ปริศนา 2,500 ปี

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย eondaisy, 4 กันยายน 2010.

  1. eondaisy

    eondaisy สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +23
    เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่ นางสุชาดา ได้ถวายข้าวมธุปายาสต์แก่สิทธัตถะดาบส แล้วนางสุชาดาก็ไปขอลูกกับต้นโพธิ์...

    หลังจากนั้นสิทธ้ตถะดาบสก็ตรัสรู้ในตอนใกล้รุ่งและเรียกตัวท่านเองว่า ตถาคต

    จำเนียนกาลต่อมา นางสุชาดาก็มีลูก

    2,505 ปีต่อมาข้าพเจ้าก็เกิดมา และผ่านประสบการณ์ได้อ่านได้ยินได้ฟัง จึงรู้ว่ามีพระภิกษุในพุทธศาสนาบางนิกายมีเมียได้

    ความจริงเมื่อ 2,500 ปีก่อน เป็นเช่นไรหนอ?


    yimm

    [ ได้ฟังปริศนานี้มาเมื่อครั้งไปยัง ลาวประเทศ เมื่อกลาง ก.ค. ที่ผ่านมานี้เอง ]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  2. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676
    สรุปคือปริศนาที่กล่าวมานั้นกำลังจะบอกว่า พระศรีอาริยเมตไตร กำเนิดแล้วใช่หรือไม่ ?
     
  3. Phuket

    Phuket เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    499
    ค่าพลัง:
    +877
    ยังอีกนาน ทำนายล่วงหน้าของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันว่า เมื่อถึงเวลานั้นจะไม่มีคู่ครอง ทุกชีวิตเกิดมาแล้วจะไม่ทานเนื้อสัตว์.

    ประมาณนี้ จำไม่ค่อยได้ ^^"
     
  4. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    กระทู้นี้ออกแนวเดียรถีย์ที่จ้างนางจิญมานวิกามาใส่ร้ายพระพุทธเจ้าเลยนะ
    [FONT=Angsana New, AngsanaUPC][SIZE=+3]แดนพุทธภูมิ ประวัติและสถานที่พระเทวทัตและนางจิญจมานวิกาถูกธรณีสูบ [/SIZE][/FONT]​

    [​IMG]

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=1 width=597 align=center><TBODY><TR bgColor=#f4f4f4><TD bgColor=#f4f4f4 height=38 vAlign=top>[FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif][SIZE=-1]รูปด้านซ้ายมือ นางจิญจมานวิกากล่าวโทษพระพุทธองค์ว่าทำนางท้องแล้วไม่รับ รูปด้านขวามือบริเวณที่เทวทัตถูกธรณีสูบหน้าพระเชตวัน กรุงสาวัตถี(ขออภัยรูปไม่ค่อยชัด เพราะหยิบยกมาจากหนังสือใกล้หมอ ผู้เขียนคือ คุณประเวศ วะสี)[/SIZE][/FONT]
    [SIZE=-1][FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]หน้าวัดเชตวันมหาวิหารมีวัดของศรีลังกามาสร้างไว้ หน้าบริเวณวัดท่านชี้ให้ดูบอกว่า เป็นบริเวณที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ(รูปขวา)ขณะนี้เป็นแอ่งไม่มีหญ้าขึ้น และอีกด้านหนึ่งไม่ไกลนักเป็นปากหลุมที่นางจิญจมานวิกาถูกธรณีสูบ(ไม่มีรูปเสียดายจัง)[/FONT][/SIZE]
    [SIZE=-1][FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]เรื่องพระเทวทัตกับนางจิญจมานวิกาเป็นตัวอย่างเตือนสติเราเป็นอย่างดี ขนาดพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของมนุษย์และเทวดา ยังมีผู้ปองร้ายและใส่ร้ายถึงเพียงนั้น พระเทวทัตเป็นเจ้าชายองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นพระญาติของพระศาสดา ตามพระพุทธองค์มาขอบวชพร้อมด้วยเจ้าชายอีก3องค์ ต่อมาอยากเป็นใหญ่แทนพระศาสดา เคยกลิ้งหินหมายให้ทับพระศาสดาที่เขาคิชฌกูฏ เคยปล่อยช้างนาฬาคิรีหมายฆ่าพระโลกนาถ เคยยุเจ้าชายอชาตศัตรูให้ชิงราชสมบัติพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นบิดา โดยจะได้ร่วมงานกันโดยคนหนึ่งเป็นใหญ่ในทางโลกอีกคนหนึ่งเป็นใหญ่ในทางธรรม เคยยุสงฆ์ให้เกิดสังฆเภทโดยมีภิกษุหมู่หนึ่งประมาณ 500 รูป แยกไปกับพระเทวทัต พระสารีบุตรและพระมหาโมคัลลานะตามไปแสดงธรรมและพาพระแตกแถวกลับมา พระเทวทัตตรอมใจล้มป่วยลงเป็นเวลาหลายเดือน ในที่สุดสำนึกผิดให้คนหามไปจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันมหาวิหาร แต่ครั้งถึงหน้าเชตวัน เมื่อวางแคร่ลง พอพระเทวทัตก้าวลงเท้าถึงพื้นดิน ธรณีก็แยกสูบพระเทวทัตหายลงไปใต้ดิน ปัจจุบันปรากฎเป็นแอ่งดั่งภาพ ส่วนเรื่องนางจิญจมานวิกา มีดังนี้ ที่กรุงสาวัตถี แม้พระเจ้าปเสนทิโกศลจะสมาทานในพระพุทธศาสนา แต่ก็มีพระทัยกว้างจัดที่อีกส่วนหนึ่งให้เป็นที่อยู่ของปริพาชกในลัทธิของนิครนถ์นาฏบุตรหรือมหาวีระเจ้าสำนักลัทธิเชน นักบวชในลัทธินี้ไม่นุ่งผ้า บางทีเรียกว่าทิฆัมพร(นุ่งลมห่มฟ้า)คนไม่นับถือเรียกว่าชีเปลือย เมื่อศาสนาพุทธได้รับการศรัทธาเลื่อมใสจากชาวเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ พวกชีเปลือยก็มีความอิจฉา จึงประชุมกันว่าทำอย่างไรจึงจะทำลายศรัทธาของชาวเมืองที่มีต่อพระพุทธเจ้าได้ ในที่สุดก็ตกลงกันว่าต้องใช้แผนนารีพิฆาต หาสตรีรูปสวยมาใส่ความพระพุทธเจ้า หัวหน้าสำนักมีหลานสาวสวยชื่อจิญจมานวิกา จึงไปเกลี้ยกล่อมมาซักซ้อมทำอุบายเพื่อกล่าวโทษพระพุทธองค์ โดยให้แต่งตัวสวยเดินเข้าไปในเชตวันมหาวิหารเวลาพลบค่ำเว้นออกมาตอนดึก ตอนเช้าก็เดินไปมาให้คนเห็นอยู่หน้าพระเชตวัน ทำอยู่ประมาณ 2 เดือน ก็ประโคมข่าวว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุรุษรูปงามมีสตรีไปมาหาสู่ยามวิกาลทุกวัน ในวันออกพรรษาประชาชนพากันมาชุมนุมกันเนืองแน่นที่เชตวันมหาวิหาร พวกชีเปลือยเอาไม้ไผ่มาทำเป็นโครงสวมใส่ที่ท้องนางจิญจมานวิกาแล้วเอาผ้าคลุม เพื่อหลอกว่าตั้งครรภ์ ในขณะที่พระองค์กำลังแสดงธรรมเทศนาอยู่ต่อหน้ามหาชน นางจิญจมานวิกาก็เข้าไปแสดงตัวและต่อว่าพระพุทธองค์ว่าทำให้นางท้องแล้วไม่รับ พระพุทธองค์ทรงประทับนั้งเฉยโดยดุษฏี นางจิญมานวิกาได้เต้นกราดไปมารอบๆ ทำให้โครงไม้ไผ่ที่ใส่ไว้หลุดออกมา ความแตกออกมาว่านางไม่ได้ท้องฝูงชนพากันลุกฮือไล่ทุบตี นางจิญจมานวิกาวิ่งหนีออกจากเชตวันมหาวิหาร แต่ไปได้ไม่ไกลก็ถูกธรณีสูบจมหายไปใต้ดิน ปัจจุบันกลายเป็นสระเล็กๆตื้นๆเท่านั้นที่เหลือไว้ให้เห็น[/FONT][/SIZE]
    [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]เรื่องพระเทวทัตและนางจิญจมานวิกาควรจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจพวกเราว่า แม้พระพุทธองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิงยังถูกทำร้ายและใส่ร้ายได้ สาอะไรกับเราซึ่งเป็นปุถุชน[/FONT]


    </TD></TR><TR><TD bgColor=#ffdbca height=10>[FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ตั้งกระทู้โดย :[/FONT] [FONT=MS Sans Serif, Microsoft Sans Serif]ธนากร bue@hunsa.com , 2547-10-29 / 05:00:19 [/FONT]</TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  5. Nattawut8899

    Nattawut8899 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,414
    ค่าพลัง:
    +7,060
    อ่านเเล้วไม่เข้าใจครับ

    "พระภิกษุในพุทธศาสนาบางนิกายมีเมียได้"
    ผมว่าคงไม่เรียกว่าพระภิกษุเเล้วหล่ะครับ

    ความคิดผมนะ ผิดถูกอย่างไรขออภัยด้วยครับ
     
  6. ๛อาภากร๛

    ๛อาภากร๛ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    898
    ค่าพลัง:
    +3,580
    ขยายความให้ครับ
    ภิกษุแปลว่าผู้ขอตามพระวินัยมีภรรยาไม่ได้
    หลวงจีน - ลามะ มีไม่ได้ ขงจื้อ เซน เล่าจื้อ ชินโต พวกนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นเช่นไร

    แต่เคยได้ยินมาว่า พวกนี้มีการแบ่งระดับของนักบวชออกไปเป็นระดับๆ ระดับล่างๆ จะยังสามารถครองเรือนได้อยู่(มั้ง)แต่โกนผม ห่มจีวร คล้ายๆดูหนังจีน จะเห็นวัดเส้าหิน มีทั้งพระที่ห่มเหลือง และสี ออกเทาๆ มีทั้งมีแต้มหน้าผาก 1 จุดจนถึง 6 จุด ประมาณนี้


    ประเทศไทยนับถือตามความเชื่อหินยานเถรวาท มีทั้งแบบ มหานิกาย ธรรมยุติ และ อนัมยาน พระวินัยบัญญัติไว้ชัดเจน ศิล 277ข้อ (227 ครับ แก้ไข) เสพเมถุนกามถือเป็นปราชิก

    อ่านต่อล่างๆครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2010
  7. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676
    ศีลมี 224 ข้อ หรือ 277 เนี่ย ??

    ข้อมูลแต่ละท่านแน่นมากครับ นับถือๆ
     
  8. ๛อาภากร๛

    ๛อาภากร๛ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    898
    ค่าพลัง:
    +3,580
    227 ครับ แก้ไขให้แล้ว
     
  9. VikingsX

    VikingsX ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    699
    ค่าพลัง:
    +4,668
    นิกาย ตันตระยาน นี้ ยิงกว่ามีภรรยาได้ เรียกว่า สุด ๆๆ ไปเลย ลองศึกษาดู นะครับ...
    แต่ว่าอย่าเอาความรู้สึกของคนสมัยนี้ ไปจับ นะครับมันจะเพี้ยนไป...

    หลักของนิกายตันตระ ต้องปฏิบัติ 5 ม.
    เมรัย (ดื่มเหล้า)
    เมถุน (คงไม่ ต้องบอก)
    มัตสยา (ทานปลา)
    มังสา (ทานเนื้อ)
    มุทรา (ร่ายรำด้วยท่าทาง ที่ชวนเกิดอารมณ์)

    ดังนั้น ภาพแกะสลักต่าง ๆ จึงมีภาพเกี่ยวกับการเสพเมถุนปะปนไปด้วยมั๊ง เพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้า

    ภาพสลักในวัดของนิกายตันตระยาน ฝรั่งยังว่าลามกที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา...
    (ภาพแสดงประกอบ ถือเป็นกรณีศึกษา มิได้หมายถึงการแสดงลามกอนาจาร)


    [​IMG]

    คัมภีย์ กามสูตร ... ก็เป็นผลิตผลของ พุทธ นิกายตันตระยาน

    นี้คือบางส่วน.. ของคัมภีย์...

    บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
    จากตำหรับของกัลยามัละ อธิบายว่า กำหนัดของสตรีย่อมเปลี่ยนเลื่อนไปตามจุดกำหนดข้างขึ้นข้างแรม เรียกจันทรกาล บุรุษใดรู้แหล่งกระสันของสตรีตามกาลย่อมจะประสบความเกษมสำราญโดยแท้ ข้างขึ้น แหล่งกระสันของสตรีจะเริ่มจากซีกซ้ายของกาย ตั้งต้นจากหน้าผากมายังดวงตา แก้ม ริมฝีปาก คาง คอ ใหล่ ซอกรักแร้ ทรวงอก สะโพก เชิงกราน องค์ที่ลับ เข่า ข้อเท้า ฝ่าเท้า ข้างแรม..จะหมุนกลับกันคือ เริ่มจากฝ่าเท้าขวาหมุนขึ้นมาตามลำดับจนถึงหน้าผาก ส่วนยาเสน่ห์ของเพศชาย ตำราฮินดูบอกว่า ให้เอา เกสรดอกบุนนาค ดอกกรรณิการ์ ขี้ค้างคาว เกลือสินเธาว์ บดละเอียด ผสมกันน้ำผึ้ง ชะโลมกับองค์ชาติ ในเวลาจะร่วมรักกัน สตรีใดได้เคยรับรสของเสน่ห์นี้จะหลงใหลในบุรุษผู้นั้นอย่างที่สุด พึงใช้ยาเสน่ห์นี้ด้วยความระมัดระวังที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาชู้สาวที่จะตามมาภายหลัง.


    ตันตระยาน

    ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะหายไปจากอินเดียประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 นั้น เท่าที่ปรากฏในเอกสารต่างๆระบุตรงกันว่า เพราพระพุทธศาสนาได้รับเอาการปฏิบัติแบบตันตระจากฮินดูเข้ามา จนเกิดความเสื่อมทางศีลธรรม จนกระทั่งกองทัพมุสลิมบุกเข้าเผาทำลายศาสนสถานของพระพุทธศาสนา ในขณะที่พระภิกษุผู้นิยมในลัทธิตันตระ พากันนั่งสาธยายมนต์ โดยไม่คิดจะต่อสู้กับมุสลิม ส่วนมากจึงถูกฆ่าตาย ส่วนผู้ที่ได้ฌานสมาบัติจริงก็เหาะหนีไปยังประเทศอื่นเมืองอื่น ในส่วนของศาสนิก

    ถ้าใครต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ก็ต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามหรือไม่ก็ทำเฉยเสียโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับศาสนา ถ้าวิเคราะห์ตามนี้ก็จะเห็นได้ว่าทั้งฮินดูและพุทธถูกทำลายลงพร้อมกัน แต่ทำไมฮินดูจนยังคงมีอิทธิพลต่อชาวอินเดียอยู่ในปัจจุบันควบคู่ไปกับมุสลิม แต่พระพุทธศาสนาที่เคยเจริญรุ่งเรืองกลับต้องมาเจริญในต่างแดนเช่นไทย พม่า จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ทิเบต ในแต่ละประเทศก็ได้พัฒนาพุทธศาสนาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมของตน จนกลายเป็นพระพุทธศาสนาในลักษณะที่มีต้นกำเนิดจากที่เดียวกัน แต่มีคำสอนและพิธีกรรมไม่เหมือนกัน

    พระพุทธศาสนาแบบตันตระยานหรือวัชรยานหรือมันตรยาน เกิดขึ้นในอินเดียประมาณศตวรรษที่ 7 โดยได้ดัดแปลงเอาลัทธิฮินดูตันตระเพื่อเอาใจชาวฮินดู และได้นำเอาพิธีกรรมทางอาถรรพเวทเพื่อต่อสู้กับศาสนาฮินดู พุทธศาสนาแบบตันตระมีสาขาใหญ่ 2 สาขา เรียกว่า สาขามือขวากับ มือซ้าย นิกายมือขวาเคารพบูชาเทพฝ่ายชาย ส่วนนิกายมือซ้ายนิยมเรียกว่าวัชรยาน ถือเอาศักติหรือชายาของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก และทุ่มเทความสนใจหนักไปที่นางตารา หรือพระนางผู้ช่วยให้พ้นทุกข์

    พิธีกรรมที่สำคัญของตันตรยานคือการสาธยายมนตร์ที่ลึกลับ ต่างๆ และมีการปฏิบัติโยคะท่าทางต่าง ๆ พร้อมด้วยการเจริญสมาธิ จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติเพื่อบรรลุความหลุดพ้น เชื่อกันว่าในทันทีที่มีความชำนาญได้บรรลุฌานชั้นที่ 1 แล้ว กฏความประพฤติด้านศีลธรรมปกติธรรมดาก็ไม่จำเป็นสำหรับผู้นั้นตลอดไป และเชื่อว่าการฝ่าฝืนโดยเจตนา ถ้าหากทำด้วยความเคารพแล้ว ก็จะทำให้เขาบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป ดังนั้นจึงมักผ่อนผันในเรื่องการเมาสุรา การรับประทานเนื้อสัตว์ และการสับสนในทางประเวณี (จำนงค์ ทองประเสริฐ 2540:197)

    เมื่อบรรลุฌานขั้นที่ 1 กฎแห่งความประพฤติก็ไม่จำเป็น นี่กระมังที่ทำให้ใครๆก็อ้างว่าตนเองบรรลุฌารนขั้นที่ 1 เพื่อที่ตนเองจะได้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ นักบวชตันตระบางคนจึงเมาสุรา เสพเมถุนกันอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้บรรลุศักติ นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อทำความชั่ว โดยอ้างหลักการบนพื้นฐานของความดี คนที่ทำชั่วในคราบของนักบุญ นับเป็นคนบาปที่ไม่ควรให้อภัย

    พุทธศาสนานิกายตันตระ ถูกนำมารวมเข้าไว้ในการปฏิบัติพิธีรีตองที่เป็นความลับ ครูอาจารย์ในนิกายนี้มักจะเขียนหนังสือที่มีปรัชญาลึกซึ้ง เพราะตันตรยานมีความลึกลับ และมีวิธีการที่พิสดารที่เอง จึงมีผู้ให้คำอธิบายไว้ว่า “ตันตรยาน บางครั้งเรียกว่าลัทธิคุยหยาน ซึ่งแปลว่าลัทธิลับ เป็นนิกายที่มีลักษณะแปลกประหลาดกว่านิกายพุทธศาสนาอื่น ๆ ที่รับเอาพิธีกรรมและอาถรรพเวทของพราหมณ์ เข้ามาสั่งสอนด้วย แต่แก้ไขให้เป็นของพุทธศาสนาเสีย เช่น แทนที่จะบูชาพระอิศวรก็บูชาพระพุทธเจ้าแทน เกิดขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 7 (เสถียร โพธินันทะ 2541:172)

    เมื่อชาวพุทธรับเอาลัทธิตันตระจากฮินโมาปฏิบัติเพื่อ ต่อสู้กับฮินดู พระสงฆ์มักจะเน้นที่พิธีกรรมที่แปลกๆและพิสดาร ยิ่งมีความลึกลับเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนเลื่อมใสมากขึ้น และนั่นทำให้เกิดลาภสักการะ พระสงฆ์จึงละทิ้งการปฏิบัติทางจิต หันไปเน้นการประกอบพิธีกรรมที่ลึกลับ ผู้คนก็ชอบใจเพราะไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่เข้าร่วมพิธีก็สามารถเข้าถึงพุทธภาวะได้ ตันตระเจริญมากเท่าไร ศีลธรรมก็ยิ่งเสื่อมลงมากเท่านั้น “เพราะอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของลัทธิตันตริกหรือวัชรยานนี้ ประชาชนอินเดียในสมัยนั้นต่างหมดความเคารพในศีลธรรม แต่กลับนิยมชมชื่นในความวิปริตนานาชนิด” (กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย 2537:437)

    คัมภีร์ตันตระในลัทธิฮินดูสอนว่า “มนุษย์มีความไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นกฏพิธีจึงต้องกระทำต่าง ๆ กันตามสภาพของมนุษย์ มนุษย์มีลักษณะ 3 ประการ คือ ปศุ (สัตว์) วีระ (กล้าหาญ) และทิพยภาวะ ลักษณะ 3 ประการนี้ มักจะหมายถึงวัยของมนุษย์คือ ปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย และสอนว่า ถ้าจะข่มราคะ โทสะ โมหะ ให้หมดไป ก็อาศัยราคะ โทสะ โมหะ นั้นเองเป็นเครื่องบำราบ (หนามยอกเอาหนามบ่ง) คือต้องกินอาหาร ต้องดื่มน้ำเมา ต้องเสพเมถุน เป็นต้นแต่ละอย่างให้เต็มที่ สิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นเครื่องดับมันเอง” (เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป 2537:109)

    พระพุทธศาสนาแบบตันตระเน้นในเรื่องเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรม การสาธยายมนตร์ และมีคำสอบที่เป็นรหัสนัยอันลึกลับ จนทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย ดังที่เสถียรโพธินันทะแสดงความเห็นไว้ว่า “ ลัทธิมันตรยาน ถ้าจะเทียบด้วยเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็มีความเป็นพระพุทธศาสนาเหลือสัก 10 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นรับเอาลัทธิฮินดูตันตระมาดัดแปลง ความประสงค์เดิมก็เพียงเพื่อเอาใจชาวฮินดู จึงได้นำลัทธิพิธีกรรมทางอาถรรพเวทมาไว้มาก และได้ผลเพียงชั่วแล่น แต่ผลเสียก็เป็นเงาตามทีเดียว คือถูกศาสนาพราหณ์กลืนโดยปริยายนั่นเอง (เสถียร โพธินันทะ2541:198)

    การปฏิบัติตันตระในพุทธตันตรยานในพุทธศตวรรษที่ 17 นั้นมีอธิบายไว้ว่า (1)“ถือว่าการพร่ำบ่นมนตร์และลงเลขยันต์ซึ่งเรียกว่าธารณีเป็นหนทางรอดพ้น สังสารทุกข์ได้เหมือนกัน การทำจิตให้เพ่งเล็งถึงสีสันวรรณะหรือทำเครื่องหมายต่างๆด้วยนิ้วมือซึ่ง เรียกว่ามุทรา จะให้ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ให้ลุทางรอดพ้นได้ ลัทธินี้เรียกสวว่า มนตรยานหรือสหัชญาณ, (2) เกิดมีการนับถือฌานิพุทธและพระโพธิสัตว์อย่างยิ่งยวด มีการจัดลำดับพระพุทธเจ้าเป็นลำดับชั้น ในยุคนี้เกิดมีการนำเอาลัทธิศักติเข้ามาบูชาด้วย จนทำให้พระฌานิพุทธะและพระโพธิสัตว์มีพระชายาขนาบข้าง เหมือนพระอุมาเป็นศักติของพระศิวะ พระลักษมีเป็นศักติของพระวิษณุ ผูเข้าสู่นิพพานคือเข้าอยู่ในองค์นิราตมเทวี ลัทธิอย่างนี้เรียกว่าวัชรยาน ผู้อยู่ในลัทธิเรียกว่าวัชราจาร (3) มีการเซ่นพลีผีสาง โดยถือว่าถ้าอ้อนวอนบูชาจะสำเร็จผลประพสบความสุขได้ และเติมลักษณะพระฌานิพุทธให้มีปางดุร้ายอย่างนางกาลี ซึ่งเป็นเหมือนพระนางอุมาที่ดุร้าย ลัทธินี้เรียกว่ากาลจักร” (เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป 2537:166)

    ฟังคำอธิบายของนิกายตันตรยานแล้วก็น่าสงสารพระพุทธศาสนา ที่ถูกนักการศาสนากระทำปู้ยี่ปู้ยำ คิดถึงการที่พระสัมสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเหนื่อยอย่างแสนสาหัสกว่าที่จะทรง ตั้งศาสนจักรขึ้นได้ แต่กลับอยู่ในดินแดนอันเป็นถิ่นเกิดได้ไม่ถึง 2,000 ปี

    คิดถึงสถานการณ์พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ซึ่งถือว่าเป็นนิกายเถรวาท แต่มีการพร่ำบ่นสาธยายมนตร์ ลงอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกพระเครื่อง คล้ายๆกับตันตระในยุคเริ่มต้น

    อิทธิพลของตันตรยานแผ่คลุมพุทธอาณาจักรแทบทุกนิกาย เพียงแต่ว่าใครจะรับเอาไว้ได้มากน้อยเท่าใด และแปรสภาพไปสู่ยุคที่สองได้เร็วเท่าใด หากยังรักษาสถานภาพไว้แค่ขั้นที่หนึ่งก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เมืองไทยน่าจะรักษาพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทไว้ได้อีกนาน แต่ถ้าเริ่มเข้าสู่ยุคที่สองคือนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นเทพเจ้า นิพพานเป็นอาณาจักร เป็นแดนสุขาวดีที่มีพระสงฆ์บางรูปอ้างว่าสามารถนำภัตตาหารไปถวายพระพุทธเจ้า ได้ นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง

    นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาต่างกล่าวโทษพระพุทธศาสนาแบบ ตันตระ ว่าเป็นความเสื่อมของพระพุทธศาสนา แต่ที่ทิเบตพระพุทธศาสนาแบบตันตระกลับเป็นเอกลักษณ์พิเศษ เพราะตันตระจึงทำให้มีทิเบต และชาวตะวันตกรู้จักพระพุทธศาสนาแบบตันตระมากว่านิกายอื่น ชาวทิเบตประเทศที่ไร้อิสระภาพ แต่ไม่ไร้ปัญญา พวกเขายังคงมีพระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักที่สำคัญที่สุดในประเทศ และที่สำคัญพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ที่ทิเบตก็เพราะตันตระยานนี่เอง

    ร่องรอยของพระพุทธศาสนาในอินเดีย อาจกล่าวได้ว่าตันตรยานคือนิกายสุดท้ายที่เหลืออยู่ในอินเดีย และสูญหายไปจากอินเดียประมาณศตวรรษที่ 17 แต่พระพุทธศาสนาไปเจริญรุ่งเรืองในประเทศอื่น ทั้งมหายานและเถรวาท

    ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานถือว่าพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาอัน มหัศจรรย์สามครั้งคือครั้งแรกแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกะปปวัตนสูตร โดยทรงสอนเรื่องอริยสัจจ์ 4 แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนกระทั่งอัญญาโกญฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ครั้งที่ 2 แสดงปรัชญาปารมิตาสูตร บนยอดเขาคิชกูฏ นอกกรุงราชคฤห์ เป็นการขยายความของธรรมเทศนาครั้งแรกให้มีความลึกซึ้งและชัดเจนยิ่งขึ้น ครั้งที่ 3 แสดงตถาคตครรภ์สูตร ซึ่งเป็นการสอนเทคนิคและวิธีการที่จะเข้าถึงปรมัตถธรรม ต่อมาท่านนาครชุนได้นำมาอธิบายทัศนะว่าด้วยศูนยตา และต่อมาได้เกิดนิกายตันตระยานขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่จะเข้าถึงพุทธภาวะได้ง่ายกว่าวิธีอื่น

    คำว่าตันตระ หมายถึงความสืบเนื่องของจิตหรือวิญญาณ ฝ่ายทิเบตมีความเห็นว่าตันตระเกิดขึ้นในครั้งที่พระพุทธองค์แสดงธรรมจักร ครั้งที่ 2 พระองค์ได้ทรงประทานคำสอนตันตระเบื้องต้น ในคัมภีร์ฝ่ายทิเบต พวกลามะต่างยืนยันหนักแน่นว่า “การปฏิบัติตันตระเท่านั้นที่จะเข้าถึงพุทธภาวะได้ โดยรวมเอกภาพให้เกิดขึ้นระหว่างรูปกายและธรรมกาย โดยอ้างว่า “พระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่างว่า อุจจาระนั้นถ่ายอยู่ในเมืองเป็นของสกปรก แต่ถ้าอยู่ในท้องทุ่งนาก็กลายเป็นปุ๋ย พระโพธิสัตว์สามารถใช้กิเลสให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ฉันใดก็ฉันนั้น” (ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ษัฏเสน)2538:102)

    ในการการปฏิบัติตามหลักตันตระนั้นมีลำดับขั้นที่แตกต่างกัน ตามความยากง่าย ซึ่งสามารถแบ่งตามลำดับได้ 4 ระดับคือ

    1 กิริยาตันตระ ว่าด้วยการกระทำ เป็นตันตระขั้นต้น ซึ่งให้ความสำคัญกับกิริยาท่าทาง ดังนั้นจึฝมีวิธีฝึกที่เรียกว่ามุทรา การที่จะเข้าถึงพุทธภาวะได้บางครั้งก็เพียงแต่ตรึกนึกเห็นภาพขององค์พุทธะจน เกิดเป็นแสงสว่าง การเข้าถึงทางวาจาก็เพียงแต่ได้ยินเสียงกระซิบมนต์เบาๆ หรือท่องสาธยายมนต์จนเกิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพุทธภาวะ อุปกรณ์ในการฝึกคือการเพ่งกสิณและฟังเสียงสาธยายมนต์

    2. จรรยาตันตระ ว่าด้วยความประพฤติ เน้นที่การฝึกฝนทางกายและการฝึกฝนภายในคือการฝึกจิต การฝึกก็ให้นึกเห็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งจนเกิดเป็นนิมิตรประจำตัว ที่นิยมมากที่สุดคือพระไวโรจนะพุทธเจ้า

    3. โยคะตันตระ ว่าด้วยโยควิธี เน้นการฝึกจิตภายในมากกว่าการฝึกกิริยาภายนอก มีวิธีการในการฝึกค่อนข้างจะพิเศษโดยการอธิบายถึงอาณาจักรแห่งวัชระและมรรค วิธีในการชำระกายให้บริสุทธิ์

    4. อนุตตรโยคะ ว่าด้วยโยควิธีอย่างยิ่งยวด โดยการฝึกฝนภายในจิตอย่างเดียวโดยไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องกิริยาภายนอก ซึ่งเป็นตันตระขั้นสูงสุด การฝึกจิตในระดับนี้จะต้องอาศัยอาจารย์ผู้ชำนาญ ซึ่งจะคอยถ่ายทอดคำสอนสำคัญ โดยการแสดงรหัสยนัย ซึ่งเป็นคำสอนที่ลี้ลับอาจารย์จะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ที่ผ่านการฝึกจิตจนถึง ระดับแล้วเท่านั้น ลูกศิษย์จะต้องคอยตีความและนำเอามาฝึกจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ขึ้นในตน (Alex Waymann 1997:12)

    วิธีการที่พุทธศาสนาแบตันตระสอนในทิเบตนั้น คนภายนอกอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่เรียนหรือศึกษาไม่ยาก ใครต้องการเข้าถึงพุทธภาวะก็เพียงแต่เข้าหาอาจารย์และคอยตีความรหัสนัยที่ อาจารย์แสดงเท่านั้นก็จะเข้าถึงอนุตตรโยคะได้แล้ว หากศึกษาตามขั้นตอนนี้ ตันตระก็ไม่ใช่นิกายที่ลึกลับอะไร แต่ที่มาของคำว่าตันตระเป็นเรื่องที่ควรศึกษา เพราะตันตระถูกนักปราชญ์หลายท่านให้คำอธิบายไว้อย่างน้ากลัว ชาวพุทธเถรวาทจึงเกรงกลัวพระพุทธศาสนาแบบตันตระยานไปด้วย

    ในกรณีของธรรมกาย หากนำเอาลัทธิมาอธิบายแล้ว การเพ่งลูกแก้วจนเกิดเป็นดวงใส ที่ชาวธรรมกายถือว่าได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น แท้ที่จริงมีอธิบายไว้ในกิริยาตันตระ ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติเบื้องต้นเท่านั้น ธรรมกายไม่ได้สอนผิด เพียงแต่สอนตามหลักของตันตระยานเท่านั้น ในขณะที่รอบ ๆ ข้างเป็นเถรวาท จึงถูกโจมตี จนทำให้การสอนเรื่องธรรมกายขาดความถูกต้อง ที่ผิดเพราะไม่ตรงกับเถรวาทเท่านั้น แต่ไปตรงกับตันตระ ถ้าเพียงแต่ธรรมกายบอกว่าพวกเขาสอนตามนิกายตันตระยานเท่านั้น ทุกอย่างก็จบ เพราะตันตระยานก็คือพุทธศาสนานิกายหนึ่งสังกัดมหายาน

    ทิเบตเจริญเพราะตันตระ เพราะในยุคแรกที่พระพุทธศาสนาเข้าไป ก็ด้วยการปราบผีของท่านปัทมะสัมภวะ เมื่อปราบผีราบคาบจนผียอมรับนับถือ จึงทำให้ผีเปลี่ยนศาสนา

    พระพุทธศาสนาในทิเบตจึงเป็นเหมือนการครอบลงไปบนความเชื่อ เก่า เพียงงแต่เปลี่ยนผีมาเป็นพุทธเพราะพุทธมีพลังมากกว่า สักวันหนึ่งเมื่อผีมีพลังมากขึ้นพุทธอาจจะกลายเป็นผีไปก็ได้

    การที่ตันรยานเจริญในทิเบตได้นั้น นอกจากจะเป็นเพราะการผสมผสานระหว่างพุทธกับผีแล้ว ยังมีผู้ให้ความเห็นไว้อีกว่า “ตันรยานนั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเถรวาทด้วย และอาจารยวาทด้วย องค์ทะไลลามะทรงเป็นพระภิกษุ สมาทานสิกขาบทตามพระปาฏิโมกข์ ดุจดังสมณะในบ้านเรา การถือศีลนั้นไม่ใช่เพื่องดทำร้ายผู้อื่นและเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น หากฝึกให้งดแลเห็นสภาพต่างๆตามที่ปรากฏ รวมทั้งยอมรับสมมุติสัจจ์ อันเป็นที่ยอมรับกัยอย่างทั่วๆไปในสังคมอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเข้าถึงปรมัตถสัจจ์นั่นเอง” (ส ศิวรักษ์ 2542: 2)

    ตันตรยานจะเป็นส่วนหนึ่งของเถรวาทหรือไม่นั้น เป็นปัญหาที่ควรศึกษาค้นคว้าต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการปฏิบัติตามแบบตันตรยานนั้นมีอยู่ในเถรวาท ใครจะได้รับอิทธิพลจากใครหรือไม่อย่างไรต้องหาคำตอบต่อไป ตันตระทำให้พุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย แต่ทำไมตันตระจึงทำให้พระพุทธศาสนาแบบทิเบตเจริญ

    เอกสารอ้างอิง
    กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย. ภารตวิทยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สยาม, 2516.
    จำนงค์ ทองประเสริฐ. บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2540.
    ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ษัฏเสน). พระพุทธศาสนาแบบทิเบต.กรุงเทพฯ: ส่องศยาม,2538.
    เสถียร โพธินันทะ. ปรัชญามหายาน. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541.
    เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป. ลัทธิของเพื่อน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พิราบ, 2537.
    สุลักษณ์ ศิวรักษ์. พุทธศาสนาตันตระหรือวัชรยาน. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2542.
    วศิน อินทสระ. พุทธปรัชญามหายาน. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2530.
    Alex Waymann. Tantric Buddhism. Delhi: Motilan, 1997.

    หมายเหตุ: เรื่องร่องรอยพระพุทธศาสนาในอินเดียเคยตีพิมพ์ในวารสาร "ปัญญา" ในช่วงปีพุทธศักราช 2542-2545
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1_original.jpg
      1_original.jpg
      ขนาดไฟล์:
      12.6 KB
      เปิดดู:
      2,242
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2010
  10. พุทธธรรมดิลก

    พุทธธรรมดิลก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2009
    โพสต์:
    196
    ค่าพลัง:
    +383
    ขออนุญาติครับ




    เท่าที่ผมทราบมา นางสุชาดาคลอดลูกชายก่อนแล้วค่อยกวนข้าวมชุปายาสต์ไม่ใช่เหรอครับ
     
  11. VikingsX

    VikingsX ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    699
    ค่าพลัง:
    +4,668
    หมู่บ้าน ขชุราโห (Khajuraho) ตั้งอยู่ในอำเภอ Chhatarpur ตอนเหนือของรัฐ มัธยะประเทศ ตอนกลางของประเทศอินเดีย ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก Unesco แล้ว

    ขชุราโหมีดีอะไร ถึงได้เป็นมรดกโลก

    เพราะใน ช่วงปี คศ.950-1050 หมู่บ้านเล็กๆนี้ได้พัฒนางานสถาปัตยกรรมของตนขึ้นจนบรรลุจุดสูงสุด มีความงามเฉิดฉายเปล่งประกายเจิดจรัส Khajuraho มีกลุ่มของวัดฮินดู และวัดเชนในสมัยกลาง แต่เดิมราชวงศ์จันทละ ได้สร้างเทวาลัยขึ้นที่นี่ 85 หลัง (ปัจจุบันเหลือเพียง 22 หลัง ) เทวาลัยเหล่านี้ออกแบบมาให้มองจากระดับพื้นดินไล่สูงขึนไปจนถึงระดับของทิพย วิมานบนเขาไกรลาศ มีการสลักเสลาลวดลายตกแต่งอย่างสวยงาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของช่างฝีมือและกษัตริย์ผู้รังสรรค์ผลงานนี้ ขึ้นมา

    แต่ความโด่งดังของขชุราโห กลับมาจากรูปแกะสลักซึ่งกระตุ้นความรู้สึกทางเพศแนวกามาวิจตรอันงดงาม นอกเหนือจากรูปแกะสลักอื่นๆที่แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน และ ชาวราชสำนักในยุคสมัยนั้น รูปแกะสลักกามสูตรเหล่านี้จะอยู่ภายนอกอย่างเดียว ส่วนข้างในโบสถ์ก็จะมีเทพเจ้าต่างๆ ฉะนั้นทุกวันนี้เมือง Khajuraho ถือได้ว่าเป็นเมืองแบบอย่างแห่งศิลปะของอินเดีย และมีชื่อเสียงมากเนื่องมาจากการแสดงให้เห็นเด่นชัดในเรื่องเพศของคนอินเดีย ในยุคนั้น

    วัดทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มตะวันตก ตะวันออก และ ใต้ วัดทั้งหมดสร้างขึ้นด้วยหินทราย ใช้หินทั้งหมดวางไว้ด้วยกัน มีตัวบากและเดือยเป็นตัวเชื่อมต่อ ตัวเสาและบัวลาดบัวลายต่างๆสร้างโดยใช้หินขนาดใหญ่ประมาณ 20 ตัน

    การเดินทาง จากเดลลี นั่งรถไฟมายังเมือง Jhansi หลังจากนั้นต้องเช่ารถ หรือมากับรถประจำทาง เพราะไม่มีรถไฟมาถึง ส่วนคนที่มีเงิน สามารถนั่งเครื่องบินจากเดลลีมาลงที่เมือง Khajuraho ได้เลย

    การเข้า ชมขชุราโห ต้องเสียเงินค่าบัตรผ่านประตู แต่พวกเราคนไทยสามารถซื้อบัตรได้ในราคาเท่ากับคนอินเดียคือ 10 รูปี (ถ้าจำไม่ผิด) เพราะมีสนธิสัญญากันระหว่างอินเดียกับกลุ่มประเทศคู่สัญญา ที่ประชาชนสามารถเข้าชมโบราณสถานต่างๆซึ่งกันและกันในราคาเท่ากับพลเมือง ประเทศนั้นๆ (แต่ต้องแสดงพาสปอร์ตด้วยนะ)

    การถ่ายภาพเทวลัยต่างๆที่ นี่ ควรรีบมาแต่เช้า หรือไม่ก็รอจนเย็น เพราะจะได้แสงเฉียงที่ส่องต้องตัวเทวลัยให้เหลี่ยมมุมที่สวยงาม ส่วนช่วงกลางวันก็เหมาะสำหรับการถ่ายภาพภายในเทวลัยต่างๆ เพราะจะใช้แสงธรรมชาติล้วนๆ พวกเราไปจังหวะไม่ค่อยดี เพราะฟ้าขาวเมฆมากเหมือนจะมีฝน จะพอถ่ายภายนอกได้แค่ช่วงก่อนพระอาทิตย์จะตกดินที่พอจะได้ฟ้าเข้มแป๊ปเดียว เท่านั้น

    การก่อสร้างเทวลัยของขชุราโห ก็สร้างแบบวัดฮินดู คืออาคารยกพื้นสูงชั้นแรกจะเป็นลานหิน และมีตัวเทวลัยยกสูงขึ้นไปอีกชั้นนึง ผนังด้านนอกของเทวลัยจะเป็นงานแกะสลักเกือบทุกตารางนิ้วเลยทีเดียว เป็นภาพแกะสลักที่ผสมปนเปไปหมด ระหว่างเทพเจ้า กษัตริย์ ขุนนาง การรบพุ่ง สัตว์ ยานพานะต่างๆ และ วิถีชีวิตของพลเมือง ฉะนั้นการดูภาพแกะสลักให้รู้เรื่อง คงต้องอาศัยความรู้มากพอสมควรจึงจะดูภาพแกะสลักต่างๆได้รู้เรื่อง

    สำหรับ พวกเรา บางครั้งก็โชคดีได้อาศัยเจ้าหน้าที่ที่ประจำเทวลัย ช่วยอธิบายให้ฟังบ้าง ก็พอถูๆไถๆกันไป กระดิกหูบ้างไม่กระดิกหูบ้าง คงไม่โดนตัดคะแนนสอบแน่ๆ

    ที่ชอบมากๆ ก็ลวดลายที่ประดับบนฝาผนังนี่แหละ เพราะลายพวกนี้คือต้นแบบลายไทยนี่เอง เป็นลวดลายที่อ่อนช้อยสวยงามมากๆ นั่งมองทั้งวันก็ไม่เบื่อ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2010
  12. ๛อาภากร๛

    ๛อาภากร๛ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    898
    ค่าพลัง:
    +3,580
    ประพฤติผิดพระวินัย ศิลจะขาดไม่ ?
    พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ถ้า พระชาวต่างชาติมาประพฤติขัด พ.ร.บ. ในไทย มีความผิดหรือไม่ ?
    ถ้าผิด เช่นนั้น ถ้า พระสงฆ์ไทย ขัด พ.ร.บ.คณะสงฆ์ของไทยแต่อยู่ต่างประเทศ จะผิดหรือไม่ ?
     
  13. VikingsX

    VikingsX ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    699
    ค่าพลัง:
    +4,668
    ตันตรยาน...

    ในอินเดีย ตันตรยาน ผ่านช่วงเวลา รุ่งเรือง ถึง เสือมทรุด กว่า 1,000 ปี ... ย่อมมีอะไรที่ดีอยู่บาง...

    ความคิดเห็นของตันตรยาน

    “พระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่างว่า อุจจาระนั้นถ่ายอยู่ในเมืองเป็นของสกปรก แต่ถ้าอยู่ในท้องทุ่งนาก็กลายเป็นปุ๋ย พระโพธิสัตว์สามารถใช้กิเลสให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ฉันใดก็ฉันนั้น” (ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ษัฏเสน)2538:102)

    หรือ...

    ในกรณีของธรรมกาย หากนำเอาลัทธิมาอธิบายแล้ว การเพ่งลูกแก้วจนเกิดเป็นดวงใส ที่ชาวธรรมกายถือว่าได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น แท้ที่จริงมีอธิบายไว้ในกิริยาตันตระ ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติเบื้องต้นเท่านั้น ธรรมกายไม่ได้สอนผิด เพียงแต่สอนตามหลักของตันตระยานเท่านั้น ในขณะที่รอบ ๆ ข้างเป็นเถรวาท จึงถูกโจมตี จนทำให้การสอนเรื่องธรรมกายขาดความถูกต้อง ที่ผิดเพราะไม่ตรงกับเถรวาทเท่านั้น แต่ไปตรงกับตันตระ ถ้าเพียงแต่ธรรมกายบอกว่าพวกเขาสอนตามนิกายตันตระยานเท่า นั้น ทุกอย่างก็จบ เพราะตันตระยานก็คือพุทธศาสนานิกายหนึ่งสังกัดมหายาน

    จะบอกว่า ไม่ถูก ไม่ดี ซะทีเดียว ก็กระไรอยู่นะท่าน

    ก็อุสาฯ บอกแต่แรกแล้วว่า อย่าเอาความรู้สึกของคนสมัยนี้ ไปจับ
    เรื่องราวของผู้คน เมื่อ เกือบ สองพันปีก่อน...



    ใน กฏหมาย ผมไม่ได้ก้าวล่วงอะไร นะครับ แค่ผม ก้าวผ่านพ้น กรอบ ไปเท่านั้น

    เพื่อเป็น ความรู้ ในเรื่อง ศาสนาพุทธ ในนิกายอื่น ๆๆ ว่าเป็นอย่างไร คิดอย่างไร และทำมัยถึง คิดแบบนั้น ....

    ดูอย่างใน ธิเบต ตันตระยาน กลับเจริญรุ่งเรือง และเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก
    รู้จักมากกว่า เถรวาท ของเราซะอีก ผู้คนก็มีศรัธาแรงกล้า ทั้ง หญิง/ชาย...

    พวกเค้า ลุกขึ้นยืนแล้วก้มกราบ แล้วยืดตัวไปตามทาง แล้วลุกขึ้นยืนแล้วยืดตัวไปกับพื้น
    ไปที่ละคืบ ๆๆ เพื่อนมัสการ ศาสนของเค้า ซึ่งมันเป็นระยะทางที่ยาวไกลมาำกๆๆ
    ถ้าขาดศรัธาที่แรงกล้า จะทำได้ หรือ..

    หรือ จะเห็น ผู้เฒ่า ผู้แก่ ถือกระบอบ ที่มีมนต์ จารอยู่แล้ว ก็แกว่งให้หมุน ๆๆ ไป
    แทนการ ท่องบ่น ด้วยวาจา... ฯลฯ

    นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาต่างกล่าวโทษพระพุทธศาสนาแบบ ตันตระ ว่าเป็นความเสื่อมของพระพุทธศาสนา แต่ที่ทิเบตพระพุทธศาสนาแบบตันตระกลับเป็นเอกลักษณ์พิเศษ เพราะตันตระจึงทำให้มีทิเบต และชาวตะวันตกรู้จักพระพุทธศาสนาแบบตันตระมากว่านิกายอื่น ชาวทิเบตประเทศที่ไร้อิสระภาพ แต่ไม่ไร้ปัญญา พวกเขายังคงมีพระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักที่สำคัญที่สุดในประเทศ และที่สำคัญพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ที่ทิเบตก็เพราะตันตระยานนี่เอง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2010
  14. lek_077

    lek_077 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    51
    ค่าพลัง:
    +133
    เห็นด้วยกับคุณ อัคนีวาต โปรดระวังกระทู้ที่จ้องทําลาย หรือบิดเบือนศาสนา
     
  15. หาธรรม

    หาธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,163
    ค่าพลัง:
    +3,739
    กระทู้เดียรถีย์ ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ทางความคิด อย่าเอามาโพส ถ้าสงในอะไรในพุทะะประวัติก็ไปค้นหาในประไตรปิฎก

    จขกท เรียกพระพุทธเจ้าว่าสิทธัตถะดาบส แล้วไปโยงกับการมีลูกมีเมีย แล้วก็ไปโยงกับพระมีเมีย จะสื่ออะไรรึ?

    สงสัยอะไรก็ไปค้น เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมาโพสต์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2010
  16. VikingsX

    VikingsX ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    699
    ค่าพลัง:
    +4,668
    สงสัย เจ้าของกระทู้ แกเพิ่งเคยพบ เคยเห็น ก็เห็นเป็นของประหลาด

    จริง ๆ ก็ประหลาดอยู่ ... จริง ๆ สำหรับผู้ไม่ทราบ

    ผมว่า อย่าไปตำหนิ ไปเลยครับ... ดีซะอีก จะได้ทราบ ๆ รับรู้กันทั่วไป

    ส่วนใครจะนับถืออะไร นิกายไหน ถือ เป็นจริตของแต่ละท่าน...

    ทุกคนมีสิทธิ... ตราบเท่าที่ ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้บุคคลอื่น...

    หรือ ละเมิดผู้อื่น และ ผิด กม. กบิลเมือง...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2010
  17. badjoize

    badjoize เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2010
    โพสต์:
    293
    ค่าพลัง:
    +293
    อย่าสงสัยในอดีตเลย เร่งทำปัจจุบันเถิด
     
  18. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    สุชาดา เป็นธิดาของผู้มีทรัพย์ซึ่งเป็นนายใหญ่แห่งชาวบ้านเสนานิคม ตำบลอุรุเวลา นางได้ตั้งปณิธานบูชาเทพารักษ์ไว้ว่า ขอให้นางได้สามีที่มีตระกูลเสมอกัน และขอให้ได้บุตรคนแรกเป็นชาย ครั้นได้สามีและบุตรสมที่นึกปราถนา นางจึงหุงข้าวมธุปายาสนำไปบวงสรวง เทพารักษ์ที่ได้บนบานไว้ ในยามเช้าของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พระมหาบุรุษประทับนั่ง ณ ควงไม้นิโครธพฤกษ์ ควงไม้ไทรต้นที่นางสุชาดาบนบานไว้ นางสุชาดาได้ถวายข้าวปายาสแก่พระมหาบุรุษในเวลาเช้าของวันที่ตรัสรู้ ด้วยความเข้าใจว่าพระองค์เป็นรุขเทวดาโดยแท้

    บุตรชายของนางสุชาดาชื่อยสะ ซึ่งต่อมาออกบวชเป็นพระอรหันต์องค์ที่ ๖ ในพระพุทธศาสนา นางสุชาดาได้เป็นปฐมอุบาสิกาพร้อมกับภรรยาเก่าของพระยสะ ส่วนสามีของนางได้เป็นอุบาสสกที่ถึงสรณะครบ ๓ คือ พระรัตนตรัยเป็นคนแรก นางสุชาดาได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคุในบรรดาอุบาสิกาผู้ถึงสรณะเป็นปฐม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 5 กันยายน 2010

แชร์หน้านี้

Loading...