ป่าของพระโยคาวจร : หลวงปู่เทสก์

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 10 ธันวาคม 2010.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    ออกพรรษาแล้วใครก็อยากจะเที่ยว อยากไปพำนักในป่าหาวิเวกเพื่อทำความเพียรความสงบ ความเป็นจริงแล้วนั้น อยู่ที่ไหนก็เป็นป่าเหมือนกัน ถ้าหากรู้ไม่จักป่าก็เป็นบ้านหมด ในป่าก็เป็นบ้าน ครั้นอยู่ป่ายิ่งคิดฟุ้งซ่านใหญ่ มันแส่เข้าไปในบ้านเห็นผู้เห็นคนสาราสิ่ง อันนั้นแหละเป็นบ้าน

    ถ้าหากคิดเป็นป่า ก็ป่าทั้งนั้นในตัวของเรานี้ ผมก็เป็นป่า ขนก็เป็นป่า เล็บ ฟัน หนัง ก็เป็นป่า เป็นป่าของพระโยคาวจรท่านประกอบความเพียร ท่านประกอบในป่านี้อยู่ในป่านี้ บำเพ็ญเพียรในป่านี้ ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เต็มไปหมดเป็นป่าทั้งนั้น เป็นที่ซุกซ่อนของสัตว์ทั้งหลาย เป็นที่หลีกเร้นของสัตว์ทั้งหลาย อาการ ๓๒ มีอยู่ในตัวของเรา

    <O:pอะไรมันจะหลีกเร้นอยู่ในนั้น?ของสวยของงาม ความสกปรก มันแอบแฝงอยู่ในนั้นเราไม่รู้เรื่อง เรื่องกิเลสทั้งปวงมันปลงอยู่ในที่นั้นหมด อันนั้นแหละสัตว์ร้าย เป็นของน่ากลัวมาก ควรที่จะน้อมเข้ามาหาตัวของเรานี้ มาพิจารณาตัวของเราอย่างที่ว่านี้เห็นเป็นสัตว์ร้ายประจำตัว จะไปไหนมันก็ตามไป หลีกเลี่ยงไม่พ้นสู้อุตส่าห์พยายามต่อสู้ยังดีกว่า ถ้าไม่สู้ให้ชนะแล้วมันหลีกเร้นไปตลอดเวลา ไปหาความสุข ความสบาย ไม่ดีหรอกไปในป่าในรกได้ความสุขสบายยิ่งเพลินใหญ่ ต้องการวิเวกไปหาความสงบสงัด อันที่ปราศจากผู้คนมีแต่สัตว์ร้ายสัตว์ต่างๆ นั่นแหละไปวิเวกสัตว์ร้ายเป็น ๆ อยู่ในตัวขอเรา ความชั่วทั้งหลายกิเลสทั้งหลายมี กามราคะเป็นต้น ติดสอยห้อยตามอยู่ตลอดเวลา เราเอาชนะมันตรงนี้แหละ ถ้าหากว่าเราเห็นแจ้งชัดในใจของตนแล้ว เห็นโทษเห็นคุณของสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แล้ว สนุกใหญ่ อยู่ที่ไหนก็เป็นป่า อยู่ที่ไหนก็วิเวกไม่เลือกที่ สถานที่ทั้งปวงหมดมันมีอยู่พร้อมในที่นี้ ถ้ำคูหาก็มีอยู่ในที่นี้ พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่า ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ เย จิตฺตํ สญฺญฺเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนาจิตเป็นของเที่ยวไปคนเดียว เที่ยวไปแล้วก็กลับมานอนในคูหาที่เก่า
    </O:p
    จิตใจนั้นเที่ยวไกลไปคนเดียว แล้วกลับมานอนในคูหา คือตัวของเรา ท่านเปรียบไว้ชัดเจนเหลือเกิน อันนี้เป็นภัยอันตรายสำคัญที่สุด ถ้าหากว่าผู้ไม่เห็นโทษไม่มองเห็นภัย ก็จะมีแต่เพลินสนุกร่ำไป ครั้นมองเห็นโทษเห็นภัยแล้ว พิจารณาเห็นมันคุกคามอยู่ตลอดเวลา เช่นว่าเราไม่ทำความเพียร เราก็ไม่มีความเพียร อันนั้นแหละมันลึกลับ เราไม่ตั้งสติมั่นคงลงไป นั่นมันประมาทแล้ว เราเพลิดเพลินมัวเมาสนุกสนานไม่มีสติระมัดระวัง อันนั้นได้ชื่อว่ามันหลงตายแล้ว ภัยเหล่านี้มีอยู่ในโลกเป็นของๆ โลก ภัยทั้งหมดเป็นของมีในตน ไปไหนมันก็ตามไปอยู่ตลอดเวลา เวรภัยอันตรายต่างๆ ตามอยู่ทุกเมื่อ ถ้าเราไม่มีสติควบคุมจิตให้มันอยู่ในอำนาจของเราเมื่อไร ได้ชื่อว่าภัยอันตรายล้อมอยู่เมื่อนั้น

    <O:pถ้าหากเรามีสติควบคุมอยู่ระมัดระวังอยู่ จนถึงขนาดนั้นมันก็ยังตามมาคุกคามอยู่ แต่หากมีเวลาแก้ไขได้ ภัยอันตรายสำคัญที่สุดมันล้อมอยู่ เรื่องเหล่านี้จะไปหาที่ไหน?จะหลีกไปที่ไหน?มันตามไปอยู่ตลอดทุกเมื่อ อยู่วัดก็เหมือนกัน อยู่บ้านก็เหมือนกัน อยู่ป่าก็เหมือนกัน อยู่ที่ไหนๆ มันตามอยู่ตลอดเวลา ถ้าเห็นภัยตลอดเวลาเห็นทุกขณะแล้วเราเป็นผู้มีสติระมัดระวังสังวรไม่ให้คิดชั่ว ไม่ให้คิดผิด ไม่ให้ส่งส่าย ตั้งใจระมัดระวังจิตใจของเราอยู่เป็นปรกติ อันนั้นจึงค่อยพ้นภัยอันตราย

    <O:pเวรภัยเป็นของมีอยู่ในโลก ใครแก้ไม่ได้หรอกแก้ได้แต่การมีสติระมัดระวังเท่านั้น เกิดขึ้นมาในโลกนี้มาสร้างกรรมสร้างเวรด้วยกันทั้งนั้น คือ ตัวเรามีอยู่ทุกอย่าง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีหมด ทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างเป็นบุญและเป็นบาปเป็นกรรมเป็นเวรได้ทั้งนั้น มันเป็นของมีอยู่ในโลก ทำไม่หมดสักที ที่จะหมดได้ก็เพราะเราทำดิบทำดีแล้วมันจึงค่อยพ้นเสียจากกรรมอันนั้น พระพุทธเจ้าทรงเทศนา ให้ละบาปละบุญ แล้วจึงเข้าถึงพระนิพพาน เมื่อมันยังมีบาปมีบุญอยู่ ยังไม่ถึงพระนิพพาน จึงว่าเราเกิดขึ้นมาต้องทำกรรมทั้งชั่วและดี ทำดีเรียกว่ากรรมดี ทำชั่วเรียกว่ากรรมชั่ว กรรมดี นั้นเบาบางลงไปไม่หนักหนา กรรมชั่วนั้นเป็นอันหนักที่สุด เมื่อเรารู้จักกรรมดี และกรรมชั่วแล้ว เราละกรรมดีกรรมชั่ว แล้วหมดเรื่องกัน

    <O:pถ้าหากความทุกข์ไม่ถึงที่สุด คนเราไม่พิจารณาเรื่องของตัวเราหรอก เพราะมันเป็นทุกข์ในตัวของเรา มีอยู่ตลอดเวลา เห็นได้บ้างทีละเล็กละน้อย ครั้นทุกข์ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีที่พึ่งแล้วคราวนี้ สมมติว่าจวนจะตายเต็มทีแล้วจะพึ่งอะไร?พึ่งที่ไหนก็ไม่ได้ ต้องพึ่งสติควบคุมจิตอันเดียวที่เราเคยควบคุมมาแล้ว

    <O:pครั้นสติควบคุมจิตไว้ไม่ให้หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ไม่ให้หวั่นไหวไปตามทุกขเวทนา ไม่ส่งส่ายไปตามอารมณ์ ไม่ส่งส่ายไปตามเวทนา มันก็หมดเรื่อง นั่นแหละถึงที่สุด ความตายเป็นเครื่องพิจารณาถึงที่สุดแล้ว ให้พิจารณาความตายจึงจะพ้นจากทุกข์ได้

    <O:pเราเป็นผู้มีสติระมัดระวังสังวร<O:p

    <O:pไม่ให้คิดชั่ว ไม่ให้คิดผิด <O:pไม่ให้ส่งส่าย</O:p <O:pตั้งใจระมัดระวังจิตใจของเรา<O:p
    <O:pอยู่เป็นปรกติ<O:p

    <O:pอันนั้นจึงค่อยพ้นภัยอันตราย</O:p
    </O:p
    <O:p
    <O:pwww.thewayofdhamma.org</O:p</O:p
    <O:p

    </O:p</O:p</O:p</O:p</O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 ธันวาคม 2010

แชร์หน้านี้

Loading...