พรส่งท้ายปีเก่าเรื่อง ปัญญาจากการเจริญสติ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย เลขโนนสูง, 30 ธันวาคม 2013.

  1. เลขโนนสูง

    เลขโนนสูง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กันยายน 2010
    โพสต์:
    360
    ค่าพลัง:
    +825
    ปัญญาจากการเจริญสติ
    ปัญญาจากการเจริญสติจะเกิดเมื่อเห็นแจ้งว่าเราจัดการกายและจิตไม่ได้เลย (เห็นอนัตตา) เราจะบังคับให้กายไม่ปวดเมื่อยก็ไม่ได้ เราจะห้ามไม่ให้จิตคิดก็ทำไม่ได้ ขณะที่เรารู้สึกตัว เราจะทำได้แค่ดูเฉย ๆ เห็นกายและจิตจะแสดงตัวตามธรรมชาติ ความรู้สึกตัวจะยกระยะห่างออกมาดู ดูแล้วจะเห็นมันเคลื่อนมา เคลื่อนไป จัดการอะไรไม่ได้ ความฟุ้งซ่านก็คือความฟุ้งซ่าน ไม่มีผิด ไม่มีถูกในอาการ ปวดเมื่อยก็ไม่ผิดไม่ถูก ปวดเมื่อยกับปวดขี้ก็อันเดียวกัน อาการบางอย่างให้บำบัด บางอย่างให้เฝ้าดู อาการทางกายและจิตเคลื่อนอยู่ พร้อมแสดงสภาพบังคับไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงตลอดให้เห็น ถ้าใครเห็นอย่างนี้ ถือว่าจิตเข้าใจตรงตามธรรมชาติ ถ้าเราพยายามแทรกแซงเอาเหตุเอาผลกับมันว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ เราจะเข้าใจผิดคิดว่าจิตจัดการได้ ที่จริงมันจัดการไม่ได้หรอก อาการตามธรรมชาติของกายและจิตเกิดขึ้นจากกระบวนการของเหตุปัจจัย มันจะดับก็ต่อเมื่อหมดเหตุปัจจัย เช่น เรานั่งนาน ๆ เราก็เมื่อย เพียงเราเปลี่ยนอิริยาบถ ความปวดเมื่อยก็ดับไป หรือ ถ้าเรามีความคิดฟุ้งซ่าน ก็แค่รู้แล้วทิ้ง กลับมารู้สึกกับกายความคิดก็ดับไปแล้ว เป็นต้น องค์ธรรมแห่งการเจริญสติคือมีสติและอุเบกขาตั้งแต่ต้นจนจบ การเจริญสติเป็นเรื่องของการสลัดออก รื้อถอนออก จิตเดิมแท้ของเราปกติไม่ได้มีเรื่องอะไร มันว่างอยู่ แม้เราทำให้จิตสงบไม่ได้ แต่เราทำให้มันว่างหรือเป็นปกติเหมือนเดิมได้โดยไม่ต้องทำอะไรมากแค่ถอยออกมาจากเรื่องที่คิดด้วยการรู้ทิ้ง รู้ทิ้งก็จบ

    https://www.facebook.com/groups/khonphian/659517377432864/?ref=notif&notif_t=group_activity
     
  2. อินทรบุตร

    อินทรบุตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    2,511
    ค่าพลัง:
    +7,320
    สาธุ เป็นคำสอนของท่านใดครับนี่
     
  3. เลขโนนสูง

    เลขโนนสูง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กันยายน 2010
    โพสต์:
    360
    ค่าพลัง:
    +825
  4. เลขโนนสูง

    เลขโนนสูง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กันยายน 2010
    โพสต์:
    360
    ค่าพลัง:
    +825
    ขอฝากพรปีใหม่ให้แก่เพื่อนชมรมคนเพียรทุกท่านเรื่อง

    เด็กหัดเดิน แม้จะล้มแล้วล้มเล่า แต่ก็ไม่เคยหยุดลุก หญ้าอ่อนแม้จะถูกหินทับ แต่ก็สงบตัว เพียงเพื่อรอวันแทงยอดขึ้นใหม่ ไม้ใหญ่แม้ถูกไฟแล้งเผาผลาญ แต่ก็พร้อมแตกหน่อเมื่อฤดูฝนมาเยือน พลังแห่งชีวิตนั้นไม่รู้จักระย่อท้อถอย อุปสรรคถึงจะมาขวางกั้นอันตรายถึงจะมาคุกคาม แต่ไม่เคยสยบชีวิตให้จำนน ภัยเหล่านี้ ทำได้อย่างมากเพียงปลิดชีวิตไปเท่านั้น แต่ตราบใดที่ชีวิตยังดำรงอยู่ ชีวิตย่อมหาทางหลุดรอด และเติบใหญ่ในที่สุด เมื่อปี ๒๕๒๕ มีการขุดพบซากหมู่บ้านดึกดำบรรพ์ในญี่ปุ่นอายุไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ปี คนสมัยนั้นรู้จักทำนาแล้ว โดยเก็บผลผลิตไว้ในหลุมใต้ดิน หลุมหนึ่งยังมีเมล็ดข้าวหลงเหลืออยู่แต่ดำคล้ำและตายหมดแล้ว กระนั้นก็ยังมีเมล็ดพืชอยู่เมล็ดหนึ่ง รูปร่างแปลกกว่าเพื่อน ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ เมื่อนำเมล็ดนี้ไปฝังเดินและรดน้ำ มันกลับงอกและไม่นานก็ผลิดอกงดงาม เมล็ดนั้นคือแมกโนเลีย พลังแห่งชีวิตนั้นยิ่งใหญ่นัก ความยิ่งใหญ่นั้นอยู่ที่การยืนหยัด รู้จัดอดทนและรอคอยได้ แม้แต่เวลา ๒,๐๐๐ ปีก็หยุดยั้งความปรารถนาที่จะเติบใหญ่ของแมกโนเลียต้นนั้นไม่ได้ แม้จะถูกบดอัดและกระหน่ำปานใด แต่แมกโนเลียก็ยังคงความอ่อนโยน และหยิบยื่นความงดงาม ให้ทุกคน ได้ชื่นชมอยู่นั่นเอง พลังและคุณสมบัติดังกล่าวคือ "พร" ที่ธรรมชาติมอบให้แก่ทุกชีวิต แน่ละ พร้อมๆ กันนั้น ธรรมชาติ ก็มอบความผันผวนปรวนแปร ปรปักษ์ และความทุกข์มาให้แก่เราด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มาช่วยให้ชีวิตเข้มแข็ง เติบใหญ่และงดงาม ต้นไม้ไม่ได้ปรารถนาแค่ฤดูฝน หากยังต้องการฤดูร้อน ฤดูหนาว รวมทั้งบางคราว ก็ประสงค์ความช่วยเหลือของไฟป่าด้วย ทำนองเดียวกัน ภูมิต้านทานในร่างกายเรา ก็ต้องการเชื้อโรค เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ และความเจนจัด ภูมิต้านทานที่เหินห่างจากโรคติดเชื้อ บางครั้งอาจแปรปรวน และทำร้ายร่างกายของตัวเองได้ ความทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็จริงอยู่ แต่เราหาได้เกิดมาเพื่อจะทุกข์ไม่ ธรรมชาติประทานความทุกข์มาให้แก่เรา เพื่อผลักไสให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง และถ้าสามารถรุดไปสู่อิสรภาพ จนทุกข์แผ้วพานไม่ได้เมื่อไร ก็เป็นอันหมดหน้าที่ของความทุกข์เมื่อนั้น แต่ตราบใดที่ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ความทุกข์ก็จะซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ จ้ำจี้จำไชเราไม่หยุดหย่อน ความทุกข์และอุปสรรคหมดพิษสง กลับกลายเป็นโอชะให้แก่ชีวิตได้ ก็เพราะธรรมชาติ มอบพรอีกอย่างหนึ่งมาให้แก่เรา นั่นคือความสามารถที่จะแปรเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นพลังสร้างสรรค์ได้ ด้วยเหตุนี้ ขยะปฏิกูลเมื่อถูกรากไม้ชอนไชไปถึง จึงกลายสภาพเป็นดอกไม้อันงดงามและผลไม้อันหอมหวาน พลังแห่งชีวิตหรือพรพิเศษเหล่านี้กำลังทำงานอยู่แล้วทุกขณะ ถ้าเราไม่ยอมจำนนต่อความทุกข์เสียก่อน เราย่อมสามารถหลุดรอดได้ในที่สุด แต่ก่อนอื่น เราต้องให้โอกาสแก่พรเหล่านี้ด้วย การให้โอกาสแก่ชีวิตของเรา เริ่มต้นด้วยการให้ชีวิตของเราได้คงอยู่ ตราบใดที่ชีวิตยังไม่ถูกปลิดไป ย่อมมีวันเวลาที่ชีวิตจะงอกงามขึ้นใหม่ ไม่ช้าก็เร็ว จะเป็นการดียิ่งขึ้นไปอีก หากเราไม่ปล่อยให้พลังชีวิตเหล่านี้ทำงานแต่ลำพัง แทนที่จะนิ่งดูดาย เราจะช่วยได้มาก หากเข้าไปเสริมพลังชีวิตอีกแรงหนึ่ง ร่างกายแม้จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอยู่ตลอดเวลา กระนั้นสมุนไพร โยคะ ไท้เก็ก อาหารที่สมดุล และการพักผ่อนที่พอเพียง ก็ยังจำเป็นอยู่เพื่อเสริมภูมิต้านทานให้เข้มแข็งขึ้น ในทำนองเดียวกัน ไม่ว่ายามทุกข์หรือยามปกติสุข เราควรแสวงหาสิ่งดีงาม มาให้แก่ชีวิตจิตใจของเรา อย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้มีพลัง "ย่อย" ความทุกข์ให้เป็นโอชะหล่อเลี้ยงชีวิตได้ดีขึ้น ยิ่งเวลาเป็นของมีค่า ก็ยิ่งจำเป็นต้องให้เวลาแก่จิตใจของเราด้วย การบำเพ็ญสมาธิ เจริญสติ สม่ำเสมอ นึกคิดในทางกุศล หมั่นมองด้วยปัญญา มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เหล่านี้ล้วนเป็นโอสถเสริมสร้างพลังชีวิตอย่างวิเศษ ตรงกันข้ามการอยากได้ใคร่เด่น ไม่รู้จักพอ ความโกรธเกลียด ความลำพองตน มีแต่จะบั่นทอนพลังชีวิต พรนั้นเราไม่จำต้องขอหรือหาจากใครดอก ธรรมชาติมอบให้แก่เราอย่างเปี่ยมล้นมาตั้งแต่เกิดแล้ว ขอให้เรานำพรในตัวเรานั้น มาก่อประโยชน์สร้างสรรค์ให้เต็มที่เถิด ไม่เพียงแต่อายุ วรรณะ สุขะ และพละ เท่านั้น แม้กระทั่งความเจริญงอกงามของชีวิต อิสรภาพ และความสุข ที่แท้ก็สำเร็จได้ด้วยพรในตัวเรา เพราะถึงที่สุดแล้ว สิ่งประเสริฐเหล่านี้ มีอยู่แล้วในตัวเรา ขึ้นอยู่ว่าเราจะเข้าถึงหรือไม่ และเราใส่ใจที่จะดูแลรักษา และบำรุงพรดังกล่าวมากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้น จึงอยากเชิญชวนให้เราขอพรจากตัวเองบ้าง ถ้าจะขอให้ตนหลุดพ้นจากความทุกข์ เข้าถึงความสุขเกษมศานต์ ก็ขอให้หลุดพ้นด้วยพรและพลังในตัวเองเป็นสำคัญ ถ้าจะหวัง ก็พึงหวังว่า ขอชีวิตอย่าได้เหนื่อยอ่อน พรอย่าได้เหือดแห้งเลย.

    https://www.facebook.com/groups/khonphian/permalink/660071034044165/
     
  5. กลายแก้ว

    กลายแก้ว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    751
    ค่าพลัง:
    +634

    อนูโมทนาเป็นอย่างยิ่งค่ะ

    อาการต่าง ๆ เราจะไปจัดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างที่ใจเราคิดไม่ได้ แต่สิ่งที่เราเห็นอยู่นี้ ก็ คือ การเฝ้าดู หรือ การพิจารณาเห็นอาการของการที่บังคับไม่ได้ ให้เห็นว่าไม่เที่ยง ความทุกข์ ก็คือ ตัวเดียวกันใช่ไหมค่ะ

    แล้วส่วนอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดกับเรา แล้วทำให้เรากระทำไม่ดี เช่นการทุบตี การด่าว่า หากเราไม่ต้องการที่จะทำ เราพิจารณาให้เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ เลย ทำให้เกิดโทษแก่ตัวเราเอง และ คนอื่น เป็นการพิจารณาหาเหตุเพื่อละ มันเป็นคนละเรื่องกับที่บอกว่าเข้าใจผิดคิดว่าจิตจัดการได้ หรือเปล่าค่ะ เป็นการแทรกแซงจิตไหมค่ะ ถ้าหากเราบอกว่าเราจะไม่ด่าว่าอีกแล้ว เราจะมีเฉยหรือไม่ก็มีมิตรไมตรีจิตตอบแทน

    หรือเราเพียงแค่ดูอย่างเดียว ว่าแค่เกิด - ดับ จนใจยอมรับไม่ทำอีก ก็ได้

    หรือทำได้ทั้งสองอย่าง หรือ ทำอย่างแรกผิด เป็นการแทรกแซงจิต

    ขอช่วยผู้รู้ช่วยตอบให้กระจ่างด้วยค่ะ
     
  6. เลขโนนสูง

    เลขโนนสูง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กันยายน 2010
    โพสต์:
    360
    ค่าพลัง:
    +825
    ผมขอถามคุณก่อนนะครับ ว่า

    การหายใจเข้า

    การหายใจออก

    เป็นอย่างไร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มกราคม 2014
  7. เลขโนนสูง

    เลขโนนสูง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กันยายน 2010
    โพสต์:
    360
    ค่าพลัง:
    +825
    เรื่องรูปนามเป็นเรื่องจริงที่ซ้ำซาก

    ความจริงเป็นเรื่องซ้ำซาก เราจะเบื่ิอไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจในความจริงของมัน เช่นความทุข์กาย ทุกข์ใจหรือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความผิดหวัง ความเสียใจ ความไม่พอใจ ความเหงา ความรัก ความชังเป็นต้น มันเป็นเรื่องเกิดขึ้นแบบซ้ำซากมากๆ แต่เราก็พอใจที่จะให้มันเกิด ถ้าเราไม่ชอบใจให้มันเกิด มันก็เกิดไม่ได้ แต่ไม่รู้เป็นอย่างไร เราก็ชอบมันอยู่ดี ถ้าเราไม่ชอบจริงๆ เราต้องหาทางสกัดกั้นมันสิ ดูๆแล้ว เราไม่คอยจริงใจกับตัวเองสักเท่าไรดอก อยากได้อย่างหนึ่ง แต่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง ใช่หรือไม่ใช่? เช่นอยากได้สุขภาพดีมีความเข้มแข็ง แต่เรากลับทำไปกินอะไรบางอย่างที่ทำลายสุขภาพของตัวเอง ความคิดไม่ดีมีอกุศล เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์อย่างเห็นได้ชัดๆ แต่เราก็ชอบคิดสิ่งที่ไม่ดีเป็นอกุศลใช่หรือไม่ใช่ คิดดูให้ดีๆ เป็นเรื่องตลกและน่าเศร้ามากๆ
    ดังนั้น ถ้าหลวงพ่อนำเรื่องความจริงฝ่ายกุศลเก่าๆเดิมๆ มานำเสนอให้พวกได้อ่านได้ศึกษาบ่อยๆ และเรื่องจะซ้ำซากบ้าง ก็คงรับกันได้ เช่นเรื่องความจริงของรูปนามเป็นต้น ตอนต่อนี้หลวงพ่อขอเสนอเรื่อง ภาษาของรูปนามของหลวงพ่อเทียน ให้อ่านกันอีกสักครั้งเนาะ อย่าพึ่งเบื่อกันเลยน่า??????

    ภาษารูปนาม

    การเห็นถูกต้องหรือสัมมาทิฏฐิในภาษาของหลวงพ่อเทียนคือเห็นว่าทุกสิ่งเป็นเพียงรูปและนาม แต่ในเบื้องต้นเราไม่สามารถเห็นแบบนั้นได้ เพราะเรายังไม่รู้จักรูปนาม การที่เราจะไปเห็นทุกอย่างที่อยู่
    ข้างหน้าเราเป็นรูปนามได้ เราต้องเห็นตัวเราเองเป็นรูปนามให้ได้ก่อน
    เช่นขณะนี้เรานั่งอยู่ เรารู้ได้อย่างไรว่า เรานั่ง “ความรู้สึกที่คิดว่าตัวเองมีอยู่” หรือ “ความรู้สึกสัมผัสความจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้”
    ขณะนี้ เรานั่งมานานประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้ว รู้สึกอย่างไร ระหว่างรู้สึกสบายและไม่สบาย มันรู้สึกสบายขึ้นเรื่อยๆ หรือรู้สึก
    หนักขาขึ้นเรื่อยๆ
    ความรู้สึกสบายและไม่สบายทางกาย
    เรียกว่า“รูปนาม” สำหรับความรู้สึกที่เกิดในจิตว่า เราไม่สบายใจ รู้สึกเบื่อ รู้สึกหงุดหงิด และปล่อยจิตคิดไปตามอาการของกายเรียกว่า “นามรูป” แต่ถ้ารู้สึกรู้เห็นอาการทางกาย และจิตไม่เข้าไปเป็นด้วย แต่ทำหน้าที่เป็นผู้รู้อาการเหล่านั้นเฉยๆ เรียกว่านามล้วนๆ หรือสมมุติเรียกว่าสติสมาธิปัญญาก็ได้ ฉะนั้นถ้ามันเกิดที่กายอย่างเดียวมันเป็น “รูปนาม” แต่พอไปเกิดกับใจเรียกว่า“นามรูป”
    แต่ตัวผู้รู้ทั้งสองส่วนนั้นเรียกว่า“นาม” สติเป็นนาม สมาธิเป็นนาม ปัญญาเป็นนามล้วนๆ
    สติ สมาธิ ปัญญาไม่ใช่รูปนาม และไม่ใช่นามรูป แต่ว่ามันเป็นนาม มันเป็นผู้รู้นั่นเอง

    รูปทุกข์ นามทุกข์

    ในขณะที่เราปฏิบัติ เราต้องพยายามเห็นอาการทั้งสามอย่างชัดคือ รูปนาม นามรูป และนามล้วนๆ ให้ชัดๆไว้เสมอ ว่า อาการแบบไหนที่เป็นรูปนาม แบบไหนเป็นนามรูป และแบบไหนที่เรียกว่านามล้วนๆ คือสติ สมาธิปัญญานั้นเอง
    แต่เราจะไปห้ามไม่ให้เกิด อาการไม่สบายทางกาย เช่นปวดขาเป็นต้น ไม่ได้ และห้ามไม่ให้เกิดอาการจิตคิดปรุงแต่ง ไม่ให้มันเบื่อมันเซ็งเป็นต้น ก็ห้ามไม่ได้ เพราะมันเป็นไตรลักษณ์ คือมันเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นทุกรูปทุกนาม
    เพราะอาการของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเกิดกับ “รูปนาม” เรียกว่า “รูปทุกข์” ถ้าจิตไปทุกข์กับมันด้วยเรียกว่า “นามทุกข์” นี้เป็นภาษาหลวงพ่อเทียน อาจจะไม่มีในตำรา ธรรมดาธรรมชาติเหล่านี้มีอยู่ตลอดเวลา เราจะรู้ธรรมะ หรือไม่รู้ธรรมะมันก็มี
    แต่ถ้าเราเป็นผู้รู้จักเรื่องจริงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะทำให้เราได้รู้ได้เห็นว่า อะไรเป็นอะไร และเราจะเริ่มเรียนรู้สัจจธรรมของรูปของนามและสามารถพัฒนากำลังของสติ สมาธิ ปัญญาให้รู้เท่าทันการทำงานของกฏไตรลักษณ์ทั้งสามมากขึ้นเรื่อยๆ
    แต่เวลาทำงาน ตัวรู้ไม่ใช่มีแต่สติ ในนั้นมีสมาธิปัญญาด้วย แต่ถ้าหากว่ามีสติอย่างเดียว เป็นการรู้ในลักษณะเพ่ง ตั้งใจจดจ้อง ตั้งใจจะให้มันชัด ให้มันรู้มากๆ แสดงว่าเป็นสติที่ไม่ถูก จากสัมมาสติมันจะกลายเป็นมิจฉาสติทันที
    สัมมาสตินั้นรู้สักแต่ว่ารู้ คือรู้ว่ามันเป็นรูปเป็นนามเฉยๆ แต่ถ้าไปรู้อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อยากไปดัดแปลงตัวรู้แสดงว่ารู้ไม่เฉยแล้ว

    ไตรสิกขาคือฉนวนกันความทุกข์

    ถ้าสมมติเรารู้ว่ารูปเป็นรูปทุกข์นามทุกข์ รูปเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเราบังคับใช้มันไปเรื่อยๆ
    ปวดก็ช่างมัน เพราะมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฉันไม่สนใจมัน ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ เพราะเปลี่ยนแล้วเดี๋ยวมันก็ปวดอีก แล้วบังคับให้มันอยู่ในท่าเดิมเรื่อยๆ ลักษณะนี้ไม่ถูกต้อง เพราะลักษณะของรูปจะต้องเป็นไปตามกฎของมันคือไตรลักษณ์ เราจะบังคับหรือไม่ มันก็ต้องเป็นไปตามนั้น การที่ให้รูปมันแช่อยู่ในกฎของความจริงนานๆ มันทนไม่ได้ ถ้าเราไปฝืนด้วยความอยาก เท่ากับเราไปเบียดเบียนมัน

    หน้าที่ของเราคือบำบัดทุกข์ในรูป ถ้ามันเป็นทุกข์ก็คอยบำบัดมันไปเรื่อยๆ กฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจะต้องเข้าไปทำงานในรูปร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้วแต่เรามีทางเลือกให้เราทุกข์ทางเดียว คือทางรูป ทางกาย คนที่ไม่ได้ศึกษาวิปัสสนาเขาจะทุกข์ทั้งกายและใจ

    พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบวิธี ที่ไม่ทำให้ความไม่สบายกายทะลุไปถึงใจ และความไม่สบายใจทะลุไปถึงกาย โดยมีฉนวนเข้าไปกัน ตัวฉนวนนี้เรียกว่าตัวรู้ คือให้รู้ว่านี่คือรูปทุกข์ ถ้าทนได้เราก็ทนไป ถ้าทนไม่ได้เราก็แก้ไขมันไปเรื่อยๆ แต่ป้องกันไม่ให้ตัวโรคของรูปมันระบาดไปถึงนาม เรามีหน้าที่แค่นั้น เราต้องมีตัวรู้ที่เกิดจากสติสมาธิปัญญา เรียกว่าไตรสิกขานั่นเอง

    https://www.facebook.com/groups/khonphian/permalink/661911050526830/
     

แชร์หน้านี้

Loading...