ปริศนายาสลบ

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย vacharaphol, 5 กรกฎาคม 2006.

  1. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,137
    [​IMG] [​IMG]
    <TABLE width="90%"><TBODY><TR><TD class=smalltext>ปริศนายาสลบ
    ผู้คนที่เคยมีชีวิตตั้งแต่อดีต จนกระทั่งถึงเมื่อ 200 ปีก่อน มักจะรู้ฤทธิ์และพิษของความเจ็บปวด ดียิ่งกว่าคนทุกวันนี้มาก และเขายังรู้อีกด้วย ว่าความเจ็บปวดกับความตายนั้น ในบางครั้งก็เป็นของคู่กัน เช่น ทหารที่ออกรบทุกคน จะมีความรู้สึกกลัวเป็นที่สุด ถ้ารู้ว่าตนต้องเข้ารับการผ่าตัด บาดแผล กระดูกหรือเนื้อร้าย ในขณะที่ยังไม่มียาสลบใช้ ดังนั้น การผ่าตัดแต่ละครั้งก็คือ การทารุณคนไข้ทั้งเป็นนั่นเอง หรือในกรณีของคนที่ร่างกาย มีโรคคุกคาม เขาก็มักจะปิดบังคนในครอบครัว และเพื่อนสนิทมิให้รู้ว่าตนเป็นโรคที่จะต้องเสียชีวิต ในเวลาอีกไม่นาน ถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดทันเวลา และเขาต้องตายไปก่อนที่คนรอบข้างจะรู้เรื่อง เพราะเขากลัวการเจ็บทรมานในห้องผ่าตัดนั่นเอง
    ดังนั้น ในยุคที่แพทย์ยังไม่รู้จักใช้ยาสลบแพทย์จึงได้ใช้ฝิ่น มอร์ฟีน แอลกอฮอล์ ก๊าซ nitrous oxide และการสะกดจิตในการบำบัดหรือขจัด ความเจ็บปวดของคนไข้ก่อนจะลงมือผ่าตัด เช่น ในปี พ.ศ. 2387 Sir Humphrey Davy ได้ทดลองใช้ก๊าซ nitrous oxide เป็นยาดมที่ทำให้คนไข้หมดสติ ส่วนทันตแพทย์ H. Wells ก็ได้เคยทดลองใช้ก๊าซชนิดนี้กับตนก่อนให้หมอถอนฟัน และเขาก็ได้พบว่า เมื่อเขาฟื้นคืนสติ เขาไม่รู้สึกเจ็บ เพราะอาการถูก ถอนฟันเลย C. Long ก็เป็นแพทย์อีกท่านหนึ่งได้เริ่มทดลองใช้ก๊าซอีเทอร์ (ether) ในการผ่าตัดเนื้องอกที่คอคนไข้ โดยเขาให้คนไข้หายใจเอาก๊าซอีเทอร์ เข้าอย่างต่อเนื่อง จนคนไข้หมดสติ และเขาได้พบว่าขณะผ่าตัดคนไข้ไม่รู้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ Long มิได้เผยแพร่ผลงานวิจัยที่เขาพบ ดังนั้นใน
    วงการวิชาการจึงไม่มีใครรู้ว่าอีเทอร์สามารถทำให้คนสลบหมดสติได้
    บุคคลแรกที่ได้แสดงให้โลกประจักษ์ว่า อีเทอร์เป็นยาสลบขนาดดีที่แพทย์สามารถนำไปใช้เวลาจะผ่าตัดคนไข้ คือ William T.G. Morton และผลการค้นพบนี้ ได้ทำกระบวนการทารุณทรมานคนไข้ ในห้องผ่าตัดได้หมดสิ้นจากโลกไปตั้งแต่นั้นมา
    Morton เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2362 ที่เมือง Charlton ในรัฐ Massachusetts สหรัฐอเมริกา เขาสำเร็จการศึกษาเป็นทันตแพทย์เต็มตัวเมื่อมีอายุได้ 23 ปี และมีความถนัดด้านการประดิษฐ์และใส่ฟันปลอม แต่ในการที่จะใส่ฟันใหม่ให้คนไข้นั้น เขาต้องถอนฟันเก่าๆ ทิ้งก่อน และนี่ก็คือปัญหา เพราะ เหตุว่าในสมัยนั้นยาชายังไม่มีใช้ฉีด และทันตแพทย์ก็ยังไม่รู้จักยาสลบที่มีประสิทธิภาพ ทันตแพทย์ยุคนั้น จึงนิยมให้คนไข้ดื่มแอลกอฮอล์จนเมาหรือให้ สูบฝิ่นจนลืมเจ็บหรือในบางครั้งแพทย์ใช้วิธีสะกดคนไข้ไม่ให้รู้สึกเจ็บเวลาถูกถอนฟัน Morton คิดว่า ก๊าซ nitrous oxide ที่ทันตแพทย์ในสมัยนั้นนิยมใช้ มีประสิทธิภาพไม่ดีพอที่จะทำให้คนไข้หมดสติได้นาน เขามีความประสงค์ จะหายาสลบชนิดใหม่มาใช้ และเมื่อแพทย์บางท่านในสมัยนั้นได้เสนอให้ใช้ อีเทอร์ Morton จึงได้ทดลองใช้อีเทอร์กับสุนัขก่อน และเมื่อได้ผลดีเขาจึงนำไปทดลองกับคน
    ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2389 นั้นเอง Morton ก็ได้ "เหยื่อ" ระยะแรกๆ คนไข้ชื่อ Eben Frost มีอาการปวดฟันมาก เขาปวารณาตนให้ Morton กระทำเขาได้ทุกรูปแบบเพื่อให้เขาหายปวด Morton จึงให้ Frost สูดหายใจอีเทอร์เข้าไปจนหมดสติ แล้วเขาจึงลงมือผ่าตัดฟัน และเมื่อ Frost ฟื้นคืนสติ เขาได้รายงานว่า เขาไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดอะไรเลย
    ข่าวความสำเร็จนี้ได้รับการรายงานในหนังสือพิมพ์ในเมือง Boston อย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังไม่มีแพทย์ใดให้ความสนใจข่าวนี้นัก จนกระทั่งเมื่อ Morton ประสบความสำเร็จในการใช้อีเทอร์ผ่าตัดคนไข้อีกหลายครั้ง ชื่อเสียงของ Morton ก็ได้แผ่ขจรกระจายเขาได้ขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการค้นพบอีเทอร์เป็นยาสลบ แต่แพทย์และโรงพยาบาลต่างๆ ที่ใช้อีเทอร์ไม่ยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ใดๆ การต่อสู้ฟ้องศาลในเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลา นาน ถึงกับทำให้ Morton ต้องหมดเนื้อหมดตัว และหมดแรงในที่สุด เขาเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2411 ขณะที่มีอายุได้เพียง 49 ปี
    อีเทอร์ ที่ Morton พบว่าสามารถใช้เป็นยาสลบได้ดีนั้น ได้ปฏิวัติปฏิรูปวิธีการผ่าตัดคนไข้มาก ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้แพทย์จะใช้ยาสลบชนิดอื่นๆ แล้วก็ตาม แต่อีเทอร์ก็ได้เป็นยาสลบที่แพทย์ใช้มานานกว่า 100 ปี เพราะอีเทอร์ นอกจากจะมีคุณสมบัติว่าใช้ง่ายและขนย้ายติดตั้งก็ง่าย แล้วมันยัง เป็นยาสลบที่ปลอดภัย แต่สำหรับคนบางคนเมื่อหายใจอีเทอร์เข้าไปมากๆ ก็อาจจะเกิดอาการข้างเคียง เช่น อาเจียน เป็นต้น
    Morton จึงได้รับการยอมรับ จากผลงานที่เขาเผยแพร่ว่าเป็นบุคคลแรก ที่ได้นำวิทยาศาสตร์มาใช้ในการควบคุมความเจ็บปวดของมนุษย์ เขาเป็นบุคคลแรกที่ได้นำเทคนิคใหม่ มาใช้ในการปฏิรูปการผ่าตัด ซึ่งถ้าไม่มียาสลบ การผ่าตัดที่ยุ่งยากสลับซับซ้อน และกินเวลานานก็จะทำไม่ได้เลย
    เรื่องที่แปลกแต่จริง เรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับยาสลบมีว่า ถึงแม้แพทย์จะรู้ว่า ether, halothane, nitrous oxide หรือ chloroform สามารถทำให้ คนหมดสติมานานร่วม 150 ปี แล้วก็ตาม แต่หากเราถามแพทย์ว่า ยาสลบต่างๆ นั้นทำงานอย่างไร แพทย์ก็จะบอกว่า ไม่รู้ เพราะถึง ณ วันนี้ ก็ยังไม่มี ใครรู้ดีว่า ยาสลบทำให้คนไข้หมดสติได้อย่างไร
    ข้อมูลพื้นฐานที่เราๆ รู้ก็คือ เวลาคนไข้สูดดมยาสลบเข้าไปถึงระดับหนึ่ง เขาก็จะหมดสติดไม่กระดุกกระดิกร่างกาย หรืออวัยวะใด และเขา จะไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดอะไรเลยขณะหมอผ่าตัดเขา การสูดดมยาสลบเข้าไปจะทำให้กล้ามเนื้อเขาผ่อนคลาย ความดันเลือดจะลด อัตราการเต้นของ หัวใจก็ลด คนไข้จะหายใจช้าลง และที่สุดของที่สุดคือ คนไข้จะจำอะไรไม่ได้เลย เวลาที่ฟื้นคืนสติมา และหากเราถามเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกายภาพ ของยาสลบนี้ แพทย์ก็จะตอบเลี่ยๆ ว่า มันสามารถละลายในน้ำมันมะกอก (olive oil) ได้ดี
    ในวารสาร New Scientist ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 R. Leamer นักชีวเคมีแห่ง Scripps Research Institute ที่ La Jolla ในแคลิฟอร์เนีย ได้รายงานว่า เขาได้พบสารเคมีชนิดหนึ่งชื่อ oleamide ในน้ำที่อยู่ในกระดูกสันหลังของแมว ซึ่งเขาคิดว่าเป็นสารลึกลับที่สามารถแก้ปัญหาการหมด สติสัมปชัญญะของคนได้ เพราะเวลาเขาฉีด oleamide เข้าเส้นเลือดแมวหรือสัตว์อื่นๆ สัตว์จะหลับทันทีและอุณหภูมิร่างกายของสัตว์จะลด แต่เขา ยังไม่ได้ทดสอบสารนี้กับคน อนึ่ง เขายังได้พบอีกว่าในกระดูกสันหลังของคนก็มี oleamide เช่นกัน Leamer ยังได้พบอีกว่าโมเลกุลของ oleamide และยาสลบทั่วไป เมื่อเข้าสู่ร่างกายคนมันจะพุ่งไปหาเซลล์ประสาทเพื่อทำให้หลายส่วนของ เนื้อเยื่อที่ห่อหุ้มเซลล์เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน ยกตัวอย่าเช่น ไปทำให้กระบวนการส่งผ่านสัญญาณไฟฟ้าระหว่างเซลล์ประสาทต่างๆ เปลี่ยนแปลง คือให้ส่งด้วยความถี่ที่ลดลงหรือไปทำให้การส่งผ่านอิออนของ chlorine ในสาร serotonin ดีขึ้น ทำให้คนที่ดมยาเข้าไปหลับเร็วขึ้น ในทำนองเดียวกัน ยาสลบอีเทอร์ก็สามารถทำให้ช่องผ่านระหว่างเซลล์ที่ใช้สำหรับการผ่าน sodium ปิดทำให้เซลล์ประสาทไม่ได้รับ acetylcholing ที่ร่างกายใช้ในการ กระตุ้นเซลล์ประสาท และในขณะเดียวกันก็จะไปเปิดช่องที่ผนังเซลล์ที่จะให้ chloride ผ่าน มีผลทำให้เซลล์ประสาทอื่นๆ ไม่ทำงาน เป็นต้น
    ขณะนี้ Leamer คิดว่าโครงสร้างโมเลกุลของสารนี้ เมื่อเข้าไปในสมองจะมีผลทำให้คนหมดสติและถึงแม้ว่า การหลับและการสลบจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เหมือนกันทีเดียวนักก็ตาม แต่ oleamide ก็เป็นสารเคมีที่เราพบในร่างกายคนด้วย ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อคนเช่นเดียวกับยาสลบ และเขา ยังได้พบอีกว่า oleamide คือ ยาสลบอย่างอ่อนที่ร่างกายผลิต เมื่อร่างกายต้องการจะพักผ่อน และสารนี้มีโครงสร้างคล้ายยาฉีด anadamide ที่แพทย์ ใช้ฉีดยาบำบัดความเจ็บปวดของคนไข้ รวมทั้งสามารถละลายในน้ำมันมะกอกได้ดีอีกด้วย
    Leamer คิดว่าเขายังต้องวิจัยคุณสมบัติของ oleamide อีกมาก ในอดีตนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า เมื่อสมองผลิต endophins คนที่ติดเฮโรอีน และมอร์ฟีนจะรู้สึกสุข ดังนั้นจึงอาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อสมองผลิต oleamide คนก็จะสลบหมดสติครับ
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
  2. tingman

    tingman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กุมภาพันธ์ 2006
    โพสต์:
    140
    ค่าพลัง:
    +281
    ขอบคุณ ที่หาความรู้ดี ๆ มาให้อ่าน
     

แชร์หน้านี้

Loading...