ประสบการณ์โลกทิพย์ "หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" ยอดแห่งพระกรรมฐาน ,ภพภูมิ ,กายทิพย์ ,วิญาญาณ

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย แดนโลกธาตุ, 6 มิถุนายน 2007.

  1. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๗๕. สูตรอายุยืน

    โดยทั่วไปหลวงปู่ดูลย์ อตุโล มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างค่อนข้างสูงโปร่งผิวพรรณผ่องใสสะอาดหมดจด การยืน เดิน นั่ง นอน กระฉับกระเฉงคล่องแคล่วไม่มีอาการรีรอลังเล แม้ท่านจะมีอายุมากก็ตามที เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทุกคนจะยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงปู่เป็นคนแข็งแรงและสุขภาพดี

    นายแพทย์ใหญ่ผู้หนึ่ง เคยตรวจร่างกายท่านเมื่อหลายปีมาแล้ว และออกความเห็นว่า หลวงปู่น่าจะมีอายุเกินกว่าร้อยปีแน่นอน

    ความคล่องแคล่วในการเดินของหลวงปู่นั้น บางครั้งถึงกับพระเณรเดินตามไม่ทัน ทั้งๆ ที่หลวงปู่ก็เดินตามปกติธรรมดา

    การที่หลวงปู่มีสุขภาพแข็งแรงอย่างนี้ เป็นเหตุให้มีผู้ไต่ถามท่านบ่อยครั้งว่า ทำอย่างไรให้มีสุขภาพดีอย่างท่านบ้าง?

    หลวงปู่ตอบว่า
    "เมื่อหิวก็กิน เมื่อง่วงก็นอน และทำงานตามหน้าที่ด้วยความเอาใจใส่ และความรับผิดชอบเป็นอย่างดี เท่านั้นก็ทำให้แข็งแรงได้"

    เมื่อพิจารณาตามคำแนะนำของหลวงปู่ ก็เห็นจริงตามท่าน ปกติร่างกายคนเราเมื่อเกิดความหิวก็ต้องกินกันอยู่แล้ว เพื่อยังอัตภาพร่างกายให้เป็นไปได้ แต่คนทั่วไปไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ได้กินเท่าที่ร่างกายต้องการ แต่กินเพื่อสนองตัณหาคือความอยากด้วย

    หลวงปู่กินเมื่อหิว แต่เราล้ำหน้าท่านเล็กน้อย เพราะเรากินเมื่อหิวด้วยและกินเมื่ออยากด้วย

    เมื่อหลวงปู่หายหิว และเห็นว่าพอแก่ความต้องการของร่างกายแล้ว ท่านก็พอ แต่พวกเราหายหิวแล้วแต่ยังไม่หายอยาก เมื่อหายอยากด้วยเราจึงจะอิ่มได้ ปัญหาเรื่องสุขภาพจึงติดตามเรามาอยู่ตลอดเวลา

    ในเรื่องการนอนก็เหมือนกัน เมื่อร่างกายต้องการพักผ่อนหลับนอน ก็แสดงอาการง่วงให้ปรากฏ หลวงปู่ก็นอน ครั้นร่างกายได้รับการพักผ่อนพอเพียงแล้วท่านก็ตื่นและไม่นอนอีก

    พวกเราไม่เป็นอย่างนั้น เรามีการนอนหลายประเภท นอนเพราะร่างกายต้องการพักผ่อน นอนเพราะอยากนอน นอนเพราะขี้เกียจทำงาน นอนอ่านหนังสือ นอนฟังเพลง นอนเล่น นอนเพราะไม่มีอะไรทำ เป็นต้น

    อิริยาบถ ๔ ของเรา คือ ยืน เดิน นั่ง นอน จึงดำเนินไปอย่างไม่ได้สัดส่วนเหมาะสม ปัญหาด้านสุขภาพจึงติดตามเรามา

    การงานและภาระหน้าที่เป็นกิจกรรมจำเป็นสำหรับทุกคน การเอาใจใส่รับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นอย่างดีนั้น ทำให้สุขภาพจิตดี ไม่โลดแล่นไปด้วยอำนาจกิเลสตัณหา ด้วยอำนาจของความเกียจคร้าน ด้วยการทอดธุระ เป็นต้น นอกจากทำให้กิจการงานเสียหายแล้ว ยังทำให้สุขภาพจิตไม่ดีอีกด้วย

    สุขภาพจิตดีอันเกิดจากการรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่นี้ มิใช่เป็นเพียงสุขภาพจิตที่ดีอย่างธรรมดา แต่เป็นสุขภาพจิตที่ดีถึงขนาดบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ถ้าได้รับการปฏิบัติอย่างเอาใจใส่เป็นเวลานานพอสมควร

    สำหรับภิกษุสามเณร มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อวัตรต่างๆ มีอาจาริยวัตรและอุปัชฌายวัตร รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา และปฏิบัติกิจพระศาสนา เหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำไปสู่มรรคผลพระนิพพานทั้งสิ้น

    สำหรับฆราวาสนั้นเล่า ผู้เป็นบิดามารดามีหน้าที่อย่างไร ผู้เป็นบุตรมีหน้าที่อย่างไร ต้องปฏิบัติฆราวาสธรรมอะไรบ้าง เหล่านี้เป็นต้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการปฏิบัติที่นำไปสู่มรรคผลนิพพานด้วยกันทั้งสิ้น

    ดังนั้น เราท่านทั้งหลาย พึงยังความไม่ประมาทให้เกิดขึ้นในตน วางแนวทางดำเนินชีวิตตามที่หลวงปู่แนะนำ คือ

    "เมื่อหิวก็กิน เมื่อง่วงก็นอน และทำตามภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ด้วยความเอาใจใส่"

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  2. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946

    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme--><!--msnavigation--><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๗๖. ไม่มีง่วงเหงาหาวนอน


    ลักษณะแปลกอีกอย่างหนึ่งในตัวหลวงปู่ก็คือ ไม่เคยมีใครเห็นท่าน ในอาการที่แสดงถึงความง่วงเหงาหาวนอน หรือสัปหงกง่วงงุน แม้ว่าจะผ่านการนั่งรถตลอดทั้งวัน หรือผ่านการตรากตรำทำกิจอะไรมาจนเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย เช่นนั่งในพิธีต่างๆ เป็นเวลานานๆ หรือการนั่งปรกที่รับนิมนต์ไปเป็นต้น

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลานั่งสมาธิ ผู้เขียนเคยเห็นหลายท่าน แม้จะเป็นนักปฏิบัติก็ตาม พอนั่งลงทำสมาธิเป็นห้าหรือสิบนาที ก็สัปหงกน้ำลายไหลให้ชาวบ้านเห็นเสียแล้ว หลวงปู่เคยบอกว่า นั่นเป็น โมหะสมาธิ แต่อาการเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมีในตัวหลวงปู่

    ยิ่งกว่านั้น เมื่อเวลาตื่นนอนแล้ว ไม่ยอมเสียเวลาแม้เพื่อจะนอนอยู่เฉยๆ สักพัก แต่สำหรับหลวงปู่ เมื่อตื่นรู้ตัว ท่านจะรีบลุกขึ้นนั่งทันที แล้วเริ่มเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ ต่อไปโดยไม่มีอาการรีรออะไร โดยสีหน้าท่าทางไม่ปรากฏริ้วรอยว่าผ่านการนอนมาแล้วแม้แต่น้อย เป็นเช่นนี้มาจนตลอดชีวิตของท่าน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดอย่างยิ่งในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา

    เกี่ยวกับเรื่องความง่วงนี้ คุณบำรุงศักดิ์ กองสุข เคยกราบเรียนถามหลวงปู่ว่า พระอริยบุคคลทั้ง ๔ ท่านมีความง่วงเหงาหาวนอนบ้างหรือเปล่า? หลวงปู่ตอบว่า

    พระโสดาบัน ยังมีง่วงนอนอยู่
    พระสกิทาคามี มีง่วงนอนน้อยลง
    พระอนาคามี ยังมีง่วงนอนนิดหน่อย
    พระอรหันต์ ไม่มีง่วงนอน

    คุณบำรุงศักดิ์ ยังได้ เคยกราบเรียนถาม พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ในช่วงที่ท่านมาเฝ้าอาพาธ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ โดยกราบเรียนถามข้อความต่างๆ เช่น "พระอรหันต์ เวลานอนจิตท่านหลับหรือไม่"

    ได้รับคำตอบจากพระอาจารย์สุวัจน์ว่า "พระอรหันต์ท่านจะหลับก็ได้ตื่นก็ได้ อาตมาเคยถาม หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ว่าท่านอาจารย์ เมื่อคืนท่านอาจารย์จำวัดหลับสบายดีหรือขอรับกระผม เลยถูกหลวงปู่มั่นดุเอาว่าถามเหมือนคนภาวนาไม่เป็น
    สมาบัติซิดีกว่า มีกำลังมากกว่าการนอนหลับ"

    จากข้อเขียนของคุณบำรุงศักดิ์อีกเช่นกัน ซึ่งเขียนถึงตอนที่ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล อาพาธหนัก เข้ารับการรักษาตัว ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ พยาบาลถามบ่อยๆ ว่า หลวงปู่นอนหลับไหม ท่านตอบว่านอนไม่หลับทุกครั้งไป หมอก็จะถวายยานอนหลับและทุกครั้งที่หลวงปู่ฉันยา ท่านจะไม่สบายจากการแพ้ยานอนหลับ

    คุณบำรุงศักดิ์เองอดใจมิได้ จึงอธิบายเรื่องการนอนของนักภาวนาให้พยาบาลฟัง ถึงการตื่นรู้อยู่กับสมาธิจิต หรือการพักจิตในสมาบัติ จิตจะเป็นอิสระจากนิวรณ์ซึ่งแปลกไปจากคนธรรมดาทั่วไป แล้วผู้เขียนได้หันไปกราบเรียนหลวงปู่ว่ากระผมอธิบายถูกไหม เพื่อยืนยันกับพยาบาล หลวงปู่ไม่ได้พูดอะไร ท่านพยักหน้ารับ

    ยามดึกสงัดบางคืน สังเกตเห็นท่านนอนหลับแล้วกรนเบาๆ ทุกครั้งที่แอบเพ่งมองจดจ้องใบหน้าหลวงปู่ ใจผู้เขียนก็คิดไปต่างๆ นานา หลวงปู่จะหยุดกรนแล้วลืมตาถามเรื่องที่ผู้เขียนกำลังคิดอยู่ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังไม่เพ่งมองใบหน้าท่าน และพยายามไม่ส่งจิตออกนอก

    ถามหลวงปู่ว่า "รู้ความนึกคิดของคนอื่นได้อย่างไร"

    หลวงปู่ตอบว่า "ถ้าส่งจิตถึงกันก็รู้ได้"

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  3. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๗๗. สะอาดทั้งกายทั้งใจ

    จะเป็นด้วยอุปนิสัยดั้งเดิมของหลวงปู่ หรือว่าเป็นเพราะผลการปฏิบัติพระธุดงค์กัมมัฏฐานมานาน หรืออย่างไรไม่ทราบ นอกจากความหมดจดในอิริยาบถต่างๆ เช่น ไม่นั่งเอนอิงสัปหงก นอนสงบเรียบร้อยไม่ละเมอเพ้อพก ยืนเป็นสง่า เดินกระฉับกระเฉง ดังนี้เป็นต้น

    หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความสะอาดทั้งกายทั้งใจ ท่านรักษาความสะอาดทางร่างกายเป็นอย่างดี ไม่เคยมีเล็บมือเล็บเท้าสกปรก หรืออวัยวะอื่นๆ เกรอะกรังน่ารังเกียจ

    เครื่องนุ่งห่ม สบงจีวรต่างๆ สะอาดสะอ้าน ไม่หมักหมมโสโครก

    เสนาสนะที่อยู่อาศัยนั้นเล่า พอเช้าขึ้นแต่ละวัน ต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อยตามแบบฉบับพระกัมมัฏฐาน

    หลวงปู่สอนศิษย์เสมอว่า

    เมื่อฝึกให้เคยชินกับการรักษาความสะอาด และทนความสกปรกไม่ได้เป็นนิสัยแล้ว นิสัยนี้จะแฝงฝังอยู่ในใจ เมื่อใดเกิดกิเลสตัณหาอันเป็นความสกปรกทางใจเกิดขึ้น มันก็จะดำรงอยู่ได้ไม่นาน เพราะใจจะทนไม่ได้ไปเอง อดที่จะกำจัดขัดเกลาทิ้งเสียไม่ได้

    ด้านจิตใจของท่านนั้น หลวงปู่ดูลย์นับเป็นแบบฉบับของบุคคลที่เขาเรียกกันว่า ผู้มีใจสะอาด เป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพบูชาอย่างแท้จริง ไม่มีเล่นแง่แสนงอนเอาเหลี่ยมเอาเชิงกับใคร ไม่มีทิฏฐิมานะถือว่าข้าเป็นใหญ่กว่า ผู้น้อยจะมาล้ำหน้าก้ำเกินไม่ได้ แม้จะไม่เจตนาก็ตาม

    มีเรื่องที่ควรยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์อยู่เรื่องหนึ่ง ดังนี้

    เหตุการณ์ครั้งหนึ่ง เมื่อใกล้เทศกาลเข้าพรรษาในปีหนึ่ง ที่ วัดป่าโยธาประสิทธิ์ ที่อยู่ชานเมืองจังหวัดสุรินทร์ มีการบวชนาคหลายรูปด้วยกัน บิดามารดาและญาติมิตรสหายของนาคทั้งหลาย ก็มาชุมนุมทำพิธีสมโภชนาคพร้อมกัน กำหนดการว่ารุ่งเช้าก็จะแห่นาคมาบวชที่วัดบูรพารามพร้อมกัน โดยได้เผดียงหลวงปู่เป็นพระอุปัชฌายะไว้เป็นที่เรียบร้อยล่วงหน้า

    พอดีในคืนที่กำลังทำพิธีสมโภชนาคนั้นเอง ท่านเจ้าคุณพระเทพสุทธาจารย์ (โชติ คุณสมฺปนฺโน) เดินทางมาจากวัดวชิราลงกรณ์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อเยี่ยมเยือนวัดป่าโยธาประสิทธิ์ ที่ท่านเคยอยู่พำนักเป็นเวลานานในกาลก่อน

    ผู้ปกครองนาคคนหนึ่ง เป็นผู้มีความเลื่อมใสเคารพนับถือในตัว หลวงปู่โชติ มาก มีความดีอกดีใจ จึงขอแยกนาคที่เป็นบุตรชายของตนออกมาทำพิธีบวชต่างหาก โดยอาราธนาหลวงปู่โชติเป็นพระอุปัชฌายะ แม้จะถูกนาคอื่นๆ ที่ฝึกหัดสวดขานนาคเป็นทีมเดียวกันขอร้อง และทัดทานไว้ว่าไม่ควรทำเช่นนั้น ควรจะบวชพร้อมกันดีกว่า

    เหตุผลอีกประการที่ทำให้ผู้อื่นทัดทานคือ กราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ดูลย์เป็นอุปัชฌายะแล้ว ไม่ควรจะมาเปลี่ยนตอนนี้ โดยไม่ได้บอกคืนการนิมนต์ท่าน

    ทางฝ่ายนาคคนนั้นไม่ฟังคำชี้แจงจากคนอื่นๆ ตกลงจะเปลี่ยนแปลงตามความตั้งใจของเขาให้ได้

    พอรุ่งเช้า ขบวนแห่นาคก็พากันยกมาถึงวัดบูรพารามโดยพร้อมเพรียงกัน นาคทุกคนยกเว้นนาคผู้นั้น ก็พากันไปทำพิธีบวชในพระอุโบสถ ครั้นหลวงปู่ทำพิธีบวชให้เรียบร้อยแล้ว ก็พากันออกจากโบสถ์

    บิดามารดาของนาคที่แยกตัวออกมาก็อาราธนา ท่านเจ้าคุณเทพสุทธาจารย์ ให้ทำพิธีบวชให้บุตรของตนแต่ผู้เดียว ท่านก็ไม่ขัดข้อง ปรากฏว่านาคผู้นั้นซึ่งเคยซ้อมขานนาคมาด้วยกัน ๔ คน ตอนซ้อมก็ทำคล่องแคล่วดี เมื่อมาขานนาคเดี่ยวเข้าก็ไม่คล่องแคล่ว ขานตะกุกตะกักผิดๆ ถูกๆ อักขระพยัญชนะไม่ถูกต้องชัดเจน

    ท่านเจ้าคุณพระเทพสุทธาจารย์ผู้เป็นศิษย์หลวงปู่ดูลย์ และท่านก็ถือเคร่งครัดต่ออักขระพยัญชนะเหมือนหลวงปู่อยู่แล้ว ไม่มีการช่วยเหลือบอกคำเคอะเขินเลยแม้แต่เล็กน้อยให้ เพราะท่านถือว่า เมื่ออยากบวชก็ต้องซักซ้อมมาให้ดี

    ท่านเจ้าคุณโชติ (พระเทพสุทธาจารย์) จึงเอ็ดเอาว่า "อ้าว! ทำไมอย่างนี้ แบบนี้บวชไม่ได้หรอก ไม่บวชให้ กลับไปซ้อมมาใหม่ให้ดีเสียก่อน เรื่องบวชนั้น จะบวชเมื่อไรก็ได้ ไม่มีปัญหา"

    จึงเป็นอันว่าหลวงปู่โชติไม่บวชให้นาคผู้นั้น ทั้งนาคและบิดามารดาญาติมิตรสหาย ก็พากันลากลับไปยังวัดป่าโยธาประสิทธิ์ด้วยความผิดหวัง

    สำหรับผู้ที่ทำพิธีบวชแล้ว ก็มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในค่ำวันนั้น ส่วนนาคผู้นั้นก็ยังคงเป็นนาคอยู่อย่างเดิม ความรู้สึกจะเป็นอย่างไรก็คงคาดเดากันได้

    ในวันรุ่งขึ้น คณะของนาคคนนั้นก็ยกขบวนมาวัดบูรพารามอีกครั้งเพื่อมาขอบวช โดยอาราธนาหลวงปู่ดูลย์ให้เป็นอุปัชฌายะ

    ท่านพระมหาสมศักดิ์ (พระครูนันทปัญญาภรณ์ ต่อมาเป็นพระโพธินันทมุนี) ได้กราบเรียนหลวงปู่ว่า "หลวงปู่ครับ นาคองค์นี้แหละที่ไม่ยอมบวชกับหลวงปู่เมื่อวานนี้ เขานิมนต์ท่านเจ้าคุณโชติให้บวชให้ต่างหากเป็นพิเศษ เมื่อเขามานิมนต์ให้บวชให้อีกในวันนี้ หลวงปู่จะต้องลงโบสถ์ไปบวชให้เขาทำไม ให้เขาไปบวชที่โคราชไม่ดีหรือ?"

    หลวงปู่ตอบว่า "เมื่อเขาอยากบวชก็บวชได้ เมื่อเขาไม่บวชก็เป็นเรื่องของเขา เมื่อวานเขาไม่พร้อม วันนี้เขาพร้อม มีหน้าที่บวชให้เขาก็บวชให้เขาไป"

    นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งในเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น ที่แสดงให้เห็นชัดว่า หลวงปู่เป็นยอดบุคคลที่มีใจสะอาดปราศจากทิฏฐิมานะ เปี่ยมล้นไปด้วยเมตตากรุณา ผู้เขียนก็เลยได้ข้อคิดแก่ตนว่า นับเป็นการดีที่ไม่ต้องไปซ้ำเติมไปอะไรให้เป็นมลทินแก่ใจ ธรรมชาตินั่นแหละเป็นผู้สั่งสอนได้ดี ดังนั้น เมื่อมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นจึงไม่ต้องไปนึกคิดอะไรให้มากความไปอีก

    เรื่องราวต่างๆ ในทำนองเช่นนี้ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาชอบจดจำมาคุยมาเล่าสู่กันฟังว่า ใครประสบพบเห็นมาอย่างไร และต่างก็ได้ถือเอาเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ ไว้สอนตนเองและเยาวชนรุ่นต่อไป ถือเป็นเครื่องช่วยบรรเทากิเลส ทิฏฐิมานะของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  4. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๗๘. เข้าใกล้ร่มเย็นเป็นมงคล


    ได้กล่าวแล้วว่า หลวงปู่เป็นคนเข้มแข็ง ความเข้มแข็งและความเป็นผู้เปี่ยมด้วยขันติธรรมของท่าน เป็นที่ปรากฏชัดแก่คนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่หลวงปู่อาพาธ ท่านไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น แม้กระทั่งแพทย์ พยาบาลที่ทำหน้าที่เยียวยารักษา

    จนกระทั่งว่า เมื่อท่านเกิดอาพาธเล็กๆ น้อยๆ ภิกษุสามเณรที่ทำหน้าที่อุปัฏฐากท่าน ยังเข้าใจว่าท่านไม่ได้เป็นอะไร หรือเมื่อมีอาการปรากฏชัดก็นึกว่า ท่านอาพาธเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

    อำนาจแห่งขันติบารมีที่มีประจำตัวท่าน อันเป็นคุณธรรมที่ทำให้งามตาที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ และอานุภาพแห่งความสงบระงับที่มีอยู่ในตัวท่าน ทำให้บุคคลที่อยู่ใกล้ท่าน หรือได้เข้ามาหาท่าน ออกปากเสียงเดียวกันว่า รู้สึกเย็นอย่างประหลาด

    มีท่านผู้หนึ่งอดรนทนความพิศวงอยู่ไม่ได้ จึงเรียนถามท่านว่า "ทำไมผมอยู่ใกล้หลวงปู่แล้ว รู้สึกเย็นอกเย็นใจสบายกายสบายใจเหลือเกิน อยากจะอยู่ใกล้หลวงปู่นานๆ"

    หลวงปู่ก็ตอบว่า "อยากรู้ก็ทำเอาเองซิ"

    ยิ่งกว่านั้นแม้แต่บรรดาสานุศิษย์ที่อยู่ทางกรุงเทพฯ ที่เคยไปกราบเยี่ยมอาพาธหลวงปู่ที่โรงพยาบาล ก็ยังรู้สึก "อยากให้ท่านป่วยนานๆ" ดังเช่นบันทึกของคุณบำรุงศักดิ์ กองสุขดังนี้

    ทุกคนมีความรักและบูชา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เหมือนๆ กัน ไม่มีใครกลัวท่าน มีแต่อยากใกล้ชิด ระหว่างอยู่โรงพยาบาลจุฬาฯ ผิวพรรณวรรณะของหลวงปู่ผ่องใสยิ่งนัก คุณจำนงค์ พันธุพงศ์ ลูกศิษย์คนหนึ่งบอกหลวงปู่ว่า "แก้มแดงเหมือนเด็กสาวรุ่น"

    เมื่อท่านหายป่วย แพทย์อนุญาตให้กลับวัดได้ โยมพี่ประสาน สิงคเสลิต บอกหลวงปู่ว่า "หลวงปู่ครับ ผมอยากให้หลวงปู่ป่วยอยู่ที่นี่อีกนานๆ"

    หลายคนที่กรุงเทพฯ ต้องการให้ท่านพักอยู่ที่โรงพยาบาล จะได้มาเฝ้าท่านสะดวก แต่ถ้าท่านป่วยหนักทุกคนก็เป็นห่วง พอท่านสบายก็อยากให้อยู่นานๆ เพราะการอยู่ใกล้หลวงปู่เป็นมงคล จิตใจเบิกบาน

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  5. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946

    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme--><!--msnavigation--><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๗๙. ไม่หวั่นไหวในกาลทุกเมื่อ

    ตราบเท่าทุกวันนี้ ผู้เขียน (พระโพธินันทมุนี หรือท่านเจ้าคุณสมณศักดิ์) ยังเห็นติดตาตรึงใจกับบุคลิกภาพอันมั่นคงแน่นอนของหลวงปู่ งดงามสมบูรณ์ด้วยเอกภาพอันน่าอบอุ่นใจแก่ผู้อยู่ใกล้ ใบหน้าที่สงบเยือกเย็นตลอดเวลา ประหนึ่งว่าแม้ภูเขาจะถล่มทลายตรงหน้าก็ดี อยู่ท่ามกลางสนามรบ ที่กำลังตะลุมบอนรบพุ่งกันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ก็ดี ความเปลี่ยนแปลงแม้น้อยหนึ่งก็จะไม่ปรากฏบนใบหน้านั้นเลย

    มีเหตุการณ์หลายครั้ง ที่เล่าขานกันอยู่ในหมู่ลูกศิษย์ เกี่ยวกับความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในกาลทุกเมื่อของหลวงปู่ ว่าท่านเป็นผู้ที่มีสติมั่นคงมาก ไม่เคยตื่นตระหนกตกใจหรือดีอกดีใจ หรือเสียอกเสียใจไปตามเหตุการณ์ แม้จะเกิดขึ้นใหญ่หลวงสักปานใดก็ตาม ท่านยังทรงไว้ซึ่งความเป็นปกติภาพทุกกรณี

    มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าจะหยิบยกมาเล่าเป็นอุทาหรณ์ ดังต่อไปนี้

    ครั้งนั้น ๔๐ ปีกว่าล่วงมาแล้ว เกิดมหันตภัยร้ายแรงที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์ คือเกิดเหตุการณ์อัคคีภัยครั้งใหญ่ในตลาดจังหวัดสุรินทร์ ชาวบ้านชาวเมืองเรียกไฟไหม้ครั้งนั้นว่า "ไฟบรรลัยกัลป์" เพราะเป็นการลุกไหม้เผาผลาญอย่างวินาศสันตะโรจริงๆ

    ไฟเริ่มไหม้ที่ใจกลางเมืองพอดี แล้วลุกลามขยายออกไปเป็นวงกลมรอบทิศ หน่วยดับเพลิงต่างสิ้นหวังและหมดปัญญาจะสกัดไฟได้ สามารถป้องกันได้เพียงบางจุดเท่านั้น ในส่วนอื่นๆ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เป็นที่แน่ชัดว่าแทบทั้งเมือง จะต้องราพณาสูรไปด้วยแรงฤทธิ์ของพระเพลิงอย่างไม่ต้องสงสัย

    ทั้งในวัดและบริเวณใกล้เคียงนั้น เกิดความโกลาหลทั่วไปหมด ชาวบ้านวิ่งกันสับสนอลหม่าน คนจำนวนมากวิ่งหนีเข้ามาหวังจะพึ่งวัด หอบลูกจูงหลานแบกข้าวของกันอึงคะนึง

    พระเณรชีต่างก็อกสั่นขวัญหนี เพราะทั้งกุฏิและเสนาะสนะต่างๆ ในวัดและอาคารบ้านเรือนรอบๆ วัด ล้วนแต่เป็นไม้เก่าแก่นับว่าเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ต่างไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไฟแลบเลียลุกไหม้ใกล้เข้ามา และจะต้องเข้ามาถึงในวัดอย่างไม่ต้องสงสัย

    ความสับสนอลหม่านในวัดเกิดขึ้น จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ทั้งชาวบ้านวิ่งชนพระเถรเณรชี และวิ่งขนข้าวของกันดูชุลมุนวุ่นวายไปหมด

    พระเณรจำนวนหนึ่งกรูกันขึ้นไปบนกุฏิหลวงปู่ เห็นท่านนั่งจิบน้ำชาอยู่ด้วยสีหน้าปกติ ต่างก็ลนลานขอโอกาสท่านเพื่อขนของหนีไฟ หลวงปู่ห้ามว่า

    "ไม่จำเป็น"

    ไฟโหมลุกไหม้ใกล้วัดเข้ามาทุกที อีกไม่กี่คูหาก็จะถึงวัดแล้ว พระเณรกรูกันลงมาจากกุฏิหลวงปู่ วิ่งไปด้านหลังมณฑปหลวงพ่อพระชีว์ เห็นเปลวเพลิงแลบเลียใกล้เข้ามาจวนเจียนจะถึงวัดแล้ว จึงพากันวิ่งกรูขึ้นไปบนกุฏิหลวงปู่เพื่อช่วยกันขนย้ายอีก หลวงปู่ยังนั่งอยู่ที่เดิม แล้วห้ามไว้ด้วยอาการสงบเย็นว่า "ไม่จำเป็น"

    ทันใดนั้น ขณะไฟลุกลามมาติดเขตวัด สุดยอดแห่งความบังเอิญที่เกิดขึ้น เกิดมีลมกรรโชกขึ้นมาอย่างแรง พัดกระพือจากทิศตะวันออกอันเป็นเขตวัด ตรลบกลับไปทางทิศตะวันตกอันเป็นเขตภายนอกวัด พัดเปลวไฟกลับไปสู่บริเวณที่ลุกไหม้อยู่ก่อน จนกระทั่งมอดไหม้สงบไปในที่สุด

    มหันตภัยครั้งนั้นก็สิ้นสุดลง ด้วยความสูญเสียครั้งร้ายแรงของชาวบ้านร้านตลาดในจังหวัดสุรินทร์ ทุกคนภายในวัดต่างก็เหนื่อยอ่อนกันถ้วนทั่ว แต่ก็คลายใจขึ้นเมื่อไฟสงบลง เหล่าชาววัดค่อยหายใจทั่วท้องกันขึ้น

    เหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะชี้ให้เห็นอิทธิฤทธิ์ หรือปาฏิหาริย์ประการใด แต่มุ่งแสดงให้เห็นว่า แม้แต่เหตุการณ์คับขันหลวงปู่ของเราก็มิได้แสดงอาการสะทกสะท้านหวั่นไหวอย่างใด แสดงถึงคุณลักษณะแห่งความ "ไม่หวั่นไหวในกาลทุกเมื่อ" ของท่าน

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  6. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๐. ไม่พยากรณ์อริยมรรคอริยผล


    ปัญหาหนึ่งที่ผู้สนใจทางธรรมชอบสอบถามกันมากได้แก่ เรื่อง การพยากรณ์อริยมรรคอริยผล คือมักจะสอบถามกันว่าหลวงปู่เคยพยากรณ์หรือรับรองว่า หลวงปู่ หลวงพ่อองค์นั้นองค์นี้ ครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้บรรลุธรรมในระดับใด หรือเป็นพระอริยเจ้าระดับใดแล้ว ผู้ใดเป็นพระโสดาบัน ผู้ใดเป็นพระอรหันต์แล้ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น ผู้สอบถามจึงอยากรู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรกันแน่

    ครั้งหนึ่ง ท่านเจ้าคุณพระโพธินันทมุนี เคยถามหลวงปู่ถึงผลการปฏิบัติของหมู่คณะปฏิบัติ ซึ่งได้รับคำตอบจากหลวงปู่ว่า

    "การที่จะพยากรณ์ผู้ใดว่าบรรลุอริยมรรคอริยผลนั้น
    ผู้ที่จะพยากรณ์ได้มีเพียงผู้เดียว คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้น แม้พระอริยสาวกจะไปพยากรณ์หรือบอกว่าผู้นั้นเป็นโสดาบัน ผู้นี้เป็นอรหันต์ก็ไม่ได้ ไม่ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติ"

    ได้กราบเรียนถามหลวงปู่ต่อไปอีกว่า "แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าองค์ไหนปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไรในหมู่พระสงฆ์สาวก"

    หลวงปู่ตอบว่า "ที่ปฏิบัติปฏิปทาเดียวกัน ย่อมจะรู้กัน ย่อมจะเข้าใจกันได้เมื่อได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเมื่อได้อยู่ร่วมกัน หรือแม้ไม่ได้อยู่ร่วม แต่ได้ทราบข่าวถ้อยคำหรือข้อความที่ผู้นั้นๆ แสดงออกมา เพราะข้อความที่ท่านผู้นั้นๆ แสดงออกมาจะชี้ชัดเจนถึงภูมิธรรมของท่านว่าอยู่ในระดับใด"

    นี่เป็นถ้อยคำที่ออกจากปากหลวงปู่เอง ที่ท่านพูดกับท่านเจ้าคุณพระโพธินันทมุนีโดยตรง ส่วนที่เคยได้ยินเมื่อหลวงปู่กล่าวกับท่านผู้อื่นนั้น มีอยู่ว่า

    เมื่อได้ยินว่ามีใครประพฤติปฏิบัติธรรมได้ผลดี และมีผู้นำมาถามหลวงปู่ถึงผลการปฏิบัติของท่านผู้นั้น หลวงปู่ก็มักจะบอกว่า ถ้าเขามีศรัทธามั่นคงแล้วก็จะไม่ถอยหลัง ถ้าหากได้ดำเนินอย่างมั่นคงต่อไป ก็จะได้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแน่นอน

    หลวงปู่เคยพูดคุยกับพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เมื่อพระราชาคณะรูปนั้นถามถึงผลการปฏิบัติ ของพระภิกษุรูปหนึ่งว่าเป็นอย่างไร หลวงปู่เพียงแต่ตอบว่า "เขาเข้าถึงทางตรงแล้วไม่มีการเสื่อมศรัทธาไปจากพระรัตนตรัยได้เลย"

    เท่าที่สอบถามพระที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่ ต่างก็ยืนยันว่าเคยได้ยินหลวงปู่กล่าวในลักษณะข้างต้นเท่านั้น ไม่เคยได้ยินท่านพยากรณ์อริยมรรคอริยผลของท่านผู้ใดเลย แม้แต่ครั้งเดียว

    นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า เมื่อหลวงปู่ได้ยินผู้ใดพยากรณ์ใครถึงอริยมรรคอริยผลต่างๆ แม้ผู้พยากรณ์เป็นฆราวาสก็ตาม หลวงปู่ก็ยังห้ามปรามว่าเป็นการทำที่ไม่ถูกต้อง

    ดังนั้น ก็เป็นอันสรุปได้ว่า ที่หลายๆ ท่านได้ยินใครคนใดคนหนึ่งพูดว่า "หลวงปู่บอกว่าคนนั้นเป็นโสดาบัน คนนี้เป็นอริยบุคคลชั้นนั้นชั้นนี้" ดังนี้เป็นต้น ก็แสดงว่าใครคนหนึ่งนั้นพูดกันเอง ทึกทักเอาเอง ด้วยความสำคัญผิด หรือด้วยเจตนาอื่นใดก็ตาม จึงขอยืนยันว่าเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

    ที่ถูกคือ หลวงปู่ไม่เคยพยากรณ์อริยมรรคอริยผลของท่านผู้ใดเลย และท่านก็ห้ามไม่ให้พระหรือฆราวาสกระทำการอย่างนั้นด้วย เพราะไม่เหมาะไม่ควร

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  7. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946

    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme--><!--msnavigation--><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๑. ถามปัญหาได้ทุกเมื่อ

    หลวงปู่เคยเล่าว่า ความหนักอกหนักใจที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักปฏิบัติคือ การขาดกัลยาณมิตร ที่มีความสามารถแนะนำแนวทาง และวิธีแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติให้ได้ตลอดสาย

    บางทีแม้มีกัลยาณมิตร คือ มีครูบาอาจารย์ที่สามารถ แต่ท่านก็บังเอิญอยู่ไกลบ้าง โอกาสไม่อำนวยบ้าง ทำให้ไม่อาจแก้ไขแนวทางปฏิบัติได้ทันท่วงที ทำให้เกิดการเนิ่นช้าไปโดยใช่เหตุ

    ที่ร้ายกว่านั้น ก็คือ บางครั้งทำให้หลงวกวนไปไกลจนกระทั่งหลงผิดไปก็มี บางกรณีถ้ามีผู้ชี้แนะให้ทันการ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ทั้งแก่เพื่อนนักปฏิบัติ และทั้งแก่กิจการพระศาสนาเอง

    ด้วยเหตุที่หลวงปู่เล็งเห็นอย่างนี้ ท่านจึงมักย้ำอยู่เสมอว่า
    ผู้ใดมีปัญหาหรือข้อสงสัยแม้เล็กน้อยในทางปฏิบัติ ขออย่าได้รีรอลังเล หรือว่าเกรงอกเกรงใจอะไร ขอให้ไปพบเพื่อไต่ถามท่านได้ตลอดเวลา

    แม้ว่าเมื่อไปแล้วพบว่า หลวงปู่เข้าที่ไปเสียแล้ว ก็ขอให้เรียกได้ทันที อย่าได้ต้องพลาดโอกาสให้สูญเสียประโยชน์ใหญ่ เพราะเหตุความเกรงใจเพียงเล็กน้อยเลย

    ตัวอย่างในเรื่องนี้ เมื่อครั้งที่หลวงปู่นอนรับการรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ขณะที่กำลังนอนใส่ท่อออกซิเจนช่วยหายใจอยู่ ได้มีผู้เข้ากราบเรียนถามธรรมะท่านหลังเที่ยงคืนไปแล้ว หลวงปู่ไม่สามารถลุกนั่งได้ แต่ท่านก็เมตตาตอบให้จนผู้ถามพอใจ และเมื่อกราบลากลับไปแล้ว ท่านยังชมเขาว่า "รู้จักธรรมมะ ใช้ได้"

    หลวงปู่ได้พูดถึงตัวท่านว่า ตัวท่านนั้นเป็นเพียงนักปฏิบัติเฒ่าชรา ที่ผ่านประสบการณ์มานานปี พอจะสามารถเป็นกัลยาณมิตรได้บ้าง อย่าได้ลำบากใจว่าต้องมามีท่านเป็นครูบาอาจารย์ และตนเองต้องมาเป็นศิษย์ ขอให้ถือท่านเป็นเพื่อนผู้ร่วมศึกษาหาแนวทางรอด

    หลวงปู่เองก็ไม่เคยถือใครว่าเป็นศิษย์ หรือถือตัวท่านเป็นอาจารย์ของผู้ใด นี่เป็นปฏิปทาของหลวงปู่ ที่มีต่อเพื่อนสหธรรมิกทุกหมู่เหล่า ปรากฏอยู่อย่างนี้เสมอมาจนตลอดชีวิตของท่าน ท่านก็ไม่เคยอ้าง หรือวางตนในฐานะครูบาอาจารย์เลย

    ทั้งนี้ก็มียกเว้นบ้างสำหรับศิษย์ใกล้ชิดจริงๆ ซึ่งท่านถือเป็นเสมือนลูกหลานหรือผู้คุ้นเคย เวลาอธิบายชี้แจงปัญหาธรรม หลวงปู่มักจะพูดว่า "ผมเข้าใจว่าอย่างนี้นะ เท่าที่ผมเคยปฏิบัติมา ผมแก้ไขอย่างนี้ ผมทำอย่างนี้ คุณลองนำไปประกอบพิจารณาดู อาจจะได้ข้อคิดว่าควรปฏิบัติของตนอย่างไร"

    หรือบางทีท่านก็ว่า "ท่านอาจารย์ใหญ่เคยบอกว่าอย่างนี้ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เคยประสบแล้วท่านแก้อย่างนี้"

    หรือว่า "ท่านอาจารย์ใหญ่เคยแนะไว้อย่างนี้ ผมก็พบมาและแก้ไขตัวเอง แต่ของคุณจะเป็นอย่างไร ลองเอาไปเทียบเคียงดู เพราะธรรมของใครก็ของมัน ธรรมของพระพุทธเจ้าก็ของพระพุทธเจ้า ของท่านอาจารย์ใหญ่ก็ของท่านอาจารย์ใหญ่ ของผมก็ของผม และธรรมของคุณก็ของคุณ แม้มีเป้าหมายเดียวกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน ทางใครทางมัน"

    ลูกศิษย์ลูกหาเคยถามว่า "ได้ยินมาว่าท่านอาจารย์ใหญ่ (ท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต) ท่านแนะแนวทางแก่ผู้สงสัยได้อย่างชัดเจน เหมือนประสบด้วยตนเอง ซึ่งบางครั้งผู้สงสัยไต่ถามเองยังบอกเล่าไม่ค่อยจะถูกด้วยซ้ำ เป็นความจริงไหม?"

    พอได้ยินนาม "ท่านอาจารย์ใหญ่" เท่านั้น หลวงปู่ก็รวบเนื้อรวบตัวอย่างเรียบร้อย แล้วจึงตอบด้วยเสียงอันเปี่ยมไปด้วยคารวะนอบน้อมว่า

    "ท่านอาจารย์ใหญ่ท่านมีญาณใหญ่หลวง หาผู้ใดเทียบมิได้ ท่านย่อมแนะนำบุคคลได้อย่างถูกต้อง ไม่มีผิดพลาดเลย"

    ตามปกติ ในด้านการคณะสงฆ์ก็ดี ในด้านอื่นๆ ก็ดี หลวงปู่จะตอบสนองปฏิบัติตนไปตามสมควร อย่างธรรมดา แต่สำหรับวงการปฏิบัติ หรือยิ่งเมื่อมีผู้มาสนทนาไต่ถามปัญหา จะสังเกตเห็นว่า หลวงปู่ดูจะมีท่าทีคึกคักเข้มแข็งกว่าธรรมดา สามารถอยู่สนทนากับนักปฏิบัติได้ดึกๆ ดื่นๆ ถึงตีสองตีสามหรือบางคืนถึงสว่างคาตาก็มี

    ที่น่าประหลาดก็คือ บางครั้งหลวงปู่ไม่ได้เป็นผู้พูดหรือผู้อธิบายอะไร แต่ผู้อื่นเป็นผู้คุยให้ท่านฟัง ท่านก็ฟังด้วยความเอาใจใส่สนใจอย่างจริงจัง และด้วยท่าทางที่มีความสุขอย่างยิ่ง เมื่อได้ฟังว่า ผู้นั้นประสบปัญหาในทางปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านก็จะซักว่าแก้ไขอย่างไร เมื่อทราบว่าเขาแก้ไขได้แล้วเป็นอย่างนี้ แล้วต่อมาเป็นอย่างนี้ ท่านก็จะชื่นชมยินดี ชมเชยว่ามีปัญญาแยบคายจริงๆ แล้วเล่าเทียบเคียงว่า เมื่อท่านเจอปัญหาแบบนี้ ท่านแก้อย่างนั้น และท่านพระอาจารย์ใหญ่เคยสอนไว้ว่าอย่างนั้นๆ ดูเป็นที่สนุกสนานบันเทิงในการสนทนาธรรมกันตลอดทั้งคืน ด้วยอาการอย่างนี้

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  8. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946

    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme--><!--msnavigation--><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๒. การถามปัญหาที่น่าพิศวง


    หลวงปู่เป็นผู้ที่มีความยินดีต่อการได้อธิบายปัญหาในแนวทางปฏิบัติธรรม รวมทั้งยอมรับ และชอบฟังแนวทางปฏิบัติของผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร เด็กหรือผู้ใหญ่ ฆราวาสหรือบรรพชิต ท่านให้ความสนใจและพอใจทั้งนั้น

    ถ้ามีผู้สนใจ และตั้งใจปฏิบัติแล้วปรากฏผล เช่น มีนิมิตเกิดขึ้น หรือมีลักษณะอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เกิดสงสัยว่าควรปฏิบัติต่อไปอย่างไร แล้วนำมาไต่ถาม เพื่อให้ท่านชี้แนะแนวทาง อย่างนี้หลวงปู่จะคึกคักเข้มแข็งเป็นพิเศษ และจะให้คำแนะนำได้ตลอดสาย โดยลักษณะการร่วมปรึกษาหารือ และศึกษาเทียบเคียงดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

    หลวงปู่มีปฏิภาณไหวพริบที่เฉียบคม อธิบายได้รวบรัดจำกัดความ ทั้งแน่นอนและตรงจุด และก้าวหน้าไปตลอดเป็นลำดับไม่ขาดสาย ไม่ทำให้ผู้สนใจไต่ถามผิดหวังเลย ต่างก็ได้รับความพอใจและความอบอุ่นซึ้งใจโดยทั่วกัน

    มีหลายท่านที่เคยศึกษาและปฏิบัติในสำนักต่างๆ มาก่อน บางท่านก็มีความภาคภูมิใจในวิหารธรรมของตน พอใจว่าตนถึงที่สุดแล้วก็มี เมื่อหลวงปู่ชี้แนะเพียงคำสองคำ ท่านเหล่านั้นก็พอใจ เข้าใจ เกิดความปลอดโปร่งโล่งใจ และออกปากว่าเบาใจและหายข้อสงสัยแล้ว

    บางท่านเข้าใจตนเองผิดก็มี เช่นตนเองติดอยู่ที่ "อสัญญีภพ" อันเป็นจุดบอดอยู่ที่ "โคตรภูญาณ" ซึ่งเป็นจุดรวมระหว่าง โลกียภูมิและโลกุตรภูมิ ติดแนบแน่นอยู่ที่ตรงนั้นโดยไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลย กลับสำคัญว่าตนไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะจิตไม่เกาะเกี่ยวอะไร
    เกิดอวิชชาแห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา เมื่ออยู่ตามปกติก็หงอยเหงาเซาซึม เพราะจิตขาดความคล่องตัว ขาดปัญญา ยิ่งนานวันเข้าความงมโง่ก็ยิ่งเพิ่มพูน แต่ตนเองไม่รู้ตัวต้องมีคนช่วย

    ครั้นหลวงปู่แนะนำ พอฟังได้ความเข้าใจก็สะดุ้งสะท้านขึ้น ค่อยรู้สึกตัว ในหลายกรณีหลวงปู่จะพูดจี้จุดแรงๆ หรือไม่ก็เป็นคำที่เข้าไปจี้ใจ กระแทกจุดจนกระทั่งจิตเคลื่อนออกจากอสัญญีภพนั้นๆ ได้

    หลวงปู่บอกว่า เขาปฏิบัติมาได้ถึงขั้นนี้ ก็นับว่ามีความสามารถไม่น้อย เพียงแต่กำลังสติอ่อนไปหน่อย ไม่เหมาะสมกลมกลืนกัน ปัญญาแก้ไม่ทัน เลยตกอสัญญีภพไปอย่างน่าเวทนา พอชี้แนะคำสองคำให้เขารู้เรื่องเข้าใจ ต่อไปเขาก็แก้ไขได้เอง เมื่อเขาปรับปรุงให้กำลังแก่ธรรมทั้งมวล ผสมผสานสอดคล้องกลมกลืนกันได้ อริยมรรคสมังคี ก็ย่อมเป็นไปเองตามกฎแห่งธรรมดา

    บรรดาท่านทั้งหลาย ทั้งที่มีภูมิการปฏิบัติสูง ทั้งที่กำลังดำเนินไปอยู่และที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติ ที่มาสนทนาธรรมไต่ถามปัญหากับหลวงปู่นั้น ต่างก็มีหัวข้อธรรมและวิธีการไต่ถามแตกต่างกันไปโดยประการต่างๆ ซึ่งล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น น่าเสียดายที่ผู้เขียนและผู้ใกล้ชิดอื่นๆ มิได้สำเหนียกถึงการจดบันทึกรายละเอียดไว้ ไม่เช่นนั้นจะได้ตัวอย่างที่เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงแก่การศึกษาและปฏิบัติต่อไป

    ในบรรดาการถามปัญหานั้น มีการถามแปลกๆ น่าพิศวงอยู่หลายท่าน ตัวอย่างเช่น ท่านพระอาจารย์เฉลียว ถามหลวงปู่เพียงคำเดียวแล้วไม่ถามอะไรอีก ผู้เขียน (พระโพธินันทมุนี) ก็พาซื่อหวังให้ท่านได้ประโยชน์ที่อุตส่าห์แวะมา จึงกระตุ้นท่านว่า "ทำไมไม่ถามต่อ" ท่านตอบว่า "หมดคำถาม พอใจในคำตอบของหลวงปู่แล้ว"

    ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ ที่ผู้เขียนทราบแน่ชัด เพราะเกิดขึ้นที่วัดบูรพารามนี่เอง มีพระภิกษุผู้สนใจในการปฏิบัติ และได้ดำเนินตามแนวทางที่หลวงปู่สั่งสอนมาพอสมควรแล้ว วันหนึ่งขณะที่หลวงปู่นั่งพักผ่อนอยู่ใต้หอระฆัง ภิกษุผู้นั้นเดินผ่านมาทางผู้เขียน ผู้เขียนถามว่า "ท่านจะไปไหน" ภิกษุผู้นั้นตอบว่า "มีปัญหาบางอย่างจะเรียนถามหลวงปู่"

    ผู้เขียนก็ชี้บอกว่าหลวงปู่อยู่ที่หอระฆัง ท่านก็เดินไปหาหลวงปู่ และเข้าไปนั่งใกล้ด้วยอาการนอบน้อมอย่างดี ทั้งท่านรูปนั้น ทั้งหลวงปู่ต่างองค์ต่างนิ่งเฉยเป็นเวลานานพอสมควร สังเกตว่าไม่ได้พูดอะไรเลย ได้แต่มองหน้ากันเงียบเฉยอยู่ ครั้นแล้วท่านรูปนั้นก็กราบลาหลวงปู่ ลุกขึ้นยอบตัวเดินมาจากหอระฆัง ด้วยสีหน้าอิ่มเอิบยินดี

    ผู้เขียนอดรนทนไม่ได้ เมื่อท่านผู้นั้นผ่านมาจึงถามว่า "ไม่ได้ถามปัญหาหลวงปู่หรือ" ท่านตอบว่า "ถามเรียบร้อยแล้ว" , "อ้อ! แล้วหลวงปู่ไม่ตอบหรือ" , "ตอบแล้ว" ท่านยิ้มอย่างยินดี ตอบว่า "หลวงปู่ตอบอย่างกระจ่างแจ้งชัดเจนและไพเราะเพราะพริ้งที่สุด" ผู้เขียนอดกลั้นอยู่ไม่ไหว ยอมปล่อยโง่ออกไปว่า "เอ๊ะ! ก็ผมเห็นว่าท่านไม่ได้พูดอะไรนี่นา"

    ท่านรูปนั้นหยุดยิ้ม มองผู้เขียน แล้วพูดว่า "การพูดไม่สามารถตอบปัญหาได้ทุกปัญหาหรอก" ว่าแล้วก็เดินจากไป คำพูดนี้ยังจับใจผู้เขียนอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  9. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946

    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme--><!--msnavigation--><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๓. ตอบคำถามเกี่ยวกับยักษ์

    มีอยู่คราวหนึ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นดูจะเกินภูมิธรรมความสามารถของผู้เขียน แต่เห็นว่าควรนำมากล่าวไว้ เพื่อเป็นข้อสังเกตสำหรับนักปฏิบัติทั้งหลาย จะได้นำไปเทียบเคียงศึกษาดู เพื่อประโยชน์แก่การกำหนดแนวทางปฏิบัติเฉพาะตนต่อๆ ไป หากขาดตกบกพร่องอย่างไร จะตำหนิกันก็ไม่ว่า เพราะยอมรับว่าโง่ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

    ครั้งหนึ่ง หลวงปู่เสร็จจากศาสนกิจในพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวัง ก็กลับมาพำนักที่พระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศน์วิหาร ครั้นหลวงปู่สรงน้ำเสร็จก็เอนกายพักผ่อน ให้ภิกษุสามเณรบำเพ็ญอาจาริยวัตรด้วยการนวดเฟ้นพัดวีต่างๆ

    ครั้งนั้น พระราชาคณะรูปหนึ่งก็แวะเข้ามาเยี่ยมขอโอกาสว่า ให้หลวงปู่ผู้เฒ่าเอนกายพักผ่อนตามสบาย เพราะประสงค์เพียงแวะมาคุยอย่างกันเองด้วยความคุ้นเคย

    ในระหว่างการสนทนาด้วยเรื่องราวหลากหลายนั้น ท่านเจ้าคุณรูปนั้นเอ่ยขึ้นตอนหนึ่งว่า "เขาว่าคนที่สนใจเรียนคาถาอาคมอันศักดิ์สิทธิ์ สมัยก่อนเป็นยักษ์"

    หลวงปู่ลุกขึ้นนั่งทันที แล้วกล่าวว่า

    "ผมไม่ได้สนใจในเรื่องเหล่านี้เลยท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณเองเคยศึกษาถึง ปัญจทวาราวัชชนจิต ไหม"

    ปัญจทวาราวัชชนจิตนี้ คือ กิริยาจิตที่แฝงอยู่กับทวารทั้ง ๕ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นกิริยาจิตที่ทำหน้าที่ประจำรูปกาย อาศัยอยู่ตามทวารทั้ง ๕ เป็นทางที่ติดต่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างจิตกับสิ่งภายนอก หรืออารมณ์ภายนอกเป็นกิริยาจิตอยู่อย่างนั้น

    เป็นอยู่อย่างนั้น ห้ามไม่ได้ บังคับไม่ให้เป็นไปไม่ได้ แต่อาจเป็นพาหะให้เกิดทุกข์ได้และที่น่าตื่นใจก็คือ ให้กิริยาจิตเหล่านี้เป็นไปได้ โดยประการที่ทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้ก็ได้

    อันนี้แหละที่น่าสนใจ น่าสำเหนียกศึกษาที่สุด ว่าทำอย่างไร เมื่อตาเห็นรูปแล้วรู้ว่าสวยงาม หรือน่ารังเกียจอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้

    เมื่อหูได้ยินเสียง รู้ว่าไพเราะ หรือน่ารำคาญอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้

    เมื่อลิ้นได้ลิ้มรส รู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย เปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้

    เมื่อจมูกได้กลิ่นหอมหรือเหม็นอย่างไรแล้ว ก็หยุดเพียงเท่านี้

    เมื่อกายสัมผัสโผฏฐัพพะ รู้ว่าอ่อนแข็งเป็นอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้

    ครั้นเมื่อศึกษาถึงขั้นนี้แล้ว ก็จะปรากฏเหตุอันน่าอัศจรรย์ที่เรียกว่า
    "หัสสิตุปปาทะ" คือกิริยาที่จิตยิ้มขึ้นมาเองโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ หาสาเหตุที่มาไม่ได้

    อัน หัสสิตุปปาทะ หรือ กิริยาที่จิตยิ้มเองนี้ ย่อมไม่ปรากฏมีในสามัญชนโดยทั่วไป

    ดังนั้น นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายควรกระทำไว้ในใจ ในอันที่จะสำเหนียกศึกษา ทำความกระจ่างแจ้งใน "อเหตุกจิต" อันนี้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ

    ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า เมื่อปฏิบัติไปถึงลำดับนี้แล้ว จิตจะเกิดยิ้มขึ้นมาเองไม่มีการกระทำ ไม่มีการบังคับให้เกิดขึ้น ย่อมเป็นไปเองโดยไม่รู้ตัว

    อนึ่ง เมื่อปฏิบัติตามหลัก "จิตเห็นจิต" อันมีการ "หยุดคิดหยุดนึก" เป็นลักษณะ ถ้าใช้ปัญญาอันยิ่งสอดส่องสำรวจตรวจตราดูตามทวารทั้ง ๕ เหล่านี้ เพื่อจะหาวิธีป้องกันที่จิตจะแล่นไปหาเรื่องใส่ตัวภายนอก ก็จะเห็นและเข้าใจได้ว่า เป็นธรรมดาอยู่เองที่คนเราใช้ทวารทั้ง ๕ เหล่านั้น กระทำการอันสัมพันธ์กับภายนอก

    เมื่อพิจารณาให้ถ้วนถี่ยิ่งขึ้น ก็จะได้อุบายอันแยบคาย ว่าในขณะที่เกิดสัมพันธภาพกับภายนอก จิตก็ควรจะกำหนดให้อยู่ในจิต เมื่อเห็นก็กำหนดให้รู้เท่าทันการเห็น แต่ไม่ถึงกับต้องรำพึงรำพันออกมาว่า เห็นแล้วนะ เห็นแล้วหนอ อะไรหรอก เพราะขณะจิตหนึ่งๆ นั้น มันไม่กินเวลาอะไร เมื่อรู้เท่าทันแล้วก็ไม่ต้องไปรำพึงรำพันเป็นการปรุงแต่งเพิ่มเติมอีก

    ในการกำหนดให้รู้ให้เท่าทันนั้น อย่าได้ถูกลวงด้วยสัญญาแห่งภาษาคนภาษาโลก ดังเช่นการรู้เท่าทันคนที่จะมาหลอกลวงเรา เป็นต้น

    การรู้เท่าทันอารมณ์ในภาษาธรรมนั้น หมายความว่า ความ "รู้" จะต้องทันกันกับการรับอารมณ์ของทวารทั้ง ๕ เช่น ในขณะที่ตาเห็นรูป จะต้องมีสติรู้อยู่อย่างเต็มที่สมบูรณ์ มีความรู้ตัวพร้อมอยู่ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องรู้อะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกข์อันอาศัยปัจจัยคือ การเห็น เป็นต้นนั้น ย่อมไม่เกิดและเราก็สามารถมองอะไรได้อย่างอิสระเสรี โดยที่รูปหรือสิ่งที่เรามองเห็นไม่อาจมีอิทธิพลอันใดเหนือเราได้เลยแม้แต่น้อย

    ปัญจทวาราวัชชนจิต หรือกิริยาจิตที่แล่นอยู่ตามทวารทั้ง ๕ ย่อมสัมพันธ์กันกับมโนทวาร ในมโนทวารนั้นมี มโนทวาราวัชชนจิต อันเป็นกิริยาจิตแฝงอยู่ มีหน้าที่คิดนึกต่างๆ สนองตอบอารมณ์ที่มากระทบไปตามธรรมดา

    ดังนั้น ในทางปฏิบัติ จะให้หยุดคิดหยุดนึกทุกกรณีย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ด้วยการอาศัยอุบายวิธีดังกล่าวนี้แหละ
    เมื่อจิตตรึกความนึกคิดอันใดออกมาทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ก็ทำความกำหนดรู้พร้อมให้เท่าทันกัน

    เช่นเดียวกัน เมื่อมีความรู้พร้อมทันๆ กันกับการรับอารมณ์ ดังนี้แล้ว ปัญญาที่รู้เท่าเอาทันย่อมตัดวัฏจักรให้ขาดออกจากกัน ไม่อาจสืบเนื่องหมุนเวียนต่อไปได้

    กล่าวคือ การก่อรูปก่อร่างต่อไปของจิตย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ และความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็มีอยู่เองโดยไม่ต้องมีการลวงๆ ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย ความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็เป็นแต่เพียงชื่อที่เรานำมาใช้เรียกขานกันให้รู้เรื่อง เมื่อวัฏฏะมันขาดไปเท่านั้น

    โดยนัยอย่างนี้ จึงน่าจะศึกษาให้เข้าใจในอันที่จะกำหนดรู้อย่างไรจึงจะถูกต้อง เมื่อจิตกระทบเข้ากับอารมณ์ภายนอกอย่างไร ก็ให้หยุดอยู่แค่นั้น อย่าไปทะเลาะวิวาทโต้แย้ง อย่าไปเอออวยเห็นดีเห็นงาม ให้จิตได้โอกาสก่อรูปก่อร่างเป็นตุเป็นตะเป็นเรื่องเป็นราวยืดยาวออกไป อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป อย่าไปใส่ใจอีกต่อไป พอกันเพียงรู้อารมณ์เท่านี้ หยุดกันเพียงเท่านี้

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  10. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๔. เรื่องจิตเรื่องอิทธิฤทธิ์


    เรื่องต่อไปนี้ท่านเจ้าคุณ พระโพธินันทมุนี ได้เล่าให้ฟังเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เป็นการถอดคำพูดจากการบันทึกเทป ดังนี้

    ถ้าจะพูดไปแล้วนะอาจารย์ (หมายถึง อ.ปฐม-อ.ภัทรา นิคมานนท์) เรื่องของจิต หรือ อิทธิฤทธิ์นี้ อาตมาก็ไม่อยากจะใช้คำว่าอิทธิฤทธิ์ เพราะหลวงปู่ท่านไม่นิยม และก็ไม่ทำ ไม่แสร้งทำ ไม่อะไรด้วยทั้งนั้น ก็เลยไม่อยากใช้คำว่า เรื่องจิตเรื่องอิทธิฤทธิ์ แต่ จิต นี้ หลวงปู่ท่านก็พูดว่า "จิต"

    แต่ถ้าพูดเกี่ยวกับหลวงปู่ ก็มีเรื่องแปลกๆ หรือเรื่องที่น่าอัศจรรย์เหมือนกันในขณะที่เราอยู่กับท่าน ท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธ ท่านก็ไม่ได้ยกย่อง ท่านก็ไม่ได้พูดเพื่ออะไรมากมายในเรื่องเหล่านี้ แม้แต่เรื่องไสยศาสตร์ ก็พูดกันว่าชาวสุรินทร์เห็นมีไสยศาสตร์กันมาก สามารถใช้คาถาอาคมอะไรต่างๆ เหล่านี้ แม้มีคนถามท่าน ท่านก็ไม่ค่อยอธิบาย ท่านก็บอกเพียงว่า ท่านเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันอะไรทำนองนั้น

    สำหรับเรื่อง "จิต" นั้นท่านพูด คือท่านพูดเรื่อง จิต ท่านไม่ค่อยใช้คำว่า อิทธิฤทธิ์ อะไรหรอก จะใช้ว่า "พลัง" โดยมากท่านจะพูดว่า "พลังจิต" นั้นมีอยู่ พลังจิตจะมีได้ก็เกิดจากข้อเดียว คือ "พลังสมาธิ"

    ถ้าผู้ใดสร้างสมาธิจิตไม่ได้ ท่านว่าพลังจิตนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ ถึงเกิดขึ้นก็เป็นพลังจิตที่เป็น มิจฉา หรือไม่มั่นคง เช่นว่าคนบางคนเขาใช้พลังจิตในทางที่ผิด หรือนำไปใช้ในทางรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ก็อาจจะมีส่วนของพลังจิตเหมือนกัน

    พลังจิตที่เกิดจากสมาธิถูกต้องนั้น คือเมื่อมีสมาธิเกิดขึ้นแล้วก็อาศัยพลังแห่งจิต เพราะสมาธินั้นเกิดจาก จิตรวม คือมันละอารมณ์ต่างๆ เมื่อมันไปแบกเอาอารมณ์ต่างๆ ไว้มาก จิตมันก็ไม่มีกำลัง ไม่มีพลังอะไร ต่อเมื่อจิตสามารถตัดอารมณ์ต่างๆ ได้ ก็เกิดสมาธิ ก็ใช้คำว่า "จิตเดียว" ที่ปราศจากอารมณ์มากเกินไป" จิตก็จะเกิดมีพลังขึ้นมา

    ถ้ามีพลังแล้ว ตามที่หลวงปู่เคยอธิบาย ระหว่างที่จิตเราเกิดมีพลังสมาธินี่แหละ บุคคลจะเอาไปใช้ทางไหนก็ได้ผลในทางนั้น แต่เมื่อใช้ในทางที่เสียหาย มันก็ทำให้เสียหายได้ หรือใช้ไปในทางที่ให้ประโยชน์ให้เกิดพลังปัญญาก็ได้

    หมายความว่า อย่างที่พูดในหลักวิชาการเรียนทางศาสนาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ว่าศีลทำให้เกิดการอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ฉะนั้น พลังจิตที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงหลังจากเกิดสมาธินั้น หมายถึงว่า จิตนั้นยกสภาวธรรมขึ้นมาไตร่ตรองให้เกิดวิปัสสนาญาณ เกิดปัญญาแล้วปัญญานั้นก็จะแจ่มแจ้ง ดีกว่าจิตที่ไม่เกิดสมาธิ หรือจิตที่ไม่มีสมาธิ

    ฉะนั้น หลวงปู่จะใช้ว่า พลังจิตนั้นสามารถยกระดับภาวะ หรือป้องกันความทุกข์ยากอันเนื่องจากการที่จิตส่งออกไปเพื่อรับอารมณ์ต่างๆ ได้

    มีคนชอบถามหลวงปู่เกี่ยวกับเรื่องอิทธิฤทธิ์บ้าง หรือจิตที่มีฤทธิ์ มีพลังอย่างหนึ่งอย่างใดบ้างนั้นก็เคยมี แต่เนื่องจากว่าหลวงปู่ท่านไม่สนใจในเรื่องสิ่งมหัศจรรย์ หรือสิ่งอัศจรรย์ในอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เหล่านี้ ท่านจึงไม่นิยมพูดให้ใครฟัง

    แต่หลวงปู่ก็ยอมรับว่าจิตนั้นย่อมเป็นจิตที่มีพลัง เมื่อจิตมีพลังแล้วมันก็จะเป็นคุณประโยชน์ได้หลายอย่าง แต่ท่านก็จะขึ้นต้นว่า จิตจะมีพลังได้นั้นก็ต่อเมื่อได้สมาธิ หรือเกิดสมาธิ จิตมีอารมณ์เดียว จิตจึงจะมีพลัง เมื่อจิตมีพลังแล้วจะหันไปใช้ทางไหนก็ย่อมได้ แม้หันไปทางที่ผิดทางพระพุทธศาสนาก็ย่อมจะได้ อย่างเช่นฤาษีชีไพร หรืออะไรๆ นั้น ล้วนแต่เป็นสมาธิซึ่งนับว่าเป็นมิจฉาสมาธิได้

    ส่วน สัมมาสมาธิ นั้น หมายถึงจิตที่เป็นสมาธิตามลำดับ ตั้งแต่ขั้นต้น คือ ขณิกะสมาธิ จนกระทั่งเข้าสู่ อัปปนาสมาธิ อะไรในกระแสนี้ แล้วจิตนั้นก็จะเป็นพลังส่องทางไปให้เกิดปัญญา

    ในทางตรงข้าม ถ้าอาศัยพลังจิตไปในเรื่องอื่น เรื่องอิทธิฤทธิ์อะไรนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกพุทธประสงค์ทั้งหมด

    แต่ถ้าใช้พลังจิตนั้นเพื่อเป็นเหตุให้ปัญญาผุดผ่องขึ้น เพื่อจะตัดกิเลสปัญหาและความชั่วร้ายต่างๆ เพื่อยกระดับจิตของเราให้พ้นจากทุกข์ จึงจะเป็นพลังจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ และเป็นทางที่ถูกต้อง หลวงปู่มักจะอธิบายในแนวทางนี้

    ส่วนในทางที่ว่าเอาพลังจิตไปแสดงอิทธิฤทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้แล้ว รู้สึกว่า หลวงปู่จะไม่ค่อยกล่าวถึง หลวงปู่จะระมัดระวังที่สุดในเรื่องการปฏิบัติให้เป็นไปในทางที่ดีที่ถูกต้อง

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  11. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946

    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme--><!--msnavigation--><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๕. หลวงปู่แสดงอิทธิฤทธิ์บ้างไหม?

    จากคำถามที่ว่า "หลวงปู่เคยแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรบ้างไหม?" ท่านเจ้าคุณ พระโพธินันทมุนี อธิบายดังต่อไปนี้

    คือ แม้แต่ความสนใจ ความใส่ใจของท่านในเรื่องเหล่านี้ ท่านก็ไม่มีอยู่แล้ว ถามว่าท่านเคยแสดงฤทธิ์ให้ปรากฏนั้น ท่านจะแสดงได้อย่างไร ท่านไม่แสดง ไม่ทำอย่างแน่นอน

    แต่ว่า พูดก็พูดเถอะ เมื่อหลวงปู่มีอะไรๆ ที่เป็นความมหัศจรรย์อยู่ในตัวท่าน ก็มีสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ออกมาให้เห็นบ้าง อาตมาไม่ถือว่าท่านแสดง แต่ในฐานะที่อยู่กับท่านมานาน อาตมาเห็นว่ามีสิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับหลวงปู่หลายอย่าง ขอย้ำว่า
    "ไม่ใช่ฤทธิ์นะ แต่ว่ามันอัศจรรย์"

    เท่าที่นึกทบทวนดู ก็เห็นว่ามีอยู่หลายครั้ง อาตมาเคยนึกทบทวนอยู่ในใจ เท่าที่อาตมาเคยเห็นปรากฏ รู้สึกจะมี ๗ ครั้งด้วยกัน
    เราจะเรียกว่าฤทธิ์หรืออะไรก็ไม่ทราบ?"

    เรื่องแรก เกี่ยวกับเรื่อง ความปลอดภัยของหลวงปู่

    หลวงปู่นั้นคงมีภาวะอะไรที่ไม่ทำให้บาดเจ็บ ไม่ทำให้แขนขาหัก หรือไม่ทำให้ตายโดยอุบัติภัย อุบัติเหตุ อันนี้จะเป็นบุญหรือเป็นฤทธิ์อะไรก็สุดแท้แต่จะเรียก

    เคยเห็นความคับขันในชีวิตของท่าน ไม่ว่าเกี่ยวกับเรื่องรถ ไม่ว่าในเรื่องเขาลอบปองร้าย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ก้อนหินกลิ้งมาจากบนภูเขาจะทับท่าน ในระหว่างที่หลวงปู่พาพระเณรไปพำนักทำงานพัฒนาเขาสวาย และฝึกอบรมกัมมัฏฐานให้แก่พระเณร มีก้อนหินใหญ่กลิ้งลงมายังท่านพอดี แต่มันก็เบี่ยงหลบไปเมื่อมาใกล้ท่าน เหมือนจะมีอะไรผลักให้หลีกไปนิดหน่อย ให้ท่านพ้นภัยไป นี่เรื่องหนึ่งเท่าที่ปรากฏ

    (โปรดดูในตอนที่ ๖๖ อุบัติเหตุที่เขาพนมสวาย)

    เรื่องที่สอง เป็นเรื่องแปลกคือ เรื่องเกี่ยวกับน้ำฝน จะว่าฤทธิ์หรือเปล่าก็ไม่ทราบ (โปรดดูรายละเอียดในตอนที่ ๓๔ เรื่องหลวงพ่อพระประธาน เมื่อคราวหล่อพระพุทธรูปพระประธานในโบสถ์เสร็จแล้ว คณะกรรมการต้องการให้อัญเชิญท่านแห่รอบเมือง แต่หลวงปู่เห็นว่าไม่จำเป็น ปรากฏว่าเกิดฝนและลมพายุใหญ่จนไม่สามารถเคลื่อนขบวนแห่ได้สำเร็จ)

    (เรื่องที่สาม และเรื่องอื่นๆ ได้นำเสนอในตอนต่อๆ ไป)

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  12. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946

    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme--><!--msnavigation--><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๖. หลวงปู่สาม อกิญจโน ถูกทำร้าย


    เรื่องที่สาม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน วัดป่าไตรวิเวก ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ ๑๓ กิโลเมตร

    เรื่องนี้มีอยู่ว่า มีพระจากจังหวัดร้อยเอ็ดมาบวช และพำนักอยู่ที่วัดหลวงปู่สาม พระองค์นี้เป็นลูกคนที่มีฐานะดี เลื่อมใสในพระศาสนา จึงมาบวชในระหว่างเข้าพรรษา

    พอมาถึงช่วงกลางพรรษา โรคเก่าก็กำเริบ คือพระองค์นี้เคยเป็นบ้าหรือโรคประสาทมาก่อนที่จะบวชเป็นพระ พระองค์นั้นมีการกระทำคล้ายคนบ้าอาละวาด กระโดดเข้าไปกอดปล้ำหลวงปู่สามอย่างแน่นเหนียว ปล้ำกอดหลวงปู่อยู่เป็นเวลานานร่วม ๑ ชั่วโมง ไม่มีใครสามารถแกะออกได้ หลวงปู่สามอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ตื่นตระหนกตกใจกันไปทั้งวัด

    โดยปกติ ในตอนเช้ามืด หลวงปู่ท่านจะอยู่แต่ภายในกุฏิ ไม่เคยคิดที่จะออกไปเยี่ยมคนนั้นคนนี้ หรือเดินไปดูอะไรนอกกุฏิ เป็นปฏิปทาอย่างหนึ่งที่ท่านไม่เคยคิดออกนอกเท่าไร ก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเยี่ยมใคร

    เช้าวันนั้น ไม่รู้เป็นอย่างไร ท่านให้เด็กไปเรียก ผู้ใหญ่สรศักดิ์ กองสุข ซึ่งบ้านอยู่ใกล้ๆ วัด ให้เอารถไปส่งหลวงปู่ที่วัดของหลวงปู่สาม พอท่านไปถึง เห็นพระองค์นั้นกำลังกอดปล้ำหลวงปู่สามอยู่ ใครไปช่วยก็ไม่ยอมปล่อย หลวงปู่เข้าไปถึงวัดพอดี มีคนร้องว่า
    หลวงปู่ดูลย์มาแล้ว ! หลวงปู่ดูลย์มาแล้ว !

    พระองค์นั้นตกใจปล่อยหลวงปู่สาม แล้ววิ่งไปหลบซ่อนตัวสั่นอยู่ข้างๆ กุฏิ หลวงปู่สามก็สะบักสะบอมพอสมควร แต่ไม่ถึงกับอาพาธ ลูกศิษย์ลูกหาทุกคนอยู่ในอาการตกใจ

    หลวงปู่เรียกพระองค์นั้นมาถามว่า ทำไม? เป็นอย่างไร? ท่านไม่ได้ดุด่าว่า ทำไมจึงต้องไปทำอย่างนั้น ถามเพียงว่า ทำไม และเป็นอย่างไร?

    พระองค์นั้นก็กราบเรียนหลวงปู่ว่า ขณะที่กำลังปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่นั้น ก็เกิดนิมิตเห็นเป็นสวรรค์วิมานต่างๆ จึงตั้งใจจะพาหลวงปู่สามเหาะขึ้นไปดูของสวยงามเหล่านั้น ไม่ได้มีความประสงค์จะทำร้ายท่านแต่ประการใด ทุกคนก็เข้าใจและหลวงปู่ก็ช่วยแก้ไขเหตุการณ์นั้น โดยไม่ได้ตำหนิพระองค์นั้นแต่อย่างใด

    ที่อาตมาเห็นว่าอัศจรรย์ ก็เหตุว่าหลวงปู่ไม่เคยไปไหนในตอนเช้ามืด ทำไมท่านจึงรู้ว่ามีภัยพิบัติเกิดขึ้นกับหลวงปู่สาม ได้ถามหลวงปู่ว่า หลวงปู่รู้หรือว่าหลวงปู่สามจะเป็นอะไร จึงได้เดินทางไป

    หลวงปู่ก็ไม่ได้ตอบรับ ท่านบอกเพียงว่า "คิดๆ ไปก็อยากไป เยี่ยมเยียนดูบ้าง"

    ท่านก็พูดแค่นี้ พวกเราก็ไม่กล้าซักถามอะไรท่านมากนัก

    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  13. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๗. หลวงตาแปะมรณภาพ

    ที่เล่ามาคือลักษณะที่ว่าอัศจรรย์ในแต่ละครั้งเท่าที่สังเกตเห็น

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีพระรุ่นราวคราวเดียวกันกับหลวงปู่ แต่บวชคนละนิกาย ท่านอยู่ที่อำเภอปราสาท แต่อยู่บ้านนอกเข้าไปอีก (อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางใต้ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร) ท่านเป็นพระรุ่นเก่าแก่ด้วยกัน พระองค์นั้นท่านไม่ได้สนใจเรื่องการปฏิบัติ ท่านถือแบบโบราณๆ เคยอยู่อย่างไร ทำอย่างไร เคยมีพิธีกรรมอย่างไร ก็อยู่ก็ทำอย่างนั้น แต่คนนับถือท่านมาก

    ท่านชื่อ หลวงพ่อแปะ อยู่วัดบ้านตาเมาะ ตำบลไพล อำเภอปราสาท

    วันนั้นหลวงปู่ออกมานั่งในกุฏิแต่เช้ามืด มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อ นายจันครบ บุญประสิทธิ์ ก็เข้าไปรับใช้หลวงปู่ ท่านก็พูดขึ้นว่า "ครบ เอ็งไม่ได้ไปบ้านหรือ? หลวงตาแปะตายแล้ว"

    นายครบก็ว่า "ยังไม่ทราบครับ"

    นายครบคนนี้ เป็นคนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน และเป็นลูกหลานของหลวงตาแปะ

    หลังจากนั้นอีก ๒-๓ ชั่วโมง ก็มีคนมากราบเรียนให้หลวงปู่ทราบว่า หลวงตาแปะท่านถึงแก่มรณภาพแล้ว เมื่อตอนตี ๔ ของวันนั้นเอง

    เรื่องนี้ก็นับว่าแปลก ได้เรียนถามหลวงปู่ว่า หลวงปู่ทราบได้อย่างไรว่าหลวงตาแปะตาย มีคนมาบอกก่อนหน้านี้หรือ ใครมาบอกหลวงปู่หรือ

    หลวงปู่ตอบว่า "รู้ไม่รู้ก็ว่าไปยังงั้นๆ แหละ"

    คือหลวงปู่ท่านไม่ค่อยต่อความยาวสาวความยืด ท่านจะรีบตัดบทไปเสีย เรื่องในลักษณะคล้ายๆ กันนี้มีอยู่เสมอๆ

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  14. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๘. เรื่องเกี่ยวกับฝนตก


    ทีนี้ในเรื่องของฝนตกนี้ก็เหมือนกัน

    ครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ คือระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๒๐ หลวงปู่คิดอย่างไรก็ไม่ทราบ ท่านประสงค์จะไปพักผ่อนที่ป่า ก็เลยแนะนำชักชวนท่านว่าให้ไปพักผ่อนที่วัดของ พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ คือวัดถ้ำศรีแก้ว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ซึ่งอยู่บนเทือกเขาภูพาน

    ก่อนหลวงปู่เดินทางไปประมาณ ๑๐ วัน ได้ให้พระไปส่งข่าวให้พระอาจารย์สุวัจน์ทราบล่วงหน้า บอกว่า "หลวงปู่จะมาพักผ่อนที่นี่ด้วยสัก ๑๐ วัน ท่านเห็นว่าอย่างไร"

    ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ก็มีความยินดี ได้จัดแจงสถานที่ไว้รอต้อนรับหลวงปู่ พระที่ส่งไปแจ้งข่าวก็กลับมา กราบเรียนให้หลวงปู่ทราบ

    ก่อนหลวงปู่เดินทางไม่กี่วัน พระอาจารย์สุวัจน์ไม่ค่อยสบายใจ เห็นว่าหลวงปู่ยังไม่น่าจะเดินทางในช่วงนี้ เพราะเกิดไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ในแถบนั้น ทั้งต้นไม้ใบหญ้าโดนเผาผลาญไปในวงกว้าง บริเวณนั้นเต็มไปด้วยควัน ร้อนก็ร้อนอบอ้าว ต้นไม้สูงๆ ก็ถูกไฟไหม้ขึ้นไปจนใบไม้ถูกไหม้หมด บรรยากาศไม่เป็นที่สบายเลย

    พระอาจารย์สุวัจน์ เห็นว่าหลวงปู่ไม่น่าจะมาในช่วงนี้ น่าจะเลื่อนออกไปก่อน ท่านรู้สึกปริวิตกในเรื่องนี้ แต่ในช่วงนั้น ไม่มีใครจะเดินทางจากสกลนครมาสุรินทร์เพื่อส่งข่าวหลวงปู่ จึงปล่อยเหตุการณ์ให้เลยตามเลย

    ปรากฏว่า ก่อนหลวงปู่เดินทาง ๒-๓ วัน เกิดฝนตกในบริเวณนั้น ไฟป่าทั้งตามที่สูงและที่ต่ำก็ดับมอดหมด หลังจากฝนตกใหญ่แล้วบรรยากาศแถวนั้นก็ดีขึ้น อากาศเย็นขึ้น กลิ่นเถ้าถ่านและกลิ่นดินที่เผาสุกก็หอมกรุ่น เสียงจักจั่นเรไรก็เริ่มร้องระงม ช่วงที่หลวงปู่เดินทางไปถึงจึงเป็นช่วงที่บรรยากาศกำลังดี

    พระอาจารย์สุวัจน์ จึงได้ปรารภอัศจรรย์กับเหตุการณ์ในครั้งนี้ "แต่เดิมนึกว่าเมื่อหลวงปู่มาแล้วจะไม่สบาย ก่อนหลวงปู่มาถึงแค่ ๒ วันเกิดฝนตกอย่างหนักก็เลยทำให้หลวงปู่พักผ่อนสบาย ไม่ลำบาก"

    หลวงปู่บอกว่า "เออ! มาอยู่นี่ภาวนาดี บรรยากาศดี"

    พระอาจารย์สุวัจน์อยากนิมนต์ให้หลวงปู่อยู่ต่อ แต่ท่านพักเพียง ๑๐ วันก็เดินทางกลับ

    ในขณะนั้นหลวงปู่อยู่ในวัยชราที่สุดแล้ว (ท่านมีอายุ ๙๐ ปี) ที่พวกอาตมาแปลกใจ และดีใจที่ว่าท่านชราภาพแล้ว ก็ได้มีโอกาสไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศตามอัธยาศัยครั้งหนึ่ง

    เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่หลวงปู่แสดงฤทธิ์เดช แต่อาตมาพูดในฐานะที่อยู่ใกล้ชิดท่าน ก็เห็นว่าเป็นเรื่องแปลก

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  15. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946

    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme--><!--msnavigation--><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๘๙. แขกยามวิกาล

    เรื่องนี้ไม่อยากจะพูด และไม่เคยพูดเลย แต่เหตุการณ์ก็ผ่านมานานแล้ว ท่านเหล่านั้นก็ล่วงลับไปหมดแล้ว

    ตอนนั้น อาตมาเพิ่งมาบวชเณร มาพำนักอยู่กับหลวงปู่

    เรื่องเช่นนี้ ไม่ว่าคนเรา แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังต้องมีสิ่งที่เป็นอันตราย หรือว่ามีศัตรูปัจจามิตรปองร้ายพระองค์ท่านไม่รู้เท่าไร เมื่อนึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดา อาตมาจึงกล้าพูดเรื่องนี้ให้อาจารย์ฟัง (หมายถึง อ.ปฐม และ อ.ภัทรา นิคมานนท์)

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ตอนนั้นหลวงปู่กำลังดัง กำลังเด่น ทั้งการก่อสร้างทั้งการที่มีผู้ศรัทธาเลื่อมใส คือช่วงที่หลวงปู่อยู่ในวัยกลางๆ โบสถ์อัศจรรย์ก็กำลังจะเสร็จ

    ช่วงนั้นก็คงจะมีศัตรูหมู่ปัจจามิตรเช่นกัน คืนหนึ่งหลวงปู่นอนอยู่บนกุฏิ ซึ่งความจริงแล้วท่านไม่ค่อยจะนอน เพราะกลางคืนมักได้ยินเสียงกระแอมเสียงสดใสอยู่เรื่อยๆ ตามที่อาตมาเฝ้าสังเกตมา

    คืนนั้น มีคนแอบไปทำร้ายหลวงปู่ พระที่นอนในห้องใกล้ๆ หลวงปู่ชื่อพระหมื่น กับพระสำลี พักอยู่ด้วยกัน สมัยนั้นมืดมาก ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ได้ยินเสียงคนพูดซุบซิบกันใต้ถุนกุฏิ ปรึกษากันว่า "เอ! พวกเราได้ค่าจ้างเขามาสี่พันบาทเท่านั้น ให้เรามาฆ่าพระผู้เป็นครูบาอาจารย์ถึงขนาดนี้ เป็นบาปหนัก แล้วเราจะเลี้ยงชีวิตปลอดภัยหรือ"

    พระทั้ง ๒ องค์ ได้ยินคำพูดนั้นอย่างชัดเจน ตกอกตกใจมากจนตัวสั่น แล้วได้ยินเสียงหลวงปู่กระแอมขึ้น ทำให้คนที่ลอบอยู่ทางใต้กุฏิเดินไปด้านหน้าต่างห้องหลวงปู่ หลวงปู่กระแอมอีกครั้ง แล้วเปิดประตูห้องออกมาเรียกให้พระทั้ง ๒ องค์ออกไปคุยด้วย

    พระทั้ง ๒ องค์ตัวสั่น เล่าบอกเหตุการณ์ด้วยเสียงสั่นเครือว่า ได้ยินใครมาปรึกษากันว่าจะมาลอบฆ่าหลวงปู่

    หลวงปู่ตอบว่า "เฮ้ย! จะไปเชื่ออะไร เขาอาจจะมีธุระอะไรก็ได้ อาจมีความจำเป็นมาหาใครก็ได้"

    ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตี ๒ นี้แหละ เป็นจังหวะนั้นพอดี ไม่ทราบว่าทำไมท่านต้องลุกขึ้นมาแล้วเรียกพระทั้ง ๒ ไปถามอะไรบางอย่าง พระก็เล่าบอกเรื่องราวต่างๆ ท่านก็ว่า "พูดอะไรเรื่อยเปื่อย"

    ในที่สุดพระเณรก็พากันไปดูใต้ถุนกุฏิ ก็มีรอยเท้าคนเดินไปมาตามทิศทางที่ได้ยินเสียง

    พวกอาตมากับเณรชื่อแก่น กลัวเขาจะแอบยิงทะลุจากใต้ถุนกุฏิหลวงปู่ขึ้นมา เลยพากันเอาก้อนอิฐไปเรียงไว้ใต้เตียงหลวงปู่ ท่านก็ไม่ว่าอะไร

    หลังจากนั้นมาประมาณหนึ่งปี คนนั้นก็มาสารภาพกับท่าน เล่าเรื่องราวให้ฟังจนหมดสิ้น หลวงปู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

    ถ้าจะบอกชื่อก็ได้ เขาชื่อนาย
     
  16. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๙๑. เหตุเกิดที่กำแพงแสน

    อีกครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์ได้นิมนต์หลวงปู่ไปที่กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ทางนั้นเขาเตรียมภาพถ่ายของหลวงปู่ไว้รูปหนึ่งแล้ว ที่เขาบอกว่าเห็นรูปกายทิพย์ซ้อนอยู่อะไรนั่นแหละ เขาเตรียมไว้ปึกหนึ่งไว้สำหรับแจกญาติมิตรและบริวาร

    คนที่นิมนต์ เขาเป็นเลขาสมาคมชาวไร่อ้อย อำเภอกำแพงแสน บอกชื่อก็ได้ยังมีชีวิตอยู่ เขาชื่อ กำนันราชัย เดี๋ยวนี้ยังเป็นกำนันอยู่ที่กำแพงแสนตำบลอะไรจำไม่ได้

    ทางผู้นิมนต์ก็บ่นให้หลวงปู่ฟังว่า อ้อยปีนี้ท่าจะแย่แล้ว ฝนไม่ตก อ้อยกำลังจะเฉาตายเดือนเจ็ดเข้าไปแล้วใกล้จะถึงเดือนแปด จะเข้าพรรษาแล้วฝนไม่ตกเลย อ้อยจะเฉาตาย ผมก็เผอิญทำบุญ จึงมากราบนิมนต์หลวงปู่

    ตอนนั้นดูเหมือนจะทำบุญเปิดปั๊มน้ำมันของเสี่ยอะไรคนหนึ่งหรือเปล่าชักจำไม่ได้ เขามานิมนต์หลวงปู่ อาตมาก็ตามไปด้วย พระรูปหนึ่งเป็นพระบวชใหม่ก็ไปด้วย

    กลางคืนก่อนวันที่หลวงปู่ออกเดินทาง ฝนตกใหญ่เลย จนกระทั่งน้ำนองพอสมควร ขณะที่หลวงปู่ประกอบพิธีให้เขาแล้วฝนก็ตกประปรายอยู่

    ทางเจ้าภาพเอารูปถ่ายที่ว่าประมาณ ๑๐๐ ภาพเห็นจะได้ พร้อมทั้งเอาแป้งมาให้หลวงปู่เจิมให้ ท่านเจิมภาพบนสุดเพียงภาพเดียว แต่ปรากฏว่ารอยนิ้วมือของท่านทะลุลงไปถึงทุกภาพทั้งปึกนั้น

    อันนี้ก็ไม่ใช่ทำอิทธิฤทธิ์ แต่อาตมาเห็นว่าแปลก กำนันคนนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ ไปสอบถามเขาดูได้

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  17. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๙๒. เรื่องแปลกเกี่ยวกับฝน


    ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของหลวงปู่ก็มีเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง ที่เห็นว่าหลวงปู่คงมีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำฝน ซึ่งอาตมาสังเกตเห็นว่าเป็นเรื่องแปลก

    ระยะนั้นเป็น เดือนมีนาคม ก็เป็นหน้าร้อน อากาศกำลังร้อน ในกรุงเทพฯ ปีนั้นร้อนมาก หลวงปู่อาพาธอยู่ที่ตึกจงกลนี โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นตึกพิเศษ เป็นห้องพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาพระราชทานรับอาพาธหลวงปู่ไว้ในพระอุปถัมภ์ หลวงปู่มาพักอยู่ ๕๒ วัน

    เมื่อ ในหลวงเสด็จเยี่ยมหลวงปู่ ทรงถามสารทุกข์สุกดิบหลวงปู่ พระองค์ได้สนทนากับผู้รักษาพยาบาลหลวงปู่ แล้วก็สนทนากับหลวงปู่ มีอยู่จังหวะหนึ่ง พระองค์ทรงปรารภขึ้นว่า

    "หลวงปู่ หน้านี้ร้อนเหลือเกิน เดือนมีนาปีนี้รู้สึกว่าจะร้อนกว่าทุกปี ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ฝนจะตกมา"

    พระองค์ทรงปรารภกับหลวงปู่ดังนี้ เมื่อเสด็จกลับแล้วปรากฏว่า คืนนั้นฝนตก ฝนในกรุงเทพฯ หนักพอสมควรทีเดียว ปีนั้นเป็นปี ๒๕๒๖ เป็นปีที่หลวงปู่อาพาธ ปีนั้นแหละ

    อันนี้ก็เห็นว่าแปลกเหมือนกันที่ว่า ทรงปรารภเสร็จฝนก็ตกในระหว่างหน้าแล้ง-หน้าร้อน เป็นเหตุให้อากาศร้อนบรรเทาพอสมควร

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  18. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๙๓. วิบากเกี่ยวกับฝนตก

    เท่าที่ลองนึกทบทวนดู หลวงปู่ท่านคงจะมีวิบากอะไรที่เกี่ยวกับฝนตกกระมัง?

    ในระหว่างท้ายสุดแห่งชีวิตของหลวงปู่ ทางคณะศิษย์กำหนดจัดงานในวันที่ ๒๙-๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖ เป็นการทำบุญวันเกิดครบแปดรอบของหลวงปู่ คือท่านมีอายุครบ ๙๖ ปี

    สานุศิษย์เตรียมจัดงานฉลองวันเกิดหลวงปู่ให้ใหญ่เป็นกรณีพิเศษ เพราะนอกจากฉลองวันเกิดแล้ว ยังเป็นการฉลองการหายจากอาพาธของท่านอีกด้วย

    สานุศิษย์ที่อยู่ทางกรุงเทพฯ เตรียมจัดขบวนใหญ่ เตรียมพร้อมเพื่อจะเดินทางไปร่วมงานแสดงมุทิตาจิตถวายหลวงปู่ แต่ละจุดแต่ละกลุ่มในกรุงเทพฯ ที่อาตมาทราบเห็นมีหลายจุดหลายคณะ แจ้งความประสงค์ล่วงหน้าว่า จุดนั้นจะไปตั้งโรงครัว จุดนั้นจะไปทอดผ้าป่า คณะโน้นจะไปทำการใหญ่ขนาดนั้นๆ

    ช่วงนั้นจำไม่ได้ว่าฝนตกตั้งแต่วันที่เท่าไร ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ดูเหมือนจะก่อนวันหลวงปู่มรณภาพสัก ๕ วัน หรือ ๓ วันนี้แหละ

    ขบวนที่จะไปร่วมงานหลวงปู่ทางกรุงเทพฯ ทั้งสานุศิษย์ และท่านที่สนิทสนม ท่านที่เคารพนับถือหลวงปู่ เดินทางไปร่วมงานไม่ได้ ต้องงดหมดเพราะละแวกบ้านของท่านเหล่านั้นน้ำท่วม ถนนกลายเป็นลำคลอง เป็นการท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่

    ทางพระราชสำนัก ได้ข่าวหลวงปู่มรณภาพแล้ว จะมีการเดินทางไปร่วมสรงน้ำศพถวายท่านนั้นจึงขัดข้องทั้งหมด

    ทางกรุงเทพฯ ไม่มีคณะไหนเดินทางไปได้เลย

    ทำไมช่วงอื่นจึงไม่ตก ทำไมจะต้องไปตกวันนั้นด้วย นี่ก็คงไม่เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ หรือฤทธานุภาพอะไรของหลวงปู่ เป็นแต่วิบากของน้ำฝน ทำให้ชาวกรุงเทพฯ จำนวนมากไปร่วมงานไม่ได้ เพราะเมื่อไปแล้วอาจไม่ได้รับความสะดวกสบายกระมัง จึงไม่มีโอกาสได้ไป

    แม้วันมรณภาพของหลวงปู่ ทางสุรินทร์ก็มีฝนตกเหมือนกัน แต่ไม่หนักเหมือนทางกรุงเทพฯ มีตกแบบปรอยๆ ตลอดคืน ขนาดพอเดินผ่านไปมาได้ ไม่ถึงกับเปียกเท่าไร มีละอองฝนอยู่ จนกระทั่งถึงเวลาตีสี่กับสี่สิบกว่านาที (๐๔.๔๓ น.) เวลาที่หลวงปู่มรณภาพปล่อยสังขาร ฝนก็กำลังตกพรำๆ เย็นสบาย

    ตกลงผู้ที่จะไปร่วมงานหลวงปู่ จะไปตั้งโรงครัว หรือถวายทาน จัดงานบุญต่างๆ เพื่อถวายกุศลแก่หลวงปู่ ต่างก็ไปไม่ได้ ท่านที่ตั้งใจไปสรงน้ำหลวงปู่ก็ไปไม่ได้ เพราะปีนั้นน้ำท่วมกรุงเทพฯ ประมาณเดือนครึ่ง ใช่ไหมอาจารย์?

    นี่คือเรื่องน้ำฝน เกี่ยวกับน้ำฝน ไม่รู้หลวงปู่มีความผูกพันอะไรกับเรื่องนี้

    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  19. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๙๔. จัดงานใหญ่หน้าฝน


    เรื่องฝนตกยังไม่หมด เมื่อตอนจัดงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ ท่านที่ไปร่วมงานคงจะทราบดีว่า พวกอาตมาภาพและสานุศิษย์ที่รับผิดชอบการจัดงานอยู่ทางโน้น ได้รับความทุกข์ความวิตกกังวล หรือความเสียหายทางใจ ซึ่งอาจจะเสียหายในทางรูปธรรมมามากแล้ว ยังมาเสียหายในทางนามธรรม คือทางใจของคณะศิษยานุศิษย์ โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบงานหนักๆ เช่นพวกอาตมา เป็นต้น

    ครั้งนั้น ฝนตกตลอดช่วงการจัดงาน

    โดยปกติการจัดงานศพหลวงปู่หลวงพ่อแต่ละองค์ที่เป็นงานใหญ่ๆ เมื่อตั้งศพที่ไหน ก็จะพระราชทานเพลิงศพในละแวกนั้น ไม่ห่างกันนัก แต่สำหรับการจัดงานครั้งนั้น พวกเราตั้งศพหลวงปู่บำเพ็ญกุศลในพระบรมราชานุเคราะห์ที่วัดบูรพาราม แต่เมรุพระราชทานเพลิงศพครั้งนั้น อยู่ห่างจากวัดบูรพารามไปจัดที่เขาพนมสวาย ซึ่งห่างออกไป ๒๒ กิโลเมตร ระยะทางไกลจัดเป็นอุปสรรคประการหนึ่ง

    อุปสรรคประการที่สอง ธรรมดางานใหญ่งานโต ก็ควรจะเป็นหน้าหนาวหรือหน้าแล้ง แต่งานหลวงปู่นั้นเป็นหน้าฝน เป็นวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๘ อีกแค่ ๘ วันก็จะถึงวันเข้าพรรษา ช่วงนั้นฝนก็ตกด้วย

    ในงานได้จัดปะรำพิธีตามดงตามป่า มีพระกัมมัฏฐานมาร่วมนับจำนวนพัน ญาติโยมจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมานับไม่ถ้วน แล้วฝนก็ตกตลอดท่านที่ไปร่วมงานครั้งนั้น คงไม่ต้องอธิบายก็ทราบดีว่า มีความโกลาหลแค่ไหนเพียงไร ซึ่งก็โทษใครไม่ได้ ไม่ว่าทางโรงครัวทานและอะไรทั้งหลายแหล่ ทั้งท่านที่ไปและพระสงฆ์องค์เจ้าส่วนมากคงไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ ภัตตาหารไม่ค่อยทั่วถึง คือไม่มีปัญญาจัดให้ทั่วถึงได้ ต้องตั้งครัวทานทั้งที่วัดบูรพาราม และที่เขาพนมสวาย ซึ่งอยู่ห่างกัน ๒๒ กิโลเมตร คำนวณจำนวนคนไม่ถูก ยิ่งกว่านั้นฝนก็ตก

    เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใกล้จะเสด็จ ฝนก็ยังพรำอยู่ คนก็กรำฝนได้ แต่พอพระองค์เสด็จไปถึงบริเวณงาน ด้วยพระพุทธานุภาพและพระอานุภาพ ฝนก็หยุดตก ฝนก็หาย ได้ประกอบพิธีอย่างเรียบร้อย

    เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับ ฝนก็เริ่มตกอีก

    เมื่อถึงเวลาเผาจริง ฝนตกมาปรอยๆ และน้ำฝนก็หยดลงมาตรงโกศทองลงตรงนั้นพอดี ลงมาตอนไฟกำลังลุกไหม้ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเขาว่า "เอ! แปลก ธรรมดาเมื่อเผาแล้วไฟจะลุกแรง ต้องเอาน้ำฉีดไว้กันไม่ให้ไฟลุกแรง ใช้น้ำช่วยให้ไฟลุกสม่ำเสมอ ทำไมวันนี้ฝนรั่วลงมาตรงเตาพอดี ก็ไม่มากนัก เพียงแต่ช่วยให้ไฟลุกพอดีพองาม ไม่ลำบากที่จะควบคุมไฟ"

    ฝนปรอยไปเรื่อย พวกเราก็อยู่ไปจนกระทั่งว่าประมาณ ๓ ทุ่ม ไฟไหม้หมดเรียบร้อยแล้วจึงกลับ

    พอรุ่งเช้าจึงไปทำพิธีเก็บอัฐิ ฝนก็โปรยปรายลงมาอีกจนตลอดพิธี แต่งานทุกอย่างก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี แม้งานจะลำบากหน่อยแต่ทุกคนก็ตั้งอกตั้งใจ และมีความอดทนเป็นอย่างดี ทั้งฝ่ายผู้จัดงานและฝ่ายผู้ไปร่วมงาน

    ถือว่าเป็นการฝึกความอดทนของเหล่าสานุศิษย์ได้เป็นอย่างดีอีกโอกาสหนึ่งกระมัง!

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  20. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    ค่าพลัง:
    +23,946
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--mstheme-->
    [​IMG]
    <SCRIPT language=JavaScript><!--MSFPhover = (((navigator.appName == "Netscape") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 3 )) || ((navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") && (parseInt(navigator.appVersion) >= 4 ))); function MSFPpreload(img) { var a=new Image(); a.src=img; return a; }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav1n=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav1h=MSFPpreload("../_derived/home_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT><SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav2n=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav2h=MSFPpreload("../_derived/history1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> <SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav3n=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav3h=MSFPpreload("../_derived/dharma1.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]<SCRIPT language=JavaScript><!--if(MSFPhover) { MSFPnav4n=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn.gif"); MSFPnav4h=MSFPpreload("../_derived/picture.htm_cmp_nature110_hbtn_a.gif"); }// --></SCRIPT> [​IMG]
    <!--mstheme-->
    </TD></TR><!--msnavigation--></TBODY></TABLE><!--msnavigation--><TABLE dir=ltr cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><!--msnavigation--><TD vAlign=top><!--mstheme-->โอ้ โพธิ์พฤกษ์เย็น คุณะเด่นเกษมสรรพ์ บัดนี้ พระดับขันธ์ ดุจะ โพธิหักลาญ

    <!--msthemeseparator-->
    [​IMG]
    ๙๕. ฝนพันปี

    เรื่องน้ำฝนที่เกี่ยวกับเรื่องราวของหลวงปู่ยังไม่พอ

    เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ วันนั้นตรงกับวันที่ ๑๐ เดือนพฤษภาคม เป็นช่วงต้นฤดูฝน ยังไม่ถึงฤดูฝนหรอก เป็นปลายฤดูร้อน

    วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๘ เป็นกำหนดงานใหญ่ เนื่องจากได้สร้างพิพิธภัณฑ์หลวงปู่แล้ว ได้กำหนดการบรรจุอัฐิธาตุหลวงปู่ และเปิดพิพิธภัณฑ์ด้วย

    ได้กราบอาราธนาท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศฯ (สมัยนั้นยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช) ไปเป็นองค์ประธาน ด้วยพระเมตตาของท่านแผ่ไพศาล เมื่อท่านเสด็จไป ชาวสุรินทร์ถวายการต้อนรับอย่างล้นหลาม

    กลางคืนก่อนวันจัดงาน ฝนตกหนักที่สุดจนปะรำพิธีต่างๆ ในบริเวณงานล้มระเนระนาดหมด ฝนตกหนัก และหนักทั่วประเทศ

    โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ ฝนตกหนักมาก เป็นครั้งที่มหาจำลอง ศรีเมือง บอกว่าเป็น "ฝนพันปี" คือตกหนักที่สุดในรอบ ๑,๐๐๐ ปี เห็นว่าอย่างนั้น

    ถ้าหากไม่ใช่เป็นต้นฤดูฝน กรุงเทพฯ คงจะมีอาการหนัก คือถ้าเป็นฝนปลายฤดูเหมือนปี ๒๕๒๖ กรุงเทพฯ คงจะถูกน้ำท่วมหนักกว่านั้น ชาวกรุงเทพฯ ลองคิดดูเอาเอง

    อาตมาอยู่บ้านนอกได้แต่สดับตรับฟังข่าวเท่านั้น ในกรุงเทพฯ น้ำท่วมเพียงไม่กี่วัน ท่านพลตรีจำลอง ท่านได้ชื่อเสียงสามารถกำจัดฝน ๑,๐๐๐ ปี ให้แห้งได้ภายในวันสองวัน แต่ถ้าหากเป็นช่วงปลายฤดู คิดว่าท่านจำลอง ๓๐ คน ก็คงจะเอาไม่อยู่ อันนี้เป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้น

    นั่นคือเหตุการณ์ที่ว่างานบรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ครั้งนั้น ทำให้คนกรุงเทพฯ ไปร่วมงานไม่ได้อีกเหมือนกัน หลายคณะต่างก็งดไปไม่ได้

    อันนี้เป็นเรื่องของหลวงปู่ที่เกี่ยวเนื่องกับฝนตกเช่นกัน

    ทีนี้หลังจากหลวงปู่มรณภาพแล้ว ก็จัดทำบุญหลวงปู่ในงานครบรอบต่อมาโดยลำดับ อันนี้ก็เจอฝนบ้างไม่เจอบ้าง

    งานหลวงปู่ที่วัดมี ๒ ระดับ คือ วันครบรอบมรณภาพของท่าน วันที่ ๒๙-๓๐ ตุลาคมของทุกปี และอีกวันหนึ่งที่อาตมาภาพจัดเป็นการภายใน จัดส่วนตัว คือวันที่ ๘ กรกฎาคม ซึ่งเป็น วันมลายขันธ์ หลวงปู่ คือวันเผาไหม้ให้ร่างหลวงปู่หมดไป งานนี้บอกญาติๆ และลูกศิษย์ไม่กี่คน เพียงนิมนต์พระกัมมัฏฐานมา ๓๒ รูป มารับบิณฑบาตที่บริเวณพิพิธภัณฑ์ ที่มณฑปอัฐิธาตุหลวงปู่ถือเป็นงานย่อย

    สำหรับงานที่ทำใหญ่ ทำเป็นทางการคือวันที่ ๒๙-๓๐ ตุลาคม จัดเป็นประจำทุกปี ในงานนี้จัดทีไรเจอฝนทุกครั้งไปเลย จนถึงปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน

    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     

แชร์หน้านี้

Loading...