ผีพรายทำลายชีวิตผม

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย วงกรตน้ำ, 22 ธันวาคม 2016.

  1. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    สวัสดีครับ ผมเพิ่งจะตั้งกระทู้เป็นครั้งแรก หลังจากที่เห็นหลายๆคนแชร์ประสบการณ์ลึกลับกันหลายกระทู้
    เลยอยากแชร์ประสบการณ์ของผมบ้าง กว่าจะผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ได้ผมต้องเจออะไรมาเยอะพอสมควร
    เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ผมอาจใช้ชื่อสมมุติ เพราะกลัวจะไปพาดพิงถึงใครเข้า ขอให้ทุกคนที่อ่านใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ

    เรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดนึงในภาคใต้ ตอนนั้นผมอายุ 21 ปี ผมหนีออกจากบ้าน กับความรู้แค่ ม.3 ไปทำงานเองด้วยเหตุผลส่วนตัว
    เมื่อก่อนบ้านผมอยู่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญ ผมเลยหนีเข้ามาทำงานรับจ้างอยู่ในอำเภอเมือง
    ทำทุกอย่างที่ได้เงินพอประทังชีวิตไปเรื่อยๆ ผมเก็บขวดไปขาย บวกกับทำงานเป็นเด็กปั้มแห่งหนึ่ง ทำอยู่ประมาณเกือบ 3 ปี
    ก็เก็บเงินได้ก้อนนึง แล้วก็คิดว่าอยากจะมีที่อยู่เป็นของตัวเองบ้าง
    (ผมอาศัยอยู่ที่พักคนงานของเถ้าแก่ปั้ม เขาให้ผมอยู่ฟรี) ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงด้วยความที่ความรู้น้อย
    ผมเลยไปปรึกษาเถ้าแก่ ผมก็บอกเขาไปว่าผมเก็บเงินได้ 2 หมื่นแล้ว เถ้าแก่ค่อนข้างมีฐานะ เขาเอ็นดูเพราะผมซื่อๆ ขยันทำงาน
    เถ้าแก่เขาเลยบอกว่า “กูมีแพเหล็กเก่าๆอยู่ลำนึง จะเอาไหม? ถ้าเอาไปแล้วก็เอาไปทำมาหากินได้เลย
    มาเอาน้ำมันจากกูไปขายแล้วค่อยหักเอาก็ได้" (คือแพเหล็ก หลายคนอาจจะนึกภาพไม่ออก
    มันเป็นเหมือนแท้งเก็บน้ำมันเคลื่อนที่ลักษณะเหมือนแพ ลอยอยู่ในน้ำ) เถ้าแก่ให้แพผมมาฟรีๆ ตอนนั้นดีใจมาก
    แพไม่ใหญ่มากขนาดประมาณ 40 ตารางเมตร ผมใช้เป็นทั้งบ้านเป็นทั้งที่ทำงาน เพราะด้านหน้าแพมีหัวจ่ายน้ำมันอยู่หัวนึง
    ไว้ใช้ขายน้ำมันให้กับเรือหางยาวกับเรือประมงในแม่น้ำ กลายเป็นว่าผมจะอาศัยอยู่ริมน้ำตลอดเวลา
    ก็เงินดีพอสมควร จนผมก็พอจะเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวได้ แล้วก็ไปเจอกับเมียผม เขาทำงานเป็นเด็กเสริฟอยู่ร้านอาหารแห่งนึง
    คบกันได้สักพักเลยชวนกันมาอยู่กินด้วยกันจนมีลูกชายคนนึง ตอนนั้นก็เลี้ยงลูกแล้วก็ทำงานทุกอย่างอยู่บนแพนั้นแหละ
    แต่ผมยอมรับว่าผมเริ่มมีนิสัยเจ้าชู้ คือจะออกไปเที่ยวคาเฟ่เกือบทุกคืน บ่อยครั้งที่ลูกกับเมียต้องอยู่กันตามลำพัง
    จนมีอยู่วันนึง ผมก็ออกไปเที่ยวตามประสาของผม

    ตอนนั้นลูกชายอายุ 5 ขวบได้ เด็กมันก็เอาสวิงมาช้อนปลาเล่นตามปกติของมัน แต่พลาดตกน้ำซึ่งเป็นช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม
    จะมีแค่ไฟจากหน้าแพแค่ดวงเดียว เมียผมได้ยินเสียงก็รีบโดดลงไปช่วย เมียผมเล่าว่าตอนลงไปช่วยมันเห็นเหมือนเส้นผมดำๆ
    ดึงขามันไว้ (ซึ่งมันก็อาจจะเป็นสาหร่ายอะไรสักอย่างก็ได้ เวลากลางคืนมันจะมืดจนแถบมองไม่เห็นอะไร)
    พยายามดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่หลุด ต้องขึ้นมาหายใจแล้วดำลงไปดึงใหม่ จนพาขึ้นมาได้ แล้วเมียผมก็อุ้มพาดบ่าให้น้ำออก
    ผมกลับมาบ้านแบบเมาๆ มาเจอเมียร้องไห้ที่ผมไม่อยู่บ้านเพราะเกือบจะเสียลูกไปแล้ว ตอนนั้นรู้สึกผิดมากๆ ทั้งกลัวทั้งโล่งใจ
    ที่อย่างน้อยลูกยังไม่เป็นอะไรไป ผมเลยคิดว่าสภาพแวดล้อมแบบนี้คงไม่เหมาะจะเลี้ยงลูก แต่ก็ยังไม่รวยถึงขึ้นจะไปหาซื้อที่บนบกอยู่ได้
    เลยพยายามสอนลูกว่ายน้ำแทน จนมันก็พอว่ายน้ำได้ เวลาผ่านไปไม่นาน ผมก็กลับไปเที่ยวเสเพลไปวันๆ เหมือนเดิมอีก
    จนกระทั่งวันนึงผมกลับบ้านประมาณเที่ยงคืน ผมไม่ได้เมามาก เป็นคนที่ไม่เคยเมาขาดสติจนต้องให้ใครพากลับบ้าน
    วันนั้นขณะกำลังจะเดินไปที่แพ (ปกติผมมัดแพกับเสาไว้ริมท่า) ผมก็เห็นผ้าสีขาวคล้ายชุดผู้หญิงลอยอยู่กลางแม่น้ำ
    ห่างจากแพผมอยู่ไม่ไกล พยายามเพ่งมองให้แน่ว่ามันคืออะไรเพราะมันค่อนข้างมืด แต่สีขาวทำให้มันยิ่งดูชัดเจนในความมืด
    ผมสาบานว่าผมเห็นมันเคลี่อนที่ช้าๆ ไปที่แพ ตอนนั้นมีแต่ความสงสัยเท่านั้น ไม่ได้มีความกลัวใดๆ เลยเดินไปเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงแพ
    ตาของผมจ้องมองผ้าสีขาวนั้นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งผมเข้าใกล้แพเท่าไหร่ ดูเหมือนมันจะเคลื่อนที่เข้าไปใกล้แพมากขึ้นเท่านั้น
    แล้วอยู่ดีๆ ผ้าขาวๆนั้นก็ลอยเข้ามาใส่หน้าผมอย่างเร็ว แว็ปสุดท้ายก่อนที่ผมจะหลับตาเพราะตกใจ
    สาบานว่าเห็นเป็นผู้หญิงผมดำยาวมากๆใส่ชุดสีขาว แล้วก็หายไป ผมยังจำได้แม่นไม่เคยลืมมาจนถึงทุกวันนี้
    แต่ก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ลูกเมียฟังเพราะไม่อยากให้คิดมากกันเปล่าๆ แต่หลังจากนั้นอีกไม่นานก็มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นอีก...

    ที่มา:http://m.pantip.com/topic/33745979?
     
  2. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    ต่อนะครับ....

    ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้น ผมรู้สึกได้ว่าเมียผมเปลี่ยนไป เธอชอบมีพฤติกรรมแปลกๆ อย่างเช่นชอบนั่งแต่งหน้าทาปาก
    รักสวยรักงามผิดปกติ ตั้งแต่อยู่กินกันมาเมียผมไม่เคยอะไรเรื่องพวกนี้เลย บางคืนก็ชอบลุกขึ้นมานั่งทำนู้นทำนี้จุกจิก นั่งหวีผม
    แล้วก็ดูเหมอลอยๆ ถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ ลูกก็ไม่ค่อยสนใจ คือผมก็พยายามคิดไปว่าเธออาจจะเครียดที่ผมออกไปเที่ยวบ่อยๆ
    ไม่ค่อยได้มาช่วยเลี้ยงลูก จนมีอยู่ครั้งนึงผมกำลังทำงานอยู่เหนื่อยๆ ลูกผมมันก็ร้องงอแงหิวข้าว ผมเลยตะโกนบอกเมียไปว่า
    "เห็นไหมมันหิวข้าวเนี้ย พามันไปกินก่อนสิ" เมียผมหันมามองแบบตาขว้างมากๆ แต่ไม่พูดอะไรสักคำ
    แล้วก็ไม่ยอมพาลูกไปกินข้าวด้วย ผมเลยโมโหเลยตอนนั้น เลยด่าไปเต็มๆ อยู่ดีๆเมียผมลุกขึ้นวิ่งไปตบลูกชายอย่างแรง
    ตบแบบหน้าหันเลยครับ ผมตกใจจนอึ้งไปเลย เมียผมไม่เคยทำแบบนี้กับลูกมาก่อน

    เธอเป็นแบบนี้อยู่นานมาก คือแทบจะคุยกันไม่รู้เรื่อง พูดก็น้อยไม่ยอมสื่อสารกับผม วันๆเอาแต่นั่งเหมอลอยส่องกระจกลูปผมตัวเอง
    ผมลืมบอกไปว่าช่วงเวลาที่เธอเป็นแบบเนี้ย ปกติเมียผมเป็นคนรูปร่างเจ้าเนื้อนิดนึงแต่ผอมลงเยอะมาก เพราะข้าวปลาไม่ยอมกิน
    แล้วบางคืนผมตื่นมาเห็นเมียนั่งนิ่งๆ อยู่ริมเตียง ผมกลัวแถบจะฉี่ราด เพราะเหมือนเธอกลายไปเป็นอีกคนแล้ว
    ผมเลยไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวแบบเมื่อก่อนเพราะไม่อยากทิ้งลูกเอาไว้ลำพัง ใจนึงผมคิดจริงๆว่าเธอถูกผีสิงรึเปล่า
    หรือเธอแค่เก็บกดที่เคยปล่อยให้เธออยู่บ้านคนเดียวแล้วผมออกไปเที่ยวเสเพล มันก็อาจจะเป็นได้
    แต่มันมีเหตุการณ์นึงที่ทำให้หมั่นใจว่า เธอน่าจะถูกผีสิงจริงๆ คือ วันนึงผมเครียดๆเรื่องราคาน้ำมันอยู่นาน
    แล้วเอาจริงๆผมก็เริ่มจะชินที่เห็นเมียเป็นแบบนี้ (เป็นอยู่เกือบปี) วันนั้นผมไม่รู้นึกยังไงที่พยายามจะทำการบ้านกับเมีย
    คือผมคงเครียดๆเลยอยากจะระบาย ก็ขึ้นคร่อมแบบปกติ ทำได้สักพักเมียผมก็ร้องไห้ แล้วเสียงก็เปลี่ยนไปเลยเหมือนเสียงเด็ก
    แบบร้องไห้แล้วก็พนมมือไหว้ ร้องว่า "อย่าทำหนูๆ" ตอนนั้นผมโคตรตกใจ หมดอารมณ์สิครับตอนนั้น แล้วเธอก็กริ้ด ดังมากกกก
    ผมพยายามเอามือปิดปาก ไม่ให้เธอกริ้ดจนเธอเหนื่อยสลบไปเอง คือมันอาจจะเหมือนเรื่องตลก แต่ลองนึกว่าเกิดขึ้นจริงๆดูครับ
    ไม่ตลกเลยสักนิด ผมไม่รู้จะทำไงเลยไปปรึกษาเพื่อนคนนึง เขาบอกว่าเขารู้จักแม่เฒ่าที่น่าจะช่วยอะไรได้
    ผมเลยพาเมียผมไป เป็นบ้านไม้เล็กๆ แม่เฒ่าเขาก็ถามว่า เมียเป็นอะไรทำไมมันตาขว้างแบบนั้น ผมก็บอกไปเลยว่าไม่รู้เหมือนกัน
    อยู่ดีๆก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว แม่เฒ่าแกก็ถามว่าได้ทำบุญไหว้พระบ้างรึเปล่า คือผมหนีออกจากบ้านมาตัวเปล่า
    ผมเลยไม่เคยคิดถึงเรื่องทำบุญ บูชาพระอะไรอยู่ในหัวเลย แม่เฒ่าแกเอาอะไรดำๆสักอย่างที่แกบดไว้เหมือนยา มาป้ายปากผมกับเมีย
    แล้วก็เอาน้ำมนต์พรมใส่ ผมหันไปมองเมีย เขาก็ไม่เห็นเป็นอะไร หลังจากวันนั้นผมก็พยายามออกไปทำบุณ
    ดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น แต่เมียผมก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่ค่อยพูดค่อยจา

    แต่อยู่มาวันนึง พอดีผมพาลูกไปดูเขาแข่งนกกรงหัวจุกในตลาด เมียผมก็อยู่คนเดียวที่บ้านเพราะชวนแล้วเธอก็นั่งเงียบ
    กลับมาได้ประมาณ 2 ทุ่มกว่า ขณะที่กำลังจะเดินกลับแพ ผมเห็นเมียผมถือมีดอีโต้
    เห็นแต่ไกล กำลังเดินมาทางผม ใจผมตกลงไปอยู่ที่ตาตุ้ม ตอนนั้นผมบอกให้ลูกวิ่งไปหาเจ้ร้านขายของชำแถวนั้นก่อนเลย
    แล้วเมียผมวิ่งเอาอีโต้มากะจะฟันผมแน่ๆ ผมพยายามจับแขนเอาไว้ แต่ก็พลาดฟันมาโดนต้นขาผม
    ตอนนั้นตาเมียผมแทบจะถลนออกมาจากเบ้า แล้วก็พูดแค่ว่า "ไอ ยิ้มๆๆๆ" ผมก็นอนล็อคแขนขาเธอเอาไว้ แต่ไม่ไหวจริงๆ แรงเยอะมาก
    เลยตัดสินใจปล่อยแล้ววิ่งเลยครับ ไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ แถวนั้นก็ไม่มีคนช่วย ผมหันไปดูเมียผมนอนอยู่ที่เดิมไม่ลุกขึ้นมา....

    ที่มา:http://m.pantip.com/topic/33745979?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ธันวาคม 2016
  3. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    ต่อครับ

    ผมหันไปดูเมียผมนอนอยู่ที่เดิมไม่ลุกขึ้นมา.... เลยเดินกลับเข้าไปดูว่าเป็นอะไรรึเปล่า เธอนอนนิ่งไปเลย
    ตอนนั้นตกใจมาก เพราะคิดว่าผมเผลอล็อคแรงเกินไป เลยกะจะอุ้มพาไปโรงพยาบาล แต่อุ้มได้แปปเดียว
    เธอก็รู้สึกตัวลงมาเดินเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเลยพยายามถามว่าเป็นอะไรเจ็บตรงไหนไหม ก็ไม่ตอบเหมือนเดิม
    ตั้งแต่วันนั้น ผมเลยรู้สึกว่าไม่ไหวจริงๆแล้ว มันต้องทำอะไรสักอย่าง แล้วพอดีผมก็ไม่ค่อยรู้จักพิธีกรรมอะไรเลย
    หรือแม้แต่พิธีในวัด จึงมีเพื่อนคนนึงเขาพาไปหาร่างทรง เขาบอกว่าเป็นพ่อปู่ฤาษีที่มีคนศรัทธากันเยอะมากๆ
    ผมเลยตกลงจะพาไปเพราะไม่รู้จะให้ทำยังไงเหมือนกัน พอพาไปปุ๊บพ่อปู่เขาก็บอกเลยว่า
    "เมียพาผีพรายมาด้วย" ผมขนลุกซู่เลยตอนนั้น เลยบอกให้พ่อปู่เขาช่วยที แล้วดูเหมือนพ่อปู่เขาจะรู้ทุกอย่างว่า
    ผมอาศัยอยู่ริมน้ำ การงานเป็นยังไงเมียผมเป็นยังไง ผมเลยเชื่อสนิทเลยว่าร่างทรงนั้นมีอยู่จริง
    พ่อปู่เขาบอกว่า ต้องพาไปตรงสถานที่ที่มันอยู่ เพื่อทำพิธีปลดปล่อยดวงวิญญาณให้กลับไปอยู่ในภพในภมิในสถานที่ของเขา
    เลยพากันมาที่บ้านผม ตอนนั้นมีคนแถวๆนั้นมาดูกันเต็ม แล้วพอดีๆฝนก็ตกลงมาได้ประจวบเหมาะกับเวลาจริงๆ
    พ่อปู่เขาทำพิธีเอาสายสินมาพันไว้รอบตัวเมียผม แล้วสายสินอีกด้านนึงก็โยนลงไปในน้ำ
    ตอนนั้นนี่เมียผมกรีดร้องจนผมสงสารมาก พ่อปู่เขาก็ท่องบทสวดจนจบด้วยการเอาน้ำมนต์ราดตัวเพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดี
    เมียผมที่กรีดร้องอยู่นานเกือบ 20 นาที พอโดนน้ำมนต์ก็เหมือนจะหวีดเฮือกสุดท้ายจนหมดสติไปเลย พอผ่านไปประมาณครึ่งชม.
    ก็ฟื้นขึ้นมา คือรู้สึกได้เลยว่า เขากลับมาเปิดคนเดิมแล้ว เมียผมก็เข้ามากอดแล้วก็ร้องไห้
    พอถามว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นยังไง เขาก็บอกว่าเขาแทบไม่รู้สึกตัวเลย เหมือนคนไร้วิญญาณ อยู่ในภวังค์
    แต่ยังไงก็ดีใจแล้วครับ ที่เขาหายสักที

    ผมก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ ทุกเช้าเราก็จะไหว้พระแม่คงคาหน้าแพขอให้ช่วยคุ้มครองเรา
    จนเวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี ชีวิตดีขึ้นมากๆ แล้วเมียผมก็ท้องลูกคนที่ 2 เป็นลูกสาว ตอนนั้นเงินเก็บก็เยอะขึ้นผมเลยกะว่าจะหาซื้อ
    ที่อยู่ให้เป็นหลักเป็นแหล่งกว่านี้ เลยไปได้ที่ติดริมน้ำ ใช่ครับ ริมน้ำเหมือนเดิม เพราะผมไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไรแล้ว
    เลยซื้อที่แล้วก็ย้ายไปอยู่ ทำเป็นท่าแล้วก็ขายน้ำมันให้เรือประมงเหมือนเดิมแล้วก็เพิ่มหัวจ่าย เพราะเริ่มขายน้ำมันให้กับเรือลำใหญ่ๆได้แล้ว
    ทุกอย่างกำลังไปได้สวย และผมก็เลิกออกไปเที่ยวตั้งแต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับเมียผม ไม่นานเมียก็คลอด
    (ลูกชายชื่อกร ลูกสาวชื่อเก๋) เก๋โตขึ้นมาก็เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วๆไป แต่ห้าวๆหน่อย แล้วก็ชอบทะเลาะกับพี่ชายเป็นประจำ
    เมียผมต้องคอยห้ามคอยตีไม่ให้ทะเลาะกัน จนวันนึง 2 พี่น้องก็เล่นกันอยู่ตามปกติ ไอกรมันก็ชวนกันปีนขึ้นไปเล่น
    บนแท้งน้ำมัน ซึ่งจะมีบันไดลิงแบบเหล็กต่อขึ้นไปสูงประมาณ 3-4 เมตร แล้วกรมันก็ตกลงมา จนต้องเข้าโรงพยาบาล
    เพราะตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ดีที่ไม่ได้กระแทกเข้ากับหัวไม่งั้นอาจตายไปเลย กรมันก็ฟ้องว่าเก๋เป็นคนถีบมันให้ตกลงมา
    คือผมก็เข้าใจเด็กมันเล่นกัน แล้วเก๋มันก็ออกแนวเด็กห้าวๆ เลยแค่เก็บไว้ในใจ จนอยู่มาวันนึงที่บ้านเลี้ยงหนูตะเภาเอาไว้เป็นของลูกชาย
    ผมแอบเห็นเก๋ เปิดเข้าไปในกรงหนูตะเภา แล้วกำมือเหมือนค้อนแล้วก็ทุบหัวหนูอย่างแรง หนูดิ้นเลยตอนนั้น
    ครั้งแรกไม่เท่าไหร่ มันยังจะทุบซ้ำอีก ผมรีบวิ่งเข้าไปห้ามแล้วก็ตีสั่งสอนครับ ไม่กี่วันต่อมาหนูตัวนั้นก็ตาย
    ผมคิดในใจว่าเด็กปกติเขาไม่ทำกันแบบนี้ ตอนนั้นได้แต่โทษตัวเองว่าผมเลี้ยงลูกผิด เลี้ยงลูกไม่ดีหรือยังไง...

    ที่มา :http://m.pantip.com/topic/33745979?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ธันวาคม 2016
  4. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    เก๋เป็นเด็กค่อนข้างดื้อมาก สอนเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยฟัง ไม่ใช่ซึมเศร้าไม่พูดกับใคร แต่จะเถียงฉอดๆเลยหล่ะ
    ไปโรงเรียน ครูประจำชั้นก็มักจะมาฟ้องว่าเก๋ชอบไปเล่นกับคนอื่นแรง จนแม่นักเรียนคนอื่นต้องมาฟ้อง
    พอกลับมาบ้านก็มาทะเลาะกับพี่ชายมันอีก แล้วบวกกับช่วงนั้นเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
    น้ำมันก็ขายยากขึ้น ผมเครียดไปหมดทุกอย่าง จนวันนึงผมนั่งตัดบัญชีอยู่ในห้องทำงานตอนดึกๆ ประมาณเที่ยงคืนน่าจะได้
    เห็นเก๋มันเดินออกมาจากห้องนอนแล้วก็เดินไปที่ห้องน้ำ (ห้องทำงานผนังเป็นกระจกบานใหญ่) ผมก็ไม่ได้เอะใจอะไร
    สักพักเก๋มันแอบย่องออกไปนอกบ้านแต่ผมทำเป็นมองไม่เห็น ก้มหน้าทำงานต่อไป แล้วก็ได้แต่คิดในใจว่าเด็ก 5 ขวบ
    มันทำเรื่องแบบนี้ได้แล้วหรอ เลยแอบย่องตามออกไป เห็นเก๋มันไปนั่งยองๆอยู่ที่ท่าเรือริมน้ำหน้าบ้าน
    ผมแอบดูอยู่ห่างๆก็ดูไม่ออกว่ามันทำอะไรเลยเดินเข้าไปดู เห็นเหมือนหัวคนดำๆโผล่ขึ้นมาจากน้ำแค่ครึ่งเดียว แล้วก็พลุบลงไปในน้ำ
    และนั้นคือสิ่งที่เก๋มันนั่งดูอยู่ ผมเสียวสั้นหลังวาบเลยตอนนั้น คือเย็นไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก พอตั้งสติได้ผมก็ดึงแขนเก๋ให้กลับเข้าบ้านให้ไว
    เก๋มันก็โวยวายไม่ยอมกลับเข้าบ้าน บอก "ไม่ไปๆๆ" คือตอนนั้นผมด่ามันค่อนข้างแรงด้วยขึ้น ขึ้น กู เลยเพราะรู้สึกโมโหจริงๆ
    แล้วก็บังคับให้มันไปอยู่ในห้องล็อคบ้านไว้อย่างดี ผมกลับเข้าห้องนอนกะจะไปปรึกษาเมีย ตอนนั้นแค่มองหน้ากันก็เหมือนจะรู้ว่า
    เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว เมียผมร้องไห้ต่อมน้ำแตกเลย กลายเป็นต้องมานั่งปลอบเมีย สรุปคืนนั้นนอนไม่หลับทั้งคู่
    พอรุ่งเช้าส่งเด็กไปโรงเรียนเสร็จ ผมรีบบึ่งไปหาพ่อปู่ฤาษีเลย เขาก็แนะนำผมว่าปัญหามันอยู่ที่ตัวลูกนั้นแหละ
    พ่อปู่เขาก็รู้ว่าเก๋มีนิสัยก้าวร้าว หัวรุนแรง แต่ไม่ใช่ผีเข้า พ่อปู่ก็เตือนว่าอย่ามัวแต่ทำงาน ให้ดูลูกบ้างวันๆทำอะไร ประคบประหงมมันหน่อย
    ผมเลยกลับทำตามที่พ่อปู่บอก คอยพยายามตามดูตลอด

    จนวันนึงช่วงเวลาประมาณตี 2 ผมลุกจากเตียงมาเข้าห้องน้ำ
    ได้ยินเสียงเก๋มันคุยอะไร งึมงัมอยู่ในห้อง (ลูกชายนอนอยู่อีกห้อง) ผมเลยเอาหูไปแนบฟังดูก็ฟังไม่รู้เรื่องไม่รู้พูดอะไรอยู่คนเดียว
    ผมเลยไขห้องแล้วเปิดเข้าไปเลยครับ เห็นเก๋มันยืนส่องหน้าต่างอยู่ ผมโมโหใส่เลยตอนนั้น เพราะอยากรู้ว่ามันทำอะไรอยู่
    ถามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ เลยเอาไม้เรียวฟาด ในใจสงสารลูกจนผมร้องไห้แต่ก็ไม่รู้จะทำไง จนมันยอมบอกว่ามันเห็นเขามานานแล้ว
    เขาเป็นเพื่อนมัน เขาช่วยมัน ผมก็ถามว่าใครพร้อมฟาดมันจนเลือดออก (แต่ในใจผมรู้เลยว่าคงจะเป็นผีพรายอีกแล้ว)
    คืนนั้นผมเข้าใจคำว่าหัวอกพ่อเวลาที่ลูกเจ็บมันจะเจ็บขนาดไหน คือคิดว่าจะต้องทำยังไงกับสิ่งที่เรามองไม่เห็น เพราะถึงผีจะเข้ามาไม่ได้
    ไม่ได้สิงใคร แต่ตอนนั้นเก๋มันคงเด็กเกินไปที่จะแยกแยะอะไรเป็นอะไร หลังจากนี้ไม่นาน ผมกับเมียก็พยายามดูแลเก๋กันอย่างใกล้ชิด
    ไม่ห่วงแต่งานเหมือนเมื่อก่อน แต่เคราะซ้ำกำซัด วันนึงที่ท่าเรือหน้าบ้าน ผมกำลังทำงานอยู่ เรือประมงที่มาซื้อน้ำมันกำลังเข้ามาจอด
    ก็โยนเชือกให้ไปคล้องกับหลักไว้ เพื่อจอดเรือ แล้วพอดีเก๋กับกรมันก็เล่นกันอยู่แถวๆนั้นพอดี เชือกของเรือนั้นยาวๆมาก ลูกน้องเรือก็จะดึงเชือก
    เพื่อให้เรือนั้นแนบชิดกับท่า แต่เชือกดันไปเกี่ยวกับขาของเก๋ ลากเก๋ตกลงไปในน้ำ ตอนนั้นผมตกใจมาก รีบโดดลงไปช่วยลูกก่อนเลย
    แล้วน้ำก็กำลังสูงอยู่ด้วย ลูกน้องเรือที่เป็นพม่า 2-3 คนก็โดดลงมาช่วย เพราะผมพยายามเท่าไหร่ก็หาลูกไม่เจอ ผ่านไปประมาน 3 นาที
    ความรู้สึกผมมันเหมือน 3 ชั่วโมง ช่วยกันหาอยู่ จนประมาน 5 นาทีตอนนั้นผมคิดว่าลูกผมไม่รอดแน่ๆ น้ำตามันไหลออกมาแบบหยุดไม่ได้
    จนสุดท้ายลูกน้องพม่าคนนึงที่ดำลงไปนานกว่าคนอื่นก็เจอลูกผม มันบอกว่าไม่รู้ติดอะไร ดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่ยอมหลุด
    ผมสรุปไปในใจเรียบร้อยเลยว่าผีพรายอีกแล้วใช่ไหม พอพาเก๋ขึ้นมาได้ก็พยายามช่วยให้ฟื้นทำทุกอย่างแล้วยังไงก็ยังไม่ยอมฟื้น
    แต่ก็ยังหายใจอยู่ เลยรีบพาไปโรงพยาบาล พอหมอออกมาบอกว่า ลูกผมสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป
    เด็กอาจจะกลายสภาพเป็นเจ้าหญิงนิทรา...

    ที่มา :http://m.pantip.com/topic/33745979?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ธันวาคม 2016
  5. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    เก๋เป็นเจ้าหญิงนิทราต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แต่ได้ไม่นาน
    ก็ต้องออกมาเพราะเราสู้ค่ารักษากันไม่ไหว ซึ่งเป็นช่วงที่ครอบครัวผม
    มีฐานะการเงินค่อนตกต่ำที่สุด เลยต้องพามาอยู่บ้าน เมียผมคอยดูแลลูกทุกอย่าง ต้องเจาะช่องที่ท้องแล้วให้อาหารทางสาย คอยดูดเสมหะในคอ ช่วงแรกๆกอดคอกันร้องไห้ทุกคืน ผมก็ต้องทำงานอยู่คนเดียว ตอนนั้นไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรสักอย่าง จนสุดท้ายเงินที่ได้มาต้องเอาไปรักษาลูกหมด บวกกับช่วงนั้นราคาต้นทุนน้ำมันก็สูง เลยต้องตัดสินใจเลิกขายน้ำมัน ผมกับเมียแทบคิดจะอยากจบชีวิตทั้งครอบครัวไปตั้งแต่ตอนนั้น แต่พอมาเห็นลูกชายอีกคนที่ยังสู้ ออกไปช่วยทำงานแกะกุ้งแลกเงินแถวแพปลาข้างๆบ้าน ทำให้ยังสู้ต่อไปได้ สุดท้ายผมปรึกษาเพื่อนๆ เขาก็แนะให้มาทำเรือประมง แต่ก็ต้องใช้เงินทุนเยอะมากๆ ผมรู้ตัวเองว่าทำงานนี้ได้ เพราะระหว่างที่ขายน้ำมันผมก็เก็บเกี่ยวความรู้การทำเรือประมงมาจากลูกค้า ตอนนั้นไม่รู้จะพึ่งใครเลยกลับไปหาเถ้าแก่ปั้ม เพื่อขอกู้เงิน ซึ่งแกใจดีมากๆ ชีวิตนี้ผมไม่รู้จะขอบคุณแกยังไง พอได้เงินมาก็เอาไปซื้อเรือมือสองมาบูรณะใหม่หมด ทำอยู่ประมาณ 6 เดือนก็พร้อมจะออกทะเล ช่วงแรกก็พอได้ไม่ถึงกับดีมากๆ ผมเป็นไต๋เรือขับออกไปหาปลาเอง เวลาออกเรือไปทีนึงก็ประมาน 5-6 วัน ช่วงนั้นก็เลยต้องฝากให้ลูกชายคอยดูแลแม่กับน้อง ส่วนผมต้องออกเรือแทบจะไม่ได้หยุดพัก แต่ก็คุ้มค่ากับที่ลงทุนลงแรงไป จนวันนึงในกลางทะเลผมก็ทิ้งสมอจอดเรือไว้ ตอนประมาณ ตี 2 มีลูกน้องเรือคนนึงที่เป็นพม่า (มีทั้งหมด 4 คน คนไทย 3 พม่า 1) มันก็โวยวายมาจากห้องเครื่องใต้ท้องเรือ ลูกน้องที่เหลือเลยลงไปดู คือสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะส่วนใหญ่ใช้กันแต่แรงงานแล้วชี้บอกให้มันทำนู้นนี้ง่ายๆ แต่มันโวยวายเป็นภาษาพม่า แล้วก็ร้องไห้ไม่ยอมออกมาจากห้องเครื่อง จนผมต้องลงไปดูเอง จะว่าเป็นอาการเมาเรือคงไม่ใช่เพราะก็เห็นมันออกเรือด้วยกันมาตั้งนานแล้ว เพิ่งจะมีอาการแบบนี้ แล้วอยู่ดีๆมันก็เอาหัวโคกกับฝาเรือซึ่งเป็นไม้ โคกแรงมาก แบบไม่ยั้งกำลังเลย เลือดพุ่งแบบกระเด็นออกไปเต็มฝาเรือ ลูกน้องที่เหลือช่วยกันหามมันขึ้นมาด้านบน มันก็ร้องไม่ยอมไปไหน แต่ตอนนั้นผมคิดในใจอยู่แล้วว่าเป็นพวกผีวิญญาณอีกแล้ว เลยเอาพระของผมไปห้อยคอมัน มันก็ไม่ได้กรี๊ดเหมือนผีเข้าอะไร แต่ก็ค่อยๆเย็นลง ผมก็ให้พระมันยืมใส่ไปก่อนแล้วก็ช่วยกันทำแผลเพราะเลือดไหลแทบไม่หยุด อุปกรณ์ยารักษาอะไรก็ไม่ค่อยพร้อม เลยตัดสินใจว่าคงต้องกลับเข้าฝั่ง ตอนนั้นอยู่กันกลางอ่าวไทย คงอีกคืนนึงกว่าจะถึงท่าเรือ พอคืนที่ 2 ลูกน้องพม่าอาการก็แย่ลงเพราะเสียเลือดไปเยอะ ตกกลางดึกมันก็เพ้อเป็นภาษาพม่า ซึ่งก็ไม่มีใครเข้าใจมันสักคน บางทีก็เห็นมันร้อง ลูกน้องที่เหลือรวมทั้งผมเองก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน จนสักเวลา ตี 3 ครึ่ง ผมเห็นเป็นฟองอากาศขึ้นอยู่รอบเรือ ตอนแรกก็ไม่เอะใจอะไร สักพักเริ่มรู้สึกได้ว่าฟองอากาศนั้นตามมาเรื่อยๆ จนมีลูกน้องคนนึงมันตะโกน เห้ย! เหมือนตกใจอะไรสักอย่าง แล้วตกลงไปในน้ำ ลูกน้องคนที่เหลือก็ไม่ลงไปช่วย คิดว่าเดี๋ยวมันก็ขึ้นมาเอง เพราะพวกนี้ว่ายน้ำแข็งมากๆ หลายนาทีผ่านไปก็ไม่ขึ้นมา เลยพากันโดดลงไปช่วย ตอนผมดำลงไปเห็นมันโดนลากอยู่กับหางเสือใต้ท้องเรือ ขาถูกพันไปด้วยเส้นผมที่ยาวมากๆ ทุกคนบนเรือยืนยันได้ว่ามันคือเส้นผมไม่ใช่สาหร่าย เพราะผมเอาขึ้นมาดูให้ชัดบนเรือด้วย แต่ละคนขนลุกจนอยากจะกลับบ้านเลยเดี๋ยวนั้น ส่วนลูกน้องที่ตกลงไปมันรอดมาแบบหวุดหวิด แล้วมันก็มาเล่าให้ทุกคนฟังว่าก่อนมันตกลงไป มันเห็นผู้หญิงอืดๆ ลอยคออยู่ข้างเรือ ตอนนั้นพอกลับไปถึงท่าเรือแล้ว แต่ละคนแยกย้ายขอลาออกแบบไม่ต้องบอกกล่าว เหลือลูกน้องไทยอีกคนที่ยังอยู่กับผม แต่พอผมกลับไปบ้านก็พบว่า ช่วงเวลาที่ผมออกเรือไปแค่ไม่กี่วัน เก๋ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ยังกับโดนผีมาสูบไปจนหมด

    ที่มา :http://m.pantip.com/topic/33745979?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ธันวาคม 2016
  6. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    หลังจากที่กลับมาเจอลูกแขนขาลีบ เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
    ผมก็พาไปโรงพยาบาล แต่หมอก็บอกว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้กับคนที่เป็นเจ้าหญิงนิทราเพราะสมองฟ่อ อะไรประมาณนี้แหละ
    ผมก็พยายามอธิบายว่าเมื่อ 5-6 วันที่แล้วลูกผมยังไม่แย่ขนาดนี้
    แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครเชื่อ ผมเลยต้องจำใจกลับมาดูแลลูกเหมือนเดิม ต้องนั้นท้อจริงๆ ที่ทุกอย่างโถมเข้าใส่ขนาดนี้
    ออกเรือก็ไม่ได้เพราะลูกน้องเรือก็ออกกันไปหมด
    เหมือนอุปทานหมู่พอคนแรกออกก็ออกตามกันไปผมเลยจอดเรือทิ้งไว้รอลูกน้องทีมใหม่ (ตอนนั้นเหลือแค่ลูกน้องคนไทยคนเดียว) ระหว่างนั้นผมก็ไปรับจ้างทำงานอยู่ในอู่ต่อเรือไปพลางๆ
    ทำอยู่ได้ 2 สัปดาร์ก็มีอุบัติเกิดขึ้นกับช่างคนนึงในอู่คือช่างคนนี้
    เขาขึ้นไปทาสีบนห้องบังคับเรือซึ่งสูงประมาณ 4-5 เมตรเห็นจะได้ ช่วงนี้เราก็ทำงานกันจนค่ำเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ส่วนผมกำลังขนไม้
    อยู่ด้านล่าง อยู่ดีๆช่างที่ทาสีข้างบนก็ตกลงมากระแทกกับพื้นบริเวณนั้นก็มีพวกถังสีอยู่จึงทำให้เกิดเสียงดังทุกคนเลยรีบวิ่งไปดูเห็นช่าง ขาหักจนเห็นกระดูกแทงออกมาอย่างชัดเจนทุกคนตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก ช่างก็ร้องโวยวาย พอตั้งสติได้ก็รีบเข้าไปยกเพื่อพาไปโรงพยาบาลแต่ก็เคลื่อนตัวไม่ได้เลยเพราะช่างเจ็บร้องจนเสียงหลงเลยรีบไปเรียกรถพยาบาลมาแทนระหว่างที่รอนั้นผมก็อยู่ด้านนอกไม่ได้เห็นเหตุการณ์ แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์มาเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับช่างคือ นั่งร้านที่อยู่บริเวณนั้นอยู่ดีๆ ก็หักลงมาทับช่างอีกที ผมเลยรีบวิ่งเข้าไปช่วยแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีหวัง เพราะเหมือนช่างจะเสียชีวิตไปแล้ว ผมเลยเงยหน้าขึ้นไปดูว่าจะมีอะไรตกลงมาอีกไหม ผมก็เห็นเงาคนตะคุ้มๆอยู่บนนั้น คนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นอีกหลายคนก็เห็นเหมือนกับผม หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็ได้มานั่งคุย แต่ละคนก็มีตวามเชื่อแตกต่างกันไป แต่สิ่งนึงที่เหมือนกันคือ เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ มีคนนึงพูดขึ้นมาว่า ข้างบนนั้นสิ่งที่มันเห็นคือผีพราย ผมได้ยินคำนี้ที่ไรก็ถึงกับสะดุ้งทุกที วันนั้นคุยกันไปคุยกันมาผมก็ได้ลูกเรือมาช่วย 3-4 คนซึ่งก็พอที่จะออกเรือกันได้ แต่ก่อนหน้านั้นผมก็ได้ไปหาพ่อปูาฤาษีให้มาช่วยปัดเป่าลูกสาว แล้วทำพีธีอะไรของแกเนี้ยแหละเพื่อคุ้มครองเอาไว้ พ่อปู่แกบอกว่าลูกสาวดวงอ่อนตั้งแต่เกิดแล้ว สิ่งไม่ดีทั้งหลายมันก็เข้ามาง่าย แกก็บอกกับผมว่าไม่ต้องเป็นห่วงลูกสาว "ห่วงแต่ตัวเถอะ" ผมได้ยินก็ไม่ได้เอะใจอะไร หลังจากนั้นไม่กี่วันผมก็กลับมาออกเรือ ช่วงไม่กี่วันแรกฝนก็ตกบ้างมีพายุเล็กน้อย แต่วันที่ 4 เรือผมบรรทุกปลามาเยอะพอสมควรทำเรือช้าลง บังคับยากขึ้น จึงพยายามไปเรื่อยๆแบบไม่เร่งเข้าฝั่ง จนมีอยู่คืนนี้ที่ผมก็จอดเรือพักอยู่ฝนก็ตก ตัวผมอยู่ในลักษณะกึ่งหลับกึ่งตื่น ก็ฝันถึงลูกสาวที่สุขภาพแข็งแรงกลับมาวิ่งเล่นมีชีวิตชีวาเหมือนเด็กๆทั่วไป จนลูกน้องผมมาปลุก ให้ผมตื่นเพราะอยู่ดีๆก็มีพายุแรงมาก มากับคลื่นที่ใหญ่จนเห็นแล้วขนลุก ผมพยายามสู้กับคลื่นและพายุได้ไม่นาน เรือผมก็ล่มลงกลางอ่าวไทยและออกข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์...

    ที่มา ;http://m.pantip.com/topic/33745979?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ธันวาคม 2016
  7. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    ขอเท้าความไปนิดนึงก่อนเรือผมจะล่ม...
    ตอนที่ผมตื่นขึ้นมาเพราะลูกน้องปลุก คนอื่นๆก็กำลังวิดน้ำอยู่ในห้องใต้ท้องเรือ มันพยายามวิดอยู่นานมาก ยังไงน้ำก็ไม่น้อยลง เลยมีลูกน้องคนนึงสังเกตุเห็นรอยรั่ว เหมือนมีอะไรมากระแทกจากข้างนอก ซึ่งตอนแรกคิดกันไปว่าคลื่นซัดน้ำเข้ามาจากจากด้านบน เลยคุยกันว่าต้องมีคนนึงดำไปดูว่าเสียหายมากแค่ไหน ส่วนคนที่เหลือจะพยายามผนึกรอยรั่วไว้ ตอนนั้นแต่ละคนค่อนข้างเกี่ยงกันเพราะ พายุข้างนอกแรงมากๆ อาจถูกคลื่นกลืนหายไปเลยก็ได้ ลูกน้องคนไทยที่เคยออกเรือกับผมคราวที่แล้วอาสาโดดลงไปดู เลยเอาเชือกมามัดเอวมันไว้เพื่อความปลอดภัย แต่พอลงไปได้ประมาณ 2-3 นาทีแล้วไม่กลับขึ้นมา ผมเลยดึงเชือกกลับมาดู ก็พบว่าเขาหายไปแล้ว และเชือกก็เหมือนถูกแก้ออกไปเองทั้งๆที่ผูกเป็นเงื่อนไว้อย่างดี สุดท้ายผมเลยพยายามประคองเรือไปให้ใกล้ฝั่งมากที่สุด เพราะยังไงก็สู้พายุไม่ไหวแน่ๆ แล้วกะว่าจะสละเรือทิ้ง พอตอนน้ำเข้ามาในเรือมากๆจนเรือใกล้จะล่ม แต่ละคนก็คว้าแกลลอนน้ำมันเครื่องกันคนละ 2-3 ถังแล้วโดดลงทะเล ในช่วงเวลาที่ลอยคออยู่กลางพายุ ไม่รู้ช่วงไหนก็มีลูกน้องอีกคนนึงที่ถูกกลืนหายไปกับคลื่น แต่สุดท้ายผมกับลูกน้องอีก 2 คนรอดมาได้

    หลังจากที่ลอยคออยู่กลางทะเลจนเกือบเที่ยง (พระอาทิตย์อยู่ตรงหัว) ก็มีเรือประมงลำอื่นมาเจอเข้า เราเลยรอดมาได้ เขาพาพวกผมไปส่งเข้าฝั่ง แต่ตอนนั้นผมอยู่จังหวัดที่ไกลจากบ้านมากๆ เงินก็ไม่มีสักบาท สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือซื้อง่ายแบบสมัยนี้ ตอนนั้นรู้สึกจริงๆว่าไม่เหลืออะไรแล้ว มีแค่ตัวเปล่า เลยเตร็ดเตร่หางานทำ เพื่อหาเงินกลับบ้าน เลยไปเจอร้านอาหารตามสั่งแห่งนึง ผมเลยไปขอเขาล้างจาน แต่เขาไม่มีที่อยู่ให้ ก็เลยอาศัยนอนใต้ต้นไม้แถวๆนั้นไปวันๆ ลืมเล่าไปว่าลูกน้องคนอื่นๆที่รอดมาได้ แยกย้ายกันไปตั้งแต่ขึ้นฝั่ง เพราะต่างคนต่างมาจากคนละจังหวัดอยู่แล้ว ส่วนผมต้องลำบากตรากตรำมาก เพราะเขาให้ผมแค่วันละ 16 บาท จะหางานอื่นทำเรี่ยวแรงแถบจะไม่เหลือ สภาพจิตใจตอนนั้นก็ค่อนข้างแย่ จนคืนนึงที่ผมนอนอยู่ ก็ได้ยินเสียงคนเดินเหยียบกิ่งไม้อยู่แถวนั้น ปกติบริเวณนั้นจะเงียบๆไม่ค่อยมีใคร เลยลุกขึ้นมาดู เห็นผู้หญิงเดินอยู่ไกลๆใต้ต้นมะพร้าว ในใจคิดอยู่แล้วว่าอาจจะเป็นผีก็ได้เพราะ ผมเชื่อเรื่องพวกนี้แบบฝั่งใจ เลยตัดสินใจไม่ไปยุ่งกลับมานอนเหมือนเดิม สักพักก็ได้ยินเสียงเดินไปเดินมาใกล้ๆอีก ผมรำคานใจแต่ก็ยังไม่ได้ลืมตา สักพักกลิ่นก็มา เป็นกลิ่นคาว เหมือนกลิ่นปลาไก่ (เศษปลาตายที่กองรวมๆกัน เพื่อนำไปทำเป็นอาหารไก่) ซึ่งมันจะเหม็นมากๆๆ ผมเลยลืมตาขึ้นมา เห็นผู้หญิงนั่งหยองๆ แล้วมองมาที่ผม ผมยาวดำรุงรังจนไม่เห็นใบหน้า แล้วก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสักชิ้น ผมเห็นแล้วก็รีบหยีตาหนีเพราะสัญชาตญาณ แต่กลิ่นก็ยังอยู่ จนรู้สึกเหมือนเขามาสัมผัสที่ขาผม แล้วสักพักก็หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำอยู่ ผมเลยตั้งสติอยู่สักพักแล้วลุกขึ้นวิ่งหนีเลยตอนนั้น วิ่งแบบไม่คิดชีวิต พอหันกลับมองก็ไม่เจออะไรแล้ว พอเช้ามา ก็หิวมากๆ ต้องไปคุ้ยหาของกินในถังขยะคุ้ยไปทั้งน้ำตา เพราะคิดถึงลูกคิดถึงเมีย ชีวิตไม่เคยตกต่ำขนาดนี้มาก่อน ตอนหนีออกจากบ้านมาตอนนั้นก็ยังพอมีเงินติดตัวมา บวกกับอยู่ในเมือง มีงาน มีโอกาสที่จะสร้างตัว ผมก็เดินไปเรื่อยๆจนผ่านร้านขายของชำแห่งนึง เลยเห็นหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเรือที่อับปางในอ่าวไทย เลยพยายามอธิบายกับพ่อค้าร้านขายของชำว่า เรือในข่าวเนี้ยของผม คุยไปคุยมาเขาก็เชื่อเลยพาไปหาเพื่อนของเขา เขาจะให้ผมติดรถเข้าไปในเมือง แล้วเขาก็ให้ข้าวให้น้ำผมมา ต่อรถไปที่จังหวัดบ้านเกิด สุดท้ายผมก็กลับมาถึงบ้านจนได้ เมียผมรู้ข่าวเรือล่มแล้วคิดว่าผมจะไม่รอด เพราะหาศพไม่เจอ ก็ร้องไห้ดีใจ ผมเลยรีบเข้าดูลูกก่อนเลย ก็พบว่า ลูกสาวอาการดีขึ้นมาก ตัวไม่ลีบเหมือนคราวที่แล้วผมที่เจอ...

    ที่มา ;http://m.pantip.com/topic/33745979?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ธันวาคม 2016
  8. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    ผมกลับมาเจอลูกสาวอาการดีขึ้นมาก แต่ก็ยังนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา ไม่รู้สึกตัวเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นหน้าลูกในตอนนั้น ได้กลับมาอยู่บ้าน พร้อมหน้าพร้อมตาก็ดีใจมากแล้ว ตั้งแต่นั้นผมกับเมียก็คอยสลับกันดูแลลูกอยู่ไม่ห่าง เมียผมรับผ้ามาซัก ช่วยหาเงินเข้าบ้าน ส่วนผมหลังจากที่เสียเรือไปแล้ว ตอนนั้นจิตใจค่อนข้างแย่เพราะมันท้อไปหมด เลยต้องหาที่พึ่งทางใจ ก็จะมีกลุ่มป้าๆ เพื่อนละแวกข้างเคียงชวนเข้าวัดไปทำบุญบ่อยๆ ผมก็จะตามเขาไปด้วย ตอนไปวัดก็ไม่มีแบบว่าไปหาพระแล้ว พระท่านทักว่ามีผีตามหรือต้องสะเดาะเคราะห์อะไรอย่างนั้นนะครับ เราไปทำเพราะอยากจะทำ ด้วยใจที่อยากสร้างบุณกุศลเพียงแค่นั้น ไม่เคยมีเรื่องราวแปลกประหลาดหรือเห็นอะไรตอนอยู่ที่วัดเลย

    ตอนนั้นผมรับจ้างจิปาถะไปเรื่อย ไม่ได้มีกิจการเหมือนแต่ก่อน แต่ก็พออยู่กันได้ จะมีก็แต่สมบัติชิ้นสุดท้ายคือที่ดิน ที่ที่ผมใช้ปลูกบ้านอยู่เนี้ยแหละ ประมาณ 7 ไร่ ซึ่งช่วงนั้นมีเทศบาลเข้ามาคุยว่าอยากจะจัดงานประจำปีของชุมชนแถวนั้นในพื้นที่บ้านผม ซึ่งมันเป็นที่โล่งกว้างๆติดแม่น้ำ ตัวบ้านผมนั้นเป็นบ้านไม้หนึ่งชั้น กินพื้นที่ไม่ถึงไร่ ผมเลยตอบตกลงไป เพราะเขาให้ค่าเช่าด้วย ถือว่าอยู่ๆก็ได้เงิน พอถึงวันงานปีใหม่ก็มีคนมากมายแห่กันมาเที่ยว มีคอนเสิร์ทวงลูกทุ่งมาเล่น มีชิงช้า ม้าหมุน สารพัด ผมเลยถือโอกาสเดินเที่ยวในงานตามสบายใจ เพราะบ้านอยู่ใกล้ๆไม่ต้องเป็นห่วงลูกมาก เมียก็คอยดูให้อยู่

    ช่วงนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 ทุ่ม เสียงเพลงก็ดังมีผู้คนมาเที่ยวงานมากมาย ผมที่กำลังยืนดูดนตรีอยู่กับเพื่อนอีก 2 คน เราก็เดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนไปหยุดที่ท่าน้ำ มีเพื่อนคนนึงกำลังยืนฉี่ลงในแม่น้ำอยู่ มันบอกว่ามันเห็นใครยืนอยู่ตรงเสากระโดงเรือ ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครอยู่บนเรือ ทุกคนออกไปเที่ยวงานกันหมด แล้วเสากะโดงนั้นมันก็ไม่ได้ยืนกันได้ แต่ผมกับเพื่อนอีกคนเห็นไม่ทัน ตอนนั้นก็รู้สึกกลัวอยู่ในใจแต่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมาก จนกลับไปที่เวทีคอนเสิร์ท มันก็ชี้ให้ผมดูข้างบนเวทีตรงมุมเวที จะมีฉากหลังที่เป็นรูอยู่ เป็นรูที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป มันก็ให้ผมและเพื่อนมองผ่านรูเข้าไป ก็เห็นเป็นหัวคนนิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อนแล้วจ้องมองมาทางเรา ซึ่งมันบอกว่าเหมือนกับคนๆเดียวที่มันเห็นบนเสากระโดงเรือ คือเราทั้ง 3 คนมองเห็นแบบเดียวกัน เป็นหน้าคนซีดๆ น่าจะเป็นผู้หญิง เหมือนมีแต่หัว แล้วจ้องมาทางนี้ ในขณะที่เสียงเพลงก็กำลังดัง ทุกคนกำลังสนุกไปกับงาน สิ่งที่เราเห็นทั้งสามคนเห็นก็ยังอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน เพื่อนผมพยายามชี้ให้คนแถวนั้นมอง เขาก็ไม่เห็นอะไร ไอเพื่อนคนนี้มันก็สงสัยเลยวิ่งไปดูหลังเวที เห็นเขากำลังแต่งหน้าอะไรกันอยู่ เลยพยายามคิดในแง่ดีว่าคงไม่ใช่หรอกมั้ง น่าจะเป็นหน้าของใครสักคนที่กำลังแต่งหน้าดูกระจกอยู่ แล้วเราก็มองเห็นผ่านรูพอดี (แต่พวกผมลองกันแล้ว ทำยังไงก็ไม่ใช่ตำแหน่งเดียวกัน) เลยไม่สนใจอะไร ไปหาเหล้ามากินจนเมาได้ที่ เราทั้ง 3 คนก็เดินไปฉี่ที่ริมน้ำเหมือนเดิม ด้วยความที่เมาพอสมควรเดินก็แถบจะไม่ตรง ไอเพื่อนคนที่เคยฉี่ไปครั้งแรกเผลอพลัดตกน้ำลงไป ตอนนั้นตกใจนิดหน่อยแต่ยังติดตลกกันอยู่ เพื่อนอีกคนเลยโดดตามลงไปช่วย ส่วนผมค่อนข้างมีปมเรื่องน้ำอยู่ในใจพอสมควร เลยยืนนิ่งๆ รอดูสถาณการณ์ (เพื่อนที่เมาตกน้ำคนแรกขอเรียกมันว่า ยอด แล้วกัน ส่วนอีกคนเรียกว่า ชัย) จนไอชัยมันขึ้นมาจากน้ำแล้วตะโกนมาว่า "ไอเชี้ยกูหามันไม่เจอ ช่วยที" แล้วมันก็ดำลงไปต่อ ส่วนผมก็ยืนหงึกๆหงักๆอยู่สักพัก ก็ยอมโดดตามลงไปช่วย ด้วยไฟสีสันหลากหลายที่ติดอยู่ด้านบนบริเวณนั้น ทำให้ผมมองเห็นอะไรในน้ำค่อนข้างชัด สิ่งแรกที่เห็นคือไอยอดเหมือนกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว นอนแน่นิ่งอยู่ตรงผืนน้ำ ไม่ไกลจากตรงนั้นก็เห็นไอชัยพยายามตะเกียกตะกายสู้กับอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็นอยู่ ผมเลยพยายามว่ายไปช่วยไอชัยก่อน แต่พยายามดึงมันเท่าไหร่ก็ดึงไม่ขึ้น เหมือนตัวมันหนักมาก ทั้งๆที่น้ำหนักไม่น่าจะมีผลในน้ำ ผมเลยไม่รู้ทำไง ลมก็กำลังจะหมด เลยเปลี่ยนไปช่วยไอยอดแทน ก็พามันขึ้นมาได้แต่ก็รีบกลับลงไปช่วยไอชัยต่อเลย ตอนกลับลงไปตอนนั้นเห็นมันแน่นิ่งไปแล้ว แต่ก็ช่วยมันขึ้นมาสำเร็จเหมือนกัน พอดีตอนนั้นก็มีคนผ่านไปผ่านมาแถวนั้นเลยช่วยกันปฐมพยาบาลจนรอดทั้งคู่ แต่ไอชัยคนเดียวที่เพ้อถึงหัวที่มันเห็นผ่านรูตรงเวที จำได้มันร้องแค่ว่า "อย่ามายุ่งกับกูๆ" แล้วก็สบถต่างๆนาๆ แต่ขณะนั้นเองผมยังไม่ทันหายเหนื่อย เมียก็วิ่งมาบอกว่า "ช่วยมาดูลูกที" ผมเลยรีบวิ่งไปแบบไม่คิดชีวิต ไปเจอลูกอยู่ในสภาพเหมือนสำลักน้ำ มีน้ำออกมาจากปากเป็นจำนวนมากผสมกับเสมหะที่เป็นสีเหลืองๆเขียวๆ ผมไม่รู้จะทำไงเลยอุ้มลูกรีบพาไปโรงพยาบาล ระหว่างทางลูกสำลักน้ำออกมาตลอดเวลา แล้วเหมือนไม่มีทีท่าจะเบาลงเลย จนพอไปถึงหมอลูกก็เสียชีวิตแล้ว คืนนั้นกลายเป็นคืนปีใหม่ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผม หมอก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงมีน้ำออกมามากมายขนาดนั้น บอกแค่ว่าลูกติดเชื้อไวรัสในสมองเหมือนคนจมน้ำทะเล แล้วก็บอกประมาณว่าถ้ามาเร็วกว่านี้อาจจะช่วยทัน คือโรงพยาบาลก็ไม่ได้อยู่ไกลบ้านนะ ผมใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ รู้สึกอยากจะซัดหมอให้ลงไปกองกับพื้นสักหมัด ส่วนตอนนั้นเมียผมทำใจไม่ได้ร้องไห้ทุกวัน ร้องตลอดเวลาจนไม่เหลือน้ำตาออกมาแล้ว คือถ้าผมอ่อนแออีกคนชีวิตครอบครัวก็คงไม่เหลือ เพราะยังมีลูกชายอีกคนที่เราต้องดูแล เลยพยายามหางานทำเยอะๆ จะได้ไม่ฟุ่งซ่าน ส่วนเมียผมพอเริ่มดีขึ้นก็ออกไปทำงานเหมือนกัน

    หลังจากนั้นเรา พ่อ แม่ ลูก จะออกไปทำบุญด้วยกันทุกเช้า อุทิศส่วนกุศลให้น้องไปสู่สุขติ แม้เรื่องราวมันก็ผ่านมานานพอสมควรแล้ว แต่เราก็ยังคงจำน้องได้เสมอ ส่วนพี่ชายตอนนี้ก็มีครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังทำบุญให้น้องทุกวัน พอครบ 100 วันก็จะกลับมารวมตัวกันทุกครั้ง

    ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านแล้วเป็นกำลังใจให้ครับ


    ปล. เรื่องนี่แค่ต้องการให้เพื่อนๆทราบว่า สิ่งที่มองไม่เห็นยังมีอยู่บนโลก ในยุคสมัยใหม่นี้ เจ้าของเรื่องต้องการเล่าชีวิตตนให้ได้เห็นแง่มุมอีกซอกหนึ่ง บางครั้งในขณะเขียน อาจจะรู้สึกสะเทือนใจไปด้วย แต่ประสบการณ์ที่เขาลง เขาคงหวังว่า จะพอมีประโยชน์ให้ใครที่ผ่านเข้ามาอ่านได้บ้าง ขอบคุณค่ะ
    ที่มา :http://m.pantip.com/topic/33745979?
     
  9. picko

    picko ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2014
    โพสต์:
    478
    กระทู้เรื่องเด่น:
    92
    ค่าพลัง:
    +1,815
    ขอแสดงความเสียใจเรื่องลูกสาวด้วยค่ะ สงสัยว่าทำไมเค้าถึงพยามตามเอาชีวิตขนาดนั้น น่ากลัวมากๆค่ะ
     
  10. เทพบุตรลั้ลลาลั้ลลั้ลลาาา

    เทพบุตรลั้ลลาลั้ลลั้ลลาาา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2014
    โพสต์:
    850
    ค่าพลัง:
    +1,894
    อ่านตาแฉะเบย ครบรส
     
  11. นายดอกบัว

    นายดอกบัว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2007
    โพสต์:
    1,700
    ค่าพลัง:
    +5,686
    มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น. คนเขียน. เขียนไม่หมด. ยังปกปิดความผิดตนที่เป็นต้นเหตุไม่อยากให้ใครรู้. ถ้าเป็นเรื่องจริง. ต้องไปเอาอะไรมา. หรือน่าจะท้าทายผีพรายตัวนี้แน่ๆ
    ลำพังผีพรายอำนาจไม่มากนักขนาดนี้หรอก. ถ้าจริงผีตัวนี้ลงหม้อไปนานแล้ว


    แถมเรื่องบางอย่างขัดแย้งกันเยอะ. น่าจะฟังมา หรือ. เติมแต่งไปเยอะ.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 ธันวาคม 2016
  12. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,016
    ค่าพลัง:
    +30,321
    ถ้าผีพรายดึง เราจะจมน้ำไปเลยจังหวะเดียว ไม่มีผุบๆโผล่ๆ
    หรือมีการตีน้ำเป็นฟองอากาศให้เห็นครับ
    วิธีแก้ ทำอย่างไรก็ได้ให้มีเลือดออก เค้าถึงจะปล่อย
    จะกัดนิ้ว หรือ กัดแขนก็ได้( เลือดเราเองนะครับที่ออก)
    ที่พอมีประสบการณ์ จะเป็นเพศ ญ ชุดขาวยาวๆ ดูตัวผอมๆ
    และดูไม่ดี ไม่รู้ที่มาที่ไป และปกติก็ไม่ค่อยมีใครไปยุ่งกับเค้า
    มีตนหนึ่ง ที่ดึงรุ่นน้อง ช หายไปต่อหน้าต่อตา
    ทางบ้านเค้าก็ไม่ได้คิดว่าเป็นผีพรายนะ
    และปกติก่อนจะดึงใคร เค้าแต่จะเล็งไว้ก่อนล่วงหน้ามานานแล้ว
    บุคคลิกประมาน ช ที่ออกแนว playboy ชอบแอลกอฮอล์
    และดูดีหน่อย พวกนี้จะชอบ
    ปล.เรื่องเล่าน่ากลัว นึกไม่ออกถ้าเจอกับตัวเอง
    จะทำยังไง โดยมากเท่าที่เห็นกรณีจะจับลงหม้อนะครับ
    (เคยมีประสบการณ์คุยกับท่านที่เคยทำ ๓ ใน ๔ ท่านเป็น
    ศิษย์หลวงพ่อมีชื่อท่านหนึ่ง เป็นระดับใหญ่ท่านหนึ่ง
    ท่านที่๔ ไม่ได้คุยเป็นเกจิและเข้าป่าไปแล้ว
    สมัยที่มีอสูรกายสองตนหลุดมาหลอกทั้งพระทั้งเณร ทั้ง
    ฆารวาสกลางวันแบบเห็นๆ ส่วนหลวงพ่อมีชื่อท่านไม่ทำ
    ท่านว่าทำเพราะ สร้างความเดือดร้อน
    ให้กับคนหมู่มากครับ ถ้ากรณีเป็นวิบากเฉพาะท่านคงไม่ยุ่ง)

    ผีพราย เค้าค่อนข้างฉลาด แม้ว่าเราจะมีความสามารถที่จะจับ
    หรือทำอะไรเค้าได้ ก็ไม่ใช่อะไรง่ายๆ ในการที่จะเอาเค้าลงหม้อครับ
    มันจะต้องมี ลูกหล่อ ลูกชน พอควร เพราะว่าเค้าอ่านใจเราได้
    และก็มีฤิทธิ์พอตัวครับ มันไม่เหมือนกรณีปราบพวกอสูกาย
    หรือปราบวิญญานมีฤิทธิ์ที่ชอบมาแอบสร้างภาพสิงคน
    แล้วทำให้คนนั้นหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่ง แต่ความสามารถไม่ดี
    และกำลังจิตน้อย สติเต็มบ้างไม่เต็มบ้าง
    หรือไม่ก็เพ้อเจ้อไปเป็คนละคนนะครับแบบที่พูดมาถือว่าไม่ยาก
    ถ้าถึงวาระจะต้องทำนะครับ
    พวกพรายเก่งกว่า แต่ไม่ขี้โม้นะครับ
    จับได้แต่ ก็ต้องมีเทคนิคที่มากหน่อยครับ
    ต่อให้บุคคลใดมีความสามารถทำได้จริงๆนะครับ
    การจะดุ่มๆไปจับ หรือไปบ้าพลังใส่ สวดคาถงคาถาใส่
    ใช้มีดหมงมีดหมอ อฐิษฐานจิตเอา ประกันได้ว่า
    ไม่ได้กิน(แดร๊ก)พวกนี้หรอกครับ
    แต่ถ้าเอาไว้โม้พอสร้างภาพอาจจะได้อยู่
    สำหรับพวกที่หลอกเอาตังค์ชาวบ้าน
    แล้วก็อ้างโน้นนี่นั่นภายหลังจากทำอะไรไม่ได้ครับ
     
  13. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    สมัยเรียนประถม พ่อแม่จะห่วงลูกๆ ไม่ให้ลงเล่นน้ำ
    แถวบ้านจะมีเด็กๆจมน้ำตายปีละอย่างน้อย 1 คน (ปัจจุบันก็ยังเกิด แต่ไม่มีคนใส่ใจว่าเป็นเพราะอะไร ส่วนใหญ่ก็ว่าอุบัติเหตุ) แต่สมัยนั้นพวกผู้ใหญ่มักบอกว่าเป็นเพราะ ผีพรายมันมาเอาไปอยู่ด้วย (ปีไหนตาย 2-3 ศพ เรื่องผีพรายจะถูกขุดเอามาพูด)

    และในวันหนึ่ง ตอนนั้นเผอิญได้ยินครูสอนภาษาอังกฤษ เล่าให้เพื่อนครูอีกคนฟังว่า
    " เมื่อคืนถูกผีพรายหลอกในห้องน้ำ "
    บ้านของครูติดริมน้ำ ตัวบ้านยื่นลงไปในแม่น้ำที่ไหลออกสู่ทะเล ครูว่า
    จะอาบน้ำ นุ่งกระโจงอกเดินไปห้องน้ำ พอเปิดประตูห้องน้ำ สิ่งแรกที่รู้สึกคือ คล้ายมีสายตาของใครมองอยู่ อากาศในห้องน้ำเย็น จนขนลุก แต่นึกว่า เป็นเรื่องปกติ เลยเข้าห้องน้ำไป
    อาบๆอยู่ ว่าทำไมมีเส้นผมบนพื้นมาก เลยมองไล่ไป เห็นเส้นผมไหลออกมาจากท่อน้ำทิ้ง (ทิ้งลงแม่น้ำ) เท่านั้นแหระค่ะ กรี๊ดลั่นบ้าน เปิดประตูได้วิ่งออกมาโจ้งๆเลย สามีครูวิ่งมาหา พอเปิดไปดูในห้องน้ำ ไม่พบอะไรเลยค่ะ (ตอนได้ยินครูเล่า รู้สึกกลัวมาก)

    มีอีกตอนหนึ่งสมัยวัยรุ่น เป็นไม่กี่ครั้งที่จะเข้าร่วมกลุ่มเที่ยวกับเพื่อนๆ ตอนนั้นเพื่อนชวนไปเล่นน้ำที่วังแก้วค่ะ ก็ไปกันสนุกสนานเฮฮา แต่วันนั้นไม่ใช่ช่วงเทศกาล ประกอบกับ สถานที่วังแก้ว เป็นที่ส่วนตัวของรีสอร์ท เลยไม่มีกลุ่มอื่นใด นอกจากกลุ่มเรา
    เล่นๆน้ำอยู่ เพื่อนชักลงลึกขึ้น จากระดับเอวเริ่มลึกถึงระดับอก แล้วอยู่ๆ ดิฉันมีความรู้สึกว่ามีคนจ้องมองประสงค์ร้ายค่ะ ใครเคยเป็นไหมคะ??? แบบหันควับ!!! ไปตามทิศที่รู้สึกว่ามีคนมอง แต่ทิศนั้นเป็นทิศของทะเลค่ะ มองออกไปสีน้ำทะเลเคว้งคว้างสุดสายตา /// หันขวับไป ขางี้ถอยล่อนมาตรงน้ำระดับเอวแบบอัตโนมัติ รู้สึกถึงอันตรายชัดเจนค่ะ เลยตะโกนเรียกเพื่อนให้มาเล่นน้ำตรงนี้ (ตื้นๆ) ท่องคาถาที่แม่เคยสอนให้ท่องในใจค่ะ ท่องแล้วก็นึกตาม ซักพักความรู้สึกที่ว่าอันตรายก็หายไปค่ะ มารู้ทีหลังว่า วังแก้วมีคนตายทุกปีค่ะ

    อืม!!! มีส่วนที่ตรงกับคุณnop บอกเหมือนกัน
    เพราะตอนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งโดนเปลือกหอยบาด เลือดออกตอนนั้นพอดีค่ะ น่าคิดนะคะ แต่เป็นเพราะอะไร ถ้าเลือดออกแล้ว ผีพรายจะปล่อย

    ปล.แถวบ้านจะใช้พวกการะปังหา เป็นของขลังกันพรายน้ำค่ะ บนเรือก็ต้องบูชาแม่ย่านางเรือค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 ธันวาคม 2016
  14. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,016
    ค่าพลัง:
    +30,321
    ไม่ค้องไปคิด เรื่องแบบนี้ยิ่งคิดยิ่งไม่รู้
    เพราะเค้าบริโภคเลือดเป็นอาหาร
    มันอร่อยของเค้า
    ประมานว่า ฟินเวอร์สุดๆ(คล้ายๆของแก้เคล็ด)
    กินแล้วจะลืมทุกสิ่ง
    ปล.เลือดที่เกิดจากบาดแผลสดบนร่างกายเรานะครับ
    ถ้าใครถูกดึง ทำตัวเองให้มีเลือดออกให้ได้
    เค้าปล่อยเราแน่นอนร้อยเปอร์เซนต์ครับ
    จำไปบอกลูกบอกหลานบอกญาติๆได้เลยครับ
    ใช้ได้ผลจนกว่าโลกนี้จะระเบิดครับ
     
  15. นายดอกบัว

    นายดอกบัว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2007
    โพสต์:
    1,700
    ค่าพลัง:
    +5,686
    โดยประสบการณ์ไม่รู้จักผีพรายเป็นการส่วนตัวหรอกนะครับ. เพราะบ้านอยู่บนเขา. ไม่ค่อยยุ่งกับน้ำ. และผมก็ไม่ชอบจะเล่นน้ำหรือลงน้ำตอนกลางคืน ส่วนเรื่องลงเรือไปทะเล. ถึงแม้ผมจะว่ายน้ำแข็งหรือเก่งยังงัย. ผมก็จะใส่ชูชีพไว้เสมอ เพราะผมไม่ไว้ใจน้ำ. คุณจะรู้ได้ยังงัยเวลากลางคืนว่าใต้น้ำมีอะไร. มีปลาหมึกยักษ์. มีฉลาม. มักระเบน. มีปลาไหล มีงู. มีกระพรุน. ตัวเด็ดๆทั้งนั้น. แตะมันเข้า มีโอกาศจมเหมือนกัน. มีจรเข้.งู ปลาชะโด. ปลาปักเป้า. มัดกัดนะครับถ้าอยู่ใกล้. เราอยู่ที่ของเค้า. เราสู้เค้ายาก. ต้องให้เค้ามาอยู่ที่ของเราจึงได้เปรียบ เคยมีแม่ชีท่านนึงที่ว่ามีตาทิพย์. เวลาเจอน้ำบางทีท่านจะบอกว่าห้ามลง. เพราะมีพรายน้ำอยู่. ถึงตัวมันไม่อยู่. แต่พิษ มันยังมี. เป็นผมก็ไม่ลง. กลัวจรเข้ เพราะมันดำน้ำนานถึง 2 ชั่วโมง.

    ผมว่าเรื่องที่เล่ามานี้ถ้าไม่ใช่เรื่องแต่ง. มันต้องมีอะไรแอบแฝงว่าคนเล่าต้องทำอะไรแน่ๆ. มันต้องมีเรื่องเกี่ยวโยงกัน. ผมไม่เคยเจอคนที่อยู่กับน้ำตายเพราะน้ำตายเพราะผีพรายน้ำ ที่จ้องเล่นงานแบบ ถึงลูกถึงคนแบบนี้. นอกจากมีมือปืนมาเรียกหน้าประตูแล้วยิงตาย
    ไม่ขมขื่นใครละฆ่าโยนทิ้งทะเล. ก็ต้องเอาของผีมา. หรือสบถท้าจะไฟ้วล้างโครตกับผี. หรือแอบเลี้ยงไว้โดยใครสักคนในครอบครัว มันถึงต้องวนเวียนกลั่นแกล้งแบบนี้. ทุกอย่างมันต้องมีเหตุและผล. ไม่มีเหตุ. มีแต่ผล. มันเป็นไปไม่ได้

    เพราะมนุษย์เราไม่สามารถหายใจในน้ำได้ จึงกลัวน้ำ. เพราะมนุษย์ไม่เคยอยู่ในป่าก็เลยกลัวป่า. แปลกมั้ย มลาบี(ผีตองเหลือง)อยู่ป่ามาตั้งนาน ทำไมไม่โดนผีป่าฆ่าตายหมด. เสือคาบไปแดกหมด. ทำไมถึงอยู่รอดมาได้ เพราะเค้ามีความคุ้นเคย รู้วิธีอยู่ยังงั้ยล่ะ.
     
  16. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,016
    ค่าพลัง:
    +30,321
    เรื่องเล่าที่นำมาลงเป็นวิบากเฉพาะบุคคล
    ไม่มีไรหรอก เค้าเล่าให้ฟังก็ดีแล้ว
    อยากเสริมอะไรก็เสริม เพื่อความบันเทิง
    เพื่อประโยชน์ก็ว่ากันไปครับ
    จะไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรคนเขียน
    ก็ควรมีเหตุ มีผลมีข้อแนะนำเสริมก็ดี
    เค้าจะฟังไม่ฟังช่างเค้า
    ไม่ใช่ใครเขียนอะไรมาหาข้อติได้หมด
    แต่ไร้ข้อแนะนำที่มีประโยชน์
    ไม่ควรพูดครับ
    ฮาๆพอ อย่าจริงจังมาก
     
  17. devotee57

    devotee57 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2014
    โพสต์:
    212
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +518
    ตอนอายุ14-15 เคยไปเล่นน้ำที่ท่าน้ำกับเพื่อนๆ ส่วนตัวว่ายน้ำเป็นในระดับนึงคะ เล่นๆอยู่ขาก็ดิ่งลง รู้สึกว่าน้ำข้างใต้เย็นมาก ยิ่งดิ่งยิ่งเย็น ตีขาไม่ขึ้นไม่ได้เป็นตะคริว โชคดีเพื่อนคนนึงบนตลิ่ง ยื่นไม้พายให้เกาะเลยรอด คิดว่าคงเพราะไม่ได้ว่ายน้ำนานเลยไม่คล่อง

    แต่พ่อเคยเล่าเรื่องผีพรายให้ฟังว่า สมัยหนุ่มๆวัยคะนอง น่าจะไม่เกิน20 จะมีก๊วนเพื่อนเฮไหนเฮนั่นตามประสาวัยรุ่น บ้านอยู่ไม่ไกลแม่น้ำในตัวจังหวัดชุมพร น้ำใช้ก็น้ำแม่น้ำ อาบน้ำก็อาบที่ท่าน้ำใหญ่ สมัยน้ั้น ตรงนั้นมีแต่ต้นไม้ต้นกล้วย คนไม่เยอะแยะนัก

    พอมาวันนึงแก็งค์พ่อ(มี4-5คน)ก็ออกไปเที่ยว แถวเมากรึ่มๆกลับบ้าน กอดคอกันเมา(คงร้องเพลงด้วย)ตามประส่คนเมา แต่พ่อยังพอรู้ตัว พอเดินไปถึงลานไม่ไกลจากท่าน้ำก็ได้ยินเสียงร้องเพลงกล่อมเด็ก ใครมันจะมาร้องเพลงตอนเที่ยงคืน เสียงแบบเย็นๆเป็นเสียงผู้หญิง คราวนี้ก็มองหากันแล้วรู้ว่าเสียงมาจากท่าน้ำไม่ไกลเท่าไหร่ ระยะพอมองถึง วันนั้นถ้าจำที่พ่อเล่าไม่ผิดมีพระจันทร์ด้วย มองไปก็เห็นผู้หญิงผมยาว ยาวมากยาวมิดก้นสีดำกำลังทำท่าหวีผมด้วยหวีก้างปลาเหมือนของคนสมัยก่อนอยู่ตรงท่าน้ำ ผิวเธอสีขาวรูปร่างดีน่าจะสวย แถมแก้ผ้าหมด ติดแต่ว่าผิวเธอขาวแบบติดโปร่งแสงหน่อย

    "เฮ้ย นั่นผีเปล่าว่ะ เดี๋ยวจับปล้ำ"(ใจความประมาณนี้แต่อาคนนั้นแกพูดเต็มว่าอะไรไม่แน่ใจ รู้แต่จะข่มขืนผี*~*) แล้วหัวโจกแกก็วิ่งนำไล่กวดผี พ่อก็ตามเฮกับเขา(ไม่ตามไม่ได้เพื่อนว่าไงเราว่าตาม) ผีก็ต๊กกะใจทิ้งหวีก้างปลาโดนน้ำทันที

    พอเดินไปที่ท่าน้ำหวีก้างปลาก็ยังตั้งอยู่ คราวนี้ก็ต่างคนต่างกลับบ้านนอน

    พอมาตอนเช้าพ่อรีบไปอาบน้ำที่ท่านั้นแต่เช้า แกให้เหตุผลว่าอะไรจำไม่ได้ว่าทำไมชอบไปอาบก่อนชาวบ้านเขา ตอนนั้น่าราวๆไม่เกินหกโมงเช้า แกก็นุ่งผ้าขาวม้าตามปกติ อาบๆว่ายๆไปรู้สึกขากระตุกเหมือนโดนดึงจมลงใต้น้ำ แกก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืนว่าคงโดนสาวผีพรายเมื่อคืนเล่นแล้ว แกก็นึกถึงว่าเคยมีคนบอกว่าผีพรายมันขี้อายให้แก้ผ้าสู้>~< เท่านั้นก็ปลดผ้าขาวม้าทิ้ง แล้วขาแกที่ถูกดึงก็ถูกปล่อยเป็นอิสระ ว่ายน้ำกลับขึ้นท่าได้พร้อมผ้าขาวม้าที่ปลิวจากไปเป็นของดูต่างหน้าให้ผีสาว เฮอๆๆๆ (เอิ่มดีที่ยังเช้าไม่มีใครมาอาบน้ำที่ท่า พ่อเลยแจ้นกลับได้ทั้งที่โทงเทง)

    พอในวันนั้นก็มีเรื่องให้ทุกคนย่านน้้นตกใจ เพราะมีชายหนุ่มรุ่นๆพ่อแกก็รู้จักแต่ไม่สนิท จมน้ำตายที่ท่านั้น เขาไปอาบน้ำหลังจากพ่อกลับแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเช้าอยู่มาก ทุกคนต่างสงสัยเพราะคนที่โตริมน้ำยังไงก็ว่ายน้ำแข็งไม่น่าจมน้ำได้ แถมแข็งแรงดีไม่น่าอายุสั้น แต่พ่อก็เก็บเงียบคิดว่าคนนั้นคงต้องกลายเป็นตัวตายตัวแทน แทนที่จะเป็นพ่อ แถมยังเล่าว่าที่ศพยังนุ่งผ้าขาวม้าอยู่ ถ้าถอดผ้าขาวม้าคงจะรอด

    แต่เรื่องผีพรายตรงนั้นสมัยนั้นเขารู้กัน เพราะดึกๆวันดีคืนดีจะขึ้นมาร้องเพลงกล่อมลูกบ่อยๆ
     
  18. The eyes

    The eyes เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +2,638
    ผีพรายเป็นผู้หญิง (ส่วนใหญ่) กลัวชายแก้ผ้า
    แล้วไหงผีชาย ไม่กลัว ผู้หญิงแก้ผ้าบ้างนะ 555(พอขำๆนะ อย่าคิดไกล) ^_^

    ปล. กรณีแก้ผ้านี้สงสัยใช้ได้แต่ ผช. เท่านั้น!!!
     
  19. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,016
    ค่าพลัง:
    +30,321
    เรื่องแก้ผ้าเนี่ยความรู้ใหม่ พึ่งเคยได้ยิน
    แต่ถ้าสีผิวอย่างนั้นมาพร้อมกับหวีเคยได้ยิน
    ป้าเล่าให้ฟังสมัยที่ป้าสาวๆ ยุคที่มาการอาบน้ำ
    แบบตีโป่ง(คือลงไปพร้อมผ้าถุง) ตอนอาบน้ำอยู่หน้าวัดใหญ่(พิษณุโลก)
    ว่ามีลักษณะผู้หญิงอย่างที่เล่ามา เอาหวีมาให้ยืม
    ตอนที่ป้าอาบน้ำอยู่ เพราะนึกๆอยากจะได้หวี
    แต่มานึกได้ทีหลังว่าตัวเองอาบน้ำอยู่คนเดียว
    พอดีไม่ได้ถามต่อว่าต่อไปเป็นอย่างไร
    ถ้าใครสงสัยเด่วบอก
    ให้ป้าไปเล่าให้ฟังนะครับ
    ป้าเสียชีวิตไป ๑๐ ปีกว่าแล้วคงไปมาสดวกอยู่ครับ

    มานึกๆแล้วฟังจากที่ป้าเล่าเหมือนว่าเค้าจะเป็นมิตรนะครับ..
    และลักษณะนี้แล้วจริงๆ เค้าจะคอยช่วยคนที่จมน้ำด้วยนะครับ
    พูดถึงแบบคล้ายๆกันที่หน้าวัดใหญ่นะครับ
    ที่ป้าเล่าให้ฟังนะครับ

    กรณีที่คุณ devotee57 เล่ามาคงเป็น
    กรณีเฉพาะกับผู้ชาย ที่เค้าคิดว่าเหมือนไปกล่าวล่วง
    เกินกับเค้าก่อนหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องดูด้วยว่า
    คนที่ตายไปทำอะไรมาก่อนหรือเปล่า
    หรือว่าเป็นวิบากร่วมกันของคนนั้นด้วยหรือเปล่า
    เพราะบางทีการแก้ผ้าอาจจะช่วยไม่ได้
    (พอดีไม่ทันสังเกตุศพรุ่นน้องตอนเอาขึ้นจากน้ำมา
    ว่าได้แก้ผ้าหรือเปล่า แต่ว่าไม่ได้เสื้อแน่ๆที่พอทราบ
    เพราะมูลนิธิเค้าห่อเรียบร้อยแล้ว หลังจากหาอยู่ร่วม ๒ ชั่วโมง
    ทั้งที่ว่ายน้ำห่างจากริมบ่อเป็นบ่อปลาน้ำนิ่งนะครับแค่ไม่เกิน ๒ เมตร
    เรียกว่า กระโดดลงไปช่วยก็เกินจุดที่จมแล้ว
    และก็มีคนอยู่ในน้ำตรงนั้นห่างกันแค่เอื้อม มือก็ถึง)
    เค้าแค่อยากจะสั่งสอนเฉยๆก็เป็นได้(เดาเอา)
     
  20. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    708
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,993
    กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูงค่ะ


    ลูก เป็นนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา มีพื้นเพเดิมเป็นคนจังหวัดระยอง แต่หลังจากแต่งงานแล้ว ต้องย้ายมาอยู่กับ สามี ที่เกาะหมาก จังหวัดตราด เพราะบรรพบุรุษของสามีเป็นผู้บุกเบิกและตั้งรกรากอยู่ที่เกาะแห่งนี้ ลูกอยู่ที่นี่มา 50 กว่าปีแล้วค่ะ

    ชีวิตชาวเกาะเป็นชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก ต้องคอยนั่งเรือเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ เพื่อไปขนเสบียงมากักตุนไว้กิน ลูกเป็นภรรยากำนัน มีอาชีพนำผลิตผลจากเกาะไปขายบนฝั่ง พอได้เงินก็ซื้อเสบียงบรรทุกขึ้นเรือกลับมาที่เกาะ การเดินเรือบ่อยครั้ง ทำให้ลูกเชี่ยวชาญมากในการดูคลื่นลมทะเล จะรู้ว่าท้องฟ้าแบบไหนจะมีมรสุม สามารถออกทะเลได้หรือไม่

    แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์อันโหดร้ายที่สุดในชีวิตลูกก็มาเยือน ทำให้ลูกเกือบไม่รอดชีวิตมาเขียน Case Study ในวันนี้ เหตุการณ์ในวันนั้น เกิดขึ้นในขณะที่ลูกกำลังจะเดินเรือขนเสบียงกลับมายังเกาะ ท้องฟ้าวันนั้นช่างไม่เป็นใจเอาเลย เพราะลูกรู้ว่า ยังไง วันนี้ต้องมีมรสุมอย่างแน่นอน แต่สามีของลูกได้ยืนยันว่าจะนั่งเรือกลับเกาะวันนี้ให้ได้ ลูกจำเป็นต้องฝืนยอมอย่างเสียไม่ได้ ทำให้ทุกคนต้องออกเดินทางพร้อมกันบ่ายโมง โดยเรือท้องแบนยาว 7 วา 2 ศอก กว้าง 4 เมตร ก่อนออกเดินทางพวกเรามีกันทั้งหมด 6 ชีวิต คือ ตัวลูก สามี วิศวกรเรือ นายท้าย และเด็กอีก 2 คน พอเรือออกไปได้สักระยะหนึ่ง สักครู่ก็มีเด็กสาวตัวดำวัย 17 ปี โผล่ขึ้นมาจากใต้ท้องเรือ เป็นเด็กที่หนีพ่อแม่ออกจากเกาะมาเที่ยว และแอบลงเรือของลูกเพื่อติดกลับมาด้วย ตอนนี้บนเรือของเราจึงมีทั้งหมด 7 ชีวิต

    เรือได้แล่นออกจากฝั่งมา 2 ชั่วโมงอย่างปกติ สักครู่ทุกคนสังเกตเห็นคลื่นลมทะเลเริ่มแปรปรวนขึ้นเรื่อยๆ ก้อนเมฆมหึมาดำทะมึนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาทางเรา น้ำทะเลกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม คลื่นก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ เรือส่ายโคลงเคลงไปมาจนยืนไม่ติด เพราะเรากำลังผ่านเข้าเขตมรสุมแล้ว ขณะนั้นลูกรู้สึกสังหรณ์อย่างบอกไม่ถูก จึงเดินไปตรวจความเรียบร้อยของเรือโดยเปิดดูที่ห้องเครื่องใต้ท้องเรือ ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นคือ น้ำทะเลกำลังทะลักเข้าใต้ท้องเรือถึงครึ่งลำแล้ว ลูกรีบตะโกนให้นายท้ายและวิศวกรเรือเข้ามาช่วยกัน แล้วถามนายท้ายว่า เคยถือท้ายเรือจมไหม เขาตอบลูกว่า “เคยครับ” ลูกถามต่อว่า “แล้วสภาพเรือเราแบบนี้จมไหม” เขาก็ตอบลูกว่า “จมครับ”

    จากนั้น ทุกคนจึงเตรียมความพร้อมในการสละเรือ เพราะในอีกไม่ช้าเรือจะต้องจมลงท่ามกลางมรสุมที่พัดเหวี่ยงเรือของเราอยู่ในขณะนี้ ฝนสาดเข้าในเรืออย่างกระหน่ำ ความสูงของคลื่นเท่าหลังคาบ้าน สายฟ้าฟาดลงบนท้องน้ำ แลบร้องแปลบปลาบเป็นระยะๆ ลูกได้ให้กำลังใจทุกคนว่า หากเราไม่ถึงที่ตาย เราก็จะไม่ตาย ทั้งๆที่ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจตอนนั้นว่า ยังไง พวกเราทุกคนก็ไม่มีทางรอดแล้ว ซึ่งลูกก็ได้กำชับทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายว่า ขณะลอยคออยู่ในทะเลหากเห็นภาพอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นทุ่น เป็นเรือใหญ่ ห้ามปล่อยวัสดุที่เกาะไว้กับตัวเด็ดขาด เพราะคนโบราณเชื่อกันว่า หากถึงที่ตาย จะเห็นภาพหลอน เพื่อหลอกให้เราปล่อยวัสดุที่กำลังเกาะอยู่ หากเราปล่อย คือ ตายเท่านั้น

    ทุกคนรับปาก แล้วกระโดดถีบตัวลงให้พ้นเรือ โดยมีของเกาะเพื่อช่วยชีวิตคนละชิ้น แต่ตัวลูก สามี และเด็กสาวอายุ 17 ปี เกาะอยู่บนล้อยางรถยนต์ 2 ล้อ ที่ตรงกลางมีไม้กระดานขนาด 1 วา พาดขวางอยู่ 1 แผ่น ตัวเด็กสาวอายุ 17 ปี เกาะอยู่ริมด้านซ้ายของลูก ตัวลูกอยู่ตรงกลาง ส่วนสามีของลูกเกาะอยู่ริมด้านขวา พวกเรากำลังลอยคอกลางทะเลที่มองไปอย่างไม่เห็นฝั่ง อย่างไร้ความหวัง ทุกคนตกอยู่ในภาวะที่รอคอยสิ่งเดียวกันคือ “ปาฏิหาริย์”

    ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงดังก้องขึ้นจากกลางท้องของลูก เป็นเสียงผู้ชายห้าวๆ พูดว่า “ยังตายไม่ได้ ต้องสร้างบารมีก่อน” เสียงนั้นดังมาก ดังจนออกหูลูกทั้ง 2 ข้าง แต่เป็นเสียงที่ลูกได้ยินเพียงคนเดียวเท่านั้น จนลูกเกิดคำถามขึ้นมาในขณะที่ลอยคออยู่นั้นว่า เสียงใครกัน ทำไมต้องให้เราสร้างบารมี แล้วบารมี มันคืออะไร เสียงนี้ทำให้ลูกแปลกใจสุดขีด ลูกไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวลูก เพราะตอนนั้นลูกยังไม่รู้จักวัดพระธรรมกาย ยังไม่เคยเข้าวัดมาก่อนเลย ลูกครุ่นคิดถึงเสียงนี้ ท่ามกลางความบ้าคลั่งของทะเลและพายุที่ยังไม่ยอมสงบลงง่ายๆ

    จนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืน ลูกได้เริ่มสังเกตเห็นปรากฏการณ์ประหลาด ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกที่อยู่รอบข้างทั้ง 2 ของลูก อยู่ๆเขากลายเป็นมนุษย์เรืองแสงได้ มีผิวกายที่ระยิบระยับสวยงามมาก ลูกได้เอามือไปสัมผัสตัวพวกเขา ปรากฏว่าลื่นเป็นเมือกปลา จับแล้วลื่นหลุดมือ โดยเฉพาะเด็กสาว แต่ปรากฏการณ์อย่างนี้ชาวบ้านบอกว่า เป็นลางบอกให้รู้ว่า ผีพรายทะเลมันจะมาเอาตัวไป แต่ถ้าทางวิทยาศาสตร์จะให้เหตุผลในเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะธาตุฟอสฟอรัสในทะเลมันเกาะผิวหนัง ทำให้เราเรืองแสงได้ แต่ถ้าเป็นการเรืองแสง เพราะฟอสฟอรัสจริงๆก็จบ แต่เรื่องนี้มันไม่จบลงง่ายๆอย่างนั้นหรอกค่ะ เพราะกำลังมีเหตุการณ์ผิดปกติบางอย่าง เกิดขึ้นกับเด็กสาวข้างๆลูก คือ เธอพยายามบอกกับลูกตลอดเวลาว่า เธอไม่ไหวแล้ว เธอขอตายเถอะ และไม่ยอมลืมตาขึ้นเลย และชอบขยับตัวเบียดมาทางลูกเรื่อยๆ จนกระทั่งตัวลูกต้องขยับไปเบียดสามี เกือบหลุดตกจากวัสดุที่ยึดเกาะอยู่อีกด้าน ลูกได้แต่บอกเด็กสาวว่า “อย่าขยับมา จะขยับมาทำไม” พอเธอถูกลูกเอ็ด ก็ขยับกลับที่เดิม เป็นอยู่อย่างนี้ทั้งคืน จนลูกงงมาก ว่ามันเกิดอะไรขึ้น พอลูกถาม เธอก็พูดอย่างเดียวว่า ไม่ไหวแล้ว ขอเธอตายเถอะ อยากตายๆ เหตุการณ์เป็นอยู่อย่างนี้ถี่ๆตลอดทั้งคืน จนถึงรุ่งเช้าลูกได้เห็นเรือประมงที่กำลังมาลงอวนจับปู ลูกจึงหันบอกเด็กสาวว่า ไม่ต้องอยากตายหรอก เพราะเรากำลังจะรอดตายแล้ว ไม่ต้องกลัว ทันใดนั้นหลังจากสิ้นเสียงลูก เด็กสาวก็ได้ลืมตาลุกวาวขึ้น มองมาที่ลูก ขนาดดวงตานั้นเท่ากับปากแก้วน้ำ ลูกตกใจกลัวมาก ว่าเด็กคนนี้กำลังเป็นอะไรไป จากนั้นลูกไม่กล้าหันไปมองเธออีกเลย แล้วรีบตะโกนเรียกเรือให้เข้ามาช่วยเราให้ได้ คนบนเรือได้ยินเสียงลูก แต่ไม่ยอมเข้ามาช่วยเราสักที จนลูกต้องตะโกนอย่างสุดเสียงถี่ๆ จนในที่สุดเขาจึงยอมเข้ามา เขาบอกลูกว่าที่ไม่เข้ามาช่วยทีแรกเพราะนึกว่าผี เพราะเช้านี้มีแต่ศพลอยมาติดฝั่งเต็มไปหมด ไม่มีรายไหนรอดสักราย ขณะนั้นลูกปลอดภัยแล้ว หลังจากที่ได้ลอยคอรอคอยความตายมาถึง 16 ชั่วโมง ซึ่งพอขึ้นฝั่งก็พบว่า ชาวบ้านต่างเตรียมจัดงานศพให้ลูกกับสามีเรียบร้อยแล้ว

    ส่วนเด็กสาวอายุ 17 ปี ที่รอดชีวิตในครั้งนี้กับลูกด้วย ได้กลับไปบอกพ่อแม่ของเธอว่า ขณะลอยคออยู่ในทะเลกับลูก เธอได้เห็นผู้หญิงสาวผมยาวตัวเปลือยผิวขาว มาเกาะยางรถยนต์ข้างๆเธอตลอดเวลา เธอกลัวมากและพยายามกระเถิบมาเบียดลูกตลอดคืน แต่เธอไม่กล้าเล่าให้ลูกฟัง ลูกจึงได้แต่สงสัยถึงเรื่องราวนี้ตลอดมา

    หลังจากนั้น ลูกได้มีโอกาสมาวัดพระธรรมกายครั้งแรก เพราะการบวชธรรมทายาทของลูกชายคนที่สาม ทำให้ลูกได้มาวัดพระธรรมกายบ่อยขึ้น แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรเป็นพิเศษ จนกระทั่งวันหนึ่งลูกมองไปเห็นป้ายวัดที่เขียนว่า “เราเกิดมาสร้างบารมี” คำนี้ได้แล่นเข้าไปในใจจนขนลุกซู่ เพราะทำให้ลูกนึกถึง เสียงกลางท้องในคืนเรือล่มกลางทะเลขึ้นมาทันที จากนั้นลูกจึงคิดว่า เรามาถูกทางแล้ว ลูกจึงตั้งใจสร้างบารมีจริงจังตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาค่ะ

    หลานสาวของลูก ได้มาวัดพระธรรมกายตั้งแต่อายุ 7 เดือน พอโตขึ้นเธอก็ได้มาวัดกับลูกบ่อยขึ้น ปัจจุบันอายุ 7 ขวบแล้วค่ะ แต่เรียนอยู่ที่ประเทศอินเดีย เธอมักจะพูดว่า เธอคิดถึงวัดมาก อยากมาถวายปัจจัยกับหลวงพ่อใกล้ๆที่วัด เธอพูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ อินเดีย ไทย เธอเป็นเด็กฉลาดเกินเด็ก สามารถนั่งเครื่องบิน ไปกลับเมืองไทย-อินเดียคนเดียวได้ เป็นเด็กช่างเจรจามาก รักการทำบุญ นั่งสมาธิ(Meditation)สวดมนต์ก่อนนอนทุกวันค่ะ

    ลูกชายคนที่ 7 ของลูก ปัจจุบันเป็นลูกคนเดียวที่อยู่เกาะกับลูก เพราะลูกๆ คนอื่นแต่งงานไปก็ไปอยู่กับครอบครัวหมดแล้ว เขาเคยบวชธรรมทายาทที่วัดค่ะ

    ลูกขอเรียนถามคำถามพระเดชพระคุณหลวงพ่อดังนี้ค่ะ

    1. บุพกรรมใดที่ลูกและสามีต้องมาอยู่เกาะ คนที่มีชีวิตอยู่เกาะหรือใกล้ทะเล ต้องเจอความแปรปรวนของคลื่นลมทะเลบ่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นเพราะกรรมอะไรคะ

    2. บุพกรรมใดที่ ตัวลูกและ สามี และเด็กสาวอายุ 17 ปี ต้องเจอเรือล่ม จนเกือบตาย และบุญใดที่ทำให้ลูกและทุกคนรอดมาได้คะ

    3. เสียงที่เกิดขึ้นกลางท้องขณะลอยคอในทะเล เป็นเสียงใคร ทำไมลูกถึงได้ยินในสภาวะที่เกือบไม่รอดเช่นนั้น และทำไมต้องเป็นคำว่าให้มาสร้างบารมี ลูกมีความผูกพันอะไรกับคำนี้หรือไม่คะ

    4. ทำไมเด็กสาว 17 ปี คนนั้นต้องหลับตากลัวตลอดทั้งคืน เธอเขยิบมาหาลูกทำไม เธอเห็นผู้หญิงสาวผมยาวตัวเปลือยผิวขาว จริงตามนั้นหรือไม่ ถ้าจริง สิ่งนั้นคืออะไร ใช่ผีพรายทะเลหรือไม่ และทำไมตอนลูกบอกเธอว่าจะรอดชีวิต เธอจึงลืมตาอย่างน่ากลัวคะ

    5. ถ้าผีพรายทะเลมีจริง กราบขอความเมตตาคุณครูไม่ใหญ่ว่า เขามีความเป็นอยู่อย่างไร รูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร บุพกรรมใด เขาต้องมาเป็นผีพรายที่อยู่ในทะเล เขาชอบทำให้เรือล่ม แล้วเอาคนไปตายแทนจริงหรือไม่ ทำไมต้องทำเช่นนั้นคะ

    6. บุพกรรมใดที่ทำให้หลานสาวของลูก ฉลาดเกินเด็ก คล่องมาก โตขึ้นลูกอยากให้เธอได้มาช่วยงานที่วัดจะเป็นไปได้หรือไม่ หลานสาวเคยสร้างบารมีกับหมู่คณะมาอย่างไรคะ

    7. ลูก สามี ลูกชายคนที่ 3 และ 7 เคยสร้างบารมีกับหมู่คณะมาในรูปแบบใด มีหน้าที่อะไรคะ และเพราะเหตุใดลูกชายคนที่ 7 ถึงต้องมาอยู่เกาะสืบทอดกิจการของลูกคะ


    ฝันในฝัน:

    หลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมา หาว 1 ที
    แล้วก็นำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรากันนะจ๊ะ

    1. คนที่มีชีวิตอยู่บนเกาะหรือใกล้ทะเล ต้องเจอความแปรปรวนของคลื่นทะเลบ่อย ๆ ก็มีสาเหตุหลายประการ เช่น...มีบุพกรรมคล้ายกับเรื่องของหัวหน้าชั้น ที่เคยเอานักโทษไปปล่อยเกาะบ้าง

    เกิดจากความพึงพอใจ ที่มีจิตใจผูกพัน และรักท้องทะเล มาหลายชาติบ้าง

    อธิษฐานมาบ้าง เพราะในอดีต เบื่อความวุ่นวายของสังคมที่มีคนอยู่เยอะ แต่ไม่อาจหนีไปได้ จึงได้อธิษฐานว่า ภพชาติต่อไปให้ไปเกิดในที่ที่เป็นส่วนตัว หรือเป็นเกาะ เป็นที่สงบสงัด แม้ลำบากกายแต่ก็ไม่ลำบากใจ

    ในกรณีของลูกและสามีนั้น เกิดจากความคุ้นเคยกับการอยู่เกาะและได้อธิษฐานมาด้วย เพราะพอใจในการใช้ชีวิตกับธรรมชาติท้องทะเลจ่ะ!

    2. ตัวลูก , สามี และเด็กสาวอายุ 17 ปี ต้องเจอเรือล่มในทะเล และเกือบตาย เพราะ ... กรรมในอดีตทั้ง 3 คน ก็เคยมีชีวิตอยู่บนเกาะ โดยตัวลูกกับสามี ก็เป็นสามี-ภรรยากันเหมือนชาตินี้ ได้ทำมาค้าขายบนเกาะแห่งหนึ่ง โดยมีเด็กสาวอายุ 17 ปีในชาตินี้ เป็น “ลูกจ้าง”

    ครั้งหนึ่งทั้ง 3 คน ได้นั่งเรือออกจากฝั่ง เพื่อนำสินค้าไปขาย ได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง แอบขึ้นมาขโมยของ ตอนเรืออยู่ริมฝั่ง และเมื่อเรือออกจากฝั่งแล้วก็หนีไม่ทัน จึงได้แอบอยู่ใต้ท้องเรือ

    เมื่ออยู่ในทะเลก็ถูกจับได้ โดยทั้ง 3 คน ช่วยกันจับให้เกาะแผ่นกระดาน ตะเกียกตะกายเข้าหาฝั่งเอง เป็นการลงโทษ ปรากฏว่า “เด็กคนนั้น” ไม่ตาย จึงทำให้รอดมาได้

    เพราะลูกทั้ง 3 คน ไม่มีกรรมปาณาติบาต กอปรกับ มีบุญที่เคยทำไว้กับหมู่คณะมาในอดีตตามช่วยด้วย เพื่อให้ได้มาสร้างบารมีกับหมู่คณะอีกในชาตินี้จ่ะ!

    3. เสียงที่เกิดขึ้นในกลางท้อง ในขณะที่ลอยอยู่ในทะเลนั้นเป็นเสียง “กายมนุษย์ละเอียด” ของตัวลูกเอง , ที่ได้ยินในขณะที่เกือบเอาตัวไม่รอด ก็เพราะ บุญที่เคยทำกับหมู่คณะมาหลายชาติตามมาช่วยในขณะนั้น เพื่อให้ได้มีโอกาสมาสร้างบารมีร่วมกับหมู่คณะอีกในชาตินี้จ่ะ!

    ที่ต้องเป็นคำว่า “ให้มาสร้างบารมี” ก็เพราะ เป็นความปรารถนามาข้ามชาติ ที่เคยทำบุญกับหมู่คณะมาดังกล่าว จึงมีความผูกพันกับคำคำนี้จ่ะ!

    4. เด็กสาว 17 ปี ต้องหลับตากลัวอยู่ทั้งคืน เพราะ ...เด็กสาวได้เห็นกายละเอียดของ “ผีทะเล” ก็คือ ผู้ที่ตายอยู่ในทะเล แล้วเป็นกายสัมภเวสีที่ร่อนเร่ล่องลอยอยู่ในกลางทะเล

    ส่วนพรายทะเลก็คล้าย ๆ ภูติบนบก คือ เป็นกายละเอียดที่มีฤทธิ์บางอย่างได้
    แต่ถ้าเป็น “ปีศาจทะเล” จะหน้าตาหน้าเกลียดน่ากลัว และแสดงฤทธิ์ได้ด้วย

    ตอนที่ลูกบอกว่า เธอจะรอดชีวิต ก็ทำให้เธอ “ดีใจอย่างสุดขีด” จึงทำให้ดูคล้ายดวงตาโต ในจังหวะที่ลูกก็เหนื่อยล้าเต็มที่ จึงทำให้ดูคล้ายตาโตเป็นพิเศษ ที่ดูน่ากลัวจ่ะ!

    5. “ผีพรายทะเล” ก็มีจริง คือ พวกที่ตายอยู่ในทะเล ด้วยวิบากกรรมเก่า แต่บาปไม่มากพอให้ไปอบาย และบุญไม่เพียงพอให้ไปสวรรค์ หรือไปเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเป็นผีพรายทะเลที่มีฤทธิ์บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ คล้ายภุมมเทวาระดับบริวารของหัวหน้าเขตเป็นต้น

    แต่ผีพรายทะเลจะเป็นบริวารของยักษ์ทะเล ผู้ดูแลทะเลในบริเวณท้องทะเลตอนนั้น ซึ่งมีกฎเงื่อนไขบางอย่างของเจ้าหน้าที่เขตยักษ์ทะเลว่า ต้องมีคนมาตายบริเวณนั้น แล้วมาอยู่แทนตัว , ตัวจึงจะไปเกิดใหม่ได้

    แต่ที่คนเรือล่มตายนั้น ก็เป็นเพราะวิบากกรรมของคน ๆ นั้น ที่จะหมดอายุขัยได้บันดาลให้เกิดขึ้น ซึ่งพรายทะเลจะทำได้ก็แค่เนรมิตว่าใครที่จะมาอยู่แทนตัว ให้เห็นภาพทุ่นให้คน ๆ นั้นเกาะแล้วตายมาเกิดแทนตัว


    ส่วนตัวเองไม่ทำ เพราะพรายทะเลถ้าทำให้ใครตาย ก็จะต้องไปเกิดในอบาย เพราะกรรมปาณาติบาตจ่ะ!


    6. หลานสาวของลูกฉลาดเกินเด็กในวันเดียวกัน เพราะมีปัญญาบารมีที่สั่งสมมามากจากในอดีต ตามมาส่งผล เช่น เป็นคนชอบแสวงหาความรู้ โดยคบบัณฑิต นักปราชญ์ และบุญสนับสนุนการศึกษาจ่ะ!

    หลานสาวก็เคยสร้างบารมีกับหมู่คณะมาแบบ “กองเสบียง” และ “เผยแผ่” จ่ะ!
    ให้ประคับประคองหลานสาวให้ดี ให้อยู่ในเส้นทางธรรม บุญเก่าก็จะบันดาลให้เธอ ได้มาสร้างบารมีกับหมู่คณะได้อีกจ่ะ!

    7. ลูก , สามี , ลูกชายคนที่ 3 และคนที่ 7 เคยสร้างบารมีกับหมู่คณะมาแบบ “กองเสบียง”

    ลูกชายคนที่ 7 มีความผูกพัน ชอบและคุ้นอยู่กับทะเลจึงต้องมาอยู่ดูแลกิจการของลูกสืบทอดกันจ่ะ!

    ชาตินี้มาเจอกันอีก ก็ให้ตั้งใจสร้างบารมีให้เต็มที่ อย่าให้ตกบุญเลย แล้วอธิษฐานจิตตามติดไป “ดุสิตบุรีวงบุญพิเศษเขตบรมโพธิสัตว์” อย่าได้พลัดกันเลยจ่ะ!

    ที่มา :http://www.dmc.tv/pages/casestudy/2548-06-18.html
     

แชร์หน้านี้

Loading...