ฝ่ายหญิงมาสู่ขอฝ่ายชาย ประเพณีที่อินเดีย!

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย Norlnorrakuln, 23 กันยายน 2013.

  1. Norlnorrakuln

    Norlnorrakuln เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    3,816
    ค่าพลัง:
    +15,093
    [​IMG] [​IMG]

    ระบบสังคมของคนอินเดียนั้นค่อนข้างจะซับซ้อนเอาการทีเดียว เนื่องจากเขามีกฎกติกาเยอะมาก เขาเชื่อกันว่าการอยู่อย่างมีกฎเกณฑ์
    แบบละเอียดนั้นคือการแสดงถึงอาริยธรรมอันสูงส่ง ดังนั้นอะไรต่อมิอะไรก็มีแต่กฎเกณฑ์เต็มไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงาน
    การสืบสกุลถือเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์ชาติ ดังนั้นอาบังทั้งหลายจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ลูกเต้าได้แต่งงานทุกคน ไม่มีใครตกค้าง
    หรือขึ้นคาน

    แต่การหาคู่ให้ลูกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ไม่ง่ายก็เนื่องจากพี่แกดันไปตั้งกฎเกณฑ์ปิดกั้นหนทางซะเอง ดังนั้นถึงแม้อินเดียจะมีคนเป็นพันล้าน
    แต่การหาคู่ก็ยุ่งยากมาก เนื่องจากเขาจะมีสิทธิ์เลือกได้ตามกฎกติกาที่กำหนดไว้เท่านั้น ทุกวรรณะต้องแต่งกับคนวรรณะเดียวกัน!

    แต่ช้าก่อน เท่านั้นยังไม่พอ พี่บังแก่ยังกำหนดต่อไปอีกว่า เมื่ออยู่ในวรรณะเดียวกันแล้วยังต้องอยู่ในชั้นเดียวกันอีกด้วย!

    กติกานี้ทำให้เด็กผู้หญิงผู้ชายถูกล็อกโดยอัตโนมัติว่า ต้องแต่งกะคนภายในวงแคบๆเท่านั้นจะนอกเหนือจากนี้ไปไม่ได้
    ดังนั้นในแต่ละปีจึงมีการจับจองแบบตาไม่กระพริบ ว่ามีเด็กผู้ชายกี่คน เด็กผู้หญิงกี่คน จะสมดุลพอดีกันหรือไม่

    หากปีใดมีเด็กผู้หญิงเยอะ พ่อแม่ของเด็กผู้ชายก็จะสบายใจเพราะถึงยังไงลูกของตนก็ได้แต่งแน่ๆและมีตัวเลือกดีๆด้วย
    ในขณะที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงกลับวิ่งกันฝุ่นตลบ เพราะเด็กผู้ชายไม่พอ งานนี้ต้องใช้ความเร็วให้เป็นประโยชน์
    โดยรีบส่งพ่อสื่อแม่สื่อไปทาบทามโดยไว ฝ่ายชายจะเรียกร้องเงื่อนไขยังไงก็ยอมหมดแหละ ทางฝ่ายชายเขาจะรู้ถึงสถานการณ์ดีครับ

    ลองมาอีรูปแบบนี้พี่แกก็เรียกค่าสินสอดเสียยับเยินไปเลย!

    อาห้า!ฟังไม่ผิดแน่ๆ พวกแขกเขาทำตรงข้ามกะบ้านเรา คือให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้จ่ายค่าสินสอดครับ

    "จึ๋ย อะไรจะประหลาดขนาดนั้น!"

    แต่ละสังคมย่อมมีค่านิยมที่แตกต่างกันไป แขกเขาถือว่าสามีคือเทพเจ้าของครอบครัว
    ฉะนั้นภรรยาของบ้านใดที่สามีรักบ้านนั้นมีเทพเจ้าคุ้มครองรักษา การจะได้เทพเจ้ามาฝ่ายหญิงจึงจำต้องจ่ายค่าบูชาไป (อิอิอิๆ...)

    "แบบนี้เราย้ายบ้านไปอยู่ที่ประเทศอินเดียกันเถอะคุณผู้ชายทั้งหลาย เลือกหาน้องนางตาคมๆ จมูกโด่งๆ แล้วยังต้องจ่ายค่าสินสอดให้เราอีก
    อะไรมันจะดีขนาดนั้น"(คุณผู้ชายหลายท่านอาจคิดแบบนี้)

    แต่ช้าก่อน นี่อาจเป็นเพียงแค่ความฝัน เพราะถ้าขืนพวกท่านไปกันจริงๆรับรองได้เลยว่าฝันสลายแน่ๆ

    "ทำไมล่ะ?"

    "เพราะไม่มีใครมาสู่ขอนะสิ!"

    "อ่ะ ทั้งๆที่ตูออกจะหล่อเหลา"

    "ใช่ ท่านอาจจะหล่อแต่ถามว่าอยู่วรรณะไหนล่ะ?"

    "เอ้อ...วรรณะอิสระ อ่ะ "

    "วรรณะท่านไม่มีอยู่ในสารบบ หมดสิทธิ์ครับ เพราะเขาแต่งกันภายในวรรณะเท่านั้น พวกนอกวรรณะไม่เกี่ยว!"

    เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกะเขาเลยปล่อยพี่บังแกวุ่นไปคนเดียวเถอะครับ และงานนี้ก็ยุ่งวุ่นวายกันจริงๆเพราะต้องแย่งชิงคู่ครองให้ลูกให้จงได้
    หากผู้ชายมีน้อยฝ่ายหญิงต้องรีบส่งแม่สือไปติดต่อด่วน ทำให้ประเทศนี้มีอาชีพแม่สื่อทำมาหากินกันอย่างคล่องตัวมาก

    พวกแม่สื่อมืออาชีพจะมีทีมสำรวจว่าในแต่ละปี ตำบลไหนมีเด็กเกิดใหม่บ้าง เป็นชายเท่าไหร่หญิงเท่าไหร่อยู่วรรณะไหนชั้นใด ฯลฯ
    เรียกว่ามีข้อมูลละเอียดยิบว่างั้นเถอะ พอพ่อแม่คู่ไหนอยากใช้บริการก็จะติดต่อไปโดยบอกข้อมูลว่าอยู่วรรณะไหนชั้นใด จากนั้นเขาก็จะค้นดู
    ข้อมูลที่มีอยู่ว่า น่าจะจับคู่กับลูกเต้าเหล่าใครได้บ้าง แล้วนำข้อมูลมานำเสนอ ปรึกษากัน พอเห็นดีเห็นงามร่วมกันแล้วก็จะเดินทางไปยังบ้าน
    ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะมีการเจรจากันโดยแม่สื่อจะอาศัยฝีปากและความชำนาญโน้มน้าวให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้ได้
    และเมื่อหมั้นหมายตกลงกันเป็นที่แน่นอนแล้ว พ่อสื่อแม่สื่อก็จะได้รับค่าจ้างตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้

    อาชีพนี้มีรายได้ดีมาก ทำมาหากินกันได้ตลอดไปเพราะตราบใดที่แขกยังใช้วิธีคลุมถุงชนกันแบบนี้ พวกพ่อสื่อแม่ชักก็จะเปรมปรีตลอดกาล
    (เขาเริ่มไปตกลงเจรจาทาบทามกันตั้งแต่เด็กๆเลยทีเดียว)

    นอกจากอาศัยแม่สื่อแล้ว พวกอาบังยังมีวิธีในการหาคู่ครองให้ลูกอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ "การใช้บริการตลาดหาคู่"
    ตลาดนี้มีสองลักษณะ...

    หนึ่ง ลงหนังสือพิมพ์หรืออินเตอร์เน็ตประกาศหาคู่ (แบบในหนังสือพิมพ์บ้านเรา)

    สอง แบบเดินตามตลาดสดหาคู่กันจะๆไปเลย!...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 23 กันยายน 2013
  2. makigochan

    makigochan ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    5,712
    ค่าพลัง:
    +55,617
    ทำไม นะทำมาย ล่ะนายจ๋า

    ผู้หญิงต้องหาสินสอดไปขอผู้ชายด้วย

    เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก
     
  3. Norlnorrakuln

    Norlnorrakuln เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    3,816
    ค่าพลัง:
    +15,093
    [​IMG] [​IMG]

    - ผู้หญิงที่ไม่มีสามี หรือมีสามีแล้วแต่ไม่มีลูกถือว่าเป็นผู้หญิงที่อาภัพ เป็นที่รังเกียจของสังคม เมื่อตายแล้วจะต้องตกนรก
    ผู้ชายก็เช่นดียวกัน หากไม่ได้แต่งงานถือว่าเป็นคนดิบ (เหมือนในสังคมไทยที่ว่าผู้ชายคนใดยังไม่บวชถือว่าเป็นคนดิบ)มิฉะนั้นเวลาตายไป
    จะถูกเอาไปให้แร้งกากิน ไม่ได้ถูกนำศพไปเผาตามพิธีที่ถูกต้อง
    - การแต่งงานในบางเมืองมีพิธีแปลกๆ เช่น ถ้าผู้หญิงแอบชอบผู้ชายคนไหน ก็จะชวนเพื่อน 3-4 คน
    ไปดักรอและฉุดผู้ชายคนนั้น ซึ่งผู้ชายก็จำเป็นต้องยอม หนีไม่ได้ มิฉะนั้นจะถือว่าผิดผี
    - พิธีแต่งงานของชาวเมืองคุชราตเชื่อว่า จะจัดงานแต่งงานได้ทุกๆ 12 ปี คือ 12 ปี จะมีปีเดียวที่สามารถจัดงานแต่งงานได้
    เพราะฉะนั้นลูกเด็กเล็กแดงแม้อายุจะ 4-5 ขวบ แต่ก็อาจจะถูกจับหมั้นหมายแต่งงาน เพราะไม่อย่างนั้นต้องรออีก 12 ปีถึงจะแต่งงานได้
    - ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะมาก ดังนั้นผู้ชายก็มีตัวเลือกมากขึ้นตามลำดับ
    ทำให้ผู้หญิงที่ไม่สวยหรือไม่รวยก็มักจะหาคู่ยาก ดังนั้นทุกวันนี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ของอินเดีย
    จึงมักมีประกาศโฆษณาหาคู่ของผู้หญิงอินเดียอยู่บ่อยๆ

    การแต่งงานนั้นเน้นฤกษ์ยามมากๆ คือต้องแต่งภายในวันมงคลตามฤกษ์ยามเท่านั้น คือตั้งแต่วันที่
    ๑๕ ม.ค - ๑๕ ก.พ
    ๑๕ มี.ค - ๑๕ เม.ย
    ๑๕ พ.ค - ๑๕ มิ.ย
    ๑๕ ต.ค - ๑๕ พ.ย
    นอกเหนือจากช่วงเวลาข้างต้นแล้วถือว่าเป็นวันต้องห้าม ห้ามแต่งงานโดยเด็ดขาดเลย
    ส่วนในช่วงเวลาที่คนอินเดียนิยมแต่งงานกันมากที่สุดก็คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคมนั่นเอง
     
  4. ติงติง

    ติงติง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    38,283
    ค่าพลัง:
    +82,576
    เมืองไทยเรานี้แสนดีนักหนา
    dannce_dannce_dannce_dannce_
     
  5. สร้อยฟ้ามาลา

    สร้อยฟ้ามาลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    16,342
    ค่าพลัง:
    +41,019
    แล้วมีพิธีอีกอย่างที่ ถ้าสามีตาย เวลาเผาศพสามี ผู้หญิงต้องกระโดดเข้ากองไฟด้วยอ่ะ...
     
  6. Ta WHK

    Ta WHK เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,133
    ค่าพลัง:
    +6,075
    คิดว่าโชคดีแล้วค่ะที่เกิดเป็นคนไทย

    คนอินเดียเขาเกิดมาในสังคมแบบนั้น คงไม่รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ผิดปกติ อย่างน้อย หากสาวอินเดียชอบหนุ่มคนไหนก็ยังไปดักฉุดหนุ่มได้ แถมผู้ชายก็หนีไม่ได้ซะด้วย ประเพณีของเขาช่างตรงข้ามกับบ้านเราจริงๆนะคะ

    ขอบคุณอาบังเหมียวค่ะ
     
  7. Norlnorrakuln

    Norlnorrakuln เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    3,816
    ค่าพลัง:
    +15,093
    [​IMG] [​IMG]

    ในแต่ละเมืองจะมีตลาดนัดเลือกคู่เอาไว้ที่ใดสักแห่งหนึ่ง เปิดวันไหนเขาจะรู้กันดี อย่างเมืองนี้ตลาดนัดจะเปิดวันพุธ
    พอเช้าวันพุธมาถึง พ่อแม่ทั้งหลายที่อยากให้ลูกได้คู่ก็จะอุ้มหรือจูงลูกมาที่ตลาดนี้ จากนั้นก็ปูผ้าหาที่นั่งเหมาะๆเพื่อรอท่าคอยลูกค้ามาเยือน
    หรือใครจะตั้งป้ายบอกรายละเอียดด้วยก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด!

    เช่น "กุมาร อายุสามขวบ วรรณะพ่อค้าระดับหนึ่ง ผิวขาวหน้าตาดี สุขภาพดีไม่มีโรคติดต่อ ค่าสินสอดพูดจากันได้"
    เขาจะเขียนยังไงเพื่อให้เป็นที่สนใจของลูกค้าก็ใช้ได้แล้วครับ
    จากนั้นก็นั่งรอกันต่อไปเรื่อยๆ พอสายๆลูกค้าก็จะอุ้มลูกจูงหลานมาเดิน พอเห็นลูกใครหน้าตาน่ารักหรือถูกชะตากะหน้าตาพ่อแม่ก็จะแวะเข้าไป
    นั่งเจรจาว่าอยู่ตำบลไหนสายเลือดใด บ้านช่องห้องหอเป็นยังไง ญาติๆมีเส้นมีสายใหญ่หรือเปล่า ฯลฯ

    คุยไปเรื่อยๆ หากยังไม่ถูกใจก็เดินเร่ต่อไปพูดคุยกะเจ้าอื่น คิดๆดูแล้วคล้ายกับตลาดนัดโคกระบือในบ้านเราเลย!

    "อ่ะ ท่านพูดเกินไปหรือเปล่า?"

    "จริงๆครับ ดูคล้ายกันมาก เพียงแต่นี้คือตลาดนัดหาคู่ เขาจะนัดสถานที่และวันเวลามานั่งพบปะพูดคุยกัน"
    หากตกลงกันได้ก็จะกลับไปหมั้นหมายและเตรียมจัดทำพิธีแต่งกันต่อไป หากยังไม่เป็นที่พอพระทัย ก็เร่ไปดูเจ้าอื่นโดยไม่ต้องรีบร้อนอะไร
    เข้าทำนองว่า "ช้าๆได้พร้าสองเล่มงาม"

    ในตลาดแห่งนี้มีตั้งแต่เด็กวัยยังแบเบาะจนกระทั้งวัยรุ่นหนุ่มสาว หรือแม้กระทั้งพวกแก่งั่กที่ตกค้าง การมาพบปะพูดคุยกันอย่างนี้
    ทำให้มีโอกาสมากขึ้นเพราะได้พูดจากันโดยตรง แถมยังไม่ต้องไปเสียค่านายหน้าผ่านแม่สื่อแม่ชักให้สิ้นเปลืองด้วย
    ตลาดนัดหาคู่ในบ้านเมืองอาบังจึงเป็นที่นิยมกันมาก บางตลาดมีคนแน่นขนัดตลอดทั้งวัน บางคนก็ได้ลูกเขยเดี๋ยวนั้น
    บางคนก็ได้สะใภ้กลับบ้านทันที!หากใครยังเลือกไม่ถูกใจ อาทิตย์หน้ามาใหม่ สักวันคงพบที่ถูกใจเป็นแน่
    นี่คือวิถีชีวิตของพวกเขาที่มีสืบทอดกันมายาวนาน หลายร้อยหลายพันปีแล้ว

    แม้เราจะเห็นว่าเป็นเรื่องประหลาดหรือเรื่องตลกก็ตาม แต่สำหรับพวกแขก ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นและจริงจังเอามากๆ
    เพราะหากมัวชะล่าใจไม่รีบขวนขวายหาคู่ครองให้ลูก อนาคตข้างหน้าก็จะมีปัญหาและลำบากแน่...

    โม้มาถึงตอนนี้ ให้นึกถึงเรื่องของพระพุทธองค์ ที่มีครั้งหนึ่งสองพราหมณ์จะยกลูกสาวแสนสวยให้ แต่พระองค์ท่านมิทรงปรารถนา
    ที่จะสัมผัสนางแม้ด้วยปลายเท้า ฯลฯ...ต่อมาภายหลังสองพราหมณ์คู่สามีภรรยานั้นได้บรรลุธรรม
    ส่วนนังลูกสาวผูกใจเจ็บแค้นที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม(จิตไม่ยอมรับกระแสธรรม)ต่อมาภายหลังได้เป็นพระสนมเอกของพระเจ้าอุเทนฯ
    นางจึงสั่งให้คนออกตามด่าบริภาษพระพุทธองค์ ฯลฯ...

    ตรงจุดนี้ชี้ให้เห็นว่าการเลือกคู่ครองที่เหมาะสมให้ลูกนั้น ผู้เป็นพ่อแม่เขาจริงจังกันมากขนาดไหน
    ยิ่งถ้าได้ลูกออกมาหน้าตาผิวพรรณงดงาม แถมตนยังอยู่ในตระกูลชั้นสูงด้วยแล้ว
    การแสวงหาผู้ที่เหมาะสมคู่ควรแก่บุตรของตนนั้น แทบจะสะแกนเฟ้นหาทุกตารางนิ้วกันเลยทีเดียว!...

    มีคำถามว่า "หากแต่งกันตั้งแต่เด็กๆอย่างนี้ พอโตมาเด็กไม่ชอบกันล่ะ?จะไปบังคับความรู้สึกกันได้ไง?"

    เรื่องนี้ต้องขอบอกว่า ไม่ชอบก็ต้องชอบ เพราะแขกเขาบังคับกันได้จริงๆครับ เขาถือว่าพ่อแม่บุพการีนั้นเป็นสิ่งที่สูงส่งเหนือสิ่งอื่นใด
    พอรู้ว่าหมั้นหมายกันแล้ว โตมาก็รักกันโดยอัตโนมัติเลย แม้ฝ่ายตรงข้ามจะขาเป๋ ตาเหล่ หรือปากเบี้ยวก็ตาม!

    "อาห้า!"

    "จริงๆ หากใครไม่เชื่อลองถามคนที่อยู่เมืองแขกนานๆได้เลย"

    "แล้วถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่านใด เกิดเด้ทสะมอเร่ตั้งแต่ยังไม่โตล่ะ?"

    แบบนี้เยอะครับ เพราะอัตราการตายของเด็กแขกยังสูงอยู่ เมื่อคู่ตายอีกฝ่ายที่เหลือก็ตกอยู่ในสภาพเป็นม่ายทันที!
    เด็กหญิงบางคนอายุสองสามขวบก็เป็นม่ายแล้ว เพราะเด็กชายเป็นไข้ตายไปเสียก่อน

    "แล้วทำไง"

    ตามประเพณีฝ่ายหญิงก็จะครองตนเป็นม่ายตลอดชีวิตครับ

    "พอโตมาก็เป็นม่ายเลยเนี่ยนะ...โอ้ ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!"

    จะทำไงได้ในเมื่อพวกเขาได้ตั้งกฎกติกาประหลาดๆขึ้นมาเอง อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้เขาได้ผ่อนคลายประเพณีโบราณลงมาพอสมควรแล้ว
    เด็กหญิงสามารถแต่งงานใหม่ได้ พวกผู้ชายก็เช่นเดียวกัน จะมีก็แต่เฉพาะในตำบลที่อยู่ห่างไกลออกไปเท่านั้นที่ยังคง
    ถือเคร่งครัดในประเพณีแบบโบราณกันอยู่

    เพราะฉะนั้นการทำพิธีแต่งงานกันตั้งแต่เด็กมีทั้งข้อดีและข้อเสีย บางครอบครัวที่หัวสมัยใหม่หน่อยจึงรอให้ลูกโตพอสมควรเสียก่อน
    บางครอบครัวก็ให้ลูกมีส่วนในการเลือกคู่ครองด้วย มิใช่จับคลุมถุงชนกันท่าเดียว

    ใครโชคดีก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าใครโชคร้ายละก็ บางทีก็ยุ่งเหมือนกัน

    อย่างเรื่องจริงที่จะเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้...
     
  8. Ta WHK

    Ta WHK เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,133
    ค่าพลัง:
    +6,075

    เคยทำงานกับคนอินเดียค่ะ เขามีลูกสาวอายุประมาณ ๑๘ ปี ลูกสาวบ่นว่าอยากตัดผม ลุกสาวผมยาวมากๆ ต้องไปขออนุญาติพ่อก่อนค่ะ ถ้าไม่อนุญาติก็ตัดไม่ได้ จะเรียนอะไรก็ต้องตามใจพ่อ มีอีกคู่นึงอยู่ต่างประเทศนะคะ พ่อให้ลูกเรียนหนักมากๆ ต้องเป็นที่หนึ่งในห้อง เขามีลูกชายเรียนจบทำงานแล้วก็ยังต้องทำตามพ่ออยู่เลย จะสั่งอาหารกินก็ต้องรอให้พ่ออนุมัติถึงจะสั่งได้ค่ะ พอมาอ่านของลุงหนอแล้ว เข้าใจเลยค่ะ
     
  9. Norlnorrakuln

    Norlnorrakuln เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    3,816
    ค่าพลัง:
    +15,093
    [​IMG]

    น้องกัลปนาเป็นคนหน้าตาดีจัดอยู่ในเกณฑ์สวยเลยที่เดียว เธอเรียนหนังสือเก่งพ่อแม่จึงส่งเสียให้เรียนจนกระทั่งอยู่ปริญญาโท
    จึงนึกขึ้นมาได้ว่าลูกสาวยังมิได้หมั้นหมาย พ่อแม่เธอจึงรีบติดต่อแม่สื่อให้รีบเช็กดู ปรากฎว่าผู้ชายรุ่นนี้ไม่มีเหลือเลย
    รุ่นน้องก็ถูกจองหมดแล้ว และดันเป็นสายเลือดชั้นหนึ่งเสียด้วย ซึ่งหายากมากๆอีกต่างหาก คราวนี้ก็ยุ่งสิครับ

    การไม่มีคู่ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแขกมาก พ่อแม่จึงให้แม่สื่อสืบหาเป็นพิเศษว่ามีเจ้าบังที่ไหนหลงเหลืออยู่บ้าง แม่สื่อก็เก่งครับสืบไปสืบมา
    ได้ความว่ายังเหลืออยู่คนหนึ่งและมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ไปทำงานอยู่ที่ประเทศอังกฤษและยังไม่รู้ว่าตอนนี้เสร็จแหม่มไปหรือยัง
    พอรู้ข่าวเท่านั้นแหละครับทั้งครอบครัวยกขโยงไปอังกฤษเลย เพื่อค้นหาเจ้าบังที่ว่านี้ และก็หาจนเจอพร้อมเสนอเงื่อนไขที่ปฎิเสธไม่ได้นั่นคือ
    ยินดีจ่ายสินสอดแบบไม่อั้น อยากได้เท่าไหร่บอกมาเลย นอกจากนี้ยังแถมบ้านหนึ่งหลังเฟอร์นิเจอร์ครบ และรถยนต์อีกคันเลือกยี่ห้อได้เลย!

    ปรากฎว่าฝ่ายชายไม่ตกลง ประมาณว่าไปอยู่อังกฤษนานคงเห็นเรื่องวรรณะเป็นเรื่องขำไปแล้วจึงไม่ได้สนใจ และคงมีแฟนเป็นแหม่มด้วย
    นี่แหละจึงเซย์โนอย่างเดียว งานนี้ผู้ชายเหลือเพียงคนเดียวจริงๆ ฝ่ายน้องกัลปนาจึงยอมไม่ได้เด็ดขาด
    แต่จะทำไงได้ในเมื่อเจ้าหนุ่มไม่ยอมเล่นด้วย เธอก็เลยตัดสินใจมาเล่นเส้นฝ่ายพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเจ้าหนุ่ม โดยจ่ายสารพัด
    จนพวกแก่ๆทั้งหลายใจอ่อน จึงไปบังคับลูกทางอังกฤษอีกที แต่ไอ้หนุ่มก็ไม่เอาด้วย!

    "แล้วทำไง"

    คราวนี้ต้องใช้มายาหญิงสิครับ น้องกัลปนาจึงลงทุนบินไปอยู่ลอนดอนเลยเพื่อตามปรนนิบัติให้ฝ่ายชายเห็นใจครับ!
    อันนี้เรื่องจริงมิได้อิงนิทานแน่นอน ต้องไปเฝ้าอยู่เป็นปีๆไอ้หนุ่มคนนั้นเลยหนีไม่ออก สุดท้ายก็เสร็จเธอจนได้
    ทีนี้เลยต้องกลับมาอยู่อินเดียด้วยกัน ส่วนเธอก็เรียนต่อจนจบด็อกเตอร์ และได้ข่าวว่าได้เป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาลัยที่เรียนนั้นแหละครับ

    ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
    นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าแขกเขาจริงจังเรื่องแต่งงานขนาดไหน เพราะใครที่มิได้แต่งงานจะถือเป็นข้อด้อยของชีวิตที่น่าอับอายเป็นอย่างยิ่ง
    จึงไม่แปลกอะไรเมื่อมีคนถาม แขกก็จะแนะนำตัวเองบอกว่าแต่งงานแล้วเพื่อโชว์ความยิ่งใหญ่ของชีวิต

    ส่วนคนไทยต้องบอกโสดไว้ก่อนเผื่อฟลุ้ค!
    เรากะแขกจึงคิดกันคนละอย่างครับ

    เมื่อแต่งงานแต่งการแล้ว คราวนี้ก็ต้องช่วยกันเก็บหอมรอมริบ ยิ่งใครได้ลูกสาวยิ่งต้องประหยัดใหญ่เพราะต่อไปต้องได้จ่ายค่าสินสอดแน่
    ยิ่งลูกสาวขี้เหร่ยิ่งเป็นเวรอย่างหนัก ไม่ว่าจะไปเจรจากะไอ้หนุ่มหน้าไหนเขาก็จะเรียกค่าสินสอดเสียแพงลิบลิ่ว
    เพราะพ่อแม่ฝ่ายชายกลัวลูกจะสยองเวลาลุกขึ้นมาฉี่กลางดึก ประมาณว่าเห็นเมืยนอนแล้วตกใจ
    เพราะนึกว่าใครปล่อยสิ่งโตหลุดเข้ามาในห้องนอน

    ส่วนที่สวยมากๆนั้น หาสามีไม่ค่อยยากเท่าไหร่ เพราะแค่ฝ่ายชายเห็นหน้าก็มือเท้าอ่อนรีบสะกิดพ่อแม่ให้ลดราคาลงมาต่ำๆ

    "เอ้อ แบบว่าเผอิญอยู่ในระยะเวลาโปรโมชั่น ลูกชายเลยลดราคาสมนาคุณแปดสิบเปอร์เซนต์!"

    อะไรทำนองนี้เลย :cool:

    ครับ นั่นคือเรื่องศาสนาที่มีอิทธิพลมาถึงชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะการแต่งงานของชาวอินเดีย...
     
  10. DuchessFidgette

    DuchessFidgette เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    2,612
    ค่าพลัง:
    +9,303
    แล้วแต่ของแบบนี้มันไม่มีกฏตายตัวเสมอไป อินเดียก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านว่าทุกคน เหมือนกับที่ว่าประเทศไทยผู้หญิงก็ไม่ได้ขายตัว ทุกคน หรือชายไทยก็ไม่ได้เป็นกะเทยกันทุกคนอย่างที่เวลา ที่เราได้ยินนด่าเรื่องเมืองไทยเวลาไปเมืองนอก ถ้าไม่อยากให้ใครมา stereotype เราก็อย่าไปด่า stereotype คนอื่น
     
  11. Piagk3

    Piagk3 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    608
    ค่าพลัง:
    +1,222
    กฏพวกนี้ พวกผู้ชายอินเดียสมัยโบราณ ยุคพันกว่าปีก่อน มันใช้กดขี่ผู้หญิง อินเีดียมาจนถึงทุกวันนี้ น่าจะได้เคยอ่านข่าว ผู้หญิงอินเดียคนหนึ่งแต่งงานกับพี่ชาย อยู่ต่อมาไม่นานก็แต่งกับน้องผัวตัวเองอีก พอมีลูกเลยไม่รู้ว่าจะนับญาติกันอย่างไร แล้วจะรู้ได้งัยว่าลูกที่ออกมาใครเป็นพ่อ ที่แท้จริง
     
  12. Ta WHK

    Ta WHK เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,133
    ค่าพลัง:
    +6,075
    วันก่อนก็มีคนมาโพสภาษาแปลกๆ ก็แจ้งลบไปเว็บมาสเตอร์ลบได้รวดเร็วทันใจ วันนี้มีอีกแล้ว กระทู้ลุงหนอเป็นอะไรนี่ แถมวันนี้ชื่อสยึมกึ็ยมากๆ แจ้งลบไปแล้วค่ะ
     
  13. มณีเมขลา20

    มณีเมขลา20 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    216
    ค่าพลัง:
    +446
    ทำงานอยู่บริษัทอินเดีย ค่ะ หลงรักหนุุ่มอินเดีย และอกหักเรียบร้อย ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา
    ตอนนี้เศร้า แต่ชอบอ่านค่ะ มีเรื่องเล่าอีกมั๊ยคะ ขอบคุณนะคะ
     
  14. ธิดารัตน์

    ธิดารัตน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    1,939
    ค่าพลัง:
    +4,562
    สแปมป่วนทุกกระทู้เลยค่ะ
    T^T
     
  15. Norlnorrakuln

    Norlnorrakuln เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    3,816
    ค่าพลัง:
    +15,093
    ภาษาราชการของอินเดียคือภาษาฮินดี กับภาษาอังกฤษส่วนภาษาท้องถิ่นนั้นเยอะมากจนจาระไนไม่ไหว ประมาณว่าพวกแขกมีภาษาพูดกัน
    ราวๆสองร้อยภาษา! เรียกว่าพอข้ามเมืองไปได้หน่อยหนึ่งก็ฟังสำเนียงไม่เหมือนกันแล้ว เวลาไปโน่นมานี่พี่บังจึงต้องใช้ภาษาฮินดีเป็นภาษา
    กลางในการติดต่อ คำในภาษาแขกส่วนใหญ่เราก็ใช้กันคุ้นๆหูในภาษาไทยนี่แหละครับ แต่การออกเสียงแบบแขกกะแบบไทยนั้นต่างกันมาก
    ทำให้ฟังกันไม่รู้เรื่อง แต่ถ้านำมาวิเคราะห์ให้ดีๆแล้ว จะพบว่าบางคำเราก็ใช้กันอยู่ทั่วไปๆ

    อย่างเมืองหนึ่งมีชื่อว่า "วิทยานาการ์"
    วิทยา ก็คือความรู้
    นาการ์ ก็คือ นครา หรือนครที่แปลว่าเมือง บ้านเราเองก็ใช้คำนี้เยอะ เช่น นครพนม นครปฐม นครศรีธรรมราช สกลนคร ฯลฯ

    สรุปแล้ว แปลว่าเป็นเมืองแห่งความรู้นั่นเอง เพราะทั้งเมืองเป็นแคมปัสและคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยครับ ดังนั้นทั้งเมืองจึงมีแต่นักศึกษา
    เต็มไปหมด ส่วนภาษาพื้นเมืองนั้นสุดที่จะอธิบายได้ เพราะแต่ละเมืองก็มีภาษาพูดเป็นของตนเอง มีประเพณีต่างหาก
    แต่งตัวเฉพาะไม่เหมือนใคร

    "ก็เห็นห่มสาหรี่เหมือนกันทั้งนั้นมิใช่เหรอ"

    เชีย.gif ความสามารถพิเศษ.gif ความสามารถพิเศษ2.gif

    ใช่ครับ แต่ไม่เหมือนกัน โดยการห่มบางครั้งปัดชายขึ้นไหล่ขวา บางครั้งก็ปัดชายขึ้นไหล่ซ้าย บางแคว้นก็ทิ้งชายสาหรี่มาด้านหน้า
    บางแห่งทิ้งไว้ด้านหลัง ที่ทิ้งชายมาด้านหนัาก็มีทั้งสั้นบ้างยาวบ้างจนถึงสะดือก็มี ฯลฯ ไม่เหมือนกันหรอก เพราะฉะนั้นเวลาแขกดูกันเอง
    เขาจะบอกได้เลยว่าเป็นคนมาจากทางเหนือ ใต้ ตะวันออก หรือตะวันตก

    ผู้ชายก็จะสังเกตุได้จากผ้าโพกหัว ในแต่ละแคว้นโพกผ้าเหมือนกัน แต่รูปแบบในการโพกไม่เหมือนกัน บางแห่งพันรอบเดียว
    บางแห่งพันหลายรอบ บางแห่งมีชายเดียว บางแห่งย้อยลงมาสองชาย สีของผ้าก็บ่งบอกถึงที่ไปที่มาได้มีสารพัดการโพกอีกเหมือนกันครับ

    อย่าคิดว่าแขกทุกคนจะโพกเหมือนแขกพาหุรัดบ้านเรานะ แต่ที่แน่ๆคือโพกไว้เพื่อกันแดดแทบทุกแคว้น
    (เล่าลือกันว่าฤดูรร้อน ร้อนมากจนกระทั่งควายตายเลยทีเดียว!)
    เพราะฉะนั้น ใครคิดจะไปตั้งโรงงานผลิตหมวกกันน็อกในบ้านเมืองแขกเชื่อได้เลยว่าเจ๊งแน่ๆ...

    เงินอินเดียมีหน่วยเป็นรูปี หนึ่งรูปีมีร้อยเปซ่า ปัจจุบันหนึ่งรูปีเท่ากับหนึ่งบาทบ้านเราครับ สภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพของที่โน่น
    จึงใกล้เคียงกะบ้านเรามาก แต่คนแขกเขามีการเก็บออมที่ดี เรื่องเก็บเงินเก็บทองเนี่ยใครก็สู้แขกไม่ได้(โม้ไปตามเนื้อผ้า)
    แบบว่ามันอยู่ในสายเลือดและถ่ายทอดออกมาเป็นพันธุกรรมเลย คือถ้าเป็นแขกแล้วจะเหนียวเรื่องเงินมา
    ดังนั้นอัตราการเก็บออมจึงสูงสุดๆ...

    เรื่องอาหารการกินก็ใช่ย่อย มีความสำคัญและน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย คนไทยบอกว่านอกจากตัวพี่บังแกจะเหม็นเป็นพิเศษแล้ว
    อาหารแขกก็เหม็นมากจนสุดที่จะทานทนได้ บางคนอยากไปเที่ยวอินเดีย แต่ก็ไม่กล้าไปเพราะทานอาหารบ้านเขาไม่ได้
    ส่วนบางคนขนน้ำพริกนรกและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปเพียบ ศุลกากรเจอน้ำพริกนรกเข้าไปถึงกับอวกแตก
    และบอกว่าอาหารไทยเหม็นเน่าที่สุดในโลก!

    อาหารเป็นเรื่องของความชอบครับ ไทยก็ติว่าอาหารแขกเหม็น แขกเจอน้ำพริกแมงดาไทยเข้า ก็เอาไปนินทาเหมือนกันว่าเหม็นแบบสุดๆ
    ดังนั้นเราจึงควรเปิดใจยอมรับอาหารของชนแต่ละชาติ ว่าต่างก็มีจุดเด่นและจุดด้อยด้วยกันทั้งนั้น หากทานได้ก็น่าจะลอง อย่าเพิ่งไปติเขาเลย
    ความจริงอาหารแขกที่อร่อยๆก็เยอะ เช่น กะหรี่ปั๊บแบบแขกก็อร่อย บาเยียแบบแขกแท้ๆก็ไม่เลวทีเดียว กลิ่นเครื่องเทศแปลกๆนั้น
    ทานสองสามครั้งก็คุ้นแล้ว

    ตามธรรมดาแขกจะทานอาหารหนักแค่มื้อเดียว หรือตอนกลางวัน หรือตอนบ่ายเท่านั้น ส่วนตอนเช้ากะตอนเย็นเป็นน้ำชา
    ขนมและของขบเคี้ยวเล่นๆเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ในบางเมืองเห็นภัตตาคารปิดแต่หัววัน ก็อย่าเพิ่งไปว่าเขาโง่
    มีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ทานมื้อเย็นเป็นอาหารหลัก

    ลักษณะการรับประทานจะต่างคนต่างกินเหมือนฝรั่ง คือใช้ถาดคนละใบแล้วต่างคนต่างกินไม่มีการนั่งล้อมวงทานกันตรงกลางแบบอาหารไทย
    หรืออาหารจีน ดังนั้นถาดแขกจึงมีลักษณะคล้ายๆ ถาดหลุมของเด็กหอพัก จากนั้นก็ตักอาหารทุกอย่างลงไป แล้วใช้มือคลุกๆให้เข้ากันก่อนเปิบ
    ชาวบ้านบางคนทานช้อนส้อมไม่เป็นด้วยซ้ำ ตะเกียบยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากทานกันอยู่ที่บ้าน แม้พ่อแม่ลูกจะนั่งล้อมวงบนโต๊ะอาหารก็จริง
    แต่ก็ต่างคนต่างทานไม่เกี่ยวกัน ดังนั้นให้ท่านลองสังเกตุดูพระภิกษุสงฆ์ที่นั่งเรียงเป็นแถวตามลำดับอาวุโสเวลาฉันในบาตร
    คาดว่าเป็นการถอดแบบทำเนียมมาจากแขกนั้นเอง

    "แล้วเวลาทานเลี้ยงละ"

    หากเป็นคนสมัยใหม่ เลี้ยงในโรงแรมใหญ่ๆ ก็คงเป็นแบบสากลทั่วไป แต่ถ้าเป็นเลี้ยงแบบชาวบ้านผู้ที่มาในงาน จะต้องนั่งทานเรียงแถว
    หน้ากระดาน พอเสิร์ฟอาหารก็เรียงเป็นตับไปอย่างนั้นแล้วต่างคนต่างกิน หากเลี้ยงกลางสนามเขาจะดายหญ้าให้โล่งปูด้วยเสื่อก่อน แล้ววาง
    ที่นั่งเรียงเป็นแถวเหมือนอาสนะพระภิกษุ งานเล็กก็มีห้าแถว สิบแถว หากงานช้างก็มีเป็นร้อยแถวนั่งยาวเต็มสนามหญ้าไปเลย!พอแขกมาถึง
    เจ้าภาพก็จะเชิญนั่งบนอาสนะให้เต็มเป็นแถวๆไป เมื่อได้เวลาคนเสิร์ฟจะนำถาดมาวางลงตรงหน้าคนละใบ
    แล้วคนตักอาหารก็ช่วยกันหามหม้อออกมา มีคนหนึ่งถือทัพพีตักให้เป็นคนๆไป จนกว่าจะหมดแถว พอเสิร์ฟอาหารจนครบหมดทุกอย่างแล้ว
    ก็ลงมือรับประทานครับ

    "แล้วเขากินอะไรกันบ้าง"

    แขกเขาก็กินคล้ายๆเรานี่แหละ เขากินผักแทบทุกชนิด แถมยังมีชนิดประหลาดๆที่เราไม่เคยเห็นอีกเยอะ โดยเฉพาะถั่วจะมีหลากหลายชนิดมาก
    มีทั้งฟักสั้น ฟักยาว สีเขียว สีเหลือง รสชาติก็มีหลากหลายมีตั้งแต่รสหวานกรอบไปถึงเหม็นเขียวและขมปี๋ เช่น ขระขี้นกเขาก็มี

    อาหารพวกเขาจะแบ่งออกไปสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ อาหารเจ และอาหารเนื้อ พวกเจหรือมังสะวิรัติเนี่ยจะมีอยู่สองพวก คือพวกเคร่งทานแต่ผักล้วนๆ
    กับพวกไม่เคร่ง สามารถทานไข่ต้มไข่เจียวได้ ส่วนพวกทานเนื้อก็ซัดซะทุกอย่าง แต่ที่นิยมกันมากคือ แกะ แพะ ไก่ ปลา และควาย
    สำหรับวัวขอเก็บไว้บูชาก่อน!

    การทำอาหารของเขาก็มีทั้งผัดและแกงเหมือนกับบ้านเรา ผักต่างๆเขาจะผัดน้ำมันผสมเกลือนิด น้ำตาลหน่อย และเหยาะพริกป่นลงไปอีกนิด
    กินกะจาปาตี(โรตี)อร่อยนัก ที่ทำเป็นแกงเขาเรียกดาล โดยจะต้มให้เละเอาไว้ซดคล่องคอ ส่วนพวกกินเนื้อก็มีประเภททอด ย่าง และทำเคอรี่
    หรือแกงกะหรี่ แบบข้นๆ คลุกข้าวสวยอร่อยดีนัก ทุกชนิดที่ว่ามานี้เขาจะต้องใส่เครื่องเทศที่เรียกว่า มัสร่า ทำให้มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ
    และกลิ่นนี่เองที่ออกแนวแขกเราหาว่าเหม็น จริงๆแล้วเป็นเพียงกลิ่นเครื่องเทศเท่านั้นเองครับ

    หากเป็นคนจนเขาจะทานอาหารกับจาปาตีซึ่งเป็นแป้งจี่ให้สุก บ้านเราเรียกโรตี แต่โรตีแขกจริงๆแล้วไม่มีการใส่นมใส่ไข่เหมือนบ้านเรา
    จะเป็นแค่แผ่นแป้งนิ่มๆฉีกเป็นคำ จิ้มผัดผักหรือแกงกระหรี่ทาน แต่ถ้าเป็นคนมีฐานะเขาจะมีข้าวสวยด้วย พอทานโรตีสักแผ่นสองแผ่นแล้ว
    ก็จะตบท้ายด้วยข้าวสวยคลุกน้ำแกง โดยใช้มือเปิบเป็นการปิดท้าย

    นอกจากข้าวสวยแล้ว คนรวยยังมีโรตีแบบอื่นๆเป็นทางเลือกอีก เช่น แผ่นแป้งที่ใช้ทอดด้วยน้ำมันบริสุทธิ์แทนการปิ้ง รสชาติดีกว่าโรตีธรรมดา
    เขาเรียกว่า นัน หรือ นาน และยังมีแป้งแผ่นเล็กๆทอดในน้ำมันเดือดจนพองเป็นลูกปิงปองกินแทนโรตีและนัน เรีบกว่า ปุรี
    อยู่ที่ใครจะชอบแบบไหน...
     
  16. Ta WHK

    Ta WHK เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,133
    ค่าพลัง:
    +6,075
    ลุงหนอทำให้นึกถึงเลยค่ะ

    ตอนไปเที่ยวมาเลเซีย เห็นคนแขกใช้มือทานข้าว จริงก็ไม่เท่าไหร่ แต่ที่ทำเราอึ้งคือ เขากินแกงโดยใช้มือ ตอนเอาข้าวเข้าปาก น้ำแกงก็หยดระนาว เราต้องย้ายที่นั่งค่ะ

    อีกครั้งนึงเห็นที่นี่ลยค่ะเป็น Food Court ก็เห็นหนุ่มแขกคนนึงหล่อมากๆ พอเขาเอาจานข้าวมาวางข้างหน้ามองตรงๆยิ่งหล่อ พ่อคู้นช่างคม เข้ม เทห์จริง แต่ความหล่อหายไปหมดเลยตอนเขากินข้าวค่ะ เขาเทแกงผสมกับข้าวแล้วก็ใช้มือขยำๆ แล้วก็หม่ำ เรารีบเปลี่ยนที่นั่งอีกเช่นกันค่ะ เด็กๆที่ไปกับเราก็ขำกัน เขาบอกว่าแม่สอนถ้าใช้มือเวลากินน้ำพริก อยู่ที่บ้านใช้มือได้ แต่อยู่ที่สาธารณะไม่ควร ต้องอธิบายให้เด็กๆเข้าใจค่ะ ประเพณีไม่เหมือนกัน เหมือนเราเวลากินน้ำพริกถ้าไม่เปิบด้วยมือไม่อร่อย น้ำพริกอาหารหลักของบ้านเราคงเปรียบเหมือนแกงของแขกต้องใช้มือเปิบถึงอร่อย แต่มีเพื่อนแขกหลายคนนะคะ ไม่เคยเห็นเพื่อนคนไหนใช้มือเปิบเลยค่ะ เห็นใช้ช้อนกันปกติ
     
  17. Ta WHK

    Ta WHK เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,133
    ค่าพลัง:
    +6,075
    เสียใจด้วยนะคะ ยังมองหาใหม่ค่ะ คนดีๆยังมีอีกเยอะ ขอให้โชคดีค่ะ
     
  18. Ta WHK

    Ta WHK เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2008
    โพสต์:
    1,133
    ค่าพลัง:
    +6,075
    เว็บมาสเตอร์ลบได้รวดเร็วดีค่ะ
     
  19. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    zhengvse

    Bye.... bye
     
  20. มณีเมขลา20

    มณีเมขลา20 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    216
    ค่าพลัง:
    +446
    ^ ^ ขอบคุณนะคะ ก็ยังคงเจอยังเห็น ๆ กันอยู่ ยังทำใจไม่ได้ แต่แปลกอย่างนึงคะ หนุ่มแขก จะเป็นประเภท ปากหวาน หลงตัวเองมากกก แถมยังมีข้อเสนอ จะหาแฟนให้เราด้วย เนื่องจากเค้าเป็นแฟนกะเราไม่ได้ อยากรู้ว่าเค้าคิดอะไร อยู่ ....
     

แชร์หน้านี้

Loading...