พระพุทธเจ้า ๓ ประเภท แบ่งประเภทของการสร้างสมอบรมบารมี

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 6 กันยายน 2016.

  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,540
    กระทู้เรื่องเด่น:
    92
    ค่าพลัง:
    +62,432
    [FONT=tf_pimai] พระโพธิสัตว์ ผู้ตั้งความปรารถนาอบรมบ่มบำเพ็ญบารมีเพื่อ “พระพุทธภูมิ” นั้น ความปรารถนาเพื่อจักได้พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณนั้น ย่อมมีมโนมั่นคงในหฤทัยไม่หวั่นไหวในพระพุทธภูมิ ถึงแม้พลาดพลั้งไปถือกำเนิดในภพภูมิที่มิใช่มนุษย์ก็ดี เช่นกำเนิดในสัตว์เดียรัจฉาน ก็ย่อมยังรักษาน้ำใจอันมั่นคงเด็ดเดี่ยวเต็มไปด้วยพระอุตสาหวิริยะ นั่นเป็นน้ำใจพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญพระบารมีเพื่อพระโพธิญาณแห่งการตรัสรู้เป็น “พระพุทธเจ้า” นั้น[/FONT]
    [FONT=tf_pimai]แบ่งประเภทของการสร้างสมอบรมบารมีแห่งพระพุทธเจ้าเป็น ๓ ประเภท คือ[/FONT]

    • ๑. พระปัญญาธิกพุทธเจ้า
    • ๒. พระสัทธาธิกพุทธเจ้า
    • ๓. พระวิริยาธิกพุทธเจ้า
    [​IMG]



    พระปัญญาธิกพุทธเจ้า

    [FONT=tf_pimai]พระปัญญาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างสมอบรมบารมีด้าน “ปัญญา” อย่างแก่กล้าแต่มีพระศรัทธาน้อย จึงใช้เวลาสั่งสมบารมีน้อยกว่าพระพุทธเจ้าอีกสองประเภท ซึ่งเวลาในการสั่งสมพระบารมีนั้นแบ่งเป็น ดังนี้คือ[/FONT]

    • เมื่อเริ่มแรกตั้งดำริในพระหฤทัยปรารถนาว่า “เราจักเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง” แต่ยังไม่ได้ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจานั้นออกมา ต้องใช้เวลาในการอบรมบ่มพระบารมีนานถึง ๗ อสงไขย
    • ครั้งที่สองต่อจากนั้นก็ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจาปรารถนาว่า “เราจักตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเบื้องหน้าให้จงได้” ดังนี้ก็ต้องใช้เวลาอบรมบ่มพระบารมีอีก ๙ อสงไขย
    • ครั้งที่สามจึงได้รับคำลัทธยาพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งว่า “จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน” แล้วก็ใช้เวลาอบรมพระบารมีธรรมอีก ๔ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป
    [FONT=tf_pimai]ดังนั้นพระพุทธเจ้าประเภท พระปัญญาธิกพุทธเจ้า นี้ ต้องใช้เวลาในการอบรมสั่งสมพระบารมีรวมเป็นเวลาทั้งหมด ๒๐ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป แต่หากแม้พระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกพุทธเจ้านี้ เมื่อได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว หากแม้พระองค์ท่านจะละความปรารถนาเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว กลับมามีพระทัยน้อมไปในทางสาวกโพธิญาณ คือปรารถนาเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในชาตินั้น เป็นแต่เพียงกลับใจดังนี้ แล้วตั้งใจสดับพระสัทธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์เฉพาะพระพักตร์แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พอสดับพระธรรมเทศนาบาทพระคาถาที่ ๓ ยังไม่ทันจบลง พระองค์ก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตสาวก พร้อมกับปฏิสัมภิทาญาณทั้งหลายทันที ทั้งนี้ด้วยทรงมีพระปัญญาแก่กล้า สามารถบรรลุมรรคผลธรรมวิเศษอย่างรวดเร็ว จึงมีพระนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อุคฆฏิตัญญูโพธิสัตว์” หรือ องค์พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาคมกล้า สามารถรู้ธรรมได้อย่างรวดเร็ว


    [/FONT]
    พระสัทธาธิกพุทธเจ้า

    [FONT=tf_pimai]พระสัทธาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างสมอบรมบารมีด้าน “ศรัทธา” อย่างแก่กล้ายิ่งนัก แต่มีพระปัญญาปานกลาง จึงใช้เวลาสั่งสมพระบารมีอย่างปานกลาง ซึ่งเวลาในการสั่งสมพระบารมีนั้นแบ่งเป็น ดังนี้คือ[/FONT]

    • เมื่อเริ่มแรกตั้งดำริในพระหฤทัยปรารถนาว่า “เราจักเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง” แต่ยังไม่ได้ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจานั้นออกมา ต้องใช้เวลาในการอบรมบ่มพระบารมีนานถึง ๑๔ อสงไขย
    • ครั้งที่สองต่อจากนั้นก็ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจาปรารถนาว่า “เราจักตรัสเป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคตกาลเบื้องหน้าให้จงได้” ดังนี้ก็ต้องใช้เวลาอบรมบ่มพระบารมีอีก ๑๘ อสงไขย
    • ครั้งที่สามจึงได้รับคำลัทธยาพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งว่า “จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน” แล้วก็ใช้เวลาอบรมพระบารมีธรรมอีก ๘ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป
    [FONT=tf_pimai]ดังนั้นพระพุทธเจ้าประเภท พระสัทธาธิกพุทธเจ้า นี้ ต้องใช้เวลาในการอบรมสั่งสมพระบารมีรวมเป็นเวลาทั้งหมด ๔๐ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป แต่หากแม้พระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกพุทธเจ้านี้ เมื่อได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว หากแม้พระองค์ท่านจะละความปรารถนาเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว กลับมามีพระทัยน้อมไปในทางสาวกโพธิญาณ คือปรารถนาเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในชาตินั้น เป็นแต่เพียงกลับใจดังนี้ แล้วตั้งใจสดับพระสัทธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์เฉพาะพระพักตร์แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พอสดับพระธรรมเทศนาบาทพระคาถาที่ ๔ ยังไม่ทันจบลง พระองค์ก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตสาวก พร้อมกับปฏิสัมภิทาญาณทั้งหลายได้อย่างปานกลาง สามารถบรรลุมรรคผลธรรมวิเศษได้อย่างไม่เร็วไม่ช้า จึงมีพระนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วิปจิตัญญูโพธิสัตว์” หรือ องค์พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาเป็นมัธยม สามารถรู้ธรรมโดยไม่เร็วไม่ช้า

    [/FONT]
    พระวิริยาธิกพุทธเจ้า

    [FONT=tf_pimai]พระวิริยาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างสมอบรมบารมีด้าน “ความเพียร” อย่างแก่กล้าทรงมีพระวิริยะยิ่งนัก แต่ทรงมีพระปัญญาน้อยกว่า จึงใช้เวลาสั่งสมพระบารมีอย่างยาวนานมากกว่าพระพุทธเจ้าประเภทอื่น ซึ่งเวลาในการสั่งสมพระบารมีนั้นแบ่งเป็น ดังนี้คือ[/FONT]

    • เมื่อเริ่มแรกตั้งดำริในพระหฤทัยปรารถนาว่า “เราจักเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง” แต่ยังไม่ได้ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจานั้นออกมา ต้องใช้เวลาในการอบรมบ่มพระบารมีนานถึง ๒๘ อสงไขย
    • ครั้งที่สองต่อจากนั้นก็ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจาปรารถนาว่า “เราจักตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเบื้องหน้าให้จงได้” ดังนี้ก็ต้องใช้เวลาอบรมบ่มพระบารมีอีก ๓๖ อสงไขย
    • ครั้งที่สามจึงได้รับคำลัทธยาพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งว่า “จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน” แล้วก็ใช้เวลาอบรมพระบารมีธรรมอีก ๑๖ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป
    [FONT=tf_pimai]ดังนั้นพระพุทธเจ้าประเภท พระวิริยาธิกพุทธเจ้า นี้ ต้องใช้เวลาในการอบรมสั่งสมพระบารมีรวมเป็นเวลาทั้งหมด ๘๐ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป แต่หากแม้พระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกพุทธเจ้านี้ เมื่อได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว หากแม้พระองค์ท่านจะละความปรารถนาเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว กลับมามีพระทัยน้อมไปในทางสาวกโพธิญาณ คือปรารถนาเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในชาตินั้น เป็นแต่เพียงกลับใจดังนี้ แล้วตั้งใจสดับพระสัทธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์เฉพาะพระพักตร์แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พอสดับพระธรรมเทศนาบาทพระคาถาที่ ๔ จบลง พระองค์ก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตสาวก พร้อมกับปฏิสัมภิทาญาณทั้งหลาย สามารถบรรลุมรรคผลธรรมวิเศษได้ช้ากว่าพระโพธิสัตว์ประเภทอื่น จึงมีพระนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เนยยโพธิสัตว์” หรือ องค์พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาหย่อน สามารถรู้ธรรมได้ช้ากว่าพระโพธิสัตว์ประเภทอื่น[/FONT]
    [FONT=tf_pimai]
    [/FONT]

    [FONT=tf_pimai]ที่มา พุทธะ
    [/FONT]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. plaspirit

    plaspirit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2008
    โพสต์:
    369
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,116
    [​IMG]

    พุทธภูมิและพระโพธิสัตว์
    โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    (ยกมาจาก"พ่อสอนลูก")


    ปรารถนาพุทธภูมินี่เหนื่อย ฉันเคยเป็นพุทธภูมิมาก่อน ฉันรู้ว่าพุทธภูมิสู้ทุกอย่าง งานทุกอย่าง ถ้าลาพุทธภูมิปั๊บอารมณ์ตัด ถ้าตัดก็ไม่ได้ทิ้งงานนะ แต่อารมณ์ต่างกันแต่เสริมขึ้น อารมณ์มุ่งเข้าตัดกิเลสตรง เพราะพุทธภูมิไม่ตัดกิเลส พุทธภูมิทรงฌานมากกว่า หนักไปในเรื่องฌาน พอใช้วิปัสสนาญาณมากเข้าอารมณ์มันเบาลง มันต่างกัน

    พระโพธิสัตว์นี่ พระอรหันต์ไม่ยอมนั่งหน้านะถ้ารู้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์จริงๆ ถ้าอารมณ์เข้มปั๊บพระอรหันต์ไม่นั่งหน้า แม้พวกนั้นบวชหนึ่งวัน พระอรหันต์บวช ๑๐๐ วัน เขาไม่นั่งหน้าพระโพธิสัตว์ เขารู้ค่า

    คนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ต้องปฏิบัติเลยอรหันต์ พระสาวกปกติบำเพ็ญบารมี ๑ อสงไขยกับแสนกัปเท่านั้น พระพุทธเจ้าปัญญาธิกะ ๔ อสงไขยกับแสนกัป ถ้าจิตของเขาถึงปรมัตถบารมี เขาเลยอสงไขยสองอสงไขยมาแล้วต้องเป็นอสงไขยที่ ๔ จึงจะเป็นปรมัตถบารมี

    พระโพธิสัตว์เหมือนพวกเรียนวิชาครู เรียนมาเพื่อเป็นครู จะต้องเข้มแข็ง ถ้าไปโดนศรัทธาธิกะ ต้องหวด ๘ อสงไขย ถ้าวิริยาธิกะ ๑๖ อสงไขย


    ฉันนี่วิริยาธิกะ ทำงานทุกอย่าง สบายไม่มี สาวกภูมิก็พุ่งจริตอย่างเดียว แต่สาวกภูมิสำหรับพวกฉันนี่ เป็นวิริยาธิกะหมด พวกตามเป็นวิริยาธิกะ เฉพาะลูก ๘๐,๐๐๐ กว่าแล้ว พวกไม่คิด เป็นกองทัพใหญ่เลย ถ้ายกมารวมกันนี่หลายแสน กองทัพนะ ลูกฉันน่ะมีบ้าทุกคน ตีฉิบหายหมด บ้าเหมือนพ่อมัน

    เมื่อกี้นั่งคุยกับแม่ศรี อยู่พักหนึ่ง เขาทำภาพเก่าๆคือว่า คนนี้เขาต้องดึงภาพเก่ามาให้เห็นนะเพื่อเป็นการสั่งสอนแนะนำคน โยมท่านพูด บอก

    "เออ...ลูกคุณ ลูกกับพ่อก็เหมือนกัน แม่พ่อก็แบบเดียวกัน ลูกก็แบบพ่อกับแม่"

    เราก็ไม่รู้ว่าท่านพูดว่ายังไง แม่ศรีก็ทำตาม บอก

    "ดูซิ ลูกผู้หญิง ลูกผู้ชายมันบ้าเหมือนพ่อ มันบ้าเหมือนแม่หมด"

    พ่อแม่มันชอบรบใช่ไหม พ่อแม่คว้าดาบเข้าไป ลูกจะคว้าอีโต้ได้ไง ก็ไปตามเข้าป่าไป ก็รบกันแหลกมานาน พวกนี้จึงต้องใช้พวกวิริยาธิกะ นี่ต้องผ่านหนักทุกอย่างหมด ไม่มีอะไรเบา งานทุกอย่างเต็มไปด้วยความลำบาก

    พวกเราที่นั่งๆอยู่ที่นี่ทั้งหมด ท่านถึงพูดได้ว่าไปหมด เพราะกำลังเลย กำลังนี่เลยแล้ว แต่ว่าจุดใดจุดหนึ่งที่จะเข้าถึงมันยังขาดอยู่นิดเดียวเพราะอารมณ์ไม่ถึง ทุกอย่างมันเลยหมด มันเต็มหมด อย่างพวกเรานี่ขาดอันเดียว คือ ขาดอารมณ์ตัดสิน ทำไมจึงขาดอารมณ์ตัดสิน ขาดเพราะว่าอารมณ์เวลานั้นมันยังไม่ถึง เพราะที่ผ่านมานี่ การรบก็ดี การบริหารก็ดี มันมีกรรมบังอยู่หนุนอยู่ พอถึงจุดนั้นปั๊บตัด ๒ เดือนมันหลุดเลย ง่ายนิดเดียว ฉันรู้แล้วว่ามันง่าย

    พระโพธิสัตว์จริงๆ เวลานี้มีเกือบแสนที่เต็มอัตรา เต็มอย่างพระศรีอาริย์น่ะ เต็มคอยคิว นั่งยิ้มอยู่ชั้นดุสิต ปรารถนาพุทธภูมิ ยังไม่พบพระพุทธเจ้าพยากรณ์ ยังไม่ถือว่ามีคติแน่นอน ต้องพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์น่ะ มีคติแน่นอน ถ้าเป็นปัญญาธิกะ ต้องบำเพ็ญบารมีต่อไป ๔ อสงไขยกับแสนกัป ศรัทธาธิกะ ๘ อสงไขยกับแสนกัป วิริยาธิกะ ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป สบายมาก อยากเป็นไหมเป็นสาวกภูมิก็พอแล้ว รีบไปดีกว่า แต่อย่าไปขัดคอกันนะ ถ้าคนที่เขามีวิสัยพุทธภูมิอยู่ก็พูดกันไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

    ผู้ปรารถนาพุทธภูมิไม่มีความเป็นพระอริยะ มีแต่ฌานโลกีย์เพื่อคุ้มครอง จะเป็นพระพุทธเจ้าต้องพิสูจน์ทุกอย่าง ตั้งแต่อเวจีขึ้นมาต้องรู้หมด

    หมายความว่า ถ้าบารมียังต่ำขั้นฌานโลกีย์ ยังคุมไม่ถึงฌานขั้นต้น ฌานก็ไม่มั่นคง ยังมีโอกาสพลาดลงอบายภูมิ ถ้ามีบารมีเป็นอุปบารมี ก็ปลอดบ้างไม่ปลอดบ้าง ถ้าเป็นปรมัตถบารมีนี่ปลอดหมด กว่าจะเลื้อยแต่ละบารมีนี่ โอ้โฮ ฉันลองดูแล้ว

    [​IMG]

    สำหรับท่านที่บำเพ็ญตนปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ ต้องสร้างกำลังใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นการก้าวเข้าสู่ฐานะพุทธภูมิจะไม่มีผล การปรารถนาพุทธภูมิเป็นของดี แต่จะต้องทำความรู้สึกไว้เสมอว่า เราปฏิบัตินี้เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก เราต้องการซื้อสัตว์ขนสัตว์ที่มีความทุกข์ให้มีความสุข จิตจะต้องคิดอยู่เสมอว่า ทุกข์ของตนไม่มีความหมาย แต่ทุกข์ของชาวประชาทั้งหลายเป็นภาระของเรา เขาทำกำลังใจกันแบบนี้

    หมายความว่า เราจะทุกข์แค่ไหนนั้นมันเป็นเรื่องของเรา ไม่มีความสำคัญ จิตใจของเรานั้น เราคิดว่าเราจะพ้นทุกข์ได้ เพราะว่าเราช่วยเหลือความสุขแก่บรรดาประชาชนที่มีความทุกข์ ถ้าเราเปลื้องทุกข์เขาได้ เราก็เป็นคนหมดทุกข์ เราสร้างให้เขาเป็นคนมีความสุขได้เราก็เป็นคนมีความสุข จิตใจของพระโพธิสัตว์มีอารมณ์อย่างนี้ แต่ทว่าให้เป็นไปตามบารมี

    บารมีของพระโพธิสัตว์นั้น แม้จะเป็นการเริ่มต้นแห่งการปรารถนาพุทธภูมิ กำลังใจเต็มเปี่ยมด้วยเมตตาปรานี ก็จะมีบริษัทมาก จะมีบริวารมาก เป็นการฝึกกำลังใจของนักปฏิบัติเพื่อจะได้ซ้อมกำลังใจของเราว่ามีความหนักแน่นเพียงใด
    นักปรารถนาพุทธภูมิจะต้องมีทั้งขันติและโสรัจจะ ขันติ อดทนต่อความยากลำบากทุกประการ เพื่อความสุขของปวงชน โสรัจจะ แม้จะกระทบกระทั่งทำให้ใจตนไม่สบายเพียงใดก็ตาม ก็ทำหน้าแช่มชื้นไว้เสมอ นี่ก้าวแรกสำหรับพุทธภูมิ และกำลังใจอีกส่วนหนึ่งที่จะเว้นไม่ได้นั่นคือ พระนิพพาน จงอย่าคิดว่าถ้าจิตเราเกาะพระนิพพานแล้วความเป็นพุทธภูมิจะหายไป ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ต้องถือว่า เป็นผู้มีกำลังใจต่ำ ก้าวไม่ถึงก้าวสำคัญของพุทธภูมิ

    พุทธภูมิจะต้องมีความรู้สึกอยู่เสมอว่าเราเป็นผู้ที่ต้องการพระนิพพาน อารมณ์ใดที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงแนะนำในด้านวิปัสสนาญาณ ต้องเกาะให้ติด และมีกำลังจิตใช้ปัญญาพิจารณาไว้เสมอ

    เพื่อความสุขของจิต เพื่อปัญญาเลิศแล้ว ก็มีจิตตั้งไว้เสมอว่า ถ้าหากจิตของเราบริสุทธิ์ผุดผ่องเมื่อไหร่ เมื่อนั้นบารมีของเรานั้นไซร้ จะเข้าเต็มเปี่ยมในขั้น พุทธวิสัย ชื่อว่า การที่เราจะเข้าพระนิพพานคนเดียว เราไม่เข้าใจ มองไว้เข้าใจว่า บุคคลใดที่มีความทุกข์ในโลกที่ยังมีความฉลาดไม่พอ บุคคลนั้นเราเองจะเป็นผู้อุ้มเขาไปสู่แดนเอกันตบรมสุขคือพระนิพพาน

    อันนี้ เป็นกำลังใจของท่านที่ปรารถนาพระโพธิญาณ. . .

    พุทธภูมิมีจุดดึงมาก เพราะเกี่ยวกับครู มีหน้าที่ในการเป็นครู การที่จะเป็นครูเขานี่ จะต้องลำบาก ทุกอย่างจะต้องผ่านหมด พวกพุทธภูมินี่ถ้าไม่จบกรรมฐาน ๔๐ กอง ยังไม่ไปหรอก ต้องล่อกันมาเป็นแสนชาติเลย ไม่ใช่ชาติเดียวนะ ไม่ใช่ชาติสุดท้ายก็ได้ ๔๐ ไม่ใช่ ต้องว่ากันมาเป็นแสนชาติ สังเกตดูพระพุทธเจ้า ท่านได้อภิญญามาตลอด ท่านเหาะตลอด

    เมื่อสัก ๒ - ๓ เดือนที่ผ่านมา ฉันป่วยหนัก งานของฉันก็หนักขึ้นมา จะเร่งให้มันเสร็จ ค่าใช้จ่ายสูงมาก วันนั้นก็วิตกว่า ถ้าอาการอย่างนี้ก็ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ แต่ว่างานจะคั่งค้างหรือไม่มันไม่เกี่ยวกับเรา เราอยู่เราทำ ตายก็ตายไป หมดเรื่องหมดราว ก็ปรากฏว่าวันนั้นพระท่านมา ท่านเรียกประชุมพระโพธิสัตว์ทั้งหมด แล้วท่านก็บอกว่า พระโพธิสัตว์ทุกองค์ก็ขอให้ช่วย ก็เป็นอันว่าพระศรีอาริย์ท่านร่วมด้วย

    พระโพธิสัตว์มีเยอะนะ พระโพธิสัตว์จริงๆ เวลานี้มีเกือบแสนที่ยังติดแอ้เต็มอัตราอยู่เยอะแยะ เต็มอย่างพระศรีอาริย์น่ะ เต็มคอยคิด นั่งยิ้มอยู่ชั้นดุสิต วันที่ท่านเรียกประชุม พระโพธิสัตว์ไม่น้อยเลยนะ ขนาดเต็มที่แล้วนี่สวยจริงๆ แพรวพราวเป็นระยับ ทั้งเต็มและไม่เต็มท่านเรียกมาหมด ท่านบอก

    "ให้ช่วยกันนะ งานของฉันเอง"
    ทุกองค์ก็เลยรับ (ถ้าลูกหลานระลึกถึงและขอให้ท่านสงเคราะห์) ก็ทำได้เลย

    ที่มา: http://buddhapoom.com/index.php?topic=186.0
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กันยายน 2016
  3. กล่องไม้ขีดไฟ

    กล่องไม้ขีดไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    1,780
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,522
    ใครรู้ มั่งว่า อนิยตโพธิสัตว์ ชอบไปตกนรกบ่อย เพราะเหตุใด?...
     
  4. alkuwaiti

    alkuwaiti เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2013
    โพสต์:
    368
    ค่าพลัง:
    +1,253
    เป็นคำถามที่ไม่ควรถามเลย

    เหล่าสัตว์ทั้งมวลย่อมมีกรรมเป็นของตนและเสวยผลกรรมนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ปลูกพืชชนิดใด ย่อมได้พืชชนิดนั้น นี่เป็นคำสอนเรื่องกฎแห่งกรรมของพระพุทธศาสนาแบบพื้นๆเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่รู้เรื่องพื้นๆแบบนี้ก็คงยากที่จะทำความเข้าใจในเรื่องอื่นๆที่ยากขึ้นไปอีก

    พระโพธิสัตว์นั้น ตั้งแต่เริ่มแรกก็เหมือนแค่คนธรรมดามีบารมียังอ่อน ต่อเมื่อกาลเวลาผ่านไปการสั่งสมบารมีก็จะมากขึ้น บารมีนั้นก็เหมือนกำลังใจต่อการทำความดี ต่อต้านความชั่ว เราจะเห็นได้ว่าบางคนในสมัยพุทธกาลหรือในสมัยนี้ได้ทำความดีแบบโอเว่อร์ หรือความดีที่ยากที่คนอื่นจะทำตามได้ นั่นก็เพราะบารมีในส่วนนั้นของเขามีมากกว่าเรา เมื่อพระโพธิสัตว์ยังมีบารมีอ่อนก็ยังสามารถทำบาป ทำชั่วได้ เพราะกำลังใจยังพ่ายแพ้ต่อกิเลสมารอยู่ เมื่อทำบาปก็ต้องรับผลไปตามระเบียบของกฎแห่งกรรม

    มันก็แค่นั้นเอง มนุษย์มีกรรมเป็นที่พึ่ง เป็นแดนเกิด เป็นเผ่าพันธุ์ และรับผลกรรมเหล่านั้น ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อนหรือพิสดารหรอกครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...