เรื่องเด่น ฝึกอภิญญาสมาบัติเพื่อช่วยเหลือค้ำจุนพระพุทธศาสนา

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 30 พฤศจิกายน 2020.

  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    477
    ค่าพลัง:
    +65,299
    ?temp_hash=65620a1a661dc51c109848d9a7b0e667.jpg



    ฝึกอภิญญาสมาบัติเพื่อช่วยเหลือค้ำจุนพระพุทธศาสนา
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    477
    ค่าพลัง:
    +65,299
    ถาม : คำภาวนา "โสตัตตะภิญญา" จะเริ่มมีผลเรียกอภิญญาเก่ากลับมา เมื่อถึงสมาธิระดับใดครับ ?
    ตอบ : ตั้งแต่อุปจารสมาธิขึ้นไป

    ถาม : อุปจารสมาธิได้อภิญญากลับมาแล้วหรือครับ ?
    ตอบ : ได้นิดหนึ่ง ก็คุณถามว่าได้ตั้งแต่เมื่อไร ก็ได้ตั้งแต่อุปจารสมาธิสมาธิขึ้นไป จะได้มากได้น้อยขึ้นอยู่กับความมั่นคงของสมาธิเรา

    ถาม : คือถ้าทรงสมาธิในกำลังที่สูงขึ้นไปก็... ?
    ตอบ : ได้มากกว่านั้น

    ถาม : เคยอ่านเจอว่า พอเห็นแสงแล้วให้นึกมารวมกันไว้ในอก จนเต็มแล้วตัวจะลอยได้ แต่ไม่ทราบว่าตอนที่ตัวลอยได้นั้นหรือไปได้ดังใจนึกนั้น เป็นสมาธิระดับฌานใดครับ ?
    ตอบ : ระดับอุปจารสมาธิ

    ถาม : ตัวลอยเลยนะครับ ?
    ตอบ : เออ..!

    ถาม : เป็นปีติหรือครับ ?
    ตอบ : ใช่..ยังดีที่เป็นอุปจารสมาธิ

    ถาม : ทำไมละครับ ?
    ตอบ : มัวแต่สงสัย สมาธิเลยตก อาจจะได้น้อยกว่านั้นอีกก็ได้

    -----------------------------------------------------------------------------
    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=4147
     
  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    477
    ค่าพลัง:
    +65,299
    ถาม : ผมภาวนา "โสตัตตะภิญญา" รู้สึกว่าสมาธิช้ากว่ารู้ลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว แบบนี้แปลว่าผมไม่มีอภิญญาเก่าใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : ไม่ใช่หรอก แต่อยากได้มากเกินไปแล้วก็ไปตามสังเกตอาการ ถ้าลักษณะอย่างนั้นสมาธิจะทรงตัวยากมาก เพราะการที่เราไปตามจี้ ตามดู ตามสังเกตอาการนั้นเป็นความฟุ้งซ่าน
    __________________
    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5713
     
  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    477
    ค่าพลัง:
    +65,299
    คาถาอภิญญา
    ถาม :
    คาถาอภิญญา ก็คือ สัมปะจิตฉามิ กับ โสตัตตะภิญญา ภาวนาสองคาถานี้ อยากจะทราบว่า..?
    ตอบ : ใช้ได้เหมือนกันทั้งคู่ เพียงแต่จากที่ทดสอบมา โสตัตตะภิญญาแรงกว่าเยอะ
    โสตัตตะภิญญาจะออกไปในแนวโลดโผนเหมือนอภิญญาแท้เลย สัมปะจิตฉามิ รู้สึกว่าออกมานิ่มนวลไปหน่อย

    ถาม : แล้วคนฝึกใหม่อย่างผม ควรจะภาวนา..?
    ตอบ : ภาวนาไปเถอะ บทไหนก็ได้ไม่มีใครว่า แต่ควรทำให้สม่ำเสมอ อย่างเช่นว่า เอาให้ได้วันละชั่วโมง ว่าไปเรื่อย ๆ แต่มีเคล็ดลับว่า

    ถ้าภาวนาไปแล้ว เห็นมีแสงสว่างขึ้น จะเป็นจุด เป็นเส้น เป็นขีด เป็นแผ่นเป็นผืน อย่างไรก็แล้วแต่ พยายามดึงมารวมเข้าไว้ในอก ถ้าหากแสงสว่างรวมเป็นดวงใหญ่ไว้ในอกได้ ตัวเราจะลอยขึ้นเอง

    ตอนนั้นบางทีเราไม่รู้หรอกว่าลอยขึ้นมาแล้ว พอลอยขึ้นมาแล้ว เราก็นึกบังคับให้ลอยช้า ๆ ก่อน บังคับอยู่ในห้องของเรานั่นแหละ อย่าเผลอเปิดหน้าต่าง เดี๋ยวไปไกล
    พอลอยจนคล่องแล้ว ทีนี้ก็ลองไปไกล ๆ ดู แต่ไม่ต้องกลัว ถ้านึกกลับเมื่อไรก็กลับที่เดิมได้ ไปลองซ้อมดู

    ถาม : ทั้งสองคาถามีผลเหมือนกันเลย
    ตอบ : มีผลเหมือนกัน แต่เท่าที่เคยหัดมา โสตัตตะภิญญาโลดโผนกว่าเยอะ ไปลองได้ จะได้ลองเสกเครื่องบินให้หายไปทั้งเครื่องเลย

    ถาม : เสกได้จริงหรือครับ ?
    ตอบ : ถ้าทำได้..ก็ได้ ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดให้ไปก็ไป คิดให้มาก็มา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี อ.ทองผาภูมิ
    เทศน์ช่วงเย็น ณ บ้านอนุสาวรีย์ วันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
     
  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    477
    ค่าพลัง:
    +65,299
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันเสาร์ที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๙

    ให้ทุกคนขยับนั่งในท่าที่สบายของเราเอง จะนั่งขัดสมาธิก็ได้ นั่งห้อยขาบนเก้าอี้ก็ได้ หรือจะนั่งพับเพียบก็แล้วแต่เราถนัด ให้กำหนดความรู้สึกของเราทั้งหมดไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ที่เรามีความถนัดมาแต่เดิม

    วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ ระยะนี้มีความตื่นตัวทางด้านศาสนา เนื่องจากว่าท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้คำสั่งตามมาตรา ๔๔ ในการบังคับให้ทุกศาสนาอยู่ร่วมกันโดยปรองดองและสมานฉันท์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

    เนื่องจากว่าศาสนาพุทธของเรา แม้จะปรองดองกับศาสนาอื่นตลอดเวลา แต่ก็อยู่ในลักษณะของม้าอารี ซึ่งมีโอกาสโดนวัวเบียดหลุดจากคอกไปตามนิทานโบราณสูงมาก อาตมาจึงมีความเห็นว่า ถ้าพวกเราพร้อมใจกันปฏิบัติธรรมให้เกิดผล สามารถแสดงเหตุให้คนอื่นเขาเห็นได้ชัดเจนว่า นี่คือผลของการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา ก็จะทำให้คนที่ยังไม่เลื่อมใสศรัทธา เกิดความเลื่อมใสศรัทธา คนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาอยู่แล้ว ก็จะได้เลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทำให้ศาสนาพุทธของเราตั้งมั่นอยู่ได้โดยไม่ต้องกลัวใครมาเบียดเบียน

    ซึ่งหลักการปฏิบัตินี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านได้เมตตามอบไว้ให้นานแล้ว ตั้งแต่อาตมาเพิ่งจะบวช ท่านได้สั่งกำชับให้พระทุกรูปในวัดท่าซุง พร้อมใจกันสละเวลาเช้า ๑ ชั่วโมง เย็น ๑ ชั่วโมงในการปฏิบัติ แต่ก็มีผู้ปฏิบัติอยู่แค่ ๓ – ๔ รูปเท่านั้น นอกนั้นก็ฟังแล้วผ่านหูไป นั่นก็คือเรื่องการภาวนาพระคาถาอภิญญา

    พระคาถาอภิญญานั้นแบ่งออกเป็น ๒ บทด้วยกัน บทแรกคือ สัมปะจิตฉามิ ถ้าจะภาวนาคาถาบทนี้ ให้ขึ้นต้นด้วยนะโมฯ ๓ จบ พุทธังฯ ธัมมังฯ สังฆังฯ สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิฯ ตะติยัมปิฯ แล้วภาวนา อิติปิ โสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ จนครบก่อน หลังจากนั้นจึงภาวนา สัมปะจิตฉามิ ถ้าหากว่าเราทำคาถาบทนี้ขึ้น จะมีความสามารถคล้ายกับผู้ที่ฝึกอภิญญาจากพื้นฐานของกสิณ ๑๐

    ส่วนพระคาถาอภิญญาอีกบทหนึ่ง เรียกง่าย ๆ ว่าพระคาถาอภิญญาใหญ่ ก็คือบท โสตัตตะภิญญา บทนี้ถ้าเราภาวนาแล้วทำขึ้น ก็จะมีฤทธิ์ มีอำนาจเหมือนกับใช้กสิณ ๑๐ ได้โดยตรง พระคาถาบทนี้วิธีการง่ายกว่า คือน้อมนึกถึงคุณพระรัตนตรัย ตั้งนะโมฯ ๓ จบ แล้วก็ภาวนาได้เลย

    คาถาทั้งสองบทนี้เมื่อภาวนาไปแล้วจะเกิดผลสองประการ ประการแรก ก็คือ พอภาวนาไปแล้ว เราจะเห็นแสงสีทอง จะเป็นจุด เป็นขีด เป็นเส้น เป็นสาย เป็นแผ่นผืน หรือสว่างโดยไม่มีประมาณ หรือเหมือนกับฟ้าแลบก็ตาม

    เคล็ดลับอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเราเห็นแสงสีทองแล้ว ให้น้อมใจค่อย ๆ ตะล่อมเอาแสงนั้นเข้ามาในอกของเรา ถ้าสามารถรวมเป็นดวงโตสว่างไสวสีทองอยู่ในอกของเราเมื่อไร ร่างกายของเราจะลอยพ้นพื้น ต้องตั้งสติให้ดี ๆ ซักซ้อมการลอยอยู่ในห้องของเรา จนกระทั่งมีความชำนาญเสียก่อน ให้มั่นใจว่าเราบังคับร่างกายนี้ให้ลอยไปไหน ๆ ได้จริง อย่างนั้นแล้วเราค่อยออกไปสถานที่อื่น

    อีกประการหนึ่งผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ รู้สึกเหมือนโดนบีบรัด แน่นเข้าไป ๆ ทั้งตัว หัวใจก็เต้นเร็วขึ้น ๆ มีอาการเหมือนกับเหนื่อยหอบ อยากจะดิ้นตึงตังโครมคราม ถ้าหากว่าลักษณะอย่างนั้น ก็คือการที่กายในจะหลุดออกไปแบบมโนมยิทธิเต็มกำลัง ถ้าเราตัดใจได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับร่างกายนี้ก็ตาม เราไม่ใส่ใจ ต่อให้ตายลงไปในขณะที่ปฏิบัติความดีนี้เราก็ยอม ถ้าตัดใจอย่างนี้ได้ท่านจะหลุดออกไปเลย แต่ให้ตั้งเป้าไว้ด้วยว่าเราต้องการไปกราบพระที่พระนิพพาน ไม่อย่างนั้นถ้าหากว่าหลุดออกไปแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ได้ขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ ออกไปก็จะรู้สึกมืดแปดด้าน ไปไหนไม่ถูก เปะปะไปหมด แล้วท้ายสุดทนรำคาญไม่ไหวก็กลับร่างกายตามเดิม

    สิ่งทั้งหลายที่ว่ามานี้ จะว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเป็นการกระทำของบุคคลที่มีความจริงจังและสม่ำเสมอ ถ้าเอาตามที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านขอไว้ก็คือ เช้าภาวนา ๑ ชั่วโมง เย็นภาวนา ๑ ชั่วโมง ท่านบอกว่ายิ่งนานไป พวกเดียรถีย์นอกศาสนาจะจาบจ้วงพุทธศาสนามากขึ้นทุกที ท้ายสุดถึงขนาดลบล้างคำสอนของพุทธศาสนา กล่าวหาว่าอภิญญาสมาบัติเป็นเรื่องหลอกลวงกัน เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว พวกเราจะต้องออกไปแสดงให้เขาดูว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นความจริง

    ดังนั้น...เราจึงต้องซักซ้อมเอาไว้ให้เคยชิน โดยการภาวนาควบกับลมหายใจเข้าออก ซึ่งบทภาวนาทั้งสองบทนั้น ไม่สามารถแบ่งลมหายใจเป็นคู่ได้สะดวก เราก็ภาวนายาว หายใจออกก็รู้ลมจนสุด หายใจเข้าก็รู้ลมจนสุด จะใช้คำว่าโสตัตตะภิญญาทีเดียวก็ได้ หรือจะวรรคเว้นอย่างไร เข้าออกอย่างไรก็แล้วแต่เรากำหนด แล้วแต่เราจะถนัด

    ลำดับต่อไปขอให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันเสาร์ที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๙

    (ถอดจากเสียงเป็นอักษรโดยคะน้าอ่อน)
    --------------------------------------------------------

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5198
     
  6. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    477
    ค่าพลัง:
    +65,299
    อดีตที่ผ่านพ้นตอนที่ ๖๐ : คาถาอภิญญา
    ๖๐. คาถาอภิญญา


    อภิญญาแปลว่ารู้ยิ่งกว่า มาจากคำว่า “อภิ” แปลว่ายิ่งกว่า กับ “อัญญา” แปลว่ารู้ คำว่าอภิญญาเป็นสิ่งที่นักปฏิบัติทั้งหลายต้องการเป็นที่ยิ่ง อย่าไปดูคนอื่นเลย ตัวของอาตมานี่แหละ ปฏิบัติภาวนามาเพราะต้องการฤทธิ์อภิญญา หาได้เริ่มเพราะต้องการรู้แจ้งเห็นธรรมไม่ (เปิดเผยความเลวตัวเองซะเลย) ศึกษาประวัติหลวงปู่ – หลวงพ่อสมัยก่อน แต่ละองค์ล้วนแล้วแต่มากด้วยอิทธิฤทธิ์ ก็ยิ่งคิดอยากมีฤทธิ์มากขึ้น ดังนั้น...กรรมฐานหมวดแรกที่ฝึกจึงเป็นกสิณ กสิณกองอื่น ๆ หาอุปกรณ์ยาก สู้กสิณไฟไม่ได้ แค่ตะเกียงดวงเดียวก็ทำได้แล้ว...

    ปกติแล้วอาตมาเป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือ อาศัยจำจากครูบาอาจารย์สอนในห้องเรียนก็เหลือจะพอแล้ว สู้พี่สาวเขาไม่ได้ พี่มุกดาเขาขยันอ่านเป็นบ้าเป็นหลัง ก่อนหลับก็เห็นอ่านอยู่ ตื่นขึ้นเช้าก็เห็นเขาอ่านอยู่อย่างนั้น ยอมแพ้แล้วจ้า...! ทีนี้จะฝึกกสิณต้องอาศัยตะเกียง ถ้าจุดโดยไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งมอง ก็มีหวังนอกจากถูกหาว่าบ้าแล้ว ก็อาจถูกไม้เรียวจนหายบ้าแน่ ๆ เพราะมันสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ของพรรค์นี้มันก็ต้องมีเทคนิคเฉพาะหน้ากันบ้าง...

    ทำเป็นขยันอ่านหนังสือบ้างนะซิ...จุดตะเกียงกระป๋องแล้วกางหนังสือตรงหน้า ตาดูดวงไฟแล้วจำภาพไว้ หลับตาภาวนา “เตโชกสิณัง ๆ ๆ ๆ ๆ” พอภาพเลือนจากใจก็ลืมตาดูใหม่ เล่นนั่งทำในมุ้ง ไม่มีใครรู้หรอกว่าหลับตาหรือลืมตา เห็นกางหนังสือนั่งตัวตรงแหน็ว ใคร ๆ ก็คิดว่าอ่านหนังสือกันทั้งนั้น...

    เช้ามืดตื่นขึ้นมาติดไฟหุงข้าว (สมัยนั้นยังไม่มีแก๊ส ไม่มีหม้อไฟฟ้า ป่วยการจะไปพูดถึงเตาไมโครเวฟ) เอาไฟทั้งเตานั่นแหละเป็นนิมิตกสิณ ก็ไม่เห็นแปลกอะไร กองใหญ่ดีจำภาพง่าย ตกเย็นกลับจากโรงเรียน ยังจุดตะเกียงไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พักกสิณไฟไว้ชั่วคราว ตักน้ำมา ๑ ขัน หลบเข้าดงมะม่วง แอบหลังต้นไม้ไม่มีใครเห็น ทีนี้ก็ “อาโปกสิณัง ๆ ๆ ๆ ๆ” ฮ่า...ยิ่งทำยิ่งสนุก...

    มัวแต่สนุกอยู่นั่นแหละ และทำกสิณหลายกองในเวลาเดียวกัน ผลคือเจ๊งไม่เป็นท่า พอเข้ามาทำงานกรุงเทพฯ ไปฝึกมโนมยิทธิที่บ้านสายลม อาศัยพื้นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กเพราะเล่นกสิณมาก่อน พอฝึกปุ๊บก็ได้ปั๊บเลย ไม่เสียแรงเปล่านิ...

    หันไปสนุกกับมโนมยิทธิเกือบสามปี คืนหนึ่งที่บ้านสายลม “หลวงพ่อ” เทศน์เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจว่า “วิชชาสอง...อภิญญาห้า...สมาบัติแปด...กรรมฐาน ๔๐...ต่อให้คล่องแค่ไหน ก็ยังแช่อยู่ในนรกทั้งตัว...!” ตายละวา...ที่ท่านเทศน์มาเราไม่มีซักอย่าง แบบนี้คงมิดหัวไม่ต้องผุดต้องเกิดซะละมั้ง...!? กำลังคิดว่าทำอย่างไรถึงจะพ้นนรกได้ “หลวงพ่อ” ท่านก็เทศน์ต่อว่า

    ...บุคคลที่จะพ้นอบายภูมิได้ อย่างน้อยต้องเป็นพระโสดาบัน การจะเป็นพระโสดาบันก็ไม่ยาก ให้ทรงอารมณ์ดังนี้...

    ๑. เคารพในพระพุทธเจ้า
    ๒. เคารพในพระธรรม
    ๓. เคารพในพระสงฆ์
    ๔. รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
    ๕. คิดว่าตายเมื่อไร เราต้องการไปที่เดียวคือนิพพาน


    ถ้าอารมณ์เหล่านี้ทรงใจได้แน่นอน ท่านก็เป็นพระโสดาบัน คนที่เป็นพระโสดาบัน อบายภูมิจะปิดสำหรับท่าน...

    อาตมาเหมือนคนร้ายเห็นประตูคุกเปิดรออยู่แน่ ๆ แล้ว มีคนมาชี้ทางหนีให้ก็เผ่นสุดชีวิต ฤทธิ์เดชอะไรก็ไม่เอาแล้วทั้งนั้น ยิ่งคิดยิ่งสยองขวัญ อีตอนกำลังสนุกเพลิน ๆ อยู่นั้น เกิดปุ๊บปั๊บตายขึ้นมาก็เรียบร้อย ประดาความเลวทั้งหลายที่ทำมา คงเชิญเสด็จไปนรกแน่ ๆ โธ่...มาหลงโง่อยู่ซะเป็นนาน...! (ตอนนี้ก็ยังไม่ฉลาดขึ้นเลย...) หันมารักษาศีลอย่างจริงจังบ้าง จากศีล ๕ ไม่เคยครบก็เริ่มครบ ค่อย ๆ ก้าวไปเรื่อยถึงศีลแปด พอรักษาศีลแปดได้ไม่นานก็บวชพอดี เรื่องอภิญญาสมาบัติหายไปจากความคิดชั่วคราว จนกระทั่งพรรษาที่สอง ขณะหลวงพ่อให้โอวาทพระใหม่อยู่นั่นเอง...

    “หลวงพ่อ” ขอให้พระทุกองค์สละเวลา ๑ ชั่วโมง ภาวนา “คาถาอภิญญา” ให้ทำติดต่อกันทุกวัน ท่านบอกว่าคาถานี้ “พระ” มาบอกให้ภาวนา ถ้าทำได้จะมีผลคล้ายอภิญญา คือไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกกสิณ ๑๐ ภาวนาคาถานี้แล้วจะใช้ผลของกสิณได้เลย...

    กาลต่อไปข้างหน้า บรรดานักบวชที่บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้าจะคุกคามหนักขึ้น ถึงขนาดโจมตีเรื่องอภิญญาสมาบัติว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อเหลวไหล เมื่อถึงเวลานั้นพวกคุณจะต้องแสดงออกให้ชาวบ้านได้เห็น เขาจะได้รู้ว่า ใครกันแน่ที่ปฏิบัติตรงตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...

    ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ถึงขนาดเดิมพันกันด้วยอนาคตของพระศาสนาเชียวหรือ...? ในเมื่อเป็นคำสั่งของ “หลวงพ่อ” อาตมาก็น้อมรับใส่เกล้า นำไปยึดถือปฏิบัติทันที วิธีการมีดังนี้...

    ๑. นะโมฯ. ๓ จบ
    ๒. พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิฯ. ตติยัมปิฯ.
    ๓. อิติปิโสฯ. สวากขาโตฯ. สุปฏิปันโนฯ.
    ๔. แล้วทำใจสบาย ๆ ภาวนาว่า “สัมปจิตฉามิ” อ่านว่า สำ – ปะ – จิด – ฉา – มิ ไปเรื่อย ๆ

    ถ้าเห็นประกายแสงสีทอง ให้ดึงมารวมเป็นก้อนกลมเอาเข้าไว้ในอก ตัวจะลอยพ้นพื้น ถ้าทรงสติให้ดีจะบังคับให้เหาะไปไหนก็ได้ ถ้าคล่องตัวเมื่อไร อภิญญาใหญ่จะเข้าจับ สามารถใช้ผลของกสิณ ๑๐ ได้ดังใจทุกอย่าง...

    อาตมาทดลองทำดู พอเริ่มภาวนาก็เห็นประกายสีทองพร่างพราวไปหมด จิตดิ่งลึกควบแน่นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เหมือนมีพลังลึกลับบีบอัดเข้ามาทุกทิศทุกทาง แน่นเปรี๊ยะไปหมด ภาวนาไปไม่นาน รู้สึกมีอะไรหมุน ๆ อยู่ข้างเอว... ลืมตาขึ้นดู...

    เหวอ – อ...!” “โครม – ม – ม...! ตึกสะท้านไปทั้งหลัง ไอ้ที่หมุน ๆ น่ะพัดลมเพดานที่เปิดไว้ ตัวเราดันลอยขึ้นมาตอนไหนไม่รู้ ห่างพัดลมนิดเดียว พอเห็นเข้าก็ตกใจ เลยหล่นจากท่าขัดสมาธิ ตะครุบกบดังสนั่นไปเลย...!

    ปิดพัดลมภาวนาใหม่ เอ๊ะ...มันลอยจริง ๆ แฮะ จะเป็นอุเพ็งคาปิติหรือเปล่าหนอ...? ป้าบ – บอูย...ย แบนเป็นกล้วยปิ้งเลย มันลอยวืดขึ้นไปอัดติดกับเพดานทั้งแรงทั้งเร็ว แล้วหมุนติ้วไปรอบห้อง เร็วจี๋จนดูแทบไม่ทัน...

    รู้สึกกลัวนิด ๆ มันเลยค่อย ๆ ลอยลงมาที่เดิมตรงจุดเดิมเป๊ะเลย พอภาวนาใหม่ก็ได้เรื่อง มันพุ่งตูมทะลุหลังคา พุ่งปร๊าดไปในอากาศ เร็วยิ่งกว่าเอฟ. ๑๖ ผิวหนังเสียดสีกับอากาศจนแสบชาไปทั้งตัว แบบนี้ตายแน่ ๆ...

    โครม-ม...!หล่นลงที่เดิมเป๊ะ ไม่มีเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว ฝ้าเพดานกับหลังคาก็ปกติทุกอย่าง แล้วเราออกไปทางรูไหนกันแน่...? จะว่าฝันก็ไม่ใช่ เพราะตื่นอยู่ สติสมบูรณ์พร้อมทุกประการ หล่นก็เจ็บ สูงก็กลัว มันอะไรกันแน่...?

    ออกไปรับเวรตามปกติ ฝากเวรกับเทวดาแล้วเอาจีวรคลุมโปง ภาวนาไปเรื่อย ๆ อาการชาควบแน่นเข้า – แน่นเข้า พอดีหลวงพี่โอ (พระครูสมุห์พิชิต ฐิตวีโร) เดินเข้ามาในห้องยาม เสียงแว่ว ๆ พูดว่า “ท่านนี่เอาแต่ภาวนาจังเลยนิ...

    รู้สึกว่าหลวงพี่ท่านแกล้งเอานิ้วจิ้มที่ศีรษะ คุณพระช่วย...! ตัวมันลอยวืดขึ้นมาทันที “เดี๋ยวเขาก็รู้กันหมดทั้งวัดเท่านั้น...” พอคิดวิตกมันก็ค้างกลางอากาศ สูงจากเตียงแค่มือลอดได้ พอดีจีวรคลุมอยู่ หลวงพี่ท่านเลยไม่ทันสังเกต...!

    แต่หัวเรานะซิ...มันเหมือนลูกโป่งถูกเจาะ มีอะไรจากข้างในไม่รู้พุ่งฟู่ออกมาเป็นสายเลย แรก ๆ ก็ออกตรงถูกจิ้มแค่รูเดียว หนัก ๆ เข้าตัวมันพรุนเป็นฝักบัว พุ่งออกทุกทิศทุกทาง เป็นอยู่นานหลายสิบนาทีทีเดียว...

    อาตมาทบทวนความรู้จาก “หลวงพ่อ” ที่สอนไว้ ไอ้อาการลอยกับเหาะต้องเป็นอุเพ็งคาปิติแน่ ๆ ส่วนไอ้ตัวรั่วเป็นรูคงเป็นผรณาปิติ เป็นอันว่านับเวลาปฏิบัติมาเข้าปีที่สิบสาม เพิ่งจะพบปิติครบทั้ง ๕ ตัวในวันนี้เอง...!

    การภาวนาหลังจากนั้นซิ...วิสัยเดิมที่เลวชักนำไป ภาวนาทีไรอยากเหาะทุกที มัวแต่ตามจับอาการทางกายอยู่นั่นแหละว่าใกล้จะลอยหรือยัง ผลคือจิตไม่รวมตัว กรรมฐานเลยพังไปเป็นเดือน แค่อารมณ์สมาธิธรรมดายังทรงไม่ได้เลย...

    ขืนปล่อยให้พญามารจูงจมูกแบบนี้คงแย่แน่ ๆ อาตมาเลยอธิษฐานตัดทิ้งไปเลย...“ลูกจะภาวนาทุกวัน แต่ผลใด ๆ อย่าเพิ่งเกิดขึ้นเลย ไม่อย่างนั้นลูกหลงเดินผิดทางเป็นแน่ ขอแค่เวลาลูกจำเป็นต้องใช้ แล้วขอให้ผลเกิดกับลูกตอนนั้นเถิด

    คราวนี้สบาย...ภาวนาได้ใจสงบดี อาการประหลาด ๆ ไม่เกิดขึ้นอีก เพียงแต่ไม่ทราบว่าผลที่ภาวนาทุกวันได้เท่าไรแล้ว และไม่คิดว่าจำเป็นต้องทราบด้วย จนกระทั่งไปเยี่ยมสถานีวิจัยเพื่อรักษาต้นน้ำแม่กลอง มันก็เกิดเหตุจำเป็นจนได้...

    คุณประเดิมชัย แสงคู่วงษ์ หัวหน้าสถานี นำคณะเดินขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ ชมงานของทางสถานี ไม่ว่าจะเป็นการเก็บตะกอน วัดน้ำ วัดอากาศ การทดลองพืชคลุมดิน พืชยึดน้ำ ฯลฯ เพลินไปถึงสถานีย่อยนิคุฮุ เป็นเวลา ๑๑.๑๐ น. แล้ว เราพร้อมที่จะอด แต่ทางสถานีใหญ่เตรียมอาหารไว้ถวายเพล...

    ต้องฉลองศรัทธาเขาหน่อย แต่มันอยู่ห่างตั้งสี่กิโลเมตร และเป็นทางขึ้นเขาลงห้วยด้วย จำเป็นขึ้นมาแล้ว ขอให้ลูกใช้อำนาจคาถาอภิญญาด้วยเถิด...สำรวมจิตขอบารมี ภาวนาคาถาพลางเดินไปเรื่อย ๆ ทันเพลก็ฉัน ไม่ทันก็อดเอา...

    ห่างจากสถานีครึ่งกิโลเมตร รถของสถานีวิ่งสวนออกมา เหลียวดูข้างหลังไม่เห็นคณะญาติโยมเลยซักคน เลยบอกรถเขาเลยไปรับโยม เราเองเข้าหน่วยไปฉันเพล เหลือบดูนาฬิกาแล้วงง มันเสียละมั้ง...? ทำไมเวลาผ่านไปแค่ ๒๐ นาที...

    พักใหญ่รถที่ไปรับโยมก็มาถึง แม่ถามปนหอบว่า “ท่าน...ทำไมเดินเร็วอย่างนี้...? ข้างหลังวิ่งไล่ยังไม่ทัน จุ๊บ (เบญจพร) วิ่งซะเลือดกำเดาไหลเลย...!” อันนี้อาตมาตอบไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าทางมันก็ไกลเท่าเดิม แต่ทำไมใช้เวลาน้อยจัง...!

    อำนาจคาถาอภิญญาแสดงผลอีกครั้งตอนที่บุกไปเมืองลับแลแม่สาน ระยะทางนั้นหลวงลุงสุนทรเดินจนปรุ ยืนยันว่าใช้เวลาเดินหกชั่วโมง แต่อาตมาภาวนาคาถาอภิญญา ใช้เวลาเดินแค่สองชั่วโมงครึ่ง มันเป็นไปได้เหมือนกัน...!

    ตอนเดินอยู่รู้สึกว่าหนทางมันช่างยาวไกลไม่สิ้นสุด มีหลายวาระที่ยอมรับว่าท้อใจ เพราะเดินเท่าไรไม่ถึงจุดหมายซักที พอไปถึงดูเวลาเข้า ได้กำไรตั้งสามชั่วโมงครึ่ง ขากลับขนาดเดินชมนกชมไม้มาตลอดทาง ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงยี่สิบห้านาที...เอากับเขาซิ...

    ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจก็ขอเชิญภาวนาดูได้ ผลเป็นประการใดขอให้เล่าสู่กันฟังบ้าง วงการศาสนาระยะนี้มีแต่ข่าวนักบวชเลวปรากฏอยู่เสมอ เมื่อชาวบ้านพึ่งเขาไม่ได้ ก็พยายามทำให้อภิญญาเกิดแก่ตัวเอง เผื่อนักบวชเหล่านั้นมาเป็นศิษย์ของฆราวาสกันบ้าง คงสนุกดีพิลึก...!

    ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๓
    พระใบฎีกาเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

    หมายเหตุ :
    เมื่อไปอยู่ที่เกาะพระฤๅษีใหม่ ๆ อาตมาต้องเดินขึ้นเขาไปบิณฑบาต เป็นระยะทาง ๕ กม.เศษ รวมไปกลับสิบกม.ครึ่ง ทีแรกก็มีคนงานป่าไม้เดินตามไปช่วยหิ้วปิ่นโตให้ พอผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน คนงานหายหัวกันไปหมด... อาตมาเลยต้องหิ้วปิ่นโตเอง

    วันหนึ่ง... สมบัติ ซึ่งเป็นหัวหน้าคนงานมากราบแล้วกราบอีก บอกว่า “ผมเชื่อแล้วครับว่าพระอาจารย์เดินเร็วจริง ๆ ...ทีแรกผมสงสัยว่าทำไมคนงานมันไม่ไปช่วยหิ้วปิ่นโต ถามมันแล้วมันบอกว่า พระอาจารย์เดินเร็วจนมันตามไม่ทัน... คนงานพวกนี้เวลามันเดินผมต้องวิ่งตามนะครับ...! แต่มันบอกว่ามันต้องวิ่งตามพระอาจารย์ ผมเลยขี่มอเตอร์ไซค์ตามไป พระอาจารย์เดินเร็วจริง ๆ ครับ...ขนาดมอเตอร์ไซค์ยังกวดไม่ทันเลย...!

    เรื่องนี้ท่านผู้อ่านต้องไปถามคุณสมบัติ คุ้มท้วม เอาเองว่ามีความจริงแค่ไหน เพราะว่าอาตมาเองก็รู้สึกว่าเดินไปตามปกติ เพียงแต่ว่าหาคนถือปิ่นโตตามหลังไม่ได้เท่านั้นเอง

    ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๙
    พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
     
  7. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    477
    ค่าพลัง:
    +65,299
    -HlCIBEWspTgawAMNzPefG5jsUFmV_k8aMWMVpptuYGb&_nc_ohc=jg4TLWC814UAX_a2HU1&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    เมื่อครู่นี้ได้กล่าวไปแล้วว่า ขณะนี้ศาสนาพุทธของเราโดนเบียดเบียนเหลือเกิน ซึ่งความจริงแล้วศาสนาพุทธของเราเป็นของจริง เป็นของแท้ ท้าพิสูจน์ได้ เพียงแต่ว่าทุกวันนี้ที่เราไม่มีอะไรให้เขาพิสูจน์ ก็เพราะว่าพุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นั้น ย่อหย่อนต่อการปฏิบัติจนเกินไป

    ตอนนี้ของเราถือว่าฝ่ายเถรวาทไม่มีภิกษุณีแล้ว ก็สงเคราะห์นับเอาแม่ชีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ก็แปลว่า ภิกษุ แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ของเรานั้น ย่อหย่อนต่อหลักการการปฏิบัติมาก ไม่สามารถทำตัวให้เข้าถึงผลของการปฏิบัติในพุทธศาสนา จนถึงระดับที่สามารถแก้ต่างให้กับพระพุทธศาสนาได้ ก็เพราะว่าเรายังไม่จริงจังในการปฏิบัติ

    ถ้าหากว่าเราจริงจังต่อการปฏิบัติ ก็ต้องนึกถึงตอนที่เราสมาทานพระกรรมฐานว่า ขอมอบกายถวายชีวิตต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าท่านทั้งหลายนึกถึงตรงจุดนี้ ก็จะรู้ว่า ตัวเรายังย่อหย่อนต่อการปฏิบัติมากขนาดไหน เพราะว่าแค่ลำบากนิดเดียวเราก็ถอยเสียแล้ว แค่ทำอะไรเนิ่นนานหน่อย ไม่ทันจะเห็นผลเราก็รู้สึกเบื่อเสียแล้ว

    ถ้าอย่างนี้ชีวิตนี้เราจะหวังการปฏิบัติ จนกระทั่งกลายเป็นทนายแก้ต่างให้พระพุทธศาสนาได้อย่างไร ? โดยเฉพาะอุบาสก อุบาสิกา ฆราวาสหญิงชายในปัจจุบันนั้น ก็มักจะอยู่ในลักษณะของการปล่อยให้ฝ่ายของภิกษุ ภิกษุณี เต้นไปโดยฝ่ายเดียว

    พระพุทธศาสนาของเราเปรียบเหมือนกับยานที่ประกอบไปด้วยล้อ ๔ ล้อ จึงสามารถที่จะขนถ่ายสัตว์โลกข้ามวัฏสงสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล้อทั้งสี่ล้อ ก็คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

    ในปัจจุบันล้อที่เป็นภิกษุณีไม่มีแล้ว ทดแทนมาด้วยแม่ชีที่สงเคราะห์เข้ามาอย่างเต็มฝืน ก็ไม่สามารถที่จะทดแทนได้เต็มที่ แล้วถ้าล้อที่เป็นอุบาสก อุบาสิกาของเรายังไม่ยอมทำหน้าที่ในการสนับสนุนช่วยเหลือ เราลองมานึกดูว่า ถ้าหากว่ารถยนต์ใช้งานไม่ได้ไปสามล้อแล้วจะวิ่งอย่างไร ?

    ดังนั้น...อาตมาจึงอยากที่จะตักเตือนท่านทั้งหลายว่า การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของการเอาจริง ต้องทุ่มเทแบบมอบกายถวายชีวิต ไม่ใช่ลำบากหน่อยหนึ่งก็เลิก เจออุปสรรคนิดหนึ่งก็ท้อ ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่กำลังใจของนักปฏิบัติ หลวงปู่หลวงพ่อสายวัดป่าท่านกล่าวว่า “ธรรมะอยู่ฟากตาย” ก็คือต้องแลกกันด้วยชีวิตจึงจะเข้าถึงธรรมได้
    เราลองถามใจตัวเองดูว่า ถ้าหากว่าเราตายลงไปตรงนี้เพื่อแลกกับการปฏิบัติให้เข้าถึงธรรม เราจะสามารถตัดสินใจได้หรือไม่ ?

    ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะตัดสินใจได้ การปฏิบัติของเราก็มีโอกาสที่จะเข้าถึงคุณความดีในพระพุทธศาสนา แม้เป็นเพียงความดีขั้นต้นคืออยู่ในส่วนของโลกียะ ก็ยังเหลือเฟือเกินพอที่จะเป็นทนายแก้ต่างให้กับพระพุทธศาสนาได้ เพราะเราจะรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะมีขึ้นได้ จะบังเกิดขึ้นได้ เราก็ต้องทุ่มเทให้กับการปฏิบัติอย่างจริงจัง มีความเพียรไม่ท้อถอยในระดับฝนทั่งให้เป็นเข็ม เราจึงต้องมาปรับกำลังกาย กำลังใจของเราเสียใหม่ ว่าการที่เราทั้งหลายปฏิบัติ บางท่านก็หลายปี บางท่านก็นับเป็นสิบ ๆ ปี แล้วเอาดีไม่ได้นั้นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะเราไม่ได้ทุ่มเท หรือเป็นเพราะเราทุ่มเทเต็มที่แล้วไม่เกิดอะไรขึ้น ซึ่งนั่นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

    เมื่อเรารู้เช่นนี้แล้วก็ต้องทุ่มเทให้กับการปฏิบัติ หลัก ๆ ก็คือ อานาปานสติที่เราจะทิ้งไม่ได้ เพราะว่าเป็นพื้นฐานใหญ่ของกองกรรมฐานทั้งปวง หลังจากนั้นก็ต้องแผ่เมตตาเป็นปกติเพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้ชุ่มชื่นเยือกเย็นอยู่เสมอ

    เมื่อกำลังใจของเราภาวนาจนไปต่อไม่ได้แล้ว กำลังใจเริ่มคลายออกมา ก็พยายามพินิจพิจารณาในร่างกายนี้ให้เห็นชัดเจนว่ามีความไม่เที่ยงอย่างไร เป็นทุกข์อย่างไร ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราอย่างไร

    ในระหว่างนั้นก็ระมัดระวังศีลทุกสิกขาบทให้สมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีล และไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นละเมิดศีล ทำความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างจริงใจ ไม่ล่วงเกินทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ถ้าเราตายลงไป เราปรารถนาพระนิพพานที่เดียว

    เมื่อท่านทั้งหลายทบทวนและเพียรพยายามทำให้ถึงจุดหมายดังที่ว่านี้ เรื่องของพระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝัน เรื่องของมรรคผลยังมีอยู่เป็นปกติ ถ้าหากว่าเราทำดี เราทำถูก โอกาสที่เราจะเสวยมรรคเสวยผลก็เป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถ

    ลำดับต่อไปขอให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    ........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ........................................
    #รู้ว่าดีก็ทำ #รู้ว่าชั่วก็ละ #ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
     
  8. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    20,178
    กระทู้เรื่องเด่น:
    477
    ค่าพลัง:
    +65,299
    ?temp_hash=ec76367a10664d2d0ef930b88f1f21c9.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

แชร์หน้านี้

Loading...