ผลที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ล้วนมาจาก “กรรม” ทั้งสิ้น

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 26 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    ผลกรรมของผู้ที่ประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์
    พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "ผู้ใดประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่มีความผิด ด้วยการลงโทษโดยมิชอบธรรม ผู้นั้นย่อมได้รับความพินาศฉิบหายในปัจจุบัน คือประสบเหตุแห่งทุกข์ ๑๐ อย่าง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในชาตินี้อย่างแน่นอน เมื่อตายไปแล้ว ก็จะต้องตกนรกหมกไหม้อยู่ในกะทะทองแดงอันแสนร้อนเป็นเวลานานด้วย เหตุแห่งทุกข์ ๑๐ อย่างนั้น คือ :-

    ๑. เวทะนัง ผะรุสัง = จะต้องได้รับทุกขเวทนาอย่างร้ายแรง เช่น โรคปวดหัวอย่างแรง จนเส้นโลหิตในสมองแตก เป็นต้น
    ๒. ชานิง = จะต้องได้รับความเสื่อมทรัพย์สิน คือ ทรัพย์ที่หามาได้เท่าไรก็เก็บไว้ไม่อยู่
    ๓. สะรีรัสสะ ปะเภทะนัง = สรีระร่างกายจะต้องถูกทำลาย เช่น ถูกตัดมือตัดเท้า ต้องประสบอุบัติเหตุ แขนหัก ขาหัก ซี่โครงหัก สมองแตก คอหัก เป็นต้น
    ๔. คะรุกัง วาปิ อาพาธัง = จะต้องเกิดโรคภัยไข้เจ็บอย่างหนัก อย่างทรมาน เช่น เป็นอัมพาต ตาบอด ง่อยเปลี้ย โรคเรื้อน โรคมะเร็ง เป็นต้น
    ๕. จิตตักเขปัง = จะต้องวิกลจริต ฟุ้งซ่าน หลงหน้า ลืมหลัง
    ๖. อุปะสัคคัง = จะต้องพบอุปสรรค จะต้องถูกถอดยศ ลดตำแหน่ง โยกย้าย ถูกตัดอำนาจ ถูกจำกัดอิทธิพล เป็นต้น
    ๗. อัพภักขานัง = จะต้องถูกกล่าวตู่ ถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรง
    ๘. ปะริกขะยังวะ ญาตีนัง = จะต้องเป็นคนอับจน ไร้ญาติขาดมิตร หาใครช่วยเหลือไม่ได้
    ๙. โภคานังวะ ปะภังคุณัง = โภคทรัพย์ที่มีอยู่ก็จะต้องเสื่อมสลาย เช่น ที่ดิน บ้านช่อง เงินทอง ที่มีอยู่ก็จะต้องถูกยึด ถูกริบ เป็นต้น
    ๑๐. อัคคิ ทะหะติ ปาวะโก = จะต้องถูกไฟไหม้บ้านเรือน หรือถูกฟ้าผ่าให้ถึงความพินาศ เป็นต้น

    ทั้ง ๑๐ อย่างนี้ เป็นทุกข์โทษในปัจจุบัน ส่วนในสัมปรายภพ คือ ชาติหน้านั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "กายัสสะ เภทา ทุปปัญโญ นิระยัง โส อุปปัชชะติ" เมื่อตายไปแล้ว คนมีปัญญาทรามที่ชอบประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์นั้น จะต้องไปตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นเวลานาน นี้คือผลแห่งบาปกรรม


    พระพุทธพจน์นี้ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถา ชาวพุทธเราควรเคารพคารวะ ควรระลึกถึงอยู่เสมอ เพื่อจะได้เป็นบทเตือนใจให้เกิดหิริ โอตัปปะ และมีสังวรในบาปกรรม
    :- http://www.geocities.ws/gogfox/tosa1.html


     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    เพื่อท่านพุทธทาส
    โดย น.พ.สันต์ หัตถีรัตน์
    ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๖

    ท่านพุทธทาสภิกขุ อาพาธด้วยโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ หลังจากที่ท่านเคยอาพาธมาหลายครั้งด้วยโรคต่าง ๆ ตามวัยและสังขารตามธรรมชาติ
    ในการอาพาธครั้งนี้ ท่านหมดสติ (ไม่รู้สึกตัว) แพทย์บอกว่า ถ้าเป็นในคนหนุ่มสาวคงตายแล้ว เพราะในคนหนุ่มสาว เนื้อสมองจะแน่นเต็มกระโหลกศีรษะ เลือดออกไม่มากนักก็กดเนื้อสมองได้มาก ทำให้ตายได้อย่างรวดเร็ว แต่ในคนสูงอายุ เนื้อสมองหดเล็กลง (สมองฝ่อ) จึงมีช่องว่างให้เลือดออกมาแทรกอยู่ได้โดยไม่กดเนื้อสมองมากนัก
    อย่างไรก็ตาม ในกรณีของท่านพุทธทาส เลือดที่ออกได้กดเนื้อสมองมากจนทำให้หายใจเองไม่ได้ และระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และต้องใช้ยาช่วยหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด และอื่น ๆ เพื่อไม่ให้ท่านมรณภาพ
    เมื่อครั้งที่ท่านพุทธทาสอาพาธด้วยภาวะหัวใจวายจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในเดือนตุลาคม ๒๕๓๔ คณะแพทย์ต้องการนิมนต์ท่านไปรักษาที่กรุงเทพฯ ท่านตอบว่า "สำหรับกรุงเทพฯ ไม่ถูกกับอาตมา โดยรูป โดยกลิ่น โดยเสียง โดยรส โดยโผฏฐัพพะ มันไม่ถูกกับอาตมา" ท่านยืนยันที่จะรักษาตนอยู่ที่วัด และท่านก็หายจากการอาพาธได้อย่างเรียบร้อย เช่นเดียวกับการอาพาธจากหลอดเลือดในสมองแตกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ หลังจากนั้น ท่านพุทธทาสภิกขุได้ปรารภเกี่ยวกับสังขารของท่านเรื่อยมา แม้ในเวลาเพียงไม่กี่วันก่อนการอาพาธหนักครั้งนี้ ท่านก็ยังปรารภว่า
    "เราจะตาย แต่เขาไม่ยอมให้ตาย" (น.พ.บัญชา/กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖)
    "เราเบื่อชีวิต เราเบื่อที่จะฉันอาหาร เบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง รักนิพพานมากขึ้นเรื่อย ๆ " (น.พ.ดวงศักดิ์/พฤษภาคม ๒๕๓๖)
    "น่ากลัวอาการเดิมจะมา อาการเดิมที่เป็นคราวก่อน... พรเทพเอาย่ามของเราไปเก็บ แล้วก็เอากุญแจในกระเป๋านี่ไปด้วย เราไม่อยากตายคากุญแจตู้เอกสาร...." (ท่านพรเทพ/เช้าวันที่ ๒๕ พฤภาคม ๒๕๓๖)
    การยืดการตายในผู้ป่วยที่สูงอายุและป่วยหนักหลายครั้งแล้ว และยังได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนไว้ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า "จะขอตายตามธรรมชาติ อย่าใช้เครื่องช่วยหายใจ อย่าใส่ท่อใส่สายยาง เจาะนั่นเจาะนี่และขอตายที่วัด" นั้น เป็นการถูกต้องชอบธรรมแล้วหรือ?
    ถ้าท่านพุทธทาสเป็นเพียงพระเงื่อม หรือหลวงตาแก่ ๆ ที่ไม่มีชื่อเสียง ท่านคงจะได้จากไปด้วยความสุขสงบตามควรแก่อัตตภาพมาหลายวันแล้ว แต่ทำไมคนที่ทำดีปฏิบัติดี กลับต้องได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสในวาระสุดท้ายเช่นนี้เล่า ?
    ท่านพุทธทาสได้วิริยะอุตสาหะปฏิบัติธรรมและเผยแพร่ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ไม่แปรเปื้อนด้วยพิธีกรรมและเดียรัจฉานวิชาที่บ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ท่านจึงเป็นที่ชื่นชม บูชา และเลื่องลือไปทุกสารทิศ รวมทั้งนานาอารยประเทศ
    แต่กรรมดีที่ท่านได้พากเพียรปฏิบัติและสั่งสมมาตลอดชีวิต กลับตามสนองให้วาระสุดท้ายของท่านตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน ในสภาพ "จะตายก็ตายไม่ได้ จะเป็นก็เป็นไม่ได้" ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ใน ไอซียู หรือ อาร์ซียู ของโรงพยาบาลอย่างอ้างว้างโดดเดี่ยวเหลือเกินในวาระสุดท้าย เพราะคนที่เคยอยู่ใกล้ชิดไม่สามารถเข้าไปอยู่เคียงกายคอยปรนนิบัติท่านได้
    เราที่เป็นพุทธศาสนิกชน ควรตอบแทนคุณงามความดีของท่าน ด้วยการกระทำที่ขัดกับเจตนารมณ์ของท่านอย่างนั้นหรือ ?
    การอ้างว่า การรักษาพยาบาลเหล่านั้นเป็นการช่วยชีวิต และจะทำให้ท่านพุทธทาสหายเป็นปกติได้ เป็นการสร้างความหวังที่มิอาจเป็นจริงได้ เพราะการกระทำเหล่านั้นมิได้เป็นการช่วยชีวิต มันเพียงแต่ช่วยเพิ่มตัวเลขอายุ (เป็นวันหรือเป็นเดือน) ตัวเลขชีพจร ตัวเลขความดันและอื่น ๆ โดยผู้ที่ถูกยืดการตายนั้นต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัส บางคนอาจจะแย้งว่า ผู้ป่วยหมดสติแล้วไม่ทรมานหรอก หรือถ้ามีสติ แพทย์ก็ให้ยานอนหลับและยาแก้ปวดให้ไม่ต้องทรมานได้
    คนที่ชอบแย้งเช่นนั้น น่าจะลองให้แพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจ ใส่ท่อให้อาหารทางจมูก ใส่ท่อสวนปัสสาวะ และมัดมือมัดเท้ากันดิ้นจนไม่สามารถช่วยตนเองได้เลย แล้วจะได้รู้ซึ้งถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น
    การทรมานตนเอง ย่อมเป็นบาป
    การทรมานผู้อื่น ยิ่งเป็นปาปหนัก

    แต่เราก็ยังยอมให้คนที่เรารักและบูชาต้องถูกทรมานโดยความประสงค์ของเรา หรือโดยการกระทำของเรา เรายอมให้คนที่เรารักและบูชา ต้องทนทุกข์ทรมานเพียงเพื่อเราจะได้รู้สึกว่าท่านยังอยู่กับเรา
    ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด เราไม่สนใจ ขอเพียงแต่ให้ท่านอยู่กับเราต่อไป แม้จะอยู่ในสภาพ
    "จะตายก็ตายไม่ได้ จะเป็นก็เป็นไม่ได้" ก็ตาม นับว่าความต้องการเช่นนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเราเองโดยแท้ โดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้ที่เรารักและบูชาแต่อย่างใด
    จึงนับว่าเป็นความเห็นแก่ตัว
    หากความเห็นแก่ตัวเช่นนี้ยังคงดำรงอยู่ ท่านพุทธทาสที่เรารักและบูชาจะต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
    เจตนารมณ์ที่จะปลงสังขารตามธรรมชาติในวัดที่ท่านสร้างและได้พำนักมาตลอด ได้ถูกทำลายลงโดยไม่ได้สำเหนียกถึงพุทธธรรมและธรรมชาติที่ท่านพุทธทาสได้พร่ำสอนอบรมให้
    ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการยืดการตายท่านพุทธทาสจึงไม่ใช่ท่านพุทธทาส แต่กลับเป็นบุคคลต่าง ๆ เช่น
    ๑.) ผู้ที่ต้องการทำตามความปราถนาของตนมากกว่าความปราถนาของท่านพุทธทาส เพราะต้องการลดความห่วงหาอาลัยของตนลงเป็นสำคัญ โดยไม่คำนึงถึง ท่านพุทธทาส ของ ท่านพุทธทาส
    ๒.) แพทย์พยาบาลที่ได้มีโอกาสทดลองวิธียืดการตายแบบต่าง ๆ
    ๓.) ผู้เข้าใจผิดเป็นเหตุให้ท่านพุทธทาส ได้รับความทุกข์ทรมานในวาระสุดท้าย ทำให้จิตใจของ ท่านพุทธทาส ไม่สามารถนิ่งสู่ความสงบและบรรลุนิพพานได้ เนื่องจากความทุกข์ทรมานทางกายและความวุ่นวายของแพทย์พยาบาลต่าง ๆ เป็นต้น
    สังคมไทยบางส่วนได้เปลี่ยนไปเป็นสังคมที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้แล้วหรือ ?
    :- http://www.geocities.ws/gogfox/sunt.html
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 พฤษภาคม 2018
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    วิธีคลายทุกข์จากความรัก ธรรมะความรัก ธรรมะสอนใจความรัก เป็นทุกข์เพราะความรัก การหยุดยั้งความเจ็บปวดแบบรวดเร็วที่สุด วิธีคลายทุกข์จากความรัก คือการให้อภัย เมื่อกรรมมาถึงแล้ว ควรน้อมรับ และเร่งสร้างบุญโดยด่วน !!! วิธีคลายทุกข์จากความรัก ด้วยธรรมะ ที่อยากให้คนที่กำลังทุกข์ได้ฟัง.... ที่สุดของความรักคือ รักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้คือไม่หวังผล ที่สุดของทานคืออภัยทาน ที่สุดของคนคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข รักเกิดจากรัก รักเกิดจากเกลียด เกลียดเกิดจากเกลียด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 สิงหาคม 2019
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    เรื่องราวประทับใจนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นจริง... .

    เรื่องราวประทับใจนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นจริง... . ถูกนำมาลงตีพิมพ์ในหนังสือธรรมะ (มหายาน) ของไต้หวัน ค.ศ. 1988 ฉบับเดือนกันยายนค่ะ

    ฉันได้อ่านจากเพื่อนที่ส่งมาให้ แล้วรู้สึกว่าน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง บางทีอาจเป็นคำตอบที่เรามักนึกสงสัยว่า

    - ทำไม โอกาสหลายอย่างจึงหลุดมือเราไป
    - ทำไม ทำอะไรก็ติดขัด มีอุปสรรคให้เหนื่อยยากตลอดเวลา
    - ทำไม ขยันทำงานแทบตาย ชีวิตก็ยังแย่เหมือนเดิม

    ลองอ่านเรื่องนี้กันค่ะ...

    พี่ชายและน้องชาย ตระกูลหวัน ช่วยกันตั้งโรงงานอาหารกระป๋อง (ผักดอง) ผลิตออกมาหลายรสชาติ จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งขายนอกประเทศ แถวเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นผักดองอัดกระป๋องยี่ห้อ "เจ" หวังจำหน่ายกับคนจีนโพ้นทะเลในหลายๆประเทศ แต่น่าเสียดาย ที่พยายามเท่าไหร่กลับมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนผ่านมาถึงปีที่ 8 (ค.ศ. 1988) ก็มาถึงจุดที่แบกภาระต่อไปไม่ไหว เป็นลูกหนี้ของแบงค์ที่ตามมาบี้และเป็นหนี้กับนายทุนหลายๆ คน หนี้วัตถุดิบที่เอามาผลิตอาหารกระป๋องจนทั้งสองเกิดอาการเครียดมาก จึงพากันไป ดูหมอซินแสคนดังท่านหนึ่งของไต้หวัน ที่มีแต่พ่อค้านายพลใหญ่ๆ ชอบไปดูดวงกับท่าน ซินแสคนนี้แหละ ที่เป็นผู้เอาเรื่่องของพี่น้องคู่นี้มาเขียน ในนิตยสารธรรมะฉบับดังกล่าว

    ซินแสท่านเล่าว่า ตอนแรกที่ผูกดวงของพี่น้องคู่นี้ออกมาก็รู้สึกหนักใจมากๆ เพราะตกตำแหน่งที่ "สูญสิ้น" ทั้งคู่ ทั้งถนนชีวิตและปีจร วัยจร ตกที่นั่งกู้ชีพให้ฟื้นขึ้นมาไม่ได้เลย "ตายลูกเดียว" คือ "เจ๊งลูกเดียว" ไม่มีวิธีแก้กรรมแก้เคล็ดใดๆ จึงสั่นหัวแจ้งข่าวร้ายให้ทั้งสองรับทราบ บอกว่า "ไม่รอด" พี่ชาย-น้องชาย คอตกกลับมาถึงบ้านพัก ซึ่งอยู่ติดกับโรงงานและรู้สึกเศร้าเสียใจมากๆ กับชะตาชีวิตที่ตกต่ำสุดๆในตอนนี้ บังเอิญในช่วงวันนั้น บริเวณตอนเหนือของไต้หวันเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมอย่างหนัก ทีวีออกข่าวเห็นแต่ภาพน้ำท่วมหลากและบ้านเรือนเห ลือแต่หลังคา มีคนเกาะต้นไม้และบ้างก็อยู่บนหลังคา กำลังหิวโหย หนาวเหน็บและลำบากลำบนมาก โดยหน่วยกู้ภัยยังไปไม่ถึงบริเวณดังกล่าว

    ทั้งสองพี่น้องผู้กำลังกลุ้มใจสุดๆ เห็นภาพดังกล่าวก็เกิดความเวทนา จึงเกิดไอเดียปรึกษากันว่า "ไหนๆ ก็จะเจ๊งแน่ ตอนนี้เรายังมิได้ประกาศออกไป ชื่อเสียงที่ย่ำแย่เต็มประดา ยังไม่ถึงขั้นเน่าเหม็น อย่ากระนั้นเลย ทั้งสองคนรีบโทรศัพท์ไปหาญาติมิตรและลูกค้าเก่าๆ เท่าที่เรารู้จัก เอ่ยปากขอยืมเงินมาให้มากที่สุด คนไหนเป็นเจ้าของสินค้าอุปโภค บริโภคที่พอจะช่วยภัยคนตกน้ำเราก็ขอเป็นสินค้ามาก่อน และเขียนเช็ค(เด้ง) ไปให้พวกเขาก่อน รีบๆ รวบรวมปัจจัยให้ได้ภายในคืนนี้แหละ เอาเศษเงินว่าจ้างเรือขนสินค้าอุปโภคบริโภค พวกอาหารแห้ง บะหมี่ ข้าวสาร อาหารกระป๋อง เสื้อผ้า ผ้าห่ม ขอเป็นหน่วยฉุกเฉินหน่วยแรก ที่บุกไปบริจาคช่วยชาวบ้านถึงที่เป็นขบวนแรกก่อนเลย เพราะไหนๆก็จะเจ๊งตายอยู่แล้ว เอาเครดิตชื่อเสียงที่พอจะเหลือเอาเงิน เอาข้าวของคนที่มีมาทำบุญสักครั้งเถอะ" ทั้งสองจึงวุ่นวายกันทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ทั้งโทรฯ ทั้งขอ และปลุกให้ลูกเมีย ญาติโยม ที่พอจะไหว้วานได้ รายไหนยอมให้กู้ก็ไปรับเงิน รายไหนยอมให้สินค้าก็ส่งรถขนส่งไปขนเอามา เขียนเช็คเด้ง ยื่นหมู ยื่นแมวออกไปก่อน

    แค่รุ่งเช้าทุกอย่างก็พร้อม ได้ของมาเต็มรถบรรทุก 2 คัน ส่งคนไปขอเช่าเรือยนต์รออยู่ที่ตำบล น้ำท่วม ได้เรือมา 4 ลำ ยังไม่ทัน 9 โมงเช้า สินค้าที่ถ่ายลงเรือทั้ง 4 ลำ ตระเวนแล่นเข้าไปในดงน้ำท่วม ของกินของใช้ก็จัดมัดไว้ในถุงพลาสติกใบโตๆ เจอผู้รอดตายก็รับขึ้นเรือ บางรายรับไม่ได้ก็ฝากถุงยังชีพถุงกู้ชีพไปให้ก่อน บอกว่าเดี๋ยวเรือด่วนของราชการคงมาช่วยพาไป ขึ้นบกที่ปลอดภัยในภายหลัง
    การกระทำอย่างฉับไวในครั้งนี้ กลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะมีผู้สื่อข่าวทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ไปดักรอทำข่าวอยู่แล้ว ความรวดเร็วและกล้าหาญ จริงใจ ในการช่วยคนตกทุกข์แบบขบวนการของเอกชนแบบนี้ ยังไม่เคยเห็นใครทำมาก่อน ชุดนี้ช่วยในวาระแรกๆ อาหาร เสื้อผ้า ส่งตรงถึงผู้ประสบภัยกันถ้วนหน้า พอเห็นหน่วยราชการ กาชาด องค์กรการกุศลอื่นๆที่ตามมาทีหลัง หน่วยแรกนี้ก็ล่าถอยกลับบ้าน เพราะถือว่าสมใจ นึกแล้ว ทั้งเหนื่อยจัดและหมดแรง แต่ก็ดีใจปลื้มใจสุดๆ
    ทั้งสองครอบครัวกลับถึงบ้านก็สั่งปิดโรงงานเตรียมตัววางเฉย เพราะรู้ดีว่าอีกไม่นานเจ้าหนี้ทั้งหลายคงรุมฟ้องคดีกันยืดยาว แต่เหตุการณ์กลับพลิกล็อกเหนือความคาดหมาย ปรากฏว่าทั้งธนาคารหลายแห่งและเจ้าหนี้ทั้งหลายกลับวางตัวเงียบเฉย ไม่มีใครยื่นฟ้องคดีล้มละลายกับคู่นี้สักรายเดียว เพราะทุกคนทั่วประเทศ ได้เห็นข่าวกล้าหาญ ในการส่งเสบียงกู้ภัยในนามเอกชนแท้ๆ อยู่เพียงรายเดียว
    เจ้าหนี้ทุกคนต่างก็คิดเหมือนกันหมดว่า "พี่น้องคู่นี้ไม่น่า จะยากจนจริงๆ อย่างที่เคยเข้าใจ คงจะแกล้งจนและแกล้งเบี้ยวหนี้" จึงไม่มีใครตกอกตกใจว่าคู่นี้ใกล้เจ๊ง กลับเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะเปิดให้มีการเจรจาปรองดองหนี้กันใหม่ และสิ่งที่แปลกกว่านั้นคือ ประชาชนตาดำๆ ทีได้เห็นข่าวทีวีและอ่านในหนังสือพิมพ์ ต่างก็คิดว่าอาหารกระป๋องผักดองเจของโรงงานนี้น่าจะลองชิมดู เพราะถ้าค้าขายได้ร่ำรวยเงินทอง เจียดเงินมาช่วยคนประสบภัยแบบนี้ต้องถือว่าไม่ธรรมดา ดังนั้นร้านค้าต่างๆ ห้างต่างๆ รวมทั้งลูกค้าใหญ่ๆ ในต่างประเทศ ต่างก็โทรฯเข้ามาขอสั่งซื้อผักดองกระป๋องของโรงงานแห่งนี้กันโกลาหล เรียก ว่ารับแต่ใบออเดอร์ที่โทรฯ ประดังเข้ามาก็จดกันมือนิ้วชาไปหมด โรงงานของสองพี่น้องจึงฟื้นชีพขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ และขายดิบขายดีตั้งแต่บัดนั้น

    ฉันเชื่อในเรื่อง "บุญ" เราทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับบุญและบาปที่ติดตัวมา

    "บุญ" เหมือนเป็นทุนที่เราสะสมไว้ใช้ในชาตินี้ หากเราใช้บุญไปทุกๆวันจนใกล้หมด บาปที่เราเคยทำทั้งในอดีตและทำเพิ่มในวันนี้ จะเข้ามาแทนท ี่ ชีวิตเราจึงเกิดเรื่องราววุ่นวายไม่หยุดหย่อน ทำอะไรก็ไม่สำเร็จติดขัดไปหมดทุกทีไป เพราะมีบาปคอยเข้ามากั้นขวางไว้ ลองทำดูซิคะ ถ้าตื่นไปใส่บาตรไม่ไหว ก็ทำแบบฉันก็ได้ ถวายสังฆทานเดือนละ 1 ครั้ง อุทิศบุญให้กับผู้ที่เราเคยล่วงเกินทั้งกาย วาจาใจ ฉันจะไม่ซื้อสังฆทานแบบเป็นถังเหลือง แต่จะเลือกซื้อของเอง ยิ่งเราพิถีพิถันในการเลือกของถวาย เราก็จะได้สิ่งดีๆที ่สมบูรณ์แบบเช่นกัน

    " ให้อะไร ก็ได้อย่างนั้น "

    คุณว่าจริงมั้ย ตรรกะง่ายๆที่ไม่ต้องไปคิดอะไรลึกซึ้งหรอกค่ะ เพราะเรื่องบุญกรรม ไม่มีใครพิสูจน์ได้เหมือนการคำนวณตัวเลข เราจึงต้องหมั่นเติมบุญเข้าไปอยู่เรื่อยๆ ทำบุญรูปแบบใดก็ได้ ให้ใจสบายและมีความสุข สิ่งดีๆ ก็จะเกิดกับชีวิตเราแล้วละค่ะ
    เริ่มต้นจากใจเราก่อนก็ได้ ไม่อิจฉากัน ไม่หมั่นไส้กัน ไม่ให้ร้ายลับหลัง มองกันในแง่ดี และให้อภัยกัน เท่านี้บุญก็เกิดที่ใจเเล้ว
    .............................. RoseUnderline.gif

    ;- http://onknow.blogspot.com/2011/01/blog-post_8674.html
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    คำสอนของหลวงพ่อจรัญ
    เมื่อเจริญกรรมฐานรำลึกกฎแห่งกรรมได้. ต้องแผ่
    เมตตา. ขออโหสิกรรม


    เมื่อสมัย. ๓๐. ปีก่อนนั้น. พ.ศ. ๒๔๙๖ - ๒๔๙๗
    ที่วัดพรหมบุรี. ใครมาเจริญกรรมฐานต้องอยู่ในศาลา
    การเปรียน. มีประสบการณ์จากกรรมฐาน. จากโยม
    ผู้หนึ่ง. ชื่อโยมอ่อน. และโยมที่อยู่บ้านองครักษ์
    แม่สุ่มอาจจะจำได้. เสียชีวิตไปแล้ว. ตอนนั้นอายุตั้ง
    ๗๐. กว่าแล้ว. ปวดหัวไม่พัก. ปวดหัวจะแตก. อาตมา
    บอก. " โยมกำหนดไปตายให้ตาย. เราจะได้รู้กฎแห่ง
    กรรมของเราเอง " ปวดศีรษะจะแตก. จะแยกออกเป็น
    สองส่วนแล้ว. ไปขอยามาทานก็ไม่หาย. เลิกนั่งเมื่อใด
    หายปวดเมื่อนั้น. ถ้าไปนั่งเมื่อใด. ปวดน้ำตาไหล
    พรากๆ. น้ำตาไหลเลย. อย่างนี้เป็นต้น
    โยมผู้นี้กลับปฏิบัติได้. เดี๋ยวแตกโป๊ก. แยกเป็น
    รูปนาม. ขันธ์. ๕. เป็นอารมณ์. นี่ต้องแยกอย่างนี้
    ไม่ใช่ฟังเทศน์ลำดับญาณ. แต่พองยุบยังทำไม่ได้
    อย่างที่เขาปฏิบัติกัน. เลยก็ไม่รู้ว่าญาณอะไรกันแน่
    อย่างนี้. พอระเบิดศีรษะโป้งออกไป. จิตใจก็เข้าสู่
    ภาวะเป็นปัญญา. รำลึกกฎแห่งกรรมได้. ก็มาถวาย
    รายงานสอบอารมณ์. บอกว่า
    " หลวงพ่อครับ. ผมรำลึกได้แล้ว. บัดนี้หายปวดแล้ว" " เมื่อก่อนนานมาแล้ว. ผมเป็น
    ลูกศิษย์วัดเก้าชั่ง. อำเภอพรหมบุรีนี่เอง "
    เด็กวัดสมัยก่อนเรียนหนังสือกับพระ. อยู่กระทั่งโต
    เป็นหนุ่ม. จนกว่าจะบวชในพระศาสนา. ขณะนี้อายุ
    ๗๘. แล้ว. รำลึกกฎแห่งกรรมไม่ได้ว่าไปทำอะไรไว้
    ลืมไปแล้ว. ปวดหัวแตกโป้งออกมา. ปัญญาเกิดนี่คือ
    เวทนา. ปัญญาเกิดต้องรำลึกชาติได้. คือกฎแห่งกรรม
    เมื่อก่อนนี้มีโรงยาฝิ่นอยู่ข้างวัดเตย. เขาเรียกบ้าน
    พลู. บ้านไทร. คนสูบยาฝิ่นกันมากมาย. มีอาแป๊ะแก่
    คนหนึ่งอยู่ไกล้วัด. ขโมยมาลักของมากมาย. จึงจ้าง
    เด็กวัดไปยิง. ใช้ปืนแก๊ป. ใส่ลูกโดดเป็นเงินกลม
    เอาดินปืนใส่. เวลาประมาณ. ๔. ทุ่ม. ขโมยคนที่ไป
    ลักของอาแป๊ะ. กำลังนอนสูบยาฝิ่น. ในโรงยาฝิ่น
    สมัยก่อนนี้. เป็นสังกะสีผุๆ. และแฝก. เด็กวัดก็เอาปืน
    ไปจ่อที่ศีรษะ. สับไกยิงทันที. หัวระเบิดตายคาที่
    จนบัดนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนยิง. ตายฟรีไป
    คนที่ตายเป็นขโมย. ลักเล็กขโมยน้อย. จนคนเอือม
    ระอา. ก็จ้างเด็กวัดเก้าชั่งไปยิง. แล้วนำปืนไปคืนอาแป๊ะ
    ได้ค่ายิง. ๑๒. บาท. เด็กวัดคือโยมอ่อนและพวก
    พอระลึกได้แล้ว. โยมอ่อนก็. "แผ่เมตตา. ขออโหสิ
    กรรม " ตั่งแต่นั้นมาก็หายปวดศีรษะ. นี่ได้จากเวทนา
    ......กรรมซัดทันตาเห็น. จากการเจริญวิปัสสนา
    กรรมฐานแน่นอน. ขอฝากไว้ด้วยนะ. เวลามีเวทนา
    นิดหน่อยเลิก. รับรองไม่รู้. "กฎแห่งกรรม" ที่ตัวทำ
    อะไรไว้

    โยมอ่อนก็แผ่เมตตา. ขออโหสิกรรม. อย่าเวรเอา
    กรรมแก่ข้าพเจ้าเลย. ข้าพเจ้าขอยก. "กุศล" จาก
    กรรมฐานอุทิศให้ท่าน. ดวงวิญญาณจะสิงสถิตอยู่
    คติภพใด. ขอให้รับทราบการอุทิศส่วนกุศลนี้
    ถึงแม้ว่าคนตายสูบยาฝิ่นตายไปแล้ว. มีคนชอบมาก
    มาย. เพราะจะได้ไม่ไปลักขโมยอีก. และอนุโมทนา
    ที่ไปฆ่าเขาตาย. แต่ก็ต้องเป็นบาปเพราะฆ่าเขา
    จะฆ่าแมว. ฆ่าสุนัข. ฆ่าเป็ด. ฆ่าไก่ขาย ก็เป็นบาป
    เพราะปิดชีวิตเขาตาย. เอาชีวิตเขาเป็นเดิมพันในการค้า
    ขาย. มันต้องบาปทั้งนั้น. ไม่มีอะไรที่จะกางกั้นไม่ให้
    บาป. ฆ่ายุง. ฆ่าเลือด. ฆ่ามด. ฆ่าหนู. ก็ต้องบาป
    ไม่มีอะไรที่ว่าไม่บาปนะ. ขอฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วย
    มีข้าราชการทหารนายหนึ่ง. เคยเผามด. มาเจริญ
    กรรมฐาน. รู้สึกมดมากัดเป็นแถว. ต้องกำหนด. ต้อง
    ใช้กรรมเสียให้ได้. จึงจะสำนึกได้ว่า. เมื่อเป็นเด็กเคย
    เผามดเป็นรังๆ. มดแดงมะม่วง. เอาไฟไปเผาเลย
    ถึงเวลาเข้า. มากัดคนนี้คนเดียว. ก็คือเวทนานั่นเอง
    ก็กำหนด. มดแดงกัดหนอ. มดแดงกัดหนอ. สติดี
    ปัญญาเกิด. เราจะรำลึกได้ว่า. ไปเผามดแดงมาก่อน
    อย่างนี้เป็นบาปเหลือเกินเราจะทราบได้จากกรรมฐาน...

    ......ตั้งแต่นั้นมา. โยมอ่อนก็ทำบุญ. ถวายสังฆทาน
    เพิ่มขึ้น. แล้วนั่งเจริญวิปัสสนากรรมฐาน. อุทิศส่วน
    กุศล. ให้แก่คนที่ตายไป. ทำเขาไว้. เวรกรรมก็
    " อโหสิ " ได้เหมือนกันนะ. เขาได้รับส่วนบุญเข้า
    เขาอโหสิกรรมให้พรเราทั้งๆที่เขาตาย. อันนี้เป็นบท
    อันสำคัญ. มีความสำคัญมาก. ต้องกำหนดใช้สติหน่อย
    เรียกว่าเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. เวทนาจับจุด
    กฎแห่งกรรมได้อย่างนี้
    บางคนไม่รู้กรรมเลย. สร้างแต่กรรมทำเข็ญตลอด
    รายการ. นั่นแหละเพิ่มกรรม. เพิ่มบาปไว้ในใจ

    ตัวเองก็ไม่รู้ตัวว่าตัวทำบาปหยาบช้า. ตัวยุยง
    ตัวเสียดสีก็หาได้รู้ดีไม่. ต้องได้จากกรรมฐาน. เห็น
    เวทนาหนัก. กำหนดเข้า. ปัญญาจะเกิดจะได้รู้ว่า. เรา
    ไปเสียดสี. เราไปอิจฉาเขา. อย่าทำเลย. มันจะแจ้ง
    ในใจของเราจากเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานข้อนี้

    ขอฝากนักกรรมฐานไว้ด้วย. อย่าคิดว่าเวรกรรม
    ไม่มีนะ. บุญทำ. กรรมแต่งสนองเวรกรรมตลอดราย
    การ. สะสางหน่วยกิตเข้าไว้. ม้วนเทปเข้ามาด้วยกรรม
    บาปกรรมจะต้องเปิดออกในเทปนั้น

    ต้องรับกรรมในปัจจุบันนี้. ไม่ต้องไปเอาชาติหน้า
    ชาตินี้แสนจืดแล้ว. และจะเห็นกันต่อไป. เมื่อเทปกรรม
    นั้นเปิดขึ้นมาต้องรับใข้กรรมแน่นอน. ไม่ว่าใครที่ไหน
    พระสงฆ์องค์เจ้าเหมือนกัน. อาตมายังต้องรับกรรม
    จะลบล้างกันไม่ได้. แต่หนักเป็นเบา. เบาก็หายไป
    อย่างนี้ขอฝากไว้. นี่ได้จากเวทนาเชียวนะ. แต่เรา
    มาทำเล่นๆ. มานั่งหัวเราะกัน. มานั่งคุยกัน. เลยก็
    เจอบาปทุกวัน. ได้บาปเป็นกิจกรรมทุกวัน. เสียเวลา
    ทางบ้านมิใช่น้อย..........

    คติธรรมคำสอนหลวงพ่อจรัญ. ฐิตธัมโม
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    บุญใหญ่พาหนีกรรม
    เมษายน 25, 2018 โดย ธ. ธรรมรักษ์

    บุญใหญ่พาหนีกรรม
    31195572_2308941735786312_3013711885120831488_n.jpg
    ในความวุ่นวาย อุปสรรคทั้งปวงที่เกิดขึ้น
    นอกจากขาดสติ ปัญญาในการแก้ไขแล้ว

    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลกรรมไม่ดีที่ทำมานั้น
    ได้เวลามาส่งผลตามลำดับ ตามเวลา ตามหน้าที่

    อยู่ในช่วงที่เรียกว่า บุญเราน้อย
    ถ้าบุญเรามากจริง เราคงไม่เหนื่อยกันขนาดนี้

    ในทุกช่วงเวลาชีวิต อย่าประมาทในการสะสมบุญบารมี
    การสร้างบุญนั้นขอให้ยึดมั่นในบุญกิริยาวัตถุ 10
    จากทาน ศีล ภาวนา


    การสร้างบุญไม่ใช่ใช้เงินมากๆ แล้วได้บุญมาก
    แต่อยู่ที่จิตบริสุทธิ์มากๆ ถึงได้อานิสงส์มาก

    เพื่อให้บุญนั้นพาชีวิตเราให้เป็นสุข
    ดั่งกวางที่มีพละกำลัง วิ่งหนีหมาป่าที่ไล่ล่า
    ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ทัน

    เปรียบดังน้ำบริสุทธิ์ที่เข้ามาเติม ละลายยาพิษ
    จนพิษนั้นส่งผลอะไรไม่ได้…

    การลด ละ เลิกกรรมชั่วนั้น
    เปรียบดังไม่หันวิ่งกลับไปให้หมาป่ากินง่ายๆ
    ไม่เติมยาพิษเพิ่มมากขึ้นในน้ำนั้น

    ขอให้พิจารณาด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม

    ขอบุญรักษา
    ธ.ธรรมรักษ์
    ขอบคุณที่มา :- https://torthammarak.wordpress.com/2018/04/25/บุญใหญ่พาหนีกรรม/
    boon kiriyavatthu 10.jpg
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    วิธีแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลที่ถูกต้อง
    1. ตั้งสติหายใจยาว ๆ ตอนที่กรวดน้ำเสร็จแล้วอธิษฐานจิตไว้ก่อน อธิษฐานจิตหมายความว่า ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ที่ลิ้นปี่ สำรวมกาย วาจา จิต ได้ตั้งมั่นแล้ว จึงขอแผ่เมตตาไว้ในใจสักครู่หนึ่ง แล้วก็ขออุทิศให้บิดามารดาของเราว่าเราได้บำเพ็ญกุศล
    ท่านจะได้บุญได้ผลแน่ ๆ เดี๋ยวนี้ด้วย ผมเรียนถวายนะ มิฉะนั้นผมจะอุทิศไปยุโรปได้อย่างไร
    หายใจยาว ๆ ตั้งสติก่อน หายใจลึก ๆ ยาว ๆ แล้วก็แผ่เมตตาก่อน มีเมตตาดีแล้ว ได้กุศลแล้ว เขาก็อุทิศเลย อโหสิกรรม ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่พยาบาทใครอีกต่อไป และเราจะขออุทิศให้ใคร ญาติบุพเพสันนิวาสจะได้ก่อน ญาติเมื่อชาติก่อนจะได้มารับ เราก็มิทราบว่าใครเป็นพ่อแม่ในชาติอดีตใครเป็นพี่น้องของเรา เราก็ไม่ทราบ แต่แล้วเราจะได้ทราบตอนอุทิศส่วนกุศลนี้ไปให้ เหมือนโทรศัพท์ไป เขาจะได้รับหรือไม่ เราจะรู้ได้ทันที
    ขณะที่ท่านสวดมนต์อุทิศให้ว่า ยาเทวตา...., อิมินา.... เป็นต้น ท่านจะรู้นะว่าย้อนกลับมา เหมือนเราโทรศัพท์ไป อ๋อ มีคนรับ เขาจะย้อนตอบเราว่าฮัลโหล เป็นต้น นี่ก็เช่นเดียวกัน เราจะปลื้มปีติทันทีนะ เราจะตื้นตันขึ้นมาเลย ถ้าท่านมีสมาธิ น้ำตาท่านจะร่วงนะ ขนพองสยองเกล้าเป็นปีติเบื้องต้น ถ้าท่านมาสวดมนต์กันส่งเดช ไม่เอาเหนือเอาใต้ ท่านไม่อุทิศ ท่านจะไม่รู้เลยนะ ขอฝากท่านนวกะไว้ด้วย วันนี้ท่านทำบุญอะไร สร้างความดีอะไรบ้าง ดูหนังสือ ท่องจำบทอะไรได้บ้าง ก็อุทิศได้
    2. การแผ่เมตตาจะต้องมีสมาธิก่อนมีพลังส่ง มีเมตตาในตัวเองก่อน แล้วค่อยแผ่อุทิศให้เขาจะได้ผล ถ้าโยมปราศจากเมตตาอย่าอุทิศ ไม่มีได้ผล ไม่ได้ผลจริง ๆ อาตมาทำมาแล้ว แผ่ได้ผลต้องมีเมตตาครบอย่างต่ำ ๘๐% ไม่อย่างนั้น แผ่ไม่ออกหรอก เหมือนยิงปืนตกปากกระบอกไม่มีแรงส่ง ขาดสมาธิ ขาดสติปัญญา ขาดความสามารถ ขาดความเชี่ยวชาญในการฝึก
    คนที่มีบุญถึงจะมาทำกรรมฐานได้
    ท่านทั้งหลายที่มาปฏิบัติกรรมฐาน นับว่าเป็นโชคดีของท่าน ท่านมาสร้างกำไรชีวิต ท่านมาสร้างข้อคิดให้กับตัวเอง ท่านทั้งหลายเสียสละมาเถิด จะประเสริฐในวันข้างหน้า ไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมาย อาตมาไม่เก็บเงิน ที่อยู่ก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ อาตมาเลี้ยงเอง ไม่จำเป็นต้องมาออกค่าไฟฟ้าให้กับอาตมาหรอก อาตมาทำบุญกับโยม อาตมาเสียสละ ขาดเหลืออาตมาออกให้
    อุตส่าห์ปวารณาโยมให้มาสร้างความดีถึงเช่นนี้แล้ว โยมยังไม่สนใจก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะเป็นบาปกรรมของโยมเอง บุญมีแต่กรรมมาบัง ทำให้มาสร้างความดีไม่ได้ มีมากรายด้วยกัน เชิญชวนเท่าไรก็ไม่มา นี่แหละ กรรมมันบัง เหมือนกับคนจะถูกรถชนตาย กรรมมันบังทำให้ไม่เห็นรถ ทำให้รถชนตัวเองตาย เราขับรถชนคนตาย กรรมมาบังทำให้ไม่เห็นหรือตัดหน้ารถอย่างกระชั้นชิด เราก็ชนเขาตายเพราะเวรกรรมตามสนอง จะต้องชนตรงนี้ด้วย แล้วเขาก็ต้องตายตรงนี้ด้วย แล้วเราก็ต้องตายตรงนี้ด้วย นี่เหตุการณ์ตายตัวแล้ว เป็นกฎแห่งกรรม ถ้าท่านเจริญกรรมฐานท่านจะรู้ได้ว่าเราสร้างเวรกรรมอะไรมา
    ท่านสาธุชนทั้งหลายเอ๋ย คนที่มีบุญถึงจะมาทำกรรมฐานได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่ายอดสูงสุดที่เป็นมรดกโบว์แดงของเสด็จพ่อของเราคือ กรรมฐาน แต่สาธุชนทั่วโลกจะทำเหมือนกันไม่ได้เพราะนานาจิตตัง ต่างเวรต่างกรรมกันมา บางคนมาจากนรกมาเกิดในโลกมนุษย์ไม่สามารถเจริญกรรมฐานได้ เข้าวัดก็เดินผ่านไปผ่านมาเพราะกรรมมันบังจิตใจ คือทรพีทรพาอกตัญญูต่อพ่อแม่ตลอดมา คนประเภทนี้จะเจริญกรรมฐานไม่ได้ ถ้าเจริญกรรมฐาน ต้องอกแตกตาย เพราะคิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดจะฆ่าพ่อฆ่าแม่
    "กฎแห่งกรรม".... หลวงพ่อจรัญ :- https://talk.mthai.com/inbox/76255.html
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    มีวิธีตัดกรรมแก้กรรมตามหลักพระพุทธศาสนาบ้างไหม? อย่างไร?

    วิบากกรรม เกิดจากสิ่งที่เราเคยทำไว้ในอดีต แล้วเกิดเป็นผลบาปตามมา จะแก้ไขต้องเอาบุญแก้ให้เราสร้างบุญ ทั้งทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สิ่งนี้ช่วยเราได้อยู่แล้ว ขอให้อยู่ในบุญเท่านั้นประการสำคัญอย่ามุ่งแต่เพียงว่าจะไปแก้ไขวิบากกรรมในอดีต ที่สำคัญคือต้องระวังอย่าไปสร้างเหตุที่ไม่ดีในปัจจุบันด้วย (อย่าสร้างกรรมใหม่) อะไรที่ไม่ดีอย่าทำ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ อกุศลกรรม 10 ประการ คือ การฆ่าสัตว์ เบียดเบียนรังแกสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น, โกหกหลอกลวง, พูดส่อเสียด ยุยงให้แตกความสามัคคี, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ, โลภอยากได้ของของผู้อื่น, คิดร้าย ปองร้ายผู้อื่น, เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

    สมัยนี้มีเรื่องที่ต้องระวังอย่างหนึ่ง เมื่อก่อนโอกาสพูดคำหยาบมีไม่มาก เพราะพูดแล้วกลัวเขาโกรธ เดี๋ยวเราจะเดือดร้อน แต่ตอนนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล โอกาสที่จะพูดคำหยาบโดยไม่ถูกโจมตีกลับจัง ๆ มีมากขึ้น เช่น การไปให้ความเห็นในเว็บบอร์ด ให้ความเห็นท้ายข่าวในอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เขียนว่าเขาไปแล้วคนอ่านไม่รู้ว่าใครเขียน ดังนั้นเราจะเห็นว่า สำนวนในอินเทอร์เน็ตใช้คำค่อนข้างแรง เพราะผู้เขียนเหมือนไม่ต้องรับผิดชอบเลย อยากว่าใครก็ว่าได้เลยและถ้าไม่มีความผิดจริง ๆ ตำรวจไม่มาสืบจริง ๆ อาจจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนว่า

    แต่กฎแห่งกรรมส่งผลเสมอ แม้นึกว่าไม่มีใครรู้ เราคงไม่ต้องรับผลแห่งการกระทำ จริง ๆ แล้วต้องรับ เพราะไม่มีอะไรหนีพ้นกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมายบ้านเมืองเสียอีกน่ากลัวกว่าด้วย แล้วถ้าเราเกิดเข้าใจผิด ผสมโรงโจมตีไปกับเขาด้วย ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างที่เราเข้าใจ วิบากกรรมเกิดขึ้นหนักเลย ยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนา ไปตำหนิติติง โจมตีวิจารณ์ผู้ทรงศีล วิบากกรรมยิ่งหนัก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบอกว่า ผู้ประทุษร้ายบุคคลที่ไม่ประทุษร้าย ผลแห่งวิบากย่อมกลับมาสู่ผู้กระทำเอง เหมือนคนเอาธุลีพุ่งซัดทวนลมไป ธุลีจะปลิวมาเต็มหน้าเราเอง ฉะนั้นอย่าทำเด็ดขาด ถ้าไปเห็นผลของวิบากกรรมด้วยตัวเอง จะรู้ว่าน่ากลัวมากไม่คุ้มเลย

    ถ้าเราไม่ทำอกุศลกรรมบถ 10 ข้อ ก็เหมือนกับว่า เราสร้างเกราะป้องกันตัวเราไว้ดีพอสมควรและถ้าไม่ยุ่งอบายมุขด้วย ถือว่าชีวิตเราปลอดภัย 99 เปอร์เซ็นต์แล้ว นี่คือสิ่งที่เราควรทำให้ถูกต้องในปัจจุบัน และอดีตที่ผิดพลาดทั้งหลายลืมให้หมด นึกแต่เรื่องดี ๆ แล้วตั้งใจทำความดีทุกชนิดอย่างเต็มที่ อะไรที่ไม่ถูกต้องไม่ทำอีกเด็ดขาด ถ้าทำได้อย่างนี้ เราจะมีความสุขต่อไปในอนาคต

    Karma-02.jpg
    วิธีแก้กรรมอย่างถูกหลักวิชชา
    แก้กรรมและสะเดาะเคราะห์ต่างกันไหม?
    พฤติกรรมที่ทำไปแล้ว เราเปลี่ยนไม่ได้ แต่สามารถแก้ไขผ่อนหนักเป็นเบาได้ ด้วยการทำความดีไปเจือจางบาปอกุศลใหเบาบางลง แล้วไม่ไปทำอะไรผิดซ้ำอกจะเรียกตรงนี้เป็นการสะเดาะเคราะห์ทำให้เคราะห์เบาลงก็ได้ ถ้าสะเดาะเคราะห์หมายถึงอย่างนี้ก็ถือว่าถูก แต่ถ้าไปสะเดาะเคราะห์ ไปทำพิธีตัดนั่นตัดนี่อะไรต่าง ๆ นานา ก็ไม่ใช่ ต้องถือตามหลักพระพุทธเจ้า คือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส นี่คือการแก้ไขวิบากกรรมในอดีตที่ดีที่สุด

    ถ้าปัจจุบันเราเจอสิ่งที่ร้าย ๆ อย่าหดหู่ ให้รู้ว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไป มีเหตุก็แสดงว่าในอดีตเราทำไว้ไม่ดี ถึงได้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น แตเมื่อรู้แล้วไม่ควรเพิกเฉย ให้แก้ด้วยการตั้งใจทำความดีในปัจจุบันให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันอะไรที่ไม่ดี ไม่ทำอีกเด็ดขาด อย่างนี้คือการเห็นตลอดทั้งสาย แล้วดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องสมกับเป็นพุทธศาสนิกชน
    :- https://www.dmc.tv/pages/top_of_wee...ัดกรรม-แก้กรรมและสะเดาะเคราะห์ต่างกันไหม.html
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    ดับร้อน

    โดย อ. ประณีต ก้องสมุทร


    ในท่ามกลางฤดูร้อน ท้องฟ้าโปร่งปราศจากเมฆหมอก แสงแดดแผดกล้า ความร้อนกระจายไปทั่ว ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉา ผู้คนพากันหลบร้อนอยู่ภายใต้ชายคาของอาคาร หรือร่มไม้ใบหนา แม้จะมีลมพัดมาเป็นครั้งคราว ลมนั้นก็พาเอาความร้อนมาด้วย ตามถนนหนทางหลายสาย และตามขุนเขาลำเนาไพร งดงามไปด้วยดอกไม้ป่าหลายสีต่างพรรณ ที่บานสะพรั่งเต็มไปทั้งต้น อาทิเช่น สีม่วงของอินทนิลและเสลา สีเหลืองของราชพฤกษ์และประดู่ สีชมพูอมขาวของชัยพฤกษ์สีแดงแสดของนกยูง แต่ความสวยสดใสของดอกไม้เหล่านั้น ก็หาช่วยให้ความร้อนคลายไปได้ไม่
    นั่นเป็นเพียงความร้อนที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งไม่นานก็จะแปรเป็นความเย็นชุ่มฉ่ำ เมื่อฤดูฝนเยื้องกรายมาแทนที่ และพระพิรุณโปรยปรายลงมา ให้ความชุ่มชื้นแก่ต้นไม้และแผ่นดิน
    ก็ความร้อนที่เกิดจากลมฟ้าอากาศนั้น อย่างมากก็เพียงทำให้ร้อนกาย ซึ่งยังจะมีทางบรรเทาได้ด้วยน้ำ หรือด้วยอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นหลายชนิด หรือแม้เพียงด้วยพัดใบลานเล่มเดียว
    แต่ความร้อนใจเมื่อเกิดขึ้น เราไม่อาจดับได้ด้วยน้ำ หรือด้วยอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นเหล่านั้น ทั้งนี้เพราะความร้อนใจนั้น ถึงจะมีสาเหตุมาจากสิ่งอื่น บุคคลอื่นภายนอก หรือแม้จากภายในใจของเราเอง สาเหตุเหล่านั้นก็เป็นเพียงสาเหตุที่เรายกมาอ้างกันเท่านั้น มิใช่สาเหตุที่แท้จริง สาเหตุที่แท้จริงของความร้อนใจนั้นคือกิเลส ที่หมักดองสะสมอยู่ในใจของเรามาช้านานต่างหาก ก็เราไม่มีกิเลสแล้วความร้อนใจเพราะเหตุต่างๆ เหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
    ต้นเหตุของความร้อนใจจึงอยู่ที่กิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ

    พระพุทธองค์ตรัสว่า 1 สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟคือราคะ ร้อนเพราะไฟคือโทสะ ร้อนเพราะไฟคือโมหะ
    1 จาก อาทิตตปริยายสูตร วินัยปิฎก มหาวรรค ข้อ ๕๕
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    วิธีทำบุญแก้กรรม แก้กรรมได้จริงหรือ กรรมแต่ละด้านทำบุญต่างกันอย่างไร เสียงอ่านทั้งฉบับโดย โจโฉ 3 Hrs.

    คุณโฉ โจโฉ เสียงธรรม Official
    Published on Nov 20, 2016
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    เหนือฟ้ายังมีฟ้าแต่ไม่มีอะไรเหนือกฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ
    เรื่องราว กฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ ที่รวบรวมมานี้ อาจจะพอช่วยทำให้คุณไม่กล้าทำบาป ทำกรรมอีกต่อไป

    วัดอัมพวันทุกวันนี้มีความสัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติภาวนาเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งบรรยากาศที่ร่มรื่น  ศาลาปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ ลานจอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย  และห้องน้ำห้องท่าที่สะอาดสะอ้านถึงกว่า 500 ห้อง  รวมถึงโรงทานที่มีอาหารและน้ำดื่มไว้คอยให้บริการแก่ผู้มาทำบุญและปฏิบัติธรรมไม่เคยขาด

    ช่วงสิบโมงเช้าและบ่ายสองโมงของทุกวัน  หลวงพ่อจรัญในวัย 86 ปีจะออกมาให้พรญาติโยมเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนจะกลับเข้ากุฏิเพื่อพักผ่อน  แม้ในวันนี้หลวงพ่อจะชราภาพมากจนไม่สามารถเทศน์โปรดญาติโยมได้เหมือนในอดีต  แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเมตตากรุณาของท่านที่ส่งผ่านแววตาและสีหน้าที่แจ่มใส  รอยยิ้มน้อย ๆ ของท่านทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกอบอุ่นและมั่นใจที่จะปฏิบัติตามและก้าวเดินตามท่านในทางสายกลางเส้นนี้

    ชีวิตในวัยเยาว์
    หลวงพ่อจรัญมีนามเดิมว่า จรัญ  จรรยารักษ์  เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2471  ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7  ณ ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมืองฯ  จังหวัดสิงห์บุรี  เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวน 10 คน ที่เกิดจาก โยมมารดาเจิม และ โยมบิดาแพ  จรรยารักษ์ ในวัยเยาว์หลวงพ่ออาศัยอยู่กับยายวัย 80 ปีที่บ้านเรือนไทยหลังใหญ่กลางดงไม้ร่มครึ้ม

    มีเรื่องเล่าว่า  ยายของหลวงพ่อมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า  และมักจัดให้มีการเทศน์มหาชาติที่บ้าน  แต่ด้วยความที่เด็กชายจรัญชอบวิ่งเล่นซุกซนยายเลยต้องจับล่ามขาไว้กับเสาเรือนให้ฟังเทศน์อยู่เป็นประจำ ทุกวันเวลาตีสี่  ยายจะลุกขึ้นมาสวดมนต์ภาวนาเป็นเวลา 1 ชั่วโมง  ส่วนเด็กชายจรัญจะลุกขึ้นก่อไฟหุงข้าวให้ยายใส่บาตร ครั้นยายให้เอาข้าวไปถวายพระ  เด็กชายจรัญก็มักนำไปกินกับเพื่อนแทน  นอกจากนี้ยังไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน  และมักชวนเพื่อน ๆไปยิงนกตกปลาตามประสาเด็กอีกด้วย

    หลังเรียนจบชั้น ม. 4  หลวงพ่อจรัญได้ศึกษาวิชาต่าง ๆหลากหลายแขนง  ทั้งวิชาช่างกลจาก อาจารย์เลื่อน  พงษ์โสภณ และวิชาดนตรีดีดสีตีเป่าจาก หลวงประดิษฐ์ไพเราะ  ครั้งหนึ่งท่านเคยเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ  แต่เรียนได้แค่สามเดือนก็ลาออกเพราะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับรุ่นพี่

    หลังจากนั้นหลวงพ่อจรัญจึงเดินทางกลับมายังบ้านเกิดที่สิงห์บุรี  และนำวิชาดนตรีที่ได้ร่ำเรียนมาประกอบอาชีพอยู่ที่อำเภอพรหมบุรี  โดยออกงานดนตรีกับ คณะจรรยารักษ์ ซึ่งมีอยู่เดิม  จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว  นอกจากมีฝืมือทางด้านดนตรีแล้ว  หลวงพ่อจรัญยังมีฝีมือทางการเขียนหนังสือ  สามารถประพันธ์เรื่อง นางอรพิมกับท้าวปาจิตต์  จนมีคณะลิเกมาขอลอกบทเพื่อนำไปแสดงเป็นลิเกหลายคณะสู่ร่มกาสาวพัสตร์

    ในวัยหนุ่มอาจกล่าวได้ว่าหลวงพ่อจรัญท่านไม่มีความสนใจในพระพุทธศาสนาเลยแม้แต่น้อย  ออกจะไม่ชอบเสียด้วยซ้ำ เพราะครั้งหนึ่งช่วงที่เป็นนักดนตรี  ท่านเคยไปเล่นดนตรีที่วัดโตนด แต่พระวัดนี้กลับพาศิษย์วัดกว่า 10 คนมารุมทำร้าย  เนื่องจากท่านเคยด่าว่าพระว่าอาศัยผ้าเหลืองหากิน  ไม่ปฏิบัติตามพระวินัย  ทำให้ท่านเกือบถูกแทงตายและถูกรุมทำร้ายจนสะบักสะบอม  โชคดีที่มีคนมาช่วยไว้ทัน  ตั้งแต่นั้นท่านจึงไม่ชอบพระ

    จนกระทั่งเมื่อท่านอายุได้ 20 ปี  โยมแม่ท่านล้มป่วยลง  ท่านจึงคิดจะบวชเพื่อตอบแทนพระคุณแม่สักหนึ่งพรรษา  แต่ปรากฏว่าการบวชครั้งนั้นเกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นกับท่านจนไม่อาจลาสิกขาได้

    เรื่องมีอยู่ว่า  วันที่จะสึก  หลวงพ่อจรัญเกิดรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมา  แล้วท่านก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นว่า “คุณบวชแบบนี้ดีแล้ว  จะสึกก็ไม่เป็นไร  แต่นะโมยังไม่ได้  ได้นะโมแล้วค่อยสึก”  ขณะที่ท่านกำลังนึกสงสัยว่าเป็นเสียงใคร  ก็ได้ยินเสียงดังตามมาอีกว่า  “คุณสึกก็ไม่เป็นไร  ไม่ยากอะไรนักหนา  แต่ขอถามว่าพุทธคุณได้หรือยัง  ธรรมคุณได้หรือยัง  สังฆคุณได้หรือยัง”  ซึ่งเป็นเพราะเสียงประหลาดนี้เองที่ทำให้หลวงพ่อจรัญยังครองเพศบรรพชิตมาจนถึงบัดนี้



    ธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้  
    เมื่อบวชเป็นพระแล้ว  หลวงพ่อจรัญได้ธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร  เพื่อแสวงหาความรู้และประสบการณ์ทั้งทางสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน  ทั้งยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์หลายท่าน เริ่มจากเมื่อสอบนักธรรมโทได้แล้ว  ในปี 2493  หลวงพ่อจรัญได้พบ หลวงพ่อเดิม  หรือ พระครูนิวาสธรรมขันธ์  อายุ 105 ปี  แห่งวัดหนองโพธิ์  จังหวัดนครสวรรค์  หลวงพ่อเดิมเป็นผู้ที่รอบรู้ตำราพิชัยสงคราม  เชี่ยวชาญวิชาการรบในสมัยโบราณ

    ตอนแรกหลวงพ่อจรัญตั้งใจจะเรียนวิชาคาถามหานิยมกับท่าน  เพราะคิดว่าหากลาสิกขาไปประกอบอาชีพทางโลกจะได้นำไปใช้  แต่หลวงพ่อเดิมกลับให้วิชาเลี้ยงช้าง  ต่อช้างป่า  และวิชาจับช้างตกมันแทนหลังจากนั้นด้วยความเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน  หลวงพ่อจรัญจึงเดินทางไปศึกษาวิชากรรมฐานกับ หลวงพ่อลี และ ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร  จังหวัดขอนแก่น  โดยท่านศึกษาวิชาทำเครื่องรางของขลัง  น้ำมันมนต์  กับ หลวงพ่อจง  วัดหน้าต่าง  จังหวัดอยุธยาศึกษาวิชาสมถวิปัสสนากับ พระมงคลเทพมุนี (สด  จนฺทสโร)  หรือหลวงพ่อสด  วัดปากน้ำ  รวมถึงศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก  ญาณสิทฺธิ)  วัดมหาธาตุ

    นอกจากนั้นท่านก็ยังศึกษาพระอภิธรรมกับ พระอาจารย์เตชิน(ชาวพม่า) ที่วัดระฆัง  ศึกษาการพยากรณ์จาก สมเด็จพระสังฆราช(อยู่  ญาโณทโย)  วัดสระเกศฯ  และศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตกับ อาจารย์ พ.อ.ชม  สุคันธรัต ด้วย

    เผชิญกฎแห่งกรรม
    ในระหว่างที่บวชเป็นพระนี้  หลวงพ่อจรัญต้องรับผลกรรมที่ทำไว้ในวัยเด็กครั้งแล้วครั้งเล่า  บางครั้งก็หนักหนาสาหัสจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเลยทีเดียว

    เรื่องมีอยู่ว่า  ครั้งหนึ่งมีคนขี้เหล้าจ้างท่านด้วยเงิน 1 บาท  ให้นำเต่า 7 ตัวไปต้มเพื่อเป็นกับแกล้ม  ท่านจึงนำเต่าทั้งหมดไปต้มในหม้อน้ำที่น้ำกำลังเดือดพล่าน  แต่คงเพราะหม้อดินเผาที่ใช้ต้มคงเก่ามากแล้ว  เมื่อเต่าพากันดิ้นขลุกขลักอยู่ในหม้อ  หม้อจึงแตกออกเป็นสองเสี่ยง  เต่าทั้งหมดหลุดออกมาได้และยังไม่ตาย  จึงพยายามตะเกียกตะกายหนีสุดชีวิตเข้าไปซุกตัวอยู่ใกล้กอไผ่  เมื่อเด็กชายจรัญวิ่งตามเพื่อจะจับมาต้มอีก  เขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นเพราะเต่าใช้สองขาหน้าปาดน้ำตาที่ไหลพราก ๆ ออกมา  เหมือนสำนวนไทยที่ว่า “ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า” ไม่มีผิด  ด้วยความสงสารเขาจึงปล่อยเต่าทั้งหมดไป

    ขณะที่บวชเป็นพระ  หลวงพ่อรู้ล่วงหน้าว่าท่านต้องรับผลกรรมครั้งนั้น  วันหนึ่งคนที่ท่านรู้จักที่บางปะอินไม่สบาย  ท่านจึงตั้งใจไปเยี่ยม  โดยจ้างรถปิ๊กอัพไปกับคนขับสองคน  ระหว่างทางกลับฝนตกหนักมาก  ถนนลื่น  รถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำแปดตลบหลวงพ่อดิ้นขลุกขลักอยู่ในรถ  เพราะประตูรถล็อกหมด  ศีรษะถูกกระแทกทั้งบนและล่าง  รถพังหมดทั้งคัน  พอดีมีคนผ่านมาช่วยไว้จึงรอดชีวิตมาได้  แต่ท่านก็ต้องปวดแสบปวดร้อน  ผิวหนังถลอกอยู่นานนับเดือน

    อย่างไรก็ตาม  แม้หลวงพ่อจรัญจะเจริญกรรมฐานแผ่เมตตาขออโหสิกรรมแก่เต่า  แต่กรรมเวรที่ทำไว้ยังไม่หมดแค่นั้น  แถมครั้งที่สองยังหนักหนากว่าครั้งแรก  คราวนี้ท่านประสบอุบัติเหตุอีกครั้ง  โดยรถที่ท่านนั่งมาประสานงากับรถทัวร์อย่างแรง  จนร่างของท่านพุ่งทะลุกระจกรถกระเด็นออกไปหลายวา  แล้วตกลงมาหน้าบ้านของเจ้าของโรงงานทำอิฐในสภาพคอหักพับมาอยู่ที่หน้าอกหนังศีรษะเปิดจากหน้าผากไปถึงท้ายทอย  เลือดเต็มปากเต็มคอ

    โชคดีที่มีคนมาพบเข้า  จึงอุ้มหลวงพ่อจรัญใส่รถขนอิฐแล้วนำไปส่งโรงพยาบาล  แต่บังเอิญว่ารถไม่มีเบาะ  หม้อน้ำรถก็ไม่มีฝาปิดต้องใช้ผ้าอุดแทน  ซึ่งอยู่ในตำแหน่งก้นของหลวงพ่อจรัญพอดิบพอดี  ระหว่างทางที่จะไปโรงพยาบาล  ท่านได้ยินเสียงเต่า  พร้อมเห็นภาพเต่าโผล่ออกมาแล้วพูดว่า “สมน้ำหน้า  เดี๋ยวกูจะซ้ำมึง ๆ” พอขาดคำ  น้ำในหม้อน้ำก็พุ่งขึ้นมาลวกใส่หลวงพ่อจรัญตั้งแต่หัวไปตลอดตัว  ท่านต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดทาง  และเมื่อไปถึงโรงพยาบาลสิงห์บุรี  หมอก็บอกกับญาติโยมว่าท่านเสียชีวิตแล้ว  ให้นำไปวัด  เตรียมจัดงานศพได้เลย ทว่าขณะที่บุรุษพยาบาลกำลังเข็นหลวงพ่อไปเย็บแผลล้างเลือดเตรียมเข้าห้องดับจิตนั้น  หลวงพ่อได้ฟื้นคืนสติ  จึงตั้งอธิษฐานจิตว่า  “ด้วยเดชะบุญกุศล  ท้าวเวสสุวัณ  เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า  ถ้าข้าพเจ้าใช้หนี้กรรมในโลกมนุษย์หมดแล้วก็ยินดีจะไป  แต่ถ้าข้าพเจ้ายังใช้หนี้กรรมไม่หมด  ข้าพเจ้าขอสาบานต่อท้าวเวสสุวัณว่า  ขอให้ข้าพเจ้ากลับมาแก้ตัว  สร้างกรรมดีใช้หนี้ให้หมด  ถ้าหมดแล้วข้าพเจ้าจะไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก”

    เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน  ปรากฏว่าบุรุษพยาบาลเข็นรถไปตกร่องประตูเหล็ก  และจากแรงกระแทกนี่เองทำให้กระดูกคอของหลวงพ่อซึ่งขาดอยู่เกิดติดกันขึ้นมา  หลวงพ่อจรัญกลับฟื้นคืนสติ  ทางโรงพยาบาลจึงส่งตัวท่านไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลเลิดสิน  กรุงเทพฯ  เมื่อพ้นระยะวิกฤติแล้ว  จึงส่งตัวท่านกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี ระหว่างนี้ท่านต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเป็นเวลากว่า 50 วัน  หิวน้ำก็ไม่สามารถดื่มได้  ต้องหยอดด้วยหลอดกาแฟ  เวลาฉันข้าวก็ต้องใส่เข้าไปข้าง ๆ ปากทีละน้อย  ขบฉันอาหารเลือดก็ไหลตลอดเวลา  ในช่วงเวลาที่ต้องรับผลกรรมนี่เอง  หลวงพ่อจรัญจึงนึกถึงกรรมที่เคยทำกับนกขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่ง…

    เรื่องมีอยู่ว่า…ในวัยเด็กท่านชอบยิงนกตกปลา  ครั้งหนึ่งท่านยิงนกจนปีกหัก  ตกลงบนคันนา  มันพยายามวิ่งหนีสุดชีวิต  แต่เด็กชายจรัญกลับวิ่งไล่ตามแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  เจ้านกตัวนั้นตกใจหันมาจิกมือท่านเต็มแรงจนเลือดพุ่งกระฉูด  ด้วยความเจ็บแค้น  เด็กชายจรัญจึงจับนกหักคอ  ถลกหนังหัว  โดยไม่สนใจว่าเจ้านกตัวนั้นจะร้องลั่นและสิ้นชีวิตด้วยความเจ็บปวดทรมาน  และผลกรรมในวันนั้นก็ตามมาให้ผลกับท่านอย่างที่ปรากฏอยู่ในขณะนั้นเอง

    เรื่องราวการให้ผลของกรรมของหลวงพ่อจรัญนั้นมีมากมายหลายเรื่อง  สำหรับคนที่ชอบโกหกสบถสาบาน  หลวงพ่อเล่าว่า ในวัยเด็กท่านมักจะขโมยเงินของยายบ่อย ๆ  เมื่อถูกจับได้ก็ไม่ยอมรับ  พร้อมทั้งสาบานว่า “ถ้าขโมยจริงขอให้ฟ้าผ่า (แต่ไม่ตาย)”ผลกรรมในครั้งนั้นส่งผลให้วันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อกำลังเทศน์โปรดญาติโยมอยู่ที่กุฏิหลังปัจจุบัน  ตอนบ่ายสี่โมงเย็นได้เกิดฟ้าผ่าลงมาที่ตัวของหลวงพ่อจนจีวรไหม้  แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ร่างกายของหลวงพ่อไม่ได้รับอันตรายใด ๆ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ให้หลวงพ่อย้อนคิดถึงคำสาบานที่ให้ไว้กับยาย  และมักยกตัวอย่างเรื่องนี้มาสอนญาติโยมให้ปฏิบัติตัวอยู่ในศีลในธรรมเสมอ

    ในเรื่องกฎแห่งกรรมนี้  หลวงพ่อจรัญได้ชี้แนะแนวทางสำหรับคนที่อยากหมดเวรหมดกรรมไว้ว่า
    “อย่าไปสร้างเวรสร้างกรรมต่อไป  แค่นี้ก็พอแล้ว  ค่อยทยอยใช้  ไม่นานก็หมดไปเอง  กรรมเราเป็นคนทำ  เราก็ต้องเป็นคนแก้จะไปให้คนอื่นแก้ไม่ได้  การเจริญกรรมฐานทำให้รู้กฎแห่งกรรมว่าเคยทำอะไรไว้  จะได้แก้กรรม (ชดใช้กรรม) ของตัวเอง  แล้วแผ่ส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร  ที่ร้ายจะกลายเป็นดี  ลูกหลานจะมั่งมีศรีสุข  ประกอบอาชีพการงานมีเงินไหลนอง  ทองไหลมา”
    :- http://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/4379.html
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    คุณอนันต์ของพาหุงมหากาฯ

    ครั้งหนึ่งหลวงพ่อจรัญฝันว่าได้พบกับ สมเด็จพระพนรัตน์  วัดป่าแก้วแห่งกรุงศรีอยุธยา  โดยในฝันท่านแนะให้หลวงพ่อจรัญเดินทางไปยังวัดใหญ่ชัยมงคล  เมื่อตื่นขึ้นหลวงพ่อจรัญจึงไปยังวัดนี้  และได้พบบทสวดมนต์ที่สมเด็จพระพนรัตน์ถวายให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสวดเป็นประจำคือ“พาหุงมหาการุณิโก”  ซึ่งเป็นบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ  พระธรรมคุณและพระสังฆคุณ  ตั้งแต่นั้นหลวงพ่อจรัญก็สอนการสวดพาหุงมหากาฯให้แก่ญาติโยมเรื่อยมา

    “พาหุงมหากาฯเป็นบทสวดมนต์ที่มีค่าที่สุด  มีผลดีที่สุด เพราะเป็นชัยชนะอย่างสูงสุดของพระบรมศาสดาจากพญามาร  และด้วยอำนาจแห่งบารมีธรรมโดยแท้  ผู้ใดได้สวดเป็นประจำทุกวันจะมีชัยชนะ  มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน  มีสติระลึกได้  จะตายก็ไปสู่สุคติภูมิ  ต้องสวดพาหุงมหากาฯก่อนแล้วจึงมาถึงชินบัญชร  ให้จดจำกันเอาไว้  นั่นแหละมงคลในชีวิต”
    เสียงสวด พาหุงมหากา อิติปิโส108 - หลวงพ่อจรัญ



    0:10 มหานมัสการ
    0:39 พระพุทธคุณ
    1:05 พระธรรมคุณ
    1:24 พระสังฆคุณ
    2:20 พุทธชัยมงคลคาถา
    5:48 ขัยปริตร
    7:10 ภะวะตุสัพ
    7:59 อิติปิโส 108
    DrSeripiput Srimuang
    Published on Jan 12, 2013
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 ธันวาคม 2018
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    BadKarma.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • BadKarma.jpg
      BadKarma.jpg
      ขนาดไฟล์:
      119.4 KB
      เปิดดู:
      101
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    “…12 ข้อคิดเกี่ยวกับกรรมดีกรรมชั่วและการให้ผลของกรรม…”

    1. ผลจากกรรมดีมีจริง ผลจากกรรมชั่วก็มีจริง จงเชื่อว่า ทุกสิ่งที่คุณทำไม่มีวันสูญและจะตามสนองคุณไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ภพใดก็ภพหนึ่ง ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง
    2. เพียงแค่คิดดี นั่นก็เป็นกุศลแล้ว เพียงแค่คิดชั่ว นั่นก็เป็นอกุศลแล้ว จงหมั่นดูแลความคิดของตนอยู่เสมอ เพราะจุดเริ่มต้นของการ กระทำมาจากความคิด ทันทีที่คิด กรรมเกิดขึ้นแล้ว ทันทีที่พูดและกระทำไปตามความคิด กรรมย่อมส่งผลโดยสมบูรณ์
    3. โกงเขามาหนึ่งบาท ต้องชดใช้หนึ่งล้านบาท ให้เขาไปหนึ่งบาท ได้กลับคืนหนึ่งล้านบาท ไม่ว่ากรรมดีกรรมชั่ว ย่อมส่งผลรุนแรงเป็นร้อยเท่าพันทวี เชื่อเถอะว่า ไม่มีผลประโยชน์ใดที่คุ้มค่าพอจะให้เราลงมือทำความชั่วเลย
    4. เมื่อทำดี จงอย่าหวังสิ่งตอบแทน แม้แต่อานิสงส์จากผลบุญ อย่าทำดีเพื่อหวังรวย อย่าทำดีเพื่อหวังลาภ ยศ สรรเสริญ ขอให้คิดว่า เรากำลังทำดีเพื่อละความตระหนี่ ละความโลภ ความโกรธ ความหลงและอัตตาตัวตน
    5. กรรมดีและกรรมชั่วนำมาหักลบกลบหนี้กันไม่ได้ กรรมดีส่วนกรรมดี กรรมชั่วส่วนกรรมชั่ว แต่ถ้าเราทำความดีบ่อยๆ ผลจากกรรมดีย่อมหนุนนำ จากร้ายกลายเป็นดีได้ จากชีวิตที่ไม่ดี ก็ค่อยๆ กลับมาเจริญรุ่งเรืองได้ เปรียบเหมือนน้ำผสมเกลือ ความเค็มคือกรรมชั่ว ส่วนน้ำคือกรรมดี แม้เดิมทีน้ำจะมีรสเค็มจากเกลือ แต่ถ้าเราหมั่นเติมน้ำบ่อยๆ เกลืออาจไม่ได้หายไปไหน แต่สุดท้ายความเค็มจะค่อยๆ เจือจางไปได้ด้วยน้ำเปล่าที่เปรียบได้กับการทำดี
    6. การกระทำบางอย่าง เป็นการสร้างทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ย่อมส่งผลทั้งร้ายดี เช่นเมื่อจับปลามาฆ่า เพื่อทำกับข้าวให้แม่กิน ผลกรรมจากการฆ่าปลาย่อมเกิดขึ้น ผลกรรมจากการให้ข้าวให้น้ำแม่ย่อมเกิดขึ้นเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ จงกระทำแต่กรรมที่มีเพียงผลบุญ อย่าทำกรรมที่ส่งทั้งผลบุญและบาปในคราเดียว
    7. ชีวิตเป็นเช่นไร เกิดจากผลกรรมทั้งสามวาระ หนึ่งกรรมอดีตชาติเปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ สองกรรมหรือการกระทำที่ผ่านมาในชาตินี้ เปรียบเหมือนการดูแลรดน้ำพรวนดิน สามกรรมในขณะจิตนั้นๆ เปรียบเหมือนการเก็บพืชผลของต้นไม้ ถ้าได้เมล็ดมาไม่ดี แต่การดูแลดี และใส่ใจในการเก็บเกี่ยว ก็ย่อมได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ แต่ถ้าได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมาแล้ว กลับไม่ใส่ใจดูแล ซ้ำยังเก็บผลผลิตแบบทิ้งๆ ขว้างๆ แม้เริ่มต้นดี แต่ท้ายที่สุดอาจไม่ได้อะไรเลย ชีวิตคนๆ หนึ่ง จะร้ายจะดี ไม่ได้เป็นผลของกรรมวาระใดวาระหนึ่ง แต่เกิดจากผลกรรม และเหตุปัจจัยหลายๆ วาระมารวมกัน
    8. กรรมอดีตแก้ไม่ได้ แต่เราสามารถใช้เวลาในปัจจุบันในการสร้างกรรมดีใหม่ๆ ได้ ใครที่ชีวิตไม่ดีอย่าเพิ่งท้อ หมั่นสร้างกรรมดีต่อไป ไม่ช้ากรรมดีจะให้ผลแน่นอน
    9. บางคนทำชั่วแต่ดูว่าได้ดี เพราะกรรมดีที่เคยทำไว้ในอดีตยังหนุนนำ หมดอานิสงส์จากกรมดีเมื่อไหร่ กรรมชั่วที่ทำไว้ย่อมให้ผลเป็นวิบากอันตราย บางคนทำดีแทบตายแต่ดูว่าไม่ดี นั่นก็เป็นเพราะเขาเคยสร้างกรรมชั่วมาก่อน หมั่นสร้างกรรมดีต่อไป ไม่นานชีวิตย่อมดีขึ้นเป็นลำดับ
    10. ยามชีวิตกำลังขึ้น อย่าลำพอง เพราะเรายังมีผลจากกรรมชั่วไล่ล่าอยู่ ขอให้สร้างความดี ขอให้ใช้บุญต่อบุญไปเรื่อยๆ ยามชีวิตกำลังย่ำแย่อย่าได้ท้อแท้ เพราะคนเราย่อมมีกรรมทุกชนิดรอให้ผลอยู่ ยึดมั่นในความดีแล้วทำต่อไป วันหนึ่งกรรมดีที่เคยสร้างไว้ ย่อมให้ผลเป็นสิ่งดีๆ ตอบแทน
    11. จงทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพราะเราไม่รู้หรอกว่า ผลกรรมที่กำลังจะมาถึงตัวเราเร็วๆ นี้ เป็นผลกรรมชนิดไหน ถ้าเรารับผิดชอบหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ประกอบกับกรรมดีหนุนนำ ชีวิตย่อมพุ่งทะยานแบบก้าวกระโดด แต่ถ้าเรารับผิดชอบหน้าที่ดีแล้ว แต่มีกรรมชั่วมาเบียดบัง อย่างน้อยที่สุด ชีวิตก็ยังไม่ย่ำแย่จนเกินไปเพราะความไม่งอมืองอเท้าของเราเอง
    12. สัตว์โลกทุกตัวตนอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกรรม ต่างตนต่างมีกรรมและวาระที่ต้องชดใช้กรรมเป็นของตนเอง กรรมเป็นสิ่งมองไม่เห็นและบางครั้งหลายอย่างในชีวิตอาจดูไม่ยุติธรรม แต่เชื่อเถอะว่า ระบบกรรมเป็นระบบที่ยุติธรรมยิ่งกว่าระบบใดๆ ในจักรวาล ชีวิตของเราที่เห็น เป็นชีวิตที่ยุติธรรมและเหมาะสมกับเราที่สุดแล้ว ทุกคนจะได้ในสิ่งที่ควรได้ จะพบในสิ่งที่ควรพบ ไม่ว่าชีวิตของเรากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ จะความทุกข์หรือความสุข จะความเสื่อมโทรมหรือความเจริญรุ่งเรือง จงเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่างเบิกบาน บางครั้งกรรมอาจส่งผลกับชีวิต ให้ต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติ ผู้คน หรือแม้แต่เกิดทุกข์ภัยกับร่างกาย แต่กรรมไม่อาจส่งผลต่อใจที่อยู่เหนือสถานการณ์ได้ หนทางพ้นไปจากกรรมมีอยู่หนทางเดียว นั่นคือฝึกใจของเราให้อยู่เหนือสถานการณ์ใดๆ ร้ายไม่หวั่นไหว ดีไม่ลำพอง ยกใจขึ้นเป็นผู้เห็นมิใช่ผู้เล่น เพ่งเข้าไปในความจริงว่า กายใจนี้ไม่ใช่เรา และไม่ใช่สิ่งที่เราควรสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราของเรา เมื่อประจักษ์ความจริงข้อนี้แก่ตนเมื่อไหร่ จิตย่อมสลัดทิ้งอัตตาตัวตน แม้กรรมมีอยู่ แต่ผู้รับกรรมย่อมไม่มีอีกต่อไป…

    ขอบคุณข้อมูลจาก FB : พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    กรรม ๑๒ ประการ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
    ในหนังสือวิสุทธิมรรค แต่งโดยพระพุทธโฆสาจารย์พระเถระ ชาวอินเดีย ได้แบ่งกรรมไว้ ๑๒ ประเภท โดยท่านแบ่งเป็น ๓ หมวด ตามประเภทการให้ผลของกรรม คือ กรรมให้ผลตามกาล กรรมให้ผลตามหน้าที่ และกรรมให้ผลตามความหนักเบา

    หมวดกรรมให้ผลตามกาล
    ๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้
    ๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติหน้า
    ๓. อปราปริยเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อๆ ไป
    ๔. อโหสิกรรม กรรมที่เลิกให้ผล คือ ให้ผลเสร็จไปแล้ว หรือหมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไป

    หมวดกรรมให้ผลตามหน้าที่
    ๕. ชนกกรรม กรรมที่แต่งมาดีหรือชั่ว
    ๖. อุปัตถัมภกกรรม กรรมที่สนับสนุน คือ ถ้าชนกกรรมเดิมแต่งดี ส่งให้ดียิ่งขึ้น แต่งให้ชั่ว ก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้น
    ๗. อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้นหรือขัดขวางกรรมเดิม เช่น เดิมแต่งมาดี เบียนให้ชั่ว เดิมแต่งมาชั่ว เบียนให้ดี
    ๘. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน คือ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น กรรมเดิมแต่งไว้ดีเลิศ กลับทีเดียวเป็นขอทาน หรือแต่งไว้เลวมาก กลับทีเดียวเป็นมหาเศรษฐีไปเลย

    หมวดกรรมให้ผลตามความหนักเบา
    ๙. ครุกรรม กรรมหนักฝ่ายดี เช่น ทำสมาธิจนได้ฌาน ฝ่ายชั่ว เช่น ทำอนันตริยกรรม มีฆ่ามารดาบิดา เป็นต้น เป็นกรรมที่ให้ผลโดยไม่มีกรรมอื่นมาขวางกั้นได้
    ๑๐. พหุลกรรม กรรมที่ทำจนชิน เกิดจากการทำบ่อยๆ ทำสั่งสมไปนานเข้าก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ทำครุกรรมมา กรรมนี้ก็จะส่งผลทันที
    ๑๑. อาสันนกรรม กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย หรือที่เอาจิตใจจดจ่อนึกถึงในเวลาใกล้ตาย ส่งผลให้ไปสู่ที่ดีหรือชั่วได้ เหมือนโคแก่ที่อยู่ปากคอก แม้แรงน้อยเมื่อเปิดคอกก็ออกได้ก่อน
    ๑๒. กตัตตากรรม กรรมสักแต่ว่าทำ คือ เจตนาไม่สมบูรณ์ อาจจะทำด้วยความประมาทรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็ส่งผลดีร้ายให้ได้ ในเมื่อไม่มีกรรมอื่นจะให้ผลแล้ว

    ดังกล่าวข้างต้นว่า กรรม คือสิ่งที่ทำโดยมีเจตนา ซึ่งถ้าจะดูว่าผลกรรมสัมพันธ์กับชีวิตอย่างไร ไม่ต้องดูไกล แต่คุณสมบัติของมนุษย์คือศีล ๕ ถ้าผิดศีลข้อใด มันจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของกรรมนั้น นี่เรียกว่า หลักกรรมกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ทำ เช่น

    ปาณาติบาต ถ้าติดตัวมา ๖๐% ไม่รู้จักแก้ รับรองเป็นอัมพาตเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา สามวันดีสี่วันไข้ โดนฆ่า โดนทำร้าย โดนทรมาน ถ้าไม่สร้างความดีไว้ต้องสร้างบุญ คือกรรมฐานแก้จึงจะบรรเทา

    อทินนาทาน ถ้าติดตัวมา ๖๐% ไปเบียดเบียนทรัพย์เขาครั้งอดีตที่ผ่านมา หรือในปัจจุบันก็ตาม รับรองต้องถูกโกง ถูกปล้นจี้ ถูกแย่งชิง วิ่งราว ของหาย ถูกไฟไหม้บ้าน ออกมาในรูปแบบนี้แน่

    กาเมสุมิจฉาจาร ถ้าติดตัวมา ๖๐% ชู้สาวนานาประการในอดีตชาติ มาชาตินี้ครอบครัวหาความสุขไม่ได้ เป็นผู้หญิง มีสามีเป็นของเขาหมด ถ้าเป็นผู้ชาย มีภรรยามีชู้หมด ต้องระวังไว้อย่าได้ทำ

    มุสาวาท ถ้าติดตัวมา ๖๐% หลอกลวงหวังเอาลาภเขา พูดส่อเสียดคำหยาบ เพ้อเจ้อ รับรองโดนหลอก โดนโกง นี่กรรมพูดไม่มีความจริงออกมาแบบนี้ตลอด

    สุราเมรัย ถ้าติดตัวมา ๖๐% รับรองปัญญาอ่อน ถ้าดื่มสุราต่อไปอีกจะกลายเป็นคนวิกลจริต เป็นโรคประสาท คนบ้านั้น เป็นกรรมมาจากเอาสุราไปดื่มในงานบำเพ็ญกุศล ในวัดวาอาราม เป็นต้น

    แต่ถ้าเราไม่ทำผิดศีล ชีวิตเรามันก็เปลี่ยนไปทางดีในเรื่องนั้นๆ

    พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
    เครดิต : นาฬิกาชีวิต ถูกลิขิตด้วยกฎแห่งกรรม
     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    kam01_300.jpg
    กุศโลบายการเผชิญกรรม (ดร.ไชย ณ พล)
    ดร.ไชย ณ พล (ศิยะ ณัญฐสวามี)

    โดยปกติแล้ว
    อำนาจกรรมเก่าจะส่งผลมากระทำต่อชีวิตเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
    อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากกรรมใหม่ซึ่งมีพลังมากกว่า
    ด้วยเหตุที่กรรมใหม่มีกำลังมากกว่านี้เอง
    ความเพียรจึงให้ผลได้
    ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
    บุคคลย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร
    หรือสุภาษิตที่เราทราบกันดีว่า
    ความเพียรนำมาซึ่งความสำเร็จ
    ดังนั้น คนจนจึงอาจร่ำรวยได้หากขยัน
    คนโง่ก็อาจฉลาดขึ้นได้หากหมั่นศึกษา
    คนเลวก็อาจสำเร็จอรหันต์ได้
    หากบำเพ็ญเพียรอย่างเอาจริงเอาจัง

    จึงสรุปได้ว่า อำนาจที่มีผลต่อชีวิตมาก คือกรรมปัจจุบันนั่นเอง
    เราจึงสามารถหนีพ้นกรรมเก่า หรือบรรเทาให้เบาบางลง
    หรือเบี่ยงเบนวิบากต่างๆ ออกไปให้พ้นตัวได้
    หากอำนาจกรรมใหม่ของเราดีพอ
    และมีปริมาณมากพอด้วยกุศโลบายดังนี้

    การเผชิญเวรกรรมที่พัวพันชีวิตต่างๆ นั้น
    มีกุศโลบายอันแยบคาย
    เพื่อให้ได้ประโยชน์จากวิบากกรรมแต่ละบ่วง ดังนี้

    ๑. การทรงสติแล้วใช้ปัญญา
    เมื่อถึงวาระรับกรรม
    หากเป็นผลกรรมดีอย่าลิงโลดตายใจ
    จะก่อให้เกิดความประมาท ควรทรงสติมั่นไว้
    แล้วใช้ปัญญาบริหารผลกรรมดีนั้น
    เพื่อสรรค์สร้างกรรมดีใหม่สืบเนื่องไปให้ยิ่งกว่าเดิม
    จึงจะชื่อว่าใช้กรรมดีอย่างกำไร

    หากเป็นผลกรรมเลวก็อย่าท้อแท้ตีโพยตีพาย
    ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกที่เหมาะสมเสมอ
    หากเราสุขุม รอบคอบ ย่อมหาทางออกนั้นเจอ
    แต่หากโวยวายเสียก่อน
    นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ แล้ว
    ยังสร้างปัญหาใหม่ทับถมยิ่งขึ้น
    เกิดอารมณ์ร้ายจิตใจเสื่อมทราม และเหนื่อยยากเปล่าๆ
    เมื่อจำต้องเผชิญผลกรรมเลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    ก็จงยอมรับความจริงว่าเราสร้างเหตุที่ไม่ดีไว้ ผลจึงออกมาไม่ดีดังนี้

    ดังนั้น พึงเปลี่ยนกรรมเลวให้เป็นกรรมดีเสีย

    เพื่อผลที่ดีในอนาคต โดยสรรสนองตอบด้วยดีทุกครั้งที่เราเผชิญวิบากนั้น

    ในขณะที่เหตุการณ์ที่ประสบคือผลกรรมเก่า
    ส่วนการสรรสนองตอบคือกรรมใหม่
    ไม่ว่าผลกรรมเก่าจะเป็นอย่างไร
    เรามีสิทธิ์สรรค์สร้างกรรมใหม่ให้ดีได้ตามกำลังสติปัญญา
    ตัวอย่างเช่น
    หากเราเคยตบหน้าเพื่อนที่ไม่มีความผิดไว้ในอดีต
    มาปัจจุบันทำให้เราโดนตบหน้าทั้งๆ ที่ไม่มีความผิดบ้าง

    เมื่อเผชิญสถานการณ์นี้ เราอาจเลือกสนองตอบได้สามประการคือ
    ก. ตบตอบ
    หากเราตบตอบก็เป็นการชำระหนี้กรรมเก่า
    แล้วสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ดีขึ้นมาเป็นบ่วงใหม่อีก
    ในอนาคตต้องเจอกันอีก และต้องตบกันอีก
    ข. เฉย
    หากเราเฉย ไม่มีอารมณ์หรือปฏิกิริยาใดๆ
    เกิดขึ้นก็เป็นการชำระหนี้เก่า
    แล้วก็ไม่ได้สร้างกรรมใหม่ใดๆ ต่อกัน
    จึงหมดสิ้นกันไปอาจจะไม่ต้องเจอกันอีก
    หรือหากเจอกันอีกก็ไม่ต้องตบตีกัน
    ค. ให้อภัยแล้วแผ่เมตตาด้วยไมตรี

    หากเราทำเช่นนี้ตอบบนพื้นฐานของความเข้าใจอย่างแท้จริง
    ก็เป็นการชำระหนี้กรรมเก่าหมดสิ้น แล้วสร้างกรรมใหม่ที่ดีแทน
    ในกรณีนี้เจอกันอีกย่อมเป็นมิตรกันและอาทรต่อกัน
    นี่เป็นวิธีเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร
    และเปลี่ยนจากบ่วงกรรมเลงเป็นบ่วงกรรมดี

    นี่คือ วีธีการใช้สติปัญญาในการเผชิญกรรม

    ๒. การหลบในฌาณสมาบัติ

    เมื่อเราเข้า รูปฌาณสี่ อรูปฌาณสี่ และนิโรธสมาบัติ
    ร่างกายจะหยุดทำงานชั่วคราว
    ซึ่งเป็นการระงับกลไกการเสวยวิบากกรรมไปชั่วขณะ
    และธรรมดาผลกรรมทั้งหลายจะเข้ามาเป็นวาระ
    เมื่อหมดเวลาแล้วก็จำต้องผ่านไป

    หากเราอยู่ในฌาณสมาบัติลึกๆ ดังกล่าว
    ในขณะที่วิบากกรรมเข้ามา เราก็ไม่ต้องไปเสวยผลกรรมนั้น
    ทั้งขณะเดียวกันการทรงฌาณสมาบัติ
    ก็เป็นการสร้างกรรมใหม่อันเป็นมหากุศลให้บังเกิดขึ้นอีกด้วย

    ๓. การแทรกแซงกรรม

    กรรมแต่ละชนิด ให้ผลไม่พร้อมเพียงกัน
    ซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของความตั้งใจ
    และความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกระทำดังนี้

    ก. ครุกรรม

    ซึ่งหมายถึงกรรมหนัก เช่น การเจริญฌาณสมาบัติ
    การกระทำต่อพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พ่อ แม่ และสังคม
    จะให้ผลทันทีที่ได้กระทำและให้ผลสืบเนื่องตลอดไปจนกว่าจะเข้านิพพาน

    ข. อาจิณณกรรม
    ซึ่งคือการกระทำที่ทำจนเป็นนิสัย จะให้ผลเร็วรองลงมา
    และสืบเนื่องนานเท่าที่กรรมนั้นยังคงเป็นนิสัยอยู่
    ค. ลหุกรรม
    ซึ่งคือกรรมเบา เช่น การรังเกียจสัตว์อื่น
    จะให้ผลช้าและมีวาระรับผลสั้น
    ง. กัตตากรรม
    ซึ่งคือ กรรมที่กระทำโดยไม่ได้ตั้งใจ
    ได้แก่ อุบัติเหตุทั้งหลายเป็นต้น
    จะให้ผลเมื่อกรรมประเภทอื่นๆ อ่อนตัวลงแล้ว
    และเมื่อมีความประมาทเป็นปัจจัย

    เมื่อเราทราบว่ากรรมแต่ละประเภท ให้ผลต่างกันดังนี้
    เราก็สามารถจัดสรรชุดกรรมของเราให้สมควรได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 สิงหาคม 2018
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,299
    กระทู้เรื่องเด่น:
    163
    ค่าพลัง:
    +26,954
    (ต่อ)
    ตัวอย่างเช่น
    หากผลกรรมที่เรากำลังจะเผชิญในอนาคตอันใกล้นี้
    คือผลกรรมเลวจากอาจินณกรรมและลหุกรรมหลายชุด
    เราก็สามารถแทรกแซงกลไกกรรมได้
    ด้วยการสร้างครุกรรมที่เป็นกุศลขึ้นมาทันที
    ครุกรรมซึ่งมีความเข้มข้นกว่าย่อมให้ผลก่อน
    อาจินณกรรมและลหุกรรมก็ต้องถอยห่างออกไป
    หากกรรมที่เราต้องรับผล เป็นกรรมเลว
    ประเภทครุกรรมเหมือนกัน
    เราก็สามารถบรรเทาความเลวร้ายที่จะประสบได้
    โดยการสร้างครุกรรมที่เป็นกุศลขึ้นมา

    เมื่อกรรมที่มีน้ำหนักเท่ากันมาในวาระเดียวกันดังนี้
    จะไม่อาจทำให้วาระของอีกกรรมหนึ่งถอยร่นไป
    แต่จะรับกรรมพร้อมกันคือ ทั้งผลกรรมเลว และผลกรรมดี
    ซึ่งก็ยังดีกว่าที่จะรับแต่ผลกรรมเลวอย่างเดียว
    เพราะถ้าไม่มีกรรมดีมาแล้วจะหาทางออกจะปัญหาไม่เจอ
    อนึ่ง การแทรกแซงกรรมนี้
    กรรมทั้งหลายที่เราเคยทำไว้ก็ยังอยู่
    เพียงแต่เราจัดลำดับใหม่ตามน้ำหนัก
    และอำนาจในการสนองผลของกรรมเท่านั้น
    ๔. การคลายขันธ์
    ใน การฝึกสมาธิแบบผ่อนคลายจนทำให้ร่างกายและจิตใจสงบระงับ
    จะมีการปรับองค์ประกอบภายในขันธ์ใหม่
    สิ่งผิดปกติต่างๆ ในขันธ์ทั้งหลายจะถูกขับออกไปจากกายและใจด้วย

    เป็นหลักธรรมดาของทุกสิ่งในจักรวาลนี้ที่ถ้าลดอุณหภูมิให้สงบเย็นลง
    องค์ประกอบภายในจะจัดเรียงตัวกันใหม่ให้เป็นระเบียบมากขึ้น


    ยิ่งเย็นลงเท่าใด องค์ประกอบภายในก็จะมีความเป็นระเบียบเท่านั้น
    ยิ่งองค์ประกอบภายในประสานกลมกลืนกันด้วยระเบียบอันดีเพียงใด
    ก็จะขจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปได้มากเพียงนั้น
    ยิ่งขจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปได้มากเพียงใดก็บริสุทธิ์มากเพียงนั้น
    ยิ่งบริสุทธิ์มากเพียงใดก็จะมีอนุภาพเพิ่มพูนมากเพียงนั้นดังเหล็ก

    เมื่อเป็นเหล็กธรรมดาโมเลกุลของมันจะไม่เป็นระเบียบ
    ยุ่งเหยิง สับสน จะเป็นเหล็กที่ด้อยอานุภาพ
    แต่เมื่อลดอุณหภูมิให้เย็นลง
    โมเลกุลของเหล็กนั้นจะเรียงตัวกันใหม่ให้เป็นระเบียบ
    ในขณะที่โมเลกุลจัดเรียงตัวกันใหม่นั้น
    โมเลกุลประเภทเดียวกันก็จะเกาะตัวเข้าหากัน
    โมเลกุลที่แปลกปลอมต่างพวกก็จะถูกเบียดออกจากกลุ่ม
    เมื่อโมเลกุลของเหล็กทั้งหมดเรียงตัวกันเป็นระเบียบจนเป็นเนื้อเดียวกันดีแล้ว
    ก็จะมีอำนาจดึงดูดเกิดขึ้นกลายเป็นแม่เหล็ก
    หรือที่เห็นกัน ชัดอยู่เป็นประจำก็คือน้ำ
    หากเรานำไปต้มให้ร้อน ก็จะเดือดพลุ่งพล่าน
    หากลดอุณหภูมิให้เย็นลงมันก็สงบนิ่ง
    แต่ถ้าทำให้เยือกเย็นยิ่งยวดแล้ว
    ก็จะแข็งแกร่งกลายเป็นน้ำแข็งขึ้นมา
     

แชร์หน้านี้

Loading...