เรื่องเด่น ผู้พิพากษาตายแล้วไปเกิดเป็นเวมาณิกเปรต

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย danetkung, 2 พฤษภาคม 2013.

  1. danetkung

    danetkung เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    1,031
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +15,150
    ตายจากคนเป็นผู้พิพากษาแล้วไปเกิดเป็นเวมาณิกเปรต

    images.jpeg


    โดย พระราชพรหมยาน ( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)

    จาก หนังสือ ตายแล้วไม่สูญ...แล้วไปไหน


    "..สำหรับเรื่องราวของเปรต อาตมาได้นำเอาเรื่องเปรตประเภทที่ท่านทั้งหลายไม่ได้คิดว่าเป็นเปรตมาเล่าสู่กันฟัง ในพระบาลีกล่าวว่า ในสำนักแห่งพระราชาธิบดีทรงพระนามว่า "พระเจ้าพิมพิสารบรมกษัตริย์" พระบาทท้าวเธอทรงปกครองมคธรัฐ หรือที่เรียกว่ากรุงราชคฤห์มหานคร จัดว่าเป็นกษัตริย์องค์แรกที่นับถือพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงแต่งตั้งบุรุษผู้หนึ่งซึ่งมีปัญญามีความรู้ให้เป็น ผู้พิพากษาชำระอรรถคดี ท่านผู้นี้ในตอนต้นก็มีอุดมการณ์ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ทำกิจการงานด้วยความซื่อตรงไม่มีความประสงค์ในการที่จะคดโกงอะไรทั้งนั้น ต่อมาในภายหลังเมื่อมีคนมาหาบ่อยๆ เขาต้องการชนะคดีก็มากราบมาไหว้ เอาเงินเอาทองมาให้ อาศัยที่ท่านผู้พิพากษาผู้นี้เป็นคนใจอ่อนมีเมตตาในด้านความชั่ว ต่อมาจิตใจของตนก็เกิดความโลภเข้ามาครอบงำจิต ติดในทรัพย์สินเป็นสำคัญ จึงประพฤติผิดในหน้าที่ คดีใดที่ควรจะแพ้แต่ถ้าเขาให้เงินมากก็ตัดสินให้ชนะ คดีใดที่ควรจะชนะแต่ทว่าไม่ให้เงินก็ตัดสินให้แพ้ เป็นการรับสินบน กลายเป็นคนมีความชั่วช้าอย่างสาหัสไม่สมกับพระราชาทรงไว้วางพระราชหฤทัย

    เป็นอันว่าท่านผู้พิพากษาท่านนี้ตัดสินความขาดความยุติธรรม วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ ครั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารบรมกษัตริย์ทรงสมาทานอุโบสถศีล ก็มีพระราชดำรัสสั่งให้อำมาตย์ผู้ใหญ่หลายท่านด้วยกันสมาทานอุโบสถศีลพร้อมไปด้วยกับพระองค์ สำหรับผู้พิพากษาท่านนี้ท่านไม่ได้ศรัทธาที่จะรักษาศีล แต่ทว่าด้วยอำนาจความเกรงกลัวในพระราชา หรือบางทีอาจจะเกรงชาวบ้านเขาจะว่าเอาว่า เป็นผู้ใหญ่ที่พระราชาทรงชวนให้สมาทานอุโบสถศีล จะไม่ทำก็จะเป็นการไม่ดี ไม่ได้นึกถึงความดีที่จะพึงมีกับตนเพียงใด ก็เลยจำทนจำใจสมาทานศีลด้วย

    ครั้นเมื่อสมาทานศีลแล้ว ออกมาจากพระราชสำนักจึงได้กล่าวกับอำมาตย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นสหายว่า "ความจริงวันนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะรักษาอุโบสถศีล เพราะว่าเรื่องศีลเรื่องทานนี่ผมไม่ได้สนใจว่าจะเป็นของดีตรงไหน เมื่อสมาทานแล้วก็จะต้องอดข้าวเย็น กินเหล้าก็ไม่ได้ ขนมนมเนยก็กินไม่ได้ ไม่เห็นมีประโยชน์ตรงไหน แต่ที่ร่วมสมาทานกับพระราชาก็เพราะความเกรงใจ ผมสมาทานแล้วก็อยากจะโยนศีลทิ้งไป ไม่เห็นมีประโยชน์"

    เพื่อนก็เตือนว่า "ท่านสมาทานศีลแล้วจะไม่รักษาศีลนั้นไม่เป็นการสมควร เพราะว่าท่านเองก็เป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ เมื่อสมาทานต่อหน้าพระพักตร์ของพระราชามาแล้ว พอลับหลังจะไม่ยอมรักษาศีลต่อไป จะเป็นการปฏิบัติศีลเอาหน้า ภาวนากันตาย ขอเพื่อนจงตั้งใจรักษาอุโบสถศีลให้ครบ ๑ วันกับ ๑ คืนเถิด ถ้าหากว่าเพื่อนไม่รักษาศีลให้ครบถ้วน ใครเขาทราบเข้า เขาก็จะประณามว่าอำมาตย์ผู้ใหญ่ของพระราชาเป็นคนชั่ว ไม่สามารถจะทำตัวให้อยู่ในขอบเขตของความดีได้"

    ท่านผู้พิพากษาได้ฟังคำแนะนำตักเตือนของเพื่อนอย่างนั้น ก็มีจิตยินดียอมรับคำแนะนำ แต่ไม่ใช่ยินดีในการที่จะรักษาอุโบสถศีล เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วก็จำใจจะต้องรักษาอุโบสถศีลเพื่อให้เพื่อนและคนทั้งหลายเห็นว่า ท่านเป็นผู้ทรงอุโบสถศีลได้ ท่านก็อดข้าวเย็น บ้วนปากเสร็จแล้วก็เข้านอน พอตกดึกก็กระสับกระส่ายเพราะเหตุที่ไม่เคยอดอาหารเย็นมาก่อน ความจริงตอนเย็นเคยกินมาก กินทั้งอาหาร เหล้ายาปลาปิ้ง รวมทั้งที่เรียกว่านารี พาชี กีฬาบัตร อบายมุขทุกประการ เวลาเย็นผู้พิพากษาท่านนี้ปฏิบัติได้หมด ครั้นมาอดข้าวเย็น ความหิวความกระหายมันก็เกิดทำให้กลุ้ม ในที่สุดก็เกิดเป็นลมตายไปในคืนนั้น เมื่อตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นเวมาณิกเปรตได้รับผลของกรรมทั้ง ๒ อย่างร่วมกันคือ

    ๑) ผลแห่งการรักษาอุโบสถศีล ถึงแม้จะไม่เต็มใจทำก็ตามแต่ทว่าเขาไม่ขาดในสิกขาบทในวันหนึ่งคืนหนึ่ง เปรียบเหมือนกับเราไม่เต็มใจกินข้าวแต่มันก็อิ่ม ร้อนมาไม่เต็มใจจะอาบนํ้า เมื่ออาบแล้วมันก็เย็น การรักษาศีลด้วยความไม่เต็มใจก็มีผลเช่นเดียวกัน จึงทำให้ผู้พิพากษาท่านนี้มีวิมานสวยสดงดงาม ประดับประดาไปด้วยทองและแก้วแพรวพราวเป็นที่อยู่ มีสมบัติอันเป็นทิพย์และมีนางฟ้าที่สวยสดงดงามน่ารักแวดล้อมเป็นบริวารมากมาย จัดว่าเป็นสถานที่มีความสุข

    ๒) ผลแห่งการที่มีสภาพเป็นเปรต ก็เพราะอาศัยที่ท่านผู้พิพากษาไม่ทรงความดี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ พิพากษาไม่เป็นไปตามความยุติธรรม ชอบกินสินบาทคาดสินบน และโทษที่เคยเจรจาส่อเสียดยุยงส่งเสริมทำลายให้เขาแตกความสามัคคี จึงทำให้มีสภาวะเป็นเปรตคือ มีร่างกายสวยเหมือนเทวดาเรียกว่า "เทวดาเปรต" แต่ทว่ามีเล็บมือยาวคล้ายๆ จอบและก็คม จิกเลือดและเนื้อสันหลังของตนกินเป็นอาหารทั้งๆ ที่อยู่ในวิมานอันสวยสดงดงาม เป็นการเสวยทุกขเวทนาอยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง ไม่ใช่ภูเขาหินแต่เป็นสภาพเขาที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อ ท่านที่เห็นเปรตผู้พิพากษาเป็นท่านแรกก็คือ พระนารทเถระเจ้า ซึ่งลงมาจากภูเขานั้น


    เวมาณิกเปรตระดับที่ ๒ เป็นกรรมประเภทที่แปลก ถ้าเรามองกันก็รู้สึกวาเขาเป็นคนดีมีความรักความเมตตาปรานี เปรตพวกนี้ได้แก่คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์ไว้ดูเล่น ชอบเลี้ยงสัตว์ไว้แข่งขัน สัตว์ทุกประเภทที่เลี้ยงไว้มีขอบเขตให้อยู่จำกัด ไม่มีอิสระในความเป็นอยู่ อย่าลืมว่าสัตว์ทั้งหลายก็มีหัวใจ มีมันสมอง มีความรู้สึกและมีความต้องการเหมือนกับคน ก็ลองนึกถึงจิตใจของเราบ้าง สมมติว่าเขาสร้างบ้านให้เราสักหลังหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ในนั้นมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราปรารถนา แต่ทว่าเราไม่มีโอกาสออกไปสู่ภายนอกได้ เราจะพอใจไหม ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ท่านที่มีอารมณ์เมตตาในสัตว์ สงเคราะห์สัตว์ เลี้ยงสัตว์ไว้ในขอบเขตด้วยความเมตตาปรานี จัดว่าเป็นความดีของบุคคลผู้เลี้ยง แต่ว่าการขาดอิสรภาพของสัตว์นี้เป็นภัยสำหรับท่านผู้เลี้ยงเหมือนกัน เพราะสัตว์ก็มีความต้องการอิสรภาพ ไปไหนได้ตามชอบใจเช่นเดียวกับคน

    และการที่สัตว์ทั้งหลายได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี มีอาหารการบริโภคบริบูรณ์สมบูรณ์ก็ตาม แต่เป็นการดีตามใจคนเลี้ยง เพราะความปรารถนาของสัตว์ก็มีอยู่ สัตว์อยากจะกินของประเภทนี้แต่ว่าคนเลี้ยงมีความเข้าใจว่าสัตว์ต้องการประเภทนั้น คนเลี้ยงเข้าใจว่าดีแต่สัตว์ไม่ชอบ สัตว์ต้องการอะไรก็พูดไม่ได้ อย่างเช่นเลี้ยงสุนัข ผู้เลี้ยงก็คิดว่าสุนัขชอบเนื้อเสมอ ถ้าหากว่าเราจะพิสูจน์กันให้ดี ก็เอาเนื้อหลายประเภทมาทำอาหารหลายๆ รส เอาให้สัตว์กิน สังเกตดูว่าสัตว์จะเลือกกินประเภทไหน ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าส่งไปให้มันก็ชอบ

    บุคคลประเภทนี้ตายแล้วต้องมาเกิดเป็นเวมาณิกเปรตระดับที่ ๒ คือเป็นเปรตที่มีวิมานอยู่ในแดนเปรตเป็นที่อยู่ วิมานของเปรตประเภทนี้ก็มีสภาพเหมือนกับเทวดาทุกอย่าง มีบริเวณล้อมรอบ มีความเป็นอยู่เป็นทิพย์ ร่างกายของเปรตพวกนี้ก็เป็นกายเทวดา มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวาร มีความสุขไม่ต่างกับเทวดาทั้งหลายทั้งหมด ความต้องการใดๆ ในบริเวณนั้นมีความปรารถนา สมหวังเหมือนกับเทวดาอื่นๆ แต่ทว่าเป็นเทวดาที่ต้องถูกกักขังอยู่ในวิมาน ไม่สามารถจะออกมาภายนอกได้ก็เพราะมี กงจักร หมุนมีความเร็วและความแรงสูงพัดผันอยู่รอบๆ วิมานตลอดเวลา ถ้าหากว่าเทวดาเปรตยื่นมือออกไป กงจักรก็จะตัดมือตัดนิ้วทันที ถ้ายื่นศีรษะออกไป ศีรษะก็จะถูกกงจักรตัดทันที ความเป็นทิพย์ก็ช่วยไม่ได้ เพราะกงจักรก็เป็นกงจักรทิพย์ที่มีทั้งความเร็วและความแรง ทำให้การเคลื่อนไหวของเทวดาเปรตพวกนี้ไม่สามารถออกนอกเขตวิมานได้ ก็เพราะโทษที่กักขังบรรดาสัตว์ทั้งหลายไม่ให้มีอิสรภาพ แต่ผลแห่งความดีที่มีเมตตาปรานีเลี้ยงดูให้อาหารการกิน ก็มีผลตอบสนองดังนี้คือ

    ๑) มีร่างกายเป็นทิพย์

    ๒) มีเครื่องประดับเป็นทิพย์

    ๓) มีอารมณ์ใจเป็นสุขอย่างเทวดา

    ๔) จะมีความปรารถนาอะไรก็ตาม ถ้าไม่เกินวิสัยของบุญญาธิการที่เคยบำเพ็ญไว้ ก็ได้สมความปรารถนา


    กายมีความเบา ไม่มีความหนาว ไม่มีความร้อน ไม่มีความหิว ไม่มีความกระหาย ขึ้นชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บไม่มี ความแก่ก็ไม่มี ขณะที่เกิดขึ้นในวันแรกมีความเป็นหนุ่มเป็นสาวฉันใด ร่างกายของเขาเหล่านั้นที่มีอารมณ์ประกอบไปด้วยเมตตา จะทรงสภาพอย่างนั้นเป็นปกติ ไม่มีความร่วงโรย กำลังวังชาก็มีความสมบูรณ์บริบูรณ์ รูปร่างหน้าตาก็สวยเหมือนกับเทวดาทั้งหลาย มีความสว่างไสวสวยสดงดงาม มีวิมานประดับประดาไปด้วยแก้วแพรวพราวเป็นที่อยู่ มีความสว่างไสว นางฟ้าที่เป็นบริวารก็แสนจะสวยและทุกคนก็ช่วยปฏิบัติเอาใจด้วยดีทุกอย่าง อันนี้เป็นผลของเมตตาบารมีที่เขาทำไว้ ทั้งหมดนี้เป็นอานิสงส์เฉพาะผู้เลี้ยงสัตว์ไว้ดูเล่นเท่านั้น ไม่ใช่เลี้ยงไก่ไว้ชนกันหรือว่าเลี้ยงนกเขาไว้แข่งขันกัน อย่างนี้ตายจากความเป็นคนก็ต้องไปเกิดเป็นเปรตประเภทที่ต้องถูกทุกถูกตี หรือว่านายนิรยบาลจะปล่อยให้ตีกับเสาเหล็ก จะตีกับหินเหล็กหรือว่าอาวุธที่มีความแหลมคม

    จะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนามีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุผล ขอท่านทั้งหลายจงระมัดระวังใจของท่าน จงอย่าเป็นผู้มีเมตตาในประเภททรมานสัตว์หรือในประเภททรมานคน ถ้าทำกับคนก็มีโทษร้ายแรงกว่าทำกับสัตว์ เพราะบรรดาสัตว์ทุกประเภท พระพุทธเจ้าตรัสว่า ยังอยู่ในเขตอบายภูมิ ในเมื่อสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ในเขตอบายภูมิ เมื่อรับโทษอย่างนั้นก็คิดว่าจะรับโทษไม่มาก สำหรับเวมาณิกเปรตนี้ไม่มีโอกาสที่จะรับโมทนาส่วนกุศลได้.."



    ...............

     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 8 พฤษภาคม 2013
  2. thontho

    thontho เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    398
    ค่าพลัง:
    +608
    images (2).jpeg

    สมเด็จโตบอกไว้ มีหลักฐานในหนังสือของสำนักปู่สวรรค์ บางแค เพชรเกษม 65 ว่า

    อาชีพที่เสี่ยงต่อการตกนรกคือ ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ทนายความ
     
  3. ลุงเจ

    ลุงเจ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    464
    ค่าพลัง:
    +607
    ทุกอาชีพทำตัวให้ดี ก็ไม่ตกนรกน่ะ
     
  4. ชนะ สิริไพโรจน์

    ชนะ สิริไพโรจน์ ทีมผูัดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    5,893
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +35,176
    สาธุ ขออนุโมทนาเป็นอย่างสูงครับ

    แวะเยี่ยมชมและโมทนาบุญเว็บศูนย์พุทธศรัทธา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 พฤษภาคม 2013
  5. Sir-Pai

    Sir-Pai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2010
    โพสต์:
    1,157
    ค่าพลัง:
    +3,355
    ขออนุโมทนา สาธุ ด้วยคนครับ

    รู้สึกแจ่มแจ้งในธรรมคำสอนที่ยกตัวอย่างเรื่องเวมาณิกเปรตมา
     
  6. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,203
    โลกหน้าของผู้พิพากษาที่ตัดสินความโดยไม่ยุติธรรมคือไปเกิดเป็นเปรต

    ผู้พิพากษาที่ตัดสินอรรถคดีที่ไม่ยุติธรรม จะไปเกิดเป็นเปรตประเภท เวมานิกเปรต เปรตมีวิมาน และเป็นเปรตประเภท กุมภัณฑเปรต เปรตที่มีอัณฑะใหญ่โต

    มาก ดังปรากฏในพระสุตตันตปิฎกดังต่อไปนี้



    1.เกิดเป็น เวมานิกเปรต คือ เปรตที่ต้องเสวยสุขเป็นเทวดาเฉพาะกลางวัน

    แต่ในเวลากลางคืนได้ไปเสวบทุกข์เป็นเปรตกินเนื้อของตนเอง

    กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ

    ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตผู้พิพากษาโกง



    พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า

    ตัวท่านทัดทรงดอกไม้ ใส่ชฎา สวมกำไลทอง ลูบไล้ด้วยจุรณจันทร์มีสีหน้าผ่องใส งดงามดุจสีพระอาทิตย์อุทัยขึ้นมาบนอากาศ มีนางฟ้าหมื่นหนึ่งเป็นบริวารบำรุงบำเรอท่าน นางฟ้าเหล่านั้นล้วนสวมกำไลทองนุ่งห่มผ้าอันขลิบด้วยทองคำ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพมาก มีรูปเป็นที่ให้เกิดขนชูชันแก่ผู้พบเห็น แต่ท่านจิกเนื้อที่หลังของตนกินเป็นอาหาร ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงจิกเนื้อหลังของตนเองกินเป็นอาหาร? เปรตนั้นตอบว่ากระผมได้ประพฤติทุจริตด้วยการส่อเสียด พูดเท็จและหลอกลวง เพื่อความฉิบหายแก่ตนในมนุษยโลก กระผมไปแล้วสู่บริษัทในมนุษยโลกนั้น เมื่อเวลาควรจะพูดความจริงปรากฏแล้ว ละเหตุละผลเสีย ประพฤติคล้อยตามอธรรม ผู้ใดประพฤติทุจริตมีคำส่อเสียดเป็นต้น ผู้นั้นต้องจิกเนื้อหลังของตนกิน เหมือนกระผมจิกเนื้อหลังของตนกินในวันนี้ ฉะนั้น ข้าแต่พระนารทะ ทุกข์ที่กระผมได้รับอยู่นี้ท่านได้เห็นเองแล้ว ชนใดเป็นคนฉลาด มีความอนุเคราะห์ ชนเหล่านั้นพึงกล่าวตักเตือนว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเท็จ อย่าเป็นผู้มีเนื้อหลังของตนเป็นอาหารเลย.



    [พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๖]

    ---------------------

    2.เกิดเป็นกุมภัณฑเปรต คือ เปรตที่มีอัณฑะใหญ่มาก

    เรื่องกุมภัณฑเปรต

    โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ...



    ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นกุมภัณฑเปรตชาย มีอัณฑะโตเท่าหม้อ ลอยไปในเวหาส์ เปรตนั้นแม้เมื่อเดินไปย่อมยกอัณฑะเหล่านั้นแหละขึ้นพาดบ่าเดินไป แม้เมื่อนั่งก็ย่อมนั่งบนอัณฑะเหล่านั้นแหละ ฝูงแร้งเหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ...

    ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็นผู้พิพากษาโกงชาวบ้าน อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ...



    [พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑]
     
  7. evatranse

    evatranse เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2006
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +571
    [​IMG]
     
  8. panuddaice

    panuddaice Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +84
    ขออนุโมทนาสาธุ ท่านผู้พิพากษา ทนาย อัยการ ตำรวจ ถ้าท่านทั้งหลายไม่ให้ความยุติธรรมท่านตัดสินด้วยเพราะความลำเอียงไม่เป็นธรรมแล้ว นรกภูมิคือสถานที่ที่ท่านจะได้ไปเมื่อท่านทั้งหลายได้ตายแล้วค่ะนรก เหมาะสำหรับท่านที่ขาดความยุติธรรม ผู้ที่ตัดสินให้ความเป็นธรรมซื่อสัตย์ในหน้าที่สวรรค์คือท่านค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 พฤษภาคม 2013
  9. a5g1aeka

    a5g1aeka เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    727
    ค่าพลัง:
    +1,572
    ขอบคุณครับ จขกท.
     
  10. isayan

    isayan Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    51
    ค่าพลัง:
    +95
    มันเป็นการยากที่จะทำให้พวกท่านๆทั้งหลายเชื่อในเรื่องที่เล่ามา เพราะว่าพวกเค้าไม่ได้ไปประสพมา คนที่จะเชื่ออย่างนี้ จะต้องมีจิตที่ศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างไม่หวั่นไหวเลยครับ ต้องรอให้พวกท่านทั้งหลายที่ทำบาปกรรมต่างๆไว้แล้วได้ไปพบเจอเองเท่านั้น แต่มันจะสายไปเสียแล้ว ต้องก้มหน้าก้มตารับแต่เพียงผู้เดียวครับ
     
  11. chuchart_11

    chuchart_11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    764
    ค่าพลัง:
    +2,932
    ขออนุโมทนาสาธุ ธรรมใดที่ท่านสำเร็จแล้ว ขอข้าพเจ้าสำเร็จด้วยเทอญ สาธุๆๆ
     
  12. chaokhun

    chaokhun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    698
    ค่าพลัง:
    +5,702
    คิดว่าสมัยนี้ ผู้พิพากษาบางคน ตายไปแล้ว ต้องตกนรกแน่นอน
     
  13. Pinbow

    Pinbow เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    133
    ค่าพลัง:
    +306
    แย่แล้ว เราเลี้ยงน้องหมาในบ้าน ไม่อยากเกิดเป็นเปรตนะ
     
  14. ลูกแม่ปลีก

    ลูกแม่ปลีก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2012
    โพสต์:
    61
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +464

    [​IMG]


    อาชีพที่เสี่ยงต่อการตกนรก ตามกฎของโลกวิญญาณ

    ๑.ตำรวจ
    ตำรวจในโลกมนุษย์ เมื่อตายแล้ว ต้องตกนรกเจ็ดชาติ เพราะว่าตำรวจถือว่าตัวมีกฎหมายทีสมมุติอยู่ในมือ เอะอะก็จะจับ ผิดถูกค่อยว่ากันที่หลัง ให้แก้กันที่ศาล


    ๒.อัยการ
    อัยการในโลกมนุษย์ตายแล้ว จะต้องตกนรกห้าชาติ เพราะอัยการจะไม่รับรู้เรื่องผิดถูก จะต้องเอาผู้ต้องหาเข้าคุกให้ได้ เพราะอัยการจะถือหลักว่า เอาชนะความได้มากจะเป็นผลงานของอัยการ


    ๓.ผู้พิพากษา
    ผู้พิพากษาในโลกมนุษย์ ตายแล้วจะต้องตกนรกสามชาติ เพราะว่าฟังตามขบวนการที่วางมาให้ ไม่ได้ไปสืบให้รู้จริงด้วยตนเองอย่างถ่องแท้ เพราะฉะนั้นคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้กฎหมาย จึงตัองติดคุกไปมากแล้วในโลกมนุษย์


    ๔.ทนายความ
    ทนายความในโลกมนุษย์ ตายจากโลกมนุษย์แล้ว ต้องตกนรกสองชาติ เพราะทนายความจะไม่รับรู้อะไร คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ลูกความชนะเท่านั้น โดยกฎอันนี้ทางโลกวิญญาณถือว่ามีกุศลจิต แต่บางครั้งก็ช่วยคนทำผิดจริงให้ไม่ต้องติดคุก เป็นต้น


    ฉะนั้น ท่านที่มีอาชีพเหล่านี้ ท่านควรพิจารณา มหาพิจารณา ในการกระทำของท่าน เพื่อไม่ต้องตกนรกขุมลึกๆ ท่านจะเชื่อหรือไม่แล้วแต่ท่าน สิทธิแห่งความเชื่อบังคับกันไม่ได้ เพียงบอกกล่าวให้ท่านได้ทราบไว้เท่านั้น

    ด้วยความปรารถนาดีต่อมนุษยชาติ
    สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
    วันมาฆบูชา


    อ้างอิง หนังสือ ธรรมะ จากดวงวิญญาณบริสุทธิ์ สมเด็จโต
    อาชีพที่เสี่ยงต่อการตกนรก ตามกฎของโลกวิญญาณ
    ## สำนักงานส่งเสริมพระกรรมฐาน มัชฌิมา ::
     

แชร์หน้านี้

Loading...