พระมหากษัตริย์ไทยกับดาราศาสตร์

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย NoOTa, 5 สิงหาคม 2006.

  1. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    [​IMG]


    [​IMG]


    [​IMG]


    [​IMG]


    [​IMG]


    [​IMG]

    [​IMG]
     
  2. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD><CENTER>[​IMG]</CENTER>
    <DD>ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยย้อนอดีตไปได้ประมาณกว่า 300 ปี สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีคณะราชทูตจากฝรั่งเศส อัญเชิญพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาถวายแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปีพุทธศักราช 2228



    <DD>ในระหว่างปีพุทธศักราช 2228 - 2230 รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชคณะบาทหลวงเจชูอิตชาวฝรั่งเศส ได้มาเผยแพร่ดาราศาสตร์ไทยในประเทศไทย มีสิ่งก่อสร้าง เช่น หอดูดาววัดสันเปาโล เป็นหอดูดาวแห่งแรกในประเทศไทย



    <DD>นอกจากนี้ในวันที่ 30 เมษายน พุทธศักราช 2231สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่พาดผ่านแม่น้ำกฤษณะในประเทศอินเดีย พม่า จีน ไซบีเรีย ไปสิ้นสุดในทวีปอเมริกา สำหรับประเทศไทยเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนดังภาพเขียนโดยชาวฝรั่งเศส


    </DD></TD></TR><TR><TD><TABLE cellPadding=20><TBODY><TR><TD align=middle width="50%">[​IMG]
    สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงรับพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จากอัครราชฑูตฝรั่งเศสทูลเกล้าถวาย

    </TD><TD align=middle width="50%">[​IMG]
    ซากหอดูดาววัดสันเปาโล ที่จังหวัดลพบุรี หอดูดาวแห่งแรกในประเทศไทย

    </TD></TR><TR><TD colSpan=2>[​IMG]


    อาคารที่พัก โบสถ์ฝรั่ง และหอดูดาววัดสันเปาโล ณ เมืองละโว้ จังหวัดลพบุรี ตามแบบที่ชาวฝรั่งเศสวาดไว้

    </TD></TR><TR><TD colSpan=2>[​IMG]

    ภาพแกะไม้ของชาวฝรั่งเศส แสดงสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงกล้องทอดพระเนตรจันทรุปราคาเต็มดวงใน คืนวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2228 ร่วมกับคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ณ พระตำหนักทะเลชุบศร เมืองลพบุรี (ภาพนี้เป็นต้นแบบของตราสมาคมดาราศาสตร์ไทย)
    </TD></TR><TR><TD colSpan=2>[​IMG]


    ภาพเขียนโดยชาวฝรั่งเศส แสดงสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคา ในเวลาตอนเช้า ของวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2231 ณ พระที่นั่งเย็น ทะเลชุบศร เมืองลพบุรี

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>


    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 สิงหาคม 2006
  3. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD><CENTER>[​IMG]</CENTER>


    <DD>ในปี 2538 เป็นปีมหาปิติของพสกนิกรชาวไทยที่ ได้เริ่มเฉลิมฉลอง 50 ปีการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่พระองค์ครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามครบครึ่งศตวรรษพระองค์แรกของประเทศไทย พระองค์ทรงพัฒนาประเทศทุก ๆ ด้าน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานระยะยาวของชาวไทย ดังจะศึกษาได้จากโครงการพระราชดำริของพระองค์ ซึ่งมากกว่าพันโครงการ นับว่าเป็นบุญของประชากรชาวไทยในยุคปัจจุบัน ที่ได้มองเห็นการพัฒนาการต่างๆ ทัดเทียมกับอารยะประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับสุริยุปราคา มีความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกันมาดังจะ ศึกษาได้จากประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทย นับตั้งแต่รัชสมัยพระนารายณ์มหาราชทรงสังเกตสุริยุปราคาเต็มดวงที่ผ่านประเทศจีนเมื่อ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 ที่พระที่นั่งเย็น เมืองละโว้ และที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษา คำนวณ และพยากรณ์กาละเทศะของการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่ตำบลหว้ากอ เมืองประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ได้ข้อมูลถูกต้องแม่นยำกว่านักวิทยาศาสตร์นักดาราศาสตร์ชาวตะวันตกสมัยนั้น



    <DD>พระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ และสัมฤทธิผลทางดาราศาสตร์ของพระองค์ เป็นที่ประจักษ์แก่ชาติมหาอำนาจ เช่น อังกฤษและฝรั่งเศส เพราะวิชานี้ เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นสูงและทันสมัยที่สุดในยุคนั้น การที่จะมีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ได้นั้น จะต้องผ่านกระบวนการวิชาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มงวดและเข้มข้นหลายวิชา เช่น วิชาภาษาอังกฤษชนิดใช้งานได้ทั้งอ่านและเขียน วิชาคณิตศาสตร์ วิชาตรีโกณมิติทรงกลม วิชาพีชคณิต วิชาลอการิทึม วิชาภูมิศาสตร์ คัมภีร์สุริยยาตร์ คัมภีร์สารัมภ์ คัมภีร์เกตุมูลฐาน และคัมภีร์สุริยสิทธานตะ เพื่อเข้าสู่วิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่ กระบวนวิชาเหล่านี้ พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างยิ่งยวดส่วนใหญ่ด้วยพระองค์เอง จึงเป็นการเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียพระเกียรติยศเป็นอย่างสูง ถ้าหากการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสถานที่ที่พระองค์กำหนดที่ตำบลหว้ากอ เพื่อสังเกตสุริยุปราคาเต็มดวง ตามเวลาที่ทรงคำนวณไว้ผิดพลาดต่อหน้าเจ้าเมืองสิงคโปร์ และนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศส ดังที่ทราบมาภายหลังว่า โหรสมัยนั้นและเจ้านายชั้นสูงหลายพระองค์ไม่เชื่อว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงจริง ๆ จึงไม่เอาใจใส่และไม่ยอมพัฒนาวิชาการเข้าสู่สมัยใหม่ด้วย

    เอกสารอ้างอิง


    อารี สวัสดี (ที่ปรึกษาสมาคมดาราศาสตร์ไทย) สุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย 24 ตุลาคม 2538 ,สารสมาคมดาราศาสตร์ไทย ฉบับพิเศษ 2538
    <CENTER><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=20 border=0><TBODY><TR><TD align=middle width="50%">[​IMG] [​IMG]


    ดาวหางโดนาติและดาวหางเทบบุต สองดาวหางที่มาเยือนโลกในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]

    หนังสือดาราศาสตร์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


    ที่ทรงใช้ศึกษาวิชาดาราศาสตร์ด้วยพระองค์เอง



    </TD></TR><TR><TD>[​IMG]

    โต๊ะทรงคำนวณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นโต๊ะไม้สัก กว้าง 0.80 เมตร ยาว 0.90 เมตร สูง 0.75 เมตร 2 ลิ้นชักด้านบนของโต๊ะมีบานปิด พื้นบนบานปิดเป็นกระดานชนวน ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และปฎิทินปักคณา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคิดค้นวิธีคำนวนปัก เพื่อประโยชน์ในการกำหนดธรรมสวนะให้พระภิกษุสงฆ์ให้ถูกต้อง ตามคติของดวงจันทร์ ปัจจุบันยังใช้กันอยู่ในคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตินิกาย
    </TD></TR><TR><TD>[​IMG]

    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายร่วมกับคณะชาวต่างประเทศหน้าพลับพลาที่ประทับค่ายหลวง ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง 18 สิงหาคม 2411
    </TD></TR><TR><TD>[​IMG]

    เส้นทางคราสหว้ากอ ในปี พ.ศ. 2411







    .
    </TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>




    </DD></TD></TR></TBODY></TABLE>​
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 สิงหาคม 2006
  4. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD><CENTER>[​IMG]</CENTER>

    <DD>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางรากฐานวิชาดาราศาสตร์ด้วยการนำพระราชโอรส พระราชธิดา และข้าราชบริพาร ตามเสด็จไปหว้ากอในครั้งนั้น 7 ปีต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2418 ได้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระวโรกาส ให้คณะนักดาราศาสตร์อังกฤษเข้าเฝ้าและพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ให้ทางราชการช่วยเหลือเป็นอย่างดี คณะนักดาราศาสตร์อังกฤษตั้งสังเกตสุริยุปราคาเต็มคราสที่แหลมเจ้าลาย จังหวัดเพชรบุรี ครั้งนั้น เซอร์แฮรี่ ออด และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้ไปดูสุริยุปราคาด้วย สุริยุปราคาครั้งนั้นไม่มืดเท่ากับสุริยุปราคา 2411 แต่คอโรนาสว่างได้ดีกว่า สว่างเท่ากับแสงจันทร์วันเพ็ญ น้อยคนเห็นแสงเปลวพุ่งและคอโรนาอยู่ล้อมรอบดวงจันทร์เป็นรูปสม่ำเสมอดี น่าเสียดายที่นักดาราศาสตร์เหล่านี้ ไม่สามารถถ่ายภาพสุริยุปราคาเหล่านี้ได้ เว้นไว้เสียแต่ภาพวาดสุริยุปราคาเต็มดวงของ PRINCE TONG ที่ผู้รวบรวมไปพบภาพนี้เมื่อมีโอกาสไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเดนเวอร์ ปี 2537 อายุของมหาวิทยาลัยครบ 130 ปีและหอดูดาวแชมเบอร์ลินอายุครบ 100 ปี พอดีเช่นกัน


    <DD>จากการสืบค้นเอกสารประวัติศาสตร์ พอที่จะสรุปได้ว่า PRINCE TONG คือท่านทองในราว ปีเถาะ 3 พ.ศ. 2410 มีคำกลอนสังเกตพระอัชฌาศัยเจ้านาย เมื่อยังทรงพระเยาว์ พิเคราะห์ดูเหมือนจะแต่งเมื่อปลายรัชกาลที่ 4 เที่ยวรอบจุดโคม "ท่านทอง" พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ พระชันษา 12 ปี คือ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ต่อมา ท่านได้คำนวณการเกิดอุปราคาถวายสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ด้วยตำราโหราศาสตร์ยุโรป เจริญรอยตามพระยุคลบาททูลกระหม่อมรัชกาลที่ 4 เช่นเดียวกับ พระองค์เจ้าเทวัญอุทัยวงศ์ ต่อมาคือ สมเด็จเจ้าพระยาเทววงศ์วโรปการ ภาพสุริยุปราคาเต็มดวงในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ PRINCE TONG วาดนั้น จึงเป็นภาพเดียวที่มีอยู่ในตำราดาราศาสตร์ฝรั่งที่นำไปศึกษาเรื่องคอโรนาและพวยแก๊ส เอกสารสำคัญที่ผู้เขียนค้นพบในห้องสมุดมหาวิทยาลัยเดนเวอร์เกี่ยวกับดวงอาทิตย์mและสุริยุปราคาร่วมสมัยกับรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 มีจำนวนมาก การคำนวณสุริยุปราคาสมัยนั้น ยังใช้ตารางตำแหน่ง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ การใช้ล็อกการิทึมมีการคำนวณย้อนมาจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เฉพาะที่เห็นได้ที่อเมริกาเท่านั้น หากใครคำนวณเพื่อที่จะทราบว่าตำบลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อเมริกาแล้วจะต้องคำนวณเอง ดังเช่น การคำนวณของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และสมเด็จกรมเจ้าพระยาเทววงศ์วโรปการ กล่าวถึงนักดาราศาสตร์ต่างชาติในสมัยนั้น ทำการสังเกตสุริยุปราคาตามเส้นทางกึ่งกลางคราส ทิ้งช่วงห่างกันตามความสะดวกและเหมาะสม จากนั้น ก็จะนำผลการสังเกตมาทำการศึกษาร่วมกัน ในบางครั้งการเตรียมการอย่างเต็มที่ก่อนปรากฏการณ์ถึงหกเดือน ด้วยอุปกรณ์หนักหลายตัน ผลที่ได้หลายครั้งประสบความสำเร็จหลายครั้งประสบความล้มเหลว เพื่อการลดอัตราเสี่ยงต่อความล้มเหลว นักดาราศาสตร์จึงกระจายตัวไปยังตำบลต่าง ๆ บางครั้งไปยังประเทศต่าง ๆ บนเส้นทางกึ่งกลางคราส ดังเช่น สุริยุปราคาเต็มดวงรัชสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 9 เป็นต้น เมื่อ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 คณะนักดาราศาสตร์ตั้งสถานีสังเกตสุริยุปราคาโดยเยอรมัน ที่เมืองเอเคน (ประเทศเยเมน) ดัทช์ที่ซิลิบิส และฝรั่งเศสที่หว้าโทน เป็นต้น ในการนำเสนอบทความครั้งนี้ ผู้รวบรวมได้นำ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่ 18สิงหาคม พ.ศ. 2411 ในที่ต่าง ๆ หลากหลายความรู้ความสามารถ ประมวลมาเพื่อให้มองเห็นถึงการพัฒนาการทางดาราศาสตร์เมื่อ 127 ปีที่แล้ว เอกสารที่นำเสนออยู่ในชั้นเอกสารที่หาได้ยาก เพื่อบูชาครูถึงคราสครู คราสที่ปกป้องพื้นแผ่นดินไทยด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวทรงมีสัมฤทธิผลชั้นสูงสุดในสมัยนั้น คือ กระบวนการทฤษฎีและปฏิบัติทางดาราศาสตร์ เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำในอารยประเทศ เพื่อให้บทความนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงขอนำคราสที่ PRINCE TONG วาด พร้อมประวัติที่นักดาราศาสตร์ต่างชาติบันทึกไว้สั้น ๆ สมัยรัชกาลที่ 5 นำเสนอในครั้งนี้ด้วย
    เอกสารอ้างอิง
    อารี สวัสดี (ที่ปรึกษาสมาคมดาราศาสตร์ไทย) สุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย 24 ตุลาคม 2538 ,สารสมาคมดาราศาสตร์ไทย ฉบับพิเศษ 2538 <TABLE width="100%"><TBODY><TR><TD bgColor=white>
    <CENTER><TABLE cellPadding=20><TBODY><TR><TD align=middle>[​IMG]


    กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้นตระกูล "ทองใหญ่" ท่านได้คำนวนการเกิดสุริยุปราคาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    </TD></TR><TR><TD>[​IMG]

    ภาพวาดสุริยุปราคาเต็มดวงในสมัย ร.5 วันที่ 6 เมษายน 2418 พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ (เจ้าชายทอง) ทรงวาด
    </TD></TR><TR><TD>
    [​IMG]



    โครงสร้างคอโรนา ​

    </TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>




    </TD></TR></TBODY></TABLE>​


    </DD></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 สิงหาคม 2006
  5. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD><CENTER>[​IMG]</CENTER>


    <DD>ในรัชสมัยสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง วันที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2472 เวลา 12 นาฬิกา 37 นาที ณ ตำบลโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ได้มีภาพบันทึกไว้มากมายจำนวนกว่า 100 ภาพ มีนักดาราศาสตร์จากประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน ได้ขนเครื่องมือมาศึกษาวิจัยดวงอาทิตย์ และพระองค์ได้มีพระบรมราชโองการตั้งข้าราชการต้อนรับบุคคลเหล่านั้น นอกจากนี้ ยังเสด็จทอดพระเนตรอีกด้วย ดังภาพที่บันทึกไว้ <DD> <DD>
    <CENTER>[​IMG]

    พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินี เสด็จทอดพระเนตรค่ายนักดาราศาสตร์เยอรมัน ที่ตำบลโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2472
    </CENTER><DD><CENTER>
    [​IMG]
    </CENTER><DD><CENTER>
    </CENTER>
    <DD><CENTER>
    </CENTER>
    <DD><CENTER>สุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2472 เห็นที่ตำบลโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เมื่อเวลา12.37 นาฬิกา
    </CENTER>

    </DD></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 สิงหาคม 2006
  6. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD><CENTER>[​IMG]</CENTER>

    <DD>สุริยุปราคาครั้งสำคัญที่เห็นได้ในประเทศไทยครั้งล่าสุด ได้แก่ สุริยุปราคาเต็มดวง วันที่ 20 มิถุนายน พุทธศักราช 2498 เวลาที่เกิด 10 นาฬิกา 19 นาที นาน 6 นาที ตัวอย่างจังหวัดที่เห็นได้ เช่น กรุงเทพฯ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งนั้นมีนักดาราศาสตร์ต่างประเทศเดินทางมาประเทศไทย หนังสือพิมพ์สารเสรี พาดหัวข่าวหน้า 1 และในโอกาสนั้นสมเด็จพระราชชนนี พร้อมด้วยสมเด็จพระพี่นางฯ เสด็จทอดพระเนตรอาทิตย์ดับที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


    <DD>สุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2538 จะผ่านประเทศไทยหลายจังหวัด เริ่มต้นจาก จังหวัดตาก ผ่านกำแพงเพชร นครสวรรค์ ไปสิ้นสุดที่จังหวัดสระแก้ว รวม 11 จังหวัด 34 อำเภอ เวลาที่เกิดเริ่มต้น 10 นาฬิกา 42 นาที ที่อำเภอแม่ระมาดจังหวัดตาก
    <CENTER><TABLE cellPadding=20 width="80%"><TBODY><TR><TD align=middle>[​IMG]
    สมเด็จพระราชชนนีและสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา เสด็จไปปาฐกถาของศาสตราจารย์ สไมลี่ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับ "สัญฐานของจักรวาล" เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2498 ก่อนวันเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง 1 วัน
    </TD></TR><TR><TD align=middle>[​IMG]
    สุริยุปราคาเต็มดวง วันที่ 20 มิถุนายน 2498
    </TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER></DD></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  7. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD align=middle>[​IMG]</TD></TR><TR><TD><CENTER>[​IMG]</CENTER>

    <DD> <DD> <DD>สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงนำคณะอาจารย์และนักเรียน โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ไปศึกษาปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงในวันอังคารที่ 24 ตุลาคม 2538 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ วิทยาเขตสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งพระองค์ทรงศึกษาและเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เวลาประมาณ 9.23 น.และเสด็จกลับเวลาประมาณ 11.30 น. นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น และบังเกิดความปลาบปลื้มปิติแก่พสกนิกรโดยทั่วหน้า สมาคมดาราศาสตร์ไทย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และองค์กรต่าง ๆ ได้ตั้งฐานปฏิบัติการสังเกตพร้อมถวายคำบรรยาย


    <DD>การเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสรรพคราสสีคิ้วของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมีความสำคัญต่อวงการดาราศาสตร์ของประเทศอย่างยิ่ง ภาพประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ รวมทั้งภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงในวันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2538 นับเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อไปในอนาคตอีก 75 ปีข้างหน้านั่นคือวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2613 จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

    <CENTER><TABLE cellPadding=10><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=white>ภาพพระราชกรณียกิจ
    การเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ๒๔ ตุลาคม ๒๕๓๘

    [​IMG]

    นายอารี สวัสดี ที่ปรึกษาสมาคมดาราศาสตร์ไทย ถวายแว่นส่องดูสุริยุปราคาซึ่งทำจากฟิล์มมายลาร์(ภาพพระราชทาน)

    [​IMG]
    ป้ายรับเสด็จสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ตั้งอยู่หน้าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ วิทยาเขตสีคิ้ว
    [​IMG]
    แว่นส่องดูสุริยุปราคาทำจากฟิล์มมายลาร์ สมาคมดาราศาสตร์ไทยทูลเกล้าฯ ถวาย
    [​IMG]
    ทั้งสองพระองค์ทรงใช้แว่นส่องดูสุริยุปราคา เมื่อคราสเริ่มสัมผัสที่ ๑ ณ อาคารสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
    [​IMG]

    สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทอดพระเนตรดวงอาทิตย์ซึ่งถูกดวงจันทร์บดบังครึ่งดวง ด้วยกล้องโทรทรรศน์ส่วนพระองค์ผ่านแว่นกรองแสงโดยมี รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม อุปนายกสมาคมดาราศาสตร์ไทยถวายคำบรรยาย

    [​IMG]

    สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรดวงอาทิตย์ในขณะใกล้มืดมิดหมดดวง


    </TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>
    <HR width="60%">

    <DD>สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาต อัญเชิญภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ทางดาราศาสตร์ เพื่อเผยแพร่ในอินเทอร์เนต ทางโฮมเพจของสมาคมดาราศาสตร์ไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแก่สมาคมดาราศาสตร์ไทยอย่างยิ่ง

    </DD></TD></TR></TBODY></TABLE>



    ที่มา : สมาคมดาราศาสตร์ไทย
    http://thaiastro.nectec.or.th/royal/maink.html
     
  8. pong-sit

    pong-sit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +17,779
    สาธุครับ นี่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางดาราศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ไทย เราเป็นคนไทยก็น่าชื่นใจครับ ที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่เก่งในหลายเรื่องหลายด้าน น่าชื่นใจครับ
     
  9. mead

    mead เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 เมษายน 2005
    โพสต์:
    8,036
    ค่าพลัง:
    +62,363
    ปรากฎการณ์สุริยุปราคาที่ผ่านมา ดวงจันทร์มีขนาดปรากฎใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์จึงบังกันได้ลงตัวพอดี เมื่อวันก่อนผมได้ดูสารคดีวิทย์ฯ นักวิทยาศาสตร์กำลังพบว่าตอนนี้ดวงจันทร์กำลังถอยห่างจากโลกเราปีละ 3.8 ซ.ม.ทุกๆปี อนาคตจะเป็นยังไงหนอ แต่คงอีกนานมากครับที่จะมีผลกับการดูสุริยุปราคาที่จะเปลี่ยนไป
    ข่าวดาราศาสตร์*ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ดาวอังคาร มาอยู่ใกล้มากที่สุดอีกแล้วครับ. นอกจากฝนดาวตก..
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 สิงหาคม 2006
  10. แคท

    แคท เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2005
    โพสต์:
    616
    ค่าพลัง:
    +1,666
    ขอบคุณ ค่ะ ที่นำเสนอ
     
  11. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ไทยกับดาราศาสตร์ ยุคสุโขทัย กับ ศิลาจารึก
    ศิลาจารึก วัดป่ามะม่วง จังหวัดสุโขทัย เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จารึกถึงพระปรีชาสามารถ ด้านดาราศาสตร์ ของพญาลิไท ที่ทรงปรับปรุงแก้ไขศักราช จนสามารถประกอบเป็นปฏิทินสำเร็จ รูปได้ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงหลักที่ 4 ด้านที่ 2 บรรทักที่ 2-7 จารึกเป็นอักษรขอมแปลได้ว่า "โดย พราหมณ์ ดาบส สมเด็จ บพิตร ทรงประกาศ เพทศาสตรคม หลักความยุติธรรมทั้งหลายเป็นต้น โชยติศาสตร์ กล่าวคือ ดาราศาสตร์เป็นต้น คือ ปี เดือนสุริยคราส จันทรคราส พระองค์อาจรู้ซึ่งเศษ ทรงพระปรีชาโอลาริก ฝ่ายวันสิ้นเดือน 4 ที่ควรมา..หลังศักราช มีอธิกมาส พระองค์ก็ทรงแก้ไขให้ สะดวก ทรงตรวจสอบแล้ว อาจรู้ปีที่เป็นปกติมาสและอธิกมาส อธิกวาร นักษัตร โดยสังเขป และโดย ปฏิทินสำเร็จรูป

    ศิลาจารึกวัดป่าม่วง เป็นภาษาไทยสองหลัก เป็นภาษาบาลีหนึ่งหลัก
    จารึกภาษาไทยหลักที่ ๑ เรียกว่า จารึกหลักที่ ๕ ทำด้วยหินทราย หลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมทรงกระโจม หรือทรงยอ กว้างด้านละ ๒๘ เซนติเมตรสองด้าน กว้างด้านละ ๒๙ เซนติเมตรสองด้าน สูง ๑๑๕ เซนติเมตร พระยาโบราณราชธานินทร (พร เดชะคุปต์) พบที่วัดใหม่ (ปราสาททอง) อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๘ จารึกด้วยอักษรไทยสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๔ ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
    ข้อความที่จารึกบอกให้ทราบว่าบริเวณวัดป่ามะม่วง เป็นรมณียสถานที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงปลูกมะม่วงไว้เป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๔ ได้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช และเป็นพัทธสีมาที่ทรงผนวชของสมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช ก่อนถึงกาลทรงผนวชได้กล่าวถึงอดีตว่า เมื่อพรญาลือไท ผู้รู้พระไตรปิฎกขึ้นเสวยราชย์ ท้าวพระยาทั้งหลายอภิเษกขึ้นชื่อ ศรีสุริยพงศ์รามมหาราชาธิราช เสวยราชย์ชอบด้วยทศพิธราชธรรม ในปี พ.ศ.๑๙๐๔ ทรงอาราธนาพระมหาสามีสังฆราชลังกาวงศ์ จากนครพันมาจำพรรษา ณ กรุงสุโขทัย ทรงหล่อพระพุทธรูปด้วยเนื้อทองสำริดองค์ใหญ่ ประดิษฐานด้านตะวันออกองค์มหาธาตุเจดีย์กลางเมืองสุโขทัย เมื่อออกพรรษาแล้วทรงสมาทานทศศีลเป็นดาบศ... หน้าพระพุทธรูปทอง อันประดิษฐานไว้เหนือราชมณเฑียร อาราธนาพระมหาสามีพร้อมคณะสงฆ์ขึ้นสู่ราชมณเฑียร ทรงบรรพชาเป็นสามเณร แล้วเสด็จไปทรงผนวช ณ พัทธสีมาวัดป่ามะม่วงในที่สุด
    จารึกภาษาไทยหลักที่ ๒ เรียกว่า จารึกหลักที่ ๗ ทำด้วยหินทรายแปร หลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ ๒๘ เซนติเมตรสองด้าน กว้างด้านละ ๑๒.๕ เซนติเมตรสองด้าน สูง ๑๓๒ เซนติเมตร พระยารามราชภักดี (ใหญ่ ศรลัมพ์) ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พบที่วัดป่ามะม่วง เมืองเก่าสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘ จารึกด้วยอักษรไทยสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๔ ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
    จากรึกหลักนี้ชำรุดมาก ด้านที่หนึ่งกับด้านที่สามอ่านจับความไม่ได้ ด้านที่สองกับด้านที่สี่พออ่านได้บ้าง เป็นการจารึกเรื่องราวของการสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ในป่ามะม่วง เช่น กุฎี พิหาร สีมากระลาอุโบสถ และการทรงผนวชของสมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช
    จารึกภาษาเขมร เรียกว่า จารึกหลักที่ ๔ ทำด้วยหินแปร เป็นหลักสี่เหลี่ยมกระโจม หรือทรงยอ กว้าง ๓๐ เซนติเมตร สูง ๒๐๐ เซนติเมตร หนา ๒๙ เซนติเมตร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบที่โคกปราสาทร้างเมื่อคราวเสด็จถึงสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๖ จารึกด้วยอักษรไทย ภาษาเขมร เมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๔ ปัจจุบันอยู่ที่หอสมุดวชิรญาณ ภายในหอสมุดแห่งชาติพระนคร
    ข้อความในจารึกเป็นเรื่องราวคล้ายจารึกวัดป่ามะม่วงภาษาไทยหลักที่หนึ่ง คือ พระยาลิไทยทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสามีสังฆราช จากนครพันมาสุโขทัย เพื่อทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ในการทรงผนวชของพระองค์ และเล่าเรื่องพระยาลิไทย ยกพลจากศรีสัชนาลัยมายึดสุโขทัยขึ้นเสวยราชย์ตามสิทธิอันชอบธรรม
    จากรึกภาษาบาลี เรียกว่า จารึกหลักที่ ๖ ทำด้วยหินแปรรูปสี่เหลี่ยมทรงกระโจม หรือทรงยอ กว้างด้านละ ๓๓ เซนติเมตรสองด้าน กว้างด้านละ ๒๗ เซนติเมตรสองด้าน สูง ๑๓๐ เซนติเมตร จารึกด้วยอักษรขอมสุโขทัย ภาษาบาลีเมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๔ พระยารามราชภักดี (ใหญ่ ศรลัมพ์) ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พบที่วัดป่ามะม่วง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๑ ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
    ข้อความที่จารึกเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสามีสังฆราช พระอุปัชฌาย์ของพระมหาธรรมราชาลิไทย มีข้อความสรรเสริญพระมหาธรรมราชา ที่ทรงผนวชด้วยพระราชศรัทธาอย่างแรงกล้า ในพระพุทธศาสนา


    ศิลาจารึกวัดศรีชุม เรียกว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๒ ทำด้วยหินดินดานเป็นรูปใบเสมา กว้าง ๖๗ เซนติเมตร สูง ๒๗๕ เซนติเมตร หนา ๘ เซนติเมตร ด้านที่หนึ่งจารึกอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย มี ๑๐๗ บรรทัด ด้านที่สองมี ๙๕ บรรทัด มีอายุประมาณ ปี พ.ศ.๑๘๘๐ - ๑๙๑๐ นายพลโท พระยาสโมสรสรรพการ เมื่อครั้งเป็นที่หลวงสโมสรพลการ พบที่อุโมงค์วัดศรีชุม เมืองเก่าสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๐ ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
    สาระสำคัญของจารึกหลักนี้ สมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลังกาทีปมหาสามี เป็นเจ้าได้ให้ศิษย์ของท่าน จารทำบอกเล่าให้เราให้ทราบเรื่องของคนไทยสมัยก่อนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ครองกรุงสุโขทัย ทรงเล่าไว้ว่า ท่านเกิดในนครสรลางสองแคว (พิษณุโลก) เป็นโอรสพระยาคำแหงพระราม เป็นหลานปู่พ่อขุนนาวนำถุม หรือพระยาศรีนาวนำถุม ซึ่งเสวยราชย์ในนครสองอัน อันหนึ่งชื่อ นครสุโขไท อีกอันหนึ่งชื่อ นครสรีเสชนาไล (ศรีสัชนาลัย) ภายหลังประทับอยู่ที่นครสุโขทัยแห่งเดียว ส่วนนครศรีสัชนาลัยนั้นทรงตั้งขุนยี่ คือ อุปราชปกครอง โอรสองค์โตชื่อ ขุนผาเมือง ให้ไปครองเมืองราด เมืองลุม เป็นราชบุตรเขยของผีฟ้าเจ้าเมืองศรีโสธรปุระ (พระเจ้าชัยวรมันที่แปด) และดำรงตำแหน่งยุวราชแห่งศรีโสธรปุระด้วย โอรสอีกองค์หนึ่งชื่อพระยาคำแหงพระราม (พระบิดาสมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธา ฯ) ให้ครองนครสรลวงสองแคว
    เมื่อสิ้นพ่อขุนนาวนำถุมแล้ว ขอมสบาดโขลนลำพง ยึดอำนาจการปกครอง พ่อขุนบางกลางหาว ซึ่งดำรงตำแหน่งขุนยี่ครองนครศรีสัชนาลัย จึงขึ้นไปเมืองบางยาง ได้รวบรวมพลร่วมกับพ่อขุนผาเมืองผู้เป็นสหาย โดยจัดทัพแยกกันเป็นสองทาง ขุนบางกลางหาวยกกำลังเข้ายึดศรีสัชนาลัยคืนได้แล้ว ก็นำกำลังมารวมกับกำลังของขุนผาเมืองที่เมืองบางขลัง แต่แต่งกลอุบายให้ขอมสบาดโขลนลำพงยกกำลังไปรบกับขุนบางกลางหาว แล้วขุนผาเมืองก็ยกกำลังเข้ายึดสุโขทัยได้ ขอมสบาดโขลนลำพงเสียรู้แตกกลับไป
    ขุนผาเมืองเชิญขุนบางกลางหาวเข้าเมืองสุโขทัย แล้วอภิเษกให้ครองเมืองสุโขทัย พร้อมทั้งให้นามเกียรติของตนที่ได้จากผีฟ้าเจ้าเมืองศรีโสธรปุระว่า ศรีอินทรบดินทราทิตย์ ขุนบางกลางหาวจึงมีพระนามว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
    สมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธา ฯ ได้เล่าเรื่องของท่านเองตั้งแต่เยาว์จนถึงหนุ่ม ได้ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระยาคำแหงพระรามผู้เป็นบิดา ครั้งสุดท้ายรบชนะขุนจัง แล้วมองเห็นความทุกข์ความไม่เที่ยงในโลกีย์วิสัย จึงสละสมบัติออกบวชแล้วเดินธุดงค์ไปเที่ยวทุกแห่ง เข้าไปสู่อินเดียตอนใต้ แล้วไปถึงลังกาทวีป พบเห็นมหิยังคณะมหาเจดีย์ที่ประดิษฐานพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า ปรักหักพังเกิดศรัทธา จึงได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ เมื่อพระองค์ได้กระทำสักการบูชาพระมหาธาตุเจดีย์ ก็เกิดปาฏิหาริย์เป็นที่ประจักษ์แก่พระองค์และชาวสิงหล พระองค์จึงได้รับการยกย่องเทิดทูนจากชาวสิงหล สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระศรีศรัทธา ฯ พระองค์ประทับอยู่ที่ลังกาเป็นเวลาพอสมควรแล้วจึงเดินทางกลับสุโขทัย และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพร้อมกิ่งพระศรีมหาโพธิมาด้วย เมื่อมาถึงสุโขทัยก็ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และกิ่งพระศรีมหาโพธิ ประดิษฐาน ณ นครสุโขทัย บางฉลัง ศรีสัชนาไลย เพื่อให้เป็นเมืองธรรมจึงได้ก่อพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ สร้างพิหารเจ้าอาวาส สร้างพระพุทธรูปอันงามพิจิตร
    ท่านได้ไปเที่ยวโปรดสัตว์ ไปพบพระมหาธาตุเจดีย์ปรักหักพังอยู่กึ่งกลางนครพระกริส จึงอธิษฐานบารมีจนพบแหล่งปูน ท่านได้นำมาก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ จากเดิมที่สูง ๙๕ วาไม้ เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วได้ความสูง ๑๐๒ วา พระมหาธาตุเจดีย์องค์นี้ขอมเรียกว่า พระธม ส่วนปูนที่เหลือท่านได้นำไปซ่อมแซมพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก

    ศิลาจารึกนครชุม เรียกว่า จารึกหลักที่ ๓ ทำด้วยหินทรายแป้งเป็นรูปใบเสมา กว้าง ๔๗ เซนติเมตร สูง ๑๙๓ เซนติเมตร หนา ๖ เซนติเมตร จารึกอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทยด้านที่หนึ่งมี ๗๘ บรรทัด ด้านที่สองมี ๕๘ บรรทัด สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๐ สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพบที่วัดบรมธาตุนครชุม เมืองกำแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๔ ปัจจุบันอยู่ที่หอสมุดวชิรญาณ กองหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพ ฯ
    สาระสำคัญของจารึกหลักนี้ บอกให้ทราบในเบื้องต้นว่า พระยาลือไทยโอรสพระยาเลอไทย พระนัดดาพระยารามราช เสวยราชที่เมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ประมาณปี พ.ศ.๑๘๙๐ เมื่อเสวยราชย์แล้ว ท้าวพระยาทั้งหลายแต่งกระยาดงวาย ของฝากหมากปลามาไหว้อันยัดยัญอภิเษก เป็นท้าวเป็นพระญา ชื่อ ศรีสุริยพงศ์มหาธรรมราชาธิราช ทรงได้พระบรมสารีริกธาตุพร้อมกิ่งพระศรีมหาโพธิ จากลังกาทวีปใน ปี พ.ศ.๑๙๐๐ จึงทรงนำไปประดิษฐานในเมืองนครชุม และทรงจารึกไว้ว่า "...ผิผู้ใดได้ไหว้นบกระทำบูชาพระศรีรัตนมหาธาตุ และพระศรีมหาโพธินี้ว่าไซร้ มีผลอานิสงส์พร่ำเสมอดังได้นบตนพระเป็นเจ้าบ้างแล..."
    พระมหาธรรมราชาลิไททรงเชื่อว่าพระพุทธศาสนา จะมีอายุดำรงอยู่ในโลกนี้ได้ห้าพันปี จึงทรงจารึกไว้ว่า "...ผิมีคนมาถามศาสนาพระเป็นเจ้ายังเท่าใดจักสิ้นอั้นให้แก่ว่าดังนี้ แต่ปีอันสถาปนาพระมหาธาตุนี้เมื่อหน้าได้สามพันเก้าสิบเก้าปีจึงจักสิ้นพระศาสนาพระเป็นเจ้า..." และยังได้ตรัสถึงสัทธรรมอันตรธานห้าประการ คือ ประมาณพระพุทธศาสนายุกาลได้ ๑๙๙๙ ปี พระไตรปิฎกจักหาย หาคนรู้แท้มิได้ มีคนรู้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น พระธรรมเทศนามหาชาติหาคนสวดมิได้ ชาดกมีต้นหาปลายมิได้ พระอภิธรรมนั้น พระปัฏฐานและพระยมกหายไปก่อน เมื่อพระพุทธศาสนายุกาลประมาณได้ ๒๙๙๙ ปี "...ฝูงภิกษุสงฆ์จำศีลคงสิกขาบทสี่อันยังมีสิกขาบทอันหนักหนาหามิได้เลย " เมื่อพระพุทธศาสนายุกาลประมาณได้ ๓๙๙๙ "...ฝูงชีจักทรงผ้าจีวรหามิได้เลย เท่ายังมีผ้าเหลืองน้อยหนึ่งเหน็บใบหู และรู้จักศาสนาพระเป็นเจ้าดายุ..." เมื่อพระพุทธศาสนายุกาลประมาณได้ ๔๙๙๙ ปี "...อันว่าจักรู้จักผ้าจีวรจักรู้จักสมณะน้อยหนึ่งหามิได้เลย..." เมื่อสิ้นอายุพระศาสนานั้นทรงพรรณาไว้ว่า
    "...เมื่อปีอันจักสิ้นศาสนา พระพุทธเป็นเจ้าที่สุดทั้งหลายอั้น ปีชวด เดือนหก บูรณมี วันเสาร์ วันไทยวันระรายสันวันไพสาขฤกษ์ เถิงเมื่อวันดังนั้น แต่พระธาตุทั้งหลายอันมีในแผ่นดินนี้ก็ดี ในเทพโลกก็ดี ในนาคโลกก็ดี เหาะไปในกลางหาว และไปประชุมกันในลังกาทวีป แล้วจักเหาะไปอยู่ในต้นพระศรีมหาโพธิ ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่สรรเพชญตญาณ เป็นพระพุทธแต่ก่อนอั้น จึงจักกาลไฟไหม้พระธาตุทั้งอั้นสิ้นแล เปลวไฟพลุ่งขึ้นคุงพรหมโลกศาสนาพระพุทธจักสิ้น ในวันดังกล่าวอั้นแล "

    Refer Link : http://www.sukhothai.go.th/hist/hist7.htm
     
  12. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับวิชาโหราศาสตร์
    ใน โบราณกาล มีศิลปศาสตร์หลายประการที่เป็นหัวข้อวิชาบังคับซึ่งพระมหากษัตริย์ในฐานะผู้ปกครอง ประเทศ และในฐานะจอมทัพจะต้องทรงศึกษาไว้ อาทิ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ศิลปะการต่อสู้โดยใช้ อาวุธในรูปแบบต่างๆยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้หลักวิชาตามตำราพิชัยสงครามซึ่งจะมีหัวข้อวิชาเกี่ยวกับ โหราศาสตร์อยู่ด้วยเพื่อใช้ในการคำนวณหาฤกษ์ที่สำคัญต่างๆ เช่น ฤกษ์เคลื่อนทัพฤกษ์ฤกษ์เข้าตี ข้าศึกเป็นต้นสำหรับวิชาโหราศาสตร์นี้พระมหากษัตริย์บางพระองค์ได้สนพระทัยศึกษาอย่างจริง จังแล้วนำมาประยุกต์ใช้งานด้วยพระองค์เองดังตัวอย่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งทรงได้รับการยกย่องกันในวงการโหรเมืองไทยว่า ทรงมีความรู้และเชี่ยวชาญใน วิชาการโหราศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง แต่บางพระองค์ก็เพียงแต่ศึกษาตามหน้าที่เป็นความรู้ ส่วนราย ละเอียดในทางปฏิบัตินั้นได้ทรงมอบให้แก่โหรหลวงซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางที่มีเกียรติท่านหนึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบ โหรหลวงบางท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นถึงพระยาโหราธิบดี

    ผมได้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับพระราชอัจฉริยภาพในด้านการสื่อสารของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณให้ประชาชนคนไทยได้รับทราบในวโรกาสที่สำคัญ โดยเฉพาะในวันเฉลิมพระชนมพรรษามาแล้วหลายตอนซึ่งดูจะครบถ้วนสมบูรณ์แล้วในด้าน การสื่อสาร ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่ ๖๙ จัดได้ว่า เป็นวโรกาสที่สำคัญยิ่งอีกวาระหนึ่ง เนื่องจากเป็นวันนี้ยังอยู่ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ๕๐ปีผมได้นั่งคิดนอนคิดมาตั้งแต่ต้นปีว่าจะยังมีพระปรีชาสามารถ ในวิชาการแขนงใดที่ผมได้เคยรับทราบมาหลงเหลืออยู่สมควรนำมาเผยแพร่อีกบ้างจนกระทั่ง ผมได้เปิดอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์จำหน่าย และได้พบว่าในภาพประกอบการเดินทางทางทะเลของพระมหาชนกนับตั้งแต่วันออกเดินทาง วันที่เรือพระที่นั่งถูกพายุในทะเลจนอับปางจนถึงวันที่นางมณีเมขลามาช่วย มีรูปดวงชะตาแสดง ที่ตั้งของดาวพระเคราะห์ต่างๆ ในวันเกิดเหตุไว้ทุกภาพ

    ผมในฐานะนักศึกษาวิชาโหราศาสตร์คนหนึ่งจึงอดไม่ได้ที่จะพิจารณาดูดวงชะตาเหล่านี้โดย เฉพาะในวันที่เกิด พายุรุนแรงขึ้นจนเป็นเหตุให้เรือพระที่นั่งของพระมหาชนกอับปางนั้น ดาว พระเคราะห์ต่างๆ สถิตอยู่ในราศีใดบ้างเพื่อประกอบการศึกษาค้นคว้าวิชาการนี้ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับอิทธิพลของดาวพระเคราะห์กับอุบัติภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เรียกว่า Mundane Astrology
    ในดวงชะตาที่อ้างถึงได้แสดงที่ตั้งของดาวพระเคราะห์ต่างๆ ไว้ดังนี้

    ดาวอาทิตย์สถิตในราศีเมษ
    ดาวจันทร์อยู่ในราศีมังกร
    ดาวอังคารสถิตราศีมีน
    ดาวพุธสถิตราศีเมษ
    ดาวพฤหัสบดีสถิตราศีตุลย์
    ดาวศุกร์สถิตราศีพฤษภ
    ดาวเสาร์สถิตราศีกุมภ์
    ดาวราหูสถิตราศีพิจิก
    ดาวเกตุสถิตราศีเมษ
    ดาวมฤตยูสถิตราศีมังกร
    ดาวเน็ปจูนสถิตราศีธนู
    ดาวพลูโตสถิตราศีพิจิก
    (ภาพประกอบที่ ๑ ดวงชะตาวันเรือพระมหาชนกอับปาง)

    ในบทพระราชนิพนธ์ได้ทรงระบุวันเดือนที่เกิดเหตุไว้ประกอบดวงชะตาว่า เป็นวันที่ ๒ พฤษภาคม ส่วนปีและเวลาที่เกิดเหตุมิได้ทรงระบุไว้เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนพุทธกาล ส่วนวันที่นางมณีเมขลามาช่วยนั้นเป็นวันที่ ๙ พฤษภาคม หลังจากวันที่พระมหาชนกได้ทรงพระวิริยะ ว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรมาแล้วเป็นเวลา ๗ วัน

    ท่าน B.V. Raman โหราจารย์อินเดียที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งได้กล่าวถึงอิทธิพลของดวงดาวที่มี ต่อสภาพดินฟ้าอากาศไว้หลายประการ ซึ่งผมขอประมวลมาเพียงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ วาตะภัยดังนี้

    "_____South-west winds do result when Jupiter is in Aquarius_____. North-west monsoon winds are ruled by Saturn and South-west by Jupiter. When they are in airy signs the direction of the wind is easily ascertained._____. The air is essentially ruled by the planet which is applying to the Moon after its conjunction, opposition or square with the Sun._____" (PLANETARY INFLUENCES ON HUMAN AFFAIRS by B.V. Raman)

    เมื่อแปลเป็นไทยจะได้สาระสำคัญสรุปได้ว่า ดาวพระเคราะห์ที่มีอิทธิพลแก่ลมพายุทั้งความ รุนแรง และทิศทางได้แก่ดาวเสาร์จะแสดงผลต่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ และดาวพฤหัสบดี จะส่งผลต่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทั้งนี้จะส่งผลได้เด่นชัดมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อดาว พระเคราะห์ทั้งสองสถิตในราศีมิถุน ราศีตุลย์ และราศีกุมภ์ซึ่งล้วนแต่เป็นราศีธาตุลม และทำ ทำมุมสัมพันธ์เป็นกับดาวจันทร์ ดาวอาทิตย์คือ ๐ องศา (ทับกัน) ๑๘๐ องศา (เล็งกัน) หรือ ๙๐ องศา

    เมื่อพิจารณาตามดวงชะตาในวันเกิดเหตุวาตะภัยที่ปรากฏอยู่ในบทพระราชนิพนธ์ฯ พายุ ที่เกิดมีลักษณะเป็นพายุโซนร้อน (Tropical Cyclone) เกิดขึ้นในวันที่ ๒ พฤษภาคม จนเป็นเหตุ ให้เรือพระที่นั่งของพระมหาชนกต้องอับปางแล้ว จะเห็นได้ว่า

    ดาวเสาร์สถิตราศีกุมภ์ซึ่งเป็นราศีธาตุลม ดาวพฤหัสบดีสถิตราศีตุลย์ซึ่งเป็นราศีธาตุลม เช่นกัน นอกจากนี้ดาวพฤหัสบดียังทำมุมเล็งกับดาวอาทิตย์ที่สถิตอยู่ในราศีเมษ และทำมุม ๙๐ องศากับดาวจันทร์ซึ่งสถิตในราศีมังกรตรงกับที่ท่านโหราจารย์ B.V. Raman ได้กล่าวไว้ อนึ่งเมื่อ พิจารณาตรงจุดที่เรือพระที่นั่งของพระมหาชนกอับปางนั้นอยู่ในบริเวณลองติจูด ๙๐ องศาเศษ ซึ่ง อยู่ในอาณาเขตต่อเนื่องระหว่างประเทศบังคลาเทศกับประเทศพม่า และตามตำรา Mundane Astrology ได้กำหนดให้ลัคนาของดวงเมืองประเทศพม่าไว้ในราศีตุลย์ พายุรุนแรงที่เกิดขึ้นในวัน วันนั้นจึงเกิดจากอิทธิพลของดาวพฤหัสบดีที่ทำมุมเล็งกับดาวอาทิตย์ และทำมุม ๙๐ องศากับดาว จันทร์ เท่านั้นดูจะยังไม่เพียงพอหากไม่ได้พิจารณาถึงจุดที่ตั้งของดาวมฤตยูซึ่งทางโหราศาสตร์ถือว่า เป็นเจ้าการของอุบัติเหตุด้วย ดาวมฤตยูในวันที่เกิดเหตุนี้ปรากฏว่า สถิตอยู่ในราศีมังกรราศีเดียวกับ ดาวจันทร์จึงทำมุม ๙๐ องศากับดาวพฤหัสบดีช่วยส่งอิทธิพลในทางทุกข์โทษให้แก่ดาวพฤหัสบดีอีก ส่วนหนึ่ง อุบัติภัยอันเกิดจากลมพายุหรือวาตะภัยจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ จุดที่ตั้งของดาวพลูโตซึ่งระบุไว้ในดวงชะตาวันเกิดเหตุ นั้นได้สถิตอยู่ร่วมกับราหูซึ่งเป็นจุดตัดของวงโคจรของดาวอาทิตย์ดับดาวจันทร์ทางเหนือในราศีพิจิก ซึ่งเป็นราศีธาตุน้ำ ดาวพลูโตมีความหมายในตัวว่า "เรืออับปาง" ดังนั้นเมื่อสถิตร่วมกับราหูซึ่งเป็นที่ ยอมรับกันทั่วไปในวงการโหรว่า หากเข้ามาประชิดในเชิงมุมกับดาวอาทิตย์และดาวจันทร์ในวันข้าง ขึ้นหรือข้างแรม ๑๕ ค่ำแล้วจะเกิดเป็นคราสหรือเงาดำที่มีอิทธิพลส่งผลเป็นทุกข์โทษแก่เจ้าชะตาได้ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงอาจจะเป็นไปได้เหมือนกันว่า ก่อนหรือหลังวันที่เกิดเหตุไม่นานได้เกิด คราสขึ้น และเงาดำที่เกิดจากคราสหรือราหูได้ครอบคลุมมาถึงอาณาบริเวณที่ใกล้เคียงกับจุดที่ตั้ง ของดาวพลูโตจึงส่งผลให้เกิดการอับปางของเรือขึ้น

    ผมเองได้ปฏิบัติหน้าที่สนองพระเดชพระคุณโดยใกล้ชิด และได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเป็นการ ส่วนพระองค์มากมายหลายครั้ง พระองค์ท่านได้ทรงทราบว่า ผมมีความสนใจศึกษาวิชาโหราศาสตร์ อยู่จึงได้รับสั่งสอบถามผมเกี่ยวกับวิชาโหราศาสตร์ดวงดาวในบางโอกาส นอกจากนี้ ผมยังได้ทราบว่า พระองค์ท่านยังได้มีพระราชกระแสสอบถามเกี่ยวกับเรื่องโหราศาสตร์จากข้าราชบริพารอีกหลายท่าน อาทิ ท่านอาจารย์ภาวาส บุนนาค อดีตรองราชเลขาธิการ (ถึงแก่กรรมแล้ว) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ประสบ การณ์ในวิชาการโหราศาสตร์มากท่านหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง และผมเองไม่มีโอกาสทราบเลยว่า พระองค์ ท่านได้ทรงศึกษาวิชาการนี้มาจากที่ใดมากน้อยเพียงใด แต่เมื่อผมได้สังเกตพระราชกระแสเกี่ยวกับ กับเรื่องนี้มาโดยตลอดแล้ว ผมมีความเข้าใจเอาเองว่า พระองค์ท่านจะต้องทรงมีความรู้ทางวิชาการ โหราศาสตร์ไม่น้อยและเมื่อผมได้มีโอกาสวิเคราะห์ดวงชะตาต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง ของพระมหาชนกดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ผมมีความมั่นใจยิ่งขึ้นว่า นอกเหนือจากพระปรีชา สามารถในวิชาการรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การสื่อสารโทรคมนาคม การจัดการจราจร การชลประทาน การอุตินิยมวิทยา การดนตรี การกีฬา ฯลฯ แล้วพระองค์ท่านยัง ทรงมีพระปรีชาสามารถในวิชาการโหราศาสตร์อีกแขนงหนึ่งด้วยเพราะจุดที่ตั้งของดาวพระเคราะห์ ต่างๆ ที่พระองค์ท่านได้แสดงไว้ในดวงชะตาของวันที่มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการเดินทางของพระมหา ชนกที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" นั้นมีที่มาจากรากฐานความเป็นไปได้ ซึ่งสามารถพิสูจน์ยืนยันด้วยหลักวิชาโหราศาสตร์ดวงดาวได้อย่างจริงๆ และเป็นสิ่งที่พสกนิกรคน ไทยควรภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะทรงมีพระปรีชาสามารถในวิชาการโหราศาสตร์มากน้อย เพียงใดผมก็เชื่อว่าพระองค์ท่านจะใช้วิชาการแขนงนี้เป็นเพียงส่วนประกอบพระราชวิจารณญาณใน พระราชกรณียกิจบางเรื่องบางประเด็นเช่นเดียวกับบุรพพระมหากษัตราธิราชเท่านั้นเนื่องจากพระองค์ ท่านได้ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสเข้าพระทัยในแก่นแท้ของพระธรรมคำสั่งสอนขององค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้งแท้จริง และทรงถือปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดอยู่แล้วตลอดเวลา

    ประชาชนคนไทยนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีโชคดีที่พระมหากษัตราธิราชซึ่งทรงไว้ซึ่งทศพิธ ราชธรรม ทรงมีประปรีชาสามารถ ทรงมีพระราชอัจฉริยภาพสูงส่ง และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ แก่พวกเราเหลือคณานับ ดังนั้นในวโรกาสที่สำคัญยิ่งที่วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ท่าน ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่พวกเราชาวไทยทุกคนจะได้ร่วม กันตั้งจิตอธิษฐานถวายพระพรให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานตลอดไป

    Refer Link : http://www.dabos.or.th/totalH.htm
     

แชร์หน้านี้

Loading...