พบดาวเคราะห์ดวงแรก ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย ทูต, 1 ธันวาคม 2010.

  1. ทูต

    ทูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    173
    ค่าพลัง:
    +466
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>พลูโตจะโดนโหวตกลับ?</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4><TBODY><TR><TD class=body vAlign=center align=left>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=center align=left>30 พฤศจิกายน 2553 09:31 น.</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD><IFRAME style="BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-LEFT: medium none; WIDTH: 450px; HEIGHT: 35px; OVERFLOW: hidden; BORDER-TOP: medium none; BORDER-RIGHT: medium none" src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000168306&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" frameBorder=0 allowTransparency scrolling=no></IFRAME></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD height=1 vAlign=bottom width=1 align=right>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=bottom background=/images/linedot_hori.gif align=middle>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=bottom width=1 align=left>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=center background=/images/linedot_vert.gif width=1 align=middle>[​IMG]</TD><TD><TABLE border=0 cellSpacing=5 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD vAlign=center background=/images/linedot_vert.gif width=1 align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD height=1 vAlign=top width=1 align=right>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=top background=/images/linedot_hori.gif align=middle>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=top width=1 align=left>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=middle>พลูโตดาวสีน้ำตาล (NASA) </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=12 vAlign=bottom align=left>[​IMG]</TD></TR><TR><TD bgColor=#cccccc><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top width=160 align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=4 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=middle>คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=baseline align=middle>ภาพจำลองพื้นผิวของพลูโต เต็มไปด้วยมีเทน (ESO)</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=baseline align=middle>ดาวพลูโตดวงกลาง เมื่อเทียบกับโลกสีน้ำเงิน (ขวา) และ UB313 ในปี 2005 (spaceref.com)</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=baseline align=middle>ยานนิวฮอไรซอนส์ออกเดินทางตั้งแต่ปี 2006 จะไปถึงพลูโตในปี 2015 (NASA)</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=baseline align=middle>อีริสห่างจากดวงอาทิตย์เป็น 2 เท่าของพลูโต</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=1 vAlign=center width=165 align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=/images/linedot_vert3.gif width=4>[​IMG]</TD><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=7 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>ดาวเคราะห์แคระน้อย “พลูโต” ซึ่งถูกอัปเปหิจากทำเนียบ “ดาวเคราะห์” ไปได้เพียง 4 ปี กำลังถูกผลักดันให้กลับเข้าสู่ดาวชั้นนำแห่งระบบสุริยะ โดยต้นเหตุยังคงมาจาก “อีริส” ดวงเดิม

    ย้อนความกลับไปเมื่อปี 2006 ในวันที่สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล หรือ ไอเอยู (International Astronomical Union : IAU) ได้จัดประชุมลำดับนิยามของดาวเคราะห์ใหม่ อันเป็นผลให้ “พลูโต" ถูกลดชั้นจากดาวเคราะห์เป็น "ดาวเคราะห์แคระ"

    เหตุเพราะก่อนหน้านั้นเพียงปีเดียว มีการค้นพบดาว "2003 UB<SUB>313</SUB>” วัตถุพ้นดาวเนปจูนในย่านเดียวกับดาวพลูโต และเชื่อว่ามีขนาดใหญ่กว่ามาก จึงทำให้สถานภาพของพลูโตถูกสั่นคลอน

    ไมเคิล บราวน์ นักดาราศาสตร์จากคาลเทค ผู้ค้นพบดาวใหม่นี้ ถึงกับระบุว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 10 นั่นทำให้เหล่านักดาศาสตร์ต้องมาพิจารณากันว่า จะยกระดับดาวดวงใหม่ของบราวน์เป็นดาวเคราะห์ หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องจัดประเภทใหม่ รวมถึงดาวพลูโตที่มีลักษณะใกล้เคียง และอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย

    ที่ประชุมไอเอยูในปีนั้นจึงได้เคาะนิยาม "ดาวเคราะห์" ใหม่ออกมาว่าต้อง 1.โคจรรอบดวงอาทิตย์ 2.มีมวลมากพอที่จะมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดตัวเองให้อยู่รูปร่างใกล้เคียงกับทรงกลม และ 3. มีวงโคจรที่ชัดเจนและสอดคล้องกับดาวเคราะห์ข้างเคียง

    ทว่า เมื่อดาวพลูโตมีวงโคจรซ้อนทับกับวัตถุอื่นๆ ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) แนวน้ำแข็งบริเวณดาวเนปจูน จึงทำให้ทั้งพลูโตและ 2003 UB<SUB>313</SUB> ถูกจัดชั้นต่อจากดาวเคราะห์ นั่นก็คือ “ดาวเคราะห์แคระ”

    ส่วนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่เราคุ้นเคยว่ามี 9 ดวงก็ลดเหลือลงเพียง 8 ดวงนับจากนั้น

    ต่อมาดาว 2003 UB<SUB>313</SUB> ที่บราวน์เรียกเล่นๆ ว่า “ซีน่า” ได้รับชื่อใหม่ว่า “อีริส” (Eris) ตามพระนามของเทพเจ้าแห่งความวุ่นวาย (เพราะการปรากฎตัวของอีริสทำให้ต้องมีการจัดนิยามวัตถุในระบบสุริยะกันใหม่)

    เรื่องยังไม่จบเพียงแค่นั้น เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์มีโอกาสวัดขนาดของอีริสอีกครั้ง โดยใช้เทคนิคการบัง (occultation) พร้อมกล้องโทรทรรศน์บนโลกถึง 3 ตัว ก็พบว่าอีริสนั้นมีขนาดเล็กกว่าที่เคยวัดไว้ ซ้ำยังใกล้เคียงกับพลูโตอีกด้วย

    พลูโตมีรัศมีประมาณ 1,172 ก.ม. ขณะที่อีริสที่วัดขนาดใหม่หมาดๆ มีรัศมีประมาณ 1,170 ก.ม. แตกกต่างกันเพียง 2 ก.ม.เท่านั้น ข้อมูลจากบรูโน ซิการ์ดี (Bruno Sicardy) แห่งหอดูดาวในกรุงปารีส (Paris Observatory) ให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารสกายแอนเทลสโคป (Sky and Telescope Magazine)

    ทว่า ที่น่าแปลกใจคือ ความหนาแน่นเฉลี่ยของพลูโตคือ 2.03 กรัม/ลบ.ม. ส่วนอีริสมีความหนาแน่น 2.5 กรัม/ลบ.ม. ซึ่งบราวน์ถึงกับเกิดความสงสัยว่าดาวทั้ง 2 ดวงเหมือนจะกำเนิดมาจากคนละแหล่ง แต่ไฉนถึงได้มาสถิตย์อยู่ในย่านเดียวกันได้

    ข้อค้นพบใหม่ครั้งนี้ ทำให้ดาวพลูโตผู้ถูกลดชั้น ได้รับความสนใจอีกครั้ง มีข้อถกเถียงเพิ่มขึ้นอีกมากไม่ว่าจะเป็น...

    จะนำพลูโตกลับมาขึ้นทำเนียบชั้นดาวเคราะห์เหมือนเดิมหรือไม่?

    แล้ววัตถุที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ในแนววงโคจรเดียวกับดาวเนปจูนล่ะ?

    หรือดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่มีเพียง 8 ดวงมานานกว่า 7 ปีก็เหมาะสมดีอยู่แล้ว?

    ส่วนตัวของบราวน์ก็ยังคงเห็นด้วยที่พลูโต รวมถึงอีริสกลายเป็นดาวเคราะห์แคระ และยังมีวัตถุอีกจำนวนมากในแถบไคเปอร์ที่มีความแตกต่างจากดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวง

    "เหมือนเป็นอุบัติเหตุทางประวัติศาสาตร์ ที่เราพบพลูโตไวมาก แต่หลังจากนั้นกว่าจะได้รู้จักเข้าจริงๆ ก็ใช้เวลาอีกยาวนาน" บราวน์บอกสเปซด็อทคอม ซึ่งเขาเชื่อว่าคงจะไม่มีใครเรียกร้องให้พลูโตกลับมาเป็นดาวเคราะห์เหมือนเดิม เพราะนักดาราศาสตร์ในปัจจุบัน ได้รู้จักพลูโตมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

    "พวกเรามีการศึกษาที่ก้าวหน้าว่าระบบสุริยะเป็นอย่างไร พร้อมด้วยคุณลักษณะของวัตถุที่แปลก แตกต่างกันไปในระบบ ทำให้พวกเราสามารถทบทวนในสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำผิดพลาดไว้"

    ขณะที่ความเห็นของนักดาราศาสตร์หลายคนก็ชี้ว่า พลูโตควรอยู่ในประเภทที่ถูกต้อง เหมือนๆ กับวัตถุอื่นๆ ในแถบไคเปอร์ มากกว่าจะพยายามขึ้นไปอยู่ในทำเนียบดาวเคราะห์

    อย่างไรก็ดี ยังมีนักดาราศาสตร์บางกลุ่มที่ยังคงค้างคาใจกับการจัดระเบียบดาวเคราะห์ใหม่ เพราะนิยามของไอเอยูยังไม่ชัดเจนพอ โดยถ้าใช้นิยามนี้อย่างเคร่งครัด ก็จะไม่มีดาวดวงใดเข้าข่ายดาวเคราะห์

    ตามข้อคิดเห็นของ อลัน สเติร์น (Alan Stern) นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ จากสถาบันวิจัยเซาธ์เวสต์ ในโคโลราโด สหรัฐฯ เห็นว่า ดาวเคราะห์คือวัตถุใดก็ตามที่เข้าข่าย 2 ข้อแรกตามไอเอยู ดังนั้นในมุมมองของเขา ทั้งพลูโตและอีริสก็สมควรจะเรียกว่า “ดาวเคราะห์”

    สเติร์นยังอธิบายอีกว่า ในแถบไคเปอร์มีวัตถุที่มีความหลากหลาย วัตถุเหล่านั้นไม่ได้ก่อตัวมาในแบบที่เหมือนๆ กัน ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในดาวเคราะห์ อย่างดาวพุธ โลก และดาวอังคาร ต่างก็เป็นดาวหิน ส่วนแกนด้านในก็แตกต่างกันออกไป อย่างดาวพุธก็มีแกนใหญ่กว่าโลก ขณะที่โลกมีแกนใหญ่กว่าดาวอังคาร

    “หลายคนคิดว่าดาวเคราะห์เป็นสิ่งพิเศษ จึงต้องการให้มีจำนวนน้อยๆ ไม่ใช่เหตุผลทางวิทยาศาสตร์” สเติร์นแสดงความเห็น พร้อมทั้งย้ำว่า บนท้องฟ้ายังมีดาวเคราะห์อีกเป็นจำนวนมาก ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ทั้งมีขนาดใกล้โลก และเป็นดาวยักษ์ หลากหลายเกินกว่าจะคาดเดา

    อย่างไรก็ดี ยังมียานนิวฮอไรซอนส์ (New Horizons) ที่กำลังเดินทางไกล มีเป้าหมายลงจอดที่ดาวพลูโตในปี 2015 เมื่อนั้นเราจะได้เจาะลึกถึงชั้นบรรยากาศของดาวพลูโต และข้อมูลอื่นๆ อย่างใกล้ชิดที่สุด นับตั้งแต่มีการค้นพบในปี 1930 ที่ผ่านมา และถึงเวลานั้นเรื่องราวของ “พลูโต” อาจได้ยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้ง.

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>รู้ไหมว่า? ใครฆ่าดาวพลูโต</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4><TBODY><TR><TD class=body vAlign=center align=left>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=center align=left>30 พฤศจิกายน 2553 09:23 น.</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD><IFRAME style="BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-LEFT: medium none; WIDTH: 450px; HEIGHT: 35px; OVERFLOW: hidden; BORDER-TOP: medium none; BORDER-RIGHT: medium none" src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000168466&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" frameBorder=0 allowTransparency scrolling=no></IFRAME></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=12 vAlign=bottom align=left>[​IMG]</TD></TR><TR><TD bgColor=#cccccc><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top width=160 align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=4 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=middle>คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=baseline align=middle>ไมเคิล บราวน์</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=baseline align=middle>หนังสือที่บราวน์เขียนถึงการค้นพบอีริส จนเกิดการจัดระเบียบดาวเคราะห์กันใหม่</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=1 vAlign=center width=165 align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=/images/linedot_vert3.gif width=4>[​IMG]</TD><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=7 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>“ดาวพลูโต” (Pluto) ที่เรารู้จักในฐานะ 1 ใน 9 ดาวเคราะห์แห่งระบบสุริยะมาเป็นเวลายาวนาน ก็ถูกปรับลดระดับลงเป็นดาวเคราะห์แคระ หลังจากการค้นพบ “อีริส” (Eris) ซึ่งทำให้เกิดการนิยามและจัดระเบียบวัตถุต่างๆ ในระบบสุริยะกันใหม่

    ผลกระทบต่อนิยามของดาวพลูโต ในปี 2006 ทำให้ “ไมเคิล บราวน์” (Mike Brown) ผู้ค้นพบอีริสได้ติดอันดับ 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสารไทม์ พร้อมกันฉายาว่า “ชายผู้พิฆาตดาวพลูโต” เพราะนับจากนั้น เราจะต้องเรียกดาวพลูโตว่า “134340 พลูโต” อันเป็นวิธีเรียกขานวัตถุอื่นๆ บนท้องฟ้าที่ไม่ใช่ดาวเคราะห์

    ดร.บราวน์วัย 45 ปี เป็นศาสตราจารย์ด้านดาวเคราะห์ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (คาลเทค) สหรัฐฯ โดยเขาและทีมงานได้ค้นพบวัตถุพ้นดาวเนปจูน (Trans-Neptunian objects : TNO) แล้ว 14 ดวง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “อีริส”

    นอกจากนี้ ชื่อของบราวน์ยังได้รับเกียรติให้เป็นชื่อดาวเคราะห์น้อย 1998 HQ51 ที่โคจรอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก ซึ่งค้นพบในปี 1998 ว่า “11714 ไมค์บราวน์” (11714 Mikebrown)

    อีกทั้งบราวน์กำลังจะวางแผงขายหนังสือ “How I Killed Pluto and Why It Had It Coming” ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>เพื่อนพลูโตดวงที่ 3 ได้ชื่อว่า "มาเกมาเก" </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4><TBODY><TR><TD class=body vAlign=center align=left>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=center align=left>23 กรกฎาคม 2551 16:50 น.</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD><IFRAME style="BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-LEFT: medium none; WIDTH: 450px; HEIGHT: 35px; OVERFLOW: hidden; BORDER-TOP: medium none; BORDER-RIGHT: medium none" src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000086584&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" frameBorder=0 allowTransparency scrolling=no></IFRAME></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD height=1 vAlign=bottom width=1 align=right>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=bottom background=/images/linedot_hori.gif align=middle>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=bottom width=1 align=left>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=center background=/images/linedot_vert.gif width=1 align=middle>[​IMG]</TD><TD><TABLE border=0 cellSpacing=5 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD vAlign=center background=/images/linedot_vert.gif width=1 align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD height=1 vAlign=top width=1 align=right>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=top background=/images/linedot_hori.gif align=middle>[​IMG]</TD><TD height=1 vAlign=top width=1 align=left>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=middle>ภาพแสดงพลูตอยด์อีริสที่ค้นโดยไมค์ บราวน์เมื่อปี 2548 โดยจุดสว่างในภาพคือดวงอาทิตย์ (ภาพจากนาซา/คาลเทค/เจพีแอล/สเปซดอทคอม)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=12 vAlign=bottom align=left>[​IMG]</TD></TR><TR><TD bgColor=#cccccc><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top width=160 align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=4 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=middle>คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD vAlign=baseline align=middle>ภาพจินตนาการจากศิลปินแสดงระบบของพลูโตที่มีดวงจันทร์ 2 ดวงคือ "นิกซ์" (Nix) และ "ไฮดรา" (Hydra) โคจรรอบ (ภาพจากนาซา/อีซา/สเปซดอทคอม/G. Bacon)</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=1 vAlign=center width=165 align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=/images/linedot_vert3.gif width=4>[​IMG]</TD><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=7 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left>ไอเอยูตั้งชื่อพลูตอยด์ดวงที่ 3 ของระบบสุริยะว่า "มาเกมาเก" ตามชื่อเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ของชาวโพลินีเชียน โดยนักดาราศาสตร์ผู้ค้นพบระบุว่า เจอเทหวัตถุนี้ขณะภรรยาตั้งท้อง จึงรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทพเจ้า

    สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล หรือ ไอเอยู (International Astronomical Union: IAU) ตั้งชื่อ "มาเกมาเก" (Makemake) ตามชื่อเทพเจ้าผู้สร้างโลก และเป็นเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ของชาวโพลินีเชียน (Polynesian) ให้กับดาวเคราะห์แคระดวงที่ 4 ของระบบสุริยะ ซึ่งอยู่ไกลออกไป นอกวงโคจรของดาวเนปจูน และจัดอยู่ในประเภทพลูตอยด์ (plutoid) ระบบใหม่ของเทหวัตถุในระบบสุริยะ

    การตั้งชื่อครั้งนี้ สเปซเดลีรายงานว่า เป็นการตกลงร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการตั้งชื่อวัตถุขนาดเล็ก หรือ ซีเอสบีเอ็น (Small Body Nomenclature: CSBN) และ กลุ่มทำงานตั้งชื่อระบบดาวเคราะห์ หรือดับเบิลยูจีพีเอสเอ็น (Working Group for Planetary System Nomenclature: WGPSN) ซึ่งทั้งสองเป็นคณะทำงานของไอเอยู

    ตามรายงานของสเปซดอทคอม "มาเกมาเก" ซึ่งมีสีแดงเล็กน้อยนั้น เป็นวัตถุในระบบสุริยะด้านนอก ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ก็ยังเล็กและสว่างน้อยกว่าพลูโต ที่นักดาราศาสตร์เพิ่งจัดให้เป็นดาวเคราะห์แคระ ประเภทพลูตอยด์เมื่อเดือนก่อน

    ทั้งนี้นักดาราศาสตร์พบมาเกมาเกเมื่อปี 2548 และเชื่อว่าผิวพลูตอยด์ดวงนี้ ปกคลุมไปด้วยมีเทนแช่แข็ง ส่วนความสว่างนั้น ไอเอยูระบุว่าเพียงพอที่กล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูง สำหรับมือสมัครเล่นจะส่องเห็นได้

    สเปซเดลีระบุว่า มาเกมาเกเหมือนพลูตอยด์อื่นๆ ที่อยู่นอกวงโคจรของดาวเนปจูน และในบริเวณนั้นเต็มไปด้วยวัตถุเล็กๆ มากมาย ซึ่งเรียกว่าเป็นบริเวณแถบวงแหวนที่เรียกว่า "ทรานส์เนปจูเนียน" (transneptunian region)

    ทีมที่ค้นพบพลูตอยด์นี้ นำโดยไมค์ บราวน์ (Mike Brown) จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียในพาซาเดนา (California Institute of Technology in Pasadena) และเบื้องต้นเรียกกันว่า "2005เอฟวาย9" (2005 FY9) ขณะเดียวกันก็มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "กระต่ายอีสเตอร์" (Easterbunny)

    "วงโคจรก็ไม่ได้พิสดารอะไร แต่ตัววัตถุเองนั้นใหญ่ บางทีอาจจะประมาณ 2 ใน 3 ของขนาดดาวพลูโต ทั้งนี้เราพิจารณาการตั้งชื่อให้กับวัตถุในระบบสุริยะอย่างระมัดระวัง" สเปซดอทคอมรายงานคำพูดของบราวน์ ซึ่งระบุด้วยว่า การเชื่อมโยงพลูตอยด์ดวงนี้ เข้ากับเทวตำนานไม่ใช่เรื่องง่าย

    บราวน์และทีมได้ค้นพบดาวเคราะห์แคระขนาดเล็ก ทั้งมาเกมาเก อีริสและ 2003อีแอล61 (2003 EL61) ในขณะที่ภรรยาของเขาอุ้มท้องลูกสาวอยู่พอดี ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์ และเขามีความทรงจำที่ชัดเจน ในความรู้สึกว่าเทพเจ้ามาเกมาเกนั้น มีส่วนร่วมในการหว่านความอุดมสมบูรณ์ให้แก่เอกภพทั้งหมด และคณะกรรมการตั้งชื่อก็ยอมรับชื่อนี้จากการหารือระหว่างกันผ่านอีเมล

    สเปซเดลีระบุด้วยว่า พลูตอยด์มาเกมาเก พร้อมด้วยอีริสและ2003อีแอล61 มีบทบาทสำคัญในระบบสุริยะ เพราะเป็นวัตถุที่ได้รับการค้นพบ พร้อมๆ กับการหวนพิจารณานิยามของดาวเคราะห์ และจัดกลุ่มใหม่ให้กับดาวเคราะห์แคระ

    นอกจากพลูโตและมาเกมาเกแล้ว "อีริส" (Eris) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าพลูโตเล็กน้อยก็จัดเป็นพลูตอยด์อีกดวง โดยทั้งหมดจัดเป็นดาวเคราะห์แคระ ส่วน "ซีเรส" (Ceres) ซึ่งเป็นวัตถุคล้ายดาว ที่ใหญ่สุดในระบบสุริยะ และเป็นดาวเคราะห์แคระ เช่นเดียวกันนั้นไม่จัดเป็นพลูตอยด์ เนื่องจากรูปแบบการโคจรที่ต่างไป โดยอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี.

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD class=headline vAlign=baseline align=left>พบดาวเคราะห์ดวงแรก ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=#cccccc height=1>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4><TBODY><TR><TD class=body vAlign=center align=left>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</TD><TD class=date vAlign=center align=left>15 ตุลาคม 2553 00:11 น.</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD><IFRAME style="BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-LEFT: medium none; WIDTH: 450px; HEIGHT: 35px; OVERFLOW: hidden; BORDER-TOP: medium none; BORDER-RIGHT: medium none" src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000137431&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35" frameBorder=0 allowTransparency scrolling=no></IFRAME></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=4 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=651><TBODY><TR><TD vAlign=top width=651 align=middle>[​IMG] </TD></TR><TR><TD class=Image vAlign=baseline align=left>ภาพจำลองดาวเคราะห์กลีส 581จี ที่อยู่ในตำแหน่งเหมาะสมจะมีสิ่งมีชีวิต (เอพี)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD height=5 vAlign=top align=middle>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE> นักดาราศาสตร์เผยพบดาวเคราะห์ที่เหมาะแก่การดำรงชีวิตเป็นครั้งแรก ไม่ร้อน ไม่หนาวเกินไป เป็นดาวเคราะห์ที่เหมาะพอดีสำหรับสิ่งมีชีวิต อยู่ไม่ใกล้และไม่ไกลดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางมากไป จึงจุน้ำในรูปของเหลวไว้ได้ อีกทั้งตัวดาวเคราะห์เองยังไม่เล็กหรือใหญ่ไปสำหรับการมีพื้นผิว แรงโน้มถ่วงและชั้นบรรยากาศที่เหมาะสม มีคุณสมบัติพอเหมาะเหมือนโลกของเรา

    “ดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นดาวเคราะห์โกลดิล็อคส์จริงๆ ดวงแรก” อาร์ พอล บัทเลอร์ (R. Paul Butler) จากสถาบันคาร์เนกีแห่งวอชิงตัน (Carnegie Institution of Washington) ผู้ร่วมค้นพบดาวเคราะห์ให้ความเห็น

    เอพีรายงานว่า ดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่ค้นพบนี้อยู่ในตรงกลางตำแหน่งที่นักดาราศาสตร์เรียกว่า “ตำแหน่งที่อาศัยอยู่ได้” (habitable zone) หรือโซนโกลดิล็อคส์ (Goldilocks zone) ซึ่งดาวเคราะห์ที่พบนี้ต่างไปจากดาวเคราะห์ราว 500 ดวงที่นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบนอกระบบสุริยะของเราก่อนหน้านี้ และดวงเคราะห์นี้ยังอยู่ในกาแลกซีละแวกใกล้เคียงกับเรา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าดาวเคราะห์คล้ายโลกจำนวนมากโคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น

    ทั้งนี้ การค้นพบดาวเคราะห์ที่น่าจะเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตได้นั้นเป็นก้าวสำคัญที่จะตอบคำถามอันเป็นอมตะว่า “เราอยู่ในจักรวาลนี้เพียงลำพังหรือไม่?” และการค้นพบของนักดาราศาสตร์ล่าสุดนี้ได้ตีพิมพ์ลงวารสารแอสโทรฟิสิคัลเจอร์นัล (Astrophysical Journal) และได้รับการประกาศจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ (National Science Foundation) เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

    ก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์เคยด่วนตัดสินใจออกมาประกาศว่า ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเรานั้นมีสภาพพอให้อาศัยอยู่ได้ แต่หาได้เอต่อการก่อกำเนิดชีวิต แต่สำหรับหนนี้มีนักดาราศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้นพบถึง 5 รายให้สัมภาษณ์แก่เอพีว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ในเขตที่สิ่งมีชีวิตจะอาศัยได้และดูจะเป็นของจริงอย่างชัดเจน

    “นี่เป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่ผมรู้สึกตื่นเต้นด้วยจริงๆ” จิม แคสติง (Jim Kasting) จากเพนน์สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ (Penn State University) สหรัฐฯ กล่าวและให้ความเห็นว่าดาวเคราะห์ดวงนี้เป็น “ตัวเก็ง” ที่จะเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต

    ทั้งนี้ สิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่นไม่มีหมายถึงมนุษย์ต่างดาวตัวเขียวหรืออีที (E.T.) แต่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอย่างแบคทีเรียหรือราก็เขย่าความเชื่อว่าโลกเป็นแหล่งพักพิงของสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวได้

    หากแต่ยังคงมีคำถามอีกมากเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้ โดยมีมวลมากกว่าโลกถึง 3 เท่า และยังมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่า อีกทั้งยังอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ของตัวเองค่อนข้างมาก โดยอยู่ห่างประมาณ 22.5 - 150 ล้านกิโลเมตร ซึ่งนับว่าใกล้มากเมื่อนำมาเปรียบกับระบบสุริยะของเรา และยังโคจรรอบดาวฤกษ์ของตัวเองในเวลาเพียง 37 วัน นอกนี้ยังไม่ค่อยหมุนรอบตัวเอง ซ฿งจำให้ด้านหนึ่งของดาวเคราะห์สว่างอยู่เสมอ ขณะที่อีกด้านมืด

    สตีเฟน วอกต์ (Steven Vogt) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาครูซ (University of California at Santa Cruz) ผู้ร่วมค้นพบดาวเคราะห์อีกคน กล่าวว่าอุณหภูมิบนดาวเคราะห์ดวงนี้สูงได้ถึง 160 องศาเซลเซียส และเย็นต่ำได้ถึง -25 องศาเซลเซียส หากแต่ในช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นอากาศจะค่อนข้างอบอุ่น

    อย่างไรก็ดี เรายังไม่ทราบว่ามีอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้จริงหรือไม่และชั้นบรรยากาศบนดาวเคราะห์นี้เป็นอย่างไร แต่เนื่องจากดาวเคราะห์นี้อยู่ในตำแหน่งอันเหมาะสมที่มีน้ำในรูปของเหลวอยู่ อีกทั้งเพราะดูคล้ายว่าจะมีสิ่งมีชีวิตบนโลกในทุกที่ที่มีน้ำ ดังนั้น วอกต์เชื่อว่ามีโอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนี้ 100%

    ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบดาวฤกษ์ที่ชื่อกลีส 581 (Gliese 581) ที่อยู่ไกลออกไปจากโลก 20 ปีแสงหรือ 190 ล้านล้านกิโลเมตร ซึ่งอาจดูเป็นระยะที่ไกลมากแต่เมื่อเทียบกับเอกภพอันกว้างใหญ่แล้ววอกต์กล่าวว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้ก็เหมือนอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง ซึ่งทำให้นักดาราศาสตร์ยิ่งเข้าใกล้ดาวเคราะห์ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้และดาวเคราะห์ประเภทนี้อาจจะไม่ได้หายากนัก

    วอกต์และบัทเลอร์ได้ทำการคำนวณบางอย่างซึ่งให้ผลว่าในกาแลกซีที่พบดาวเคราะห์ดวงนี้มีดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงโลกอยู่ในเขตที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ และจากการประมาณดาวฤกษ์ 2 แสนล้านดวงในเอกภพ อาจจะมีดาวเคราะห์ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ประมาณ 4 หมื่นล้านดวง แต่ สก็อตต์ เกาดี (Scott Gaudi) จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท (Ohio State University) เตือนให้ระวังความไม่แน่นอนของจำนวนดาวเคราะห์เหล่านี้

    วอกต์และบัทเลอร์ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งบนภาคพื้นดินเพื่อติดตามความแม่นยำในการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์นานกว่า 11 ปี และจับตาการส่ายที่ชี้ว่ามีดาวเคราะห์โคจรรอบดาวฤกษ์นั้นอยู่ ซึ่งดาวเคราะห์ที่พบใหม่นี้เป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 6 ที่โคจรรอบดาวกลีส 581 ซึ่งในจำนวนดาวเคราะห์ที่พบนี้มี 2 ดวงแรกน่าจะเป็นแหล่งที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้ ส่วนดาวเคราะห์ดวงอื่นนั้นร้อนเกินไป และดวงที่ 5 ก็หนาวเย็นเกินไป ส่วนดาวเคราะห์ดวงที่ 6 ซึ่งพบใหม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

    ดาวเคราะห์ดวงที่ 6 ของดาวกลีส 581 ได้รับการตั้งชื่อว่า กลีส 581จี (Gliese 581g) ตามลำดับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ที่เริ่มต้นชื่อด้วย “เอ” (a) ต่อท้ายชื่อดาวฤกษ์

    วอกต์กล่าวว่าชื่อดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่น่าสนใจนักแต่ดาวเคราะห์ดวงนี้ก็เป็นดาวเคราะห์ที่สวยงาม และเขาได้ตั้งชื่อดาวเคราะห์ดวงนี้อย่างไม่เป็นทางการตามชื่อภรรยาของเขาว่า “โลกของซาร์มินา” (Zarmina's World)

    สำหรับดาวกลีส 581 นี้เป็นดาวแคระซึ่งมีขนาดเพียง 1 ใน 3 ของดวงอาทิตย์เรา ดังนั้น ด้วยขนาดที่เล็กมากจึงต้องอาศัยกล้องโทรทรรศน์ส่องจากพื้นโลกจึงจะมองเห็น โดยดาวฤกษ์ดังกล่าวอยู่ในกลุ่มดาวตาชั่ง (Libra constellation) แต่ในทางตรงกันข้ามบัทเลอร์กล่าวว่าหากเรายืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่ค้นพบนี้เราจะเห็นดวงอาทิตย์ของเราได้ง่าย

    <CENTER>
    <OBJECT data="http://www.youtube.com/v/UqhkfIrJ_Ic?fs=1&hl=en_US" width=640 height=385 type=application/x-shockwave-flash>
    &nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp
    &nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp
    &nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp
    &nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp
    &nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp</OBJECT>
    </CENTER></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  2. Siani_3D

    Siani_3D เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    723
    ค่าพลัง:
    +607
    ในกาแลกซีที่เราอยู่นี้ นักวิทยาศาสตร์ พบดาวเคาระห์ที่มีบรรยกาศที่ใกล้เคียงกับโลก
    ถึง 500,000 ดวง

    แตกอย่างว่าไปไม่ถึงดวงดาวสักที
     
  3. Hikikomori

    Hikikomori เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 เมษายน 2008
    โพสต์:
    508
    ค่าพลัง:
    +326
    หาทางเปิดรูหนอนซะ ใครจะทำได้เนี่ย สตาร์กงสตาร์เกทอีกละมีมั้ย ได้แต่ฝันอีกและ
     
  4. Ronrit

    Ronrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    71
    ค่าพลัง:
    +167
    สิ่งมีชีวิต นอกจากโลกแล้ว ผมมั่นใจว่ามีแน่นอนครับ อยู่ที่ว่าเมื่อไรจะหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้เท่านั้นเอง
     

แชร์หน้านี้

Loading...