ปุถุชน....คนช่างสงสัย...

ในห้อง 'Black Hole' ตั้งกระทู้โดย raming2555, 4 กุมภาพันธ์ 2015.

  1. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927
    ประมานนั้นหละครับ คือไม่อะไรกับอะไรเลย
    ที่เรารู้ว่าไม่โน้นไม่นี่ฯลฯเพราะมันมีตัวไปรู้
    จิตก็จะเฉยๆหรือวางได้ก่อนถ้ากำลังสมาธิสะสม
    เราพอมีและปัญญาทางธรรมพอเข้าใจได้ว่า ไม่นั้นไม่นี้
    มันไม่ดี. ปกติเราฝึกอะไรมาก็ตามจะมาถึงจุดนี้ก่อน
    ถือว่าเป็นเรื่องดีและปกติ. แต่จิตจะยังไม่ว่างจริงๆ
    ยังไม่กลับสู่ธรรมชาติของมันจริงๆ. และจะเผลอ
    ไปใช้ความพยายามเพื่อให้มันว่าง กลายเป็นพยายามซ้อนพยามยาม
    หรือตัณหาซ้อนตัณหา. อาจด้วยการใช้สมาธิ กำลังจิต ปัญญา
    สติ ฌาน. ญาน. ฯลฯ มันเลยไปติดตัว
    ที่ไปรู้ตัวพยายามต่างๆ ตรงนี้ที่มัน
    เป็นตัวอุปโลกน์เพิ่มขึ้นมาที่ยังมาเกาะตัวจิตเราอยู่ครับ
    นักปฎิบัติหลายๆๆๆๆๆคน จิตเลยไม่ว่างซักที
    เพราะมันมีตัวอุปโลกน์ซ้อนอุปโลกน์อยู่นั่นไงคับ
    เป็นพยายามซ้อนพยามยาม หรือตัณหาซ้อนตัณหา
    ทั่วไปก็เป็นสาเหตุให้หงุดหงิดไงคับ. ๕๕๕
    และก็ติดตบะฌาณ ญาน สมาธิ กำลังจิต สติปัญญาฯลฯ
    นั่นหละคับก็เลยต้องไปเสวยวิบากพวกนี้ต่อ ยังคงเวียนว่าย
    ตายเกิดกันต่อไปนั้นหละคับ

    เราก็ต้องตัดตัวรู้
    ตรงนี้อีกที ตัวที่ไปรู้ว่านี่หละว่าง. นี่ไม่ว่าง จิตก็จะเข้าสู่ความ
    ไม่มีอะไรมาเกาะได้เองที่บอกว่าว่างนั้นหละครับ. มันถึงจะ
    ว่างได้เอง(สภาวะที่จะอธิบายเปนภาษาได้ยาก)
    พูดง่ายๆรู้ว่าไม่นั่นไม่นี้ได้แล้วก็ต้องตัดไอ้ที่ไปรู้ ว่าไม่นั่นไม่นี้
    ด้วยการไม่อะไรกับไม่อะไรเลย ทั้งที่ไปรู้กับตัวไปรู้นั่นหละครับ
     
  2. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,548
    ค่าพลัง:
    +18,901
    คุณนพครับ...
    การปั่นกสิณน้ำ ต้องปั่นไปจนกระทั่งปรากฎขึ้นมาให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยใช่ไหมครับจึงจะเปลี่ยนไปปั่น ลม ไฟ และดินได้ ...
    เพราะผมปั่นไปแล้ว ไม่สามารถทำให้ปรากฎขึ้นได้ด้วยตาเปล่า คงเห็นผ่านตาที่สามเท่านั้นเอง...

    แต่ว่าสามารถกำหนดนิมิตปั่น ลม ไฟ และดิน ขึ้นพร้อมกันได้ทั้ง 4 กอง ผ่านตาที่สาม และสังเกตว่าพลังของนิมิตนี้ เกี่ยวเนื่องหรือต่อเนื่องอยู่กับตาที่สามอยู่

    ทดลองรวมทั้ง4กองเข้าด้วยกันในขณะปั่น โดยรวมจากแนวระนาบเข้าหากัน เกิดแรงปะทะสูงมาก รวมเข้าด้วยกันไม่ได้ครับ จึงลองเปลี่ยนเป็นการซ้อนจากด้านบนลงมาก็สามารถรวมได้อยู่

    เมื่อรวมทั้ง 4 กองเข้าด้วยกันแล้ว แสงสว่างจะเกิดขึ้นมาหนุนเอง สภาพหลังจากรวมแล้วเหมือนแก้วที่มีสีทองอยู่ข้างในมีความสว่าง และยังคงหมุนอยู่เป็นเหมือนพายุไซโคลน อันนี้ถูกผิดอย่างไรครับ?

    ถ้าจะทำนิมิตนี้ให้ปรากฎขึ้น โดยที่ตาเปล่าสามารถมองเห็นได้ และไม่พึ่งพาภพภูมิที่จะส่งกำลังมาคอยหนุน คืออาศัยกำลังการฝึกของเราเอง ต้องทำอย่างไรบ้างครับ?

    การปั่นนิมิตปกติ บริเวณรอบๆนิมิต จะยังคงมืดอยู่ ต่อเมื่อเจริญเมตตาพรหมวิหาร แผ่ออกไป จึงมีแสงสว่างจากด้านหลังของนิมิตมาเชื่อมต่อ จึงจะทำให้บริเวณโดยรอบของนิมิต สว่างออกไปด้วย ถูกหรือผิดอย่างไรครับ

    ปกติผมจะฝึกวิธีนี้ตอนนั่งสวดมนต์ ประมาณวันละ 1 ชม.เท่านั้น ที่เหลือในเวลาปกติก็จะเจริญสติเอาไว้ ไม่ได้ปั่นนิมิต ด้วยคิดจะศึกษาไว้เพื่อรู้ครับ ไม่หวังจะชำนาญอย่างคุณนพฯ วาสนาบารมีคงไม่ได้ทำมาทางด้านนี้มากนักครับ พยายามทำตามกำลังเท่าที่พอมีเท่านั้นเองครับ...
     
  3. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927
    นิมิตรกสิณต่างๆ มันสามารถขึ้นมาได้ในอารมย์ที่จิตเป็นทิพย์
    เล็กน้อยขึ้นไป..พูดง่ายๆว่าลืมตาปกตินี่หละครับ..ลองสังเกตุ
    ตอนที่กำลังหนักดูได้ครับ.ที่มันขึ้นเป็นคล้ายๆกระแส หรืออารมย์
    สบายๆขณะกำลังจะนอนกึ่งๆอุปจารสมาธิครับ..
    คือ จะสามารถเห็นเป็นเส้นสายได้สีใส หรือ เห็นเป็นสีต่างๆได้
    ที่จะบอกว่าเป็นกสิณกองอะไร ทั้งการเห็นสองอย่างจะบอกว่ามี
    เอกลักษณ์ของเส้นสายพลังงานที่จะทำให้เราทราบได้เองว่า
    เป็นกสิณกองอะไรครับ.. หรือเห็นได้ทั้ง
    เส้นสายและสีพร้อมกันครับ
    แล้วแต่จริตของแต่ละคนครับ..

    ที่นี้ตอนเราเข้าสมาธิหรือในนิมิตรนั้นการที่เราสามารถรวบรวมและปั่นกสิณ
    หลายๆกองรวมกันได้นั้น..เป็นเสมือนด่านสำคัญอย่างหนึ่งก่อนที่เราจะ
    สามารถเรียกพลังกสิณกองต่างๆขึ้นมาใช้งานได้จริงครับในขณะลืมตาปกติครับ...
    โดยที่การผ่านขั้นตอนนี้..การรวมกสิณเสมือนเป็นทริคอย่างหนึ่ง..
    และการรวมได้หลายๆกองก็เป็นพื้นฐานสำคัญครับ...
    แต่อีกด่านที่จะต้องเจอจากฝ่ายภพภูมิก็คือ..การที่พยายามรวม
    กสิณแต่ละกอง..เพื่อที่จะเจาะผ่านอุปสรรคบางอย่างที่ขวางหน้า
    เราอยู่ให้ได้ครับ..อุปสรรคตรงนี้คิดว่าน่าจะเจออีกไม่นานครับ...
    มันไม่ใช่ว่า เราจะรวมทุกๆกองแล้วเอาพลังงานทั้งหมดเจาะ
    ผ่านอุปสรรคไปได้นะครับ...อุปสรรคตรงนี้ จะเป็นการรวม
    กสิณเข้ามาทีละกองครับ...ยกตัวอย่างคล้ายของจริง.ถ้าเจอ
    อุปสรรคแล้ว..ก็ลองเอาน้ำกับไฟรวมกันดูซิ ว่าจะผ่านไหม..
    แต่มันอาจจะพอผ่านได้แต่ไม่ทั้งหมด..เราก็จะเกิดอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้ว่า
    ต้องเอากสิณกองไหนมารวมเข้ามาอีก..จนกระทั่งสุดท้าย
    มันก็ผ่านด่านได้ โดยที่รวมกสิณกลางเกือบทุกกองครับ...
    ด่านที่จะเจอจะเป็นแบบนี้ครับ..ส่วนตัวเรียกว่า ด่านความ
    เฉลียวในการใช้งานครับ..พอผ่านตรงนี้ได้..ก็พอเป็นประกัน
    ได้ว่า.การใช้พลังงานกสิณของเราจะเป็นไปในทางที่ประโยชน์ครับ..
    นอกจากด่านที่ไม่ใช้กสิณต่อสู้เลยคือยอมตาย(ส่วนมากพวกที่มา
    ทดสอบมักจะรู้ทันครับด่านนี้ ๕๕๕)
    ปล.ส่วนตัวว่า ท่านคงใจดีเริ่มๆเปิดมาทีละน้อยๆแล้วครับ
    ถ้ามาถึงที่ป๋ามิงค์ เล่าให้ฟังมาได้ ณ ตอนนี้นะครับ..
     
  4. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,548
    ค่าพลัง:
    +18,901
    ไม่ง่ายเลยนะครับ...รวมกสิณผิดท่า ก็เกิดแรงปะทะสูงมาก กระแทกใส่หน้า ก้องไปยันแก้วหูชั้นในเลยครับ..ตอนนี้พอจะรู้วิธีรวมได้แล้วครับ ...
    แต่ว่าผมยังขาดทั้งความฉลาด และความเฉลียว ชอบแต่จะแฉลบครับ...

    คุณนพฯ พอจะยกตัวอย่างอุปสรรคที่เคยเจอมา แล้วใช้กสิณกองไหนรวมกับกองไหน ให้ผ่านไปได้บ้างไหมครับ...

    ช่วงก่อนนอน ตอนที่ผ่อนอารมณ์ลงแล้ว ก็เห็นเส้นแสง มีหลากหลายสีครับ มีตั้งแต่ขาว เหลือง แดง น้ำเงิน รวมถึงพวกที่ไม่มีสี...แต่ผมแยกไม่ออก นับไม่ถูกครับ เยอะเกิน กระจายเต็มอยู่รอบๆตัว .. ถ้าจะแยกให้ได้ละเอียดอย่างที่คุณนพฯทำ ผมสงสัยว่าชาตินี้คงทำไม่ได้แหงมๆครับ...

    ผมจะลองฝึกจับคู่กสิณกันไปก่อนนะครับ จากคู่2 เป็นคู่3 และคู่4 คือดิน ไฟ ลม น้ำ ผมเรียงจากซ้ายไปขวาแบบนี้ครับ และแผ่เมตตาอัปมัญญา ออกไปยังกสิณทั้ง4กองนี้ ก็รู้สึกว่าดีขึ้นครับ ไม่เกิดอาการเครียดในขณะปั่นนิมิต และแบล็คกราวด์ก็สว่างขึ้นมาก..
    เพียงแต่ว่ายังเห็นผ่านตาที่สามนะครับ ยังไม่สามารถทำให้เห็นผ่านตาปกติได้...
     
  5. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,548
    ค่าพลัง:
    +18,901
    อีกข้อสงสัยหนึ่งคือ...
    การฝึกกสิณไฟ โดยการเพ่งไปที่ไฟ ไม่กระพริบตา จ้องจนกระทั่งนิมิตติดตา ไม่มีคำบริกรรมภาวนา จนกระทั่ง เห็นภาพนิมิตนี้ติดตา เริ่มต้นจากสีส้มแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน...เห็นได้ทั้งลืมตาหลับตา ทั้งกลางวันกลางคืน
    แรกๆน้ำตาจะไหลพราก แสบตา นัยตาขาวจะเป็นสีแดง จากนั้นจะค่อยๆบรรเทาลง โดยในเบื้องต้น หากเพ่งไปที่หลอดไฟ หลอดไฟจะระเบิดออก อย่างนี้เป็นต้นครับ...

    เพียงแต่ข้อเสียของวิธีนี้คือ เมื่ออายุมากขึ้น ตาจะเป็นต้อ...เล่ากันว่า ต้องรู้จักวิธีการดับพิษไฟ ไม่เช่นนั้นตาจะเสีย ....

    วิธีนี้คุณนพฯเคยฝึกมาบ้างไหมครับ?
     
  6. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927
    ย่อหน้าสุดท้ายถือว่ามาถูกทางแล้วครับ...ถ้าจิตเราจะเห็นได้เหมือน
    เรามองคนปกติ..โดยมากจะเป็นดวงจิตที่เอาบารมีลงมาด้วยเยอะครับ
    คือเหมือนดาษสองคม..อาจถึงขั้นเสียสติหรือวิปลาสได้เลยครับ.
    โดยมากพวกนี้เค้าจะมีฐานอภิญญาจิตภายในสูงมาก่อน..โดยที่ไม่ต้องฝึก
    อะไรครับ..เป็นโดยธรรมชาติ..ถ้าแบบเราๆเด่วมันจะมีพัฒนาการ
    ไปได้เองของมันเองครับ ส่วนตัวก็ต้องค่อยๆพัฒนาเหมือนกันครับ..
    ..ถ้าจิตเดิมเรามีฐานสัมผัสภายในมาก่อน
    เราก็จะเห็นและรับรู้ได้ดีกว่าปกติ.
    ยกตัวอย่างล่าสุดนะครับ.เช่น เห็นพยานาค ๗ เศียร ก็จะเห็นเหมือน
    บนกล่องไม้ขีด..นี่สำหรับกลุ่มที่เค้าเด่นทางสัมผัสภายในนะครับ.
    ..แต่ถ้าจิตเราจับเป็นสีและเส้นสายได้
    มันก็จะเห็นเป็นเส้นสายและสีรวมกัน ก็จะเห็นพยานาค ๗ เศียรเป็นพลัง
    งานมีขอบและรูปร่างเป็นพยานาค ๗ เศียรและสัมผัสพลังงานได้
    ถูกเนื้อต้องตัวได้ก็จะรับรู้ได้เป็นพลังงาน และเห็นได้เป็นบางสี
    ขึ้นอยู่กับพลังงานที่เราได้สัมผัส. เป็นต้น.
    แต่สีที่เราเห็นได้จากตาปกติจะบอกลักษณะความชำนาญทางจิตของดวงจิต
    ภายนอกนั้นๆ ถ้าเห็นเป็นสีใสได้เลยมันก็จะไร้การปรุงแต่ง
    เป็นภาพไป แต่ลักษณะพลังงงานจะบอกได้ว่า
    มีความชำนาญด้านไหน.อย่างสีแดงบอกว่าเด่นทางฤิทธิ์ แต่พลังงาน
    ไม่เห็นสีแดงเห็นเป็นสีใส แต่ลักษณะพลังงานที่เราสัมผัส
    มันก็จะมีตัวบอกได้ว่า ดวงจิตนั้นเด่นทางฤิทธิเช่นกันครับ..
    ..มันก็คนละแบบนะครับ แล้วแต่พื้นฐานทางจิต.และ
    มันก็ไปด้วยกันได้ครับ.แล้วแต่คนครับ แต่ผลเหมือนกัน..
    .
     
  7. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927


    หลักการแบบที่เพ่งแบบไม่กระพริบตาจนกระทั่งบางครั้งเห็นว่ามันระเบิดออก


    เปนหลักการบุคคลที่มีฐานกำลังสมาธิมาก่อนที่มักจะทำกัน และท่านๆที่สอน


    ก็จะเป็นพระมหาฤาษีครับ..เป็นหลักการหนึ่งในการสร้างกำลังจิตแนวๆ


    การสร้างตบะครับ..มันก็ขึ้นอยู่กับว่าตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรครับ..แต่สาย


    ตามีปัญหานะแน่นอนครับ..ยกเว้นว่าเราจะพอมีฐานสมาธิมาก่อน มีกำลังจิต


    เป็นทุนให้ลืมตานานแค่ไหนก็ไม่เป็นไรครับ..และจิตมันก็จะไต่ขึ้นไปในโหมด


    ของอรูปฌานได้ครับ..เป็นลักษณะของจิตที่ใช้แสงในการทำทางคับ ป๋ามิงค์


    ลักษณะขั้นตอนการไต่ระดับจะเหมือนการฝึกวิชาเดินธาตุครับ.และจิตจะเข้า


    สู่โหมดวิญญานธาตุจากการที่แสงเริ่มต้นนำทางนั่นหละครับ คือตอนแรกจะ


    สว่างมากจนมองเห็นแสงสว่างรอบตัวเองได้ บางทีก็มีการระเบิด เห็นโน้น


    เห็นนี่ได้ แม้ว่าแสงจะสว่างมากแต่สังเกตุได้ว่า มันจะไม่เย็นครับ บางคนมา


    ถึงขั้นนี้แล้วนึกว่าตัวเองบรรลุก็มีเยอะแยะครับ ทั้งๆที่กำลังตรงนี้มันระดับ


    ปฐมฌานเองครับ..คือ แค่มองวัตถุอะไรก็ได้แบบลืมตาแล้วเรานิ่งๆหน่อย


    ไม่นานก็เข้าถึงแล้วหละครับ สำหรับป๋า คิดว่าคงไม่ยากครับ แต่ว่าพอออก


    มาแล้วก็เหมือนเดิมคือ ไม่ได้กำลังจิตครับ นอกจากว่าพอแสงมันสว่าง


    มากๆแล้วเรารักษาอารมย์ไว้ และปล่อยให้แสงมันค่อยๆมืดลงและค่อย


    กลับมาสว่างอีกครั้งนั้นหละครับ จะถึงอรูปฌานลำดับที่ ๓ ส่วนลำดับ


    สุดท้ายนั้นส่วนตัวยังทำไม่ได้ครับ เพราะระดับนั้นตัวจิตมันจะโล่งโปร่ง


    ออกไปเลยครับ มันจะต้องไม่มีอะไรมาเกาะตัวจิตตั้งแต่ตอนแแรกที่


    แสงเริ่มสว่างแล้วครับ ถึงตรงนี้ได้จริงพื้นฐานปกติ ๑๐ อย่าง ที่จิตทำได้


    แม้ขณะลืมตาก็จะทำได้เป็นปกติครับ พวกดึง ดูด เชื่อม พลังงานเเนี่ย


    จะทำได้ง่ายครับ แป๊บๆ
     
  8. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927
    เคยฝึกคล้ายๆกันครับ แต่ฝึกแบบลืมตา ทำเล่นๆตอนนั่งกินกาแฟครับ.
    และไม่ได้เพ่งครับ พอมองแล้วซักไม่กี่วินาทีพอ
    เกิดอุคหนิมิตร ก็ละสายตา ซึ่งมันจะค้างได้เป็นปกติอยู่แล้ว
    ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาครับไม่ใช่เรื่องแปลก
    จะให้อยู่นานแค่ไหนก็ได้ ถ้าไม่ขี้เกียจครับ..แต่ส่วนตัวขี้เกียจครับ ๕๕๕
    จากนั้นไม่ว่าอุคหนิมิตร
    ไปไหนก็ตามไปด้วยครับ..มาหยุดตรงระดับปฐมฌาน คือ บริเวณ
    รอบตัวเรามีควันรอบตัวเหมือนๆไฟไหม้ มีแสงสว่างรอบตัว..
    มีนิมิตรอย่างอื่นๆแทรกเข้ามา..ก็หยุดครับ..แล้วไปปั่นกสิณน้ำต่อครับ..
    เพราะว่าเคยลองลืมตาต่อมันจะข้ามไปอรูปฌานเลยครับคือ
    ไม่มีภาพอะไรให้มาสร้างกำลังจิตครับ..

    ..ซึ่งมันข้ามช่วงสร้างกำลังจิตไปเลยครับ ซึ่งต้องอาศัยภาพ
    เป็นฐานก่อนครับ..เพราะลืมตายังไงๆ จิตมันก็ไปแนวแสงนำทางครับ..
    จึงเปลี่ยนมาหลับตา มันถึงขึ้นรูปได้ก่อน แล้วค่อยปั่นรูปนั่นเองครับ
    นี่คือมุมที่ส่วนตัวเห็นจากการลองปฏิบัตินะครับ..
    ก็ตรงนี้ก็เคยลองอธิษฐานแต่มันใช้เวลานานเกินไปด้วยครับ.
    กว่าจะอธิษฐานแล้วเกิดผล ช่วงฟิตๆก็เกือบครึ่งชั่วโมงครับ
    จะให้แบบหายใจรวดเดียวแล้วอฐิษฐานได้เหมือนห่มเหลือง
    มีชื่อในอดีตคงจะเปลี่ยนภพภูมิก่อนแน่..

    แฮะๆไม่ไหวจะเคลียร์ครับ..เปลี่ยนแนวมาทางพลังงานดีกว่า..
    แต่ก็พอรู้จักคนที่ตามรูปจนกระทั้งมันสว่างสไหวไปเลยและรักษา
    อารมย์ได้นาน ก็จะได้ในส่วนอภิญญาจิตภายในครับ.ก็ตรวจองค์ธรรม
    ดูดวงอะไรได้ฯลฯ .แต่ไม่ได้
    กำลังจิตครับ ก็สุดแล้วแต่ใครจะชอบนะครับ...แต่ส่วนตัวมอง
    ว่าภูมิต้านทานพลังงานภายนอกจะน้อยไป คือ ไปเจอหมอธรรม
    เก่งๆนิสัยไม่ดีเราอาจจะเสร็จได้ หรือ ไปที่ไหนที่มีฝ่ายภพภูมิ
    มีฤิทธิ์นิสัยไม่ดีเค้ามาลองของเราอาจจะเดี้ยงครับ ประมาณนี้ครับ....


    ตอนต่อมา..เป็นที่เข้าใจว่า ถ้าไม่มีฐานสมาธิมาก่อน ไม่มีพื้นฐาน
    กำลังจิตมาบ้างก็ควรเลี่ยงไม่งั้นจะส่งผลต่อระบบสายตานะครับ..
    พูดง่ายๆ มันพอใช้เป็นฐานสำหรับการไปเล่นอรูปหรือไปวิญญานธาตุได้

    แต่ถ้าจะใช้ภาพนิมิตรจากการมองเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาความ
    สามารถทางจิตแบบภายในนั้น เราต้องพอเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า
    ๑.ระดับอุคหนิมิตรไม่ว่ากสิณกองใดก็ตามยังถือว่าไม่มีประโยชน์
    อะไรไม่ว่าทางด้านกำลังจิต ทางด้านความสามารถรับรู้พิเศษต่างๆ.
    และอาจจะทำให้เสียเวลาได้หากไปยึดติตอุคหนิมิตร..
    ซ้ำร้ายจะหลงตัวเองเสียส่วนมากว่าตนมีความสามารถ
    รับรู้พิเศษ(โดยมากผู้ฝึกส่วนมากจะเสร็จตรงนี้ครับ)...

    ๒.ระดับภาพอุคหนิมิตรนี้ให้พึ่งระลึกเอาไว้ว่า ไม่ว่ามันจะเปลี่ยน
    รูปร่างเป็นอะไรก็ตาม หรือ มันจะมีอะไรมาแทรกก็ตาม ไม่ต้อง
    ไปสนใจทุกๆกรณี จนกว่าจะเป็นอุคหนิมิตรของกสิณกองนั้นๆ
    ที่มีความสว่างขึ้นมาในตัวเอง...
    ๓.ไม่ว่าอุคคนิมิตรอะไร ระวังอย่าเข้าไปใกล้ไม่งั้น จะถูดดูดเพราะ
    มันจะสร้างประตูมิติและดูดเราเข้าไปได้ ถ้าเราเข้าไปแล้วและหลง
    ในสิ่งที่เห็นข้างใน..จะหลงติดนิมิตรและหลงตัวเองได้ หมดสิทธิ์
    ที่จะเข้าถึงในเรื่องของพลังงาน เพราะฉนั้นหน้าที่เราคือฝืนอย่างเดียว
    ไม่ให้มันดูด เราจะได้กำลังสมาธิสะสม ได้กำลังสติ และถ้าปั่นมันได้
    ด้วยจะได้กำลังจิต...

    ข้อสุดท้าย..อุคหนิมิตร ของการมองเปลวไฟ หลอดไฟสีขาว
    หลอดLED พระอาทิตย์ พระจันทร์ จะออกมาแนวๆเดียวกันครับ
    ส่วนข้อควรระวังก็ตามที่เขียนมาแล้วข้างบนครับ...
     
  9. attasade

    attasade เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    343
    ค่าพลัง:
    +2,552
    เรียนถามคุณนพครับ ผมหายใจลึกถึงท้องและทำความรู้สึกลมกระทบตรงจมูกแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมรู้สึกหน่วง ๆ หนัก ๆ ตึง ๆ ตรงจมูก ตรงที่ไปจับความรู้สึกที่ลมกระทบนั้นแหละครับ พอมีทางแก้ไขบ้างไหมครับ หรือต้องทำอะไรเพิ่มเติมรึเปล่าครับ
     
  10. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927
    ที่มันตึงๆเพราะตัวจิตที่อยู่กลางลิ้นปี่เรามันเผลอวิ่งไปอยู่ที่ปลายจมูก
    เพราะเราเผลอไปคิดถึงที่ปลายจมูกโดยที่ไม่รู้ตัวครับ..
    พวกนี้มันไวมากครับ และเป็นปกติที่เราจะสังเกตุมันไม่ทันครับ
    ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ..แรกๆมักจะเจออาการนี้กันทุกคนครับ
    .เพราะฉนั้นวิธีตรวจสอบระบบหายใจเราและตรวจสอบว่าเราเผลอ
    ส่งจิตไปที่ปลายจมูกหรือเปล่า...ให้สังเกตุดูด้วยครับตอนที่เราดันลม
    ลึกถึงท้อง ปกติแนวสายลมมันจะผ่านตัวจิตตรงกลางลิ้นปี่ด้วยครับ
    เราจะพอรู้สึกได้คล้ายๆว่า ลิ้นปี่มันจะยุบเล็กน้อยไม่ว่าขณะ
    ที่ลมหายใจกำลังผ่านเข้า หรือว่ากำลังผ่านออก ไอ้ที่ยุบๆ

    มันจะต้องอยู่คงที่ของมันอย่างนั้น.ถ้าเกิดว่าลมมันผ่านฉลุย
    ขึ้นมาเลยแสดงว่า ตัวจิตมันไปที่ปลายจมูกแล้ว..
    . และปกติลมหายใจเข้าและออกมันก็จะหยุดที่
    ปลายจมูกแบบที่กระแสลมจะเป็นแนวตรงๆครับ
    ถ้าเมื่อไรถ้าเราเผลอไปคิดถึงปลายจมูกเมื่อไร(ย้ำว่ามันเร็วมาก)หรือ
    แค่มีความคิด..ไม่ใช่ความรู้สึก ตัวจิตจะไปอยู่ที่ปลายจมูกทันที
    พวกนี้มันเร็วกว่าวินาทีอีกครับ
    และมันจะสร้างวงคลื่นหมุนๆวนขวาขึ้นมาทันทีครับ
    ลองทำเล่นๆเพื่อสังเกตุกิริยาตรงนี้ดูได้ครับ
    โดยการกำหนดจิตไว้ที่ปลายจมูกดูได้
    ตรงนี้นี่หละครับ ที่ทำให้ปลายจมูกเรามันตึงครับ.
    .
    ปล.แค่ทำความรู้สึกรับรู้..อย่าเผลอไปคิดถึงปลายจมูกครับ..
    และใช้ตรวจสอบตัวเองได้ ถ้าตึงแสดงว่าจิตมันไปอยู่ตรงนั้นแค่นั้นเอง
    และกิริยาแบบนี้ย้ำอีกทีว่าจะเป็นกันเกือบๆทุกๆคนครับ ทางปฏิบัติ
    เค้าถือว่าดีแล้วครับ.เรียกว่ากิริยาระหว่างทางที่จะต้อง
    เจอกันได้ทุกๆคนครับ กิริยาแบบนี้แม้ว่าจะพอรู้ว่าจะต้องเจอ
    แต่มันจะบอกก่อนล่วงหน้าไม่ค่อยได้ครับ..
    บางทีครูบาร์อาจารย์ท่านก็เอาไว้ตรวจสอบว่า
    เราได้ไปฝึกมาหรือเปล่าอะไรทำนองนี้หละครับ..
     
  11. attasade

    attasade เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    343
    ค่าพลัง:
    +2,552
    สอบถามคุณนพอีกนิดนะครับ ที่คุณนพบอกว่าให้เอาจิตไปจับที่ลิ้นปี่ หากผมนึกภาพเป็นดวงกลมขาวใส หรือ ดวงกลมสีขาว อยู่ตรงลิ้นปี่ แบบนี้ได้รึเปล่าครับ เพราะผมทำแล้วผมรู้สึกได้ดีกว่าการเอาจิตไปวางที่ลิ้นปี่อย่างเดียวน่ะครับ
     
  12. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927
    ได้คับ แบบที่พูดเป็น ทิพย์จักขุแบบหนึ่งคับ. สายวิชาพิเศษคับ
    ไม่มีปัญหาคับ
     
  13. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,548
    ค่าพลัง:
    +18,901
    ธาตุ ของโหราศาสตร์จีน มี ดิน น้ำ ไม้ ไฟ ทอง เป็น 5 ธาตุ
    ธาตุทอง คุณนพฯเคยอธิบายไว้บ้างแล้ว
    ส่วนธาตุไม้ ไม่ทราบว่า เอามาปั่นทำกสิณ ได้ไหมครับ?

    หรือธาตุไม้ ถูกจัดรวมไปไว้ในธาตุดิน เพราะมีความแข็งแกร่งเหมือนๆกัน?

    เรื่องสีของเส้นสายพลังงาน ที่แยกตามลักษณะกสิณนั้น เริ่มพอจะจับทางได้บ้างแล้วครับว่าสีของเส้นสายพลังงานไปเข้ากับกสิณกองไหนบ้าง พอจะสังเกตได้ แต่จะให้นับว่ามีกี่เส้นบ้าง เหมือนบางคัมภีร์นี่ผมทำไม่ได้นะครับ ยังไม่มีความสามารถในการจำแนกแยกนับขนาดนั้นเลย....

    สงสัย อีกนิดนะครับ...ทำไม? เหมือนกับว่า กสิณหลัก ที่ปั่นนิมิต อยู่นี้ มีผู้ที่คุมอยู่ หรือเป็นเจ้าของต้นธาตุ ต้นวิชา เหมือนเป็นมหาฤษี ระดับปรมาจารย์ แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของ ในกสิณแต่ละกองหลัก จะทำต่อไปจำเป็นต้องนอบน้อมยอมรับ ท่านเหล่านี้ด้วย...คือ ภายหลังจากปั่นนิมิตกสิณขั้นมาทั้ง4กอง แล้วแผ่เมตตาออกไป อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ รอบๆนิมิตสว่างขึ้นแล้ว มีแสงสว่างจากไกลๆส่งมาบรรจบกับสิ่งที่เราแผ่ออกไป พอมองตามไปก็เห็นคนที่แต่งตัวคล้ายๆฤษี มีหนวดมีเครา ธาตุดินนี่นุ่งหนังเสือ หนวดเครายังดำอยู่ เก้าผมขมวดอยู่ ตาโตๆดุๆหน่อย...กองอื่นก็มี ยืนอยู่ไกลๆเป็นหลายโยชน์อยู่...

    คุณนพฯช่วยยืนยันให้ทีครับว่า ที่ผมเห็นมันเป็นเรื่องอุปโลก ไม่ได้มีอยู่จริง ไม่ต้องไปสนใจใส่ใจอะไรใดๆทั้งสิ้น เราก็ปั่นนิมิตของเราไปเรื่อยๆก็พอ
     
  14. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927
    ช่วยตีลังกา ๓ รอบและกลับมายืนยันได้ครับ..ไม่ได้อุปโลกน์
    และเข้าใจถูกต้องครับ ควรให้ความเคารพครับ.ผมถึงบอกว่า
    ควรเป็นมิตรกับภพภูมิทุกระดับโดยที่ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก
    นั้นหละครับ...เพราะระดับสูง
    กว่านี้จะเน้นเรื่องอื่นๆครับ ท่านจะไม่ก้าวก่ายกันครับ...
    กสิณแต่ละกองจะมีผู้ที่เด่นทางด้านนั้นๆ แต่ละท่านที่ชำนาญ
    ในแต่ละด้าน แต่ละกองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการใช้งานครับ
    ดูบทคาถาวิชาเดินธาตุ ป๋ามิงค์
    จะพอทราบได้เองครับ.และท่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการใช้งานทุกๆครั้ง
    ด้วยครับ.และจะมาเร็วมากครับ..

    เมื่อก่อนตอนทำได้ใหม่ๆผมก็เคยสงสัยครับ.
    .เลยลองปั่นกสิณทีละกอง แล้วก็ดูว่าแต่ละกอง
    เป็นท่านใดที่ปรากฏออกมาครับ.(ดูได้ที่หน้าฝากด้านซ้ายตัวเองครับ)
    .บางครั้งก็พูดมากไม่ได้ครับ..
    เพราะบางท่าน บางพื้นที่ก็นับท่านเป็นที่สุดก็มีครับ...

    ผมหละรอวันนี้มานานแล้ว รอว่าเมื่อไร ป๋า จะเจอด้วยตัวเองซักที..
    ที่นี้เข้าใจหรือยังครับว่า ก่อนที่เราจะใช้งานได้ ทำไมผมถึงบอก
    นักบอกหนาว่า ต้องผ่านการทดสอบการใช้งานจากทางภพภูมิก่อน
    ที่ผมบอกว่าผมเนี่ย ยุงไม่เคยตั้งใจตบเลยกว่ายี่สิบปี ไม่เคยที่จะ
    ฆ่าสัตว์โดยเจตนาเลยมายี่สิบกว่าปี กว่าจะผ่านด่านแค่ให้พอใช้
    งานได้..ผมสอบตกไปยี่สิบกว่าครั้งครับ.
    กว่าจะมาโม้ให้ ป๋า มิงค์ อ่านเล่นๆได้.

    ปล.ธาตุแบบทางจีนถ้าทางด้านพลังงานจะ..เป็นลักษณะ
    ที่คงความสัมพันธ์กันและเอกลักษณ์ที่ต้องมีเรื่อง
    สัมผัสภายใน พลังงานจากภายนอก และการส่งเสริม
    การรักษาและป้องกันคับ..หนุนกันเพื่อให้คงอยู่ และขณะที่ตั้งอยู่
    ก็อยู่ร่วมกับธรรมชาติ และสุดท้ายก็กลับคืนสู่ธรรมชาติ..และก็ไปเกิด
    เป็นอีกธาตุวนเวียนกันอยู่อย่างนี้นั่นหละครับ.

    คือ ไฟ ดิน ทอง น้ำ ไม้.ครับ อ่านแล้วอาจจะงงๆได้นะครับ.
    .
     
  15. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,024
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,742
    อ้าว ... หือ คุณนพ เสร็จกันสิ พวกหัวดื้อแถมอวดฉลาดอย่างดิฉันเนี่ย มือไม้ไม่อ่อนด้วยสิ ..
    ขอตั้งตัวและปรับความคิดแป๊ปนะคะ.
    ... อืออ เอาไว้ก่อน
     
  16. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,548
    ค่าพลัง:
    +18,901
    ขอบคุณ คุณนพฯที่ช่วยตีลังกาสามตลบยืนยัน เป็นผมนี่ล้มไปนอนยันตั้งแต่ตลบแรกแล้วครับ...
    ผมเคยพยายามถามให้อ้อมค้อมแล้วนะครับว่า เราสามารถทำเองได้โดยไม่ต้องอาศัยกำลังภพภูมิหนุนหรือเปล่า เพราะถามตรงๆ พอเล่าออกมา มันเหมือนคนบ้า คุยกัน คือผมเห็นใจท่านผู้อ่านที่บังเอิญผ่านมาอ่านเจอเข้าน่ะครับ...
    สรุปคือถ้าจะฝึกต่อไป DIY ไม่ได้ซะแล้วสินะครับ...

    เรื่องการมองเห็นผมไม่สามารถแยกรายละเอียดตำแหน่งที่ใช้มองได้เหมือนอย่างคุณนพฯคุณรุ้งฯทำกันครับ ผมมองเห็นเหมือนกับมันออกไปจากกายได้ทั้งกาย เหมือนเราไปยืนตรงนั้นแล้วเห็นอยู่ตรงนั้นไปด้วยกัน ทั้งๆที่ก็ไม่ได้ไปสนใจอยากจะเห็นอะไรแล้วนะครับ...

    วันนี้ได้อ่านคำตอบคุณนพฯตรงๆแล้ว ทำให้ตัดสินใจว่า จะเลิกฝึกแล้วครับ เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ลากลับบ้านเก่าดีกว่า ต่อไปใครมีปัญหาในการเคลียร์กับภพภูมิ ก็มีคุณนพฯคอยเมตตาเพื่อนพ้องน้องพี่ดีอยู่แล้ว....ผมงี้รีบหลบฉากเลยครับ...ต่อไปนี้เรื่องแบบนี้ ริวจะไม่ยุ่ง....หุหุหุ

    จุดมุ่งหมายเดิมผมคิดจะฝึกเพียงจักระเพื่อเอามาใช้สนับสนุนวิชาปราณ จะได้เอาไว้รักษาอาการบาดเจ็บที่เรื้อรังมาจากการฝึกกรรมฐานจนอวัยวะภายใน ข้อต่อ เอ็น กระดูก มันบรรลัยไปตั้งแต่ยังหนุ่มๆ สงสัยงานนี้คงต้องทนๆไปก่อน ไม่นานก็ตายแล้ว ปล่อยมันเจ็บๆปวดๆกันต่อไป

    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆที่ผ่านๆมาครับ...หากผมเจอใครที่มีปัญหาเดือดร้อนกับทางฝ่ายภพภูมิก็จะแนะนำต่อมาให้คุณนพฯได้สร้างบารมีนะครับ ถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ช่วยแนะนำสิ่งดีๆให้กระผมน่ะครับ...
     
  17. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,548
    ค่าพลัง:
    +18,901
    มือไม้อ่อนนี่ แบบว่า เจอใครเข้า ยกมือไหว้หมดเลยสินะครับ:cool::cool:
    เรื่องจะปรับความคิดทัศนคติ ไม่อยาอีกต่อไป ผมขอนำเสนอที่ราบ11 ครับ บินกลับมาไทยเมื่อไหร่แวะมาขอรับบริการได้ครับ...
     
  18. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927
    ถ้าทำแค่ตรงนี้ ถามผมตั้งแต่แรกก็ได้ครับ..ป๋า มิงค์ทำได้อยู่แล้วครับ...
    เทคนิคมันอยู่ตรงนี้ครับ และปรับมาใช้อย่างนี้นะครับ..
    คือ ตอนที่นั่งสมาธิหรือตอนที่ใช้กำลังสมาธิ
    ไม่มากนั้น ที่สายตาปกติเรามองเห็นเส้นสายพลังงานได้หรือเห็นสีได้นั้น..
    พอจะจำอารมย์ตรงนี้ได้นะครับ..แต่ให้เราใช้อารมย์ตรงนี้นำมา
    ปรับโดยกำหนดให้พลังงานขึ้นที่ศรีษะตรงกระโหลกส่วนหน้า
    และกระโหลกส่วนกลางตรงนี้เป็นปลายทางหลักครับ

    จะให้ดีควรนั่งท่าขัดเพชร ถ้าไม่ได้ ก็นั่งกลับเก้าอีก แต่หงายมือ
    และวางไว้ที่หัวเข่า เพื่อไม่ให้พลังงานมันตีกัน
    ขณะที่มันขึ้นไปเชื่อมกับแหล่งพลังงานข้างบนครับ......
    ร่างกายจะทำการปรับสมดุลย์ในตัวเองได้ของมันอัตโนมัติครับ
    ..เราจะสามารถมองเห็น
    เส้นสายพลังงานตรงนี้วิ่งขึ้นจากร่างกายเนื้อของเราได้ทุกๆส่วนเองครับ..
    ร่างกายตรงไหน ที่มันพร่องมาก จะมองเห็นได้แบบชนิดที่เป็นควันดำ
    แบบท่อไอเสียเลยครับ หน้าที่เราก็คือ รักษาอารมย์ไว้ และทำไป
    จนกระทั่งเส้นสายพลังงานมันจะใสครับ...
    นี่คือหลักในการนำกำลังจิตที่มีมาประยุกต์ใช้ในการรักษาตนเองครับ..
    มันเป็นส่วนหนึ่งของโหมดวิญญานธาตุ ที่บุคคลที่พอมาถึงตรงนี้จะต้อง
    ทำได้เป็นปกติอยู่แล้วครับ..ยกเว้นพวกขี้โม้ทั้งหลาย อยากดัง
    แยกร่างมาอวยกันเองทั้งหลายนะครับ.ที่จะทำไม่ได้ครับ ป๋ามิงค์..
    แค่ปรับและประยุกต์นิดเดียวอย่างที่แนะนำเองครับ..
    ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยครับ..
    .

    ยกตัวอย่างถ้าผมจะรักษาหัวเข่าขวา
    หรือเอ็นข้อเท้าทั้ง ๒ ข้าง ก้นกบ หน้าแข้งซ้าย กระบังลม
    ตรงซี่โครง และกล้ามเนื้อหัวใจเนาะ..
    ก็ใช้ท่านอน และกำหนดให้พลังงานออกจากตรงหัวเข่า
    ขึ้นไปเชื่อมกับครูบาร์อาจารย์และพลังงานข้างบน
    เหมือนๆตำแหน่งที่ผ่านตรงกระโหลกศรีษะนั่นหละครับ..
    นี่ครับหลักในการรักษาตัวเองแบบง่ายๆครับ..

    ปล.จริงๆพวกนี้มันทำง่ายมากนะครับ ป๋า ลองทำเองดูก่อน
    ก็ได้ครับ..ถ้าไม่ชัว..มีโอกาสโทรมาหาผมคับ.เด่วผมพา
    ทำทีละตำแหน่งของร่างกายที่มันพร่องให้ดูครับ.
    เพียงแต่อาจจะต้องทำหลายครั้งหน่อยเพราะมัน
    สะสมมานานเท่านั้นเองครับ...
     
  19. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,024
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,742
    ดิฉันเขียนไว้ชัดค่ะว่า มือไม้ไม่อ่อน .. ดิฉันเคยบอกแล้วว่าดิฉันไม่ใช่นางเอก และไม่ใช่นางฟ้า .. แต่เป็นหมาที่เห่าเครื่องบิน และพอใจด้วยค่ะที่ถ้ามันจะบินไม่ได้ ฮ่าๆๆๆๆๆ

    เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเลยเหรอคะ แหมๆๆๆๆ เลี้ยวแทบไม่ทัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 มีนาคม 2015
  20. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,027
    ค่าพลัง:
    +33,927
    ที่แนะนำเป็นทางผ่านครับ เป้าหมายจริงๆ เพื่อคลายกระแสจรต่างๆ
    เพื่อให้จิตมันกลับคืนสู่สภาพเดิมๆของมันครับ..ในระหว่างทางไม่ว่าจะดี
    หรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบก็ตาม อย่าไปสนใจครับ..ผ่านๆไปไม่งั้น
    มันจะมาบิดบังตัวจิตเราได้อย่างที่เราคาดไม่ถึงครับ..
     

แชร์หน้านี้

Loading...