ มักได้รับการช่วยเหลือแบบพิเศษจากเทพพรหมก่อน แต่หากไม่ทำความดีเลย สุดท้าย เทพพรหมจะถูกเรียกกลับ แล้วปล่อยทิ้งให้ร่างนั้น ถูกเจ้ากรรมนายเวรและภูตผีต่ำช้าอื่น ๆ รุมทึ้งเอาแทน ดังนั้น หลายท่านจึงมักบอกว่าอย่าไปรับขันธ์ อย่าเป็นร่างทรง

    ..... ด้วยเหตุนี้ แท้แล้วการรับขันธ์ไม่ใช่การเป็นร่างทรง ส่วนบุคคลที่เป็นร่างทรงนั้น คือ “ อาชีพ ” อุปมาเหมือนพระ ที่ไม่มีอาชีพ แต่หากทำตัวเรียกเก็บเงินค่าช่วยเหลือผู้อื่น ก็กลายเป็นอาชีพไป คนที่รับขันธ์ ไม่ควรเป็นร่างทรง แต่ควรบำเพ็ญบารมีช่วยเหลือคนไป โดยไม่สนใจเรื่องเงินและอาชีพ แล้วสุดท้ายจะดีเอง

    ๔) กลุ่มนอกรีต

    คือ กลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาครอบงำจิตของคน หลังจากที่ร่างเปิดรับจิตวิญญาณอื่นแล้ว จะปิดได้ยาก หรือ ปิดเองไม่ได้ เมื่อหลงทะนงตนเย่อหยิ่ง มักจะถูกทอดทิ้งจากเทพพรหมองค์ก่อน เพราะพฤติกรรมที่ตกต่ำเป็นเหตุให้เทพชั้นสูงๆ ไม่สามารถมาช่วยได้ เมื่อท่าจากไป บรรดาเจ้ากรรมนายเวร สัมภเวสี เปรต สัตว์นรก ฯลฯ ก็มาเข้าร่างแทน ซึ่งยังผลให้ชีวิตพบกับความวิบัติหายนะในที่สุด เหล่านี้ รวมเรียกว่า “ จิตวิญญาณนอกรีต ” เพราะไม่ได้อยู่ในการดูแลบริหารจัดการของเบื้องบน แต่เกิดจากการ “ ลักลอบ ” หนีจากนรก แล้วมาสิงสู่อาศัยร่วมกับคนเท่านั้นเอง ซึ่งบางท่านถึงกับต้องกลายเป็น " ปอบ "

    ... คำว่า “ ญาณบารมี ” ก็เกิดจากการสัมผัส คนมีองค์ต่างๆ นี่เอง เพื่อดูว่าแต่ละท่านมีองค์ใดช่วยอยู่ ในที่นี้ของให้เข้าใจว่า องค์เทพใหญ่ ๆ จะไม่ลงมาทั้งองค์ แต่จะแบ่งส่วนบารมีท่านลงมา เรียกว่า “ ญาณบารมี ”

    .. ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจึงพบคนที่มีองค์เหมือนกันหลายคน เพราะเป็นการแบ่งญาณบารมีของเทพใหญ่ ๆ มาช่วยคนพร้อมกันจำนวนมาก ๆ เท่านั้นเอง ในการบำเพ็ญให้จิตเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเหล่านี้ ให้ระลึกเสมอว่าเรา คือ ท่าน ท่าน คือ เรา จึงจะราบเรียบ ไม่เกิดการยื้อดึงของร่าง การสั่นของร่าง อย่างที่เราเห็น “ คนทรง ”
    เป็นกัน คนที่บำเพ็ญถูกต้องแบบพราหมณ์ฮินดู คือ เข้าใจว่าเราเหมือนอาตมัน เทพเหมือนปรมาตมัน ก็จะหลอมรวมทั้งสองเป็นหนึ่งเดียว ทำกิจได้เหมือนคนปกติ อย่างราบเรียบกลมกลืน ไม่กระตุก ไม่สั่น ไม่ใช่ร่างทรง และ สามารถดึงความสามารถพิเศษที่องค์เทพนั้น ๆ มีมาใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง

    *** อนึ่ง พึงเข้าใจว่า เรา และ จิตวิญญาณที่มาคุ้มครองเรานั้นคนละส่วนกัน แต่จิตวิญญาณที่มาคุ้มครองเรานั้น มักพูดเสมอว่า " เรา คือ ท่าน และ ท่าน คือ เรา " เพื่อให้เราหลอมรวมแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับองค์ท่าน และ ท่านจะทำกิจได้ง่าย ไม่ขัดขืน ไม่ลังเล หรือ ยื้อกันไปมาระหว่างจิตสองดวง ดังนั้น หลักการบำเพ็ญของพราหมณ์ฮินดูจึงมักพูดถึงการหลอมรวมระหว่างอาตมัน และ ปรมาตมันด้วยเหตุนี้ เพื่อเปิดทางให้เทพเบื้องบนทำงานกับเราได้สะดวกนั่นเอง และ เราก็จะดึงพลังของเทพที่ท่านมีอยู่ ที่เบื้องบนประทานมาให้นี้ นำมาใช้ในการดำเนินชีวิต ประกอบกิจการงานต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น แต่ทว่า ต้องไม่หลงตัวเอง ไม่หลงลืมไปว่า เราก็ส่วนหนึ่ง คือ อาตมัน และเทพก็ส่วนหนึ่ง คือ ปรมาตมัน

    ( ปรมาตมัน หมายถึง เทพมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณไหนก็ตาม
    เพราะรับคำสั่งเดียวกันมาจากเบื้องบน แม้จะทำกิจต่างกัน รูปนามต่างกัน ) ซึ่ง คนส่วนใหญ่ที่มีอัตตา ตัวกูของกู มากแล้ว มักพบกับความวิบัติภายหลัง เพราะนิยมยึดถือว่าตนเองเป็นเทพยิ่งใหญ่มีฤทธิ์มากอยู่คนเดียว ผู้อื่นไม่ใช่ ผู้อื่นเป็นตัวปลอมผิดไปหมด
    ( ทั้ง ๆ ที่เทพท่านแบ่งญาณบารมีได้ จึงโปรดช่วยคนได้หลายคนพร้อมกัน ) สิ่งนี้ต้องระวังให้มากเมื่อใดก็ตามหลอมรวมจิตคิดว่าเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ต้องไม่ยึดเป็นอัตตา


    ... ญาณ บารมี มาก หรือ น้อย เทพจะองค์ใหญ่องค์น้อยนั้นไม่สำคัญเท่ากับการบำเพ็ญของเรา ยกตัวอย่างเช่น พระนารายมาช่วยคน ๆ หนึ่ง ท่านเป็นเทพใหญ่มาก แต่หากบำเพ็ญด้อยแล้ว ตัวเองก็จะแย่ ไปสู้กับคุณไสย ก็ถูกคุณไสยเข้าตัวเสียอย่างนั้น สุดท้ายไม่ได้เป็นผลดีเลย ในขณะที่คนอีกคนหนึ่ง มีองค์พิฆเนศ ซึ่งเป็นมหาเทพระดับลูกของพระมหาเทพทั้งสาม ( นับว่าอิทธิฤทธิ์รองลงมา ) แต่ผู้นั้นคิดสร้างสรรค์งานเพื่อพุทธศาสนา แล้วด้วยบารมีแห่งองค์เทพพิฆเนศ เป็นองค์เทพแห่งความสำเร็จ

    .. ท่านลองไตร่ตรองดูเถิดว่าคนประเภทที่สองที่ได้รับองค์พิฆเนศซึ่งรองจากมหา เทพทั้งสามนี้ อิทธิฤทธิ์แม้น้อยกว่าองค์นารายนี้ กลับได้บุญบารมีมากกว่า เพราะช่วยงานพุทธศาสนาจนสำเร็จ ในขณะที่คนแรก ไปต่อสู้กับมนต์ดำ จนตัวเองต้องถลำเข้าไปสู่วังวนการต่อสู้ทางจิต แทบไม่ได้บุญอะไรเลยในบางครั้ง เพราะเอาแต่ปะลองฤทธิ์กัน เช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่า เทพองค์ใหญ่หรือเล็กนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่ตัวเราทำอะไร หากมีองค์เทพอยู่ด้วย ขอให้ดึงพลังของท่านมาใช้ ให้เกิดประโยชน์สุขให้มากที่สุด ไม่ใช่ใช้ไปนอกลู่นอกทาง ซึ่งยังผลให้บั้นปลายสุดท้าย ต้องรับกรรมอย่างหนักหนาสาหัส ไม่เป็นผลดีต่อตนเองเลย

    เทพ - เทวดานั้น มนุษย์ที่จะสื่อกับท่านได้รู้เรื่องจะต้อง

    ๑ . เป็นผู้ที่มีจิตใจสะอาดพอสมควร

    ๒ . มีบารมีสะสมมาจากอดีตชาติ

    ๓ . ศรัทธาในองค์บารมีประจำสังขารของตนเอง

    ๔ . ปฏิบัติตน สร้างบารมี มีศีลธรรม

    ......... ถ้า ไม่ปฏิบัติตน ในที่สุดก็จะห่างเหินจากองค์บารมีของตนเองก็จะไม่สามารเชินมาประทับได้อีกเลย และ ในที่สุดก็จะไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์พระบารมีได้ ...
     
  8. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    ... จากข้อมูลด้านบนอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่ากาลีนะจะมาชักจูงให้ทุกท่านไม่นับถือคำสอนของพุทธองค์นะคะ .. เพียงแค่นำบทความบางบทที่อ่านแล้วว่า มีเหตุ และ มีผลพอเชื่อถือได้มาลงให้พิจารณาคะ

    ... เพราะต้องยอมรับว่าในสมัยก่อนพุทธกาลมีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้ามาก่อนอย่างที่ทราบกัน ที่นำมาแค่อยากให้เข้าใจให้ถูกต้องขึ้นมาอีก ถ้าจำไม่ผิดเอามาจากเว็ปของ ฮินดู คะ ซึ่งบอกได้เลยว่า " ศาสนาฮินดูไม่สนับสนุนพวกร่างทรงเลยคะ " และ แม้ก่อนที่พุทธองค์จะทรงบรรลุท่านก็ทรงศึกษาในศาสตร์แขนงนี้มาด้วย และ ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางหลุดพ้นอย่างที่ทุกท่านทราบกัน แต่พุทธองค์ไม่ได้บอกว่าไม่มีจริงเพียงแค่พระองค์ท่านไม่อยากให้ยึดติดเพราะจะทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นไปได้นั้นเอง

    ... ถ้ามาลองคิดกันเล่น ๆ นะคะ เทพ และ เทวดา รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย .. ก้คือ ผู้ที่เคยปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาก่อนพวกเราเพียงแต่พวกท่านยังไม่บรรลุนิพพานก็แค่นั้น ท่านได้ละร่างที่เป้นมนุษย์ไปจนไม่สามารถสร้างบุญบารมีได้เองจึงต้องมาอาศัยคอยช่วยเหลือผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ที่อยู่ในศีลธรรมของพุทธองค์ทั้งหลายให้ปลอดภัยจากสิ่งต่าง และ คอยช่วยเหลือคนเหล่านั้นตามที่มีกรรมสัมพันธ์กัน ...เพราะพระพุทธองค์ คือ ครูของเหล่าเทพเทวดาทั้งหลายจึงไม่แปลกที่ท่านเหล่านั้นจะมาอยู่คอยช่วยเหลือทำนุบำรุงศาสนาให้มีความมั่นคงสืบไป ...... แต่พวกเราควรนำมาเป็น " เทวานุสติ " จะดีกว่ามาตั้งข้อรังเกียจติท่านเหล่านั้นดีกว่าไหม๊คะ แล้วก็หันมาดูตนเอง " ว่าวันนี้เราทำดีได้แค่ไหน ดีพอ หรือ ยัง สมกับที่เราเคยตั้งใจ หรือ เคยพุดไว้ให้คนทั้งหลายได้ยกย่อง สาธุในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบของเราดีกว่าคะ เทพเทวดาท่านจะได้ อนุโมทนาบุญจากเราสมกับที่ท่านเมตตามาคุ้มครองเราจะดีกว่านะคะ "

    ... ความคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ .. หากมีท่านอื่นคิดเห็นแตกต่างไปก็คงไม่ว่ากันคะ กาลีนะก็ศึกษามาแค่นี้ก็พูดตามที่คิด และ ที่เข้าใจคะ หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างนะคะ ..
     
  9. Thanks-Epi

    Thanks-Epi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    987
    ค่าพลัง:
    +2,952


    มีเรื่องขำค่ะคุณกาลีนะ เรื่องนี้ เคยปากพล่อยพูดกับแฟน (ที่แอนตี้เรื่องนี้) ว่า เขาก็มีองค์ ปรากฎว่า เขาโมโหมาก คิดว่า เราเพี้ยน ดูอะไร เห็นอะไรมากกว่าคนอื่นเขา จนจินตนาการ คิดว่า เขามีองค์ได้

    (พอดีเขาไม่ฟังต่อนะค่ะว่า หมายถึงเทวดาประจำตัว ส่วนใครจะมีองค์บารมีมากน้อยแล้วแต่ บารมีคนๆนั้น)


    ส่วนร่างทรง เคยหาข้อมูลเพิ่มค่ะ จะมีทรงเต็มตัว(หายากมาก) กับทรงแฝง
    สิ่งศักดิ์สิทธิ์บารมีระดับสูงมากๆ จะทรงแฝง

    ตำหนักทรงที่เห็นๆกัน จึงเรียกได้ว่า แทบจะของปลอมทั้งหมด
     
  10. dakjued

    dakjued เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    254
    ค่าพลัง:
    +864
    ขันธ์ที่รับ นี้หมายถึงขันธ์รับเพื่อเป็นคนทรงหรอคับ หรือขันธ์ ที่รับมาเพื่อเรียนวิชชาต่างๆ ไม่รู้คับเลยถามอย่างว่าผมนะ ผมไม่ค่อยเข้าใจนะคับ
     
  11. Thanks-Epi

    Thanks-Epi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    987
    ค่าพลัง:
    +2,952
    เคยได้ยิน แต่ไม่ได้ไปรับ ประมาณว่า เป็นทางส่องให้เราเดิน (แบบว่า คนมีองค์ ทำตัวไม่ถูก ได้ขันมาซักใบไว้นำทาง) ประมาณนี้นะค่ะ หรือไม่ก็บอก ครอบครูบ้าง เสียเงินนะค่ะ


    ไม่ได้รับเพื่อเรียนวิชชาต่างๆ
    สัมมาทิฐิ เกิดขึ้นได้จากการปฎิบัติภาวนาด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปรับจากที่ไหนทั้งสิ้น
    ส่วนวิชชาต่างๆ หรืออภิญญา ฯลฯ จะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับบารมีเจ้าตัวที่สะสมมา การหมั่นปฎิบัติของเจ้าตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรับขันธ์ทั้งสิ้น

    แม้ไม่ได้ไปรับขันธ์ แต่เข้าไปในบริเวณตำหนักทรง ลูกเพื่อนเคยได้สัมพเวสีติดกลับมาค่ะ เล่นอยู่รอบๆ ตัวเด็ก (มีพระทัก แล้วก็รดน้ำมนต์ให้) เลยหายไข้ รักษาทางแพทย์ปัจจุบันไม่หาย ไม่มีสาเหตุ แม่เด็กเลยไม่รู้ทำไง พาไปวัดดีกว่า รดน้ำมนต์แล้วหายไข้เลย

    โปรดใช้วิจารณาญาณในการอ่านค่ะ
     
  12. dakjued

    dakjued เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    254
    ค่าพลัง:
    +864
    อ่อ เริ่มเข้าใจแล้ว อิอิ ส่วนวิชชามีอยู่วิชชาหนึ่งนะที่รับขันธ์แล้วจะมาเทวดา ชั้น3-4นี้แหละมาอยู่ในขันธ์ แต่เป็นวิชาทางพุทธคุณคงไม่ใช้ แบบคนทรง ผมเลย อยากรู้เลยถามไปว่าจะเหมือ่นกันหรือป่าว ตอนนี้พอเข้าใจแล้วครับ อิอิ ขอบคุณครับ
     
  13. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,551
    ค่าพลัง:
    +18,892
    1. แล้วทำไมเทพอินเดีย ไม่ประทับทรงคนอินเดีย ทำไมถึงมาประทับทรงในเมืองไทยซะมากมาย
    2.ทำไมเทพอินเดีย ประทับทรงแล้ว พูดภาษาไทยได้ แต่พูดภาษาของตัวเองคือ ฮินดี้ไม่ได้
    3.มีใครเคยประทับทรงเทพ โพไซดอน, ซุส , ของทางกรีกบ้างหรือเปล่านะ
    4.ไซอิ๋ว เป็นวรรณกรรมจีนที่แต่งขึ้น มีเพียงพระถังซำจั๋งเท่านั้นที่มีตัวตนอยู่จริง ทำไมจึงสามารถทรง เจ้าพ่อเฮ้งเจีย (ตลิ่งชัน...ดังมาก...) เจ้าพ่อตือโป๊ยก่าย ก็ยังมี...
    5.เวลารับขันธุ์นั้น จะมีขันธุ์ 8 เป็นขันธุ์ครู ขันธุ์ 5 เป็น ขันธุ์ตัวเอง ที่เพิ่มเข้ามาอีก 3 ขันธุ์ มีอะไรบ้าง
    6.เจ้าจีนอย่างแป๊ะกง กิมท่งเอี๊ยะ พูดแต่ภาษาแต้จิ๋วปนไทย ทำไมพูดภาษาจีนกลางไม่ได้
    7.ทำไมไม่มีคนทรง พระเยซู, เปาปุ้นจิ้น, เง็กเซียนฮ่องเต้, พระอินทร์ บ้างนะ เห็นมีแต่ ปู่พระพรหม ฤษีตาไฟ ปู่โน่นนี่นั่น...
     
  14. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    ... เป็นส่วนที่จะค้นหาข้อมูลมาลงเพิ่มให้นะคะ .. แต่ขออ่านพิจารณาก่อนคะเพราะว่านี้คือเว็ปไซร์ธรรมมะ เพราะฉะนั้นไม่อยากทำอะไรที่มันไม่เหมาะสมนะคะ ... ที่ตัดสินใจลงเรื่องนี้เพราะคิดว่ามันใกล้ตัวมาก และ รู้สึกจะฮิตเสียเหลือเกิน บางทีถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมให้ทุกคนได้มีทางเลือกในการพิจารณาก็น่าจะดีกว่าไม่หวังให้งมงายคะ .. ยังมีเรื่องราวมากมายที่กาลีนะผ่านมากว่าจะมาอยู่ได้แบบมีความสุขแบบนี้ ( ตามอัตถภาพ ) เพราะถ้าให้เป็นวิชาการเลย กาลีนะ ยอมรับว่าความสามารถไม่ถึง เลยเอาเป็นแบบประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง และ สิ่งที่ตัวเองค้นคว้าหาอ่านมาเอามาเผยแพร่ให้ทุกคนได้อ่าน

    .... อันไหนที่ทุกท่านพอเอามาปรับใช้ได้กับตนเองเพื่อยังประโยชน์ในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามครรลองครองธรรมก็ถือว่าเป็นบุญของกาลีนะแล้ว .. ส่วนตัวเราเองก็ยังไม่ถือว่าดีเหนือคนอื่นนะคะ ยังมีส่วนที่ไม่ดีอยู่มากโดยเฉพาะความขี้เกรียจสวดมนต์ ยังสวดบ้างไม่สวดบ้าง .. ก็ลองอ่านไปเรื่อย ๆ แล้วกันนะคะ ก็จะเอาสาระมาแทรกบ้างคะ อันไหนถามมาตอบได้ก็จะตอบคะ อันไหนตอบไม่ได้ก้ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ... เพราะถึงยังไง กาลีนะ คนนี้ก็มาจากที่มืด และ กำลังค้นหาแสงสว่างให้แก่ตนเองต่อไปคะ ....
     
  15. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    .... ต่างกันนะคะ ขอตอบตามที่รู้นะคะ แต่อาจไม่ชัดเจนคะ .. ถ้าสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมมาได้จะมาตอบในตอนหลังคะ เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ ... อิอิ

    " ขันธ์ที่รับเพื่อเรียนวิชา " คือ การที่เรายอมยกบุคคลท่านนั้นให้เป็นครูของเรา สามารถ สั่งสอน อบรม กระทำโทษเราได้ ฯ เปรียบประดุจคล้ายพ่อแม่คนที่สองของเรา .. หากเรากระทำการอันใดที่ผิดจากคำสอน คำสั่ง ของครูบาอาจารย์ก็อาจเกิดโทษได้ที่เขาเรียกว่า " ผิดครู "

    " ขั้นธ์ที่รับเพื่อบูชาเทพ เทวดา " คือ การที่เรายอมให้ " อมนุษย์ " ( สัมภเวสี , เปรต , อสุรกาย , เทวดา , เทพ , พรหม ฯ ) มีสิทธิ์เหนือขันธ์ 5 ของเราคะ โดยผ่านผู้ที่รับขันธ์ของเราที่เราเอาไปบูชา ( เรารับขันธ์กับใครก้คนนั้นแหละคะ ซึ่งอาจจะจริง หรือ ปลอมก้ได้ ) ทำให้ อมนุษย์ ที่ควบคุมผู้นั้นมิอำนาจเหนือจิตของเรา หากเรามีเทวดารักษาตนพวกนั้นก็จะมีอำนาจเหนือเทวดาประจำตัวของเราคะ และ คนที่เราไปรับขันธ์จากเขาสามารถให้คุณ หรือ โทษ แก่เราได้ ถ้าเจอที่ดีก็ดีไปถ้าเจอพวกหลอกลวงทั้งคน ทั้งผี หรือ พวกที่เล่นวิชาด้วย .... ก็ซวยไปคะ ... เห้อ ๆ

    ... เอาแค่นี้ก่อนนะคะ เด้วค่อยมาเสริมอีกรอบคะ
     
  16. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    ... ก่อนอื่นขอ " กราบขออภัย " พี่ระมิงค์เป็นอย่างสูงนะคะ เพราะหนูเองก็ยังไม่สามารถตอบคำถามของพี่ได้ทั้งหมดคะ .. ขอตอบตามความเข้าใจแทนได้ไหม๊คะ ....

    1. แล้วทำไมเทพอินเดีย ไม่ประทับทรงคนอินเดีย ทำไมถึงมาประทับทรงในเมืองไทยซะมากมาย

    ... หนูคิดว่า มีคะ แต่เขา ( คนอินเดีย ) ไม่ได้มาทำพิธีอะไรไม่ตั้งตำหนักแบบคนไทย และ ไม่มีการรับขันธ์ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าอยู่ทุกที่อยู่กับพวกเขาอยู่แล้วคือ เทพเจ้าอยู่ในใจ และ พวกเขาเทิดทูลไว้ในที่สูงอยู่แล้ว ( คนที่นับถือ ฮินดู ) และ พวกเขาก็ไม่ชอบพวกเป็นร่างทรงด้วยนะคะ ประมาณว่าไม่ให้เกียรติเทพเจ้าของเขาอะไรประมาณนี้แหละคะ

    .. ยกตัวอย่างที่พอทราบกันดีเลยคะ " วัดแขก " ที่นี้เขาให้เข้าไปสักการระได้ แต่สังเกตไหม๊คะว่าไม่มีใครไปนั้งเป็นร่างทรงในวัดเลยแม้แต่คนเดียว .. หากไปทำจะโดนเชิญออกนอกวัดทันที .. อาจจะเรียกว่าโยนเลยก็ได้คะ .. เพราะเขาถือว่าไม่ให้เกียรติพระแม่ และ สิ่งศักสิทธิ์ที่นั้น แม้แต่งานนวราตรีพวกร่างทรงตำหนักต่าง ๆ ที่ไปตั้งแท่นบูชากันถ้าเวลาที่ขบวนแห่มาก็ต้องเลิกทันที .. หรือ มีเจ้าหน้าที่เห็นก็จะดดนไล่คะ ..อันนี้เจอมาเองเลยคะตอนไปร่วมงานเมือ 2 ปีก่อน

    ... และเมื่อครั้งมีพระพุทธองค์บังเกิดขึ้นแล้ว เทพเทวดาทั้งหลายที่ใฝ่หาทางหลุดพ้นก็ต่างเทิดทูลพระพุทธองค์ให้เป็นครูของเทพเทวดาทั้งปวง และ ต่างก็ตั้งใจจะช่วยเหลือทำนุบำรุงสาสนาพุทธให้คงอยู่ตามกาลสมัยอันควรอยู่แล้ว นี้อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดมีคนที่สามารถสัมผัสถึงเทพเทวดาเหล่านี้ได้ โดยคนเหล่านั้นต้องผ่านเกณฑ์ที่ท่านเหล่านั้นตั้งไว้ด้วย หรือ มีกรรมสัมพันธ์กัน หรือ ด้วยเหตุผลบางกรณี และ ประเทศไทยคนไทยถือว่าเป็นประเทศที่ศาสนาพุทธมีความเข้มแข็ง แลยังมีคนนับถืออยู่มากแถมยังแทรกอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ บวกกับพื้นฐานคนไทยเป็นคนใจดีมีเมตตา จึงทำให้พวกท่านเหล่านั้นเลือกที่จะมาที่นี้ เพราะมีแหล่งพลังงานบุญมากมายให้ทวยเทพเทวดาได้ช่วยอนุเคราะห์พร้อมทั้งสาธุบุญบารมีต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ในการสั่งสมบุญบารมีแห่งตนเอง และ เพื่อค้ำจุนศาสนาพุทธให้คงอยู่ได้นานที่สุด ..

    ... อันนี้ก็เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะพี่ระมิงค์ อาจจะยังไม่ถุกต้องเท่าไหร่ต้องกราบขออภัยด้วยคะ ..


    2.ทำไมเทพอินเดีย ประทับทรงแล้ว พูดภาษาไทยได้ แต่พูดภาษาของตัวเอง คือ ฮินดี้ไม่ได้

    ... ภาษาที่พวกร่างทรงจริง ๆ ใช้กันน่าจะเรียกว่า " ภาษากูโบ " ซึ่งเป็นภาษาอินเดียโบราณที่ตายแล้ว .. คนอินเดียปัจจุบันใช้ภาษา " ฮินดี้ " ซึ่งตัวกาลีนะเองก็พูดไม่เป็นหรอกนะคะฟังไม่รู้เรื่องด้วย เคยโดนลองภูมิมาหลายครั้งแล้วเหมือนกัน แม้แต่พระอาจารย์ที่คุ้นเคยกันท่านก็เคยลองพูดมาแล้วพอท่านพูดจบท่านถามว่าเข้าใจไหม๊ !! สั่นหัวอย่างเดียวเลย .. ไม่ทราบคะ 55555 ท่านก็ยิ้มคะ .. แต่ภาษาที่ไปเคยได้ยินร่างทรงหลายท่านที่เคยไปมาพูดบอกตามตรงนะคะถ้าไม่กลัวโดนสหบาทาแถวนั้นนั้งหัวเราะเลยคะ เพราะฟังแล้วมันจะมีคำของหลายภาษามาก ภาษาฮินดี้ ภาษาเขมร ภาษาส่วย ภาษาไทยโบราณ ฯ แบบว่ามั่วมากเลย ... เพราะเคยไปแล้วมีคนที่ฟังเขรกับส่วยได้แกนั้งข้างหนูไงคะแล้วมาคุยกันแต่ไม่กล้าเสียงดังกลัวโดนรุมตื๊บ ...

    ... จากที่เคยอ่านเจอมานะคะ ภาษาที่ทางภพภูมิเขาสื่อสารกับเราก็เหมือนคลื่นที่ส่งออกมานี้แหละคะ อยู่ที่ตัวสื่อด้วยว่าสื่อได้แค่ไหนรับได้แค่ไหนเพราะมันละเอียดมากอาจมีการผิดเพี้ยนได้สูง .. บางคนก็มั่วตอบเอา .. บางคนก็โนผีที่มาหลอกแฝงร่างหลอกเอาก้มี เพราะภพภูมิเขาเข้าใจทุกภาษาแน่นอนคะ เขาอ่านจิตเอา ( เอาประสบการณ์ตัวเองนี้แหละคะวัดด้วย ) เหมือนมองหน้าปุ๊บอ่านออกเลยว่าคิดไงประมาณนี้อะคะ จ้องตาก็รู้ใจกัน อิอิ .. แต่ก็เจอที่บอกว่า ขึ้นอยู่กับระดับภพภูมิด้วยที่ต่ำกว่าจะอ่านจิตคนที่สูงกว่าไม่ได้ ฯ เอาแค่นี้ก่อนนะคะ คิดไม่ออกแล้วคะ


    3. มีใครเคยประทับทรงเทพ โพไซดอน, ซุส , ของทางกรีกบ้างหรือเปล่านะ

    .. ไม่เคยได้ยินคะ .. แม้แต่ตัวหนูเองก็เคยแค่สัมผัสในนิมิตเฉย ๆ ตอนจะเปลี่ยนเป็นคริสเตียน โปรแตสแตน .. ไม่เห็นตัวรู้แค่ว่าเป็นเสียงที่มาจากฟ้า พร้อมแสงสว่าง และเสียงที่ไพเราะ อบอุ่น นุ่มนวล ใจดี และ กังวาลทรงพลังในตัว ที่พูดในนิมิตนั้น พี่บางคนก็บอกว่าใช่พุทธองค์หรือเปล่าหนูก็ตอบไม่ได้เพราะไม่เห็นตัวคะ .. เห็นแค่เทพแขก และ ภูตผีที่เป็นบริวารเท่านั้น .. ที่อยู่ภาคพื้นดินนะคะ ...

    4.ไซอิ๋ว เป็นวรรณกรรมจีนที่แต่งขึ้น มีเพียงพระถังซำจั๋งเท่านั้นที่มีตัวตนอยู่จริง ทำไมจึงสามารถทรง เจ้าพ่อเฮ้งเจีย (ตลิ่งชัน...ดังมาก...) เจ้าพ่อตือโป๊ยก่าย ก็ยังมี...

    .... โอ้ เรื่องนี้กาลีนะชอบมากคะดูหลายภาคแต่ยังไม่จบ อิอิ ... ขอตอบตามความเห็นนะคะ .. พระถัง ฯ หนูก้เชื่อว่ามีตัวตนคะ แต่ลูกศิษย์สามตนนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันคะว่ายังไง .. จริง ๆพี่ระมิงค์ข้อมูลแน่นกว่าหนูนะคะ .. แต่คิดได้หลายกรณีเหมือนกันตอบแบบขำ ๆ ตามจินตนาการตัวเองเลยละกันนะคะ อิอิ

    1. มีจริง แต่อาจเป็นศิษย์ที่มีความสามารถพิเศษแบบว่าเก่งกสิณ หงอคงอาจจะเก่งทั้ง 40 กอง ตือโป๊ยก่ายอาจเก่งกสิณดิน หรือ ด้อยกว่าหงอคง ซัวเจ๋งอาจเก่งกสิณน้ำ อะรไแบบนี้ก้ได้คะ หรือ มีเทวดาสูง ๆ มาอาศัยร่างเพื่อดูแลท่านพระถัง ฯ ก้เป็นได้

    2. พวกเขาอาจเป็นอสุรกาย หรือ เทวดา ที่มีฤทธิ์มากพอที่จะแสดงตัวตนได้

    3. เป็นเพียงสิ่งสมมติขึ้นมาเพื่อความน่าตื่นเต้นของเรื่องก็ได้

    4. มีตัวตนจริงเป็นคนแบบเรานี้แหละแถมมีอุปนิสัยแตกต่างกันไปแต่ก็ไม่ได้เก่งอะไรมากมายเหมือนในวรรณกรรม แต่อาจมีความชำนาญเฉพาะตัวในการเดินทางเดินป่า แต่ถุกแต่งแต้มให้ดูอลังการมากกว่าเดิม

    ... อันนี้ก็คิดไปตามประสานะคะ อย่างที่บอกคะภพภูมิมีทั้งที่จริง และ หลอก .. คนหลอกคน ผีหลอกคน ผีหลอกผี ก็ยังมีเลยนี้คะ .. นานาจิตตังคะ ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล บางทีเทพเทวดาที่มาอาจจะไม่ใช่ก็ได้คะ แล้วแต่จะเรียกกัน ขนาด ปู่เวชสุวรรณ ท่านยังมีตั้งหลายชื่อเลยนี้คะ จริงไหม๊คะ .. น่าจะดูตรงที่จุดประสงค์เป็นสำคัญว่ามา " เพื่อช่วยคนจริง " หรือ " มาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น "


    5. เวลารับขันธุ์นั้น จะมีขันธุ์ 8 เป็นขันธุ์ครู ขันธุ์ 5 เป็น ขันธุ์ตัวเอง ที่เพิ่มเข้ามาอีก 3 ขันธุ์ มีอะไรบ้าง

    ... อันนี้ต้องขอเวลาค้นก่อนคะแล้วหนูจะมาตอบอีกทีนะคะ

    6.เจ้าจีนอย่างแป๊ะกง กิมท่งเอี๊ยะ พูดแต่ภาษาแต้จิ๋วปนไทย ทำไมพูดภาษาจีนกลางไม่ได้

    ... หนูก็ไม่ทราบเหมือนกันคะ น่าจะคล้าย ๆ กับที่ตอบไปในข้อที่แล้ว ๆ มั้งคะ หนูไม่สันทัดเจ้าจีนจริง ๆ คะพี่ อาจจะมาตามวาระ และ โอกาศอำนวยก้ได้คะ

    7.ทำไมไม่มีคนทรง พระเยซู, เปาปุ้นจิ้น, เง็กเซียนฮ่องเต้, พระอินทร์ บ้างนะ เห็นมีแต่ ปู่พระพรหม ฤษีตาไฟ ปู่โน่นนี่นั่น..

    .... เคยเห็นเหมือนกันคะ พระอินทร์ ส่วน พระเยซู, เปาปุ้นจิ้น, เง็กเซียนฮ่องเต้ ยังไม่เคยเหมือนกันนะคะ แต่ไม่แน่ต่อไปอาจจะมีก็ได้คะ คนเอรายิ่งแปลกขึ้นทุกวัน ... แต่ก็เจอเยอะจะเป้น พระแม่อุมา พ่อศิวะ พระพรหมณ์ พระพิฆเนศ กุมาร ปู่ฤษี ฯ ประมาณนี้จะเยอะคะ .. แต่อย่างที่ใคร ๆ เขาว่าแหละคะ 80% ขึ้นไปสมอ้างเสียมากกว่า แถวบ้านหนูก็เยอะแบบนี้ ..

    .. พระอาจารย์ที่ท่านเคยแนะนำสอนหนุท่านก็บอกว่าต่อไปนี้ยิ่งจะเยอะพวกเจ้าพ่อเจ้าแม่แปลก ๆ จะผุดขึ้นเป้นดอกเห็ดเลยทีเดียว .. และ คนจะถูกครอบงำ ถูกแฝงด้วยจิตอสุรกาย ภูติ ผี มากขึ้นจนอาจระงับได้ยาก เพราะพากันทำตัวผิดไปจากครรลองที่ควรจะปฏิบัติ ทั้งยังหลงในคุณต่าง ๆ กระทำผิดมากขึ้นท่านก็ได้เตือนเอาไว้เหมือนกัน ทำให้กาลีนะคิดว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยให้อะไรมันพอจะดีขึ้นบ้าง .. ผ่านประสบการณ์ชีวิตตนเองนี้แหละดีที่สุดที่ทำได้ .. คนหลาย ๆ คนอาจมองว่าแปลกคน ว่าบ้าก็ช่างเขา ( จริง ๆ แม่หนูยังด่าว่าหนูบ้าเลย แต่ตอนนี้ไม่แหละ )เพราะชีวิตเราเจอมาแบบนี้จริง ๆ ไม่บังคับให้เชื่อ แต่อยากให้เก็บไปคิดเอาข้อผิดพลาดของตัวเราไปเป็นอุธาหรณ์ให้เขาไม่พลาดเหมือนเราก็ยังดี ... เพราะกว่าจะมีชีวิตที่มีความสุขตามอัตถภาพก็ .. แทบรากเลือดมาเหมือนกัน ...
     
  17. Thanks-Epi

    Thanks-Epi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    987
    ค่าพลัง:
    +2,952
    เข้าใจว่า เป็นเจ้าพ่อเฮ่งเจีย สวนผักใช่หรือเปล่าคะ

    ขอตอบข้อนี้ค่ะ ว่า ไม่เชื่อต้องพิสูจน์เท่านั้น ตามหลักศาสนาพุทธ
    แต่ตอนนี้ท่านเสียแล้วค่ะ ท่านบอกว่า ถ้าศาลเสร็จจะไปค่ะ

    ตอนนั้นเราก็ไม่เชื่อค่ะ เวลาผ่านมาประมาณ 20 กว่าปีที่ทักท่าน (ถึงจะเป็นจริง ก็ไม่เชื่อค่ะ แต่ตะหงิดๆ อยากจะกลับไปถาม)
    เอะใจตั้งแต่วันที่รู้ว่า ลูกเกิดตรงกับวันอะไร ที่รพ. แต่ไม่ได้ติดใจมากนัก
    แต่ไม่มีโอกาสถาม เพราะใจก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แล้วท่านก็เสียตามวันเวลาที่บอกไว้ค่ะ
    จนสุดท้าย มาถึงบางอ้อ เพราะหลายๆ คนรู้ แต่ไม่บอกเราค่ะ
    ถ้าเป็นกรณี สัมพเวสี หรือ มารมีฤทธิ์ ไม่มีทางรู้ได้ขนาดนั้นค่ะ


    ลักษณะของเฮ่งเจียกง สวนผัก จะเรียกว่า ทรงเต็มตัวค่ะ
    ทรงแฝงจะพบเห็นได้มากกว่า (อันนี้ตอบแทนข้อต่างๆค่ะ ) ของจริงนิ่งเป็นใบ้

    โปรดใช้วิจารณาณในการอ่านค่ะ
     
  18. dakjued

    dakjued เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    254
    ค่าพลัง:
    +864
    คับผม เป็นความรู้ที่ดีคับ ขอบคุณมากคับ
     
  19. โมก

    โมก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    435
    ค่าพลัง:
    +1,718
    .. และท่านผู้นี้ก็สอนเราอีกว่า " ถ้าคิดว่าตนเองมีเทพเทวดาสูง ๆ มาอยู่ด้วยก็ไม่จำเป็นต้องไปรับขันธ์กับใครเขาหรอก .. จะเป็นการกดเทพเทวดาของเราเปล่า ๆ ท่านอาจไม่พอใจ และ ลงโทษเราได้ แถมอาจโชคร้ายโดนเขาสวมผีให้ก็เป็นได้ ถ้าจะพิสูจน์จริง ๆ ให้เอาธูป 16 ดอก ไปจุดกลางแจ้งว่าชุมนุมเทวดาแล้วอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านมาแสดงให้เราทราบว่าท่านมาอยู่กับเรา ว่า ท่านเลือกเราเพื่อสร้างบารมี แบบนี้จะปลอดภัยกว่า " เราก็คิดว่าน่าลองนะ เพราะมันไม่น่าเสียหายอะไรเลย ... เราก็เลยลองสิคะ อิอิ ..

    นี่ล่ะน่ากังวลไปรับกันซี้ซั้วเกิดเจอสวมขันผีล่ะยุ่งแน่ โดนผีครอบงำควบคุมสังขารของตน หลายปีก่อนเคยเตือนเพื่อนคนนึงอย่าไปรับ ระวังเจอขันผีเข้าให้ เขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เล่าว่า มีรุ่นพี่อยู่ที่สำนักนั้น ชวนไปหาตอนเย็นอาจารย์ทำพิธีให้รับ แต่บุญยังมีทำให้เขาเปลี่ยนใจไม่ไป ต่อมาก็ได้คุยกัน เขาบอกมีเพื่อนๆเล่าให้ฟังว่า สำนักนั้นเลี้ยงผีไว้เยอะ เขาเลยกลัว ตัดสินใจไม่ไป เกือบไปแล้วเชียว
     
  20. กาลีนะ

    กาลีนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    637
    ค่าพลัง:
    +4,298
    ****** ความหมายของการรับขันธ์ต่าง ๆ **********

    ขันธ์5

    หมายถึง การรับศีล 5 มาปฏิบัติโดยเคร่งครัด ซึ่งขันธ์ 5 นี้ก็คือ ยังสามารถร่วมหลับนอนกับสามี หรือ ภรรยาตนเองได้เท่านั้น ( กาเมสุมิจฉาจารา เวระมฌี ) ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าไปรับเข้ามิฉะนั้นอาจถูกลงโทษได้

    ขันธ์8

    หมายถึง การรับศีล 8 ซึ่งจะต้องประพฤติพรหมจรรย์ ห้ามร่วมหลับนอนกัน แม้เป็นสามีภรรยา งดเว้นอาหารมื้อเย็น สวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมาธิภาวนา เหมือนการถือศีลบวชพรหมณ์นั่นเอง

    ขันธ์9

    หมายถึง การรับศีล 9 หมายถึง การรับศีลอุโบสถ ถือศิล8 เคร่งครัด เด็ดดอกไม้ก็ไม่ได้ดมดอกไม้หรือเครื่องหอมก็ไม่ได้ กินแต่อาหารเจหรือมังสวิรัติ

    ขันธ์10

    หมายถึง ศีลของสามเณร ก็เท่ากับการถือบวชโดยถือสิกขาบท 10 ประการ

    ขันธ์16

    หมายถึง ศีลของนักบวช 227 ที่มุ่งการบำเพ็ญสมาธิภาวนา กินอาหารมื้อเดียว งดเว้นของสดของคาว กินแต่ผลไม้ เผือกมัน ไม่เที่ยวเดินพลุกพล่าน อยู่ด้วยการสำรวมปฏิบัติ นั่งสมาธิเป็นที่เป็นทาง แทบจะทำตัวเหมือนนักบวช เพียงแต่เป็นการบวชใจ ไม่ได้บวชกายเท่านั้น

    { อีกในหนึ่งการรับขันธ์ ก็เหมือนเป็นกลอุบายให้คนที่รับขันธ์ อยู่ในศีลในธรรม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทำแต่กรรมดีละเว้นความชั้ว }

    ..... หากแม้นมีใครแนะนำให้ไปรับขันธ์ ก็จงพิจารณาให้ถ้วนถี่เสียก่อน
    เพราะการรับขันธ์นั้นไม่ใช่เพียงนำมาบูชาเท่านั้น จะต้องหมั่นปฏิบัติ
    สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาถึงองค์เทพที่รับมาด้วยจึงจะถูก
    ไม่เช่นนั้นแล้วอาจสร้างปัญหาให้เดือดร้อนได้ เพราะถือว่า " ผิดสัจจะที่รับมา "
     
Loading...

แชร์หน้านี้

Loading...