ผมสงสัยเรื่องการถอดจิต

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย นักรบธรรม, 6 มีนาคม 2008.

  1. นักรบธรรม

    นักรบธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    949
    ค่าพลัง:
    +1,150
    การถอดจิต กับการได้ฌาณ นี้มันต่างกันหรือเปล่าครับ
    เพราะถ้าจิตเราสงบแล้วควรจะได้ฌาณก่อน หรือเห็นกายทิพย์ก่อน
    ซึ่งผมนั่งสมาธิมาก็บ่อยแต่ไม่ค่อยนาน การที่จะรวมจิตใด้ผู้ฝึกใหม่
    ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาประมาณกี่ชั่วโมง และผู้ทำชำนาญแล้วใช้เวลา3-5 นาทีก็ทำได้เลยใช่ใหมครับ
    และเวลาเราถอดจิตไป แล้ว ขากลับทำยังไงล่ะครับ ไม่เห็นเล่าเลย
    ขอบคุณครับ(good)
     
  2. shameofsins

    shameofsins Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    51
    ค่าพลัง:
    +67
    เคยอ่านใน ประสบการณ์จากสมาธิ - วิญญาณ
    เค้าบอกว่าเวลาถอดจิตไปแล้วนึกถึงร่างว่าอยากกลับ
    ก็จะกลับมาเองเลยอย่างรวดเร็วเลยอะ ครับ
    ถ้าไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางนะครับ เข้าบอกถอดกายทิพแรกๆ
    ให้ถอดอยู่แต่ในห้องก่อน ไปที่อื่นสิ่งชั่วร้ายมันเยอะอะครับ


    หนังสือของ คุณแสง อรุณโกศล อะครับ ลองหาอ่านดูครับเยี่ยมมากๆเลย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 มีนาคม 2008
  3. โปเต้ผู้ใฝ่ธรรม

    โปเต้ผู้ใฝ่ธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2007
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +572
    เคยถอดกันบ้างมั้ย>,<















    ใครเคยถอดช่วยเล่าให้ฟังน่อย~
     
  4. นักรบธรรม

    นักรบธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    949
    ค่าพลัง:
    +1,150
    เคยถอดแต่อย่างอื่น นะครับ คุณโปเต้ฯ ....






    ถอดใจเวลานั่งสมาธินานๆ แล้วไม่ไปใหนสักทีนี่แหละ
     
  5. วิมุตติ

    วิมุตติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    2,372
    ค่าพลัง:
    +2,222
    เห็นไม่มีใครเข้ามาตอบสักที

    ถอดจิตกับฌาณเป็นคนละเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกัน
    ฌาณ คือ การทำสมาธิจนจิตสงบมาก มีฌาณ 1 2 3 ถึง 8 ฌาณยิ่งสูง ยิ่งนิ่ง
    การจะถอดจิต สมาธิต้องถึงฌาณ คลับคล้ายคลับคลาว่า ต้องฌาณ 2 ขึ้นไป อันนี้ไม่รับประกัน
    เมื่อทำสมาธิได้ถึงระดับฌาณแล้ว ให้กำหนดกายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายเนื้ออีก (คนละเรื่องกับกายในกายในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) พอชัดเจนแล้วก็เหวี่ยงกายทิพย์ออกไป ก็เรียกว่า ถอดจิต เมื่อถอดได้แล้ว จะสามารถไปท่องเที่ยวในภพภูมิต่างๆ ได้ ตามกำลังของสมาธิ ต้องการไปที่ไหน ให้กำหนดจิตไปได้เลย เวลากลับเข้าร่างก็เช่นกัน เนื่องจากจิตเดินทางเร็วมาก กำหนดปุ๊บ ก็ถึงที่หมายปั๊บ ทันที

    สมาธิเป็นบาทของฤทธิ์ต่างๆ การทำสมาธิให้ได้ฌาณ ใช้เวลามากน้อยแตกต่างกัน แล้วแต่ของเก่าที่สั่งสมมา บางคนเชี่ยวชาญจนเป็นวสี กำหนดปุ๊บก็เข้าถึงฌาณได้เลย เช่น พระที่ปฏิบัติเก่งๆ
    คนฝึกใหม่ อาจต้องนั่งเป็นชั่วโมง เป็นเวลาหลายเดือน กว่าจะได้ฌาณ ผมนั่งสมาธิเป็นประจำ แต่ก็ใช่ว่าจะได้ฌาณได้ง่ายๆ บางครั้งจิตสงบ ไม่มีเรื่องคิดฟุ้งซ่านมาก ก็ได้เร็ว แต่ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ถ้าวันไหนจิตฟุ้งซ่าน ก็ไม่ได้ฌาณ แต่ระยะหลังหลายเดือนมานี่ ยังไม่ได้ฌาณเลย เพราะเน้นไปที่วิปัสสนา ไม่เอาฌาณ

    อย่างไรก็ตาม ฌาณ มีได้ก็เสื่อมได้ หากได้ฌาณแล้วนำไปเป็นบาทสำหรับวิปัสสนา ก็ดีไป แต่ถ้านำไปใช้ในเรื่องอิทธิฤทธิ์ ก็หลงทาง นอกจากไม่เป็นประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังอาจทำให้ติดในฌาณและในฤทธิ์ ส่งผลให้ยิ่งห่างไกลต่อมรรคผล ยิ่งขึ้น มีแต่เสียกับเสีย หากปัญญาไม่กล้าแข็งพอ

    ขออนุญาติแนะนำว่า ลืมเรื่องฌาณไปได้เลย เรื่องถอดจิตก็เช่นกัน เพราะไม่มีประโยชน์อันใด หันมาเดินตามตถาคตกันดีกว่า วิปัสสนากรรมฐานตามแนวมหาสติปัฏฐานสูตร นี่แหล่ะ สุดยอด ของแท้ พ้นโลกได้...
     
  6. นักรบธรรม

    นักรบธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    949
    ค่าพลัง:
    +1,150
    ขอบคุณครับคุณวิมุตติ
    แสดงว่าผมเข้าใจผิดมานะสิ เพราะคิดว่า การทำวิปัสนานั้น ถ้าทำไปนานๆ จิตเป็นสมาธิแล้ว จะเกิดเป็นฌาณ แล้วพอใด้ฌาณ 1-8 อะไรมากไปเรื่อย ๆ แล้วก็สามารถระลึกชาติ และเห็นอนาคตได้ ตลอดจนการถอดกายทิพย์
    แล้วถ้าการเจริญวิปัสนาอย่างเดียว จะให้ความรู้สึกอะไรบ้างครับ
    หรือแค่เฉยๆ รู้ตัวแค่ว่านั่งอยู่ หนาว ยุงกัด เสียงจิ้งหรีด อะไรแบบนี้หรือเปล่าครับ
    .... อย่างผมต้องการแค่ สามารถฝึกให้สื่อได้กับอีกโลก หรือวิญญาณที่อยู่รอบๆ ตัวได้ก็พอแล้วครับ พอที่จะช่วยเหลือเขาได้
    ขอบคุณครับ
     
  7. วิมุตติ

    วิมุตติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    2,372
    ค่าพลัง:
    +2,222
    เจริญวิปัสสนาอย่างเดียว ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา และปัญญาญาณทัสนะวิสุทธิ รู้สึกดีที่ได้ปฏิบัติ เป็นความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก เป็นความสุขที่อยู่เหนือความสุขจากสมาธิ ยิ่งเหนือไปกว่าสุขในกามมากนัก ที่กล่าวว่า รู้สึกเฉยๆ หรือไม่ ก็คงไม่ใช่ เพราะ ถ้าหนาวเกิน ทุกขเวทนาเกิด ถ้าเย็นพอดี สุขเวทนาเกิด ถ้ายุงกัน ทุกขเวทนาเกิด ถ้าจิ้งหรีดร้อง เฉยๆ ขึ้นอยู่กับสัญญาของแต่ละคน เช่น ถ้าใครชอบหนาว ก็เป็นสุขเวทนา ถ้าใครไม่ชอบหนาว ก็เป็นทุกขเวทนา เป็นต้น

    ขอสรุปเรื่องวิปัสสนาสั้นๆ คือ การตามรู้การเกิดดับของรูปนามด้วยวิปัสสนาญาณ ส่วนรายละเอียด ท่านอื่นอธิบายได้ดีกว่า

    ถ้าต้องการแค่สื่อกับวิญญาณได้ ก็แค่นั่งสมาธิ แล้วฝึกกำหนดนิมิตด้วยตาทิทย์ (คนละดวงกับตาธรรม) เมื่อจิตละเอียดเท่ากับโลกทิพย์ ก็จะจูนกันติด สามารถติดต่อพูดคุยกันได้ สัมผัสกันได้ หากต้องการช่วยเหลือ ก็ทำบุญ แผ่เมตตาอย่างที่รู้ๆ กัน
     
  8. adubis

    adubis Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    106
    ค่าพลัง:
    +81
    รบกวนถามหน่อยนะคับ คือ ผมนั่งสมาธินับลมหายใจไปประมาณ 80 90 คู่ ก็เห็นเป็ร อะไรบางอย่างสีม่วงๆกลมๆ ลอยไป ลอยมา เเต่ฉากหลังสีดำนะครับ ม่วงๆ กลมๆลอยไป ลอยมา พอผมหลุดสมาธิก็หายไป มันคืออะไรหรอครับ พี่กั๊ป
     
  9. วิมุตติ

    วิมุตติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    2,372
    ค่าพลัง:
    +2,222
    คุณ MindFreak ไม่ได้ระบุชื่อ ไม่รู้ว่าถามใคร ผมขอแทรกตอบให้ก่อนแล้วกัน

    ที่ทำเป็นสมถะทั่วๆไป เมื่อจิตสงบจนเป็นสมาธิ จะเริ่มมีนิมิตต่างๆปรากฏให้เห็น บางทีก็เป็นแสงสว่างลอยไปลอยมา บางทีก็เป็นแสงหลากหลายสี บางทีก็เป็นรูปต่างๆ เทพเทวดา ภูมิผี ปีศาจ นรก สวรรค์ ก็สามารถปรากฏเป็นภาพให้เห็นได้ พูดให้ฟังง่ายๆคือ เหมือนจิตหลุดไปในอีกมิติหนึ่ง เมื่อหลุดออกจากสมาธิ เราก็กลับเข้าสู่โลกในมิติของเรา นิมิตต่างๆ จะหายไปเป็นธรรมดา คำถามต่อมาคือ นิมิตที่เห็น มันจริงหรือไม่จริง ขอยืมคำหลวงปู่แห่งวัดบูรพารามมาตอบคือ "ที่เห็นหน่ะเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่จริง"

    ขอเน้นย้ำว่า สิ่งต่างๆ ที่พบเห็นในนิมิต อย่าถือเป็นจริงเป็นจัง เพราะมันไม่มีสาระใดๆ เลย ความรู้ที่ได้มาจากสมาธิยังไม่ใช่ปัญญา ปัญญาที่แท้ ต้องเห็นรูปนามเกิดดับ เห็นธาตุ ขันธ์ อายตนะ เวทนา จิต เจตสิก ซึ่งทั้งหมด ก็คือธรรม เห็นอะไรได้ ดูอันนั้น...
     
  10. นักรบธรรม

    นักรบธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    949
    ค่าพลัง:
    +1,150
    ภาษาธรรมเยอะนะครับ อ่านไปงงไป แต่ผมก็คิดว่าเข้าใจสัก 70% ครับ คงเหมือนสมัยพุทธกาลใช่ใหมครับมีนักบวช ฤาษีเยอะแยะ นั่งกันอย่างมากก็ได้แค่ ฌาณ แต่จะตรัสรู้ได้ต้องมากกว่านั้นและฝึกถูกวิธี

    ผมเข้าใจว่าแค่คนหนึ่งคนสละได้ทุกอย่าง ไม่อยาก ไม่กลัว ไม่ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
    แล้วจิตคือความว่างเปล่าเฉยๆ ถ้ามองๆ แล้วเหมือนความว่างเปล่าคือความขี้เกียจนะครับ
     
  11. วิมุตติ

    วิมุตติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    2,372
    ค่าพลัง:
    +2,222
    เดิมทีไม่คิดว่าจะตอบกระทู้ต่อเนื่องหลายความเห็นแบบนี้ เพราะเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง แต่เห็นว่า ผมยอมโดนกล่าวหา ถ้ามันจะก่อประโยชน์ได้มากกว่า

    ย่อหน้าแรก คุณเข้าใจถูกต้องแล้วครับ ย่อหน้าหลัง ต้องปรับนิดหน่อย

    ที่คุณบอกว่า ไม่ ไม่ ไม่ นั้น ยังทำด้วยตัณหาครับ คือ ปฏิเสธสิ่งต่างๆ ยังไม่ใช่ทางสายกลาง ความว่างก็คนละเรื่องกับความขี้เกียจนะครับ ความขี้เกียจ ทำเพราะตัณหาคืออยากสบาย ไม่อยากทำอะไร จะบอกว่า ติดสุขก็คงไม่ผิด แต่ความว่างคือ ไม่ยึดมั่นในสิ่งต่างๆว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลย ถึงแม้จะเข้าถึงความว่าง หรือหลักสุญญตาได้แล้ว ก็ยังต้องทำหน้าที่ทางโลกให้สมบูรณ์ มีหน้าที่ทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ลูกเมีย ก็ทำไป ถ้าเป็นพระ ก็ต้องทำกิจของสงฆ์ เช่น ทำวัตรเช้าเย็น บิณฑบาตร เทศน์อบรมชาวบ้านเรื่องศีลธรรม กวาดลานวัด เป็นต้น ไม่ใช่ไม่เอาธุระอะไรเลย แล้วเอาแต่จำวัดทั้งวัน เข้าข่าย เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน ค่ำหลับ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง

    ลองพิจารณาดูนะครับ พิจารณาเรื่องทางสายกลางให้จงหนัก โชคดีครับ...
     
  12. adubis

    adubis Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    106
    ค่าพลัง:
    +81
    อ๋อ ขอบคุณครับพี่คับ
     
  13. adubis

    adubis Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    106
    ค่าพลัง:
    +81
    อ๋อ ขอบคุณกั๊ป
     
  14. วิทย์

    วิทย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    2,037
    ค่าพลัง:
    +8,438
    เรื่องต้องได้ฌานก่อนหรือไม่นี่ผมไม่แน่ใจน่ะครับ เพราะผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นประสบการณ์ของชาวต่างชาติที่มีประสบการณ์ถอดจิตออกได้น่ะครับ ตอนแรกๆจิตเขาหลุดออกไปโดยบังเอิญ ต่อมาตอนที่เขานอนจิตก็จะเริ่มหลุดออกไปบ่อยๆ โดยก่อนที่จิตจะหลุดออกไปนั้นร่างกายเขาจะเกิดสภาวะอย่างหนึ่งก่อนทุกครั้ง

    จนกระทั่งในที่สุดเขาก็จำสภาวะของร่างกายก่อนที่จิตจะหลุดออกไปได้ เขาเลยลองน้อมนึกไปถึงสภาวะที่เกิดกับร่างกายนั้น และต่อมาเขาก็สามารถถอดจิตออกไปได้ด้วยตนเองตามต้องการครับ เขาเขียนหนังสือเล่าถึงประสบการณ์ที่เขาท่องเที่ยวไปด้วยกายทิพย์ไว้หลายเรื่องด้วยกัน มีทั้งเรื่องที่ถอดกายทิพย์แล้วไปพบเจอพูดคุยกับคนธรรมดาทั่วไปด้วย น่าสนใจมากครับ

    จากตัวอย่างนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าชายคนนี้ได้ฌานหรือไม่ หนังสือของชาวต่างชาติก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณหรือพลังจิตเยอะเหมือนกันนะครับ บุคคลพิเศษๆของเขาก็มีเยอะเหมือนกัน เนื้อเรื่องก็ค่อนข้างอ่านเข้าใจง่ายนะครับ เพราะเขาเขียนเป็นประสบการณ์ใช้ภาษาความรู้สึกที่เขาได้พบเจอกันเอง โดยที่ไม่ได้อิงภาษาธรรมเท่าไหร่
     
  15. ขุนพล พลมณี

    ขุนพล พลมณี บุคคลทั่วไป

    ค่าพลัง:
    +0
    ++

    [quote=นักรบธรรม;1020570]การถอดจิต กับการได้ฌาณ นี้มันต่างกันหรือเปล่าครับ
    เพราะถ้าจิตเราสงบแล้วควรจะได้ฌาณก่อน หรือเห็นกายทิพย์ก่อน
    ซึ่งผมนั่งสมาธิมาก็บ่อยแต่ไม่ค่อยนาน การที่จะรวมจิตใด้ผู้ฝึกใหม่
    ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาประมาณกี่ชั่วโมง และผู้ทำชำนาญแล้วใช้เวลา3-5 นาทีก็ทำได้เลยใช่ใหมครับ
    และเวลาเราถอดจิตไป แล้ว ขากลับทำยังไงล่ะครับ ไม่เห็นเล่าเลย
    ขอบคุณครับ(good) [/quote]

    ขออนุญาตคิดเห็นอันแรกครับ

    ฌานก็เหมือนยานพาหนะหรือคือ รถยนต์

    การถอดกายทิพย์ นิมิต การพบปะพูดคุยในฌาน คือ อุปกรณ์ตกแต่ง

    เรานั้นต้องได้ฌาน ขั้นต้นขึ้นมาก่อน ถึงจะถอดจิตได้ตามขั้นตอนปฏิบัติคือ

    1.เข้าฌานก่อน ให้รู้ว่าเรามีรถแล้วจริงๆ
    2.ถอยออกมานิดหนึ่งเพื่ออธิฐานจิต เติมอุปกรณ์ของตกแต่ง
    3.เข้าไปใหม่เพื่อใช้รถอันมีอุปกรณ์ตกแต่งที่เราติดใว้

    พอเราเบื่อแล้ว เลิกใช้ก็จอดรถ เช็คสภาพรถ ถ้ารู้ทางไปก็รู้ทางกลับเองครับ

    ส่วนจะเป็นรถจักรยานที่ขี่ง่าย อันได้แก่ฌานขั้นต้น ก็ติดของตกแต่งได้น้อย

    จะขับยานอวกาศ อันอรูปฌาน ก็ติดของตกแต่งได้มากหน่อยครับ..

    เพิ่มเติมอีกนิดครับ พอดีเห็นข้อความคุณ วิทย์

    บุคคลที่มีการรู้เห็นพิเศษโดยไม่เคยฝึก นั่น.. เขาถูกหวยครับ ..(ขำ-ขำ)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 8 มีนาคม 2008
  16. คริสตีน

    คริสตีน สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มีนาคม 2008
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +0
    คริสตีนก็อยากทราบเหมือนกันค่ะว่าถอดจิตทำยังไง คริสตีนเคยแต่ถอดอย่างอื่นค๊า..
     
  17. นักรบธรรม

    นักรบธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    949
    ค่าพลัง:
    +1,150
    ขอบคุณทุกท่านที่แนะนำครับ ยิ่งประเภทยกตัวอย่างประกอบเห็นภาพดีนะครับคนที่ไม่รู้ธรรมมาก่อนก็เข้าใจดีครับ
     
  18. นักรบธรรม

    นักรบธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    949
    ค่าพลัง:
    +1,150
  19. GenerationXXX

    GenerationXXX เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    562
    ค่าพลัง:
    +2,153
    มันเทียบกันไม่ได้ ถอดจิต เป็นอาการ แต่ ฌาน เป็นอารมณ์ ถ้าจะให้ถูกต้องบอกว่าทรงฌานจนสามารถถอดกายละเอียดออกไปได้ แบบนี้จะถูกต้องกว่า

    ถอดจิต มีเหตุได้หลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องนั่งเข้าฌานอย่างเดียว ถูกผี(พรหม เทวดา) ดึงจิตเราออกไปเลยก็ทำได้ แต่อยู่ที่วาระกรรมมีไหม หรือออกไปโดยปกติเองก็มี เช่นตอนที่ทำงานเหนื่อยมากๆ เมื่อจิตปล่อยเต็มที่อาจจะหลุดออกจากกายไปได้ทั้งดวงเหมือนกัน หรือเป็นเพราะกรรมเข้าอย่างเช่น คนที่กำลังฆ่าตัวตาย บางครั้งจิตหลุดออกจากร่างก่อนที่จะตายไปเลยก็มี

    ส่วนเรื่องกลับร่างไม่ต้องกังวลเลย ต่อให้ไปไกลแค่ไหนก็กลับได้ในทันที เว้นแต่ว่าเจตนาเราอยากจะออกแล้วไปลับไม่กลับมาเองแบบจริงจัง อย่างนั้นก็ไม่กลับแน่นอน แต่ว่าจิตจะเข้มแข็งได้ขนาดนั้นหรือเปล่า แต่ทั้งหมดถ้าไม่มีวาระบุญบาปให้ผล ก็ไม่สามารถจะฝืนกฎของกรรมไปได้ ก็เท่านั้นเอง
     
  20. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265
    จริงๆ ภูมิจิตปรกติของ มนุษย์ มีการ ถอดจิต อยู่แล้ว

    เพียงแต่ว่า เราไปเข้าใจผิด แล้ว พยายาม กลับไปสู่สภาวะ จมจิต

    เช่น เป็นมนุษย์อยู่ ก็ทะลึ่งไปทำ ฌาณ ให้กลายเป็น พระพรหม ทั้งที ปัจจุบัน ถอดจิตจากการเป็น พรหม มาเป็น มนุษย อยู่

    เช่น เป็นมนุษย์อยู่ ก็ทะลึ่งไปทำ ศีล ทาน ให้กลายเป็น เทวดา หน้าใหญ่ ใจโต ทั้งที
    ปัจจุบัน ถอดจิตจากการเป็น เทวดา มาเป็น มนุษยผู้มีใจสูง อยู่

    เช่น เป็นมนุษย์อยู่ ก็ทะลึ่งไปทำ อยากได้โน้น อยากได้นี่ อยากกินโน้น อยากแสวงหา
    ที่พักพิงอิงที่นั่น ให้กลายเป็น สัมภเวสี ทั้งที ปัจจุบัน ถอดจิตจากการเป็น เปรต มา
    เป็น มนุษย อยู่

    พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า ให้อยู่กับปจจุบัน อย่างตื่นรู้ การถอดจิต ปรากฏอยู่แล้ว
    ตลอดเวลา ไม่เคยกำหนดรู้ เพราะไม่กำหนดรู้ จึง ไม่รู้ว่าจิตเป็นอิสสระอยู่
    ลืมกาย ลืมใจ

    พอลืมกาย ลืมใจ ไม่กำหนดรู้อยู่ ก็ขาดการงานคือ สติปัฏฐาน

    พอขาดการงาน คือ สติปัฏฐาน อันเป็นธรรมที่เป็น ราก
    ต้นกำเหนิดของ อภิญญามันก็เลยไม่มี ก็เลยโดนโลก
    แห่งขันธ์5 ปิดบัง การถอดจิต การละวางจิต การปล่อยวางจิต ซะงั้น
     

แชร์หน้านี้

Loading...