ปัญหาของการฝึกทำสมาธิของผู้เพิ่งเริ่ม

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย chans, 29 กรกฎาคม 2010.

  1. chans

    chans Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +68
    ผมได้ฝึกการทำสมาธิมาประมาณเดือนหนึ่วแล้วครับ ไปเรียนการทำสมาธิที่วัดแห่งหนึ่ง ไปเรียนวันอาทิตย์ไปมาสองครั้ง เริ่มจากการเดินจงกรมแล้วภาวนาพุทโธ ครั้งละครึ่งชั่วโมง แล้วนั่งทำสมาธิต่อ ปัญหาของผมคือ ตอนเดินจงกรมจะใจลอยคิดไปเรื่อยใจไม่อยู่กับคำภาวนา ตอนนั่งก็จะภาวนาพุทโธแต่จะเผลอหลับเกือบทุกครั้งและจะเกิดอาการเหน็บชาที่ขาจนนั่งได้ไม่นาน ตอนนี้พยายามหาวิธีแก้ไขอยู่ ใครมีวิธีหรือเคล็ดลับช่วยแนะนำด้วยนะครับจะขอบพระคุณอย่างสูง คือผมมีความตั้งใจมาก ช่วงเข้าพรรษานี้ผมจะงดอบายทุกอย่างไม่กินข้าวเย็นด้วย(คิดว่าเป็นสาเหตุให้หลับและฟุ้งซ่าน) ตอนนี้ก็พยายามทำทุกวันที่ห้องพอดีอยู่คนเดียวเลยมีเวลามาก
     
  2. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457
    ก็ดีแล้วนี่

    คราวนี้ก็เพิ่มเติมเสียหน่อย ดูเสียหน่อยว่า

    ในเรื่องกาย เราเอาใจไปใส่กับเรื่องอะไร เอาใจไปใส่เรื่องนั้นแล้วทำให้
    เกิดกังวล ค้นคิด แล้วนำไปสู่ความสับสน จนพาลล้มเลิกการทำสมาธิ

    ดูสิมีตัวไหนบ้าง

    ยกตัวอย่างเช่น ไปเห็น เหน็บชา เอาใจไปใส่กับอาการเหน็บชา ก่อน
    จะนั่งไม่ทันชา ก็กลัวเหฯบชาแล้ว กังวล ค้นคิดหาวิธีแก้ นำไปสู่ความ
    สับสน บางคนนู้นไปเอาองค์เพื่อแก้เหน็บชา บ้าไปนู้น สุดท้ายงานทำ
    สมาธิลืม ทิ้งข้างทางไป ...เป็นต้น

    พอเราสำรวจใจเห็นแล้วว่า เราติดกาย ติดแบบชอบใจบ้าง ด้วยความ
    ไม่ชอบใจบ้าง ก็เรียกว่า เรารู้จัก ตัณหา วิภวตัณหา ภวตัณหา นี่ได้รู้
    เพิ่ม

    การที่เที่ยวคิดค้น ทั้งก่อนหน้า และ อดีตล่วงเลย ก็คือ ภพ น้าน รู้จัก
    คำว่าภพ

    ตอนที่เราติดภพ แล้วคิดจะแก้ทุกข์ ปรุงสุข แล้วไปสาระวนค้นหาวิธี
    มาแก้ ภพ "คนไม่อยากเหน็บชา" มันก็ล้วนแต่เป็น ภพย่อย ที่ซอย
    ออกไปจาก ปัจจัยหลักนี้

    ภพ "คนไม่อยากเหน็บชา" จึงเป็น อธิปัจจัยตา แล้วสมมติไปหาวิธี
    แก้คือ องค์ลง ครอบขันธ์ บ้าๆบอๆ นั้นก็คือ ภพย่อยต่ำกว่า ภพ
    "คนไม่อยากเหน็บชา" อีก คิดดูละกัน อาการไหลลงต่ำเป็นอย่างไร
    ซึ่งวิธีแก้ก็แค่ กลับมาอยู่กับคำบริกรรม หรือ การภาวนา ก็เป็นอันจบ
    ปล่อยให้ กายเขาทำหน้าที่ไปตามความเป็นจริงของกาย แสดง
    ชรา อาพาธ พยาธิ เสื่อมสลายให้เราดู จะได้ไม่เพลินคิดว่าจะอยู่
    ค้ำฟ้า

    นี่แค่กายนะ

    ยังมี การดูว่าเรามีใจไหลไปในเรื่องอะไร อันนี้ก็ตอนเราเดินจงกรม
    จะเห็นว่าใจมันไหลออกไปคิด พอเดินมีกำลังสงบตัวหน่อย พลังสมาธิ
    มันก็พาพุ่งออกไปคิด สมาธิจากการเดินจงกรม เดินเป็นพลัง แต่เรา
    บริหารพลังสมาธิยังไม่เป็น มันก็เลยดันออกไปเป็นท่อน้ำความคิด ไหลๆ
    ไป เรียกโดยภพคือ "คนหลงไปคิด" มีภพย่อยที่เกิดจากการยึดความคิด
    หนึ่งขึ้นมาแก้ ซึ่งจริงๆแล้ว ก็แค่กลับมารู้อาการเดินจงกรม เป็นอันจบ
    จะได้ไม่เพลินคิดว่า จิตจะไหลไปแต่ทางสุคติ

    เอาแค่นี้ก่อน

    จะเห็นว่า พอเราปฏิบัติ เราก็เอา สภาวะธรรม มาจรนัยให้ถูกหลักธรรมวินัย
    ของพระพุทธศาสนา จรนัยแล้วก็จะได้ความเข้าใจเบื้องต้นในเรืองคำศัพท์
    แล้วจะเห็นว่า เราไม่ต้องมานั่งจดจำ เราเพียงแต่อาศัยระลึกจากสภาวะที่
    เราเป็นตามความเป็นจริง มันอยู่กับตัว ระลึกเอาก็ได้ จึงไม่หนักใจ และทำ
    ให้เบากายไปด้วย

    จิตใจจะยิ่งเบา กายจะยิ่งเบา หากเรา ปัดกวาดอกุศลมูลทั้งหลายออกไป
    จากใจ ไม่เผลอไหลไปคิด ไปหวลแก้ไข ให้ยอมรับกฏแห่งกรรมไปตาม
    สภาพความเป็นจริงไปเรื่อยๆ จิตใจจะบริสุทธิ สะอาด สว่าง สงบ ไปเรือยๆ

    แค่นี้ก่อนเนาะ ...ชักยาว

    ....ลุย..เรื่อยๆ ไม่เพียร ไม่พัก ย่อมลอยสู่มหาสมุทรได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2010
  3. จิ-โป

    จิ-โป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,006
    ค่าพลัง:
    +2,196
    คือ ผมแนะนำว่า ให้ไปโพสต์ถามใว้ในห้องอภิญญานะครับ เพราะห้องนั้นจะมีคน
    เริ่มฝึกมาคุยกันเยอะ และบางครั้งจะมีพระมาตอบให้ จะดีที่สุด

    ในส่วนห้องนี้(วิทย์-ลึกลับ) ท่านก็จะได้คำตอบเช่นว่า
    1.ท่านทำสมาธิไม่ถูกกับจริตของท่านเปรียบเหมือนทำนาบนที่ดอน ได้ข้าวไม่งาม
    2.ท่านชอบหลับ ต้องทำสมาธิเช่นกสินแสงสว่างเป็นอันดับแรก เสร็จแล้วค่อยไปทำ
    พุท-โธ ทีหลัง
    3.เดินจงกลมไม่มีสติกำกับ เวลาเดินจงกลมสติกลับไม่อยู่ที่กายเลยทำให้ไม่มีสติ
    4.ส่วนเวลานั่งสมาธิ สติกลับไม่อยู่ที่ใจ ไปอยู่ซะที่เวทนาเลยทำให้เหน็บชา

    คือห้องนี้จะทำให้ท่านซีโร่ได้ในบางโอกาสที่ท่านตั้งใจฟังคำตอบ แต่กลับได้คำถามแทนครับ ด้วยความเป็นห่วงครับ
     
  4. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    ธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
    วันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๑

    ท่านนักปฏิบัติธรรมผู้เจริญทุกท่าน

    การภาวนาบริกรรมพุทโธอันเป็นพุทธานุสสติจัดอยู่ในขั้นสมถกรรมฐาน
    จะใช้คำว่า ธัมโม สังโฆ หรือ อิติปิโส ภควา เป็นต้น

    ความมุ่งหมายของการบริกรรมภาวนาก็เพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิตามลำดับ
    ตั้งแต่ขั้นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ซึ่งจัดอยู่ในระดับฌาน
    นี้คือความมุ่งหมายของสมถภาวนา

    เพื่อกำจัดนิวรณ์ ๕ ประการ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคขัดขวางคุณงามความดีไม่ให้เกิดขึ้น

    ทีนี้ มีปัญหาว่า ถ้าหากว่า เรามาบริกรรมภาวนา
    จิตมันไม่สงบเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ทำอย่างไรๆ

    ถ้าหากว่านักปฏิบัติภาวนาทำจิตให้เข้าสู่ระดับอัปปนาสมาธิไม่ได้
    ก็เป็นอันว่าชาตินี้ทั้งชาติเราก็ต้องตายเปล่า เพราะการภาวนาไม่ได้ผล
    เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะทำอย่างไร

    มีพระอรหันต์จำพวกหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า “สุขวิปัสสโก” (ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน)

    ในเมื่อเราบริกรรมภาวนาจิตไม่เป็นอัปปนาสมาธิ เราก็ใช้อุบายวิธีอย่างอื่น เป็นต้นว่า

    ภาวนาอสุภกรรมฐาน หรือภาวนาธาตุววัฏฐาน หรือจะภาวนาวิปัสสนากรรมฐานเสียเลยทีเดียว
    เช่น ยกเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมาพิจารณาน้อมเข้าไปสู่พระไตรลักษณ์
    คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่ารูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็ว่าเอาเอง
    พร้อมๆ กับน้อมใจเชื่อลงไปว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไปจริงๆ

    แต่ในขณะที่เราพิจารณาอยู่นั้น บางทีจิตอาจจะสงบลงเป็นสมาธิ
    เพราะการค้นคิดในเหตุผล ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
    อันเป็นภาคปฏิบัติ ก็เป็นอุบายที่จะทำให้จิตสงบเป็นสมาธิได้เหมือนกัน

    เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราภาวนาให้จิตเป็นอัปปนาสมาธิไม่ได้
    ก็ยกเอาสภาวธรรมขึ้นมาพิจารณาโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
    ภาษาคัมภีร์เรียกว่า พิจารณาพระไตรลักษณ์ คือน้อมใจไปว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
    จนครบขันธ์ทั้งห้านั้นแหละ ตั้งแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    โดยนึกคิดเอา คือจนกระทั่งจิตมันชำนาญจนเชื่อมั่นลงไปว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
    เป็นการปลูกศรัทธา ความเชื่อมั่นในตัวเอง และเชื่อมั่นในคุณธรรม
    เราจะได้เกิดความปลื้มปีติ ความเบิกบานสำราญใจ ในธรรมะที่เราพิจารณานั้น
    แล้วก็จะมี สติ มี วิริยะ มี สมาธิ แล้วก็มี ปัญญา เป็นลำดับๆ ไป
    เป็นอุบายสำหรับสร้างให้จิตเกิดพละ คือจิตเกิดศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา
    อันนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นด้วยพิจารณาสภาวธรรม



    ถ้าเราจะมาอาศัยลำพังเพียงบริกรรมภาวนาให้จิตสงบเป็นสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ
    ไม่มีการก้าวไปข้างหน้า ไม่มาข้างหลัง จิตก็ไม่มีความรู้ความเห็นอะไรเกิดขึ้น
    ทำทีไรก็ได้แต่ปีติ สุข เอกัคคตา ปีติ สุข เอกัคคตา อยู่อย่างนั้น
    ถ้าจิตมันติดอยู่แต่เพียงเท่านี้ก็เรียกว่า จิตมันติดความสุขอยู่ในขั้นสมาธิ
    มันก็ได้เพียงแค่ขั้นสมถะเท่านั้นเอง

    เพราะฉะนั้น ถ้าจิตไม่ปฏิวัติตัวเองไปสู่ภูมิวิปัสสนา
    ก็พิจารณาเอาด้วยปัญญาความคิดสดๆ ร้อนๆ
    เพื่อเป็นแนวทางให้จิตเกิดความรู้ความเข้าใจในสภาวธรรม
    เมื่อจิตมีความรู้ความเข้าใจเชื่อมั่นในความเป็นของสภาวธรรมว่า
    มีความเป็นเช่นนั้นจริง
    แล้วมันจะเกิดศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ขึ้นเป็นคุณธรรมของจิต

    และอีกอย่างหนึ่ง การบริกรรมภาวนาก็ดี หรือการพิจารณาสภาวธรรมก็ดี
    ทำเท่าไร ภาวนาเท่าไร จิตไม่สงบ ได้แต่ความฟุ้งซ่านรำคาญ
    มีแต่ส่งกระแสไปในทางอื่น ถ้าหากเราไม่สามารถจะควบคุมจิตของเรา
    อยู่ในอารมณ์ภาวนา หรือในแนวทางแห่งสภาวธรรมที่เรายกขึ้นมาพิจารณา
    ไม่สามารถที่จะให้อยู่ในเรื่องในราวที่เราต้องการนั้นได้

    เราก็ปล่อยให้จิตมันปลงไปตามยถากรรม
    แต่เราต้องกำหนดสติพิจารณาตามรู้ตามเห็นความคิดของตนเอง
    อย่าละ พร้อมๆ กันนั้นก็เอาพระไตรลักษณ์ตามจี้มันไปเรื่อย
    คือจี้ว่าอย่างไร จี้ว่าความคิดนี้มันก็ไม่เที่ยงมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป
    มัน ก็มีแต่เกิดแต่ดับ สภาวธรรมทั้งหลายในโลกนี้ ทั้งในกายในใจ
    ทั้งนอกกายนอกใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ชื่อว่าเป็นสภาวธรรมนั้น
    มันต้องตกอยู่ในลักษณะทั้ง ๓ คือ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น


    จุดรวมใหญ่ของมันอยู่ที่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ

    อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง
    ทุกขตา ความเป็นทุกข์
    อนัตตตา ความไม่เป็นตัวไม่เป็นตน

    เอาความคิดอันนี้ตามรู้ความคิดความเห็นของตน ตามจี้ไปเรื่อย
    แต่อันนี้ต้องใช้ความพากเพียรพยายามอดทนหน่อย
    เพราะความฟุ้งซ่านรำคาญของจิตนั้น
    ล้วนแต่จะทำให้เกิดความเดือดร้อน ทำให้จิตมันฟุ้งเรื่อยไป
    แต่เราก็ต้องอาศัยขันติ คือ ความอดทน ตั้งสติสัมปชัญญะ
    กำหนดตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยๆ ในเมื่อจิตมันไปจนถึงที่สุดแล้ว มันก็หยุดของมันเอง

    มันหยุดอยู่ที่ไหนก็กำหนดรู้อยู่ที่นั้น อย่าใช้ความคิดต่อไปอีก
    จนกว่าจิตนั้นมันจะเคลื่อนที่ของมันไปเอง แล้วเราก็ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อย
    อันนี้เป็นวิธีการอันหนึ่งซึ่งเป็นการปฏิบัติอนุวัติตามจริตและนิสัย
    ของนักปฏิบัติซึ่งอาจจะไม่ตรงกัน

    การที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงวางหลักกรรมฐานไว้ถึง ๔๐ ประการ
    ก็เพราะทรงเห็นว่าคนเกิดมาบนโลกนี้มันต่างจิตต่างใจต่างอุปนิสัยวาสนาบารมี

    บางคนก็มีจิตใจอุปนิสัยชอบอย่างหนึ่ง
    อีกคนหนึ่งก็ชอบอย่างหนึ่ง ไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้น

    คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีมากมายก่ายกอง

    การกล่าวธรรมะเป็นคติเตือนใจสำหรับบรรดาท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
    ในวันนี้ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้…
     
  5. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,944
    ค่าพลัง:
    +3,294
    ส่วนใหญ่ที่เห็น... กำลังปฏิบัติสวนทิศทางกับทิศทางที่มันควรจะเป็น

    คนที่เริ่มแจกแจงข้อธรรม แจกแจงอารมณ์เป็นข้อๆ แจกแจงกระบวนการต่างๆของจิต ให้นิยามความหมายเป็นแนวทางแก่การศึกษาเข้าใจ ฯลฯ ... ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ท่านเข้าใจก่อน แล้วถึงได้มาแปลเป็นสมมุติทางภาษา แต่ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้เข้าใจ ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้อ่านปุ๊บฟังปุ๊บ เข้าใจปั๊บ หรือเอาเงินจ่ายปุ๊บได้บุญเยอะจัดถึงขั้นบรรลุซะงั้น
    ครูอาจารย์ถ่ายทอดไว้ให้ด้วยความรักความเมตตา อยากให้เห็นความเป็นจริงของชีวิตกันไวๆ เพราะท่านทั้งหลายที่รู้และเข้าใจแล้ว ท่านเหล่านั้นเข้าใจลึกซึ้งดีกับพิษภัยของความไม่รู้

    ข้อธรรมจึงมิใช่ที่สุดแห่งความเป็นสรณะของชีวิต... แต่ธรรมชาติที่กระจ่างในตัวบุคคลนั้นๆสิ คือที่สุดแห่งความเป็นสรณะของชีวิต

    มันเป็นเรื่องที่ต้องทำให้รู้และเข้าใจ สัมผัสให้ถึงรสแท้ด้วยตนเอง... เป็นเรื่องที่มักง่ายไม่ได้ ต้องซื่อตรง เป็นไปตามกระบวนการทางธรรมชาติ
    แบบที่เอามือแปะหลังถ่ายทอดวิชาแล้วสำเร็จวิชาเลยเดี๋ยวนั้น มันดูเป็นหนังกำลังภายในไปนิสนึง ทางปัญญามันทำอย่างนั้นไม่ได้ มันต้องใช้เวลา มันต้องอดทน มันต้องมีวินัย มันต้องหมั่นเพียร... ไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพและความสม่ำเสมอ

    เรียนรู้การปรับลมหายใจให้สมดุลย์ เพื่อปรับกระบวนการทางร่างกายให้สมดุลย์ เพื่อปรับระบบการทำงานของสมองทั้งสองข้างให้สมดุลย์
    หลังจากได้ภาวะที่อยู่ในแนวทางสมดุลย์ เวลานั้นจะเป็นเวลาที่เหมาะที่สุด สำหรับวิปัสนาขบคิดข้อสงสัยต่างๆที่มาจากความไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง

    นั่นคือประโยชน์หลักของกระบวนการสร้างสมาธิ
    ศาสดาแนวทางพุทธ... ก็สอนให้กระทำตามแนวทางคนฉลาดเช่นนี้
    ส่วนภาวะอื่นๆ อาการอื่นๆ ฤทธิ์เดชอื่นๆ มันไม่เสถียรและจีรังเท่าปัญญา ให้แค่รู้แล้วเลยไป เลยไปสุดที่ปัญญาความรอบรู้และเข้าใจสรรพสิ่ง

    วิธีการสร้างอารมณ์ให้เป็นสมาธิ มีจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรได้หมด
    มีวิธีไม่น้อยไปกว่าจำนวนสิ่งมีชีวิตทั้งเอกภพเลยมั๊ง

    เพราะถ้าสอบวิธีการของคนที่ทำได้จนแคล่วคล่อง แคล่วคล่องเหมือนไม่ได้ทำ แต่ก็ทำอยู่เป็นอยู่อย่างธรรมชาติแบบที่มีสติและสมาธิเป็นเพื่อนตลอดเวลา

    ต้องลองอ่ะนะ... เอาให้เหมาะกับตนเอง

    บางคนก็ชอบนั่งเฉยๆ... แล้วได้อารมณ์นิ่ง
    บางคนต้องทำงานจดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่เหมาะสม... แล้วได้อารมณ์นิ่ง
    บางคนแค่เปิดเพลงฟัง... แล้วได้อารมณ์นิ่ง
    บางคนแค่ฟังเสียงนก... แล้วได้อารมณ์นิ่ง
    อีกเยอะ... พอแค่นี้แระกานนน

    หาธรรมของตนเองให้เจอ
    หาธรรมชาติของตนเองให้เจอ
    หาวิถีทางที่เหมาะกับรสนิยมของตนเอง


    ข้อธรรมหลักๆของศาสดา ก็มาจากกระบวนค้นหาธรรมในตนเองจนค้นพบคำตอบของชีวิตน่ะแหละ




    ที่ว่ามันสวนทางก็ตรงที่... เดี๋ยวนี้หลายท่านศึกษาเป็นขั้นตอน ข้อธรรม มากจนคิดกันไปเสียว่า ศาสดาท่านช่างยิ่งใหญ่ คิดค้นแจกแจงให้ละเอียดถี่ถ้วนเชียว ถ้าได้กราบไหว้ท่านมากๆ ถ้าได้มีรูปปั้นเลียนแบบท่านอยู่ในครอบครองเยอะ ถ้าได้สรรเสริญท่านบ่อยๆ ฯลฯ... เราคงได้สมปรารถนาทางธรรม

    ศึกษาข้อธรรมแล้วปฏิบัติไปพลางนึกไปพลางว่าเราอยู่ขั้นไหนแล้ว ตรงไหนน๊า อารมณ์ไหนเนี่ย อ๋อ ความว่าง ใช่ ข้อธรรมเขาบอกว่าความว่างมันดี แล้วก็หาความว่างกันใหญ่เรยยย

    บางทีมันว่างได้สักแปร๊บนึง... เกิดอาการบางอย่างกับร่างกาย ขนลุก ร้อนหนาว ฯลฯ ก็หลุดจากความว่างมาดูว่า อุ๊ยเราเป็นไร เสร็จกัน เลยไม่ได้ว่างนานๆเสียที

    เพราะไปเอาข้อธรรมตั้งไว้เป็นโจทย์แล้วไปฏิบัติเข้าหา... เพราะที่เป็นโจทย์ ไม่ใช่ข้อธรรมข้อปฏิบัติ แต่มันเป็นตัวเราๆท่านๆเองทั้งสิ้น
    เมื่อครั้งพุทธกาล รุ่นแรกๆ ไม่มีบัญญัติธรรมเป็นข้อๆ เพราะรุ่นแรกเขาเลือกคนที่มีความพร้อมก่อน คือมีการศึกษาธรรมชาติทางจิตวิญญาณมาพอสมควร คุยกันแทงกันไปเป็นเรื่องๆ ว่ากันด้วยเหตุผลอันเป็นที่สุด ในลักษณะของแนวทางและระบบบความคิด
    พอรุ่นหลังๆ ต้องถ่ายทอดต่อไปให้บุคคลทั่วๆไปที่มีภูมิมากภูมิน้อยทั่วๆไป
    เลยต้องมีการสรุปออกมาเป็นระเบียบแบบแผน เพราะคนที่จะออกไปเผยแพร่มีมาก เดี๋ยวถ่ายทอดคลาดเคลื่อนสับสน เพราะช่วงหลังจากพุทธกาลมาสักร้อยห้าสิบปี ความเสื่อมความบิดเบือนของคำสอนก็เกิดขึ้นแล้ว ด้วยคนที่ถ่ายทอดธรรมก็เริ่มมีจำนวนผู้ไม่แตกฉานปนเปื้อนเข้าไปมากขึ้น







    จุดมุ่งหมายของสมาธิในแนวทางของ "โคตมะสิทธัตถะ" มิได้ต้องการให้หมายมุ่งไปที่สภาวะของอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง.. เพราะเหตุว่าที่สุดแล้วคือหมดอารมณ์ ควบคุมกระแสความคิดได้เท่านั้น

    จุดมุ่งหมายของสมาธิในแนวทางของ "โคตมะสิทธัตถะ" มุ่งหมายให้มีปัญญารู้รอบ รู้แจ้งแทงตลอดความเป็นอยู่และเป็นไปของสรรพสิ่ง สรรพชีวิต




    นิ่งๆบ้าง เคลื่อนไหวบ้าง ศึกษาข้อมูลบ้าง ย่อยสลายข้อมูลบ้าง... ต้องเป็นไปอย่างสมดุลย์
    เป็นไปอย่างเดียวเลยทั้งที่ยังไม่ฉลาด มันก็ไม่ฉลาดอยู่อย่างนั้นแหละ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 30 กรกฎาคม 2010
  6. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676
    อันที่จริงมันไม่ได้ขึ้นกับว่าจะนั่งให้ได้ดีๆๆๆทุกครั้งเสมอไป แต่มันอยู่ที่ว่าเราเริ่มทำแล้วนี่แหละครับ



    ปฏิบัติต่อไปนะครับ

    และขออนุโมทนาในการปฏิบัติครับ ฟังจากคำพูดและสำนวนคงจะตั้งใจใฝ่ธรรมจริงๆ :cool:
     
  7. Nuntiyagul

    Nuntiyagul เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +687
    ดิฉันเองเคยนั่งสมาธิแล้วก็หลับบ่อยเหมือนกันค่ะ ตอนหลังเลยเปลี่ยนไปนั่งตอนเช้าตรู่หลังจากที่เรานอนมาเต็มที่แล้ว หลังจากสวดมนตร์เสร็จ ก็จะไม่ค่อยหลับ เวลานั่งสมาธิจะมีอาการปวดเมื่อยเป็นเหน็บชา ก็จะใช้จิตกำหนดว่าปวดขาเป็นเหน็บ แล้วก็ดูลมหายใจ กับ สลับกับการใช้จิตดูอาการปวดขา ไปเรื่อยๆ จนอาการเหน็บชาทุเลาไปเอง หรือ หมดเวลาที่นั่งสมาธิต้องไปทำงานต่อค่ะ
     
  8. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,944
    ค่าพลัง:
    +3,294
    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=8jnRcM8Qf1A"]YouTube - Red Hot Chili Peppers- Hard to Concentrate[/ame]


    Hustle Bustle
    And so much muscle
    Our cells about to separate
    Now I find it hard to concentrate
    And temporary, this cash and carry
    I’m stepping up to indicate
    The time has come to deviate and

    All I want is for you to be happy
    And take this moment to make you my family
    And finally you have found something perfect
    And finally you have found…

    Death defying, this mess I’m buying
    It’s raining down with love and hate
    Now I find it hard to motivate
    And estuary is blessed but scary
    Our hearts about to palpitate
    And I’m not about to hesitate

    And want to treasure the rest of your days here
    And give you pleasure in so many ways, dear
    And finally you have found something perfect
    And finally you have found…
    Here we go.

    Do you want me to show up for duty?
    And serve this woman and honor her beauty?
    And finally you have found something perfect
    And finally you have found... yourself
    With me...
    Will you... agree... to take this man... into your world..
    And now... we are as one...

    My lone ranger,
    The heat exchanger
    Is living in this figure 8
    Now I’ll do my best to recreate.
    And Sweet precision.
    And soft collision
    Our hearts about to palpitate
    Now I find it hard to separate.

    And all I want is for you to be happy
    And take this woman and make you my family
    And finally you have found someone perfect
    And finally you have found

    All I want is for you to be happy
    And take this woman and make you my family
    And finally you have found someone perfect
    And finally you have found…
    Yourself.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 30 กรกฎาคม 2010
  9. ผู้พันจุ่น

    ผู้พันจุ่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +2,983
    เป็นธรรมดาของจิตที่ต้องอยู่ไม่นิ่ง ไปมาได้รวดเร็ว การฝึกแรก ๆ ก็อย่างนี้ จนกว่าจะบังคับจิตให้อยู่ในความควบคุมได้ นานพอดู..................

    เคล็ดของผมก็คือ ฝึกด้วยการลืมตา แล้วใช้วิธีหลาย ๆ อย่าง เช่น ขับรถ เล่นปิงปอง ทำงาน ด้วยความตั้งใจจดจ่ออยู่กับงานที่เราทำ ตรวจตรา พิจารณางาน เมื่อจิตมันอยู่กับงานได้ เราก็มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแล้วคืองานที่กำลังทำอยู่ เมื่อเวลานั่งสมาธิ ใจเราก็จะได้มีที่เกาะคือ คำบริกรรม เช่น พุทโธ นะมะ พะทะ หรือ จะใช้วิธีสวดมนต์ ท่องคาถาที่ยาว ๆ ใจก็ตามติดรู้ในคำที่เราท่องไปเรื่อย ๆ

    บ่อย ๆ เข้า เราก็จะบังคับจิตเราให้อยู่กับสิ่งใด ๆ ได้อย่างที่ต้องการ นานขึ้นไปอีกมากกว่าเดิม จิตที่ว่างจากการปรุงแต่งจากเรื่องราวภายนอกได้นาน ๆ อารมณ์ที่สงบก็จะมีมากขึ้น จนเกิดเป็นความสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนดีใจเป็นปิติ....สุข ....แนบแน่น มั่นคงไม่คิด หรือนึกถึงอะไร ว่างสบาย ๆ อยู่อย่างนั้นเอง...

    ปิติ สุข มันอาจเกิดได้ครั้งแรกครั้งเดียว ให้เราจำอารมณ์สมาธินี้ไว้ เมื่อฝึกจนชำนาญอาจกระโดดพรวดเดียวถึงสมาธิเลย ข้ามปิติ สุขไปนิ่งอยู่ในสมาธิที่แนบแน่น ถ้าต้องการพิสูจน์ว่าสมาธิจริงไหม ? ให้ไช้วิธีนึกถึงภาพพระ หรือ ใครก็ได้ที่เรารู้จัก บางภาพที่เห็นไม่ชัดในยามปกติ แต่เมื่อนึกถึงในสมาธิ มันจะเห็นได้แจ่มชัดมาก ก็เป็นอันใช้ได้

    ภาพที่ชัดเจนนี้ เราอาจแปลงมาเป็นกสิณก็ได้ จำได้ เห็นจนติดตา ยิ่งมองในสมาธิแล้วจะชัดเจนแจ่มแจ้งมากกว่าปกติมาก เพราะจิตมีกำลังแล้วว่างจากการคิดในเรื่องอื่น ๆ มีความแจ่มใสในเรื่องเดียวมันก็แจ่มแจ้งมาก ๆ ใช้ได้กับหลาย ๆ เรื่องในจิตที่เป็นหนึ่งเดียว....
     
  10. สวนพลู

    สวนพลู เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    6,596
    ค่าพลัง:
    +18,654
    ขอตอบด้วยน่ะครับ 1. การเดินจงกรม ไม่ได้ให้ภาวนาน่ะครับ ให้กำหนด ยก ย่าง เหยียบ ซ้ายย่างหนอ อะไรประมาณนี้ อย่าเอาพุทโธมาเดินจงกรม
    2. อาการเหน็บชา คือต้องอดทน แล้วกำหนดไปตรงที่เป็นว่ามันเป็นทุกข์ เกิดขึ้น - ดับไป จะเป็นเหมือนฟองสบู่ เด๋วหายเอง ไม่ต้องไปเร่งว่ามันจะหายตอนไหนตามดูมันไปเรื่อยๆ พอหายแล้วก็มาพุทโธต่อเนื่องครับ
     
  11. chans

    chans Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +68
    ก็ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงกับทุกคำแนะนำนะครับ ถือเป็นประโยชน์ต่อผมมาก รู้สึกมีกำลังใจและความหวังมากครับ ผมมีใจฝักใฝ่มาทางนี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่มันกระท่อนกระแท่นประกอบกับไม่ได้เข้าหาผู้มีความรู้ด้านนี้อย่างจริงจังด้วย ไหนจะปัญหาชีวิตหลายๆอย่างทำให้ต้องย้ายงานบ่อย แต่ตอนนี้รู้สึกว่าค่อนข้างลงตัวทั้งงานและเวลาครับ เลยถือเอาโอกาศช่วงเข้าพรรษานี้แหละลงมือปฏิบัติแบบจริงจังเสียที ถ้าติดขัดยังไงก็จะกลับมาขอคำแนะนำอีกครั้งครับ ขอบพระคุณกับทุกคำแนะนำครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...