ฝึกสมาธิแล้วไปต่อไม่เป็นครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย murn1996, 4 กรกฎาคม 2018.

  1. murn1996

    murn1996 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2015
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +2
    ผมฝึกมาได้หลายปีแล้วก็มีพัฒนาการมาถึงตรงนี้ครับ แต่ไปต่อไม่เป็น
    1.กำหนดลมหายใจเข้าออกดูลมหายใจที่ปลายจมูกจนจิตสงบขึ้น
    2.พอสงบก็พิจารณาดูความคิด ถ้ามีการคิดก็ให้บอกจิตว่านั่นงัยมาแล้ว คือให้รู้ทันมัน ความคิดจะหายไปสมาธิก็จะคงอยู่ยังรู้ลมหายใจ
    3.พอจิตไม่คิดมันจะเริ่มมีความรู้สึกพิศดาร แต่ละครั้งต่างกันไป คือปิติ เช่นขนลุก หน้าบวม ตัวยืด ปล่อยมันแล้วมองว่าไม่มีอะไร ดูมันพอ สมาธิจะคงอยู่ แล้วมันจะหายไป (เดี๋ยวนี้มาแว๊ปเดียวก็จะผ่านมันไปครับ)
    4.พอปิติหายความตื่นเต้นไม่มี จะเหลือแต่อารมณ์ที่แบบเป็นสุขสบายมาก แต่ตัวจะรู้สึกแข็ง แยกเป็นคนละส่วนกับจิต ในขั้นตอนนี้ผมจะไม่ได้ตามลมหายใจมาแล้ว พิจารณาดูอย่างเดียว
    5.สักพักจะเหลือแต่จิต เป็นเหมือนลม ที่แยกจากตัวกายแข็งๆ ตอนนี้จะไม่มีอะไรเลยมีแค่ตัวนี้ อารมณ์จะหายไปหมด เหมือนเราเป็นอากาศ ไม่แม้แต่จะคิดอะไร ไม่มีความสงสัย ไม่ได้พิจารณาอะไรอีกแล้ว และผมไม่รู้จะทำอะไรก็ดูมันไปตลอดจนออกสมาธิ
    ตอนนี้ ขั้น1-2-3 จะผ่านไปค่อนข้างเร็วครับ
    อยากทราบว่าจะพัฒนายังงัยต่อครับ ติดตรงนี้มาสองสามปีแล้วครับ มันก็ไม่ได้ทุกข์นะครับ แต่บางทีมันคิดว่า ต้องมีผู้รู้ชี้ทางให้ได้สินะครับ
    ขอบคุณครับ
     
  2. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,393
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,448
    ปฏิบัติผิดทาง ครับ

    1.ความคิดไม่ใช่จิต การปฏิบัติของสายดูจิต คือการ ภาวนาให้จิตเป็นสมาธิ แล้วพิจารณาจิต ครับ

    การที่เราหลงผิด เข้าใจไปว่า หรือรับคำสอนผิดมา การไปพิจารณาความคิด จึงเป็นการปฏิบัติผิดทาง

    ในกรรมฐาน 40 ไม่มีกรรมฐานกองไหน สอนให้พิจารณาความคิดใดๆ ทั้งสิ้นครับ ลองหาอ่านดูได้ครับ

    2.การปฏิบัติที่ถูกต้องคือ คุณต้องเข้าสมาธิ จิตเป็นสมาธิให้ได้ก่อน แล้วถึงพิจารณาธรรม ในจิตที่เป็นสมาธิ ครับ ถึงจะปฏิบัติถูกทาง

    3.จากการอ่าน เล่าผลการปฏิบัติของคุณนั้น ผมแนะนำได้ว่า ให้ทำดังนี้
    3.1 เข้าสมาธิ จิตเป็นสมาธิ ก่อนอันดับแรก
    3.2 ให้พิจารณาธรรม ในจิต ที่เป็นสมาธิ ครับ

    ดังนั้น ที่คุณคิดว่าไม่รู้จะทำยังไงต่อ ก็เพราะว่า คุณวิปัสสนาในจิตที่เป็นสมาธิยังไม่เป็น ไม่รู้นั้นเอง

    ถ้าคุณปฏิบัติถูกทาง นั้น การปฏิบัตินั้นไม่มีการไปต่อไม่ได้ ถ้าเรารู้วิธีการครับ
    ทำจิตให้เป็นสมาธิ แล้วก็พิจารณา สติปัฏฐานสี่ ครับ กาย เวทนา จิต ธรรม มันไปต่อได้หมด

    กรรมฐาน นั้นแบ่งออกเป็น สมถะกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ครับ ดังนั้น เมื่อเราเข้าสมาธิ จิตเป็นสมาธิ แล้ว คุณก็สามารถ ออกวิปัสสนาต่อ นั้นเองครับ

    4.จะพัฒนา อย่างไร ต่อ จากผลที่คุณปฏิบัตินั้น ให้เริ่มจาก กรรมฐาน 40 ครับ

    ถ้าคุณต้องการทำให้จิตมีกำลังในการใช้งาน ให้ปฏิบัติ สมถะกรรมฐาน
    ถ้าคุณต้องการที่จะพิจารณาธรรม ให้ปฏิบัติ ในหมวด วิปัสสนากรรมฐาน ครับ

    ลองถามตัวเองครับ สมาธิ ฌาน รูปฌาน อรูปฌาน ในหมวด สมถะกรรมฐาน นั้นคุณสมาธิ เข้าออก สมาธิ ได้อย่างคล่อง ชำนาญ หรือไม่

    ในหมวด วิปัสสนากรรมฐาน ต่างๆนั้น สามารถ กำหนดพิจารณาในจิตที่เป็นสมาธิ สามารถพิจารณาธรรมในกรรมฐานหมวดต่างๆ ได้แล้วหรือไม่ ครับ

    ถ้ายังไม่ได้ ก็ลองปฏิบัติดูครับ แล้วติดขัดอะไร สงสัยตรงไหน ก็ถามได้ตามสะดวกครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กรกฎาคม 2018
  3. murn1996

    murn1996 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2015
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +2
    สรุป ผมควรทำจิตให้เป็นสมาธิ แล้ว ปฎิบัติตาม กรรมฐาน 40 กองเหรอ ครับ ทั้ง7หมวดต้องไล่ฝึกให้ครบเลยหรือเปล่าครับ แล้วถ้าผมมีเป้าหมายที่จะพิจารณาธรรมละครับ ผมควรเริ่มต้นยังงัยครับ ธรรมที่ควรพิจารณาในที่นี้คืออะไรครับ ใช้สติปัฎฐาน 4 ใช่หรือเปล่าครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กรกฎาคม 2018
  4. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,393
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,448
    เลือก 1 หมวดครับ แล้วปฏิบัติให้สุด ครับ

    เป้าหมายคือ จะพิจารณาธรรม ควรเริ่มดังนี้ครับ

    1.ทำจิตให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตเข้าสมาธิแล้ว ให้ออกพิจารณาธรรม ในจิตที่เป็นสมาธิครับ

    2.แล้วธรรมที่จะพิจารณานั้น ให้เลือกในหมวด วิปัสสนากรรมฐาน ครับ ชอบหมวดไหนถูกจริตตัวเอง ก็เอาหมวดวิปัสสนานั้นมาพิจารณาธรรม ครับ

    ส่วนสติปัฏฐานสี่นั้น แบ่งออกเป็น 4 หมวดคือ กาย เวทนา จิต ธรรม จะหมวดไหนก็ได้ที่ตัวเองถูกจริตเหมือนกันครับ

    ถ้าให้ผมแนะนำ ก็ให้เลือก หมวด กาย ครับ ง่ายสุด

    วิธีพิจารณาสติปัฏฐานสี่ หมวด กาย คือ

    1.ทำจิตให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตเข้าสมาธิแล้ว จิตเป็นผู้รู้
    2.ให้กำหนด นิมิต กาย ขึ้นมาในจิต นิมิต ร่างกาย หรือ จะอวัยวะส่วนไหนก็ได้ ครับ ให้นิมิต กายขึ้นมาก่อน ครับ
    3.ให้พิจารณานิมิตกาย พิจารณาต่อไปครับ

    ปฏิบัติดูครับ
     
  5. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,680
    ค่าพลัง:
    +29,044
    มายืนยันว่าน้องเจ้าของกระทู้ปฏิบัติ
    ไม่ผิดทางอีกเสียงครับ ยังไม่ถึงระดับ
    ใช้งานได้ไม่มีคำว่าผิดถูกหรอกครับ
    มีแต่สำเร็จใช้งานได้ช้าหรือเร็วครับ
    ใช้งานคือ ใช้ทางด้านผลของสมาธิหรือ
    ไปหนุนทางด้านปัญญาครับ

    อ่านดูเพียงแต่ คาดเคลื่อน
    ทางด้านเทคนิคคอลเทอมและยังสับสน
    ระหว่างเทคนิคทางด้านสมถะ
    กับวิปัสสนาเท่านั้นเอง

    พูดง่ายๆ ตั้งแต่ข้อ ๒ ที่เขียนมา
    ขึ้นไปนั้นที่สับสนอยู่
    เท่านั้นเองครับคือ
    จะเอาวิปัสสนาหรือสมถะ
    และปรับข้อ ๑
    อีกเล็กน้อยครับเพื่อ
    รองรับทุกข้อและการพัฒนาต่อไป


    อันดับแรก จะเอา ๑. สมถะ หรือ ๒.วิปัสสนา
    เอาให้แน่ๆซักอย่างก่อนครับ

    ๑.ถ้าเอามสมถะ จะพัฒนาต่อให้เกินปฐมฌานในปัจจุบัน และอย่าเข้าใจว่า
    ข้อ ๕ ดีนะ มันเป็นกิริยาที่จิตจมหรือแช่
    ในสมาธิ ซึ่งไม่ดี คือไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาทางจิตด้านใช้งาน และพัมนาทางด้านปัญญา เรียกง่ายๆ กิริยาจิตพิการนั่นเอง
    บอกไว้ก่อนสำคัญนะครับ

    ให้ดันลมหายใจเข้าและออกให้ลึกถึงท้องแต่อย่าเผลอ
    ไปดูมันเด็ดขาด
    จริงๆลมหายใจอาจจะลึกแล้ว(เลยหน้าอกได้) แต่เผลอไปดูกิริยาทางนามธรรมของมันที่เกิดได้ปกติ แบบไม่รู้ตัว
    (ข้อที่ ๒ ถึง ๔ น้อง ห้ามไปดู แต่เปลี่ยน
    เป็นปล่อยไปเลย จะเป็นอะไร เห็นอะไร
    รู้สึกอะไร เกิดอะไร ให้ช่างหัวมัน อย่างเดียว
    จะไม่ไปดูไปสนใจใดๆทั้งสิ้น)
    แล้วมาดูภายหลังว่า ยังมีความคิดผุดไหม
    ถ้ามีอีก ก็อย่าไปทำอย่างเดิม(พลาดอย่างแรง)เพราะมันเป็นตัวจิตกับตัวความคิดที่อยู่ในจิต ที่เป็นพวกสัญญาเข้าไปกระทำ

    แล้วให้มาเจริญสติในชีวิตประจำวัน
    ให้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นอีก ถ้าอยู่นิ่ง
    ให้ทำแบบข้อ๑ เดิมบวกกับที่แนะนำ
    ถ้ามีการเคลื่อนไหวร่างกายให้นับ
    จำนวนก้าวที่เดิน ไม่ว่าจะเดินไปไหน
    ต้องรู้ว่าเดินไปกี่ก้าวถึงเป้าหมาย

    แล้วมาดูว่าตอนนั่งยังมีความคิดผุดอีกไหม
    ถ้ามีอยู่ ให้เพิ่มการเดินจงกลม
    สลับกับการนั่งเข้าไปเพิ่มเติม
    ถ้านั่งแล้วไปเดินจงกลม ให้รักษาบมหายใจ
    เอาไว้ให้ปกติพอครับ แล้วค่อยกลับมานั่ง

    มันถึงจะไปต่อแบบพรวดพลาด
    จนจิตมันจะหลุดออกจากร่างกาย
    ในกำลังสมาธิระดับสูงได้
    ของมันเองแบบเห็นๆ
    ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เงียบนะ
    ย้ำว่าไม่เงียบ เพราะ ถ้าเงียบ
    มันคืออุปจาระ สมาธิห้ามสนใจ
    เด่วจะหลงตัวเองได้อย่างคาดไม่ถึง

    แล้วก็ทำทั้ง หมดที่แนะนำไป
    จนกระทั่งประมานครั้งที่ ๓ หรือ ๔
    ถึงจะควบคุมจิตที่แยกขาดกับกาย
    ชั่วคราวให้มันอยู่นิ่งๆในกายเราได้เอง
    ค่อยมาดูว่าจะเกิดอะไรต่อไป
    ซึ่งมันจะเป็นไปเองโดยที่บังคับ
    ไม่ได้ ถึงตรงนี้ ถึงจะพอเกิดผล
    หรือสามารถเดินปัญญาต่อได้
    แบบที่ไม่ใช่วิปัสสนึกครับ

    แต่ถ้า จะเอา ๒. คือทางด้านวิปัสสนา
    จะบอกว่า
    ***ถ้าจิตแยกรูปแยกนามยังไม่ได้
    อย่าพึ่งทำ และถ้า
    *** ยังไม่เข้าใจเรื่องการวางอารมย์
    เพื่อวิปัสสนา ก็อย่าพึ่งไปพิจารณาอะไร

    ถ้าคิดว่าชัวแล้วค่อยมาคุย วิธีที่เกี่ยวข้อง
    กับทางด้านปัญญากัน

    เพราะไม่งั้นเสียทั้งเวลา.
    เพราะจะยังไม่พ้นสมมุติ
    เป็นเพียงวิปัสสนึก และ
    จะไม่มีพัฒนาความเข้าใจ
    ทางด้านนามธรรม
    ตัวจิตจะไม่มีความสามารถ
    ใช้งานได้ทางด้านนามธรรม
    ปัญญาที่ได้ จะไม่ใช่ปัญญาทางธรรม

    แต่จะเผลอคิดว่าตนบรรลุธรรม
    ทั้งๆที่ไม่แม้แต่ผีมาขอส่วนบุญ
    และคิดมีคุณธรรมสูงส่งกว่าใคร
    เพราะคิดว่าวิธีการที่ตนปฎิบัติถูกทางดีที่สุด
    และคิดว่าตนเก่งกว่าใครดีกว่าใครทั้งๆที่ไม่มีความสามารถทางจิต
    ใช้งานอะไรได้เลย
    ซึ่งจะทำให้เห็นใครดีกว่า
    และยอมรับใครไม่ได้นอกจาก
    แบบที่ตนปฎิบัติมา
    อย่างไม่รู้ตัวและคาดไม่ถึงได้นั่นเอง

    พูดง่ายๆฝึกถึงชาติก็ไม่มีประโยชน์
    นอกจากหลงตัวเองเล่นไปวันๆ

    แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง ^_^
     
  6. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,111
    ค่าพลัง:
    +3,455
    จขกท พึง ทราบว่า จขกท เลย การเหนจิตในจิต

    แล้วก้ เลย ธรรมในธรรม ไปเยอะแล้ว

    อย่าให้ใครหลอก ไป ดูกาย ทำฌาณ
    เอาจิต อึก ออกรู้ออกเหนอะไรอีก

    จขกท ภาวนาสติปัฏฐานมาหลาย หมื่นกัปปแล้ว

    ไม่ต้อง ควักกะปิ เอา สติปัฏฐาน มาดม

    เพราะว่า แค่ จขกท ได้ยินคำว่า สติปัฏฐาน
    จิต จะระลึก ปฏิปทาทุกอย่างเปน อนิจจัง
    อนัตตา ได้ทั้งหมด

    ในตำรา อุปมาคนมี อินทรียภาวนาชั้นเลิส
    ได้ยินเสียงกลองศึก ก้ รบอตกหักกับข้า
    ศึกทันที ตามเหนการสลัดคืนจิต ได้

    ทีนี้.....

    มันจะมีแค่ จะ ให้จบชาตินี้ หรือ ออกแนว
    ห่วงของเล่นเช่นอภิญญา

    ถ้าห่วงของเล่น ตอนที่ ระลึกได้ว่า ข้ามปิติ
    (ปิติดับ) แล้วเกิด "นิรามิส"สุข ยังไงเสีย
    จิตจะต้อง เหน "ลหุสัญญา" ถ้า จิตยังติด
    ในรูป(มหาภูตรูป) จิตจะติด นานัตสัญญา
    ยังยิบๆยับๆให้ เออะๆอะๆ สำคัญว่ามีอะไรใหม่

    ตรงนี้ให้ เน้นแต่ ลหุสัญญา เปนสังวรณประทาน ร่องรอยของ ฉันทะ ยังกำเริบ
    และเกิดดับ

    ส่วนนานัตสัญญา จะออกมาในรูป มันต้องมี
    ใครชี้ขุมทรัพย์อะไรให้ เยอะเว้ยเฮ้ย อันนี้
    อย่าไปเชื่อมัน ให้เน้น การสดับธรรมที่พ้น
    ดารแสดง การชี้ขุมทรัพย์ การชะเง้อหา
    โคพ่อโคแม่ พาเหน นิพพาน จัดเปนมิจฉาทิฏฐิ
    ยังหวงศาสดาอื่นอยู่

    เอาเท่านี้ แค่เหน ลหุสัญญา ก้เดินต่อได้
    ในปฏิปทาชนิดหนึ่ง

    แต่ถ้าจะเน้น สรุปจบ ไม่มี สลบเหมือด
    ไม่มีน้ำหนักกด มีแต่ความเรียบง่าย
    ลัดสั้น ให้ พิจารณาทุกสิ่งที่ ขยับลง
    เปนการเหนขันธ์5 ที่ตรงต่อ สัจจญาน
    ปัจจุบันที่ รู้อยู่......แล้ว ไม่ต้องเฝ้นหา
    อะไรมากกว่านี้ ..... ไม่ต้องมีของเล่นอะไร
    ก้ได้.....(แต่ ตอนภาวนาจริง ของเล่น
    จะแฉลบมาชวนออก ตลอดการปฏิบัติ
    ซึ่ง ให้เหนแต่ ฝ่ายที่ดับ ไม่ไปเออะอะ
    เปนหลัก จะจบเรียบๆ แต่ มี ญานลาภี
    ตามวาสนา )

    ปล. ตรงทีปรารภว่า ละปิติ ไปอุเบกขา
    อทุขมสุข ควร ให้ชำนาญในทุกที่ ทุกเวลา
    ไม่ใข่ ชำนาญเปน คาบเวลา การฝึก

    เช่น เข้าห้องน้ำ กำหนดรู้ได้
    ทำงานอยู่ กำหนดรู้ได้ ไม่ติดขัด แม้น
    ละปิติไม่ได้ ก้ รู้ว่าไม่ได้ จิตราบเรียบ
    เสมอกัน ทั้งที่ เปนโลก เปนโลกีย สาสวะ
    และ ฝ่ายอนาสวะ
     
  7. ฅนไร้บ้าน

    ฅนไร้บ้าน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2015
    โพสต์:
    300
    ค่าพลัง:
    +87
    ดูผู้รู้
     
  8. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    295
    ค่าพลัง:
    +311
    ตามไปโหลดฟังหรือตามอ่านตามลิงค์ได้ครับ จะเข้าใจในวิธีปฏิบัติมากขึ้น

    https://palungjit.org/threads/วิธีฝึก-สมถะภาวนา-โดย-หลวงปู่-พุธ-ฐานิโย.287864/
     
  9. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    100
    ค่าพลัง:
    +99
    ปรารถนาไม่เกิดก็ต้องปฏิบัติตามท่านที่จะไม่เกิดจริงๆ ในประเทศมีหลายองค์ที่สอนละเอียด ฝึกหัดเป็นขั้นเป็นตอนเป็นลำดับลำดา

    ปรารถนาเป็นผู้ทำประโยชน์มากมหาสารก็ต้องเก็บทุกรายละเอียดของบุญบารมี แผ่กระแสแห่งมิตรต่อภพภูมิ3โลกออกไปทุกวัน ทำวันนี้ไปอนาคตทุกวันไม่มีคำว่าช้าว่าเร็วมีแต่มาก่อนเป็นพี่มาทีหลังเป็นน้อง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

    บารมีเพียงพอไม่ต้องถามใครก็รู้ว่าเราต้องการเลือกทางเดินใด ทำไปเรื่อยๆเท่านั้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กรกฎาคม 2018
  10. กล่องไม้ขีดไฟ

    กล่องไม้ขีดไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    1,043
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +483
    มาถูกทางแล้วนี้ครับ

    เมื่อกายกับจิตอิสระแยกกันได้แล้ว
    จิตก็ส่วนจิต กายเขาก็ทำงานไป

    จิตจะเฉยต่อการสัมผัสรับรู้
    แม้แต่ความคิด ก็สักแต่ว่า

    มันก็มาติดเฉยๆนี้แหละครับ
    ฝึกสมาธิพอถึงจุดหนึ่งมันก็มาติดเฉยๆ

    มันก็ธรรมดาของคนฝึกสมาธิ
    ต้องมาติดตรงนี้ก่อน

    มันก็แก้ยากอยู่นะ
    จิตติดเฉยนี้

    สำหรับผมหลวงตามหาบัวท่านแก้ให้

    พอผ่านตรงนี้ไปได้ก็เดินปัญญาได้
    ปัญญาก็จะไปอบรมจิตเพื่อการถอดถอนกิเลสต่อไป
     
  11. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    100
    ค่าพลัง:
    +99
    ถ้าให้แนะนำแบบนอกตำรานอกตาเนื้อเห็น ก็ให้อธิษฐานตามโพธิสัตว์บารมีเต็มองค์ใดองค์หนึ่งที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเบื้องหน้า ขอฝากกระแสฝากดวงจิตติดตามท่าน หากท่านตรัสรู้เมื่อไรขอให้ท่านมาโปรดให้ได้บรรลุธรรมตามชาตินั้นๆด้วย แบบนี้จะลัดสั้นที่สุด(สำหรับคนที่เข้าใจทำเท่านั้น)

    ปล.ความจริงคือเขามีเป็นคณะๆ พระพุทธะไม่ทิ้งคณะตรัสรู้แล้วท่านตามเก็บพวกท่านหมด ตัวอย่างในพุทธกาลมี ตัวอย่างพระโพธิในปัจจุบันลาหลวงพ่อหลายๆองค์ก็ตามเก็บคณะท่านไปหมดเหมือนกันโดยเฉพาะคณะหลวงปู่มั่นและหลวงพ่อวัดท่าซุง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กรกฎาคม 2018
  12. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,653
    ค่าพลัง:
    +6,341
    +++ ไอ้คนที่บอกว่า "ผิด" มันยังอยู่แค่ "ข้อ 1" เท่านั้น แต่ "ชอบเสือกสอนผู้อื่น" แล้ว "ชอบปี้แปะ จากกูเกิ้ล มาถมทับคนอื่นที่ไปได้ ถูกทางตรงทาง"

    +++ ไอ้ระยำตัวนี้ "ชอบบั่นทอน นักปฏิบัติ ที่กำลังพัฒนาไปในทางที่ถูกต้อง" ตลอดเวลา

    +++ ซึ่ง "วิบากกรรม" ตรงนี้ ทำให้มัน "ไม่อาจได้ ธรรมที่ควรได้ และ ธรรมที่ได้แล้ว จะเสื่อมไป ยามก่อนตายจะไร้สติ"

    +++ อย่าได้ไป "รับฟัง" อะไรจากมันก็แล้วกัน มัน "ตัดมรรคปฏิบัติ" ของผู้ปรารถนาจะฝึกจิต มาไม่รู้กี่คนแล้ว ขี้เกียจนับ
    +++ พอจิต "หยุดคิด" มันก็ "พ้นนิวรณ์ 5" อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นอาการใน "อัปปนาสมาธิ" ที่ "ไม่มีนิมิต" เข้ามาเจือปน

    +++ ตัวอย่าง คือ "ตัวยืด" ตรงนี้ "เป็นตัวคุณยืดเอง อาการรู้ว่า กายยืดออก และเป็นไปเอง" รวมทั้งอาการที่ "ตัวนี้ ออกมาจากกายเนื้อ แล้ว คุณเป็นกายตัวที่ ไม่ใช่กายเนื้อ" ความเป็น "อัตตา/ตัวตน อยู่ที่ กายยืด และ กายเนื้อกลายเป็น สิ่งไร้สาระไปโดยสิ้นเชิง" ตรงนี้ "ถูกต้อง" แล้ว

    +++ ขั้นตอนนี้เป็น "การแสดงออกของ ความเป็นตน/อัตตา" ไม่เกี่ยวกับ "ความเป็นตัว/กาย"

    +++ เป็นอาการที่ "ตน แยกออกมาจาก ตัว" ซึ่งจะรู้ได้ชัดเจนว่า "ตัวกับตน เป็นของคนละอย่าง"

    +++ คำว่า "ตัว" นั้น ชี้ไปที่ความเป็น "กาย" เมื่อ "ตน ไม่ใช้มัน มันก็เน่าเปื่อยสลายไป (ตาย)"

    +++ ส่วนคำว่า "ตน" นั้นชี้ไปที่ "จิต" โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า "จุติจิต" เมื่อ "ไม่ใช้กายแล้ว ตัวนี้ย่อมไปจุติใหม่ ตามกรรมที่ทำมา (เกิด)"

    +++ หากทำตรงได้ได้บ่อย ๆ ก็จะ "รู้" ได้ว่าในยามที่ "ตน ยึดหรือเข้าไป อยู่ ในสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นย่อมเป็น กาย"

    +++ หากปฏิบัติในบริเวณนี้ จนเข้าใจได้ถึงอาการ

    1. ออกจากกายเนื้อ ไปอยู่ในสิ่งอื่น เช่น เสาไฟฟ้า ต้นไม้ ฯลฯ ก็จะมีความ "เป็น" อยู่ข้างใน สิ่งนั้น ๆ

    2. เมื่อเข้าใจได้ว่า "ตน" เข้าไปอยู่ในที่ใด ก็จะมีที่นั้น ๆ เป็น "กาย" ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็น "มนุษย์" เสมอไป

    +++ จนกว่าจะ "สิ้นสงสัย ในความเป็นกาย" ก็จะสิ้นสงสัยในเรื่องของ "สักกายะทิฐิ"

    +++ แต่ถ้าหากคุณ murn1996 ไปฟังความเห็นที่ผิด ๆ จากคนที่คุณไปถามแล้วละก็

    +++ น่าเสียดายที่โอกาสของคุณ ที่จะผ่านในเรื่อง "สักกายะทิฐิ" จะโดนตัดไปอีกราย
    +++ ตรงนี้เป็นอาการ "ตัวแข็ง ถูกรู้" รวมถึง "อัตตา/ตน ถูกแยกออกจาก สติบริสุทธิ์/สภาวะรู้"

    +++ อาการตรงนี้ "เป็นรู้บริสุทธิ์ ไร้อัตตาตัวตน ไร้ตัวกูของกู" ไม่ต้องใช้ "ลมหายใจ" ก็อยู่ได้ ไม่ทุกข์
    +++ ปล่อยให้มัน "แยกกันอยู่อย่างนั้น" ถูกแล้ว และจะ "ตระหนักรู้" ได้เองว่า "ไม่มีอะไร เป็นตน แม้กระทั่ง ความเป็นตน ก็ไม่ใช่เรา"
    +++ อันดับแรกให้ "รู้" อยู่เฉย ๆ ว่า "อาการ รู้ ที่แยกตัวออกมา เป็น อิสระ" นั้น คือ "สติ ที่สามารถตั้งตัวจนเป็น เสถียรภาพ" เรียบร้อยแล้ว

    +++ ตรงนี้เป็น "อาการ ดำรงค์สติมั่น" ที่สามารถ "รู้" สัพสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมเฉพาะหน้า" ได้เอง

    +++ อาการที่ "แยกออก จากตัว กายแข็ง ๆ" นั้น เรียกว่า "วิมุติ" แปลว่า "แยกออกจากกัน"

    +++ ส่วนอาการ "รู้ ที่กลายเป็น เห็น (สภาวะธรรมที่แยกตัวออก)" ตรงนี้ เรียกว่า "ญาณ (รู้) + ทัศนะ (เห็น)"

    +++ อาการในส่วนนี้ เรียกว่า "วิมุติญาณทัศนะ" ที่เป็นอาการที่ "ไม่ข้องเกี่ยวกับ ฌาน ใด ๆ ทั้งสิ้น"

    +++ อาการ "จิตสงบ" ที่แท้จริง คือ "อาการที่เป็นอยู่นี้" นั่นแหละ เป็นอาการ "สงบรู้" ในตัวมันเอง

    +++ อาการตรงนี้คุณ murn1996 "รู้อยู่แล้ว เป็นอยู่แล้ว" ดังนั้น ผมจะไม่กล่าวอะไรให้มากความ


    +++ ผมจะ "ให้วิธีทำ" มาตามที่คุณถามว่า "จะพัฒนายังงัยต่อครับ" ตรงนี้

    +++ สเตปแรก คือ "ให้เข้าไป รวม กับตัวแข็ง ๆ ของคุณ" แล้วอาการ ตระหนักรู้ จะเกิดขึ้นมาเองโดยไร้เจตนาว่า "ตัวกูของกู" กลับมาแล้ว

    +++ จากนั้น "ให้แยกออก มาจากตัวแข็ง ๆ นั้น" แล้วอาการ ตระหนักรู้ จะเกิดขึ้นมาเองโดยไร้เจตนาว่า "ตัวกูของกู" หมดไปแล้ว

    +++ ให้ทำการ "รวมตัว/แยกตัว" ตรงนี้ให้ชำนาญ จนกว่าจะ ตระหนักรู้ ได้เองว่า "ไม่มีตัวกูของกู กูก็อยู่ได้ ไม่มีทุกข์อีกด้วย"

    +++ จนถึงการ ตระหนักรู้อีกว่า "ไม่มีตัวกูของกูเสียเลย จะดีกว่า" จากนั้น ย่อมเกิดความปรารถนาที่จะ "ทำลายตัวกูของกู" ให้สิ้นไป

    +++ เมื่อถึงตรงนี้เมื่อไร ก็ให้ถามมา แต่ถ้า "ความปรารถนาในการ กำจัดตัวกูของกู ยังไม่เกิดขึ้น" ก็ถือว่า "ยังไม่พร้อม" นะครับ
     
  13. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,653
    ค่าพลัง:
    +6,341
    +++ ขืนทำตรงนี้ "ก็เละแน่นอน" แถมดีไม่ดี ก็มีค่าเท่ากับการ "โยนมรรคทั้งหมด ทิ้งไปเลย" น่าอนาถอย่างยิ่ง ที่ไปตาม "ไอ้ทึ่มปี้แปะ" ตัวนั้น

    +++ กรรมฐาน 40 จบลงที่ "ไอ้ตัวแข็ง ๆ ของคุณ" ที่โดนแยกออกมาแล้ว โดยสิ้นเชิง แม้กระทั่ง "อารมณ์" ทั้งหมดก็ "ทิ้งไว้กับ ไอ้ตัวแข็ง ๆ" นั่นแหละ

    +++ หากทำการ "รวมตัว/แยกตัว" ตามที่ผมกล่าวมาแล้ว "ข้างบน" นั้น ก็จะรู้ได้เองว่า "กาย เวทนา จิต อารมณ์" ทั้ง 4 โดนขังรวมใน "ไอ้ตัวแข็ง ๆ" ทั้งหมด

    +++ แล้วคุณเอง ก็จะเป็น "อิสระ จาก ฐานทั้ง 4" ซึ่งเป็นอาการที่ "มหาสติปัฏฐาน 4 รวมตัวเหลือ อาการเดียว" คืออาการที่คุณ "เป็นอยู่ในขณะนี้" นั่นเอง

    +++ อาการที่ "แยกออกจากไอ้ตัวแข็ง ๆ" นั่นแหละ คือ "อาการพิจารณาธรรม" ที่ไร้ "นิวรณ์ 5" ซึ่งจะต่างจากอาการ "คิดอย่างไร ก็ เอออย่างนั้น"

    +++ รู้ธรรม "ตามความเป็นจริง" ต้องไม่มี "อาการฟุ้งซ่านเสริมเติมแต่งเข้ามาผสม" แต่อย่างไรทั้งสิ้น

    +++ การทำการ "รวมตัว/แยกตัว" ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการทำ "จิตตะ" ของอิทธิบาท 4

    +++ ส่วนอาการ เห็น/เข้าใจ อาการที่ "ตัวกูของกู" กลับมา/หมดไป นั้น จะเป็นอาการของ "วิมังสา" ในอิทธิบาท 4

    +++ ก็จะค่อย ๆ เข้าใจในอาการที่ "กูเกิดขึ้น กูตั้งอยู่ และ กูดับไป" ได้เอง

    +++ ส่วนสิ่งอื่น ๆ "มันก็มีอย่างที่มันมี มันก็เป็นอย่างที่มันเป็น" ไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างไรกับ "ตัวกูของกู" นะครับ
     
  14. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,653
    ค่าพลัง:
    +6,341
    +++ ตรงนี้ "ไม่เรียกว่า จิตติดเฉย" อาการ "เฉย" นั้นเป็น "ธัมมารมณ์ อุเบกขา"

    +++ อาการเฉย "โดนขังรวม" ในตัวแข็ง ๆ ไปเรียบร้อยแล้ว ไอ้ตัวแข็งนั่นแหละเฉย

    +++ ส่วนอาการที่แยกออกมานั้น "ไม่ได้อยู่กับเฉย แต่เป็น อยู่กับรู้" พ้นจากตัว "ฌานเฉย" มาแล้ว
    +++ ถ้าเป็นของคนอื่น อาจใช่ตามที่กล่าวมา

    +++ แต่ในกรณีของ จขกท นี้ เป็นกรณี "พ้นฌาน" ออกมาแล้ว (จบสมถะ)

    +++ กำลังจะเข้า "วิปัสสนาภูมิ" ที่เรียกว่า "ดำรงค์สติมั่น รู้ ธรรมเฉพาะหน้า" ของพระพุทธเจ้า

    +++ ต้องเป็นผู้ที่ "ผ่านตรงนี้มาแล้ว" เท่านั้น จึงจะชี้แจงโดยไม่มีการเดาได้ นะครับ
     
  15. Chabob1

    Chabob1 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +12
    ผมเคยเป็นแบบคุณ ผมติดอยู่อาการนี้เกือบเดือน ผมเรียกว่า สมาธิโรงงานฝ่ายผลิต อาการเหมือนคนทำงานโรงงานจริงๆนะ ใครทำงานโรงงานจะเข้าใจ ถึงเวลาตอกบัตร = เรานั่งสมาธิ
    ทำงานผลิตๆ= เรากำหนดลมหายใจ
    พักกินข้าว= ปิติ (กินอิ่มท้องมีแรง ปิติอิ่มใจ โอ้สุข)
    มาทำงานต่อช่วงบ่าย= นิ่งๆ มีเพลินบ้าง ผลิตไปโดยไม่รู้เวลา บางทีเหม่อ(ภวังค์)
    เลิกงาน= ลืมตา ลุกขึ้น
    ข้างบนเป็นสมถะล้วน แต่ของพี่เหมือนจะเหยียบๆ วิปัสสนาแต่ไม่รู้ตัว เหมือนของผม

    ที่ไปไหนไม่ได้ติดอยู่ตรงเนี่ย เพราะงง ทำงานเป็นฝ่ายผลิตอยู่ดีๆ ทำไมนับวันยิ่งเหมือนฝ่ายควบคุมการผลิต ฝ่ายผลิต(สมถะ) แผนกควบคุมฝ่ายผลิต(วิปัสสนา) ถ้าเป็นคนควบคุมต้องฝึกสติเยอะๆ ก่อนจะไปฝ่ายควบคุม(วิปัสสนา) ต้องเป็นคนผลิตให้คล่องก่อน พอคล่องแล้วควบคุมจะค่อยๆเป็นเอง มันเป็นเองนะ ของพี่คือมันเริ่มจะไปฝ่ายควบคุม ผมมาเล่าแค่นี้แหละ55555 ส่วนทำยังไง คนอื่นตอบได้ดีกว่าผม ผมแค่มาบอกว่าสู้ๆครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กรกฎาคม 2018
  16. murn1996

    murn1996 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2015
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +2
    อัพเดตครับ
    จากที่ได้พิจารณาดูแล้วทดลองเพิ่มเติมนะครับ มีสิ่งที่เพิ่มเติมมาอีก เมื่อตอนจิตสงบผ่านช่วงสุข จนถึงช่วงที่ไม่มีอารมณ์อะไรเลยแล้วนั้น ผมก็ได้รอดูจิตว่าจะคิดอะไร ซึ่งมันก็ไม่คิดอะไร ผมจึงฉุกขึ้นมาได้ว่าก็ตัวที่รอดูจิตก็คือจิตนี่ เลยดูว่ามันจะประพฤติอะไร แล้วจึงเห็นว่าจิตตัวนี้มันรอดูจิตอีกที มันยังไม่ได้ปล่อยวาง จึงไปดูมันอีกชั้น มันเลยเหมือนมีจิตซ้อนกันอีกครับ ไม่สิ้นสุด ครั้นมาพิจารณากาย ผมก็ยอมรับแล้วว่ากายไม่ใช่ของเรา เป็นแค่ของสมมุติที่จะต้องคืนโลก ก็ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมขึ้นมาเลยครับ ตอนนี้ที่พิจารณาแล้วมีเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวก็มีตัวจิตที่มันรอดูว่าจิตจะคิดอะไร ซึ่งผมเองก็เชื่อแต่ไม่ได้ตื่นเต้นนะครับว่า มันเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแน่นอน ส่วนเรื่องที่มีผู้แนะนำมาให้ผมพิจารณาธรรม ผมก็พิจารณาแล้วก็ได้ความว่า ทุกอย่างมันว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยครับ มีแต่การเจอจิตที่รอดูจิตอีกชั้น เหมือนว่าเล่นซ่อนหาเลยครับ
    ส่วนท่านที่ให้ผมลองว่าได้ยินเสียงอะไรมั้ย ถ้าผมทำสมาธิถึงตรงนั้น ผมเหมือนจะไม่ได้สนใจเสียงแล้วนะครับ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ยินครับ แต่ได้ยินเหมือนรู้ว่าเสียงครับ ได้ยินชัดเจนมากครับ แต่ไม่ได้รบกวนสมาธินะครับ ไม่ได้จับใจความอะไรของเสียงนั้นเลยครับ
    แต่ผมหมดความสงสัยแล้วนะครับว่ามันไปต่อไม่ได้ แต่มันกลายเป็นไปต่อแบบไม่สิ้นสุดครับ เพราะมันมีการโผล่มาขอการรอดูว่าจิตจะคิดอะไร ไอ่ตัวที่รอก็เหมือนจิตเลยครับ
    หวังว่าท่านผู้รู้จะเข้าใจที่ผมอธิบายนะครับ


    สรุปแล้วตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ผมมีความเข้าใจว่า จิตเมื่อเรารู้ว่ามันทำอะไรอยู่แล้วเราดูมันก็ดับไป และเกิดจิตอีกตัวที่เป็นตัวที่รอดู พอเราไปดูมันก็ดับแล้วเกิดอีกตัวที่รอดู เช่นนี้ไปเรื่อยๆครับ
    รอของผมในที่นี้ไม่ใช่การที่ผมตั้งใจรอนะครับ เป็นการรู้เฉยๆครับ แต่เป็นการอธิบายลักษณะของจิตที่ว่าครับ
     
  17. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,393
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,448
    ความคิด อารมณ์ไม่ใช่ตัวจิต ครับ อย่าไปตามดูตามรู้ความคิดที่เกิด ให้ปล่อยวาง ครับ

    แล้วให้พิจารณาธรรม ครับ เราเข้ากรรมฐาน ปฏิบัติกรรมฐานกองไหนอยู่ ให้เรามีสติอยู่กับคำภาวนา อยู่กับการพิจารณากรรมฐานกองที่เราปฏิบัติอยู่ ไม่ให้ขาดสายครับ

    เราปฏิบัติ เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว เราต้องออกทำงาน ใช้แรงงานจิตในการวิปัสสนา พิจารณาธรรม ในกรรมฐานที่ปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน

    ไม่ใช่อยู่เฉยๆครับ รออะไร จิตที่มีกำลังคือจิตที่ออกทำงาน ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กรกฎาคม 2018
  18. Chabob1

    Chabob1 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +12
    ผมเข้าใจพี่ ผมเป็นอยู่ แต่ผมไม่รู้จักชื่อเรียกว่ามันคืออะไร เหมือนพี่นั่นแหละ 55555 ของผมมีอะไรมากระทบระหว่างวันมันจะดับได้ไวมาก ดับเองไม่ได้คิดให้ดับ คือรู้แล้วมันก็ดับไปเอง ของผมไม่เน้นนั่งเท่าไร เน้นทำสติตลอด สมาธิตอนนอน แล้วก็อยู่กับปัจจุบัน จากที่เคยคิดฟุ้ง คิดอดีต อนาคต เลิกคิดไปเลย อยู่กับปัจจุบัน สรุป ผมอาการคล้ายพี่ ผมปฎิบัติคือ อยู่กับปัจจุบัน มีสติทั่วร่างกาย สติอยู่กับทุกอารมณ์ นิ่งๆก็มีตั้งสติอยู่แบบนั้น ตอนนอนก็หลับไปพร้อมสมาธิ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กรกฎาคม 2018
  19. hastin

    hastin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    924
    ค่าพลัง:
    +2,827
    ญาณ เครื่องรู้ จะให้วิปัสสนาญาณเกิดเร็วขึ้น

    ก็ควรมีความรู้เข้าไปประกอบด้วย ง่ายที่สุดก็ อนิจจานุปัสสนา ไปก่อนเพื่อเก็บความรู้
     
  20. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,680
    ค่าพลัง:
    +29,044
    มาแนววิปัสสนานำแล้วครับ
    เพราะสมถะยังไม่มาตอนนี้

    และอ่านดีๆก่อนนะครับ
    จะบอกให้ฟังได้ว่า
    กิริยาที่คุณ. จขกท เล่าล่าสุด
    มันก็คือ ตัวจิตคุณเอง
    ที่มันถอยออกมาฟอร์มตัวเพื่อดู
    ฐานของตัวมันเองที่มันเกิด
    ในเวลาใช้ชีวิตปกติทั่วไปครับ. งงไหม

    พูดง่ายๆ คือ ตัวจิตตอนเกิดในเวลาปกติ
    (เป็นวงกลม)ตรงลิ้นปี่ แต่ด้วยกำลังสมาธิ
    ที่มันพอจะไม่สนใจร่างกายได้ชั่วคราว
    และพอมีความเป็นทิพย์บ้าง
    มันเลยฟอร์มตัว(สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่)
    เป็นคล้ายๆ ผู้ดู
    (คล้ายๆฝ่ามือ) แล้วมาดู ในต่ำแหน่ง
    เดิมที่มันเกิดเป็นวงกลมเป็นปกติที่บริเวณ
    ลิ้นปี่ แต่ไอ้ตัวที่ฟอร์มจะเหนือกายเล็กน้อย.
    นึกไม่ออก เอามือข้างหนึ่งคว่ำ
    เหนือลิ้นปี่เล็กน้อย
    หน้าตาตัวจิตที่มันฟอร์มตัว
    ประมานคล้ายๆอย่างนั้นหละครับ

    พูดง่ายๆอีก
    มันฟอร์มตัวมาดูต่ำแหน่งที่มันเกิด
    ในเวลาใช้ชีวิตปกตินั่นเอง

    จึงยังไม่ใช่ปัญญาอะไร หรือว่า
    มีอะไรที่ส่งเสริมด้านองค์ความรู้
    หรือเป็นอะไรที่แปลกทางสมาธินะครับ
    เล่าให้ฟังเฉยๆ

    ถ้าจะมาทางวิปัสสนา
    และจะไปถึงปัญญาญานต่อ

    ต้องเห็นและเข้าใจ ๓ ส่วนนี้ก่อนนะครับ
    ว่ามันเป็นคนละตัวกัน และทั้งหมด
    เป็นกระบวนการปรุ่งแต่งอยู่

    ๑.ผู้ดู ๒.จิต ๓.ผู้รู้ ว่ามันคนละตัว
    กันนะครับ
    ถ้าเห็น ๑ และ ๒ แสดงว่าอ่อนวิปัสสนา
    ถ้าเห็น ๒ และ ๓ แสดงว่าอ่อนสมถะ
    สมดุลย์ตรงนี้ต้องหาเอง

    อย่าพึ่งมั่นใจและยึดอะไรทั้งนั้น
    ถ้ายังเห็นไม่ครบทั้ง ๓ ส่วนดังที่กล่าวมา
    จะปลอดภัยทั้งกายและใจ
    รวมทั้งการพัฒนาความละเอียด
    ความเข้าใจทางด้านนามธรรมทางจิตครับ

    ปล แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง ^_^
     

แชร์หน้านี้

Loading...