พระศรีอริยเมตไตรย์สัมมาสัมพุทธเจ้า

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย After you, 9 กันยายน 2010.

  1. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    สำหรับเรื่องราวของพระศรีอริยเมตไตรย์...พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้
    <div class="MsoNormal" align="justify"><dive>...:cool: </dive></div>
     
  2. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    ถ้าใครที่เคยได้ยินหรือได้ฟังเรื่องราวของพระองค์มาก่อนหน้านี้ ก็คงพอจะทราบกันมาบ้างแล้วว่า พระองค์ คือ บุคคลที่จะมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป และยังถือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้อีกด้วย ซึ่งเรื่องราวของพระศรีอริยเมตไตรย์ รวมถึงเรื่องราวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในแต่ละพระองค์นั้น ถือเป็นเรื่องราวที่พวกเราชาวพุทธทุกๆคนควรจะรู้ และจำเป็นต้องรู้ เพื่อที่เราจะได้นำเอาเรื่องราวการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ มาเป็น ทิฏฐานุคติ หรือเอามาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของพวกเราชาวพุทธรวม ถึงชาวโลกทุกคนด้วย
    <div class="MsoNormal" align="justify"> <dive> เรื่องราวทั้งหมดที่นำมากล่าวนี้ มีบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นเนื้อความจากพระไตรปิฎก, อรรถกถา และในพระคัมภีร์ </dive></div>
     
  3. ๛อาภากร๛

    ๛อาภากร๛ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    898
    ค่าพลัง:
    +3,580
    เรื่องราวของพระศรีอาริย์ในพระไตรปิฏกมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับเรื่องราวของธรรมมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง84000 พระธรรมขันธ์
    และพระศรีอารย์ก็จะไม่แสดงธรรมที่เกินกว่า84000 พระธรรมขันธ์เช่นกัน ความแตกต่างทางธรรมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่มี แตกต่างแต่กาล เวลา สถานที่ และชื่อ

    ข้าพเจ้าเชื่อว่าความเชื่อและฝักใฝ่ถึงยุคพระศรีอาริย์จึงยังเป็นคติความเชื่อกึ่งๆเทวนิยมหรืออาจะจะเป็นเทวนิยมอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อหรือความจริงที่จะเกิดมีในอนาคตก็ตาม
    ไม่ว่าจะเป็น ธรรมนิยม หรือเทวนิยม ก็ก่อให้เกิดแรงใจในการประพฤติดี ทําดี

    ก็ขอให้ท่านที่ปรารถนายุคพระศรีอารย์ในยุคนั้น พึงตั้งจิตอธิษฐานให้มีโอกาสได้สดับฟังพระสัมธรรมและสําเร็จมรรคผล ต่อพระพักพระศรีอาริย์ด้วยกันถ้วนหน้าทุกผู้ทุกคนด้วยเทอญ อย่าเผลอไปเกิดปลายยุคหล่ะ
     
  4. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    พระมหาบุรุษ

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมีลักษณะมหาบุรุษเหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงขนาด ตามกำลังแห่งพระบารมีที่พระองค์ทรงสั่งสมมา ตั้งแต่พระปัญญาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีมายาวนาน 20-อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป พระสัทธาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีมายาวนาน 40-อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป และ พระวิริยาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีมายาวนาน 80-อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป </DIVE />

    <DIV class=MsoNormal align=justify><DIVE /> พระศรีอริยเมตไตรย์ ท่านเป็นพระวิริยาธิกพุทธเจ้า ซึ่งใช้เวลาในการสร้างบารมีมากกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ถึงสี่เท่า เพราะฉะนั้น จะเหมือนกันแค่ลักษณะมหาบุรุษ พระฉัพพรรณรังสีที่เปล่งตามปกติจะต่างกัน ความสว่างจากพระวรกายจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับกำลังบารมี การบังเกิดของท่านก็จะแตกต่างกัน แต่บรรลุธรรมเหมือนกัน ความรู้เดียวกัน คือ ความรู้ที่จะดับกิเลส หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ จะเหมือนกันไม่แตกต่างกัน อีกทั้งการเดินทางไปสู่อายตนนิพพานก็จะเหมือนกัน</DIV>
     
  5. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    ใครที่คิดว่าโลกแต่ละยุคเหมือนกัน คงต้องลองปรับใจ คิดใหม่...ดู

    ความแตกต่างกันอีกประหนึ่ง คือ โลกในยุคนี้กับโลกในยุคนั้น จะแตกต่างกันทั้ง อากาสโลก ขันธโลก และสัตวโลก กล่าวคือ ดิน อากาศ ฟ้า ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ จะแตกต่างกัน ความเป็นอยู่ของผู้คน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง จะแตกต่างกัน รวมไปถึงปัจจัยสี่ด้วย กระทั่ง รูปสมบัติ ลักษณะของร่างกายของมนุษย์ในยุคนี้กับมนุษย์ในยุคนั้นก็จะแตกต่างกันด้วย </DIVE />

    <DIV class=MsoNormal align=justify><DIVE /> พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ อยู่ในยุคปลายของกัปไขลง(...แหะๆเลยเหลือกันแค่ 75 ปี) แต่พระศรีอริยเมตไตรย์ อยู่ในยุคต้นของกัปไขลง คือ อายุของมนุษย์จากอสงไขยปี ลดลงมาเหลือ แปดหมื่นปี ซึ่งเป็นระดับที่กำลังพอดีที่พระองค์จะทรงบังเกิดขึ้น การสอนธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้ก็จะเข้าใจง่าย หากมนุษย์มีอายุมากกว่านั้น การที่จะพูดถึงความไม่เที่ยง การที่จะพูดถึงเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็จะเข้าใจได้ยาก </DIV>
     
  6. คนนะ

    คนนะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +221
    รอฟังครับ...................
     
  7. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    มนุษย์ที่มาเกิดในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา คือ ยุคปลายของกัปไขลงนี้ เป็นประเภทผู้ที่อุปมาเหมือนบุญเท่ากำปั้น บาปเท่ากระบุง กล่าวคือ บุญน้อยบาปเยอะ แต่มนุษย์ที่มาเกิดในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย์ คือ ยุคต้นของกัปไขลง จะเป็นผู้ที่อุปมาเหมือนบุญเท่ากระบุง บาปเท่ากำปั้น จะกลับตาลปัตรกัน เพราะฉะนั้น ในเวลาที่บุญ-บาป ปรุงแต่งส่งผล ในแต่ละยุคจึงแตกต่างกัน

    การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้น ถือเป็นการยากอย่างยิ่ง ถ้าจะให้อุปมา...ก็ดั่งกับการงมเข็มในมหาสมุทร กว่าจะพบเจอเข็มที่เล็กแสนเล็กในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ได้นั้น ช่างยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...กลับยากแสนยากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก

    สาเหตุที่ยากแสนยากขนาดนี้ เพราะผู้ที่จะมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีกำลังใจเปี่ยมล้นเหลือคณา มีความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบประดุจบุคคลผู้มีใจที่จะเดินก้าวข้ามห้องที่มีขนาดใหญ่เท่ากับจักรวาล หนทางข้างหน้าล้วนเต็มไปด้วยถ่านเพลิงอันร้อนแรง ผู้ใดมีใจที่จะก้าวข้ามไปถึงสุดห้องให้ได้โดยไม่หวั่นเกรงต่ออุปสรรคขวากหนามอันใด ผู้นั้นย่อมสามารถเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้...(บางคนอาจคิดว่ามันนานมากใครจะสามารถทนได้นานขนาดนั้น..แต่เราคิดว่าสำหรับคนที่มีความตั้งใจสูง มุ่งมั่นทำอะไรแล้ว มันจะตั้งใจ ติดอยู่ในใจ เหมือนเวลาเรารักใคร หน้าเขาจะติดอยู่ในใจ นึกถึงตลอด ไรงี้ ฮี่ๆ พอตั้งใจมากๆ มันจะกลายเป็นนิสัย ข้ามภพข้ามชาติ นะฮะ)
     
  8. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    พระพุทธเจ้าห้าพระองค์

    เพราะเหตุแห่งความยากแสนยาก ในการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีมากถึงเพียงนี้ โลกแต่ละยุคแต่ละสมัยที่ผ่านไปยุคแล้วยุคเล่า จนกองกระดูกของสรรพสัตว์ทั้งหลายสูงท่วมเป็นภูเขา ก็ยากที่จะมีผู้ใดได้เกิดมาพบเจอกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ในแต่ละกัปจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไม่เกินห้าพระองค์ บางกัปก็ไม่มี บางกัปก็มีเพียงพระองค์เดียว)

    <DIV class=MsoNormal align=justify><DIVE /> นอกจากนั้น ในช่วงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ทุกๆพระองค์จะต้องบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวด ชนิดที่เรียกว่าทรงยอมสละทรัพย์ สละอวัยวะ สละเลือดและเนื้อ รวมถึงสละชีวิตเป็นเดิมพัน ในการสร้างบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งจิตใจมีความมุ่งมั่น และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างไม่ถอยหลังกลับ :cool:</DIV>
     
  9. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    ...ก็กว่าจะได้เป็นมันยากเย็นขนาดนั้น คิดดูว่ามันจะมีคนที่ตั้งปรารถนาจะเป็นสักกี่คน
     
  10. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    บารมีสิบทัศ ... ทำไมต้องเริ่มต้นที่ "ทาน"

    เมื่อพระโพธิสัตว์พระองค์ใดสร้างบารมีจนมีความมุ่งมั่น และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างไม่ถอยหลังกลับแล้ว พระโพธิสัตว์พระองค์นั้นจะต้องลงมาบังเกิดร่วมยุคสมัยกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเสียก่อน จากนั้นจะต้องได้มีโอกาสถวายมหาทาน และตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในยุคนั้น

    เมื่อได้ถวายมหาทานและตั้งความปรารถนาแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในยุคสมัยนั้น ก็จะทรงสอดข่ายพระญาณเพื่อตรวจดู ด้วยอนาคตังสญาณ ครั้นทรงพิจารณาเห็นว่า “ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า บุคคลผู้นี้จะได้มาตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง อย่างแน่นอน”_พระองค์ก็จะทรงพยากรณ์ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งตรัสบอกถึง พระนาม พระโคตร พระพุทธบิดา พระพุทธมารดา อัครสาวก-สาวิกา โพธิบัลลังก์ และระยะเวลาที่จะได้มาตรัสรู้ เป็นต้น เพื่อจะได้เป็นเครื่องยืนยันในการตรัสรู้ธรรมในอนาคต และเป็นเสมือนการให้กำลังใจในการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นต่อไป:boo:
     
  11. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    ...สุเมธดาบส

    แม้พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรา ก่อนที่พระองค์จะมาตรัสรู้ พระองค์ก็ทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ มาแล้วถึง 24-พระองค์

    ซึ่งจะขอยกตัวอย่างในบางช่วงที่พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สักสามพระองค์ ดังนี้

    (๑) ในพระชาติที่พระองค์ ได้ไปบังเกิดเป็นสุเมธดาบส และได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องก็มีอยู่ว่า...:cool:
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • loard-budha.jpg
      loard-budha.jpg
      ขนาดไฟล์:
      318.2 KB
      เปิดดู:
      73
  12. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    พอก่อนละกัน ฮะ เรื่องสุเมธดาบส คิดว่าคงหาอ่านได้ตามเวบนะฮะ
     
  13. Army56

    Army56 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,098
    ค่าพลัง:
    +1,862
    ผมสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง

    คือเรื่องของอายุ

    จะว่ามันเว่อไปก็ได้ผมว่า เพราะธรรมดาของคนอินเดียเมื่อเขียนตำรับตำราออกมา

    มักจะยกให้เจ้าสำนักของตนเหนือกว่าผู้อื่นมาก

    แม้แต่เรื่องของอายุซึ่งทำไมช่างต่างกันมาก ในระหว่างพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์

    ทุกพระองค์คนมักจะมีอายุในระดับ หมื่นปี

    แต่พอมาถึงยุค พระสมณโคดมจึงต่ำต้อยนักเหลือเพียง ไม่เกินร้อยปี

    แม้ผมจะเคยได้ยินว่ามนุษย์ต่างดาวมีอายุ 800 ปี ก็ยังพอฟัง

    แต่ระดับหมื่นปี ผมยังไม่อยากฝังใจเชื่อ ตามหลัก กาลามสูตร

    ทั้งที่ พระสมณโคดม คิดว่า คนจะมองเห็นความไม่เที่ยงก็เมื่อคนมีอายุไม่เกิน 100 ปี

    แล้วพระพุทธเจ้า อีก 4 ท่านมีความเห็นอย่างไรจึงเลือกเกิดในยุคมนุษย์ที่มีอายุหมื่นปี

    หรือเกือบแสนปี
     
  14. Army56

    Army56 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,098
    ค่าพลัง:
    +1,862
    ทั้งนี้ด้วยความห่วงใย

    เพราะแน่นอนว่า พุทธประวัติ หรือพระสุตตันตปิฎก อาจจะการมีใส่ความคิดเห็นลงไป

    สิ่งเหล่านี้เองจะกลายเป็นดาบสองคมที่คนสมัยก่อนคาดไม่ถึงว่า

    จากความคิดเพื่อเพิ่มศรัทธา กลายเป็นหอกกลับมาทำลายความศรัทธาลงไปเมื่อความจริง

    ปรากฏ ทั้งที่ ต่างคนต่าง นำความคิดเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิยัดเยียดไปกับความจริงจาก

    พระโอษฐ์


    เหมือนกับบางศาสนา ที่ถูกทลายลงอย่างไม่เป็นท่า เพราะมิจฉาทิฏฐิของบรรดาผู้นำ

    ศาสนา ทั้งที่พระศาสดาไม่ได้กล่าวเช่นนั้นไว้เลย
     
  15. nattapong0925

    nattapong0925 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    174
    ค่าพลัง:
    +165
    อะไรคือจริง อะไรคือเท็จ หากไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง คงยากที่จะเชื่อ เราเชื่อในสิ่งที่เห็น...แม้กายเนื้อที่เราใช้อยู่ทุกวัน ยังร่วงโรยไปตามวัย หลวงปู่ดังๆหลายองค์ ที่เจริญภาวนาจนสำเร็จ แม้ตายไป ร่างยังไม่เน่าเปื่อย แต่ก้อยังไม่เห็นว่ามีใครอายุเกิน 200 ปีสักคน จะมีแค่ ชื่อเสียง ความดี เท่านั้นที่ยังคงอยู่จนถึงลูกถึงหลาน ถ้าวันนี้เราสลักบนแผ่นหินสักหนึ่งแผ่น ว่าเรามีอายุ 1,000 ปี จวบจนวันข้างหน้า ถ้ามีคนอยู่มาพบแผ่นหินนี้ ก้ออาจจะเข้าใจว่า ยังมีมนุษย์ที่มีอายุ 1,000 ปี มั๊ง...
     
  16. อศูนย์น้อย

    อศูนย์น้อย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    458
    ค่าพลัง:
    +495
    อะนะ เรื่องนี้ ก็กลับมาอีกครั้ง แล้วจะรู้กันไปทำมัย
    หวังน้ำบ่อหน้ากันทำมัย ทั้งๆที่น้ำบ่อนี้ยังสะอาดใส
    ไม่มีเหือดแห้ง แล้วจะคิดไปไกลกันทำมัยหนอ
    ถ้าไห้ออกความเห็น ก็รู้ตามคำบอกเล่าของครูบาอาจาร
    หรือตามตำลาที่บันทึกเท่านั้นเอง บางเล่มก็แตกต่างกัน
    ชนิดที่ว่า คนละเรื่องเดียวกัน แต่ครายครึงกัน แม้แต่ตำรายังไม่
    แน่นอนเลย แล้วจะเอาอะรัยมาจริง อนุโมทนากับทุกท่านด้วยครับ สาธุ
     
  17. Sriaraya5

    Sriaraya5 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +12,852
    สิ่งที่แน่นอนคือความไม่แน่นอน

    สิ่งที่รู้ๆ เกิดเท่าไหร่ตายเกลี้ยง

    (k)ตั้งอยู่ ทรงอยู่ แตกดับ สลายไป

    ตามธรรมชาติ
     
  18. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68

    -(v_-)3 ขอบคุณฮะที่เข้ามาอ่านกัน

    เรื่องของอายุขัยที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง จนคนในยุคนี้/นั้นๆไม่สามารถ จิ้น ได้ผมคิดว่า สามารถอธิบายได้ฮะ

    คือสมัยพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่อายุเฉลี่ยมัน 100 ปีใช่ไหมฮะ แล้วคือผ่านมา 2550+ ปีนับจากตอนนั้น ซึ่งเราจะเห็นชัดเจนว่าในยุคของเราอากาศเอย... อาหารเอย... สภาพแวดล้อมเอย... ผู้คน แบบคนใจงามบรรยากาศมันก็ดีกว่าทุกวันนี้้ใช่ไหมฮะ

    เอาง่ายๆ ไปถามคนเฒ่า คนแก่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ เขายังบอกได้เลยว่ายุคพ่อตอนเด็กกับยุคนี้ คนมันใจหยาบลง อากาศ สภาพแวดล้อมมันก็แย่ลง อาหารการกินมันหา(ดีๆ)ยาก ไม่ต้องนับถึงพวกตัดต่อพันธุกรรมอะไรนะฮะ

    นี้ไง ที่มันต่างกัน ทำให้คนอายุเฉลี่ย ลงลง แม้ว่าเราจะมีเครื่องมือล้ำสมัยทางการแพทย์ที่จะยืดอายุผู้ป่วยได้นาน แต่ก็รู้ๆกันอยู่ว่ามันไม่ใช่ส่วนใหญ่ของโลกที่เข้าถึงควาเจริญนี้

    อายุขัยเฉลี่ยคนบนโลกเรามันเลยลดลง ถ้าคำนวณตามหลักก็ลดลง 1 ปีทุกๆ 100 ปีที่่ผ่านไปตามพุทธพยากรณ์ ตอนนี้มันก็เฉลี่ยอยู่ประมาณ 75 ปีฮะ
     
  19. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    สำหรับยุคที่ผู้มีบุญมาก...เท่านั้น

    ฮะ..และอีกเช่นกันกับ ยุคต้นกัป, ยุคที่คนอายุขัยเฉลีี่ยเยอะ(800ปี+) หรือ ยุคที่โลกของเรามีคนมีบุญมาเกิดมากๆ นั้นหมายถึงอะไร ?

    ก็หมายถึง ในยุคนั้นสภาพแวดล้อมมันยังไม่ถูก polluted หรือเป็นพิษมากอย่างที่เราเจอ คนที่มีน้ำจิตน้ำใจงาม ยังมีจำนวนมากอยู่

    และอีกเช่นกันฮะ ว่า "เด็ดดอกไม้ ยังสะเทือนถึงดวงดาว" การที่คนเรามีจิตใจดี มันก็ส่งผลถึง ความคิด คำพูด การกระทำ มันก้็จะดีด้วย สภาพแวดล้อมก็ดีตาม พอสภาพแวดล้อมดี คนก็มีความสุข มันก็ต่อเนื่องกันอยู่อยา่งนี้

    อย่างที่ว่า ยุคต้นกัป คนยังกิเลสเบาบางอยู่
    หรืออย่างมนุษย์ทวีป(โลก) อื่น ที่เขามีอายุเฉลี่ย700 ปี 800 ปี มันก็คือ ทวีป(โลก)ที่เขาไม่่ฆ่า ไม่ขโมย ไม่นอกใจ ไม่โกหก ฯลฯ กันเป็นปกติของเเขา
    คิดง่ายๆ คือ เขาไม่ฆ่าไม่แกงกัน ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ คนไม่ถูกฆ่า ก็ไม่ตายเร็ว อายุจะยืนยาว ก็ถือว่า สมเหตุสมผลได้ มิใช่หรือ ฮะ :cool:
     
  20. After you

    After you Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    ถ้าเราเป็นผู้นำ...เราก็จะทำแบบนี้เหมือนกัน

    :boo:สำหรับเรื่องอายุหมื่นปี ผมอยากถามท่านกลับไปฮะ ว่า...
    สมมติท่านคิดจะเป็นผู้นำหรือหัวหน้าหน่วยงานที่ท่านทำอยู่...
    โดยมีเงื่อนไขว่า

    กว่าท่านจะก้าวมาถึงจุดสูงสุด คือเป็นผู้นำ
    ท่านจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มากมาย
    ต้องทำงานมากกว่าผู้อื่นเป็นสองเท่า
    ทั้งอดทนต่อการถูกเมียบ่นว่าทำไมกลับดึก(นอกใจตูรึเปล่า)
    ต้องใช้เวลานอกฝึกตัวเอง ให้มีทักษาการทำงานที่เหนือกว่าที่เป้นอยู่
    ทั้งต้องมีวินัยเป็นตัวอย่างที่ดี แบบ High Profile
    แถมต้องทำผลงานให้ปรากฏ อีก

    โอ้ย...แค่คิดก็จิตตกแล้ว ใช่ไหมฮะ

    แต่คนที่ตั้งใจจะเป็นผู้เราซะอย่าง...
    กว่าจะมาถึงจุดนั้นได้ แน่นอนว่าเป้าหมายไม่เล็กน้อยแน่นอน
    แล้วทำไมล่ะฮะ

    ผู้นำจะำำไม่ตักตวงผลประโยชน์ให้สมกับสิ่งที่อุตส่าห์ทำมา
    ทำไมจะอยู่ในตำแหน่งแค่ 1-2 เดือนหรือแค่ไม่กี่ปี

    ฮะ...แน่นอนสำหรับคนที่อุตส่าฆ์ทำอะไรต่างๆ มามากมายขนาดนั้นแล้ว
    จะไม่เป็นผู้นำแค่ช่วงเวลาสั้นๆ หรือทำประโยชน์แค่เพียงเล็กน้อยหรอก

    เช่นเดียวกันฮะ ...ผมว่า ใครที่คิดจะเป็นผู้นำในการชวนคนมาทำความดี แล้วยังต้องผ่านอุปสรรคกับการสั่งสมแต้มความดีมากยาวนาน อย่างพระพุทธเจ้าแล้ว ก็คงไม่พาคนไปนิพพานแค่คน สองคน หรืออยู่เผยแผ่ศาสนาแค่ 4-5 ปีหรอกครับ

    ถ้าพะรองค์เลือกได้ก็คงเลือก พาคนไปนิพพานเป็นล้านๆ คนนดีกว่า
    อยู่นานๆ ให้คนเข้าถึงธรรมกันเยอะๆ ดีกว่า... ไม่ใช่หรือ:cool:
     

แชร์หน้านี้

Loading...