เรื่องเด่น ฝึกกรรมฐานเพื่อให้ใจมั่นคงอยู่กับปัจจุบัน

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 27 มิถุนายน 2020.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,640
    กระทู้เรื่องเด่น:
    530
    ค่าพลัง:
    +6,632
    C755B3F3-E414-4330-9498-5BEBB5768E3D.jpeg

    การฝึกกรรมฐานของเรา ฝึกเพื่อให้กำลังใจของเรามั่นคง หยุดอยู่กับปัจจุบันได้ ถ้าใจเราหยุดอยู่กับปัจจุบัน ไม่ปรุงไปในอดีต ไม่ปรุงแต่งไปในอนาคต รัก โลภ โกรธ หลงต่าง ๆ จะโดนกดดับลงชั่วคราว ไม่สามารถจะกินใจเราได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วที่เราทุกข์เพราะความคิดของตัวเอง

    เราคิดฟุ้งซ่านไปในอดีต น่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ ไม่น่าทำอย่างนั้น ไม่น่าจะทำอย่างนี้ สารพัดที่จะคิด แล้วก็ฟุ้งซ่านไปในอนาคต จะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้จะต้องได้อย่างนี้ สารพัดจะฝันเฟื่องไป

    อดีตผ่านไปแล้ว เปรียบเหมือนกับรถยนต์ที่ออกจากท่าไปแล้ว เราขึ้นไม่ได้หรอก อนาคตยังมาไม่ถึง รถที่ยังมาไม่ถึงเราก็ขึ้นไม่ได้ ฉะนั้น..พาหนะที่จะนำเราพ้นจากกองทุกข์ ไปสู่พระนิพพานได้ก็คือรถยนต์คันปัจจุบันนี้เท่านั้น แล้วการที่เราจะอยู่กับปัจจุบันนี้ได้ วิธีที่ดีที่สุดคืออยู่กับลมหายใจเข้าออกของตัวเอง ขณะใดที่จิตเราผูกอยู่กับลมหายใจเข้าออกเฉพาะหน้า ก็ไม่สามารถไปอดีตได้ ไม่สามารถไปอนาคตได้ การสร้างกรรมต่าง ๆ จะโดนหยุดลงชั่วคราว

    ในเมื่อมโนกรรม คือจิตนึกคิดปรุงแต่งไม่มี ก็ไม่สามารถจะบัญชาให้วจีกรรมคือการพูด หรือกายกรรมคือการกระทำเกิดขึ้นได้ แปลว่าการปฏิบัติของเราก็เป็นการพัฒนากาย วาจา และใจของเรา เพื่อก้าวขึ้นไปสู่หนทางแห่งความหลุดพ้น การพัฒนาขั้นต้นก็คือหยุดให้ได้ก่อน หยุดคิด หยุดพูด หยุดทำในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นความชั่ว แล้วก็คิด พูด ทำในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นความดี

    เมื่อทำอย่างนี้ได้แล้ว หลังจากนั้นก็พยายามที่จะมองให้โทษของสิ่งที่ชั่ว ว่าทำให้เราลำบากเดือดร้อนอย่างไร ดีคือสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล จะเกื้อหนุนส่งผลให้เรามีความสุขความสบายอย่างไร แล้วก็ละชั่ว ทำดี ขั้นตอนต่อไปเมื่อทำดีไปแล้ว ก็พยายามให้เห็นด้วยว่า แม้แต่ดีก็ยังไม่ใช่หนทางที่ทำให้เราหลุดพ้นอย่างแท้จริง เพราะว่าตราบใดที่เราเกาะฝั่งซ้ายคือชั่ว ฝั่งขวาคือดี เราก็ไปไหนไม่ได้ สมมติว่าเราจะไปกรุงเทพฯ เราไม่เกาะเสาต้นข้างซ้าย เราก็เกาะเสาต้นข้างขวา แล้วจะไปไหนได้ ? ในเมื่อเราเกาะต้นเสาอยู่ ก็ต้องปล่อยก่อนเพื่อที่จะให้เราก้าวเดินไปได้

    ถ้ามาถึงตอนนี้ ก็จะเป็นช่วงสุดท้ายของการปฏิบัติ คือ รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ ในเมื่อเราไม่เกาะดีแล้วทำไมถึงต้องทำดี ? ประการแรกคือเป็นความไม่ประมาท เพราะกำลังของบุญกุศลคือความดีจะทำให้เราหลุดพ้นได้ ประการที่สองคือทำเป็นเนตติ คือเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นเขา ว่าบุคคลที่ไม่ประมาทในธรรมจริง ๆ ยังต้องละชั่ว ทำดีอยู่เสมอ

    ถ้าก้าวเข้ามาถึงจุดนี้ โอกาสที่เราจะล่วงพ้นจากกองทุกข์จึงจะเกิดขึ้นได้ แต่ว่าอันดับแรกก็คือ ทำอย่างไรที่เราจะหยุดความนึกคิดของเราทั้งหมดให้อยู่กับปัจจุบันได้ นั่นก็คือการที่เราต้องสร้างสติ สมาธิ และปัญญาให้เข้มข้นมากขึ้น ก็คือการที่เรามาปฏิบัติธรรมกันอย่างนี้ เราก็มาเน้นตรงสมาธิ เมื่อสมาธิทรงตัว สติก็จะว่องไว แหลมคม ปัญญาก็จะแก่กล้า

    ดังนั้น...ทุกวันที่เรามาทำ เราต้องรู้ด้วยว่าเราทำอะไร เพื่ออะไร ไม่อย่างนั้นแล้วเราก็เปะปะไปเรื่อย พอเปะปะไปเรื่อย ไม่รู้ผลที่เราทำยังไม่พอ ไม่รู้เหตุด้วยว่าทำอะไร เพื่ออะไร ก็จะทำให้เราซังกะตาย ทำไปวันหนึ่ง ๆ แล้วพอถึงเวลายังไม่รู้จักดูว่า ทำแล้วมีความก้าวหน้าตรงไหน ก็จะทำให้เราท้อถอย หมดอารมณ์ที่จะทำ แล้วก็ยอมปล่อยตัวเองให้จมอยู่ในห้วงทุกข์ต่อไป

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    โอวาทงานบวชเนกขัมมะ
    วันที่ ๑๐-๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๖ (๒)
    ที่มา : www.watthakhanun.com

    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 29 มิถุนายน 2020
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...