ปัญญา ๓ โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย jinny95, 4 กันยายน 2010.

  1. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    ปัญญา ๓ ที่จะได้อธิบายต่อไปนี้ เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอบรมสั่งสอนให้แก่พุทธบริษัท ให้ปฏิบัติได้บรรลุมรรคผลนิพพานมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงมีพระญาณหยั่งรู้โลกได้อย่างแจ่มแจ้ง คำว่า โลก หมายถึงหมู่สัตว์ทั้งหลายที่เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในภพทั้งสามนี้มายาวนาน พระองค์ทรงมีพระญาณหยั่งรู้ว่า ความเห็นผิดนี้เอง เป็นต้นเหตุ ตราบใดใจที่มีความเห็นผิดคิดว่าโลกนี้มีความน่าอยู่ ในตราบนั้นก็จะเวียนเกิดตายอยู่ในโลกนี้ไม่มีที่สิ้นสุด จะไม่รู้ตัวเองเลยว่าจะเกิดตายอยู่ในโลกนี้ต่อไปอีกนานเท่าไร กระแสโลกที่จะลอยตามอยู่ ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดที่ตรงไหน จึงไม่มีใครให้คำตอบแก่ตัวเราได้ จึงเรียกว่า โมหะ หมายถึง ใจที่หลงใหลไปตามกระแสโลกนั้นเอง ความหลงเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิด ความเห็นผิดเป็นเหตุให้เกิดความหลง ความหลง ความเห็นผิดนี้เอง จึงเรียกว่าอวิชชา คือความมืดบอดของใจ คำว่า มืดบอด หมายถึง ใจไม่มีความฉลาดรอบรู้ในสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่รู้เห็นในแนวทางปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้แล้ว ใจที่มีโมหะอวิชชาครอบงำ จึงชอบทำอะไรไปตามความต้องการ อยากในสิ่งใดไม่มีความสำนึกได้ว่าผิดหรือถูก จะเอาตามความอยากความต้องการให้สมใจ ตามปกตินิสัยจะมีความอยากฝักใฝ่ไปในทางที่ต่ำ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่มีความเป็นอยู่อย่างนี้ จึงมีปัญหาเกิดขึ้นแก่ตัวเองและสังคมส่วนรวมมากมาย


    ตามปกติคนเรามีปัญญาอยู่ในตัว แต่ใช้ปัญญาไปในทางโลกเสียส่วนใหญ่ จึงได้ถูกตัณหาคือความอยากชักลากเอาปัญญาไปครอบครอง ปัญญาจึงกลายเป็นความคิดเห็น เป็นลูกมือให้แก่กิเลสตัณหาไป เหมือนกับอาวุธของตำรวจที่ถูกพวกโจรลักไปได้แล้ว ก็จะเป็นเครื่องมือให้แก่พวกโจรไป อยากจะทำอะไรให้คนอื่นได้รับความทุกข์เดือดร้อนอย่างไรก็ทำตามใจ นี้ฉันใด ปัญญาของเรา เมื่อถูกกิเลสตัณหาลักพาไปได้แล้ว ก็จะกลายเป็นความคิดเพื่อเสริมการทำงานให้แก่กิเลสตัณหาได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นฝ่ายธรรมเรียกว่าปัญญา ถ้าเป็นฝ่ายกิเลสตัณหา เรียกว่าความคิดปรุงแต่งไปตามสังขาร เหมือนกับปากกาด้ามเดียว ถ้าเขียนไปทางคดีโลก ก็เป็นเรื่องของทางโลกไป ถ้าเขียนในทางธรรม ก็เป็นเรื่องของธรรม คิดเรื่องถูก ใจก็เป็นสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก คิดในเรื่องผิด ใจก็เกิดความเห็นผิด คิดเรื่องชั่ว ใจก็พลอยเห็นชั่วไปด้วย คิดเรื่องดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับเรานำเอาเรื่องมาคิด คิดในเรื่องอะไร ใจก็จะค่อยตามความคิดนั้น ๆ ความคิดเป็นศัพท์ของชาวบ้านพูดกันทั่วไป ปัญญาเป็นศัพท์พูดกันให้ถูกกับภาษาธรรม เหมือนคำพูดที่ว่า คนพาลก็หมายถึงคนที่ไม่ดี ในศัพท์คำพูดว่า นักปราชญ์บัณฑิตก็หมายถึงคนดี ทั้งที่มีภูมิฐานเชื้อชาติเป็นมนุษย์ด้วยกัน นี้ฉันใด ปัญญา กับ สังขารการปรุงแต่ง ก็เป็นในลักษณะความคิดเช่นเดียวกัน แต่ก็คิดไปคนละเรื่อง คิดไปคนละทาง สังขารการปรุงแต่งคิดในเรื่องเข้าฝ่ายของกิเลสตัณหา ปัญญาคิดในเรื่องเข้าฝ่ายในทางธรรม


    ศัพท์ในทางธรรมที่สูงขึ้นไปกว่านี้ เรียกว่า วิปัสสนา หรือศัพท์ในทางธรรมที่เรียกสูงขึ้นไปอีกเรียกว่า วิปัสสนาญาณ เป็นคำสมมติเรียกให้ถูกกับความหมาย ถ้าคิดพิจารณาให้ถูกต้องตามหลักสัจธรรมความจริงทั่วไป จึงเรียกว่าปัญญาขั้นต้น ปัญญาในขั้นต่อไปจะต้องใช้การพิจารณาในสัจธรรมอันเป็นหลักเดียวกัน จนเกิดความรู้เห็นตามความเป็นจริง ละเอียดมีความชัดเจนมากขึ้น จึงเรียกชื่อว่า วิปัสสนา ปัญญาในวิปัสสนาได้พิจารณาในหลักที่เป็นสัจธรรมเดียวกัน จนเกิดความรู้เห็นตามความเป็นจริง มีความละเอียดมากขึ้นตามลำดับ มีความแยบคายและหายสงสัยในสัจธรรมนั้น จึงเรียกชื่อว่า วิปัสสนาญาณ เป็นญาณที่รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ทำให้ใจเกิดนิพพิทาเบื่อหน่ายคลายจากความกำหนัดยินดี มีการละถอนปล่อยวางไปได้ ก็จะเกิดผลเป็นปฏิเวธ นี้เพียงลำดับขั้นตอนให้รู้เท่านั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้รู้จักขั้นตอนของปัญญา ว่ามีการโยงต่อกันเป็นอย่างไร ผู้ปฏิบัติจะไม่เกิดความสับสน ได้เข้าใจในการฝึกปัญญาให้ถูกต้อง มิใช่ว่าจะคอยให้ปัญญาเกิดขึ้นจากสมาธิความสงบตามความเข้าใจ ที่จริงปัญญาจะมีอยู่กับทุก ๆ คน แต่ก็ไม่รู้จักปัญญาของตัวเองที่มีอยู่ ถ้าพูดเรื่องความคิด ทุกคนจะรู้จักดี เพราะคิดเป็นทุกคนอยู่แล้ว ถ้าพูดเรื่องปัญญา กลับไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร ก็เพราะไม่ได้ศึกษา จึงเกิดความเข้าใจไปตามครูสอนว่า ปัญญาจะต้องเกิดจากสมาธิความสงบเท่านั้น


    มีหลายคนที่ใช้ศัพท์คำพูดเกินตัว เช่น พูดว่าไปนั่ง วิปัสสนา หรือปฏิบัติในวิปัสสนาบ้าง นี้ก็พูดตามครูผู้สอนตาม ๆ กันมาแบบนกแก้วนกขุนทอง ครูผู้สอนก็ยังไม่รู้ ผู้ปฏิบัติตามก็ยังไม่เข้าใจ จึงพูดไปโดยไม่รู้จักความหมายที่ถูกต้อง หากถามว่านั่งวิปัสสนาทำอย่างไร ก็ให้คำตอบว่านึกคำบริกรรม ทำให้จิตมีความสงบ บางคนก็ใช้วิธีกำหนดรู้การเกิดดับของลมหายใจเข้าออก บางคนก็พูดว่าอยู่ในความว่างไม่มีอะไร บางคนก็พูดว่าให้มีสติกำหนดรู้อยู่กับอารมณ์ของใจ ถ้าเป็นในลักษณะนี้จะเรียกว่าวิปัสสนาเบี้ยหัวแตกก็คงไม่ผิด เป็นเพราะว่าขาดการศึกษาในภาคปฏิบัติ จึงใช้วิธีที่จะปฏิบัติในทางลัดให้ได้ถึงมรรคผลโดยเร็ว เหตุอย่างนี้เอง จึงได้อธิบายปัญญา ๓ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้รู้จักขั้นตอนที่ถูกต้อง ให้เป็นไปตามแนวทางเดิมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว ศึกษาให้เข้าใจในวิธีการปฏิบัติ หากรวบรัดเกินไปจะไม่ได้ผลอะไร การศึกษาในปริยัติสำหรับฆราวาสจึงยากที่จะหาเวลาไปศึกษาได้ เพราะมีภาระรับผิดชอบในหน้าที่การงาน และรับผิดชอบในครอบครัว ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องศึกษาในภาคปฏิบัติให้เข้าใจ หรือได้ศึกษาในภาคปริยัติมาแล้ว ก็เลือกเอาหมวดธรรมใดหมวดธรรมหนึ่ง เห็นว่าพอจะปฏิบัติตามได้ ให้เอามาปฏิบัติต่อไป เพื่อจะเป็นแสงสว่างส่องทางให้แก่ใจได้รู้เห็นในความเป็นจริง ถึงจะมีความรู้มาดี ถ้าไม่มีปัญญาเป็นองค์ประกอบ ความรู้ความเข้าใจในตำรานั้นก็แก้ไขปัญหาให้แก่ตัวเองไม่ได้ การปฏิบัติธรรมต้องให้ตรงกับนิสัยของตัวเองจึงจะได้ผล เพราะในยุคนี้ไม่เหมือนกับสมัยครั้งพุทธกาล ผู้ปฏิบัติต้องช่วยตัวเองให้มาก ศึกษาในภาคปฏิบัติให้เข้าใจ จึง


    จะไม่ให้เกิดความผิดพลาด การปฏิบัติก็จะก้าวหน้าไปด้วยดี ในสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงมีญาณหยั่งรู้นิสัยบารมีของผู้ปฏิบัติได้เป็นอย่างดี รู้ว่านั้นได้สร้างบารมีมาอย่างไร สมควรที่จะได้บรรลุธรรมในขั้นไหน ให้อุบายธรรมเชื่อมโยงกับบารมีเก่าที่ทำมาแล้วอย่างไร เมื่อได้รับอุบายธรรมให้ถูกกับจริตนิสัยแล้วนำไปปฏิบัติ จึงได้บรรลุมรรคผลได้ ผู้ที่มีญาณหยั่งรู้นิสัยบารมีของคนได้ มีเฉพาะพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย จะไม่มีญาณนี้เหมือนพระพุทธเจ้าเลย แม้ในยุคนี้ ถึงจะมีพระอรหันต์อยู่ ก็ไม่มีญาณหยั่งรู้นิสัยบารมีของผู้ปฏิบัติเช่นกัน ถึงท่านจะให้อุบายธรรมเป็นขั้นเป็นตอนอย่างชัดเจน ก็ยังไม่ถูกกับนิสัยบารมีแกผู้ปฏิบัติอยู่นั่นเอง ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องใช้ความพยายามฝึกสติปัญญาหาอุบายธรรมด้วยตนเอง คิดพิจารณาในหลักความเป็นจริงอยู่บ่อย ๆ อีกสักวันหนึ่ง ก็จะตรงกับบารมีเก่าที่เราได้บำเพ็ญมาแล้ว การปฏิบัติก็จะได้รับผลเกิดขึ้น ในขณะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องฝึกตัวเป็นหมอ สำรวจตรวจเช็คตัวเองอยู่เสมอ ใช้สติปัญญาตรวจตราดูความบกพร่องของตัวเอง การทำทางกาย การพูดทางวาจา การนึกคิด และความเห็นของใจ มีความผิดพลาดที่ตรงไหน ใช้สติปัญญาแก้ไขให้ทันต่อเหตุการณ์ ถ้าปล่อยไว้นานจะเกิดปัญหาให้แก่ใจได้ เช็คดูกายวาจาใจบ่อย ๆ มีปัญหาอะไร รีบชำระให้หมดไปทันที ถ้าปล่อยไว้นานจะเกิดเป็นปัญหาสะสมทับถมมากขึ้น จึงยากในการแก้ไขให้หมดไปจากใจได้


    สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามย-ปัญญา ปัญญาทั้ง ๓ นี้ มีเหตุปัจจัยเชื่อมโยงต่อกัน สุตมยปัญญา เป็นปัญญาในภาคการศึกษาเรียนรู้ จินตามยปัญญา เป็นปัญญาเลือกเฟ้นในหมวดธรรมมาปฏิบัติ ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่ตัดกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจ ได้เกิดมรรคผลเป็นปฏิเวธ ในสมัยครั้งพุทธกาล ผู้ปฏิบัติธรรมเห็นธรรมด้วยสติปัญญา จะมีวิธีศึกษาจากการฟัง ถึงจำธรรมมาได้น้อย แต่ใช้สติปัญญาในภาคปฏิบัติมาก จึงเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม รู้ธรรมมาได้แค่ไหนก็ใช้ปัญญาพิจารณาให้เกิดความแยบคายได้เท่านั้น ในยุคนี้มีการศึกษามาก แต่ไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณา อยากรู้ธรรมหมวดไหน ก็ไปอ่านรู้เองจากตำรา ตำราเขียนว่าอย่างไรก็เรียนรู้ไปตามนั้น บางทีเรียนมาไม่เหมือนกัน หรือตีความหมายในธรรมออกมาไม่เหมือนกัน จึงเกิดเป็นทิฏฐิมานะถกเถียงกันไม่ใคร่ยอมใคร เหมือนตาบอดคลำช้าง ใครคลำถูกตรงไหนก็เข้าใจว่าช้างเป็นตัวเอย่างนั้น จะถกเถียงกันไปมาว่าตัวเองรู้จักช้างดีกว่าใคร ๆ จึงทำให้เกิดทิฏฐิมานะเกิดอัตตาว่าเราเป็นผู้รู้จักช้างตัวจริงแต่เพียงผู้ เดียว ผู้มีตาดีรู้จักช้างทั้งตัวไปอธิบายให้บอดฟัง ไอ้บอดก็หมายถึงใจที่ไม่มีความฉลาดรอบรู้ในสติปัญญา ถึงจะมีการเรียนรู้จากตำรามา ก็ไม่มีปัญญาที่จะเลือกเฟ้นเอาหมวดธรรมนั้นมาปฏิบัติได้เลย ก็จะกลายเป็นตุสสโปฐิละผู้แบกคัมภีร์เปล่าต่อไป ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญในปัญญามาเป็นอันดับหนึ่ง จะเห็นได้จากมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง

    สุตมยปัญญา เป็นปัญญาในภาคการศึกษาในปริยัติ เช่น หมวดของศีลก็เป็นปริยัติ หมวดของสมาธิก็เป็นปริยัติ และหมวดธรรมต่าง ๆ ในตำราก็เป็นปริยัติ
    การศึกษาในหมวดศีล จะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ ให้ศึกษาดูแต่ละข้อว่าจะรักษาให้ศีลมีความบริสุทธิ์ได้อย่างไร มิใช่จะรับศีลจากพระแล้วก็คิดว่าตัวเองมีศีล นั้นเป็นเพียงพิธีการรับศีลเท่านั้น ส่วนวิธีการรักษาศีลเป็นอีกอย่างหนึ่ง ต้องมีความพร้อมด้วยสติปัญญาในการรักษา ปัญญาในการศึกษาศีล ปัญญาเป็นองค์ประกอบในการรักษาศีล ฉะนั้น สุตมยปัญญา จึงมีความสำคัญ แม้แต่ทางโลกที่ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีความสุข ก็เนื่องด้วยสติปัญญาที่ดีในทางโลก ในทางธรรมก็ต้องใช้สติปัญญามีการศึกษาในทางธรรม แล้วนำธรรมหมวดนั้น ๆ มารักษาและปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักความเป็นจริง ฉะนั้น ปัญญาจะมีอยู่กับทุก ๆ คน ไม่ต้องไปนึกคำบริกรรมทำสมาธิให้จิตมีความสงบ ปัญญาก็มีอยู่แล้ว ผู้นับถือศาสนาพุทธ ผู้นับถือศาสนาอะไรก็ตาม ทุกคนมีปัญญา แม้แต่ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาอะไร เขาก็มีปัญญาเช่นกัน ถ้าปัญญานี้มีอยู่กับนักปราชญ์บัณฑิต ก็เป็นปัญญาความเห็นชอบ ถ้าปัญญามีอยู่กับคนพาลสันดานชั่ว ก็เป็นมิจฉาปัญญาความเห็นผิดไป ฉะนั้น ต้องฝึกปัญญาฝึกความคิดให้มีเหตุมีผล จะได้เกิดมีปัญญาในทางธรรม พิจารณาในสิ่งใดก็จะเกิดความแยบคาย ทำให้หายสงสัยไปได้ ผู้ไม่มีปัญญา ไม่มีความฉลาดรอบรู้ จะทำอะไรสำเร็จได้ยาก หรือไม่สำเร็จได้เลย ผู้มีปัญญาจะรักษาศีลให้มีความบริสุทธิ์ได้ ไม่มีปัญญาศึกษาในศีล ก็ไม่รู้วิธีการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ หลักการศึกษาในหมวดศีลอย่างละเอียดให้อ่านหนังสือสัมมาทิฏฐิ เล่ม ๑ ที่อธิบายไว้แล้ว


    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-01.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  2. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : ปัญญาศึกษาในวิธีทำสมาธิ
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    สุตมยปัญญา การศึกษาในวิธีทำสมาธิ การทำสมาธิมีหลายวิธีด้วยกัน ในสมัยครั้งพุทธกาล มีถึง ๔๐ วิธี ที่รู้กันตามตำราว่ากรรมฐาน ๔๐ อย่าง ในยุคนี้ ก็มีหลายวิธีหลายรูปแบบเช่นกัน ถ้าได้ศึกษาในความหมายของสมาธิให้ดีแล้ว แต่ละวิธีก็มีความหมายไปในทิศทางเดียวกัน นั้นคือ จะทำให้จิตมีความตั้งมั่น หรือต้องการให้จิตมีความสงบนั้นเอง การทำสมาธิจะมีอุบายนึกคำบริกรรมที่แตกต่างกันซึ่งไม่เป็นสิ่งสำคัญ ย่อมทำได้ตามจริตนิสัยของแต่ละคน ใครมีความชำนาญในการนึกคำบริกรรมอะไรก็ย่อมนึกได้ แต่คำบริกรรมนั้นต้องประกอบด้วย สติ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ ความรู้ตัว ให้รู้ว่าขณะนี้เรากำลังนึกอยู่ในคำบริกรรมอะไร ก็ให้ตั้งใจนึกคำบริกรรมอย่างนั้นไป อย่าเอาคำบริกรรมนั้นมาอวดอ้างกัน ว่าคำบริกรรมเราถูก คำบริกรรมอื่นผิด ถ้าเป็นอย่างนี้ จะกลายเป็นผู้สร้างอัตตามานะทิฏฐิเกิดขึ้นแก่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับรับประทานอาหาร ใครมีธาตุขันธ์ต้องการอาหารประเภทใดก็ให้รับประทานไป ในที่สุดก็เอาความอิ่มมาเป็นผลระงับเวทนา คือ ความหิว ได้เช่นกัน นี้ฉันใด การนึกคำบริกรรมในอุบายต่าง ๆ ก็ฉันนั้น เมื่อจิตมีความสงบตั้งมั่นดีแล้ว จะทำให้จิตมีความสุขสบายและเกิดมีกำลัง เมื่อจิตได้ถอน


    ออกจากความสงบแล้ว กำลังใจที่เกิดจากสมาธิก็น้อมไปประกอบกับปัญญาที่เราเตรียมไว้แล้ว ใช้การพิจารณาในหลักความเป็นจริงต่อไป


    โมหสมาธิ


    โมหสมาธิ หรือที่เรียกกันว่าโมหสมาธิ สมาธิหัวตอ สมาธิในลักษณะนี้มีผู้สอนและมีผู้ปฏิบัติกันอยู่มาก ไม่ว่าอยู่ในประเทศไทยหรืออยู่ต่างประเทศ จะสอนและปฏิบัติเอาแต่ความสงบเป็นหลัก ผู้ทำให้จิตมีความสงบลงได้ก็นั่งอยู่นาน ผู้ที่ทำให้จิตสงบลงไม่ได้ ก็คิดวอกแวกไปมา คิดในเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง คิดถึงเรื่องอดีตบ้าง คิดในเรื่องอนาคตบ้าง สารพัดที่จะหาเรื่องมาคิดวุ่นวายกันไปหมด พยายามจะดึงเข้ามาอยู่ในคำบริกรรมก็นึกไปได้แป๊บหนึ่ง เดี๋ยวก็หลงไปคิดในสิ่งต่าง ๆ อีก เป็นอยู่อย่างนี้ ไม่มีความสงบตั้งใจมั่นได้เลย ผู้ทำให้จิตมีความสงบได้ก็จะมีความสุข มีความยินดีพอใจในความสุขของความสงบนั้น ถึงจิตจะเริ่มถอนออกจากความสงบมา ก็ไม่อยากให้จิตถอน แต่จำเป็นก็ต้องถอนเพราะเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เหมือนกับการนอนหลับ เมื่อถึงจุดอิ่มตัวในการนอน จำเป็นก็ต้องตื่น ถ้าผู้มีงานที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว ก็จะเริ่มทำงานต่อไปได้เลย นี้ฉันใด จิตที่ถอนออกจากความสงบออกมาแล้ว ผู้ที่เคยได้ฝึกปัญญามาดีเตรียมไว้แล้ว ก็น้อมจิตพิจารณาในปัญญาต่อไปได้เลย บางคนเมื่อจิตได้ถอนออกจากความสงบแล้ว ก็มีความเสียดายในความสุขที่มีอยู่ในความสงบนั้น ๆ อยากจะทำสมาธิให้จิตมีความสงบต่อไป พยายามทุกอย่าง จะต้องทำสมาธิให้จิตมีความสงบให้ได้ จะได้มีความสุขในความสงบของสมาธิต่อไป นี้เองจึงเรียกว่า โมหสมาธิ มีความหลงในความสุข และหลงอยู่ในความสงบจนลืมตัว ผู้ทำสมาธิต้องมีปัญญา ศึกษาให้เข้าใจ ไม่เช่นนั้น จะหลงอยู่ในความสงบสุขต่อไป จะนั่งได้เหมือนหัวตอ ไม่มีปัญญาจะนำมาพิจารณาในหลักสัจธรรมความเป็นจริงนี้เลย

    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-02.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  3. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : สมาธิความสงบเป็นหลักสากล
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    การทำสมาธิความสงบนี้เป็นหลักสากลทั่วไป มีมาก่อนพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในโลก ในสมัยเจ้าชายสิทธัตถะประสูติมาไม่กี่วัน ก็มีกบิลดาบสผู้มีความชำนาญในการทำสมาธิเข้ามากราบไหว้ ดูลักษณะของเจ้าชายแล้วก็รู้ว่า เจ้าชายนี้เป็นผู้มีบุญวาสนาบารมี จะได้ออกผนวชตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาตินี้ จะทรงมีปัญญาญาณรู้แจ้งเห็นจริงในพระสัทธรรมทั้งหลาย จะได้แสดงธรรมโปรดในหมู่มนุษย์ให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในพระสัทธรรม นำหมู่มนุษย์เข้าสู่กระแสแห่งมรรคผลนิพพานเป็นจำนวนมาก กบิลดาบสแสดงความเสียใจว่า จะมีอายุอยู่ได้ภายใน ๗ วันก็จะต้องตาย มีความเสียดายว่าเราจะไม่มีอายุอยู่ฟังธรรมของเจ้าชายนี้เลย เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา ทรงมีโอกาสไปเยี่ยมชมกรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก เป็นครั้งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของฆราวาสที่สำคัญ นั้นคือ ได้เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บป่วย เห็นคนตาย และเห็นสมณพราหมณ์ผู้ถือบวช ตามตำราที่ได้กล่าวเอาไว้ เมื่อเห็นอย่างนี้จึงเกิดความนึกคิดขึ้นที่ใจ นั้นหมายถึงปัญญาในทางธรรมได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยไม่ต้องนึกคำบริกรรมทำสมาธิให้จิตมีความสงบแต่อย่างใด จึงทรงพิจารณาทบทวนดู คนแก่ คนเจ็บป่วย คนตาย และนักบวชนั้น โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาดูพระองค์เอง จึงทรงเกิดความสลดสังเวชขึ้นมาที่ใจว่า เราก็จะต้องแก่ เจ็บ ตาย เหมือนคนกลุ่มนั้น ในครั้งนั้น ทรงคิดทบทวนอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องเป็นอย่างนี้เหมือนกัน จึงตัดสินพระทัยออกผนวช เพื่อจะหาวิธีแก้ไม่ให้มีการแก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไป


    จึงทรงออกผนวชที่ฝั่งแม่น้ำอโนมา เมื่อผนวชแล้วก็แสวงหาครูผู้สอน จึงทราบข่าวของดาบสทั้งสอง ก็ได้ทรงศึกษาวิธีปฏิบัติกับดาบสนั้น ดาบสก็สอนในวิธีทำสมาธิให้ในขั้นตอนต่าง ๆ พระองค์ก็ทรงปฏิบัติตาม ทำสมาธิความสงบจนมีความชำนาญในวิธีการทำสมาธิและมีความชำนาญในการทำฌาน เป็นรูปฌาน อรูปฌาน มีความชำนาญมากทีเดียว พระองค์ทรงทำอยู่อย่างนี้นานถึงห้าปีกว่า ขณะทำสมาธิความสงบอยู่นั้น กิเลสตัณหาน้อยใหญ่เหมือนได้หมดไป มีแต่ความสุขความสบายตลอดเวลา เมื่อจิตถอนออกจากความสงบในฌานแล้ว อำนาจของสมาธิ อำนาจของฌานก็เสื่อมไป กิเลสตัณหาน้อยใหญ่ก็ฟูขึ้นมาที่ใจตามเดิม เป็นอยู่ในลักษณะนี้เรื่อยมายาวนาน พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า วิธีนี้ไม่ใช่เป็นแนวทางที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด ไม่เป็นวิธีที่จะละกิเลสตัณหาให้หมดไปจากพระทัยได้ พระองค์จึงทรงลาดาบสทั้งสองไปเสีย เพื่อหาอุบายวิธีใหม่ เพื่อจะได้ตรัสรู้ต่อไป ให้พวกเราได้ศึกษาดูว่า พระองค์ทรงสร้างบารมีในปัญญาธิกะ มีนิสัยทางปัญญาเต็มเปี่ยมแล้วอย่างสมบูรณ์ เมื่อพระองค์ทรงทำสมาธิ มีความสงบลึกละเอียดถึงขนาดนั้น ปัญญาของพระองค์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด ทำไมพวกเราจึงมาเข้าใจแหวกแนวว่าปัญญาเกิดจากสมาธิเล่า หรือเราจะยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าอย่างนั้นหรือ ทำไมไม่ศึกษาประวัติของพระพุทธเจ้าดูบ้าง เพื่อจะได้แก้ความเข้าใจผิด แก้ความเห็นผิดของตัวเราได้ มิใช่จะไปนั่งหลับตามโดยไม่ต้องศึกษา ใครว่าอะไรสอนอย่างไรก็เชื่อตามโดยไม่มีเหตุผล


    เมื่อพระองค์เสด็จจากดาบสไปแล้ว ก็ไปศึกษาจากลัทธิอื่น ๆ อีกหลายวิธีทีเดียว มีวิธีหนึ่งที่พระองค์ทรงคิดว่าจะเป็นแนวทางตรัสรู้ได้ นั้นคือ การอดนอน อดอาหาร อยู่ที่ดงคสิริ จนพระวรกายซูบผอม แทบจะสิ้นพระชนม์ ที่เรียกว่าบำเพ็ญทุกกรกิริยา ถึงขนาดนั้นก็ยังไม่สำเร็จตรัสรู้ได้ จึงปรากฏนิมิตเห็นพระอินทร์เอาพิณสามสายมาดีดให้ดู สายหนึ่งหย่อนยานไปเสียงพิณก็ดังไม่ไพเราะ อีกสายหนึ่งหมุนตึงเกินไป เสียงพิณก็ไม่ไพเราะอีกเช่นกัน อีกสายหนึ่งไม่ยานและไม่ถึง เสียงมีความไพเราะเสนาะดี พระองค์ทรงตีความหมายในนิมิตนั้นได้ถูกต้อง ว่าหย่อนยานในการปฏิบัติ หรือปฏิบัติเคร่งมากเกินไป ทั้งสองวิธีนี้ จะไม่เป็นไปในการตรัสรู้ได้เลย พระองค์ต้องทรงปฏิบัติในมัชฌิมาคือความพอดี พระองค์ก็หยุดทำในวิธีนั้น กลับมาเสวยอาหารตามปกติต่อไป เมื่อปัญจวัคคีย์หลบหนีไปแล้ว พระองค์ทรงคิด


    หาวิธีปฏิบัติด้วยพระองค์เอง จึงได้รู้วิธีที่ถูกต้องอย่างมั่นใจว่าเป็นแนวทางที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน คิดได้ในช่วงพระองค์ทรงเสี่ยงถาดทองคำที่ทวนกระแสน้ำนั้นเอง การปล่อยใจให้เกิดความยินดีผูกพันในสิ่งใด จะทำให้ใจลอยไปตามกระแสโลก หาที่สิ้นสุดไม่ได้ พระองค์ทรงหวนคิดพิจารณาย้อนหลัง เมื่อครั้งพระองค์หนีออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ จากพระนางพิมพาและพระราหุลเพื่อออกผนวช พระองค์ทรงใช้ปัญญาพิจารณารู้เห็นความจริง ในจุดนี้เองที่พระองค์ได้ค้นพบในแนวทางของวิปัสสนา อันเป็นหลักปฏิบัติที่ทรงค้นพบและทราบได้ด้วยพระองค์เอง โดยไม่มีใครเป็นครูสอนแต่อย่างใด ที่เรียกว่าหลักของปัญญา วิธีการทำสมาธิที่เคยทรงฝึกกับดาบสมา พระองค์ก็ทำเพื่อเสริมปัญญาเท่านั้น


    หลักการทำสมาธิมิใช่เป็นวิธีที่ทรงค้นพบด้วยพระองค์เองแต่อย่างใด จะว่าเป็นวิธีเดิมที่พระองค์เคยฝึกอยู่กับดาบสทั้งสองมาก่อน จะว่าเป็นวิธีของพวกดาบสฤๅษีก็ไม่ผิด พระองค์ทรงเห็นความสำคัญในการทำสมาธินี้ จึงได้นำมาเพื่อเป็นอุบายเสริมปัญญาเท่านั้น เพราะการทำสมาธิทำให้ใจเกิดมีพลัง ใจที่มีพลังจากสมาธินี้เอง จึงนำมาประกอบในการหนุนปัญญา จึงทำให้ปัญญามีพลังในการพิจารณาในสัจธรรมได้อย่างชัดเจนมากขึ้น มิใช่ว่าทำสมาธิให้จิตมีความสงบได้แล้ว ปัญญาจะเกิดขึ้นตามที่เข้าใจกัน หลักของวิปัสสนานี้ จะมีเฉพาะของพุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น จะมาเลียนแบบเอาอย่างตามไม่ได้เลย เป็นหลักเฉพาะผู้ปฏิบัติที่จะเข้าถึงมรรคผลนิพพานเท่านั้น ศาสนาอื่นลัทธิอื่นไม่มีสิทธิ์ทำได้อย่างนี้ ส่วนหลักการทำสมาธิเป็นวิธีทำกันได้ทั่วไป คนมีศีลก็ทำสมาธิให้จิตมีความสงบได้ คนไม่รู้เรื่องศีลก็ทำสมาธิให้จิตมีความสงบได้เช่นกัน เช่น พวกดาบสฤๅษี เป็นต้น สมาธิเป็นหลักสาธารณะทั่วไป ไม่ผูกขาดไม่จำกัดบุคคล ไม่จำกัดชาติและศาสนาอะไร การทำฌาน อภิญญาก็เช่นกัน ผู้มีนิสัยในทางนี้ ก็ย่อมทำให้เกิดได้เหมือนกัน เป็นหลักวิธีทำเพื่อหลบอารมณ์ที่เป็นทุกข์ไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น พวกดาบสฤๅษีเขาทำกันอยู่ก็เพราะเขาไม่รู้วิธีดีกว่านี้ เขารู้เท่านี้ก็ทำอยู่อย่างนี้ เพื่อให้มีความสุขใจไปวัน ๆ เท่านั้น พวกชาวพุทธที่ไม่ได้ศึกษาวิธีปฏิบัติให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ไปได้ ศึกษารู้เพียงสมาธิเท่านี้ ก็สอนกันอย่างนี้ และพากันปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ ถึงอย่างไร ก็ยังดีกว่าที่ไม่ปฏิบัติเลย ให้ฝึกทำเพื่อเสริมสร้างบารมีให้แก่ตัวเองเอาไว้ ในชาติหน้า เมื่อได้เกิดร่วมศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็มีสิทธิ์บรรลุธรรมได้


    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-04.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  4. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : สมาธิ ฌาน
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    สมาธิ ที่โยงเข้าเป็นฌานนั้น ผู้ปฏิบัติก็ต้องศึกษาให้เข้าใจเอาไว้ ไม่เช่นนั้นจะหลงติดอยู่ในสมาธิความสงบและหลงติดอยู่ในฌานต่อไป การศึกษาต้องแยกสมาธิความสงบกับฌานออกจากกัน ไม่เช่นนั้น จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นฌาน อะไรเป็นสมาธิ การทำสมาธิก็เป็นหลักเดียวกันตามที่พวกเราทำอยู่ในขณะนี้ ทำสมาธิก็เพื่อให้จิตมีความสงบเท่านั้น การนึกคำบริกรรมก็เพื่อให้จิตมีสติได้เกาะอยู่ในปัจจุบัน ไม่ให้จิตคิดวอกแวกแส่ส่ายไปมา ไม่ให้คิดในเรื่องอดีตที่ผ่านไป ไม่ให้จิตได้คิดในเรื่องอนาคตที่ยังไม่มาถึง ให้จิตระลึกอยู่กับคำบริกรรมในปัจจุบัน ให้ฝึกทำอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ จนเกิดความเคยชิน ต่อไปจิตก็จะค่อยเป็นสมาธิ มีความสงบไปเอง คำว่า ฌาน หมายถึง กำหนดจิตให้มีสติ เพ่งดูสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การฝึกเพ่งใหม่ ๆ ให้เพ่งสิ่งภายนอกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เพ่งจนติดตาติดใจในสิ่งนั้น ๆ ให้รู้เห็นเป็นจุดเดียว เพ่งจนให้เกิดความชำนาญ แล้วน้อมเข้ามาเพ่งในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เพ่งร่างกายในส่วนไหนก็กำหนดจิตให้มีสติเพ่งดูอยู่กับจุดนั้น ๆ ให้รู้เห็นว่าจุดที่เราเพ่งมีสีและลักษณะเป็นอย่างไร ในครั้งแรก ให้กำหนดเพ่งเป็นจุดเล็ก ๆ เอาไว้ เมื่อมีความชำนาญจึงขยายในการเพ่งออกไป ให้รู้เห็นชัดทั่วร่างกายยิ่งดี นี้เป็นวิธีฝึกเพ่งในรูป วิธีการเพ่งในนาม ให้ใช้สติกำหนดสติเพ่งดูให้รู้อยู่ในขณะนั้น วิธีการฝึกฌานนี้มีขั้นตอนมาก และเป็นวิธีที่จะปฏิบัติตามได้ยาก ถ้าอยากรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ให้ไปศึกษาในตำรา มีขั้นตอนปฏิบัติเป็น ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ที่เรียกว่ารูปฌาน ฌานในระดับสูงขึ้นไป ได้แก่ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่เรียกว่าอรูปฌาน การทำฌานในยุคนี้ ยากที่จะมีผู้ทำได้ หรือทำได้แล้วก็จะหลงติดอยู่ในฌานต่อไป ไม่มีใครจะมาช่วยแก้ไขให้ออกจากฌานได้เลย


    เมื่ออธิบายในเรื่องของฌาน ก็ต้องอธิบายถึงเรื่องอภิญญา เพราะมีความเกี่ยวโยงถึงกัน บางคนมีความชำนาญในฌานแต่ไม่ชำนาญในอภิญญา บางคนมีความชำนาญในอภิญญาแต่ไม่ชำนาญในฌาน บางคนชำนาญในฌานและมีความชำนาญในอภิญญาด้วย ฌาน อภิญญา มีฐานที่เกิดขึ้นจากสมาธิความสงบด้วยกัน ผู้ทำสมาธิมิใช่ว่าจะมีฌาน มีอภิญญาเหมือนกันทุกคน เป็นเพราะบารมีที่ได้บำเพ็ญมาไม่เหมือนกัน อภิญญามีหลายอย่าง เช่น จักขุญาณ คือ ญาณทางตา หมายถึงตาทิพย์เกิดขึ้น อยากรู้อยากเห็นในสิ่งใดก็กำหนดจิตดูได้ อยากจะเห็นรูปเทวดา รูปสัตว์นรก หรือดูรูปอื่นใดก็ได้ โสตญาณ เป็นญาณทางหู เรียกว่าหูทิพย์ ก็ออกมาจากจิตเช่นกัน อยากฟังเสียงอะไรก็กำหนดจิตฟังเสียได้ เจโตปริยญาณ กำหนดจิตดูความคิดของคนอื่นได้ อิทธิวิธี มีฤทธิ์ที่จะดำดินเหาะเหิรเดินไปตามอากาศได้ มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ กำหนดจิตออกเป็นรูปหลาย ๆ คนได้ จุตูปปาตญาณ กำหนดจิตรู้วิญญาณที่จะไปเกิดในภพต่าง ๆ ได้ ปุพเพนิวาสาสนุสสติญาณ กำหนดจิตระลึกชาติที่ผ่านมาได้ อภิญญาที่อธิบายมานี้ เป็นเพียงญาณขั้นโลกีย์เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับมรรคผลนิพพานแต่อย่างใด เพียงเป็นของเล่นเท่านั้น ถ้าพระอริยเจ้าท่านมีอภิญญานี้ ก็เพื่อแสดงปราบทิฏฐิมานะของคนเท่านั้น ตามปกติท่านจะไม่เล่นและแสดงออกมาให้คนได้รู้ อภิญญาเป็นผลที่เกิดจากสมาธิ เกิดขึ้นได้เฉพาะผู้ที่เคยได้สร้างบารมีมาทางนี้เท่านั้น ผู้ที่ไม่มีนิสัยสร้างบารมีมาถึงจะทำสมาธิมีจิตสงบละเอียดขนาดไหน ก็จะไม่เกิดอภิญญานี้แต่อย่างใด ฌาน อภิญญา นี้ จะเกิดขึ้นได้ทั้งพระอริยเจ้าและเกิดขึ้นได้ทั้งปุถุชน ไม่ได้ผูกขาดในชาติ ศาสนา หรือผู้ไม่นับถือศาสนาอะไรก็ทำให้ ฌาน อภิญญา เกิดขึ้นได้ ถ้าหากท่านเหล่านั้นเคยสร้างนิสัยบารมีมาในทางนี้


    การทำสมาธิความสงบ การทำฌาน การที่มีอภิญญา ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาให้ละเอียดหรือศึกษามาแบบผิวเผิน ก็จะเข้าใจว่าเป็นของศาสนาพุทธโดยตรง ที่จริงแล้วพวกดาบสฤาษีเขาทำกันมาก่อนพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นในโลก ชาวพุทธส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ จึงนำมาสอนกันอย่างเอาจริงเอาจังเลยทีเดียว ถ้าหากทำได้จริงก็จะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ จะผ่านไปให้ถึงมรรคผลนิพพานไม่ได้เลย เพราะผู้เป็นอย่างนี้จะมีทิฏฐิมานะสูงมาก จะเกิดโอหังอลังการใหญ่โต จะไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ๆ เป็นผู้เย่อหยิ่งจองหองลำพองตัวมากทีเดียว จะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ใครจะพูดว่าผิดไม่ได้เลย จะแสดงออกมาด้วยความไม่พอใจทันที ถ้ามีผู้ปฏิบัติให้ ฌาน อภิญญา เกิดขึ้นได้ในยุคนี้ คณะลูกศิษย์ก็จะพยากรณ์ให้เป็นพระอรหันต์ไปในทันที ลาภสักการะก็จะไหลมาเทมามากมายจนเหลือล้น พวกชาวพุทธส่วนใหญ่มีการศึกษาในหลักพุทธศาสนาน้อยมาก ใครปฏิบัติได้โดยวิธีแปลก ๆ ก็จะตื่นเต้นเชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรมในทันที นี้คือขาดการศึกษาประวัติของพระอริยเจ้านั้นเอง จึงเป็นนิสัยที่เชื่อง่าย โดยไม่ได้คิดพิจารณาในเหตุผลอะไร จึงเป็นสัทธาวิปยุตเชื่ออะไรโดยไม่ได้ใช้ปัญญามาดำริตริตรอง


    จึงเป็นความเชื่อที่งมงายขาดเหตุและผล เชื่อแบบมงคลตื่นข่าวเป็นกระต่ายตื่นตูมไป ศาสนาพุทธเป็นคำสอนที่เชื่อในเหตุผล จะเชื่อในสิ่งใดจะต้องใช้ปัญญามาวิเคราะห์วิจัยให้รู้เห็นความจริง เป็นหลักธรรมวิจารณ์ใคร่ครวญ ไม่ได้สอนให้เชื่อเพียงอย่างเดียวเหมือนศาสนาอื่น อย่าเป็นชาวพุทธแบบนกแก้วนกขุนทอง ใครจะเป็นอย่างไรหรือสอนอย่างไรก็จะเชื่อตามไปเสียทั้งหมด ศรัทธาความเชื่อก็ให้เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อเท่านั้น ฉะนั้น ต้องมีการศึกษาด้วย สุตมยปัญญา จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ถ้าศึกษามาผิด ก็จะเกิดความเข้าใจผิด เกิดความเห็นผิดเกิดขึ้น เมื่อนำไปปฏิบัติก็จะเกิดเป็นมิจฉาปฏิบัติที่ผิดต่อไป ถ้าศึกษามาถูกก็จะเกิดความเข้าใจถูกและเกิดความเห็นถูกเกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อนำมาปฏิบัติก็จะเป็นสัมมาปฏิบัติอย่างถูกต้องชอบธรรมต่อไป


    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-05.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  5. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : เจโตวิมุติ
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    ผู้มีนิสัยเป็นเจโตวิมุติ ในอดีตชาติที่ผ่านมาเคยเป็นดาบสฤๅษีมาก่อน ได้บำเพ็ญสมาธิ มีฌาน อภิญญา มาจนเป็นนิสัย ไม่เคยฝึกสติปัญญาในการพิจารณาในสัจธรรมแต่อย่างใด มีแต่ตั้งใจทำสมาธิ ทำฌาน อภิญญา มาตลอด เมื่อท่านเหล่านั้นได้มาเกิดในยุคปัจจุบันนี้ การปฏิบัติก็จะมีนิสัยพอใจในการทำสมาธิความสงบ มีฌาน มีอภิญญาเกิดขึ้นตามนิสัยเดิม เมื่อฌานอภิญญาเกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นทางตัน ปฏิบัติวกวนไปมาอยู่ในสมาธิ วกวนไปมาอยู่กับฌานอภิญญาเท่านั้น จะไม่รู้จักทางออกเพื่อความหลุดพ้นเข้าสู่กระแสธรรมได้เลย จะมีการหลงติดอยู่อย่างนี้ไปจนตลอดวันตาย ผู้มีนิสัยในทางเจโตวิมุติ การปฏิบัติให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้ ท่านเหล่านี้ต้องไปเกิดในยุคสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์ชีพอยู่ จึงจะได้บรรลุธรรมในมรรคผลนิพพานได้ เพราะท่านเหล่านี้ยังติดอยู่กับความสงบติดอยู่ในฌาน จะมาฝึกสอนให้ใช้สติปัญญาพิจารณาในสัจธรรมตามความเป็นจริงในทีเดียวไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงมีความรอบรู้ในวิธีการสอนท่านเหล่านี้เป็นอย่างดี พระองค์จะต้องสอนให้ทำสมาธิความสงบ ให้ทำฌานจนถึงที่สุด เมื่อถึงที่สุดของฌานแล้วจะทำต่อไปอีกไม่ได้ จึงเรียกว่าเป็นทางตัน เมื่อถึงทางตัน ก็จะมีการปฏิบัติแบบวกวนไปมา ก็จะเริ่มตั้งต้นในการทำฌานใหม่ เหมือนกับตาบอดพายเรืออยู่ในสระ หาทางออกไม่ได้เลย ในจุดนี้เอง พระพุทธเจ้าจึงจะทรมานให้กลับใจได้ จะตรัสในเชิงตำหนิให้ข้อคิดเพื่อให้ท่านเหล่านั้นมีความสำนึกว่า การทำสมาธิความสงบ การหลงติดอยู่ในฌาน จะเกิดความสุขทางใจได้ไม่นานก็จะเสื่อมไป วิธีการทำอย่างนี้ เราตถาคตได้ทำมาก่อนแล้ว ไม่ใช่แนวทางที่จะละอาสวกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจได้ มิใช่แนวทางที่จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้า ที่จะหลุดพ้นเข้าสู่มรรคผลนิพพานแต่อย่างใด ในเมื่อชีวิตตายไป ก็จะได้เป็นพรหมมีอายุยืนยาว เมื่อเสื่อมจากพรหมก็จะได้มาเกิดในโลกนี้ต่อไป หลงใหลอยู่ในโลกนี้โดยไม่มีจุดหมายปลายทาง จะลอยไปตามกระแสโลกไปไม่มีที่สิ้นสุดลงได้


    ในเมื่อท่านเหล่านั้นได้ฟังคำตำหนิอย่างนี้ จึงเกิดความสำนึกตัวขึ้นมา จึงยอมปฏิบัติตามในอุบายวิธีของพระพุทธเจ้าได้อบรมสั่งสอน พระพุทธองค์ทรงให้อุบายในการปฏิบัติต่อไปดังนี้ การทำสมาธิจิตมีความสงบแล้ว ให้จิตอยู่ในความสงบนั้น อีกไม่นานก็จะมีการถอนตัวออกมา ในขณะที่จิตถอนตัว ให้มีสติกำหนดเอาไว้อย่าให้ถอนออกมาหมด ให้กำหนดจิตอยู่ในสมาธิความตั้งใจมั่นที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ แล้วใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นโทษในการทำฌาน ว่ามิใช่เป็นแนวทางที่จะละอาสวกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจได้ การทำสมาธิความสงบ การหลงติดอยู่ในฌาน เหมือนกับก้อนหินทับหญ้าเอาไว้ เมื่อยกหินออกที่นั้นไป หญ้าก็จะเกิดขึ้นมาในที่นั้น นี้ฉันใด จิตที่หลงติดอยู่ในความสงบของสมาธิ หลงอยู่ในฌาน ก็เป็นเพียงทับกิเลสตัณหาเอาไว้ฉันนั้น เมื่อสมาธิความสงบและฌานเสื่อมไป กิเลสตัณหาน้อยใหญ่ก็เกิดขึ้นมาที่ใจตามเดิม ท่านเหล่านั้นก็จะใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นในความเป็นจริงในสัจธรรม ในธาตุสี่ขันธ์ห้า ให้เป็นไปใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาให้รู้เห็นว่าร่างกายนี้มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก อีกไม่นาน ก็จะลงทับถมในแผ่นดิน เน่าเปื่อยผุพังกลายเป็นธาตุเดิมของโลกต่อไป เมื่อท่านเหล่านั้นใช้ปัญญาพิจารณาอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ ก็จะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายคลายออกจากความกำหนัดยินดี จิตก็จะหลุดพ้นเข้าสู่แห่งวิมุตินิพพาน จึงให้นามพระอรหันต์จำพวกนี้ว่า เจโตวิมุติ คือผู้ที่ได้ทำสมาธิความสงบและทำฌานมาก่อน แล้วมาใช้ปัญญาพิจารณาในสัจธรรมในภายหลัง เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จะเล่นอยู่ในฌานเล่นอยู่กับอภิญญาก็ไม่มีปัญหาอะไร


    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-06.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  6. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : ปัญญาวิมุติ
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    ในยุคนี้สมัยนี้ ผู้ปฏิบัติยังไม่รู้ตัวเองว่ามีนิสัยอะไร เมื่อตัวเองมีนิสัยปัญญาวิมุติ แต่ไปปฏิบัติในวิธีของผู้มีเจโตวิมุติ จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด หรือผู้มีนิสัยเจโตวิมุติจะไปปฏิบัติในวิธีของผู้มีปัญญาวิมุติ การปฏิบัติก็จะไม่ได้รับผลเช่นกัน ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องศึกษาวิธีสังเกตตัวเองว่าเรามีนิสัยอะไร เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนิสัยของตัวเองได้ ผลของการปฏิบัติจึงจะเกิดขึ้น จะไม่ทำให้เสียเวลา ในสมัยครั้งพุทธกาล ส่วนมากจะเป็นนิสัยปัญญาวิมุติ การปฏิบัติได้หลุดพ้นด้วยปัญญาถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ให้ศึกษาดูในพระสูตรในเรื่องของพระอริยเจ้าผู้ได้บรรลุธรรม ทั้งพระและฆราวาส ในระดับภูมิธรรมพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ จะรู้ได้ทันทีว่าบรรลุธรรมด้วยปัญญาวิมุติเป็นส่วนมาก เมื่อได้ฟังธรรมอยู่ในขณะนั้น บางท่านบางกลุ่มก็ได้สำเร็จเป็นพระอริยเจ้าได้เลย หรือใช้ปัญญาพิจารณาปฏิบัติต่อไป ไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอริยเจ้าเช่นกัน ฉะนั้น ขอให้ผู้ปฏิบัติได้ทบทวนในวิธีการปฏิบัติของตัวเองเสียใหม่ เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขในอุบายวิธีในการปฏิบัติของตัวเอง จะได้ไม่เสียเวลาในการปฏิบัติธรรม ในยุคนี้ผู้สอนและผู้ปฏิบัติจะทำกันในวิธีเจโตวิมุติเท่านั้น ถ้าผู้มีนิสัยปัญญาวิมุติไปปฏิบัติอย่างนี้ จะไม่เกิดผลของการปฏิบัติแต่อย่างใด ผู้ปฏิบัติต้องสังเกตดูใจตัวเองว่า ในช่วงขณะเรานึกคำบริกรรม ใจมีความตั้งมั่นได้แล้ว ในขณะนี้ ใจเรามีความต้องการความสงบ หรือใจเราชอบในการคิด ถ้าใจเราชอบอยู่ในความสงบก็น้อมใจให้ลงสู่ความสงบต่อไป เมื่อใจได้ถอนออกจากความสงบแล้ว ก็น้อมใจไปในการพิจารณาด้วยปัญญาได้เลย นี้เป็นพวกเจโตวิมุติ พวกปัญญาวิมุติ เมื่อจิตมีความตั้งใจมั่นได้แล้ว ชอบมีความคิดเกิดขึ้น ถ้าเป็นในลักษณะนี้ ก็ให้หยุดในการทำสมาธิน้อมใจใช้ปัญญาพิจารณาในสัจธรรมต่อไปได้เลย เพราะนิสัยเราเป็นอย่างนี้ จะบังคับให้ใจมีความสงบก็จะไม่มีความสงบอยู่นั่นเอง


    การทำสมาธิในยุคนี้มีหลายสำนัก ที่สอนภาคปฏิบัติมีความแตกต่างกันไปและต่างกันกับในสมัยครั้งพุทธกาลอยู่มาก ในยุคนั้นทำสมาธิไม่ให้มีความอยาก ที่ในยุคนี้ทำสมาธิ เพื่อให้เกิดความอยาก เช่น อยากให้ฌานอภิญญาเกิดขึ้น อยากให้ใจมีความบริสุทธิ์ อยากละกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจ อยากให้ปัญญาเกิดขึ้นจากสมาธิ เข้าใจว่าถ้าปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว ก็จะไปละกิเลสตัณหาน้อยใหญ่ให้หมดไปจากใจได้ ก็จะสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าเกิดขึ้นมาเอง ความเห็นในลักษณะนี้มีความแตกต่างจากคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้าอยู่มาก ในสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนใครที่ไหน ไม่มีใครเกิดปัญญาขึ้นมาจากความสงบนี้เลย ไม่มีพยานบุคคลเป็นตัวเอย่าง ขอให้ศึกษาประวัติของพระอริยเจ้าให้เข้าใจ ไม่เช่นนั้น จะมีคนเกิดความเข้าใจผิดและความเห็นผิดต่อไป ทำไมจึงสอนและปฏิบัติอยากรู้เห็นในนิมิตนั้น ๆ เมื่ออกจากสมาธิแล้วครูสอนจะถามว่าเป็นอย่างไร เห็นอะไรบ้างไหม เห็นเป็นลักษณะใด ถ้าผู้มีนิมิตให้เห็นก็พูดไปตามนั้น เห็นเป็นท้องฟ้าบ้าง เห็นเป็นเทวดาบ้าง เห็นนรกเห็นเปรตบ้าง และเห็นลูกกลม ๆ ใส ๆ บ้าง และเห็นแตกต่างกันไป ผู้ที่ยังไม่เห็นก็อยากจะเห็น เป็นอันว่าทำสมาธิเพื่ออยากเห็น ในบางแห่งก็สอบอารมณ์ว่าอารมณ์อย่างนั้นเป็นฌานนั้นได้ขั้นนี้ไป ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกองค์ไหนไปสอบอารมณ์อย่างนี้ และมีอีกหลายวิธีในการทำสมาธิแตกต่างกันไป ในสมัยครั้งพุทธกาล ทำสมาธิเพื่อนำมาเสริมปัญญาเท่านั้น มิใช่ว่าทำสมาธิเพื่อให้เกิดเป็นอย่างนั้น มีนิมิตเป็นอย่างนี้เหมือนยุคปัจจุบัน


    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-07.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  7. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง เกิดจากมิจฉาสมาธิ
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    การทำสมาธิ ถ้าไม่ได้ศึกษาให้ดีจะเกิดความหลงผิดได้ง่าย ถ้าทำสมาธิตามปกติธรรมดา ไม่ให้มีความอยากก็จะไม่มีปัญหาอะไร ถ้าทำด้วยความอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ ด้วยความจริงจังเมื่อไร ก็จะเกิดปัญหาทำให้เกิดเป็นวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่างขึ้นมา ผู้ภาวนาไม่มีการศึกษาเอาไว้ จะไม่รู้เลยว่าการภาวนาของตัวเองผิดไป จะมีความตั้งใจที่จริงจังหวังผลให้เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ นี้เกิดจากมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดที่ไม่ได้แก้ไข จึงได้เกิดเป็นมิจฉาสมาธิ ความตั้งใจมั่นที่ผิด จึงกลายเป็นวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง ดังนี้


    ๑. โอภาส
    เมื่อจิตมีความสงบในสมาธิแล้ว จะเกิดมีแสงสว่างเกิดขึ้นในลักษณะต่าง ๆ จิตก็จะกำหนดรู้อยู่กับความสว่างนั้น ๆ อย่างมีความสุข และนั่งอยู่ได้นาน จนกว่าความสว่างนั้นจะหายไป เมื่อความสว่างหายไป ใจก็จะต้องถอน จะนั่งต่อไปให้จิตสงบอีกไม่ได้ ใจจะมีความห่วงอาลัยในความสุขและความสว่างนั้น ๆ นั่งสมาธิในครั้งต่อไปก็อยากให้ความสว่างนี้เกิดขึ้น เมื่อความสว่างไม่เกิดขึ้น จะนั่งสมาธิไม่ติดแต่อย่างใด จะเกิดความกังวล จิตฟุ้งซ่านรำคาญใจ เกิดความหงุดหงิดคิดอะไรเลื่อนลอย


    ๒. ปีติ
    เมื่อจิตมีความสงบในสมาธิแล้ว จะเกิดความเพลิดเพลินเอิบอิ่มใจในขณะนั้น จนออกจากสมาธิมาแล้วก็มีความเอิบอิ่มเพลิดเพลินอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความกังวลใจกับสิ่งใด ๆ จะยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ที่ไหน ก็มีความเอิบอิ่มใจตลอดทั้งวันทั้งคืน จะไม่กินข้าวกินน้ำ ก็จะไม่มีความหิวแต่อย่างใด มีความอิ่มใจยินดีในลักษณะนี้อยู่ตลอดเวลา อยากให้เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป เกิดน้ำตาไหล มีขนพองสยองเกล้าในบางช่วงบางเวลา


    ๓. ปัสสัทธิ
    มีความสงบกายสงัดใจเป็นอย่างมาก มีความสงบเยือกเย็น ไม่มีความร้อนหนาวไปตามดินฟ้าอากาศแต่อย่างใด มีแต่ความสงบกายสงัดใจอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอารมณ์ให้เกิด


    ความเร่าร้อนทุกข์ใจแต่อย่างใด จะยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ที่ไหนก็มีความสงบกายสงัดใจอยู่ที่นั่น ไม่มีความรักความชังกับสิ่งใด ๆ เหมือนกับกิเลสตัณหาได้หมดไปจากใจ ไม่มีอะไรจะให้เกิดความเศร้าหมองขุ่นมัว จะมีความพอใจยินดีอยู่ในลักษณะนี้อยู่ตลอดเวลา


    ๔. สุขะ
    จะมีความสุขกายมีความสุขใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีความสุขใดในโลกนี้จะเสมอเหมือน จะยืน เดิน นั่ง นอน ในที่ไหน ก็มีแต่ความสุขอยู่ตลอดเวลา ชีวิตที่เกิดมาเพิ่งได้พบได้เห็น ความยินดีพอใจในความสุขนี้ แทบจะตะโกนให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย อยากให้ความสุขนี้มีอยู่กับตัวเองตลอดไป ไม่อยากให้ความสุขนี้ได้เสื่อมคลายสลายไป จะอยู่จะไปในที่ไหน ใจจะมีความเพลิดเพลินอยู่ในความสุขนี้ จะกินอยู่หลับนอนในที่ไหน ใจจะมีความสุขอยู่ในความสงบนี้อย่างฝังใจทีเดียว


    ๕. ญาณะ
    มีญาณรู้เกิดขึ้นที่ใจ ในบางครั้ง ความรู้เกิดขึ้นในทางโลก ในบางครั้งความรู้เกิดขึ้นในทางธรรม อยากรู้ในธรรมข้อไหนหมวดใด กำหนดถามใจก็จะให้คำตอบขึ้นมาทันที อยากรู้ในทางโลกอย่างไร กำหนดถามใจก็จะได้เช่นกัน ในบางครั้งจะมีญาณรู้เกิดขึ้นมาเอง ว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ไป บางทีก็รู้เป็นเรื่องในอดีต บางทีก็รู้เป็นเรื่องในปัจจุบัน บางทีก็รู้เป็นเรื่องของอนาคต บางทีก็รู้ในเรื่องของตัวเองและเรื่องของคนอื่น อยากรู้เรื่องอะไรกำหนดถามใจจะรู้ได้ทันที


    ๖. อธิโมกข์
    น้อมใจเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องจริง เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เป็นแนวทางที่จะให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพาน เป็นความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากทีเดียว โดยเฉพาะมีความเชื่อจากความรู้ที่เกิดขึ้นว่าเป็นของจริงไปเสียทั้งหมด ใครจะมาพูดว่าผิดก็จะโต้แย้งว่าตัวเองถูกตลอดไป จึงได้เกิดเป็นทิฏฐิมานะ เชื่อในความรู้ของตัวเองอย่างฝังใจ จึงเป็นความเชื่ออย่างงมงายไปโดยไม่รู้ตัว แนวทางปฏิบัติอย่างไรก็จะปฏิบัติไปอย่างนั้น เพราะมีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติของตัวเอง


    ๗. ปัคคาหะ
    มีความเพียรอย่างโดดเด่นเข้มแข็งมาก จะเดินจงกรม จะนั่งสมาธิ จะมีความขยันหมั่นเพียรเป็นอย่างมากทีเดียว เป็นผู้มีความตั้งใจที่จริงจังในการปฏิบัติธรรม จะยืน เดิน นั่ง นอน จะปรารภความเพียรอยู่ตลอดเวลา มีความขยันอดทนเพื่อมรรคผลนิพพานอย่างแน่วแน่ทีเดียว จะอยู่ที่ไหน ไปในที่ใด จะไม่ลดละในความเพียรนี้อย่างเด็ดขาด ความเพียรในที่นี้หมายถึงทำใจให้เป็นสมาธิอยู่ทุกลมหายใจ ไม่หวั่นไหวไม่สนใจกับสิ่งใด ๆ ขอให้มีความเพียรตลอดทั้งคืนวันได้ยิ่งดี


    ๘. อุปัฏฐาน
    มีสติระลึกได้อย่างชัดเจนมาก จะเหยียดแขนคู้แขน มองหน้าเหลียวหลัง มีสติระลึกได้อยู่ตลอดเวลา การนึกคำบริกรรมทำสมาธิจะมีสติระลึกได้ไม่ให้เผลอ กำหนดลมหมายใจเข้า กำหนดลมหายใจออก ก็มีสติระลึกได้เท่าทันกับลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าออกสั้นยาว ก็มี


    สติระลึกรู้ได้อยู่ตลอดเวลา ความเคลื่อนไหวในร่างกายทุกส่วน คำพูดออกมาแต่ละประโยค มีสติระลึกได้เป็นอย่างดี จิตมีความนึกคิดในเรื่องอะไร คิดในทางโลกและคิดในทางธรรม คิดเรื่องส่วนตัวและคิดเรื่องของผู้อื่น มีสติระลึกรู้ได้อยู่เสมอ แม้จะมีสติระลึกได้เท่าทันในการปฏิบัติอยู่ก็ตาม ถ้าฐานเดิมยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดอยู่ ก็จะเป็นวิปัสสนูปกิเลสต่อไป


    ๙. อุเบกขา
    ความวางเฉยภายในใจจะมีความเป็นกลางได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าสิ่งใดมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะไม่ยินดียินร้ายในสิ่งนั้น ๆ ไม่มีความรักความชังกับใคร ๆ และสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น จะยืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบถใด ใจจะวางเฉยได้ตลอดทั้งคืนวัน จะมีคนพูดยกยอสรรเสริญหรือกล่าวร้ายอย่างไร ใจก็เพียงรับรู้ ไม่ได้ฟูไปตามอารมณ์ในคำพูดดีและชั่วอย่างใด ใจไม่กำเริบในราคะตัณหา ไม่มีแนวความคิดพิจารณาด้วยปัญญาอะไรเลย จะอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ไม่ชอบพูดคุยกับใคร ๆ ใจก็จะวางเฉยต่อสิ่งทั้งหลายนี้ไป


    ๑๐. นิกันติ
    จะเกิดความพอใจยินดีในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเป็นไปในข้อ ๑-๙ จะมีความภาคภูมิใจในผลการปฏิบัติของตัวเอง เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก มีความยินดีพอใจในลักษณะนี้เป็นอย่างมาก จึงได้เกิดความคิดว่าเป็นของจริง มีความเชื่อถือว่าเป็นแนวทางที่ตรงต่อมรรคผลนิพพานอย่างมั่นใจ จะมอบกายถวายชีวิต อุทิศตัวในการปฏิบัติอย่างนี้ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ใครจะมาแก้ไขในการปฏิบัติอย่างนี้ไม่ได้เลย ถ้าผู้นั้นเป็นเพียงข้อ ๑ ถึงข้อ ๔ ก็พอมีทางแก้ไขกันได้ ถ้าเป็นข้อ ๕ ขึ้นไปจะยากในการแก้ไข ผู้เป็นในวิปัสสนูปกิเลสนี้ จะมีทิฏฐิมานะสูง จะเชื่อในการเป็นของตัวเองอย่างฝังใจทีเดียว


    ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย เมื่อได้อ่านการเกิดขึ้นของวิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๑๐ ข้อนี้แล้ว จะมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ให้ท่านได้พิจารณาตัดสินใจด้วยตนเอง ข้าพเจ้าเพียงชี้แนะแนวทางที่ผิดถูกให้รับรู้เท่านั้น เพราะหลักการทำสมาธิมีมากมายในปัจจุบัน แต่ละสำนัก แต่ละชมรม ก็มีหลักวิธีทำสมาธิเป็นของตัวเอง การเกิดขึ้นของสมาธิมีลักษณะอย่างไรให้พิจารณาให้ดี เพราะการทำสมาธิจะมีความสงบเหมือนกันก็ตาม การเกิดขึ้นของนิมิตต่าง ๆ นั้นจะตีความหมายที่แตกต่างกันไป ผู้ไม่เข้าใจก็จะให้ความสำคัญในนิมิตนั้นว่าเป็นของดีไปเสียทั้งหมด จึงได้เกิดพอใจยินดีไปตามนิมิตนั้น ๆ ความรู้เห็นในนิมิตนี้จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญ ผู้ไม่ได้ศึกษาไม่มีปัญญาพิจารณาในเหตุผล จะเกิดความเห็นผิดในนิมิตนี้ไปในทันที ถึงจะมีความเข้าใจว่าถูกแต่ก็ผิดอยู่นั่นเอง วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นจากมิจฉาสมาธิความตั้งใจผิด มิจฉาสมาธิเกิดขึ้นจากมิจฉาทิฏฐิ ที่มีความเห็นผิดในจุดเริ่มต้นนั้นเอง จึงเป็นกิเลสปิดกั้นไม่ให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพาน มิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดนี้เอง จึงเป็นฐานให้เกิดความคิดผิดและความเข้าใจผิดต่อไป จะมีความเพียรอย่างไรก็จะกลายเป็นความเพียรผิดอย่างต่อเนื่อง มีสติก็ระลึกได้ในทางที่ผิดเรื่อยไป จะทำสมาธิก็จะเป็นมิจฉาสมาธิ ความตั้งใจไว้ผิดเป็นนิสัย ถ้าเป็นลักษณะนี้ จะมีความรู้ว่าตัวเองผิดหรือไม่ ได้คำตอบว่า จะไม่รู้ตัวเองแต่อย่างใด จะมีความมั่นใจว่าการภาวนาของตนมีแต่ความถูกต้องทั้งหมด ถึงผู้อื่นจะรู้ว่าการภาวนาอย่างนี้ผิดไป จะไปสอนให้ภาวนาเสียใหม่ไม่ได้เลย จึงปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปจนถึงวันตาย ในยุคนี้ จะไม่มีใครช่วยให้กลับใจได้แต่อย่างใด จึงปล่อยให้เป็นตัวใครตัวมัน


    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-08.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  8. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : สุตมยปัญญา
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    สุตมยปัญญาเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ การเริ่มต้นในภาคการศึกษา การอ่านตำรา การฟังเทป การฟังธรรม การซักถามข้อข้องใจ จึงเรียกว่าภาคการศึกษา หรือเห็นสิ่งใด ๆ ในที่ทั่วไป ให้ศึกษาเหตุผลสิ่งนั้น ๆ ความถูกเป็นอย่างไร มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น ถ้าฝึกในวิธีนี้ได้ เราจะมีธรรมะ ได้ศึกษาในที่ทั่วไป สิ่งใดควรนำมาปฏิบัติได้ก็จดจำนำมาปฏิบัติต่อไป สิ่งใดไร้เหตุผลอย่างไรก็ศึกษาให้รู้ว่า เราจะไม่ทำไม่พูดในลักษณะอย่างนั้น แม้ในตำราต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามาก็อย่าเพิ่งเชื่อทีเดียว ใช้ปัญญาพิจารณาตีความหมาย ใช้เหตุผลมาเป็นตัวตัดสินให้รู้จักความผิดความถูกแล้วจึงตัดสินใจเชื่อในภายหลัง จึงจะเกิดเป็นสัมมาทิฏฐิความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม เมื่อนำมาปฏิบัติก็จะเป็นผลออกมาเป็นปฏิเวธ แนวทางปฏิบัติอย่างไรจะเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าทรงวางกฎเกณฑ์ไว้แล้วเป็นอย่างดี ถึงจะผ่านกาลเวลามายาวนานก็เป็นหลักความจริงตลอดมาไม่ล้าสมัย ยังมีประสิทธิภาพให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติตลอดมา การปฏิบัติได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับสติปัญญาและความสมารถของแต่ละท่าน หากมีความสงสัยในการปฏิบัติอย่างไร ก็ให้ศึกษากับท่านผู้รู้ผู้เข้าใจในธรรมอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นไปในความถูกต้องชอบธรรม การปฏิบัติก็จะก้าวหน้าไปด้วยดี


    ปัญญา ๓ : จินตามยปัญญา



    จินตามยปัญญา เป็นคู่กับปฏิบัติ การปฏิบัติมี ๒ วิธี


    ๑. ปฏิบัติที่เป็นไปในขั้น กามาวจร


    ๒. ปฏิบัติให้เป็นไปใน โยคาวจร


    ทั้งสองวิธีนี้มีอุบายในการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างไร เราปฏิบัติอยู่ในขณะนี้เป็นระดับขั้นกามาวจรหรือเป็นขั้นโยคาวจร จะรู้วิธีในการปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป


    ๑. ปฏิบัติในขั้นกามาวจร เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างบารมี ที่เรียกว่า การบำเพ็ญกุศล ไม่หวังมรรคผลนิพพานในชาตินี้แต่อย่างใด ทำไปเพื่อให้เกิดความสุขภายในใจเท่านั้น เช่น การทำบุญให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา การทำสมาธิ การทำสมาธิทุกคนก็พอจะเข้าใจเพราะทำกันอยู่แล้ว ทำเพื่อความสุขสบายในใจไปชั่วคราวเท่านั้น ถึงจะทำสมาธิให้จิตมีความสงบลึกลงไปเป็นฌาน รูปฌาน อรูปฌาน อยู่ก็ตาม ก็จะได้ไปเกิดในภพของรูปพรหม อรูปพรหม เท่านั้น เมื่ออำนาจฌานเสื่อมลองก็จะได้มาเกิดในโลกนี้ต่อไป เว้นพระพรหมในพระอนาคามีเท่านั้น นอกนั้น จะต้องลงมาเกิดภายในภพทั้งสามต่อไป


    ๒. ปฏิบัติในขั้นโยคาวจร เป็นอุบายการปฏิบัติเพื่อจะพ้นไปจากภพทั้งสามในชาตินี้ให้ได้ จะไปได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความตั้งใจจะให้พ้นไปได้ในชาตินี้จริง ๆ การปฏิบัติในขั้นโยคาวจรใช้สติปัญญาเป็นหลักที่ยืนตัว การทำสมาธิก็เพื่อเป็นอุบายเสริมให้แก่สติปัญญาเท่านั้น การทำสมาธิก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ให้ทำเหมือนที่ได้ทำตามปกติทั่ว ๆ ไป ข้อสำคัญ อย่าให้มีความอยากในสิ่งใด ๆ อย่าหวังผลว่าให้เป็นอย่างนั้น ให้รู้อย่างนี้ การนึกคำบริกรรมก็เอาตามที่เรามีความถนัด หรือกำหนดสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าหายใจออกก็ได้ เมื่อจิตเป็นสมาธิตั้งใจมั่นได้แล้ว ให้สังเกตดูจิตตัวเองว่าจิตมีความต้องการที่จะสงบต่อไป หรือต้องการพิจารณาในสิ่งต่าง ๆ ถ้าจิตต้องการความสงบก็ปล่อยให้ลงสู่ความสงบอย่างเต็มที่ ในช่วงจิตมีความสงบอยู่นั้น อย่าไปบังคับให้จิตได้ถอน ปล่อยให้จิตอยู่ในความสงบจนอิ่มตัว เมื่อจิตอิ่มตัวในความสงบแล้วก็จะเริ่มถอนออกมาเอง ในขณะที่จิตถอนอย่าให้ถอนเร็ว ให้มีสติกำหนดรู้เอาไว้ไม่ให้ถอนออกหมด ให้อยู่ในขณิกะ อุปจารสมาธิ ในความตั้งใจมั่น จากนั้น ก็น้อมใจพิจารณาในหมวดธรรมต่าง ๆ ต่อไป เหมือนกับนอนหลับแล้วตื่นขึ้น อย่าให้ตื่นพรวดพราดลืมตาเลยทีเดียว ให้มีสติหลับตาเอาไว้ ถ้าหากมีความฝันอย่างไรจะได้เรียบเรียงดูความฝันนั้นได้ นี้ฉันใด เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิก็ให้เป็นในลักษณะฉันนั้น


    ในบางกรณีหรือบางคน เมื่อจิตรวมอยู่ในสมาธิตั้งใจมั่นได้แล้ว จะกำหนดให้จิตลงสู่ความสงบต่อไปอีกไม่ได้ จิตชอบคิดในเรื่องนี้เป็นนิสัย ถ้าเป็นในลักษณะนี้ ให้หยุดคำบริกรรมเสีย ให้น้อมใจพิจารณาในหมวดธรรมต่าง ๆ ต่อไป การใช้ปัญญาพิจารณาในหมวดสัจธรรมนั้น ให้พิจารณาในสัจธรรมต่าง ๆ ที่เคยคิดพิจารณามาแล้ว เคยฝึกคิดพิจารณาถึงสิ่งที่ไม่เที่ยง เคยฝึกคิดพิจารณาเรื่องความทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ เคยคิดพิจารณาในเรื่องอนัตตา ว่าธาตุสี่ขันธ์ห้าไม่เป็นอัตตาตัวตน เป็นเพียงจิตได้อาศัยกันอยู่กับธาตุเท่านั้น อีกไม่นานก็จะได้ผุพังเปื่อยเน่าเป็นธาตุดิน ให้คิดพิจารณาในวัตถุสมบัติทั้งหลายว่า เป็นปัจจัยอาศัยประจำชีวิตเท่านั้น อีกไม่กี่วันเดือนปีก็จะได้ตายจากสมบัติไป คิดพิจารณาว่าไม่มีสมบัติอะไรเป็นของของเราที่แน่นอนตายตัว การคิดพิจารณาในสิ่งที่ไม่เที่ยง ให้คิดเรียบเรียงไปตามความเปลี่ยนแปลงในสิ่งนั่น ๆ ว่ามีความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร ทำความเข้าใจให้รู้เห็นตามความเป็นจริงในสิ่งนั้นให้ชัดเจน ทั้งสิ่งภายนอกที่มีอยู่เป็นอยู่ในที่ทั่วไป ภายในคือธาตุสี่ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ที่รวมกันอยู่เป็นรูปธาตุ ให้พิจารณาเรียบเรียงไปตามวัย วัยหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกวัยหนึ่ง จนถึงปัจฉิมวัย คือวัยที่แก่หง่อมเต็มที่ มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร ใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นตามความเป็นจริงอยู่บ่อย ๆ จิตก็จะค่อยรู้เห็นในก้อนธาตุที่ไม่เที่ยงนี้ได้อย่างชัดเจน ทั้งเราทั้งเขาและสัตว์ดิรัจฉานทุกชนิด ก็มีความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปตามวัยเช่นกัน


    การพิจารณาความทุกข์ หมายถึงความทุกข์ทางใจ อย่างอื่นเพียงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นทุกข์เท่านั้น ลำพังใจอย่างเดียว จะไม่มีความสุขความทุกข์อะไร ใจที่เป็นทุกข์เป็นสุขไปตามเหตุนั้น ๆ เรียกว่า กิเลสตัณหา กิเลสตัณหา หมายถึงความรักความใคร่ ความกำหนัดย้อมใจอยู่ในกามคุณ ที่ใจหลงว่าเป็นความสุข ที่จริงก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์นั้นเอง ความสุขและความทุกข์เป็นผลเกิดขึ้นจากความสมหวังและความผิดหวัง ถ้าได้อะไรมาตามใจชอบก็ถือว่ามีความสุข ถ้าไม่ได้ตามใจก็ถือว่าเป็นทุกข์ ทั้งสุขทั้งทุกข์จึงเป็นกิเลสด้วยกันทั้งสอง ความสุขทุกคนมีความต้องการ ความทุกข์ไม่มีใครต้องการ แต่มีความหมั่นขยันในการสร้างเหตุให้เกิดทุกข์อยู่ตลอดเวลา หารู้ตัวเองไม่ว่าเรากำลังสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้แก่ตัวเอง ความไม่รู้นี้เองจึงเรียกว่า โมหะ อวิชชา จึงได้เกิดเป็นตัณหาความอยากความต้องการ อยากนั้นบ้างอยากนี้บ้าง จิปาถะจะนับเป็นตัวเลขไม่ได้เลย จึงเป็นความอยากเพื่อเสริมกิเลสให้มีกำลัง ถ้าทำลายหรือตัดความอยากออกจากใจได้แล้ว กิเลสก็จะหมดสภาพไปเอง


    อนัตตา หมายถึงสูญสลายไป ไม่ใช่อัตตาตัวตนเราเขา การพิจารณาในอนัตตา ให้รู้จำในคำว่า อัตตา เอาไว้ เพราะอนัตตาเป็นลักษณะที่สูญไปจากอัตตานั้นเอง อัตตามี ๒ อย่าง รูปอัตตา หมายถึงธาตุธุลี คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ที่รวมกันอยู่เรียกว่า นามอัตตา หมายถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่า อาการของจิต การพิจารณาในธาตุสี่ ให้แยกพิจารณาดูแต่ละธาตุให้เข้าใจ แล้วใช้ปัญญาพิจารณารวมกัน เรียกว่าเจริญอาการ ๓๒ ให้เป็นธาตุด้วยกันทั้งหมด และให้พิจารณาในอสุภะ ในความสกปรกโสโครกเน่าเฟะในทุกส่วนของธาตุนั้น ๆ คิดพิจารณาสร้างภาพตามความเป็นจริงอยู่บ่อย ๆ ใจก็จะค่อยเกิดความรู้เห็นเป็นไปตามความจริงชัดเจน ก็จะรู้เห็นความไม่สวยงามความสกปรกในร่างกายนี้ ให้พิจารณาดูร่างกายของตัวเอง และพิจารณาดูรูปร่างกายของคนอื่น ให้เป็นในลักษณะสกปรกเน่าเฟะเปื่อยผุพังเหมือนกับตัวเรา หรือให้พิจารณาซากศพคนและสัตว์ตายก็ได้ เพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันในความเป็นจริง เมื่อทิ้งไว้ก็จะเป็นอาหารของแมลงวันและหนอนไป เมื่อเอาไปเผาก็เหลือเพียงกระดูกออกมาให้เห็น เราก็จะเป็นในลักษณะนี้เช่นกัน หากใจยังครองร่างกายนี้อยู่ ก็เคลื่อนไหวไปมาได้ เมื่อใจออกจากร่างกายนี้ไป รูปกายทุกส่วนก็จะนอนทับถมสลายไปในแผ่นดินนี้ทั้งหมด จึงไม่เป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาแต่อย่างใด จึงเป็นรูปังอนัตตา


    อนัตตาในนามที่เป็นอาการของจิต มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อาการของจิตทั้ง ๔ นี้ มีวิญญาณการรับรู้เป็นประธาน วิญญาณการรับรู้นี้เอง จะเชื่อมโยงให้จิตได้รู้อารมณ์ที่เป็นสุข อารมณ์ที่เป็นทุกข์ อารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ที่เรียกว่าเวทนา สัญญาความจดจำในสิ่งต่าง ๆ วิญญาณการรับรู้ในความจดจำนั้น ๆ จำในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ กามคุณห้านี้เอง จึงเป็นอาหารที่เลิศรสให้แก่กิเลสตัณหา มีความต้องการอยากที่จะสัมผัส จึงทำให้เกิดเวทนา ความจำในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จำมาเพื่อให้เกิดความหลงรักหลงชัง จึงเรียกว่า สัญญา เมื่อจำมาได้ก็ปรุงแต่งให้ใจเกิดความรักขึ้นมาอย่างหยดย้อยทีเดียว ใจจึงหลงในความรัก มีความยินดีพอใจในความรัก ความอยากได้ อยากมีอยากสัมผัสในความรักนั้น ๆ อย่างฝังใจทีเดียว รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ไม่ชอบใจก็ใช้วิธีคิดปรุงแต่งให้ใจเกิดความโกรธ ไม่พอใจในสิ่งใดจึงได้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ฉะนั้น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงเป็นลักษณะอาการของใจ อาศัยการสัมผัสของอายตนะภายในภายนอก จึงเกิดกระแสแห่งความรักความชัง จึงได้เกิดความหลง ความเข้าใจผิดไปว่าเป็นตน กิเลสตัณหาน้อยใหญ่จึงเกิดมีในใจ จึงทำให้เกิดทิฏฐิมานะ จึงเกิดความยึดถือไปว่าเป็นอัตตาตัวตน จึงเกิดมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเราขึ้นมา กิเลสตัณหาน้อยใหญ่จะอาศัยอยู่ในนามจิตอย่างมืดมิดทีเดียว ถ้าสติปัญญาไม่มีความละเอียดแหลมลึกจริง ๆ จะเจาะเข้าไปให้รู้เห็นตามความจริงนี้ไม่ได้เลย ฉะนั้น อัตตาทั้งสองคือ รูปอัตตา นามอัตตา ที่เรียกว่าขันธ์ห้า มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเพียงให้กิเลสตัณหาอาศัยอยู่จึงฝึกสติปัญญาพิจารณาให้รู้เห็น ให้เป็นไปใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้รู้เห็นเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปตามเหตุปัจจัยของขันธ์นั้น ๆ ให้แจ่มแจ้งชัดเจน จะไม่เกิดความเห็นผิด ความเข้าใจผิดไปว่า ขันธ์ห้าเป็นอัตตาตัวตนแต่อย่างใด


    จินตามยปัญญาในภาคปฏิบัตินี้เอง จึงเรียกว่าการเจริญวิปัสสนาในขั้นโยคาวจร เป็นอุบายการฝึกใจให้ปฏิเสธทอดอาลัยในสรรพสังขารทั้งหลาย ว่าไม่มีอะไรเป็นเราและเป็นของของเราโดยประการทั้งปวง การใช้ปัญญาพิจารณาในหมวดธรรมใด มิใช่ว่าจะให้เกิดความรู้เห็นเป็นไปในสัจธรรมเท่านั้น ต้องทำใจให้ปฏิเสธไปพร้อม ๆ กัน ใช้ความจริงจังในขณะพิจารณานั้นอย่างเข้มข้นฮึกเหิม จะใช้ความคิดพิจารณาด้วยปัญญาในเรื่องความจริงอะไร ต้องใช้กำลังภายในเป็นองค์ประกอบทุกครั้งไป เสียงภายในก็ใช้วิธีดุดันอย่างเผ็ดร้อน และปฏิเสธไปพร้อม ๆ กันในขณะนั้น ใช้กำลังปัญญาบวกกับกำลังเสียงกระตุกใจให้ตื่นตัว เหมือนกับไฟกำลังโหมไหม้บ้านตัวเองอยู่ ผู้ที่ยังนอนหลับหลงใหลไม่รู้ตัวก็ต้องตะโกนกระชากให้ตื่นขึ้น เพื่อจะได้หาน้ำมาดับไฟให้หมดไป นี้ฉันใด ไฟของราคะ ไฟของโทสะ ไฟของโมหะ ที่กำลังโหมตัวร้อนใจหลงใหลใฝ่ฝันเมามันอยู่ในกามคุณ จะใช้ปัญญาธรรมดาพรรณนาในเรื่องความจริงอย่างไร ใจก็ยังใฝ่ฝันไปในความรักความใคร่ในกามคุณที่เป็นฝ่ายต่ำหยาบคาย ก็ต้องใช้ปัญญาอย่างหยาบกระทบกระแทกใจให้ได้ตื่นตัว เมื่อใจไม่ยอมรับความจริงก็ต้องใช้วิธีดุด่าขู่เข็ญปัญญาจี้ให้ใจได้รู้เห็นในสิ่งที่ไม่เที่ยง จี้ให้ใจรู้เห็นในทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ จี้บังคับให้ใจยอมรับความเป็นจริงเหมือนกับงูที่คาบเขียดกำลังจะกลืน จะบอกให้งูคายออกมาด้วยความนุ่มนวลอ่อนหวานด้วยคำพูดอย่างไร งูก็ไม่ยอมปล่อยวาง จึงให้ใช้วิธีตะคอกดุด่าตบตีให้งูเกิดความตกใจกลัว งูจึงจะวางเขียดออกไปได้ นี้ฉันใด กิเลสตัณหากำลังเกาะใจอย่างเหนียวแน่น จะใช้ปัญญาพิจารณาที่ถูกต้องตามหลักความจริง กิเลสตัณหาก็จะเกาะอยู่กับใจ ใจก็เกาะอยู่กับกิเลสตัณหา จึงใช้วิธีตะเพิดดุด่าตะคอกเพื่อให้ใจกับกิเลสตัณหาได้คลายออกจากกันไป ไม่ให้มีความผูกพันต่อกันดังที่เคยเป็นมา


    การใช้ปัญญาสอนใจไม่ให้เป็นมิตรต่อกิเลสตัณหา ต้องเอาความความทุกข์ที่เป็นผลงานของกิเลสตัณหามาเป็นพยานหลักฐาน พรรณนาความทุกข์ที่ใจได้รับมาเป็นข้อมูล ให้ใจได้รู้ได้เห็นในทุกข์ โทษภัยในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมานจนถึงปัจจุบัน เป็นผลงานที่ทรมานเดือดร้อนให้แก่ใจมาตลอด ทำให้ใจได้หลงไปในทางที่ต่ำทรามมายาวนาน เป็นปัญหาที่สะสมหมักหมมกันมานับชาติไม่ถ้วน เมื่อมาถึงชาตินี้ ต้องชำระให้ปัญหาหมดไปจากใจเสียที สติปัญญาจะพิพากษาว่าการตัดสินลงโทษให้แก่กิเลสตัณหาให้สะใจ ให้ใจได้มีอิสระไม่มีพันธะผูกพันกับกิเลสตัณหาอีกต่อไป เหมือนกับต้นกำเนิดของไฟเกิดขึ้นในที่ใด จะต้องดับไฟในที่นั้น ไม่ปล่อยให้ไฟได้เกิดไหม้ลุกลามต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด นี้ฉันใด ไฟของราคะ ไฟของโทสะ ไฟของโมหะ ที่โหมทับถมใจให้มีความเดือดร้อนเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา จึงเป็นหน้าที่ของสติปัญญาต้องเข้าไปแก้ไขระงับเหตุให้หมดไป ใจจะได้รู้ตัวว่าถูกกิเลสตัณหาหลอกมายาวนาน มีความทุกข์ทรมานเดือดร้อนที่กิเลสตัณหาให้เป็นไป เมื่อมารู้เห็นทุกข์โทษภัยในกิเลสตัณหานี้แล้ว ใจจะได้รู้ตัว ไม่มั่วสุมลุ่มหลงอยู่กับกิเลสตัณหาอีกต่อไป เหมือนกับผู้เคยได้รับโทษภัยในหมู่คนพาลมาแล้ว จะได้เป็นบทเรียนจดจำในการกระทำของกลุ่มคนพาลเหล่านั้น จะไม่เข้าใกล้มั่วสุมกับกลุ่มคนพาลอีกต่อไป นี้ฉันใด ใจเมื่อถูกฤทธิ์ของกิเลสตัณหาได้พาให้เป็นทุกข์มาแล้ว จะเกิดความตื่นตัว จะไม่เป็นเพื่อนเป็นมิตรกับกิเลสตัณหาอีกต่อไป จึงใช้สติปัญญาระงับเหตุแก้ไขในปัญหาให้แก่ใจให้ได้ อย่าไปกลัวอิทธิพลศักดิ์ศรีของกิเลสตัณหาแต่อย่างใด บัดนี้จึงเป็นทีของสติปัญญาจะขึ้นสู่บัลลังก์ว่าการอย่างเต็มที่ มีทีเด็ดแพรวพราวอย่างไรก็แสดงออกมาด้วยความกล้าหาญ เหมือนเข้าสู่สนามรบ แล้วก็ต้องเตรียมพร้อมในอาวุธนานาประการ ไม่มีในคำว่าถอยหลังให้ข้าศึกตั้งหลักได้ อาวุธน้อยใหญ่มีเท่าไรจะต้องใส่กันอย่างเต็มที่ มีศัตรูน้อยใหญ่ขนาดไหนจะต้องสับฟันห้ำหั่นให้เรียบราบไป จนกว่าจะได้ชนะกลับมาอย่างสง่าผ่าเผย นี้ฉันใด ผู้ปฏิบัติต้องฝึกสติปัญญาศรัทธาความเพียรให้พร้อม ขณะนี้ขึ้นเวทีตัวจริง ไม่มีคำว่าเพื่อนไม่มีคำว่ามิตรอีกต่อไป ไม่มีคำว่าแพ้ ไม่มีคำว่าเสมอ มีแต่ชนะอย่างเดียว กิเลสตัณหาไม่ตาย เรายอมตาย เราไม่ตายให้กิเลสตัณหาได้ตายไป


    ในครั้งแรกก็ใช้สติปัญญาพิจารณาในสัจธรรมตามความเป็นจริงอยู่บ่อย ๆ ในเมื่อกิเลสตัณหายังมาทำให้ใจได้เกิดความหลงใหลในกามคุณอยู่ ไม่ยอมรับความจริงที่สติปัญญาได้อบรมสั่งสอน ถ้าอย่างนี้ จะไม่มีในคำว่าอภัยอีกต่อไป จะต้องใช้พระเดชแบ่งเขตที่หวงห้ามในทันที กิเลสตัณหาเข้ามาหลอกใจเมื่อไร ในเมื่อนั้น สติปัญญาก็ฟาดฟันให้แตกหักกันไปในทันที แต่ก่อนมาหลงคิดว่าเป็นมิตร แต่บัดนี้จึงมารู้ว่าเป็นพิษภัยให้แก่ใจ ทำให้เกิดความทุกข์นานาประการ ในชาติที่ผ่านมากิเลสตัณหาได้ทำให้ใจได้รับความทุกข์มาตลอด ในชาตินี้ก็มีวิธีทำให้ใจได้รับความทุกข์อีก และยังวางแผนงานที่จะทำให้ใจได้รับความทุกข์ในชาติหน้าอีกต่อไป กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา นี้เองหรือ เป็นต้นเหตุให้ใจหลงผิดเกิดความลุ่มหลง หลงในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หลงในวัตถุสมบัติ และหลงไปตามกระแสโลก จึงได้เกิดความพอใจยินดีอยู่ในภพทั้งสาม ซึ่งเป็นผลผลิตขึ้นมาจากตัณหานี้ทั้งสิ้น มีสติปัญญาเท่านั้นที่จะแก้ไขให้ได้เกิดความรู้จริงเห็นจริงได้ แต่ก่อนมา กิเลสตัณหาได้อบรมสั่งสอนใจมาตลอด บัดนี้ได้ฝึกสติปัญญามาอบรมสั่งสอนใจบ้าง ให้ใจมีความรู้ความฉลาดรอบรู้ตามความเป็นจริง จะได้เกิดความสำนึกตื่นตัวขึ้นมาได้ จะไม่หลงใหลจมอยู่ในกิเลสตัณหา ดังที่เคยเป็นมาในชาติ อดีตจนถึงปัจจุบัน



    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-11.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  9. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : หมวดธรรมที่ประกอบปัญญา๔ อย่าง
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    หมวดธรรม ๔ อย่างนี้ ต้องศึกษาให้เข้าใจ เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติในหมวดธรรมต่าง ๆ ได้ทั้งหมด

    ๑. ฉันทะ
    ความพอใจในการปฏิบัติธรรม ถ้าขาดความพอใจแล้ว สติปัญญาในภาคปฏิบัติก็จะหมดสภาพลง ไม่กระตือรือร้น ไม่สนใจในการปฏิบัติธรรมแต่อย่างใด สติปัญญาต้องอบรมใจ


    ให้เกิดฉันทะ มีความพอใจในการปฏิบัติธรรมให้ต่อเนื่องกันอยู่เสมอ ความพอใจนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้งานนั้นสำเร็จได้ ถ้าขาดความพอใจเพียงอย่างเดียว ทุกอย่างจะหยุดชะงักลงทันที ไม่มีกำลังใจที่จะทำอะไรต่อไปได้ ทำให้เสียเวลาเสียประโยชน์ในผลงานที่จะต้องได้รับ ทำให้หมดกำลังใจที่จะปฏิบัติต่อไป ถ้ามีความพอใจในสิ่งใด สิ่งนั้นจะทำให้สำเร็จไปได้ จึงมีความพอใจในการปฏิบัตินับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    ๒. วิริยะ
    ความเพียรพยายาม ถ้ามีฉันทะความพอใจเป็นจุดเริ่มต้นแล้ว ความเพียรพยายามจะทำให้งานนั้นมีความสำเร็จลงได้ จะเป็นความเพียรในการปฏิบัติในทางธรรม ก็จะเกิดสำเร็จลงได้ทุกประการ ถ้าขาดฉันทะความพอใจเมื่อไร ความเพียรก็หมดไปในเมื่อนั้นทันที ความเพียรในการทำสมาธิ ความเพียรในการเจริญสติปัญญา ก็ไม่อยากจะพิจารณาสัจธรรมใด ๆ ถ้ามีฉันทะความพอใจเมื่อไร สติปัญญาก็มีความเข้มแข็งพร้อมที่จะพิจารณาในสัจธรรมได้อย่างเต็มที่ มีความหมั่นความขยันในการทำสมาธิเดินจงกรมเจริญสติปัญญาได้อย่างต่อเนื่องกัน จะไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในความเพียรนั้นเลย มีความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในการปฏิบัติอย่างเต็มกำลัง ยังทำให้ความเพียรนั้นมีความต่อเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา

    ๓. จิตตะ
    ความฝักใฝ่เอาใจใส่ในความเพียรอยู่เสมอ ไม่ว่าฝนจะตกร้อนหนาวด้วยประการใด ใจจะไม่ลดละในความเพียรพยายามนั้น ก็เพราะมีฉันทะความพอใจเป็นจุดเริ่มต้นนั้นเอง จึงทำให้เกิดความสนใจ มีความฝักใฝ่ในการปฏิบัติมากขึ้น ฉะนั้น สติปัญญาต้องศึกษาให้รอบรู้ในธรรมเอาไว้ ความฝักใฝ่ในการปฏิบัติธรรมจึงจะนำไปสู่ความเจริญ

    ๔. วิมังสา
    หมั่นตรึกตรองอยู่เสมอ หมายถึงการดำริตริตรองในทางธรรม ใช้สติปัญญา วิจัย วิจารณ์ พิจารณาในหลักความเป็นจริง เมื่อนำมาปฏิบัติจะไม่เกิดความผิดพลาด ให้เกิดเป็นสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาความเห็นชอบ เพื่อประกอบในการปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป การตริตรองในสัจธรรมใดต้องใช้เหตุผลมาเป็นที่รองรับ ว่าธรรมนั้นมีเหตุเป็นอย่างไร จะมีผลต่อไปเป็นอย่างนั้น ตามปกตินิสัยคนเรามีการตริตรองอยู่แล้ว แต่ตรึกตรองไปตามกระแสโลก จึงเกิดความเห็นเป็นไปในทางโลก ให้เราฝึกวิธีการตริตรองในทางธรรมเอาไว้ เพื่อจะให้ใจเกิดความรู้เห็นในทางธรรมต่อไป ตามปกติของใจถ้าได้ตริตรองในเรื่องไหนอยู่บ่อย ๆ ใจก็จะค่อยเห็นจริงไปในเรื่องนั้น ๆ ถ้าตริตรองไปในทางโลก ใจก็มีความผูกพันยินดีไปในทางโลก ถ้าตริตรองไปในทางธรรม ใจก็เห็นจริงในทางธรรมต่อไป ถ้าตริตรองไปทางมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด ใจก็เกิดความเห็นผิดไป ถ้าตริตรองไปในสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ใจก็เกิดความเห็นจริงในธรรม ถ้าตริตรองในสิ่งที่ไม่เที่ยง ใจก็จะรู้เห็นในสิ่งที่ไม่เที่ยง ตริตรองดูความทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ ใจก็จะรู้เห็นในทุกข์และรู้เห็นว่าไม่มีอะไรเป็นตัวตนแต่อย่างใด ร่างกายนี้เพียงเกิดขึ้นตามเหตุ และก็สิ้นสูญไปตามเหตุนั้น ๆ ไม่มีอะไรเป็นสัตว์เป็นบุคคลแต่อย่างใด จงใช้ปัญญาตริตรองในสัจธรรมความเป็นจริงอยู่เสมอ


    จินตามยปัญญาเป็นปัญญาระดับกลาง พิจารณาในเหตุผลอย่างไร ก็จะเกิดความรู้เห็นชัดเจนมากขึ้น ทำให้หายสงสัยในหมวดธรรมส่วนกลางไปได้ ปัญญาความเห็นชอบก็จะเกิดความรู้เห็นละเอียดมากขึ้น เป็น มคคา มคคญาณ จะรู้ว่าแนวทางปฏิบัติของเราถูกต้อง ตรงต่อมรรคผลนิพพาน จึงเรียกว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน เป็นผู้พึ่งสติปัญญา พึ่งความเห็นของตัวเองได้อย่างมั่นคง มีความเชื่อมั่นในอุบายการปฏิบัติของตน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เชื่อมั่นว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ตรงเข้าสู่ประตูนิพานได้อย่างฝังใจ จินตามยปัญญา ปัญญาในระดับนี้เอง จึงเรียกว่า การเจริญวิปัสสนาตัวจริง ถ้าวางพื้นฐานในสุตมยปัญญาถูกต้องแล้ว จึงง่ายต่อการปฏิบัติในจินตามยปัญญา จินตามยปัญญาจึงเป็นปัญญาในขั้นวิปัสสนา ตำรามีอยู่ว่า คันถธุระ เป็นภาคการศึกษาในหมวดธรรมทั้งหลาย ความเป็นจริงในสัจธรรมเป็นอย่างไรก็ให้เข้าใจให้ถูกต้อง วิปัสสนาธุระคือการเจริญวิปัสสนา ก็หมายถึงใช้ปัญญาพิจารณาให้เป็นไปในหลักความเป็นจริงที่ได้ศึกษาในหลักสัจธรรมมาแล้วนั้นเอง


    วิปัสสนาเป็นอุบายปฏิบัติขั้นโยคาวจรเป็นหลัก ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเป็นเราและเป็นของของเราจริง ๆ ฝึกใจให้ทอดธุระไม่มีความอาลัยในสิ่งทั้งปวง ในชาตินี้จะสิ้นสุดพ้นจากทุกข์ไปได้หรือไม่ เป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่มีความเพียรพยายามทำใจให้เป็นไปในความปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา การฝึกใจไม่ให้มีความผูกพันในสิ่งใด ๆ ต้องใช้สติปัญญาอบรมใจสอนใจอยู่เสมอ ดังคำบาลีว่า จิตตํ ทนตํ สุขาวหํ จิตที่อบรมดีแล้วนำสุขมาให้ อบรมหมายถึงปัญญาอบรมใจ สอนใจ ให้ทอดธุระอาลัย ไม่ให้มีความผูกพันในสิ่งทั้งปวง เมื่อปัญญาอบรมใจให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้แล้ว ปัญญานั้นเองมีหน้าที่รักษาใจต่อไป ดังบาลีว่า จิตตํ รักเขถ เมธาวี มีปัญญาดีเท่านั้นจึงจะรักษาจิตได้ สติปัญญาจึงเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ใจอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้กิเลสตัณหาเข้ามาแทรกแซง ให้เกิดความเห็นผิดเข้าใจผิดดังที่เคยเป็นมา ปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในใจให้ใช้ปัญญาแก้ไขให้หมดไป ระวังไม่ให้กิเลสสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา มีสติปัญญารอบรู้สกัดกั้นกิเลสสังขารไม่ให้หลอกใจอีกต่อไป สติปัญญาต้องรอบรู้อยู่ที่ใจอย่างใกล้ชิด เหมือนกับพ่อแม่ได้อบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดี ลูกก็ฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ จะไม่ไปคบหาสมาคมกับกลุ่มคนพาลต่อไป ไม่ต้องการที่จะให้คนพาลมาเป็นเพื่อนเรา นี้ฉันใด ใจเมื่อได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยปัญญาดีแล้ว ปัญญารอบรู้และรักษาใจอยู่แล้ว ใจจะไม่กระเพื่อมตามอามรณ์แห่งความรักอารมณ์แห่งความชัง ไม่เอนเอียงไปตามกระแสโลก ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสตัณหา จึงได้ชื่อว่า ตนเป็นที่พึ่งของตนได้แล้ว ไม่ได้แบกหามโลกให้หนักอีกต่อไป อุทานออกจากใจได้เลยว่า โลกนี้เกิดเป็นชาติสุดท้าย โลกนี้ยุ่งเหยิงหาความสุขอะไรไม่ได้เลย


    การเจริญวิปัสสนา มิใช่ว่าเอาตามความรู้จากตำรามาเป็นตัวตัดสินกัน ถึงจะพิจารณาถูกต้องทุกประโยคข้อความก็ตาม นั้นเป็นเพียงปัญญาในสัญญาจำจากตำรามาเท่านั้น ยังไม่เข้าขั้นในการเจริญวิปัสสนาแต่อย่างใด เพราะยืมจากตำรามาคิด มิใช่เป็นปัญญาที่เราได้ฝึกให้เกิดขึ้นกับตัวเอง จึงเป็นตนแลเป็นที่พึ่งของตนไม่ได้ เพราะยังพึ่งตำรามาตัดสินในเรื่องความผิดความถูกอยู่ ไม่ได้พึ่งเหตุผลของตัวเอง และยังไม่พึ่งสติปัญญาความสามารถของตัวเองแต่อย่างใด จินตามยปัญญา หมายถึง จินตนาการตามหลักเหตุผลที่เป็นจริง หรือคาดการณ์ให้เป็นไปตามเรื่องที่เป็นจริง เช่น อายุเรามีเท่านี้ เมื่ออายุ ๘๐ - ๙๐ ปี เท่ากันกับท่านผู้นั้น ธาตุขันธ์เราก็จะเป็นภาพเหมือนกันกับท่านเหล่านั้น เมื่อลมหายใจเราหมดไปก็จะเหมือนกันกับผู้ที่ได้ตายไป เมื่อถูกไฟเผาก็จะมีเพียงกระดูกเหมือนกันกับเขา หรือเอาทิ้งไว้ก็จะเน่าเหม็นเหมือนคนและสัตว์ทั่วไป เมื่อยังเชื่อกิเลสตัณหาอยู่ต้องมาเกิดตายอยู่ในโลกนี้อีก วิธีจินตนาการและคาดการณ์นี้ ไม่จำเป็นจะคิดพิจารณาให้ถูกกับตำราทุกประโยคไป ให้พิจารณาด้วยเหตุผลให้เป็นเรื่องเดียวกันกับตำรา ให้ใช้ความสามารถในปฏิภาณโวหารในการใช้ปัญญาของตัวเอง จะคิดพิจารณาไม่เป็นประโยคสวยหรูเหมือนตำราไม่สำคัญ ขอให้เป็นปัญญาแนวคิดที่กลั่นกรองออกมาจาก สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เฉพาะตัวเอง ไม่ยืมเอาปฏิภาณโวหารประโยคข้อความของใคร ๆ ข้อสำคัญ พิจารณาให้เป็นไปในเรื่องเดียวกันกับตำรา ดังคำว่า อย่าเอาตามตำรา และอย่าทิ้งตำรา ดังนี้


    ความหลงของใจนั้น แก้ไขได้ถ้าหากมีสติปัญญาที่ดี สิ่งที่ทำให้ใจหลงผิดอยู่ในขณะนี้ เป็นเรื่องของความคิดและเรื่องความเห็นผิดเท่านั้น เมื่อความคิดความเห็นผิดทำให้ใจหลงได้ ก็แก้ไขความคิดที่ผิดให้เป็นความคิดที่ถูก แก้ไขความเห็นผิดให้เป็นความเห็นถูก ใช้วิธีหนามยอกหยามบ่ง หมายถึงใช้ความคิดถูกหักล้างความคิดผิด ใช้ความเห็นถูกหักล้างความเห็นผิด ตามปกติคนเราจะมีความคิดผิด มีความเห็นผิดมาตลอด เหมือนกับฝาหม้อที่คว่ำอยู่ในดิน จะรับเอาน้ำฝนไม่ได้เลย นี้ฉันใด ความคิดความเห็นที่ผิดนั้น ถ้าได้รับรู้ความจริงในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงจะเกิดความสำนึกผิดในความคิดและความเห็นของตัวเองได้ เมื่อความเห็นผิดทั้งหลายเกิดเป็นความเห็นถูกขึ้นมา จึงเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกชอบธรรม เอาความเห็นถูกเห็นชอบไปเป็นฐานเริ่มต้นให้แก่การคิดพิจารณาที่ชอบธรรมต่อไป มิจฉาทิฏฐิ ความคิดผิดความหลงผิดก็จะหมดไปจากใจ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมรรค ๘ การปฏิบัติจะต้องเริ่มต้นมาจากปัญญาความเห็นชอบ การดำริชอบ นี้ไป ถ้าแก้ไขความเห็นผิดให้หมดไปจากใจไม่ได้ ด่วนไปทำสมาธิให้ใจมีความสงบก็ย่อมทำได้ กำลังใจที่เกิดจากสมาธิก็จะไปบวกกันกับมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด ก็จะเกิดเป็นมิจฉาสมาธิ มีความตั้งใจมั่นในทางผิด เหมือนกับขวดที่มียาพิษติดอยู่ ยังไม่ได้ล้างทำความสะอาดให้ยาพิษหมดไป จะเอายาชนิดดี ๆ ใส่ลงขวด ยาพิษที่มีอยู่ก็จะซึมเข้ากันกับยา ก็จะเกิดเป็นยาพิษขึ้นมาทันที นี้ฉันใด มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดที่ยังไม่ได้แก้ไข แล้วรีบด่วนไปทำสมาธิก่อน ก็จะเป็นในลักษณะนี้ฉันนั้น ถ้าเป็นในลักษณะนี้ก็ยากที่จะแก้ไข หรือแก้ไขไม่ได้เลย ฉะนั้น จึงศึกษาให้ดี จินตามยปัญญา อยู่ในขั้นระดับกลางขั้นการเจริญวิปัสสนา ปัญญาในระดับนี้จะเกิดความรู้เห็นตามความเป็นจริงละเอียดสุขุมนุ่มลึกมากขึ้น จะละกิเลสตัณหาส่วนหยาบส่วนกลางผ่านไปได้ โยนิโสมนสิการ ทำให้เกิดความหายสงสัย คลายความยึดมั่นในขันธ์ห้าว่าเป็นอัตตาตัวตนกำลังจะดับสูญ กิเลสตัณหาส่วนละเอียดกำลังจะหมดไปจากใจ


    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-13.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  10. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : ภาวนามยปัญญา
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    ภาวนามยปัญญา จะเกิดผลออกมาเป็นปฏิเวธ จะเป็นจุดที่สิ้นสุดของผู้ปฏิบัติธรรมในวาระสุดท้าย ถึงจุดนั้นจะมีอะไรเป็นพิเศษเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติอย่างสนิทใจ อุบายการปฏิบัติจะมีความเผ็ดร้อนเข้มข้นอย่างสุดตัวทีเดียว จึงเรียกว่า วิปัสสนาญาณ เป็นวิธีตัดสินชี้ขาดในระหว่างโลกกับวิสุทธิธรรมจะแยกทางกัน ผลที่ออกมาเป็นปฏิเวธนี้จะไม่มีสามภพปะปนกันอยู่เลย จะเป็นความบริสุทธิ์ในธรรมล้วน ๆ คำว่า ภาวนามยปัญญา ก็หมายถึงการเจริญในวิปัสสนาญาณนั้นเอง วิปัสสนาญาณเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากสมาธิความสงบที่หลายคนมีความเข้าใจกัน ฐานของวิปัสสนาญาณจะต้องเริ่มจาก สุตมยปัญญา เกิดเป็นสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบในภาคการศึกษา จะต้องศึกษาให้รู้หมวดธรรมที่เป็นปริยัติให้เข้าใจ ธรรมหมวดไหนอยู่ในขั้นกามาวจร ธรรมหมวดไหนอยู่ในขั้นโยคาวจร ศึกษาในวิธีการปฏิบัติให้ถูกกับหมวดธรรมนั้น ๆ ให้ถูกต้อง แล้วนำมาปฏิบัติระดับขึ้น จินตามยปัญญา เพื่อเป็นอุบายในการเจริญวิปัสสนาต่อไป เมื่อปฏิบัติให้เป็นไปในวิปัสสนา เกิดเป็นสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบ เกิดความรู้เห็นในสัจธรรมความเป็นจริง มีความละเอียดมากขึ้น จะมีความสมบูรณ์ในการเจริญในวิปัสสนาอย่างเต็มที่ จากนั้น ก็จะเชื่อมโยงขึ้นสู่ใน ภาวนามยปัญญา หรือเรียกอีกคำหนึ่งว่า วิปัสสนาญาณ ผลก็จะออกมาเป็นปฏิเวธ เรียกว่า มรรคผลนิพพานนั่นเอง นี้เพียงเรียบเรียงการเกิดขึ้นของปัญญา มิใช่ว่าปัญญาเกิดขึ้นจากสมาธิแต่อย่างใด สมาธิเป็นเพียงอุบายเสริมให้แก่ปัญญา ได้พิจารณาในสัจธรรมนั้น ๆ ให้เกิดความรู้เห็นชัดเจนมากขึ้น จนถึงในระดับขั้นวิปัสสนาญาณ การทำสมาธิก็ทำเพื่อให้เป็นพลังหนุนให้แก่วิปัสสนาญาณ จึงเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงอย่างทั่วถึง ไม่มีสิ่งใดในสามภพจะปิดบังในวิปัสสนาญาณนี้ได้เลย นตถิโลเก รโหนาม ความลับที่ซ่อนเร้นปิดบังให้เกิดความหลงอีกต่อไปไม่มี กิเลสตัณหาน้อยใหญ่ในขั้นละเอียดขนาดไหน วิปัสสนาญาณก็ได้ชำระล้างให้หมดไปจากใจให้หมดสิ้น


    วิปัสสนาญาณ ที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่มีกาลเวลารู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร จะมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น บารมีที่พร้อมแล้ว และอินทรีย์ที่แก้กล้า สติปัญญามีความสมบูรณ์ ภพชาติจะสิ้นสุดลงเป็นครั้งสุดท้าย วิมุติก็จะได้หลุดพ้นจากภพทั้งสาม มรรคผลนิพพานก็จะเริ่มปรากฏ ความบริสุทธิ์ในธรรมได้รวมเป็น มัคคสมังคี ไม่มีความย่อหย่อนบกพร่องแต่อย่างใด ความพร้อมทุกอย่างนี้เองจึงเป็นกำลังใหญ่ จะทำให้เกิดความสิ้นสุดแห่งทุกข์นี้ไปในขณะนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อท่านทั้งหลายได้เดินทางไปธุดงควิเวกอยู่ในที่ไหนก็ดี เมื่ออารมณ์ของวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นในช่วงนั้น ให้หยุดพักเพื่อการเจริญในวิปัสสนาญาณ เมื่อทำกิจเสร็จแล้วจึงเดินทางต่อไป วิปัสสนาญาณจะเกิดขึ้น จะมีเหตุให้เกิดขึ้นต่างกัน บางท่านก็เห็นฟองน้ำ บางท่านก็เห็นพยับแดด บางท่านก็เห็นดอกบัว บางท่านก็เห็นคนแก่ คนเจ็บป่วย หรือคนตาย อุบายที่จะให้เกิดวิปัสสนาญาณนั้นมีมาก เหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง ขึ้นอยู่กับบารมีที่บำเพ็ญมาไม่เหมือนกัน เมื่อนิสัยใครตรงกับอารมณ์ของวิปัสสนาญาณใด ก็จะเกิดความรู้สึกได้ว่า ปัญญาญาณเราเกิดขึ้นแล้ว จะรู้ชัดว่า ปัญญาเราได้เกิดขึ้นแล้ว จากนี้ไปปัญญาก็จะหมุนตัวเป็นอัตโนมัติ น้อมใจไปพิจารณาในเรื่องขันธ์ห้า ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงว่า รูปไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่รูป รูปไม่มีในตน ตนไม่มีในรูป เวทนาไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่เวทนา เวทนาไม่มีในตน ตนไม่มีในเวทนา สัญญาไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่สัญญา สัญญาไม่มีในตน ตนไม่มีในสัญญา สังขารไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่สังขาร สังขารไม่มีในตน ตนไม่มีในสังขาร วิญญาณไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่วิญญาณ วิญญาณไม่มีในตน ตนไม่มีในวิญญาณ


    ขันธ์ห้าเป็นเพียงสภาวธรรมที่เป็นกลาง ไม่อยู่ในอำนาจกับสิ่งใด ๆ กิเลสที่มีความเห็นผิดคิดว่าขันธ์ห้าเป็นตนต่างหาก จึงเกิดความยึดมั่นถือมั่นอย่างจริงจังตลอดมา กิเลสจึงพาให้ใจเกิดความเห็นผิดจึงได้เกิดความทุกข์ จึงใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นตามความเป็นจริงนั้นทั้งหมด เรื่องความเป็นมาในขันธ์ห้าในชาติอดีต ความเป็นอยู่ในขันธ์ห้าชาติปัจจุบัน และความเป็นไปในขันธ์ห้าชาติอนาคต ให้รู้จักเหตุและปัจจัยที่ขันธ์ห้าตัวหมุนเวียนไปมาในภพทั้งสาม นั้นคือ ตัณหา เป็นต้นเหตุ ทำให้กิเลสน้อยใหญ่ได้เป็นไปในความรักความชอบ คำว่าตัณหา ทุกคนได้อ่านรู้ในตำรามาแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่ทำให้ใจมีความรู้สึกอะไร เมื่อวิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ตัณหา ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะเป็นกำลังใหญ่ที่พาให้ใจหมุนตามวัฏสงสาร หมุนไปในอบายภูมิ หมุนมาเป็นมนุษย์ หมุนไปสวรรค์ หมุนไปพรหมโลก หมุนเวียนไปมาตามตัณหาไม่มีที่จบสิ้น ตัวตัณหานี้เอง จึงเป็นเหตุให้ได้ทำกรรมต่าง ๆ กรรมดีบ้างไม่ดีบ้าง บาปบ้างบุญบ้าง เหตุเกิดจากตัณหาทั้งนั้น


    แม้พระบรมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในบุญบารมี ก็ยังตกอยู่ในอำนาจของตัณหานี้เช่นกัน จะมีบุญมากบุญน้อยบาปมากบาปน้อยไม่สำคัญ ตัณหาจะเป็นกงจักรใหญ่พาให้หมุนไปในภพทั้งสามนี้ทั้งนั้น หรือผู้ทำสมาธิความสงบบำเพ็ญอยู่ในฌาน เมื่อตายก็ได้ไปเกิดในพรหมโลก หากฌานเสื่อมก็ได้ลงมาเกิดในภพอื่นต่อไป เว้นเสียแต่พรหมของพระอนาคามีเท่านั้น การเจริญในวิปัสสนา เหมือนกับตัดกิ่งก้านสาขาและลำต้นทิ้งไป หรือเหมือนตัดเล่าเครือตูดหมู (ต้นกระพังโหม) ทิ้งไปเท่านั้น การเจริญในวิปัสสนาญาณ เหมือนกับขุดรากถอนโคนเง่าหัวทิ้งไปให้สิ้นซาก เป็นวิธีทำลายเหตุในการเกิดของภพทั้งสามให้หมดสภาพไป วิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อไร ผู้นั้นจะได้บรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งในไม่ช้านี้ จะได้บรรลุธรรมขั้นไหนจะขึ้นอยู่กับบารมีของท่านผู้นั้นในช่วงวิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้นนี้ ความรู้เห็นในสัจธรรมใดในสามภพที่จะเกิดความแยบคาย และหายสงสัยไปเสียทั้งหมด ความยึดมั่นถือมั่นเป็นความหลงผิดในสิ่งใด จะหลุดถอนออกจากใจทั้งสิ้น เชื้อของภพชาติใด ๆ ที่จะทำให้เกิดอีกต่อไป วิปัสสนาญาณจะประหารให้หมดไปในขณะนี้ แม้แต่บุญกุศลบารมีที่เป็นกำลังที่สำคัญ เป็นตัวสนับสนุนให้การปฏิบัติมาถึงจุดนี้เพียงเป็นกำลังส่งให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เท่านั้น จะติดตามต่อไปไม่ได้เลย การเป็นไปในลักษณะนี้จึงเรียกว่า นิโรธ ความรู้แจ้งในสามภพไม่มีอะไรปิดบังนั้นเอง


    นิโรธ ความดับทุกข์ ก็คือดับตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ภายในใจ ถ้าดับได้จริงก็ไม่จำเป็นจะไปเล่าให้ใคร ๆ ได้รับรู้ และไม่จำเป็นที่จะไปรับคำพยากรณ์จากใคร ๆ จะเป็นในสมัยครั้งพุทธกาลหรือยุคปัจจุบัน ความเป็นพระอรหันต์ไม่ขึ้นอยู่กับกาลสมัย เหมือนกับน้ำตาลจะมีรสหวานอยู่ในตัวมันเอง ในสมัยครั้งพุทธกาลและยุคปัจจุบัน รสชาติของน้ำตาลก็มีรสหวานเหมือนกันไม่มีการเปลี่ยนแปลง นี้ฉันใด พระอรหันต์ในครั้งพุทธกาลกับพระอรหันต์ในยุคปัจจุบัน ก็ละกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจได้เท่ากัน นิพพานความดับอันสนิทของเชื้อของกิเลสตัณหาก็ดับได้เหมือนกัน ส่วนพระอรหันต์ในยุคนี้ ไม่มีเปอร์เซ็นต์ที่จะนับได้ เพราะมีน้อยไป อีกประการหนึ่ง สังคมส่วนใหญ่ได้ปฏิเสธไปแล้วว่า ในยุคนี้หมดยุคสมัยของพระอรหันต์ไปแล้ว ในเมื่อสังคมลงมติกันอย่างนี้ ถึงจะมีพระอรหันต์อยู่ สังคมส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อว่ามีอยู่นั่นเอง ฉะนั้น นิโรธความดับทุกข์ เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยที่คนธรรมดาจะรู้ตามได้ ถึงจะวิจัยวิเคราะห์วิจารณ์อย่างไรก็ไม่รู้จริงอยู่นั่นเอง หรือผู้มีนิโรธดับทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ได้เหมือนกัน ท่านเหล่านั้นก็จะไม่ถามกันในเรื่องนี้ เพราะเป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตัว จะนำมาบรรยายให้ผู้อื่นรู้ตามไม่ได้เลย ในทางที่ดีให้ปฏิบัติเข้าถึงจุดที่ดับทุกข์ได้ก่อน จึงจะให้คำตอบแก่ตัวเองได้ ไม่เป็นสิ่งที่ลึกลับสลับซับซ้อนอะไร ธรรมใดที่เหลือวิสัยแก่กุลบุตรปฏิบัติตามและรู้เห็นไม่ได้ ธรรมนั้นพระพุทธเจ้าไม่ทรงเอามาตรัสไว้ ธรรมใดที่กุลบุตรปฏิบัติแล้วรู้เห็นตามได้ ธรรมนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้นำมาตรัสสอนให้ผู้ปฏิบัติได้รู้จริงเห็นจริงต่อไป นิโรธความดับทุกข์ จะเริ่มการดับจากวิญญาณการรับรู้เป็นจุดแรก วิญญาณดับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รูปขันธ์นามขันธ์ก็ดับไปด้วยกัน ไม่มีขันธ์ใดสัมผัสรับรู้ในสิ่งใดได้เลย วิญญาณดับจากการรู้ในเวทนา วิญญาณดับจากการรับรู้ในอารมณ์แห่งความสุข วิญญาณดับจากการรับรู้อารมณ์แห่งความทุกข์ วิญญาณดับจากการรับรู้อารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกว่า ดับในเวทนา วิญญาณดับจากสัญญาไม่มีการรับรู้ในความจำ ในรูปขันธ์นามขันธ์แต่อย่างใด แม้แต่อายตนะภายนอก มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่มาสัมผัส ก็ไม่มีวิญญาณการรับรู้ในความจำแต่อย่างใด วิญญาณดับจากสังขาร ไม่มีการรับรู้ในความคิดปรุงแต่งในเรื่องอะไร เพราะวิญญาณได้ดับจากสังขารไปแล้ว จะคิดปรุงแต่งในสมมติอะไรไม่ได้เลย เรียกว่าดับในสังขาร วิญญาณดับจากการรับรู้ในรูปขันธ์ ก็เป็นในลักษณะอย่างเดียวกัน วิญญาณการรับรู้ได้ดับไปในทางตา ถึงจะมีตาก็ไม่รับรู้ในรูปอะไรได้ วิญญาณการรับรู้ได้ดับไปในทางหู ถึงจะมีหูก็ไม่รับรู้ในเสียงอะไรได้ วิญญาณการรับรู้ได้ดับไปในทางจมูก ถึงจะมีจมูกก็ไม่รับรู้ในกลิ่นที่หอมเหม็นอะไรได้ วิญญาณการรับรู้ได้ดับไปในทางลิ้น ถึงมีลิ้นก็ไม่รับรู้ในรสชาติของอาหารอะไรได้ จะไม่รู้จักรสคาวหวาน ไม่รู้จักรสเผ็ด เปรี้ยว เค็ม แต่อย่างใด วิญญาณการรับรู้ได้ดับไปในทางกาย ถึงจะมีรูปกายก็ไม่รับรู้ในการสัมผัสในสิ่งที่อ่อนแข็ง ไม่รับรู้ในการสัมผัสร้อนหนาวแต่อย่างไร ร่างกายอยู่ในอิริยาบถใดก็จะอยู่ในอิริยาบถนั้น แม้แต่เปลือกตาก็ไม่รับรู้ที่จะกะพริบอยู่นั่นเอง วิญญาณการรับรู้ได้ดับไปในทางใจ ถึงจะมีใจก็ไม่มีความรับรู้ในสิ่งใด ๆ รู้ก็สักว่ารู้เท่านั้น รู้ไม่มีความหมายในสิ่งใด ๆ และไม่มีความหมายว่ารู้อะไร จึงเรียกว่าขันธ์ห้าไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่ขันธ์ห้า ขันธ์ห้าไม่มีในตน ตนไม่มีในขันธ์ห้า ก็เป็นลักษณะอย่างนี้ กายก็สักว่ากายไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา จิตก็สักว่าจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ธรรมก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ก็เป็นในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน


    เมื่อเกิดในอาการที่ดับไปในลักษณะนี้อยู่ได้ไม่นานนัก ก็จะคอยคลายจากการดับออกมา วิญญาณการรับรู้ก็จะเริ่มรู้ขึ้นมาได้ จากนั้น ก็จะอยู่ในความสงบที่แนบแน่นแน่วแน่อีกต่อไป จะอยู่ในความสงบนี้ไม่นาน ก็จะถอนตัวออกจากความสงบนี้นิดหนึ่ง จากนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างไม่เคยรู้มาก่อน เป็นความรู้ขึ้นมาว่าจะเกิดในโลกนี้ครั้งสุดท้าย นั้นเรียกว่า อาสวักขยญาณ มีญาณรู้ว่า อาสวะจะสิ้นไปในขณะนี้นี่เอง จากนั้น ก็จะเกิดความกล้าหาญขึ้นมา ในความรู้สึกเหมือนจะกระทืบภูเขาให้เรียบราบไปในชั่วพริบตา เหมือนจะทำลายอะไรได้ทุกอย่างในโลกนี้ ในความรู้สึกเหมือนจะนั่งสมาธิในอิริยาบถเดียวนานเป็นชั่วโมงเหมือนจะได้นั่งหนึ่งนาที จะนั่งสมาธินานเป็นปีก็เหมือนจะได้นั่งหนึ่งชั่วโมง ความกล้าหาญนี้จะเกิดขึ้นที่ใจอย่างเต็มที่ ในชั่วจริมกจิตเดียวก็รู้ในลักษณะหลุดพ้น ตั๊บเดียวในชั่วพริบตา ก็รู้ว่า วิมุตตสมํ วิมุตตมิติ ญาณํ โหติ มีความหลุดพ้นแล้วในขณะใด ญาณก็รู้ว่าได้หลุดพ้นแล้วก็มีในขณะนั้น ขีณา ชาติ เป็นพระขีณาสพที่สมบูรณ์อย่างเต็มภูมิ รู้ว่าชาติแห่งความเกิดอีกต่อไปได้สิ้นสุดลงแล้ว วุสิตํ พรหมจริยํ พรหมจรรย์อันความบริสุทธิ์ในวิมุตินิพพานได้อยู่จบแล้ว กตํ กรณียํ กิจอื่นที่จะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้อีกไม่มี หมายความว่า กิจที่จะหาอุบายธรรมมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดความหลุดพ้นอีกไม่มีนั่นเอง ในช่วงอาสวักขยญาณเกิดขึ้น รู้ว่าอาสวะจะสิ้นไป จะไม่มีวิธีในการภาวนาปฏิบัติอะไร ในขณะนั้นจะอยู่ในอิริยาบถไหนก็จะหลุดพ้นในอิริยาบถนั้น หรือผู้อยู่ในครึ่งนั่งครึ่งนอนเหมือนพระอานนท์ก็หลุดพ้นได้เลย ผู้ได้บรรลุธรรมในระดับนี้ จะรู้วันเดือนปีและเวลาได้อย่างชัดเจน เพียงแต่ว่าใครจะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น ถึงจะมีตำราบอกว่าหมดยุคหมดสมัยของพระอรหันต์แล้วก็ตาม ตำราก็คือตำรา พระอรหันต์ก็คือพระอรหันต์ ความจริงก็คือความจริง ดังคำว่า อรหันต อสุญโลโก ตราบใดยังมีผู้ตั้งใจปฏิบัติให้เป็นไปในพระธรรมวินัยอยู่ ในตราบนั้นพระอรหันต์จะไม่ขาดจากโลกดังนี้

    อาสวักขยญาณ จะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้บรรลุเป็นพรอรหัตผลเท่านั้น อาสวักขยญาณที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้กิเลสตัณหาได้หมดไปแต่อย่างใด เพียงเป็นญาณที่รู้ว่าอาสวะจะสิ้นไปเท่านั้น
    ในตำราบอกว่า อาสวักขยญาณเป็นญาณที่ทำให้อาสวกิเลสได้สิ้นไป ข้าพเจ้าก็จะยืนคำเดิมว่า อาสวักขยญาณ เพียงเป็นญาณรู้ว่าอาสวะจะสิ้นไปเท่านั้น ไม่มีวิธีการทำอะไรและปฏิบัติอะไร เพราะวิธีการปฏิบัตินั้นได้ผ่านขั้นตอนมาจากการเจริญในวิปัสสนาและปฏิบัติในวิปัสสนาญาณมาแล้ว จึงได้เกิดในลักษณะอาการดับดังที่ได้อธิบายมา ก็ยังไม่ใช่เป็นวิธีปฏิบัติแต่อย่างใด เพียงเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเท่านั้น แต่เป็นผลที่ยังไม่เปิดเผยอยู่ในขั้นอริยมรรคที่สมบูรณ์ เหมือนกับแกงอาหารที่สุกแล้ว ในหม้อนั้นมีเครื่องปรุงให้เกิดรสชาติที่อร่อยเป็นที่สุด ไม่มีความบกพร่องขาดเกินในรสชาติอะไร ไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องลดในเครื่องปรุงอะไรอีกต่อไป ในขณะนี้อาหารอยู่ในหม้อพร้อมแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดฝาหม้อเอาอาหารออกมารับประทานเท่านั้น นี้ฉันใด การรวมศูนย์ใหญ่ในการสรุปผลงานได้ข้อยุติในอริยมรรคนี้แล้ว พร้อมที่จะประกาศผลออกมาเป็นทางการเท่านั้น การเปิดฝาหม้อออกมารู้ว่าอาหารสุกดีแล้ว และพร้อมที่จะรับประทานให้อิ่มได้ในขณะนี้ นี้ฉันใด อาสวักขยญาณเกิดขึ้นมีความรู้ว่า อาสวะจะสิ้นไปในขณะนี้ การรับประทานอิ่มจะรู้ในการอิ่มเพียงแป๊บเดียว เหมือนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในขณะที่หลุดพ้นเพียงตั๊บเดียวเท่านั้น ฉะนั้น อาสวักขยญาณเกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องทำอะไรและปฏิบัติอะไรให้อาสวะสิ้นไปแต่อย่างใด ไม่ต้องไปจัดหาทำอาหารใหม่มาเพิ่มเติมอีก เพียงคอยความอิ่มที่จะเกิดขึ้นในขณะนี้ นี้ฉันใด อาสวักขยญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ก็จะได้บรรลุอรหัตผลก็เป็นในลักษณะฉันนั้น

    ผู้ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว จะประกาศให้คนอื่นได้รับรู้ หรือไม่ประกาศ ก็ไม่ทำให้ภูมิธรรมนั้นเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงแต่อย่างใด จะพูดให้คนอื่นรู้ หรือไม่พูดก็มีความบริสุทธิ์เท่าเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงในภูมิธรรมนั้น ๆ
    ในสมัยครั้งพุทธกาลก็มีพระปิณโฑลภารทวาชชอบพูดให้พระองค์อื่นได้รู้ในการบรรลุธรรมของตัวเองอยู่เสมอ แม้พระพุทธเจ้าจะประทับในที่แห่งนั้นอยู่ก็ตาม ชอบพูดว่าท่านผู้ใดมีความสงสัยในหมวดธรรมอะไรให้ถามข้าพเจ้าได้ แต่ไม่ได้ประกาศให้ฆราวาสได้รู้ จนได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า เป็นผู้เลิศในการบรรลือสีหนาทนั้นเอง ถ้าผู้เกิดความเข้าใจผิดว่าตัวเองได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็ไม่ถือว่าพูดอวดอุตริแต่อย่างใด ถ้าพูดไปด้วยความเจตนา ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่มีคุณธรรมอะไร นั้นเป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเห็นพระในขณะนั้นทันที การดูพระผู้เป็นพระอรหันต์ และการดูพระผู้ยังเป็นปุถุชนนั้นดูได้ยาก มีการเปรียบเทียบดังนี้ น้ำลึกเงาลึก และน้ำลึกเงาตื้น น้ำตื้นเงาลึก และน้ำตื้นเงาตื้น ดังที่จะอธิบายต่อไป

    ๑. น้ำลึก
    หมายถึง ใจที่มีคุณธรรม เงาลึก หมายถึงกิริยามรรยาทดี มีความสำรวมกายวาจาที่เรียบร้อยเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ได้พบเห็น เกิดความเคารพ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา

    ๒. น้ำลึก
    หมายถึง ใจที่มีคุณธรรม เงาตื้น หมายถึงกิริยามรรยาทการแสดงออกไม่ดี ไม่มีการสำรวมกายวาจา จะทำ จะพูดอะไร ก็ทำก็พูดตามใจตัวเอง จึงทำให้ผู้อื่นขาดความเคารพเชื่อถือ

    ๓. น้ำตื้น
    หมายถึง ใจยังไม่เกิดคุณธรรม เงาลึก หมายถึงผู้มีความสำรวมดี มีกิริยามรรยาทที่น่าเคารพเลื่อมใส ทำให้ผู้ได้พบเห็นเกิดความศรัทธา ความเชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรม

    ๔. น้ำตื้น
    หมายถึง ใจไม่มีคุณธรรม เงาตื้น หมายถึง กิริยามรรยาทการแสดงออกไม่มีความสำรวม พูดทำในสิ่งใดไม่มีความระวัง แสดงความคะนองทางกายทางวาจาเป็นนิสัย


    ถ้าเห็นพระน้ำลึกเงาลึก และเห็นพระน้ำตื้นเงาลึกอยู่ในแห่งเดียวกัน ความประพฤติ กิริยามรรยาท การสำรวมกายวาจาเรียบร้อยดีด้วยกัน ก็ยากที่จะรู้ว่าองค์ใดเป็นปุถุชน และเป็นพระอรหันต์ จึงยากที่จะเดาถูก ถ้าเห็นพระองค์ที่น้ำลึกเงาตื้น และพระน้ำตื้นเงาตื้นอยู่ด้วยกัน การสำรวมกายวาจาไม่เรียบร้อย ก็ไม่รู้ว่าองค์ไหนเป็นพระอริยเจ้าและพระปุถุชนเช่นกัน แม้แต่พระอรหันต์ด้วยกัน ก็ยากที่จะรู้กันได้ พระอรหันต์จะรู้กันได้มี ๒ อย่าง


    ๑. มีญาณหยั่งรู้ได้


    ๒. สนทนาธรรมกันจะมีจุดสำคัญที่จะรู้


    จัก ถ้าปุถุชนสนทนาธรรมกับพระอรหันต์ จะเอาจุดสำคัญอะไรมาเป็นตัววัดไม่ได้เลย เป็นเพียงคาดการณ์สุ่มเดาเอาตามความเข้าใจไปเท่านั้น ในยุคนี้จึงมีพระอรหันต์ที่เกิดจากลูกศิษย์พยากรณ์ให้มากมาย


    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-14.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  11. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ปัญญา ๓ : บทส่งท้าย
    โดย พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ำ อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
    โทร (๐๘๒) ๒๔๕–๔๘๘


    หนังสือปัญญา ๓ ที่อธิบายมาแล้วนี้ เป็นหลักการศึกษาในภาคปฏิบัติให้เข้าใจในปัญญา ๓ เอาไว้จึงจะไม่เกิดความสับสน ผู้ปฏิบัติในยุคนี้มีความเข้าใจว่า ปัญญามีอย่างเดียว และยังเข้าใจว่าปัญญานี้จะต้องเกิดขึ้นจากความสงบของสมาธิ เมื่อครูสอนว่าปัญญาเกิดจากความสงบ ผู้ปฏิบัติก็เชื่อตามครูทีสอนตาม ๆ กันมา มีความเข้าใจว่า เมื่อปัญญาเกิดจากสมาธิความสงบแล้ว ก็จะละกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจ ก็จะได้เป็นพระอริยเจ้าขึ้นมาเอง เป็นวิธีที่เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่เป็นไปตามคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด และขัดต่อเหตุและผลที่จะเป็นไปในลักษณะนี้ เช่น งานทางโลกทุกประเภท จะทำให้งานมีความสำเร็จได้ก็ต้องศึกษาให้รู้งาน และศึกษาให้รู้ในวิธีการทำงาน จึงจะทำงานได้ถูกและสำเร็จไปได้ งานในทางธรรมก็เช่นกัน การถวายทานให้แก่พระก็ต้องศึกษาในวิธีถวาย สิ่งใดควรถวายหรือไม่ควรถวาย สิ่งใดควรถวายในกาลไหน และไม่ควรถวายในกาลไหน ก็ต้องศึกษาให้รู้ก่อนจึงถวายในภายหลัง จะรักษาศีลก็ต้องศึกษาในหมวดศีลนั้น ๆ ให้เข้าใจ ศีลแต่ละข้อมีวิธีการรักษาต่างกันอย่างไร เมื่อรักษาถูกวิธีการรักษาในศีลข้อนั้น ๆ ศีลก็จะไม่ขาด ไม่เศร้าหมอง จะมีความบริสุทธิ์ในศีลได้ จะทำสมาธิก็ต้องศึกษาในสมาธิแต่ละอย่าง มีวิธีการทำอย่างไร โมหสมาธิเป็นอย่างไร มิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร สัมมาสมาธิเป็นอย่างไร สมาธิความตั้งใจมั่นเป็นอย่างไร สมาธิความสงบเป็นอย่าไร ความเป็นของรูปฌาน อรูปฌาน เป็นอย่างไร วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่างเป็นอย่างไร ต้องศึกษาให้เข้าใจแต่ละวิธีให้รู้ว่าสมาธิที่ถูกเป็นอย่างไร สมาธิที่ผิดเป็นอย่างไร เมื่อทำสมาธิจึงจะทำได้ถูกตามวิธีนั้น ๆ ศึกษาในตัวเองว่า เรามีนิสัยเป็นอย่างไร เป็นนิสัยเจโตวิมุติ หรือเป็นนิสัยปัญญาวิมุติ ผู้มีนิสัยเจโตวิมุติจะทำสมาธิความสงบได้ง่าย และชอบอยู่ในความสงบนั้น ผู้มีนิสัยเป็น ปัญญาวิมุติ จะทำให้จิตมีความสงบในสมาธิไม่ได้เลย นึกคำบริกรรมทำให้จิตเป็นเพียงสมาธิความตั้งใจมั่นได้เท่านั้น เมื่อถึงจุดนี้ จะมีความคิดต่าง ๆ เกิดขึ้น จะดึงเข้ามานึกคำบริกรรมอีกก็ได้ทำแป๊บเดียว ก็จะมีความคิดเกิดขึ้นมาอีก จะทำสมาธิความสงบไม่ได้เลย ถ้าเป็นในลักษณะอย่างนี้ ก็ให้หยุดคำบริกรรมหยุดการทำสมาธิเสีย ให้น้อมใจไปพิจารณาในทางปัญญาต่อไปได้เลย ถ้าไม่เคยฝึกปัญญามาก่อน ก็จะเกิดความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น วิธีการฝึกปัญญาได้อธิบายได้ในหนังสือเล่มนี้แล้ว


    การศึกษาในวิธีการฝึกปัญญา ศึกษาวิธีการเจริญวิปัสสนา ศึกษาวิธีการเจริญในวิปัสสนาญาณปัญญาใน ๓ วิธีนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกันอย่างไร จะได้รู้ในขั้นตอนในการเจริญในปัญญาระดับนั้นได้อย่างถูกต้อง จะไม่เกิดความสับสนในขึ้นตอนของปัญญาในระดับนั้น ๆ ปัญญาขั้นต่ำจะเป็นฐานให้แก่ปัญญาในระดับขั้นกลาง ปัญญาในระดับกลางจะเป็นฐานให้แก่ปัญญาในระดับขั้นละเอียด จึงเรียกว่าปัญญาเกิดขึ้นจากปัญญาเอง วิปัสสนาญาณเกิดขึ้นจากปัญญาในวิปัสสนา ปัญญาในวิปัสสนาเกิดขึ้นจาก ปัญญาในสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ ปัญญาความเห็นชอบ เกิดขึ้นจากสุตมยปัญญา คือปัญญาในภาคการศึกษา ฉะนั้น ปัญญาจะต้องเกิดขึ้นจากปัญญาเอง ไม่ได้เกิดขึ้นจากทำสมาธิความสงบแต่อย่างใด หลักการทำสมาธิเป็นวิธีพักใจให้อยู่ในปัจจุบัน เมื่อใจได้พักอยู่ในปัจจุบันแล้วก็จะเกิดมีกำลัง เมื่อใจมีกำลังก็จะนำไปเป็นหลักเสริมให้แก่ปัญญา เมื่อปัญญามีสมาธิเป็นตัวหนุน การใช้ปัญญาคิดพิจารณาในสัจธรรมใด ก็จะเกิดความรู้เห็นในสัจธรรมนั้นได้อย่างชัดเจน ในเมื่อมีความตั้งใจใช้ปัญญาพิจารณาในสัจธรรมอยู่ ก็จะเป็นตัวชูให้สมาธิมีความมั่นคงต่อไป ในลักษณะนี้จึงเรียกว่าสมาธิหนุนปัญญา หรือปัญญาหนุนสมาธิไปในตัว สมาธิที่หนุนปัญญาให้พิจารณาในสัจธรรมนี้จะเป็นเพียงสมาธิความตั้งใจมั่นเท่านั้น หรือเรียกว่า ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ การทำสมาธิความสงบ จะนำมาประกอบใช้กับปัญญา พิจารณาอะไรไม่ได้เลย จะมีความแน่วแน่อยู่ในความสงบนั้นต่อไป จากนั้นก็จะถอนออกมาอยู่ในความตั้งใจมั่นในอุปจารสมาธินี้ก่อน จึงจะน้อมไปพิจารณาในทางปัญญาต่อไปได้ มิใช่ว่าจิตเป็นสมาธิความสงบแล้วจะเกิดปัญญาขึ้นตามความเข้าใจ หรือสมาธิความสงบก็ใช้กับปัญญาไม่ได้อยู่นั่นเอง ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องศึกษาในวิธีการทำสมาธิและวิธีการใช้ปัญญา ทั้งสองวิธีนี้มีอุบายการปฏิบัติให้อยู่ในจุดเดียวกันได้อย่างไรต้องศึกษาให้เข้าใจ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความสับสน จับต้นชนปลายทำอะไรไม่ถูก จะเกิดความท้อถอยหมดกำลังใจได้


    ข้าพเจ้าเองผู้ให้ความเข้าใจในเหตุผลดังที่อธิบายมานี้ เรื่องปัญญา ๓ เริ่มจาก สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาทั้งสามนี้มีฐานเชื่อมโยงต่อกันอย่างไร เรื่องสัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิ มีฐานให้เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ก็ได้อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้ สมาธิความตั้งใจมั่น กับสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบ มีฐานเชื่อมโยงเกิดขึ้นอย่างไร ต้องศึกษาให้เข้าใจ เมื่อนำไปปฏิบัติก็จะเกิดความถูกต้องต่อไป เฉพาะเรื่องนิสัยของตัวเองก็ต้องศึกษาให้เข้าใจเช่นกัน เพื่อจะได้ปรับตัวเองเข้าในหมวดธรรมนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้อง ผู้ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้ามีอยู่ ๒ กลุ่ม


    ๑. กลุ่มปัญญาวิมุติ


    ๒. กลุ่มเจโตวิมุตติ


    ทั้งสองกลุ่มนี้ มีอุบายการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างไร ท่านเหล่านั้นจึงได้บรรลุเป็นพระอริยเจ้าได้ เราเองมีนิสัยเป็นปัญญาวิมุติ หรือเรามีนิสัยเป็นเจโตวิมุติ ต้องศึกษาในนิสัยของตัวเอง เมื่อรู้ว่าเรามีนิสัยเป็นปัญญาวิมุติ เราก็ต้องใช้อุบายในการปฏิบัติแบบปัญญาวิมุติ เรามีนิสัยเป็นปัญญาวิมุติ แต่ไปปฏิบัติในอุบายวิธีของพวกเจโตวิมุติ จะไม่ทำให้เกิดความรู้แจ้งในมรรคผลนิพพานแต่อย่างใด หรือผู้มีนิสัยเป็นเจโตวิมุติ จะมาปฏิบัติในวิธีของพวกมีนิสัยปัญญาวิมุติ ก็จะทำไม่ได้อยู่นั่นเอง ฉะนั้น ปัญญาในภาคการศึกษา ถึงจะไม่ทำสมาธิให้จิตมีความสงบก็ใช้ปัญญาศึกษาในธรรมได้ อย่าผูกขาดว่าปัญญาจะต้องเกิดจากสมาธิความสงบเพียงอย่างเดียว ปัญญาในภาคปฏิบัติที่เรียกว่าการเจริญวิปัสสนา ก็ควรศึกษาให้เข้าใจเช่นกัน ไม่เช่นนั้น จะสมมติเรียกไม่ถูกในความหมาย เช่น ทำสมาธิให้จิตมีความสงบอยู่ในรูปแบบของสมถะ ไปเรียกว่าเจริญวิปัสสนา ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าผู้มีการศึกษาน้อย หรือครูผู้สอนเรียกอย่างนี้ ก็เชื่อว่ามีการศึกษาน้อยเช่นกัน


    ฉะนั้น การปฏิบัติต้องตีความหมายในปริยัติให้ถูก เมื่อนำไปปฏิบัติก็จะถูกต้องตรงต่อการปฏิบัติ และตรงต่อปฏิเวธที่ผู้ปฏิบัติควรได้ควรถึง การปฏิบัติจะรู้เห็นธรรมในระดับสูงเป็นปฏิเวธได้ ต้องให้เป็นไปในหลักสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น จึงเป็นเส้นทางที่จะเข้าสู่กระแสธรรมโดยตรง มิใช่ว่าปฏิบัติเพื่อหวังผลประโยชน์ในอามิสใด ๆ มิใช่ปฏิบัติเพื่ออวดอ้างว่าตัวเองเป็นผู้เลิศเหนือใคร ๆ มองไปที่ไหนเห็นแต่ความเลวร้ายของผู้อื่นไปเสียทั้งหมด กลุ่มของตัวเองจะโดดเด่นด้วยคุณธรรมแต่ฝ่ายเดียว การปฏิบัติเป็นอุบายละถอนทิฏฐิมานะอัตตาของตัวเองให้หมดไปจากใจ มิใช่ว่าปฏิบัติเพื่อเสริมกิเลสตัณหาเสริมอัตตาก้าวร้าวให้แก่คนอื่น พระธรรมเมื่ออยู่กับใจของท่านผู้ใดมีแต่ความอบอุ่นร่มเย็น การแสดงออกมาทางกายวาจาจะทำให้คนอื่นมีความร่มเย็นไปด้วย เฉพาะผู้นำของหมู่คณะต้องฝึกตัวเองให้ดี เพื่อเป็นเนติแบบฉบับให้แก่ผู้อื่น ถ้าผู้นำมีนิสัยก้าวร้าว ลูกศิษย์ก็พลอยมีนิสัยก้าวร้าวไปด้วย ดังคำว่าคบคนเช่นไรนิสัยและใจก็ย่อมเป็นไปตามนั้น เพราะใจไม่มีสติปัญญาพอจึงเกิดความเอนเอียงไปโดยไม่รู้ตัว นี้ฉันใด ใจเมื่อได้มั่วสุมในหมู่กิเลสตัณหาก็ฉันนั้น ความคิดความเห็นและความเข้าใจจะเป็นไปตามกิเลสตัณหาจนลืมตัว ถ้าสติปัญญาไม่มีความฉลาดรอบรู้ในสัจธรรม ใจก็จะจมดิ่งอยู่กับโลกนี้ต่อไปชั่วกาลนาน


    ฉะนั้น อุบายการปฏิบัติที่อธิบายมานี้ มีเหตุผลรองรับในจุดเริ่มต้น จนถึงที่สุดแห่งวิมุตินิพพาน จึงได้เรียบเรียงให้ท่านทั้งหลายได้รู้วิธีปฏิบัติ รูปแบบอื่นที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน ก็ให้เป็นวิธีปฏิบัติของท่านเหล่านั้นไป ข้าพเจ้าจะให้อุบายในวิธีปฏิบัติเริ่มต้นจากสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบ สัมมาสังกัปโป การดำริพิจารณาด้วยปัญญาให้ถูกต้องชอบธรรมนี้ เป็นจุดเริ่มต้นต่อไป เพราะเป็นหลักใหญ่ให้แก่การปฏิบัติในหมวดธรรมทั้งหลาย อุบายการรักษาศีล อุบายการทำสมาธิทุกประเภทย่อมมารวมอยู่ในปัญญาความเห็นชอบนี้ทั้งนั้น การปฏิบัติในยุคนี้จะมีความสับสนแก่ผู้กำลังศึกษาอยู่ไม่น้อย เพราะวิธีการปฏิบัติในยุคนี้แต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน จึงเกิดความไม่แน่ใจ จึงเกิดความสงสัยไปว่าวิธีไหนผิดวิธีไหนถูก แต่ไม่เป็นอุปสรรคแก่ผู้ที่มีสติปัญญาดี ท่านเหล่านี้จะมีเหตุผลเป็นของตัวเอง สามารถแยกแยะในอุบายการปฏิบัติได้ ถ้าได้อ่านประวัติของพระอริยเจ้าในสมัยครั้งพุทธกาล จะรู้ได้ทันทีว่าท่านเหล่านั้นเริ่มต้นการปฏิบัติอย่างไร จะได้เทียบเคียงในการปฏิบัติในสมัยนี้ จะตัดสินใจได้ทันทีว่า การปฏิบัติถูกทำอย่างนี้ การปฏิบัติผิดเป็นอย่างนี้ ส่วนมากผู้ปฏิบัติจะเชื่อฟัง ถ้าหากพระท่านตีความหมายในธรรมมาผิดท่าก็ต้องสอนเราผิด เราก็ได้อุบายการปฏิบัติผิดไปด้วย ถ้าพระท่านศึกษามาดี มีเหตุผลเป็นไปในสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบ เราก็จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชอบธรรมถือว่าโชคดีไป การปฏิบัติของเราก็จะก้าวหน้าตรงต่อมรรคผลนิพพาน


    เมื่อท่านได้อ่านหนังสือ ปัญญา ๓ ขอให้ท่านได้เรียบเรียงในอุบายวิธีในจุดเริ่มต้นเรื่อง สุตมยปัญญา ศึกษาในปริยัติให้เข้าใจ ปัญญาในระดับนี้ก็ต้องศึกษาในภายปริยัติ เพื่อโยงต่อกันกับจินตามยปัญญา ให้เป็นปัญญาในภาคปฏิบัติที่เรียกว่า การเจริญในวิปัสสนา เมื่อปฏิบัติใน


    ระดับขั้นการเจริญในวิปัสสนา มีความรู้เห็นเป็นมรรคญาณเกิดขึ้น จะมีความแยบคายหายสงสัยในสัจธรรมอย่างหยาบและสัจธรรมอย่างกลาง จะเป็นเหตุปัจจัยเชื่อมโยงให้เกิดปัญญาในระดับสูง เรียกว่า ภาวนามยปัญญา มีคำเรียกศัพท์หนึ่งว่า วิปัสสนาญาณ นั่นเอง วิปัสสนาญาณนี้ เมื่อเกิดขึ้นกับท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าขั้นใดขั้นหนึ่งในขณะนั้น เพราะวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นเพื่อประหารกิเลสโดยเฉพาะ จะประหารกิเลสได้ในระดับไหน จึงขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละบุคคล วิปัสสนาญาณนี้เองที่ผู้ปฏิบัติทั้งหลายมีความต้องการให้เกิดขึ้น แต่ไปฝึกวิธีให้วิปัสสนาญาณเกิดขึ้นผิดแนวทาง ผู้มีความเข้าใจว่าปัญญาญาณ จะต้องเกิดขึ้นจากความสงบของสมาธิ เมื่อเกิดความเข้าใจอย่างนี้ เหมือนกับว่าสมาธิความสงบเป็นตัวผลิตให้ปัญญาญาณเกิดขึ้นใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงฝึกทำสมาธิอยู่กับดาบสทั้งสองนานถึงห้าปีกว่า ทำสมาธิมีความสงบอย่างเต็มที่ ทำไมปัญญาญาณของพระองค์จึงไม่เกิดขึ้นเล่า แม้ดาบสทั้งสองก็ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นเช่นกัน ฉะนั้น ขอให้ผู้สอนและผู้ปฏิบัติได้ทบทวนความเห็นอย่างนี้เสียใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเป็นไปในหลักเดิมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว ให้สังเกตดูได้ในมรรค ๘ ทำไมพระพุทธเจ้าทรงวาง สัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ใช้ปัญญาดำริพิจารณาให้ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง สังเกตดูเพียงเท่านี้ก็จะหายความสงสัย หายความสับสนในการปฏิบัติได้ทันที


    ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขความเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอให้ทุกท่านได้ฝึกสติปัญญาของตัวเองให้มีความฉลาดรอบรู้ ฝึกตัวเองให้เป็นผู้มีเหตุและผล ฝึกตัวเองให้มีความฉลาดเฉียบแหลม เพื่อเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาให้หมดไปจากใจ จะไม่มีภาระผูกพันกับสิ่งใด ๆ นั้นแล เรียกว่าผู้ปฏิบัติใกล้พระนิพพาน

    พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ

    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_tool/lp-tool_5-15.htm




     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010

แชร์หน้านี้

Loading...