พระคัมภีร์กว่าพันปีกับปัญญาที่ละเลย

ในห้อง 'ข่าวทั่วไป' ตั้งกระทู้โดย คือ~ว่างเปล่า!, 14 ธันวาคม 2010.

  1. คือ~ว่างเปล่า!

    คือ~ว่างเปล่า! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,647
    ค่าพลัง:
    +474
    พระคัมภีร์กว่าพันปี กับปัญญาที่ละเลย




    [​IMG]
    พระอัมพร

    ไทยใช้งบประมาณนับ 100 ล้าน บาท เพื่ออัญเชิญพระคัมภีร์โบราณมาประดิษฐาน ณ อาคารพิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ท่ามกลางคลื่นศรัทธาของมหาชน ระคนข้อสงสัยบางประการ

    คณะอัญเชิญพระคัมภีร์ เปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้าชมระหว่างวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 จนถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 ชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

    งานนี้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาล ไปอัญเชิญมาจากราชอาณาจักรนอร์เวย์ จุดประสงค์ท่านบอกว่า เพื่อให้ประชาชนได้เคารพบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล และบอกด้วยว่าพระคัมภีร์พุทธศาสนานี้ เรียกว่า พระธรรมเจดีย์ เป็นพระคัมภีร์โบราณเก่าแก่ อายุกว่า 2,000 ปี

    คำว่าธรรมเจดีย์ หมายถึงคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เป็น 1 ในตัวแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นเดียวกับบริโภคเจดีย์ ได้แก่ สังเวชนียสถาน และธาตุเจดีย์ ได้แก่ พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น

    หลังเปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้าชม บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของงานวัด โฆษกประกาศเชิญชวนให้ร่วมกันทำบุญได้ยินมาแต่ไกล บริเวณหน้าอาคารประดิษฐานมีรูปพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ขยายมาให้เห็น พร้อมข้อความเชิญชวนเข้าไปสักการะ บริเวณทางขึ้นบันไดอาคารพิพิธภัณฑ์ มีร้านดอกไม้ ธูป เทียนอยู่ในเต็นท์ ขายในราคาพอซื้อหาได้

    ผ่านประตูและเครื่องตรวจสิ่งแปลกปลอมเข้าไป พบนิทรรศการพระไตรปิฎกภาษาต่างๆให้ดูอย่างเต็มตา ตื่นใจ ล้วนเป็นพระไตรปิฎกเก่าแก่ อายุกว่า 1,000 ปี จารึกด้วยภาษาโบราณ จารึกเหล่านี้มีต้นธารมาจากเทือกเขาบามิยัน

    หุบเขาบามิยัน เดิมคือส่วนหนึ่งของแคว้นคันธาระ แหล่งที่มีพระพุทธรูปยุคแรกๆของโลกเกิดขึ้น คนไทยรู้จักในนามพระพุทธรูปสมัยคันธาระ ตั้งอยู่ห่างจากตัวกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานประมาณ 205 ไมล์

    อดีตสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของเมืองที่อยู่บนเส้นทางการค้าสายไหม เป็นทั้งเมืองผ่านและพักของพ่อค้าวาณิช ที่ต้องใช้เมื่อผ่านไปมา ระหว่างจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป

    เทือกเขาบามิยันมีพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่ 2 องค์ องค์หนึ่งสร้างประมาณ พ.ศ.1050 และอีกองค์หนึ่งสร้างประมาณ พ.ศ. 1097 เป็นหลักฐาน ยืนยันว่า พระพุทธศาสนาได้เคยเข้าไปหยั่งรากไว้อย่างเข้มแข็ง แต่ในที่สุดก็ถูกพวกตาลีบันทำลายไป เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2544

    เหตุผลของการทำลายพระพุทธรูป ทหารตาลีบันอ้างว่า การเคารพรูปเคารพนั้นผิดหลักศาสนาแห่งตน แม้องค์การสหประชาชาติจะร้องขออย่างไรก็ไม่เป็นผล ทหารตาลีบันใช้เวลาระเบิดทำลายถึง 6 วันกว่าจะสิ้นภารกิจ

    ระหว่างระเบิดหินกระจายออกมา เมื่อหมอกควันจางลงก็พบว่า มีเศษไม้ เศษผ้า และไหกระจายเกลื่อน ความอัศจรรย์อยู่ที่วัสดุเหล่านั้นมีอักษรโบราณปรากฏอยู่ ทำให้ชาวบ้านที่พบเห็นเข้าไปเก็บ แต่ก็ถูกทหารห้ามเอาไว้ คนที่ฝ่าฝืนทหารจะยิงทิ้งทันที แต่เมื่อพ่อค้าของเก่าต้องการซื้อวัสดุทุกชิ้นที่มีข้ออักษรปรากฏ ก็ทำให้คนส่วนหนึ่งเสี่ยงตาย แอบ
    เก็บและลอบออกมาขาย

    ด้วยความอุตสาหะของนักวิชาการของสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน ประเทศนอร์เวย์ จากอักษรที่ไม่รู้ว่าเป็นอักษรอะไร ได้นำมาปะติดปะต่อกันจนเกิดเป็นคำ เป็นประโยค เป็นข้อความ และพบว่าเป็นพระคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา

    การรวบรวมชิ้นส่วนต่างๆนั้น สถาบันฯได้ซื้อจากนักค้าของเก่าทั้งจากญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆทุกประเทศที่ทราบว่าได้ซื้ออักษรเหล่านี้ไป แล้วค้นคว้าวิจัยนับ 10 ปี จึงทราบว่าเรื่องราวเหล่านั้น ได้แก่ เรื่องกังจังกีสูตร มหาปรินิพพานสูตร พระปาฏิโมกข์ และประวัติพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นต้น

    อายุพระคัมภีร์เหล่านี้ จากข้อมูลของสถาบันอนุรักษ์สเคอเยนระบุว่าประมาณ 1,5001,600 ปี ถือว่าเป็นพระคัมภีร์ทางศาสนาที่เป็นหลักฐานชัดเจนเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา เพียงแต่ว่าเป็นของนิกายมหายาน ไม่ใช่หินยาน หรือเถรวาทเหมือนในประเทศไทย

    ในห้องนิทรรศการ พยายามจำลองบรรยากาศให้เหมือนเดินอยู่หน้าเทือกเขาบามิยัน นอกจากมีพระคัมภีร์ภาษาโบราณจำลองมาให้ดูแล้ว ยังได้เห็นพระพุทธรูปจำลองจากองค์ที่ทหารตาลีบันทำลายอีกด้วย

    พระเอกของงานคือ พระคัมภีร์ที่อยู่ในห้องโถง ได้รับการตกแต่งบรรยากาศได้อย่างสวยงาม ด้านหน้ามีพานวางดอกไม้ ธูป เทียนของพุทธศาสนิกชน และมีตู้รับบริจาคทั้งสองด้าน เหนือตู้นั้นมีภาพถ่ายเอกสารของพระคัมภีร์ที่อยู่ในซุ้มเบื้องบน แต่ไม่รู้ว่าข้อความนั้นคืออะไร และเป็นส่วนไหนของคัมภีร์ เมื่อถามเจ้าหน้าที่กลับได้รับคำตอบว่า เป็นเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่ทราบเหมือนกัน

    พระอัมพร อัคกปัญโญ พระภิกษุสงฆ์จากวัดสะพานพระโขนง กรุงเทพมหานคร หนึ่งในผู้เข้ามาเยี่ยมชมนิทรรศการบอกว่า เมื่อเข้าชมแล้วทำให้ได้ทราบว่าเรามีพระคัมภีร์ในพุทธศาสนายุคแรกๆ ถือว่าเป็นหลักฐานในการศึกษาที่ดี น่าจะเป็นแนวทางให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและค้นคว้าต่อไป

    พระคุณท่านตั้งข้อสังเกตว่า "น่าจะมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ คอยอธิบายในแต่ละจุด ญาติโยมจะได้รู้และเข้าใจว่า พระคัมภีร์ที่มาจัดแสดงนั้นมีเนื้อหาว่าอย่างไร มีความสำคัญต่อพุทธศาสนาอย่างไร คนมาดูจะได้ความรู้กลับไปบ้าง"

    และบอกว่า "อาตมายังไม่ทราบเลยว่า ในตู้กระจกที่จัดแสดงไปด้านบนนั้นเป็นพระคัมภีร์อะไร จารึกไว้ว่าอย่างไร ทำไมถึงเอาส่วนนั้นมาแสดงไว้ ได้แต่มองไกลๆ อย่างนี้เราก็มองไม่เห็น" พร้อมแนะหนทางแก้ปัญหาว่า "น่าจะมีคนอธิบายในจุดใหญ่นี้ หรือไม่ก็ถ่ายขยายออกมาให้ดูกันชัดๆ พร้อมทั้งแปลข้อความ และบอกเหตุผลด้วยว่า ที่เลือกส่วน
    นี้มาเพราะอะไร นี่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย" พระอัมพรบอก

    ถ้ามองแค่ภาพพระคัมภีร์ที่นำมาจัดแสดง แน่นอนว่ามีหนังสือรวบรวมภาพ และอธิบายเรื่องการค้นหา การรวบรวมชิ้นส่วน การอ่าน การแปล เอาไว้หมดแล้ว แค่ไปซื้อหนังสือมาราคาไม่น่าจะเกิน 10,000 บาทก็ได้เอกสารมาครบถ้วนแล้ว เพราะผลการศึกษาเรื่องนี้ มีจัดพิมพ์เป็นหนังสือไว้แล้ว 1 ชุด จำนวน 4 เล่ม

    ดังนั้น การจ่ายเงินไปนับ 100 ล้านของรัฐบาลไทย เพื่อแลกกับชิ้นส่วนเล็กๆที่ชาวบ้านไม่อาจรู้ว่าเป็นอะไร แม้จะชะเง้อมองก็แทบไม่เห็นกระนั้นหรือ...!!

    บริเวณหน้าที่ประดิษฐานพระคัมภีร์ มีหญิงวัย 55 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ บอกว่าตั้งใจมากราบ เพราะทราบว่าเป็นหนึ่งในพระไตร

    ปิฎกของพระพุทธเจ้าที่หลงเหลืออยู่ เธอบอกด้วยแววตาเปี่ยมศรัทธา แล้วไม่ลืมที่จะเรียกร้องกรายๆว่า "น่าจะมีหนังสือที่อธิบายว่า คัมภีร์ที่อยู่ด้านบนนั้น เป็นส่วนไหน จากพระสูตรอะไร ควรพิมพ์เป็นภาษาไทยให้อ่านด้วย"

    ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ปัญหาการเมืองร้อนแรง และปัญหาน้ำ ท่วมซ้ำเติมมีอีกระลอกใหญ่ เมื่อรัฐบาลกล้าจ่ายเงินนับ 100 ล้านบาท เพื่อได้พระคัมภีร์เก่าแก่มา เมื่อได้มาแล้ว พุทธศาสนิกชนไทยควรทำอย่างไรดี เพื่อให้เม็ดเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่า

    พระ ดร.อนิล ธมฺมสากิโย (ศากยะ) สำนักเลขานุการ สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ให้แสงสว่างทางปัญญาว่า พระคัมภีร์เราต้องศึกษาถึงจะเกิดปัญญา ถ้าเรานำมากราบไหว้ มองว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังจะผิดเพี้ยนไปจากแนวทางของพุทธศาสนาอีกด้วย

    คล้ายพระคุณท่านเตือนว่า เรากำลังศรัทธาพระคัมภีร์ และมองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนหลงลืมปัญญาจากพระคัมภีร์ไป

    ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็เท่ากับเราจ่ายค่าหลงไปถึง 100 ล้านบาทเลยทีเดียว.


    ---------------
    ไทยรัฐออนไลน์
    พระคัมภีร์กว่าพันปี กับปัญญาที่ละเลย - ข่าวไทยรัฐออนไลน์
     
  2. mancity04

    mancity04 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +1,346
    ถ้าแค่ไปกราบไหว้ แล้วเอาปัจจัยหย่อนตู้ โดยไม่ได้ความรู้ติดตัวกลับมาเลย
    รายได้ทั้งหมดที่ผู้คนไปบริจาคไปอยู่ไหนต่อ
    หรือรัฐคิดเพียงว่าเป็นการลงทุนหวังผลฯ
     
  3. platinum_bio

    platinum_bio Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    60
    ค่าพลัง:
    +63
    บทความนี้กล่าวได้ถูกต้องจริงๆ
     
  4. 90

    90 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    227
    ค่าพลัง:
    +67
    ไม่เสียเปล่าหรอกท่าน การไปกราบด้วยศรัทธาก็เป็นศรัทธาที่ถูกต้อง(ตถาคตโพธิสัทธา)
    เพราะเชื่อว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง คำสอนของพระองค์ท่านมีจริงและเป็นความจริง
    การบูชาย่อมเป็นมงคลแก่ชีวิต แต่ถ้าอยากจะได้ประโยชน์สูงสุดก็ควรจะศึกษาและปฏิบัติ
    ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ด้วย ขออนุโมทนา
     
  5. ธัมมนัตา

    ธัมมนัตา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    1,514
    ค่าพลัง:
    +9,773
    ถ่ายเอกสาร แสกนภาพ และหาผู้รู้แปล
    ชี้ให้เห็นความสำคัญเชื่องมโยงกับพระไตรปิฎกเภรวาท
    น่าจะดีและได้ปัญญามากยิ่งขึ้น
     
  6. แก้วกลางใจ

    แก้วกลางใจ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +5
    โดนใจจริงๆเลยค่ะ....:cool::cool::cool:
     
  7. แก้วกลางใจ

    แก้วกลางใจ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +5
    เรากราบธรรมเจดีย์จัดเป็น(ธรรมบูชา-ธรรมานุสติ) ถ้าตายตอนนั้นได้ไปสู่สุขติทันที ขณะที่เรากราบธรรมเจดีย์ ใจเรานึกถึงพระพุทธเจ้าผู้สอนธรรม ก็เป็น"พุทธนุสติ" มีแต่เรื่องดีๆทั้งนั้นนะคะ คิดให้เป็น"บวก"มันก็คือ"บวก" คิดมากหัวหงอกกันพอดีค่ะ ดีไม่ดี"ไปขวาง"คนไปกราบ"ธรรมเจดีย์" เดี๋ยวจะพากันลงนรกไม่รู้ตัวนะคะ จะบอกให้ อยู่ดีไม่ว่าดีค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...