พรหมวิหาร 4

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย วิญญาณนิพพาน, 24 มิถุนายน 2020.

  1. วิญญาณนิพพาน

    วิญญาณนิพพาน ทีมงานอาสาฯ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    19,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    36
    ค่าพลัง:
    +20,883
    เทียนสองเล่มที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าพระปฏิมาพระโบราณจารย์ท่านเปรียบไว้ว่า เสมือนพระธรรมและพระวินัยที่จะนำความสว่างมาสู่ผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติตาม

    แสงเทียนจากพระธรรม..... ส่องสว่างให้รู้ทั่วถึงความเป็นไปของชีวิต และสรรพสิ่งทั้งหลาย

    แสงเทียนจากพระวินัย.... ส่องสว่างให้กระจ่างชัดถึงเส้นทางที่ควรดำเนินไปอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ถึงเป้าหมาย หากปราศจากความรู้ทั่วเสียแล้ว เราก็มิอาจที่จะดำเนินชีวิตไปให้ตามเส้นทางที่ควรดำเนินได้ และหากปราศจากเส้นทางและความเคร่งครัดเสียแล้ว เราก็มิอาจเดินไปจนบรรลุเป้าหมายได้เช่นกัน

    ทั้งสองประการจึงเป็นสิ่งที่คู่ควรอยู่ด้วยกันสมตามสัญลักษณ์ที่ปรากฏ เพราะหากเรามีเพียงประการใดประการหนึ่ง ความครบสมบูรณ์ย่อมไม่เกิดขึ้น

    ผู้ที่เรียนรู้มากแต่ไม่เพียรสังวรเพื่อความบริสุทธิ์ ก็เสมือนติดหลอดไฟไว้ทั่วบ้านแต่ไร้สายไฟที่จะนำพลังงานไปแสดงผล ส่วนผู้ที่เคร่งครัดต่อการปฏิบัติโดยปราศจากความรู้ก็เหมือนกับการเดินสายไฟไว้แต่ไร้หลอดให้เรืองแสง

    เคยสังเกตตนเองหรือไม่ว่า ..ทั้งๆที่เรามีความรอบรู้ในหลักธรรมอยู่มากมาย แต่ทำไมในบางครั้งที่เราประสบปัญหา เรากลับเกิดความท้อแท้และนิ่งดูดายต่อการแก้ไขหรือลุกขึ้นสู้ เราปล่อยชีวิตให้จมอยู่กับอารมณ์ที่มืดมนและหม่นหมอง.... เป็นการเปิดโอกาสให้ความมืดเข้ามาครอบครองชีวิตของเราไปในบางช่วง และเมื่อใดที่รู้สึกตัว... เราจึงเกิดความพยายามที่จะแก้ไข นั่นเป็นเพราะเราขาดความสมดุลในการใช้เทียนทั้งสองเล่มให้ประสบผล.. ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของปุถุชนที่ต่างจากอริยะชนอย่างสิ้นเชิง

    อย่างไรก็ดี การรู้จักใช้แสงสว่างในบางคราวก็คือการทำลายความมืดให้หมดสิ้นลงไปในบางครั้ง ผู้ที่ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนจนมีความรู้ความเข้าใจแม้จะยังไม่ประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติ อย่างน้อยก็นับได้ว่าเป็นบุคคลที่ไม่มืดบอดต่อแสงธรรมที่สาดฉาย เพราะยังมีโอกาสที่ดีที่จะใช้แสงสว่างสำรวจดูตนได้ในยามที่สำนึกรู้สึกตัวในภายหลัง..

    หากไม่สิ้นชีวิตไปเสียก่อนซึ่งก็ยังดีกว่าผู้ที่ปฏิเสธการศึกษาพระธรรมอย่างสิ้นเชิง ..ซึ่งเบื้องหน้านั้นก็คือการเป็นมิจฉาทิฐิบุคคลอย่างแน่นอน ความเป็นมิจฉาทิฐิบุคคลนี้ คือผู้ที่มีความมืดบอดยิ่งกว่าผู้ที่จักษุพิการ.. เพราะมืดบอดต่อการกระทำกุศลกรรมที่ประกอบไปด้วยปัญญา มืดบอดต่อทางสายกลางที่ควรดำเนิน แม้จะหวังความสุขอันเป็นอมตะเพียงใดก็ยากยิ่งที่จะได้พบ ทั้งยังมีความสุดโต่งไปในการปฏิบัติอย่างงมงาย กระทำอกุศลก็เข้าใจว่าเป็นกุศล จึงเป็นผู้ที่น่าสงสารเป็นที่สุด ควรที่เราจะหลีกเร้นชีวิตให้ห่างจากโทษสมบัตินี้ให้ได้

    ขอให้ท่านผู้อ่านทุกคนได้ประสบแต่สิ่งที่สว่างไสว ไร้รอยหมองหม่น ปราศจากมุมอับและมุมมืดของชีวิต ขอแสงเทียนที่ส่องฉายอยู่เบื้องหน้าองค์พระปฏิมา จงเป็นลำแสงที่ฉายฉานเข้าสู้ทุกดวงใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา พาชีวิตของตยเดินทางก้าวออกจากความมืดมนได้สำเร็จทั่วกันทุก ๆ ท่านนะคะ

    ด้วยความปรารถนาดีต่ะ
    พี่ดอกแก้ว
     

แชร์หน้านี้

Loading...