พระชยสาโรภิกขุ

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย หัวมัน, 23 ตุลาคม 2013.

  1. หัวมัน

    หัวมัน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2013
    โพสต์:
    2,191
    ค่าพลัง:
    +6,948
    พระฌอน ชยสาโร “อาตมาเดินทางมาจากอังกฤษโดยไม่ได้เอาเงินมาด้วย เอา

    มาแค่ ๒๐๐-๓๐๐ บาท เพราะไม่ต้องการให้มีสตางค์กลับบ้าน ตั้งใจว่าจะทุกข์

    จะยากลำบากอย่างไรก็ต้องอยู่ให้มันครบ ๕ ปีให้ได้ เพราะว่าอาจารย์สุเมโธ

    เคยเล่าว่า หลวงพ่อชาบอกว่าถ้าจะบวชเป็นพระต้องอยู่ ๕ ปี จึงจะรู้ว่ามันเป็น

    วิถีชีวิตที่ถูกนิสัย หรือว่าเรามีบารมีพอที่จะอยู่ตลอดรอดฝั่งได้ วันที่ออกจาก

    บ้านไม่กล้าบอกพ่อแม่ว่าจะไปบวชตลอดชีวิต สงสารท่าน ให้พ่อแม่คิดว่า

    เหมือนกับเราไปเรียนที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มีหลักสูตร ๕ ปี พ่อแม่ก็

    ทำใจได้ ถือเป็นการโกหกไหม ตอนนั้นอาตมาเห็นว่าความจริงบางเรื่องเหมือน

    ยาที่มีผลข้างเคียงมาก ต้องค่อย ๆ ให้ทีละนิดละน้อย พอมาถึงเมืองไทย เจอ

    ปัญหาทันที ลงจากเครื่องบินที่ดอนเมือง ปรากฏว่ากระเป๋าไม่ได้มาด้วย

    กระเป๋าถูกทิ้งไว้ที่มอสโก มาแต่ตัวจริง ๆ แม้กระเป๋าก็ไม่มี เงินแทบจะไม่มี ขึ้น

    รถเมล์เข้ากรุงเทพ ฯ ก็ไปไม่ถูก ใช้เวลาหลายชั่วโมง ไปวัดบวร ฯ โชคดีมีพระ

    อินโดนีเซียเมตตาให้พักที่กุฏิ ต่อมาก็เดินทางไปวัดหนองป่าพง ตอนนั้นเราเป็น

    ปะขาวถือศีลแปดแล้ว หน้าหนาวปะขาวที่วัดทรมานมากที่สุด เพราะว่าเราไม่มี

    อะไรกันหนาว ไม่มีจีวร ไม่มีสังฆาฏิ มีแต่อังสะผืนบาง ๆ ถ้าอยู่กุฏิก็เอาผ้าห่ม

    มาคลุมได้ แต่ถ้าเข้าศาลาแล้วต้องเรียบร้อย ห้ามใช้ผ้าคลุม ถึงกลางคืน บางวัน

    จะเย็นเฉียบ ๑๐ องศา ๑๒ องศา ก็ต้องกัดฟันอดทน ไม่ค่อยมีใครสงสาร

    ปะขาวฝรั่งเท่าไหร่ คิดกันแต่ว่ามาจากเมืองนอกคงไม่หนาว คิดอยากจะถาม

    พระเณรไทยว่า แล้วท่านมาจากเมืองร้อน นั่งกลางแดดไม่ร้อนหรือครับ

    มีแต่อังสะบาง ๆ จะว่าทุกข์มันก็ทุกข์ แต่ว่าพอใจที่จะทุกข์ เพราะรู้สึกว่าเราเป็น

    คนมีบุญที่ได้มาอยู่กับครูอาจารย์ตั้งแต่อายุยังน้อย ความทุกข์อย่างนี้เป็นเกียรติ

    แก่เรา ปีแรกยังเข้าใจภาษาไทยน้อย แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาเท่าไร เพราะ

    ที่จริงแล้ว อานิสงส์การอยู่กับครูบาอาจารย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฟังเทศน์อย่าง

    เดียว สิ่งที่เราได้ที่มีประโยชน์มากที่สุดในปีนั้น คือความมั่นใจว่า มรรคผล

    นิพพานมีจริงไม่ล้าสมัย มนุษย์เข้าได้ถึงจริง เราได้กำลังใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรค

    และพยายามเข้าถึงด้วยตัวเอง” ++ “การปฏิบัติเป็นสิ่งที่ยากลำบาก แต่ว่า

    มรรคจะเกิดขึ้นโดยอาศัยความยากลำบากง่ายกว่าที่จะเกิดขึ้นจากความสะดวก

    สบาย เพราะความสะดวกสบาย มักทำให้เราประมาท แต่เมื่อเรากำลังสู้กับ

    กิเลส นี่แหละ ! ที่เรากำลังมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ฉะนั้นเมื่อเราเกิดความ

    รู้สึกขลุกขลัก ตะเกียกตะกาย หรือล้มลุกคลุกคลานก็ไม่เป็นไร อันนี้เป็นเครื่องชี้

    ให้เห็นว่า การปฏิบัติของเรากำลังเข้าที่ เหมือนกับว่าเขามานวดเส้นเรา ที่ไหน

    ไม่เจ็บ เราก็ไม่ให้เขานวด แต่พอถูกที่เจ็บ เออ ! ๆ เข้าท่าแล้ว มันถูกแล้ว

    เพราะว่ามันปวด การปฏิบัติต้องเป็นอย่างนี้ มันต้องปวด มันต้องเจ็บ มันต้อง

    ลำบากเสียก่อน อย่างที่ภาษิตอิสานท่านว่า “มักง่ายได้ยาก ลำบากได้ดี”” ++

    “ขอถามตัวเองตรงๆ ว่าเราต้องการอะไรจากชีวิตนี้ เรามีเป้าหมายชีวิตทางด้าน

    คุณธรรมชัดเจนหรือไม่ ถ้ามีแล้ว สิ่งที่เรากำลังดำเนินอยู่ทุกวันนี้ตรงกับเป้า

    หมายของเราหรือไม่ โอกาสที่เราจะหลงทางมีมาก เพราะการหลงทางของเรา

    มักจะไม่ใช่ในลักษณะที่ว่า เราตั้งใจเลี้ยวซ้าย แล้วหลงเลี้ยวขวา แต่ว่าจะเป็น

    ในลักษณะว่าเดินตามทาง แล้วก็เหออกไปจากทางวันละเล็กวันละน้อย วันละ

    ไม่กี่เซนติเมตร ไม่ถึงเมตร จนนานๆ เข้ามันก็ผิดทางหลายร้อยเมตร สุดท้าย

    ตั้งใจจะไปทางเหนือ ออกมากลายเป็นว่าไปทางตะวันตกก็ได้ หรือกลับไปทาง


    ทิศใต้ก็ได้ เพราะว่ามันจะออกจากทางทีละเล็กทีละน้อย ฉะนั้นเราควรจะต้อง

    รู้จักเว้นวรรคชีวิต เหมือนกับเราเขียนหนังสือ เราต้องรู้จักเว้นวรรค เว้นวรรค

    หนังสือแล้วจึงจะอ่านได้ ชีวิตของเราต้องมีการหยุด ต้องมีการทบทวนว่าเรา

    กำลังทำอะไรอยู่ เพื่อเราจะได้เห็นตนเอง ชีวิตของเราจะมีความสุขที่แท้จริงก็

    อยู่” ++ “การประพฤติปฏิบัติไม่ใช่ความพยายามที่จะหนีจากโลกที่เป็นจริง

    แบบหลับหูหลับตาอย่างที่เคยมีการกล่าวหา ตรงกันข้าม เป็นวิธีการเดียวที่

    สามารถนำเราไปสู่โลกที่เป็นจริงได้ โดยธรรมดาแล้ว

    มนุษย์เราไม่รู้จักโลกนี้เลย และไม่สนใจที่จะรู้จัก

    เราชอบอยู่ในโลกส่วนตัวที่เราสร้างขึ้นมาด้วยอวิชชาและตัณหาเสียมากกว่า

    ไม่ได้อยู่กับสิ่งที่มีจริงเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน

    แล้วยิ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่ล่วงลับไปแล้ว ผ่านไปแล้วมากเท่าไร

    ก็ยิ่งยากที่จะอยู่ในโลกที่เป็นจริงมากเท่านั้น

    ผู้ที่ไม่ปฏิบัติธรรม คือผู้ไม่กล้าแสวงหาโลกที่เป็นจริง


    เป็นการขาดความรับผิดชอบต่อชีวิตคน คือ การไม่พยายามที่จะเข้าถึงแก่นสาร

    ของชีวิต หรือสิ่งที่สูงสุดที่เราควรจะได้จากการเกิดเป็นมนุษย์ แต่กลับหนีจาก

    ตนเองอยู่เรื่อย ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา อันเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง” ++ “นัก

    ปฏิบัติต้องกล้าตาย ตายจากกิเลส ตายจากสัญญาเก่า ตายจากความรู้เก่า จึงจะ

    ได้ เกิดเป็นคนใหม่ ต้องเกิดใหม่ แล้วเราจะกล้าไหม มันก็น่ากลัว แต่ถ้าไม่กล้า

    จะไม่เจอของใหม่ ชีวิตจะไม่มีวันสดชื่น แต่ถ้ากล้าอยู่ในโลกที่เป็นจริง จิตจะ

    แช่มชื่น เบิกบาน พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ภาวะจิตของผู้ที่ตายจากของเก่าแล้ว

    ตายจากสิ่งไร้แก่นสารสาระแล้ว คือความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน และเป็น

    สิทธิ์ของมนุษย์ทุกคนที่จะเข้าถึงภาวะนี้ ขออย่านอนหลับทับสิทธิ์นี้ไว้ ขอให้

    ตั้งใจเข้าถึงให้ได้ ขอให้ฉวยโอกาสที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ที่ได้เกิดเป็นชาวพุทธ

    และได้เกิดเป็นคนไทย สมมุติว่าเราเกิดเป็นชาวอิรัก อิหร่าน โอกาสที่จะได้มา

    นั่งฟังเทศน์ฟังธรรม หรือนั่งสมาธิ คงไม่มีเลย แต่เรามีบุญที่ได้เกิดในประเทศนี้

    คำสอนทางพระพุทธศาสนา เปรียบเหมือนยารักษาโรค ท่านค้นคว้าหายาแล้ว

    วางไว้ต่อหน้าเราด้วยพระมหากรุณาธิคุณ แต่ท่านบังคับให้เราทานยานั้นไม่ได้

    นั่นเป็นหน้าที่ของเราต่างหาก เสียดายว่าพวกเราชอบประมาทแทนที่จะทานยา

    กลับอ้างว่ายังไม่ป่วย เอาไว้ให้แก่ก่อนจึงค่อยทาน หรือมัวแต่อ่านฉลาก และ

    ท่องจำสรรพคุณของยาและส่วนประกอบ บางคนเอาขวดยาไปแขวนคอก็ยังมี

    ที่จริงแล้ว ยาเป็นสิ่งที่ต้องทาน เพื่อรักษาโรค เรามีโรคคือกิเลสทุกคน ยาก็มี

    เรียบร้อยแล้ว ทำไมเราไม่ยอมทาน ให้เตือนสติตนเองอย่างนี้เสมอ ขอให้พวก

    เราอดทนให้มาก ความอดทนนี่แหละเป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง มาเข้า

    กรรมฐานอยู่ที่นี่แล้วได้แต่ความอดทนอย่างเดียวก็ไม่ขาดทุน ได้กำไรมหาศาล

    แต่คงจะได้มากกว่านั่นอยู่หรอก อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้เห็นตนเองมากขึ้น รู้จัก

    ธรรมชาติของตัวเราได้มากขึ้น เมื่อเรารู้จักธรรมชาติของตนเอง เราก็ย่อมรู้จัก

    ธรรมชาติของคนอื่นไปด้วย เพราะจิตใจของคนเราคล้ายกันหมด ความเข้าใจ

    ธรรมชาติคือปัญญา” ++ “ยังไม่พร้อมจะปฏิบัติไม่เป็นไร ลองปฏิบัติไปก่อน

    เพื่ออะไร ก็เพื่อให้มันพร้อมน่ะสิ หรือจะรอคอยอีก เราแก่ลงทุกวันนะ ทุกวินาที

    พร้อมแล้วก็คือสงบแล้ว ยังไม่พร้อมก็ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าให้พร้อมก่อน ถ้า

    อย่างนั้นเหมือนกับว่า ต้องหายจากโรคก่อนจึงไปหาหมอ ต้องหายป่วยก่อนจึง

    จะทานยา เรามักสับสนเรื่องเหตุเรื่องผลอยู่บ่อย ๆ “การปฏิบัติเป็นเหตุให้พร้อม

    ไม่ใช่ความพร้อมเป็นเหตุให้ปฏิบัติ” ทะเลมีคลื่น ชีวิตก็ต้องมีปัญหา การปฏิบัติ

    ก็ตั้งอยู่ตรงจุดนี้ ตรงจุดที่มีปัญหา เพื่อเราจะได้พ้น จะได้รู้จักปล่อยวาง ได้เข้า

    ถึงสิ่งประเสริฐทีคนทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าถึง เมื่อเราปฏิบัติธรรม ความเข้าใจว่า

    เราคือใคร ชีวิตคืออะไรจะเปลี่ยนไป” ++ “การเชื่อในการตรัสรู้ของ

    พระพุทธเจ้ามีความสำคัญอย่างไรต่อชีวิตเรา? มีความสำคัญอยู่ในแง่ที่เป็นการ

    พิสูจน์ความสามารถหรือศักยภาพของมนุษย์ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ใช่พระผู้เป็น

    เจ้า ไม่ใช่ลูกของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เทพ ท่านเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และการ

    ตรัสรู้ของท่านคือการดับกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเห็นแก่ตัว

    และสิ่งเศร้าหมองทั้งหลายทั้งปวงให้หมดสิ้นไปจากพระหทัยของพระองค์ท่าน

    การกระทำเช่นนั้นเป็นการพิสูจน์ว่าอยู่ในวิสัยของมนุษย์ที่จะทำได้ ถ้าเราเชื่อใน

    การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องเราย่อมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่จะ

    พ้นจากความทุกข์ หรือศักยภาพของมนุษย์ที่จะพัฒนาตัวเอง เมื่อเราเชื่อเช่น

    นั้นเราต้องเชื่อในศักยภาพหรือความสามารถของตัวเองที่จะพ้นจากความทุกข์

    เพราะเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน” ++ “ในเมื่อการฝึกจิตมีผลที่น่า

    ปรารถนาอย่างนี้ ทำไมชาวพุทธทั่วไปไม่ค่อยกระตือรือร้นขวนขวายเท่าไร

    สันนิษฐานว่า เป็นเพราะไม่ชีวิตมีปัญหาที่การพัฒนาตนจะแก้ได้ หรือเพราะยัง

    ไม่เห็นการพัฒนาตนเป็นงานเร่งด่วน ถ้าใช้สำนวนพระต้องบอกว่า ศรัทธาน้อย

    ไม่เห็นทุกข์ ด้วยเหตุนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่ จุดเริ่มต้นของการหันมาปฏิบัติธรรม

    อย่างจริงจัง คือเรื่องวิกฤติส่วนตัว ซึ่งกระแทกความนิ่งนอนใจในชีวิตอย่างแรง

    ทำให้ต้องหยุดทบทวนชีวิตใหม่ อาจจะด้วยการป่วยหนัก การเสียชีวิตของผู้

    ใกล้ชิด หรือความผิดหวังก็ได้ แต่ที่ควรย้ำคือเรื่องวิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นนั่นไม่ใช่

    เหตุที่ต้องปฏิบัติ เป็นเพียงแค่เครื่องเขย่าตัวให้ตื่นจากหลับ ทำให้ถามตัวเองว่า

    ชีวิตมีแค่นี้หรือ โลกนี้ทำไมไร้แก่นสารสาระอย่างนี้ มันน่าจะมีอะไรที่สูงกว่านี้

    ทำอย่างไรเราจึงจะมีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่สูงกว่านั้น ความสงสัยอย่างนี้คือความ

    บังเกิดของปัญญา ความมั่นใจว่าธรรมะเท่านั้นที่จะช่วยได้ คือการบังเกิดขึ้นของ

    ศรัทธาที่นำไปสู่การประพฤติปฏิบัติธรรมะ บางคนอายุยังไม่ถึงยี่สิบก็คิดอย่างนี้

    แล้ว เรียกว่ามีบารมี บางคนอายุตั้งแปดสิบก็ไม่เคยคิด ผู้ที่เริ่มสงสัยเรื่อง กิน

    กาม เกียรติ จะกลับเหมือนเดิมได้ยาก เหมือนเด็กที่เลิกเชื่อเรื่องซานตาครอส

    สำหรับผู้ที่ไม่เคยเฉลียวใจเลยว่ากำลังถูกความประมาทหลอก ยากที่จะเข้าใจผู้

    ที่ตั้งใจปฏิบัติ มักรู้สึกว่าพวกเข้าวัดทรมานตัวเองให้ลำบากโดยไม่จำเป็น
    คล้าย ๆ เอารถเข้าอู่บ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังวิ่งได้ปกติ แต่ในสายตาของนักปฏิบัติ

    ไม่ใช่เรื่องการซ่อมรถที่วิ่งได้แล้ว หากเป็นการปรับปรุงรถที่ควรจะดีกว่านี้ และดี

    กว่านี้ได้ ในทางโลกถือกันว่า นักกีฬาที่เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเป็นแชมป์โลก

    น่ายกย่องกว่าผู้ที่พอใจเป็นคนเก่งระดับตำบล น่าคิดไหมว่า...

    ทำไมสังคมไม่สรรเสริญผู้ที่กล้าสู้เพื่อสิ่งที่มีแก่นสารมากกว่ากีฬาเป็นไหน ๆ

    คือการเป็นแชมป์เหนือโลก

    เคยคิดเล่น ๆ ว่า ในยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์รุ่นแรกที่ตัดสินใจลุกขึ้นหัดเดินสองขา

    น่าจะถูกเพ่งโทษว่าอุตริ ทำตัวให้ลำบากเปล่า ๆ ไม่อย่างนั้นก็อาจถูกมองว่าดัดจริต

    หรือถูกตำหนิว่ายุ่งอย่างนี้ทำไม “ฉันคลานไปคลานมาอย่างนี้ตลอดชีวิตก็สบายดี ไม่เห็นเสียหายอะไร

    พวกเดินสองขาเขามีปัญหาครอบครัวหรือเปล่า”

    โชคดีว่ามนุษย์รุ่นบุกเบิกนั้น ไม่หวั่นไหวต่อลมปากของมนุษย์สี่เท้า

    ความเบื่อหน่ายต่อชีวิตผิวเผิน ความต้องการสิ่งที่เป็นแก่นสาร

    นี้คือการสุกงอมของบารมีที่เคยสั่งสมมาหลายภพหลายชาติแล้ว

    เป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการของชีวิตที่ย่อมนำไปสู่มรรคผลนิพพานในที่สุด

    ผู้ที่มีอุดมการณ์ในการพัฒนาตนให้ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ จะสนใจในเรื่องการฝึกจิตมากเพราะเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ในการสร้างชีวิตใหม่ ถึงจะยากลำบาก หรือล้มลุกคลุกคลานอยู่บ้างก็ยอม

    เพราะชื่อว่างานนี้ไม่มีทางเลือก” ++ “คนส่วนมากขยันหมั่นเพียรในเรื่องการทำมาหากิน

    ยอมเสียสละแทบทุกอย่างเพื่อความเจริญทางโลก แต่แทบจะไม่ยอมเสียสละกิเลสแม้แต่นิดเดียว

    ทำไมเราชอบเป็นอย่างนี้?

    มีสาเหตุหลายอย่างอย่างหนึ่งคือ การหลงระหว่างเส้นทางและจุดหมายปลายทางของชีวิต

    ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมากมาแล้ว...

    พระราชาองค์หนึ่งแสวงหาขุมทรัพย์

    โดยไม่รู้จักว่าขุมทรัพย์ที่ต้องการเป็นอย่างไรและอยู่ที่ไหน

    รู้จักแต่ชื่อ วิธีแสวงหาของท่านคือสร้างถนนเยอะ ๆ

    ด้วยเหตุผลว่าวันใดวันหนึ่ง ถนนเส้นใดเส้นหนึ่งน่าจะต้องเจอแหล่งที่อยู่ของขุมทรัพย์

    พระราชาตั้งอกตั้งใจสร้างถนนไปทั่ว เวลาผ่านไปนานพอสมควรยังไม่ได้ขุมทรัพย์

    แต่ไม่เป็นไร เพราะท่านเกิดง่วนกับการสร้างถนน จนลืมว่ากำลังสร้างเพื่ออะไร

    ผลสุดท้ายท่านเอาการสร้างถนนนั่นแหละเป็นเป้าหมายชีวิตแทนการใช้ถนนเพื่อเข้าถึงขุมทรัพย์

    จากนั้นพระราชาคอยวัดความสำเร็จของตนด้วยความยาวของถนน

    ภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของถนน

    พวกเราต้องระมัดระวังไม่ลืมภาพรวมของชีวิตเรากำลังทำอะไรอยู่ เพื่ออะไร

    จงใช้สติปัญญาพินิจพิจารณาเนืองนิจ

    อย่ามัวแต่หาเงินจนไม่มีเวลาหาตัวเอง ดูความรู้สึกของตัวเองเรื่อย ๆ”




    chayasaro.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ตุลาคม 2013
  2. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    เมื่อไหร่ คุณหัวมัน จะเลิก ยกธรรมของคนอื่น มาแสดง ได้สักทีจ๊ะ
    มันไม่ได้ช่วยทำให้ตนเอง ดีขึ้นหรอกนะจ๊ะ
    เอาเจตนาดีของตนเอง มาแสดงสิจ๊ะ
    เอาความดีที่ตนมีมาแสดงสิจ๊ะ
    เอาความจริงใจและตั้งใจจริง ของตนเอง มาแสดงสิจ๊ะ
     
  3. หัวมัน

    หัวมัน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2013
    โพสต์:
    2,191
    ค่าพลัง:
    +6,948
    ความดี เจตนาดีของตนเองมีดีไม่พอ

    ไม่อยากแสดงจ๊ะ

    เอาธรรมของคนอื่นมาแสดงมันไม่ดีตรงไหนเหรอคะ

    บางคนอ่านแล้วอาจได้แง่คิดดีๆ แก้ปัญหาได้

    ข้าพเจ้าก็แค่เป็นสื่อนำธรรมจากที่หนึ่งมาสู่อีกทีหนึ่ง

    เพื่อให้คนได้รับรู้มากขึ้น

    ก็เหมือนกับคนที่พิมพ์หนังสือธรรมะเผยแพร่นั่นแหละ

    ข้าพเจ้าผิดตรงไหนเนี่ย!!!!!!

    แม้จะเป็นการทำความดีแค่เพียงเล็กน้อย

    โดยการนำธรรมดีๆ จากที่หนึ่งมาสู่อีกที่หนึ่งเพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้มากขึ้น

    ข้าพเจ้าก็รู้สึกดี มีความสุข กว่าการเผยแพร่เจตนาดีๆ ของข้าพเจ้าเอง

    โดยที่ข้าพเจ้าเองยังไม่หยั่งรู้ว่ามันจะดีจริงหรือไม่

    โดยเฉพาะในโลกออนไลน์นี้

    คลิ๊กเดียว สร้างบุญหรือบาปได้มากมายนัก
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ตุลาคม 2013
  4. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    ผิดตรงที่สารภาพออกมานี่แหล่ะจ้า ถ้าคุณยอมรับในตนเองได้จริง ว่าคุณไม่ดีพอ แล้วทำไมคุณถึงรู้ว่า ธรรมของคนอื่นดี สมควรยกมาแสดง คุณจะรู้ได้ยังไงล่ะจ๊ะ ไม่สมเหตุสมผลนะจ๊ะ ทีนี้ สมมุติว่า คุณไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าดีจริงเป็นเช่นไร แล้วคุณไปยกสิ่งที่คุณคิดว่าดี แต่อาจจะไม่ดีจริง ไม่บริสุทธิ์จริงมา มันจะกลายเป็นว่า คุณ เอาสิ่งไม่จริง ไม่บริสุทธิ์ มาประทานให้คนอื่น ซึ่งมันจะเป็นกรรม ของคุณ โดยไม่รู้ตัวนะจ๊ะ ขอบอก นี่คือการสร้างกรรม แบบ ที่ทางโลกเรียกว่า รับซื้อของโจร ก็ได้นะจ๊ะ ว่า ก็เพราะไม่รู้ เลยไม่ผิด หรือจ๊ะ
     
  5. หัวมัน

    หัวมัน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2013
    โพสต์:
    2,191
    ค่าพลัง:
    +6,948
    พิจารณาแล้วเป็นธรรมที่ดีกว่าของข้าพเจ้าแน่ๆ
     
  6. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    แล้ว ถ้ามีดีกว่า ของที่มีในตนเอง แน่นอน ก็ไช่
    แต่ถ้ามันไม่ไช่ที่ดีที่สุด ไม่บริสุทธิ์ จริง ก็คือ ยัง ไม่จริงอยู่ นั่นเอง นะจ๊ะ
    คุณคิดว่า คุณไม่ผิด ไม่รับผิดชอบ ได้มั้ยจ๊ะ
     
  7. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    สิ่งที่ควรเอามาพูดเพื่อเป็นธรรมทาน เพื่อเป็นอุธาหรณ์แก่คนอื่นก็คือ ความจริงของประสบการณ์ของตนเอง กรรมของตนเอง ที่คิดว่า เป็นตัวอย่างแก่คนอื่นได้ นี่คือ ธรรมที่มีในตน นะจ๊ะ เพื่อ เตือนคนอื่น เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่คนอื่นนะจ๊ะ ทำไม จะไม่มี จ๊ะ
     
  8. หัวมัน

    หัวมัน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2013
    โพสต์:
    2,191
    ค่าพลัง:
    +6,948
    ต้องเอาข้อความจากพระไตรปิฏกอย่างเดียวมาเผยแพร่ปล่าวคะ
    ถึงจะว่าได้ "บริสุทธฺิ์" จริง
     
  9. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    สมมุติ มีครูคนหนึ่ง ท่านได้สอนอะไรผิดๆ เอาไว้ นานแล้ว จะมารู้ตัวว่าตนเองพูดผิดไป ก็ อีกนานมาก หรือ ไม่รู้ว่าตนเองพูดผิด แล้วเกิดมีคนเอาสิ่งที่คิดว่า ถูกนั้น ไปเผยแพร่ คุณคิดว่า มันจะต้อง รับผิดชอบมั้ยจ๊ะ
     
  10. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    เอาสิ่งที่ตนเองรู้และเข้าใจมาได้จริงๆ ถึงเอามาเล่า มาแสดง หมายถึง คุณต้องรู้จริงและเข้าใจในเหตุผล อธิบายได้ เมื่อคนอื่นถาม พิสูจน์ให้คนอื่นเข้าใจได้ ตาม นี่คือ ความจริงที่ควรเอามาพูด นะจ๊ะ

    หรือ บางคน รู้ เห็นจริง เวลาเอามาพูด เมื่อคนอื่นถาม แล้วพิสูจน์ไม่ได้ อธิบายไม่ได้ ถึงตนเองรู้มาจริง ก็กลายเป็น โกหก ไป นั่นเพราะ คำว่ารู้จริงคือ นอกจากรู้ได้แล้ว ยังต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจตามได้ด้วย แบบนี้ถึงเรียกว่า รู้จริงเข้าใจจริง นะจ๊ะ
     
  11. หัวมัน

    หัวมัน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2013
    โพสต์:
    2,191
    ค่าพลัง:
    +6,948
    images.jpg

    นะจ๊ะ นะจ๊ะ
     
  12. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    สมมุติ ผม เดินมา เห็นงูตัวใหญ๋เลื้อยผ่าน ไป ไม่เห็นแล้ว
    ผมจะเอามาพูด อ้างว่าผมได้เห็น แต่เวลาคนอื่น อยากเห็นด้วย ผมเอามาพิสูจน์ไม่ได้ นี่ไง ผมพูดโกหก ผมพูดเพ้อเจ้อ ผมพูดให้คนอื่นสงสัย ผมพูดให้คนอื่นค้างคาใจ ผมผิดนะจ๊ะ ที่ เอาเรื่องอะไรไม่รู้มาเล่า เป็นตุเป็นตะ (มันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นมาเลย)
     
  13. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
  14. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    นี่แหล่ะ ทำไม พากันพูดว่า เสื่อมๆๆๆๆๆ จิตใจเสื่อมๆๆๆๆๆงนั่นเพราะ พากันยกมา แสดง แต่ในสิ่งที่ไม่มีในตน เอง เช่นยกพุทธพจน์ ยกคำสอนมา แต่ สิ่งที่ยกมา ตนเอง ไม่ได้รู้ไม่ได้เข้าใจจริง พอมีคนถาม ตอบไม่ได้ อธิบายไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้

    ศาสนาพุทธเลย เสื่อมลงๆ เพราะคนหมดศรัทธา ยิ่งเจอฝรั่ง มาถาม เอาเหตุผล ทางวิทย์ แล้วอธิบายไม่ได้ นี่ อายนะจ๊ะ พุทธบริษัทสี่ นี่แหล่ะ คือ เหตุแห่งความเสื่อม เลย นะจ๊ะ
     
  15. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    ไม่ไช่เก่งได้แค่ พาฝรั่งมานั่งหลับตา แล้วหลงนิมิตร ไปด้วยกัน ทำได้แค่นี้
    ก็อวดอ้างว่า สามารถทำให้ ฝรั่งเชื่อได้ ตกลง ฝรั่งเชื่อ หรือ ฝรั่งหลงตามจ๊ะ
     
  16. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    พูดง่ายๆ ถ้าเก่งจริง ทำไมไม่ทำให้ทุกคน มีตาทิพย์ ได้ทุกคนล่ะ
    ถ้าเก่งจริง ทำไม่ ทำให้ ทุกคน ถอดจิต มีกายทิพย์กันได้ทุกคนเลยล่ะ
    นี่ล้วน ไม่ไช่ วัตถุประสงค์ ที่แท้จริง ของพุทธศาสนาเลย

    ไม่ไช่ ละชั่ว ทำดี ชีวิตมีสุขเลย ยังพากัน หลงทางอยู่เลยนะจ๊ะ
     
  17. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    ความจริงของการพูด ความจริงของการกระทำ ความจริงของความคิด
    ความจริง ทั้งสามสิ่งนี้ ต้อง ไปพร้อมกัน ตามกัน เสมอกัน เท่าเทียมกัน ไม่เกินกัน นะจ๊ะ
    ดังนั้นเวลา แสดง ทั้งสามกรรม จึงต้อง แสดงกรรมตามที่ตนเอง เข้าใจ อธิบายได้ พิสูจน์ได้ นี่ถึงเรียกว่า เป็นผู้อยู่กับความจริง มีความจริง ไม่พ้นความจริง นะจ๊ะ
     
  18. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    มีหลายคนไม่ทราบหรอกว่า คนที่หยิบเอาพระสัทธรรมมาพูด มาแสดง หากตนเอง เป็นคนไม่บริสุทธิ์พอ คือ ตอบคำถามไม่ได้ อธิบายไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ นั่นคือ ท่านได้สร้างกรรมมาแล้ว เช่นกรรมที่เอาสิ่งที่ไม่มีในตนเองแสดง ถ้าเป็นพระ จะตรงกับคำว่า ห้ามอวดอุตริมนุษยธรรม นั่นเองนะจ๊ะ เพราะ มนุษยธรรม คือ ความเป็นมนุษย์อันประเสริฐ อริยะ ผู้บริสุทธิ์เสมอธรรม ธรรมชาติ นั่นเอง แต่พระ เป็นการเอามนุษย์ไปเข้าสู่อีกสมมุติ คือ สมมุติสงฆ์ นั่นเอง นะจ๊ะ (พระพุทธเจ้าท่านไม่ไช่พระสงฆ์ อันนี้ ผมก็พูดมาเยอะแล้ว)

    แต่ก็ไช่ว่า จะไม่มีพระ นะจ๊ะ นั่นเพราะ ใครที่เรียนวิชากรรมฐาน การปฏิบัติธรรมมาจากพระสงฆ์ ท่านจำเป็นที่จะต้อง เข้าไปบวชเพื่อ เป็นพระ เพื่อเรียนรู้ความจริง ของคำว่า พระ นะจ๊ะ

    ดังนั้นไม่ต้องเข้าใจผิดคิดว่า ผมเข้ามาทำลายศาสนาหรอกนะจ๊ะ เพราะ ยังมีอีกมากที่ ต้องบวชเป็นพระ นะจ๊ะ
    ตามขั้นตอนแห่งการเรียนรู้นะจ๊ะ
     
  19. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    ยังมีอีกมาก ที่เป็นกรรม ของผู้ที่ยกพระธรรม มาแสดง นอกจาก จะทำให้ พระธรรม หมดความวิเศษเพราะ ตนเอง อธิบายไม่ได้ แล้ว ยังเป็นการสร้างกรรม ทางมโนกรรม ให้กับคนอื่น ด้วย นั่นคือ เกิดมีคนสงสัย ถามท่านแล้วท่านตอบเขาให้หายสงสัยไม่ได้ แสดงว่า ท่านได้สร้างกรรมผูกพัน นำความสงสัยมาสู่คนอื่น แล้ว ตราบใดที่ ความสงสัยนั้น ยังคงค้างคาใจ อยู่เป็น สัญญาขันธ์ ทำให้เขาเหล่านั้น เกิดตายเกิดตาย ไม่จบสิ้นชาติ ได้ นะจ๊ะ
    แล้วทีนี้ ท่านที่นำ พระธรรมมาแสดง แล้ว นำพา ความสงสัยมาให้คนอื่น ท่านก็ต้อง รับผิดชอบด้วยนะจ๊ะ และ กรรม ที่กระทำนี้ มันไม่ไช่เรื่องเล็กน้อยนะจ๊ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ตุลาคม 2013
  20. วงกลมจุด

    วงกลมจุด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2013
    โพสต์:
    2,305
    ค่าพลัง:
    +2,253
    เช่นกัน เอาเรื่องง่ายๆ เลย
    สมมุติว่า คุณเป็นคุณครู เวลาสอนเด็ก แล้วเด็กสงสัยในบทเรียน แล้วถามเพื่อให้คุณครูอธิบายเพื่อความเข้าใจที่ยิ่งกว่า แล้วถ้าเกิดครู อธิบายไม่ได้ ตอบไม่ได้ แบบนี้ มันทำให้ ศรัทธาที่นักเรียนมีต่อคุณครูนี่ ลดฮวบฮาบเลยนะจ๊ะ

    ดังนั้นเหตุแห่งการเสื่อมของพระศาสนา ก็ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ดีแล้ว คือ เพราะพุทธบริษัทสี่ นี่แหล่ะ รู้ไม่จริง นะจ๊ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...