ฝึกคิดให้เป็นอิสระ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 30 กันยายน 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    [SIZE=-1]***** ฝึกคิดให้จิตเป็นอิสระ *****
    คนที่มีหน้าที่การงานมาก มีทรัพย์สินเงินทองสมบัติมากก็จะยิ่งมีภาระปัญหามากมายไม่รู้จักจบสิ้น แก้ไขเท่าไหร่ก็ไม่หมดเรื่องสักที บางคนเครียดคิดมาก จึงทำให้ชีวิตมีแต่ความทุกข์ หาความสุขไม่พบ ทำให้เป็นโรคเจ็บป่วยสารพัด ถ้าเราต้องการให้ชีวิตมีความสุข ไม่เจ็บป่วย ก็ต้องรีบเร่งสนใจตั้งใจเรียนรู้ธรรมะ ก็คือ การศึกษาในเรื่องชีวิต ร่างกาย และจิตใจ ให้รู้เห็นด้วยปัญญา ในสภาพความเป็นจริง (ธรรมะ คือ การกระทำ คำพูด ความรู้สึกนึกคิดที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อนใจ) ถ้าเราคิดผิดก็จะทำให้เป็นทุกข์ใจ การคิดผิดคือ คิดแต่จะอยากได้อยากจะเอาสิ่งต่างๆ มาเป็นของตัวเอง คิดอยากจะมี จะเป็นอยากจะร่ำรวยมีเงินมากๆ จึงเป็นสาเหตุที่เกิดของทุกข์ใจ ไม่สบายใจ
    แต่ถ้าเราคิดให้ถูกต้อง ก็เบาสบายใจ ไม่วิตกกังวล ไม่เดือดร้อน การคิดให้ถูกต้อง คือ คิดเพื่อที่จะปลดปล่อยผ่อนคลายละวาง เรื่องราวปัญหาต่างๆที่มันจับเกาะกินอยู่ในใจเรา เพื่อให้จิตใจ โล่งโปร่งเบาสบาย เป็นอิสระเสรี ไม่มีเครื่องร้อยรัดผูกพันธ์ยึดติดอยู่ในจิต จึงทำให้จิตนั้นว่างเปล่า เป็นกลางไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่กลุ้มใจ ไม่เครียด จึงเป็นจิตที่หลุดรอดหลุดพ้นจากปัญหา และความทุกข์ โดยสิ้นเชิง

    ***** หยุดเพื่อรู้ความเป็นจริง *****
    มนุษย์สามารถเดินทางไปได้ไกลสุดโลกจนถึงดวงดาว แต่กลับลืมเดินทางไปสิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด ก็คือ ตัวเราเอง เมื่อเข้าไม่ถึงไม่รู้จักตัวเอง จึงต้องดิ้นรนเดือดร้อนหน้าดำคร่ำเครียดทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพราะไม่เคยพิจารณาชีวิตร่างกาย ไม่เคยฝึกหัดจิตใจ มัวไปแสวงหาวัตถุสิ่งของภายนอกที่สึกว่ามันจะให้ความสุขได้ แต่ความสุขแบบนี้มันไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอนมันต้องเปลี่ยนแปลง จึงทำให้มันกลับกลายมาเป็นความทุกข์อยู่เสมอ ยิ่งวิ่งหาความสุขมากเท่าไร ความทุกข์ก็จะติดมาทีหลังมากขึ้นเท่านั้น แต่ชีวิตนี้ยังมีหนทางเดินออกไปหาความสุขประเภทที่ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาวัตถุมาบำรุงบำเรอ นั้นคือ การทำใจ ให้สงบ เกิดสมาธิ ได้พักผ่อนจิตใจบางครั้งบางคราว นี้คือขั้นตอนแรกต้องให้จิตหยุดคิดก่อนความสงบจะเกิดขึ้น จะทำให้จิตมีกำลังพลังขึ้นมา ขั้นตอนต่อไป เมื่อจิตพักผ่อนเต็มที่แล้วให้รู้จักการพิจารณาด้วยปัญญา ก็คือ รู้จักเอาปัญหาต่างๆมาคิด จะทำให้คิดออก แต่ต้องฝึกคิดให้ถูกต้องจึงจะหมดทุกข์ ไม่มีปัญหา (ความทุกข์ คือ การที่เราคิดแบบผิดๆ นี่เองจึงแก้ไขปัญหาไม่ได้) ให้ถามตัวเองบ่อยๆว่า เราจะได้อะไรจากชีวิตนี้? ความสุขที่แท้จริงคืออะไร? เมื่อเราตายแล้ว เราจะเอาอะไรไปได้บ้าง? สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดที่เราควรจะได้รับคืออะไร? แล้วเราจะได้คำตอบจากปัญญาเอง

    ***** ติดความสุขจึงไม่รู้ความจริง *****
    คนส่วนมากจะคิดว่า ถ้าเรามีเงินมากๆ มียศฐานบรรดาศักดิ์ใหญ่โตมีหน้าตา มีชื่อเสียง มีบ้าน รถ ทรัพย์สมบัติ ลูก สามี ภรรยา แล้วจะทำให้ชีวิตเรามีความสุข ทุกสิ่งย่อมให้ความสะดวก สบาย ในการกิน อยู่ ใช้ เพียงเท่านั้นเราก็มาอาศัยปัจจัยต่างๆ ชั่วคราวเท่านั้น สิ่งเหล่นนี้ย่อมอยู่ในกฎไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ของโลกนี้ที่ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงหนีพ้น ทุกคนจะต้องแก่ เจ็บ ตาย จะต้องผิดหวัง พลัดพราก สูญเสีย มันเป็นสิ่งคู่โลกคู่กับชีวิตเรา แต่เรามองมันไม่ออก มองไม่เห็นมัน เพราะเรายังไม่เกิดสติปัญญาพอที่จะรู้ได้ที่จะเห็นได้ตามความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่งในโลกนี้
    ถ้าเราได้พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงด้วยสติปัญญา เราจะมองเห็นว่า เราก็มีสามี ภรรยา ลูก ทรัพย์สมบัติ หน้าที่การงาน ตามปกติที่เรามีอยู่ตามเหตุปัจจัย เราก็บริหารทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้ถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม แต่ต้องพยายามระวังรักษาจิตใจเรา อย่าให้ตกกระแสไปตามความโลภ โกรธ หลง ความทะยานอยาก ไม่รู้จักพอ มิฉะนั้นแล้วจะทำให้เราวุ่นวายเป็นทุกข์ แก้ไขปัญหาไม่ตก เราจะต้องทำจิตใจให้สงบ แล้วนำปัญญาไปแก้ปัญหา ไตร่ตรองพิจารณาคิดให้รอบคอบ คิดแก้ปัญหาชีวิตด้วยความสงบ คิดแล้วจิตจะไม่วุ่นวาย ไม่ฟุ้งซ่าน ถ้าเราทำจิตให้สงบเสียก่อนแล้วจึงคิดแก้ปัญหาด้วยความสงบ เป็นพื้นฐานแล้ว ปัญญาจะเกิด เราจะมีหนทางออก แก้ปัญหาได้ จงน้อมนำเอาความสงบ สติ ปัญญา นำไปแก้ไขปัญหาของชีวิต จะพบความสว่าง

    ***** รู้จิต ฝึกจิต แก้ปัญหาชีวิตได้ *****
    ความทุกข์เกิดจากเราไปยึดติดถือมั่นเอากับความรู้สึกนึกคิดที่จิตมันปรุงแต่งขึ้นมา ทำให้เราติดหล่มจมปลักกับความคิดนั้นยิ่งคิดยิ่งทุกข์มาก บางคนทำให้เป็นโรคประสาท บ้า ฆ่าตัวตาย
    ความคิดเป็นเพียงนามธรรม ความรู้สึกเท่านั้น มันไม่มีตัวตนที่จะมาทำร้ายเราได้ เป็นเพียงภาพมายาลวงตากับดักให้เรไปหลงในอารมณ์นั้นๆ ว่ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เราต้องมารู้เท่าทันธรรมชาติของจิตว่ามันจะต้องปรุงแต่งคิดนึกอยู่อย่างนี้เอง
    ให้เรา ดู รู้ เห็น ความคิดทุกขณะจิต ดูแล้วก็ผ่านไป เห็นแล้วก็วางกัน เมื่อรู้เท่าทันความคิดนั้นก็จะดับไป เมื่อจิตสงบ ให้เพ่งพินิจพิจารณาหาเหตุผลนำไปลบล้างความคิดที่มันเป็นทุกข์ จงคิดแบบใหม่ที่มันไม่ทำให้เป็นทุกข์ จิตจะคลายจากความผูกพันธ์ที่เราหลงอยู่ในความคิด จิตต้องมีเหตุผลรู้เท่าทันกับปัญหา จึงจะผ่อนคลายออกแก้ปัญหาได้
    อาศัยการเพ่งพินิจอยู่ในความสงบทุกลมหายใจ ระวังจิตไม่ให้เข้าไปปรุงแต่งว่าจะเอา จะได้ จะมี จะเป็นอะไรทั้งนั้น อย่าทำด้วยความเคร่งเครียด ทำจิตให้เบาสบายที่สุด
    ผู้รู้แจ้ง คือ การทำจิตให้รู้เท่าทันความเป็นจริงในสภาพการปรุงแต่งของจิต ที่มันหลงเข้าไปยึดถือ ผูกพันธ์แล้วจิตจะมีความเห็นที่ถูกต้อง ไม่ไปหลง รัก ตัวเอง ไม่มีความอยากได้ ดี มี เป็น เอาอะไร ทิ้งมันให้หมด
    ให้รักษาความรู้สึกไว้ เป็นอิสระเสรี ปลอดโปร่งที่สุด อย่าให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นตัวเราขึ้นมา ถ้าไม่มีตัวเราความอยากจะไม่เกิดขึ้น จึงเป็นความดับของกิเลส ตัณหา อุปทาน

    ***** ไม่เอาอะไร *****
    ปฏิบัติธรรมอย่าไปอยากได้อะไร ถ้ายังอยากได้จะเกิดอัตตาความรู้สึกเป็นตัวเราของเราขึ้นมา อัตตาจะไม่สลายตัว ปฏิบัติเพื่อไม่เอาอะไร ให้จิตเข้าสู่ความว่างเปล่า เป็นอิสระจิตจะต้องหมดความรู้สึกว่าเรา ได้ มี เป็น
    อย่าไปอยากได้สมาธิ อย่าไปอยากเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์คืออะไร? คือ จิตที่ไม่มีความโลภ โกรธ หลง จิตจะหมดความรู้สึกเป็นตัวเราของเรา อย่าไปวิ่งตามหาร่างกายตัวบุคคลที่ลือกันว่าเป็นอรหันต์ มันจะเสียเวลาเปล่า เราทำจิตของเราให้เป็นอรหันต์จะดีกว่า
    การปฏิบัติทำได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกอิริยาบถ ให้เอาร่างกายและจิตใจของเรา เป็นที่สถานที่ปฏิบัติทุกขณะ ทำสติจดจ่อให้มันชัด เอาเรื่องชีวิตประจำวันเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ
    นิโรธ คือ ความดับ จิตดับอารมณ์ ดับความยินดี ยินร้าย สุข ทุกข์ แต่จิตมีอารมณ์สั่งรู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อจิตมีความคิด ให้กำหนดอยู่ที่ความว่าง ถ้าความคิดเกิดขึ้นอีก เราทำสติตามรู้ความคิด แล้วจิตจะนิ่งว่างไม่มีความคิด ปกติจิตเราคิดอยู่แล้ว เพียงแต่ทำสติกำหนดตามรู้มันเรื่อยไป เมื่อสติตามรู้ความคิดทันแล้ว ความสงบจะเกิดขึ้น
    ความอยาก คือ ความไม่ว่างของจิต ถ้าอยากให้จิตสงบจะไม่สงบ เมื่อว่างจากความอยากแล้วจิตจึงจะสงบ ถ้าหมดอยากเราจึงจะรู้
    ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจ คือ กำหนดเอาลมหายใจเข้า-ออก เป็นเครื่องหมาย ลมถ้ามันไม่ออก-ไม่เข้า ก็ตาย ลมหายใจจึงเป็นเครื่องหมายแห่งการเกิด-ตาย เกิดดับเป็นอุบายระลึกถึงความตาย
    เมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว จิตจะเข้ามารู้อยู่ภายในจิต จิตรู้อยู่ที่จิต มีสติเตรียมพร้อมรู้อยู่ที่จิตเท่านั้น เมื่อสิ่งใดปรากฏขึ้น จะได้มีสติสัมปชัญญะรู้ทันว่า นั้นเป็นแต่เพียงความปรุงแต่งของจิตไม่ใช่เรื่องจริงอะไร
    ฝึกจิตให้สงบ และฉลาด รู้เท่าทันและยอมรับตามความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่ง จนจิตสลัดอารมณ์ดี-ร้ายออกไปจากจิต จิตจะเป็นอิสระเสรี ไม่วิตกกังวล ไม่เร่าร้อน ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ติดในอารมณ์ใด
    ถ้าไม่อยาก ไม่หวังสิ่งใด จะไม่มีทุกข์เลย
    อย่าไปอยากได้สมาธิและความสงบ จิตจึงจะเข้าสู่ธรรมชาติที่เปล่าเปลี่ยว เป็นอิสระ ว่างเปล่า
    จิตที่เป็นสมาธิอยู่ในฌาน เป็นสมาธิที่โง่ เพราะจิตที่เข้าฌานต้องเพ่งสิ่งหนึ่งใด อาการความรู้ ภูมิจิต ภูมิธรรมก็ไม่เกิดขึ้น ถ้าจิตไปติดอยู่ในความสงบ ในฌาน สมถะเท่านั้น อย่างดีทำให้เกิดอภิญญา ผู้สำเร็จฌานก็ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะจิตไม่มีปัญญา ลักษณะอภิญญา+ฤทธิ์ ไม่จัดเข้าอยู่ในลักษณะปัญญาที่จะเอาตัวรอดได้จากอำนาจกิเลส เพราฉนั้นสมาธิในฌานจึงไม่สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติสำเร็จมรรคผลนิพพานได้
    ทำสมาธิจิตลงไปให้สงบ สามารถอ่านจิตใจของตัวเองให้รู้ซึ้งว่าสภาพจิตเป็นอย่างไร มีกิเลสตัวไหนมาก จะแก้ไขอย่างไร ปรับโทษตัวเอง การปฏิบัติที่ได้ผลเร็ว คือ ตั้งใจทำจริง ทำทุกขณะ
    เมื่อบริกรรมภาวนาจนจิตเป็นสมาธิ จึงกำหนดรู้ลงที่จิตของตน (ไม่ต้องภาวนาต่อไป) เพราะเมื่อจิตสงบแล้วจิตมีลักษณะ สงบ นิ่ง รู้ ตื่น เบิกบาน จิตสามารถทรงไว้ซึ่งความรู้ ตื่น เบิกบาน
    ทำสมาธิไม่ใช่ไปหลับตาไม่ทำอะไรหลบอยู่ แต่มุ่งให้มีพลังจิต มีสติ สัมปชัญญะต่อสู้กับงาน แก้ไขปัญหาชีวิตได้ สนใจทุกสิ่งทุกอย่างๆ ในโลกนี้มันสภาวธรรม ต้องสู้กับงานทุกอย่าง เพราะสมาธิทำให้จิตตั้งมั่น มั่นใจ ต่อหน้าที่การงานที่เรารับผิดชอบอยู่
    ศึกษาธรรมะ = ให้รู้ความจริงของชีวิต สภาวะธรรม = สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด ย่อมแสดงปรากฏการณ์ ความจริงให้เรารู้อยู่ตลอดเวลา เราจะสามารถกำหนดรู้ทันรึเปล่า เพราะทุกสิ่งปรากฏการณ์ขึ้น ทรงตัวอยู่ แล้วก็แตกสลายตัวไปคือกฎธรรมชาติ
    การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เอาความรู้ ความเห็น มาคุยอวดกัน แต่นำไปแก้ไขปัญหาชีวิต หัวใจ การงาน
    มหาสติปัฎฐาน ให้กำหนด ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำสติอย่างเดียว ถ้าคิดเกี่ยวกับงาน ก็เอาเรื่องงานมาคิด
    ในน้ำเน่า น้ำบริสุทธิ์ยังมีเจือปนอยู่ ผู้ฉลาดหาวิธีกลั่นกรองสามารถหาน้ำบริสุทธิ์ในน้ำเน่าได้
    ผู้มีปัญญาจะตัดคำว่า อยาก ออกก่อนที่จะทำการใดๆจึงจะสำเร็จ
    จงปลุกจิตให้ตื่นขึ้น เป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัดทั้งมวล
    ชีวิตมิใช่ความคิด แต่เป็นความจริง
    การปฏิบัติธรรม คือการเป็นอยู่อย่างปกติในชีวิต
    ชีวิตคนเรา เดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง ไม่จีรังยั่งยืน
    ถ้าชำระจิตให้บริสุทธิ์และเห็นธรรมชาติตน จะไม่มีสวรรค์ นรก ไม่มีกิเลสให้ขจัด ไม่มีดี ชั่ว เป็นอิสระจากวัฏจักรการเวียนเกิดเวียนตาย
    เมื่อปล่อยวางร่างกายและจิตใจ ไม่ปล่อยให้ความคิดเกี่ยวพันกับสิ่งใดเกิดขึ้น เมื่อนั้นเสรีภาพอันสมบูรณ์จะมีอยู่เมื่อจิตเปรียบเสมือนท่อนไม้ ท่อนหิน จึงไม่มีอะไรที่จะแบ่งแยก
    ทุกสิ่งก็ดำรงอยู่ ทุกสิ่งก็ว่าง แม้จักรวาลนี้
    จงมองให้ลึกลงไปในธรรมชาติแห่งตน
    ความเสื่อมใน ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หาได้ทำให้จิตใจของผู้ที่ไม่ปรารถนา ในสิ่งนั้น หวั่นไหวไม่
    ตัดความอยาก อย่างเดียว สวรรค์ นรก ก็ไม่มีความหมาย
    ความเป็นพุทธะย่อมมีอยู่ภายในของตัวเอง มิต้องดิ้นรน กระเสือกกระสนหา
    ถ้ายังพูดถึงความว่าง = ยังเข้าไม่ถึงความว่าง
    หลักธรรมที่แท้จริงคือ จิต ให้กำหนดจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง = ได้หลักธรรม
    การฝึกจิต การพิจารณาจิต เป็นวิธีที่ลัดสั้นที่สุด
    ไม่มีอะไรจะถึง ไม่มีอะไรจะไม่ถึง
    ดูให้เห็นความคิด อย่าไปตามความคิด อย่าเข้าไปในความคิด
    ต้องอาศัยดูความคิด เมื่อเห็นความคิด ความคิดจะหดตัว หยุดคิดของมันเอง ไม่ใช่สะกดห้ามคิด ต้องให้มันคิดก่อนจึงดู
    จะคิดล่วงหน้า รู้ก่อน ไม่ได้ ต้องเกิดจึงรู้
    จงทำจิต ให้เป็นจิตชนิดที่ไม่อิงอาศัยบนอะไรเลย
    กิเลส ไม่มี มี เพราะเผลอสติ
    เมื่อจะตาย ให้สมัครใจตาย แบบตกกระไดพลอยโจนให้รู้สึกว่า ไม่อยาก ได้ มี เป็น เอา อะไรอีกแล้ว พอกันที สิ้นสุดกันทีกับการดิ้นรน ขอสมัครใจ ดับไม่เหลือดีกว่า
    คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยความคิดจึงรู้
    ไม่มีสูตรสำเร็จ วิธีการใดๆตายตัว ในการปฏิบัติ แก้ปัญหา
    คำสอน 84,000 พระธรรมขันธ์ เป็นเพียงอุบายให้หันมาดูจิตนั่นเอง คำสอนมีมากมาย เพราะกิเลสมีมาก แต่ทางดับทุกข์ได้มีทางเดียว
    อย่าให้อะไรมาเป็นนายเรา ต้องให้ทุกอย่างมาเป็นทาสเรา
    พระอรหันต์ เป็นผู้ที่มีสติสมบูรณ์ทุกอิริยาบถ รู้สึกตัวอยู่ทุกขณะจิต อยู่กับตัว ไม่หลง พลัดไปในความคิด
    หายไม่ดูจิต ก็จะไม่เห็นจิต จะไม่รู้จักตัวเอง
    รู้จัก ปลง ยอม เย็น ปล่อยวาง ปล่อยให้ทุกสิ่งไปตามธรรมชาติ
    ความคิดเป็นธรรมชาติ หากจะออกจากความคิด ต้องหาอะไรให้มันเกาะ ให้จิตของเราไปเกาะอยู่กับความรู้สึกตัว
    กำหนดรู้ลมหายใจ ความคิด ความว่าง วนเวียนกัน
    กำหนดดูจิต รู้ไว้ที่จิต ทำความรู้สึก ตามรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน ทำ พูด คิด ทุกลมหายใจ
    สมาธิที่ถูกต้อง กายและจิตจะเบา เบาจนกระทั่งรู้สึกว่าไม่มีกาย
    มีสติจดจ่ออยู่ในสิ่งที่เราคิด ทำ พูด ทุกอิริยาบถ มีสติตามรู้ตามเห็น ตามทัน การเคลื่อนไหว กาย วาจา ใจ
    ทุกชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกคน เราจงอย่าเก็บอะไร ให้เป็นการหนักอกหนักใจตนเองเลย ปฏิบัติธรรมแล้วต้องทำให้เกิดเบาใจ อะไรผิดก็แก้ไขกันไป ผิดไปแล้วก็แล้วไป ให้เห็นว่าเป็นมายาที่ผ่านไป ให้ท่านมีสติปัญญาพิจารณาทุกอย่างให้เห็นเป็นธรรมดาอยู่เช่นนี้ ทุกอย่างแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัยของมัน อะไรที่แก้ไขไม่ได้ให้คิดว่าเป็นเรื่องอธิวาสนา
    ให้พอใจกับการปฏิบัติ พอใจกับธรรมะ อย่าพอใจกับการสอดส่องดูความบกพร่องของผู้อื่น อะไรเกิดให้รู้ รู้แล้วละเสีย ธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเอง อย่าคิดให้เกินเลย ต้องคิดให้พอดี
    วัตถุถ้าเจริญมาก จะนำความเสื่อมมาให้ในภายหลัง ความเกินพอดีในวัตถุจะปิดกั้นความเจริญในธรรม ให้มีธรรมสันโดษเป็นเครื่องอยู่ ความเกินพอดีจะนำความทุกข์วุ่นวายมาให้ ถ้าขาดอย่าขอ
    อยู่เบาไปเบา เหมือนนกที่มีปากเฉพาะตัว มีบาตรเป็นท้อง มีจีวรเป็นปีก มีกลดเป็นบ้าน ท่องเที่ยวไปไม่ติดที่ ไม่ติดอาหาร ไม่ติดญาติโยม แต่มุ่งมั่นต่อการประพฤติปฏิบัติ
    ตามให้รู้ ดูให้ทัน ให้พิจารณามองเห็นความดิ้นรนของจิต เพ่งพิจารณาเห็นจิตตามที่เป็นจริง
    ให้เห็นโทษในสิ่งที่ตนได้ เห็นภัยในสิ่งที่ตนมี
    หยุดขุ่นก็ใสตรงนั้น หยุดร้อนก็เย็นตรงนั้น หยุดวุ่นก็ว่างตรงนั้น
    หากกายไม่เจ็บ จะรู้ได้อย่างไรว่า ฝึกถึงไหน
    หากไม่มีใครมาทดสอบ ก็ไม่รู้ว่าจะละโกรธได้จริง หรือเพียงระงับไว้ชั่วคราว เพียงรอเวลาสุกงอม ก็แตกออกมา
    คนในโลกต้องมีสิ่งที่มี เพื่ออาศัยสิ่งนั้นเป็นอยู่ ส่วนผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติจนถึงสิ่งที่ไม่มี และอยู่กับสิ่งที่ไม่มี
    คนที่ไม่มีสติ เป็นคนลืมตัว ไม่รู้สึกตัว พอมีอะไรเกิดขึ้นก็พลัดเข้าไปในสิ่งนั้นๆ ไหลไปตามกระแส ตั้งตัวไม่ติด มีความคิดเกิดขึ้นในจิตก็พลัดเข้าไปในความคิด ต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์ไปจนกว่าความคิดนั้นๆ จะดับลง ถ้าไม่คิดก็ไม่เป็นเรื่องขึ้นมา เรื่องทุกเรื่องเกิดขึ้นเพราะความคิด เพราะไม่รู้ตัวอยู่เสมอ พอความคิดเกิดขึ้นก็ตั้งตัวไม่ติด พลัดตกลงไปในกระแสแห่งความคิด เป็นเรื่องขึ้นมาทันที
    ที่จะไม่ให้คิดเป็นไปไม่ได้ เพราะความคิดเป็นธรรมชาติของจิต แต่เราป้องกันมิให้ตกเข้าไปในกระแสแห่งความคิดได้ หากรู้สึกตัวได้ทันก็ออกจากความคิดได้เหมือนกัน นับว่าทันท่วงที รู้เท่าทัน
    รู้จัก หยุด ยอม เย็น ปลง ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปตามธรรมชาติ
    หากเรามีความรู้สึก ถูก ผิด ได้ เสีย ด้วยความยึดถือในใจแล้วเท่ากับยังไม่ออกจากอุปทานอันเหนียวแน่น
    ผู้ที่เข้าถึงสัจธรรม ย่อมดำรงชีวิตอย่างง่ายๆ สมถะและสันโดษสอดคล้องกับธรรมชาติ
    กิเลส คือ ทางแห่งการตรัสรู้
    ความทุกข์เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเข้าใจชีวิต
    ถ้ารู้จักจิตใจของตนเองอย่างถ่องแท้ จะเข้าถึงธรรม
    ต้องรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดใดๆ ที่เกิดขึ้น อย่างมีสติ
    จงมองดูความรุ่งโรจน์และตกต่ำ ด้วยดวงใจที่สงบ ไร้กังวล ให้เห็นมันเป็นเพียงหยาดน้ำค้างบนใบหญ้าเท่านั้น
    การตายจากมิใช่สิ่งที่น่าเศร้าโศก การมีชีวิตอยู่ก็มิใช่สิ่งที่น่ายินดี แท้จริงในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ เราก็ได้ตายไปทุกขณะ
    สมาธิภาวนาในขณะเคลื่อนไหว มีคุณค่ามากกว่าขณะอยู่นิ่งเงียบ
    จะต้องละทิฐิเดิมและความเห็น ออกก่อน จิตจึงจะว่างรับของใหม่

    ***** สิ่งที่ขัดขวาง กั้นทางสู่ธรรม *****
    การตั้งจุดมุ่งหมายผิด เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ จึงหลงทางว่าต้องการให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก พระพรหม พระอินทร์ เทพ เทวดา เจ้าเข้าทรง ภูต ผี ปีศาจ ต้นไม้ จอมปลวก วิญญาณต่างๆ เป็นต้น มาช่วยเราทำการบนบานศาลกล่าว เซ่น ไหว้ ทำพิธี ขอให้มาคุ้มครองเรา ให้เราร่ำรวย มีความสุข สมความปรารถนาที่เราต้องการ ถูกหวยรวยเบอร์ล็อตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ที่พึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งภายนอกตัวเราเขาก็อยู่ส่วนเขา เราก็อยู่ส่วนเรา เขาไม่มีอำนาจอะไรที่จะมาช่วยเหลือเราได้ เพราะเขาเองก็ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ คือ มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวนเปลี่ยนแปลงแล้วก็ดับไป สิ้นไป ไม่มีอะไรยั่งยืนถาวร
    ในเมื่อทุกชีวิตทุกสิ่งในโลกนี้ อยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ เราจึงไม่สามารถที่จะไปพึ่งอาศัยให้สิ่งเหล่านี้มาช่วยเหลือเรา บางทีเขาเองก็ยังลำบากแย่กว่าเราอีก เรายังอยู่ใยฐานะสุขสบายดีกว่าเขาซะอีก ที่พึ่งที่แท้จริงที่จะทำให้เรารอดพ้นจากภัยพิบัติ ความทุกข์ทั้งปวงได้ ก็คือ เราจะต้องอาศัยพึ่งพา สติ ปัญญา ที่มีอยู่แล้วในตัวเรานี่เอง ไม่ต้องไปวิ่งหาที่ไหนไม่ต้องเสียเงินไปซื้อหามา เพียงแต่ต้องลงทุนด้วยแรงกายในการลงมือปฏิบัติฝึกหัดจิตใจ มีธรรมเป็นที่พึ่งเท่านั้น
    อย่าไปอธิฐาน เพื่อขอหวังจะได้ เพราะมันจะเป็นความอยากได้ ไม่รู้จักพอ สิ่งใดจะได้ให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย
    อย่าไปคิดว่า เราไม่มีบารมี เพราะการปฏิบัติไม่ต้องอาศัยบารมี ถ้าเราตั้งเจตนาไว้ถูก มีความเห็นถูก ลงมือฝึกจิตใจให้สงบสุข รู้เท่าทันปัญหา ออกจากความทุกข์ใจได้เท่ากับบารมีจะเกิดขึ้นทันทีทันใด

    ***** ถ้ายึดมั่นในศีล จะเพิ่มอัตตา *****
    การเคร่งครัดในศีลจนเกินความพอดี จะทำให้เกิดความรู้สึกว่า เราดีกว่าคนอื่น คนอื่นทำไม่ได้ จะยกตนข่มท่าน จะอวดดี จะเห็นว่าคนอื่นสู้เราไม่ได้ ตัวเราจะฟู พองตัวมีทิฏฐิมานะมาก
    เรารักษาศีลเพื่อเป็นกรอบ เกราะ ป้องกันกั้นไม่ให้เราทำอะไรไปในทางผิด ที่จะทำให้เราเดือดร้อน หรือเบียดเบียนผู้อื่น ถ้าศีลดี จะทำให้เราเข้าสู่ความสงบได้ง่าย เพราะเรารักษากาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ เรียบร้อย จิตใจจึงเป็นสมาธิได้ง่าย

    ***** มีความเห็น เป้าหมาย ให้ถูกต้อง *****
    การปฏิบัติธรรม อย่าไปอยาก ได้ ดี มี เป็นอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องการ ชื่อเสียง ให้คนมารู้จักศรัทธา กราบไหว้ ไม่เอาผลประโยชน์ด้วยเจตนาหลอกลวงไม่บริสุทธิ์ ไม่อยากเป็นใหญ่ มีลูกศิษย์มากๆ เพื่อหวังลาภ สักการะ ทรัพย์สินเงินทอง สิ่งเหล่านี้เป็นของสกปรก โสโครก เน่าเหม็น นำความเสื่อมทรามต่ำช้ามาให้ นักปฏิบัติจะต้องเตือนสติตัวเองเสมอๆ
    ความเห็นที่ถูกต้อง เพื่อลดละ ทิฏฐิ มานะ ความเห็นแก่ตัว เกื้อกูลช่วยเหลือเห็นใจผู้อื่น ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเห็นว่าธรรมะเท่านั้นที่จะนำพาชีวิตเราให้เป็นสุขในปัจจุบันและอนาคตได้
    มีเป้าหมาย เพื่อให้ความ โลภ โกรธ หลง ลดน้อยเบาบางลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดไปจากจิตเรา เพื่อฝึกปฏิบัติเรียนรู้อาการ พฤติกรรมของจิตใจเรา จนสามารถรู้เท่าทันจิตทุกขณะ เพื่อฝึกให้เกิดปัญญา นำไปแก้ปัญหาชีวิต จนดับทุกข์ทางใจได้

    ***** จุดมุ่งหมายที่ถูกต้องในการทำบุญ *****
    การทำบุญให้ทาน เราต้องมีปัญญารู้ความพอดีเหมาะสมด้วย ให้ทำบุญตามกำลังความสามารถ แต่อย่าให้หลงมัวเมาในบุญมากนัก ไม่ใช่ทำจนตัวเองหมดเนื้อหมดตัว ครอบครัวเดือดร้อน อย่าไปลุ่มหลงงมงานในคำโฆษณาชวนเชื่อให้มากนักว่า ถ้าทำบุญมากๆ แล้วจะได้รับผลตอบแทนมีโชคดีสารพัด จึงทำให้เกิดความโลภ อยากจะได้ไม่มีที่สิ้นสุด จิตใจจึงผิดปกติ ไม่สงบร่มเย็น จะเร่าร้อนอยากจะเห็นผลได้รับผลเร็วไว การทำบุญนี้จึงหาความสุขไม่ได้ เพราะหวังผลประโยชน์ตอบแทนด้วยความอยากปรารถนาตามกิเลสความโลภที่เราอธิฐานเอา ถ้ามันเป็นจริงได้ตามที่เราขออธิฐาน ป่านฉะนี้ประชาชนพวกเราก็คงจะร่ำรวยโชคดีสุขสบาย กันทั้งประเทศทุกๆ คนหมดแล้ว
    การทำบุญที่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดได้มากที่สุดก็คือ การเสียสละความยึดติดผูกพันธ์ในทรัพย์สินสิ่งของ จะทำให้ความอยากได้ความโลภของเราลดน้อยเบาบางลง จิตใจเราก็จะร่มเย็นเป็นสุขมีปิติใจ ที่เราได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ได้ช่วยให้สังคมมีความสามัคคีธรรมผาสุขใจ ได้ช่วยส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบได้สืบทอดคำสอนธรรมะ แล้วนำมาแนะนำสั่งสอนให้เราได้พบแสงสว่างในชีวิต

    ***** ทำบุญอย่างเดียว ยังไม่พอ *****
    คนส่วนมากที่ยังไม่เข้าใจธรรม จึงมุ่งมั่นยึดติดอยู่กับการให้ทาน ทำบุญ ถวายสังฆทาน เป็นต้น โดยคิดว่าบุญที่เราทำจะทำให้เราร่ำรวย พบแต่โชคดี สุขสบายไปสวรรค์ ฯลฯ
    การทำบุญ เจตนาที่ถูกต้องได้มากที่สุด คือ การเสียสละความโลภ ยึดติดผูกพันธ์หวงแหน ในทรัพย์สินที่เรามีอยู่ ความโลภที่อยู่ในจิตเราจะค่อยๆ ลดลง เบาบางลง
    แต่ถ้าเราไปต้องการผลตอบแทนจากการทำบุญ โดยขอให้ร่ำรวย มีความสุข ระวังจะเป็นการเพิ่มอัตตาความรู้สึกว่าเป็นตัวเราของเรา มันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะเกิดความยึดติดผูกพันธ์ เกิดความอยากได้ไม่รู้จักพอ จิตใจจะเร่าร้อน อยากได้ไม่สิ้นสุด
    การทำบุญควรทำตามสมควร ตามฐานะ โอกาส แต่ทำแล้วอย่าให้ตัวเราเดือนร้อน ทำมาก-น้อยไม่สำคัญ สำคัญที่เรารู้จักการเสียสละความผูกพันธ์หวงแหนให้ทรัพย์สิน จิตจะค่อยๆคลายจากความยึดมั่นยึดติดกับสิ่งของ จะได้เป็นพื้นฐานเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การปฏิบัติที่สูงขึ้นไป
    ทำบุญอย่างเดียว แต่ไม่ฝึกจิตให้สงบ และรู้เท่าทันทุกสิ่งตามความเป็นจริง ก็ยังไม่สามารถทำให้จิตใจเราสบายหมดทุกข์ได้ แม้จะรวยมหาศาล มีทุกสิ่งครบแต่จิตใจเรายังเร่าร้อน วุ่นวาย เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น
    ทรัพย์สมบัติช่วยให้เรามีความสะดวกสบายชั่วคราวขณะที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น พอเราตายเราก็ต้องจากมันไปเอาอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว เราต้องจากต้องทิ้งทุกสิ่งไม่ได้อะไรจริงๆ

    ***** ฝึกจิตให้สงบเป็นกุศลสูงสุด *****
    การทำบุญด้วยทรัพย์สินเงินทอง เป็นบุญภายนอกตัวเรา ถึงจะทำมากมายขนาดไหนก็ตาม เราก็ยังวุ่นวายใจ เร่าร้อนไม่สบายใจ เพราะว่าไม่ได้ทำบุญภายในตัวเราเอง ซึ่งเป็นบุญที่มีอยู่แล้วในตัวเรา ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง ไม่ต้องวิ่งหาไปทำที่อื่น แต่ต้องลงทุนด้วยแรงกาย และฝึกจิตใจ ให้เกิดสติ สมาธิ ปัญญา จึงจะถือว่า เป็นการทำบุญสูงที่สุดในชีวิตและได้มากที่สุด เพราะจะทำให้เรา เกิดความสงบผาสุขใจ ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ ดี ร้าย ได้ เสีย รู้เหตุของทุกข์จนถึงวิธีการดับทุกข์ที่เกิดขึ้น จะรู้เท่าทันว่า ที่เราเครียด กลุ้มใจก็เพราะ เราไปอยากได้ ดี มี เป็น ไม่รู้จักพอนั่งเอง ในเมื่อสิ่งเหล่านั้น เสื่อมสลายหายไปหมดไป เราจึงเสียดายเสียใจ เพราะเราไปหลงคิดว่า มันเป็นของเราไม่น่าจากเราไปเลย รู้สึกผิดหวังสูญเสีย แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ที่เราสูญเสียทรัพย์สินเงินทองนั้น ถือว่า เราเสียเพียงนิดเดียวเองเพราะว่าอีกหน่อยเราจะต้องสูญเสียมากกว่านี้อีก นั่นก็คือเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง เราจะต้องเสียแม้กระทั่งร่ายกายชีวิตนี้ มันจะเป็นวันที่เราสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้อะไรจากเงินทองที่เราหามาด้วยความทุกข์ยากเหน็ดเหนื่อยตลอดชีวิต เราต้องไปจากมัน เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างเดียวนอกจากบาป-บุญ กรรมดี-ชั่ว และธรรมะ ที่จะติดตามตัวเราไปทุกภพชาติ

    ***** สรุป *****
    หมั่นทำจิตให้สงบอยู่เสมอ ติดตามดูความรู้สึกนึกคิดให้รู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิตทุกขณะ รู้ เห็นความคิดแล้วก็ ปล่อย วาง ออกไปจากจิต อย่าไปยึดถือจริงจังกับความคิดนั้น
    ถ้าจะคิดการงานทำอะไร ให้คิดอยู่ด้วยพื้นฐานของความสงบ คิดแล้วจะผ่อนคลายไม่เครียด คิดแล้วจะไม่เป็นทุกข์ ให้ลองคิดแบบใหม่ที่จะไม่ทำให้เป็นทุกข์
    นำปัญญาไปแก้ไขปัญหาชีวิต จิตที่ฝึกจนฉลาดจะไม่หลงยึดติดกับอารมณ์ไม่ผูกพันสิ่งใดๆ เพราะรู้ทันความเป็นจริง จึงมีชีวิตอยู่เพื่อฝึกจิตใจ ไม่มีเป็นทุกข์กับสิ่งใด สามารถแก้ไขปัญหาชีวิตได้ ชีวิตจึงมีแต่ความสุข ทั้งปัจจุบันและอนาคต

    [/SIZE]<!--End Main-->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กันยายน 2006

แชร์หน้านี้

Loading...