พระศรีอาริย์ : หลวงปู่สิม

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 9 พฤษภาคม 2012.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,549
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +147,535
    [​IMG]



    ที่ญาติโยมได้ฟังพระท่านสวดจบลงไปนั้น เป็นสูตรหนึ่งเรียกว่า มหาสมัยสูตร มหาสมัยสูตรนี้ได้บังเกิดขึ้นที่กรุงกบิลพัสดุ์ เมืองพระพุทธเจ้า เมืองพระพุทธเจ้านั้นพระองค์ได้เทศน์มหาสมัยสูตร มหาสมัยแปลว่าสมัยใหญ่ คือว่าเทพยดาพระยาอินทร์พระยาพรหมในโลกธาตุนี้แหละ อยู่ที่ไหนก็ตาม หากบันดลบันดาลให้มาประชุมแต่เป็นเทวดาไม่ใช่มนุษย์ เทวดาท่านไม่ง่วงเหงาหาวนอน พระพุทธเจ้าเทศน์ที่ไหนท่านก็ไปฟังเทศน์ได้ ไม่เหมือนคน แล้วก็ไม่ได้ไปเครื่องบิน ไม่ได้ไปรถยนต์รถไฟเหมือนชาวเราทั้งหลาย ไปด้วยฤทธิ์เทวดา ว่าจะไปที่ไหนก็ไปถึงได้ ในกรุงกบิลพัสดุ์เต็มไปด้วยเทวดาพระยาอินทร์พระยาพรหมพวกเทพทั้งหลาย เรียกว่าปลายเข็มก็มีเทวดาอยู่นั้น มากขนาดนั้นแหละ อันนี้เป็นความอัศจรรย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่ได้มาตรัสรู้ในโลก มีมหาสมัยอย่างนี้ครั้งเดียว บันดลบันดาลให้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๆ ที่มาตรัสได้เทศนาสอนมนุษย์ให้รู้เรื่อง ส่วนว่าพระอรหันตาขีณาสพจบพรหมจรรย์ในเวลานั้นก็ไม่มาก ๕๐๐ พระองค์ นั่งฟังธรรมพระพุทธเจ้าอยู่ ส่วนเทวดานั้นนับไม่ได้ หมายถึงว่าเทวดาจะอยู่ชั้นฟ้าชั้นพรหมที่ไหนท่านก็มารวมกันหมด จนกระทั่งในกลางมหาสมุทรก็มีเทวดานั่งฟังธรรมพระพุทธเจ้าอยู่ ในมหาสมุทรนั่งอย่างไรมีน้ำ เทวดาเพิ่นไม่ได้มีร่างกายเหมือนมนุษย์ จะอยู่ที่ไหนที่นั่นก็เป็นที่นั่งได้ทั้งนั้นไม่เหมือนคน คนเรียกว่าถ้าลงไปในน้ำก็กลัวจมน้ำตายเพราะว่าจมูกหายใจ เทวดาเพิ่นไม่มีจมูกหายใจเป็นกายทิพย์ คำว่ากายทิพย์นั้นไปไหนมาไหนอะไรต่อมิอะไรก็เป็นของทิพย์ทั้งนั้น ตลอดจนถึงอาหารการบริโภค กินก็กินของทิพย์ พอนึกว่าจะกินอะไรหนอ อะไรที่มันมีรสมีชาติเอร็ดอร่ิอยรำรำ พอนึกขึ้นมาอาหารชนิดนั้นก็มาถึงให้อิ่มเหมือนกับอาหารมนุษย์รับประทานนั่นแหละ อันนั้นของทิพย์ แต่คนในสมัยนี้เขาไม่เชื่อว่าเทวดามี ถ้าหากว่าเทวดามีจริงก็ให้หลวงพ่อเอาเทวดามาให้ข้าพเจ้าดูสิ แล้วพระก็ดีคนก็ดีจะไปเชื้อเชิญเทวดาให้มาเอารูปร่างกายให้เห็นนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าตามนุษย์นี้มองไม่เห็น ต้องเป็นตาเห็นธรรม ผู้ใดภาวนาจะเห็นได้ด้วยจิตใจของตัวเอง เทวดานั้นจะให้ผู้อื่นหามาให้ดูไม่ได้ทั้งนั้น ฉะนั้นเทวดา มนุษย์สมัยนี้เขาก็ปฏิเสธว่าไม่มี ไม่มีเหมือนมนุษย์เพราะไม่เห็น แต่เกิดมาก็ไม่เห็น เกิดซักร้อยครั้งพันครั้งก็ไม่เห็นแหละ ไม่ภาวนาพุทโธในใจ ถ้าภาวนาพุทโธในใจรวมจิตรวมใจลงไปจนจิตใจเป็นสมาธิภาวนาแล้ว เทวดาจะเห็นได้ด้วยจิตใจของตัวเอง นี่แหละวันนั้นเป็นวันมหัศจรรย์อันหนึ่งให้ชื่อว่ามหาสมัย สมัยที่ใหญ่ที่สุด เทวดาทั้งโลกธาตุมาประชุมกันได้ จะไม่ว่าใหญ่อย่างไร ก็เรียกว่าใหญ่เต็มที่นั่นแหละ ในท้องฟ้าอากาศจนถึงผืนแผ่นดินมหาสมุทรเต็มไปด้วยเทวดา ถ้าหากว่าพวกเราทั้งหลายได้เป็นได้ไปเกิดในเทวดา ก็จะได้เห็นได้ในเวลานั้น อันนี้เป็นความจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่ที่ได้มาตรัสรู้แล้ว โดยเฉพาะคือว่าในแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี้ท่านให้ชื่อว่าภัทรกัป

    ภัทรกัป คือว่าตั้งแต่แผ่นดินนี้เกิดขึ้นมาจนถึงแผ่นดินดับ จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้มาตรัสรู้ในโลก ๕ พระองค์ คือองค์ที่ ๑ พระพุทธเจ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากกุสันโธ มาตรัสเป็นองค์แรก เรียกว่าองค์ที่ ๑ องค์ที่ ๑ หรือองค์หนึ่งมาตรัสรู้ ก็โปรดพุทธบริษัทสอนญาติสอนโยมสอนทั้งเทวดาอินทร์พรหม จนถึงซึ่งนิพพานในจิตในใจก็ดับขันธ์เข้าสู่นฤพานตามเสด็จพระพุทธเจ้ากกุสันโธนั้น ต่อมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโกนาคมโน มาตรัสอีกพร้อมด้วยพระสาวก ก็ดับขันธ์เข้าสู่นฤพานไปเป็นองค์ที่ ๒ ต่อมาอีกก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสโปมาตรัสรู้ก็พาสาวกเข้าสู่นฤพานไป จนมาถึงองค์ปัจจุบันนี้เรียกว่าพระเจ้าโคดมโคตร พระองค์มาเกิดที่ประเทศอินเดีย ได้ตรัสรู้ที่โคนไม้โพธิ์ จังหวัดพุทธคยา พร้อมด้วยสาวกทั้งหลายไปสู่นิพพานแล้ว ตามตำนานกล่าวไว้ว่ายังเหลืออยู่พระศรีอริยะเมตตรัยโยโพธิสัตว์ ท่านกำลังบำเพ็ญทานรักษาศีลภาวนาอยู่เหมือนกับพวกเราทั้งหลายนี่แหละ แต่ไม่รู้ว่าท่านมาเกิดแล้วหรือยังในโลกนี้เดี๋ยวนี้

    แต่สมัยพระพุทธเจ้าของเรายังมีชีวิตจิตใจอยู่ครั้งนั้น นางโคตรมีน้องสาวแม่ของพระพุทธเจ้าตั้งจิตเจตนาจะถวายผ้าจีวรกับพระพุทธเจ้าของเรา แต่พระองค์ให้ถวายเป็นสังฆทาน คือว่าทานสงฆ์นั้นมีอานิสงฆ์มาก นางโคตรมีก็ไม่ได้ถวายพระพุทธเจ้า ก็ถวายพระอรหันตาขีณาสพที่นั่งเป็นแถวอยู่นั่นแหละ องค์ที่ ๑ ท่านก็ไม่รับ องค์ที่ ๒ ก็ไม่รับ ก็ถวายเรื่อยไป ผ้าไตรเดียวนั่นแหละถวายจนสุดท้าย ก็พอดี ๆ พระศรีอารย์โพธิสัตว์กำลังบำเพ็ญบารมีอยู่เป็นองค์สุดท้ายในแผ่นดินนี้ ก็นั่งสุดท้ายนั้นเองเรียกว่าพระอชิตะ พระหนุ่มน้อย พอถวายองค์นั้นท่านไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร สุดแล้วไม่มีองค์อื่นแล้ว พระศรีอารย์โพธิสัตว์แต่ว่ากำลังบวชเป็นพระภิกษุหนุ่มอยู่เหมือนกับพระสมัยนี้ ใกล้เข้าพรรษาก็บวช ๓ เดือน คล้าย ๆ อย่างนั้นแหละ ท่านก็รับผ้าไตรอันนั้นไว้ พอพระหนุ่มน้อยรับผ้าไตรแล้ว นางโคตรมีก็เสียใจว่าตั้งใจถวายพระพุทธเจ้าก็มาได้องค์สุดท้ายภายหลังหนอ ไม่พอใจ เมื่อเป็นเช่นนี้พระพุทธเจ้าก็แสดงอิทธิปาฏิหารย์ คือตรัสให้พระอานนท์เถระพุทธอุปัฏฐาก ให้ไปเอาบาตรเราตถาคตมาให้ ว่าอย่างนั้น พระอานนท์ก็ลุกจากที่ไปเอาบาตรพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงทุกเช้า ๆ นั่นแหละมาถวายพระพุทธเจ้า เมื่อมาถวายพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็แสดงฤทธิ์อิทธิปาฏิหาริย์ ให้บาตรพระองค์นั้นลอยจากพระหัตถ์ของพระองค์ไปสู่อากาศ เข้าไปโน้นละก้อนเมฆดำ ๆ ก่อนฝนตกลงมาไม่รู้ว่าไปที่ไหน ตาคนเราตาพระสงฆ์ก็เห็นว่าลอยเข้าไปในก้อนเมฆในท้องฟ้า จนสุดสายตาก็หายไปในท้องฟ้าโน้นแหละ ทีนี้พระองค์ก็ตรัสสั่งให้พระสาวกทั้งหลาย นับตั้งแต่องค์ที่ ๑ ที่ ๒ ลงไปให้ไปตามเอาบาตรของพระองค์มาให้ได้ ไปไหน นับตั้งแต่พระโมคคัลลาน์ดำดินบินบนไปได้ทุกอย่าง ก็เหาะขึ้นไปในอากาศมุ่งหวังจะไปตามเอาบาตรพระพุทธเจ้า ตามที่ไหนก็ไม่มี ขึ้นไปท้องฟ้าอากาศก็มีแต่ดวงพระอาทิตย์พระจันทร์ดวงดาวทั้งหลายกับก้อนขี้เมฆ จะอาบาตรแม้แต่ลูกเดียวมาก็ไม่ได้ พระองค์ก็ให้องค์ที่ ๒ ที่ ๓ ไปแบบเดียวกัน ผู้ใดมีฤทธิ์ องค์ใดมีฤทธิ์มีเดชก็เหาะเหินเดินอากาศ ไปไหนก็ไม่ได้มา จนครบถึงองค์สุดท้ายที่ว่าพระศรีอาริยเมตตรัยโยโพธิสัตว์นั่งอยู่สุดท้าย ที่ว่าเ็ป็นพระนวกะเป็นพระบวชใหม่ ท่านไม่ต้องไป เพราะท่านก็จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้ายในแผ่นดินนี้ ท่านยื่นพระหัตถ์ขวาออกไปเท่านั้นแหละ บาตรพระพุทธเจ้าก็ไม่รู้ลอยมาจากที่ไหน ลิ่ว ๆ ลงมาก็มาวางไว้ที่พระหัตถ์มือขวาพระอชิตะมานพนั้น ท่านก็นำเข้าไปถวายพระพุทธเจ้าของเราด้วยความนอบน้อมเคารพอย่างสูงสุด แล้วก็กลับมานั่งอยู่ที่เก่า

    เมื่อพระพุทธองค์ของเราได้บาตรที่พระอชิตะมานพ พระศรีอริยเมตตรัยโยโพธิสัตว์นำมาถวายแล้ว พระองค์ก็ตรัสพระธรรมเทศนาเื่พื่อเสริมสร้างศรัทธานางโคตรมี เรียกว่าน้องสาวแม่หรือผู้เลี้ยงดูพระองค์มาตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็ว่าได้ คือว่าพระพุทธเจ้าของเรานี้พอประสูติได้ ๗ วัน นางสิริมหามายาผู้เป็นแม่ก็จุติตายไป ไปเกิดอยู่โน้ั้นชั้นดุสิตเทวดา เลยได้น้องสาวแม่นี้แหละเลี้ยงดูรักษาแทนแม่ พระองค์ก็เจริญวัยใหญ่โตขึ้นมาจนได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็นับว่าเป็นมหัศจรรย์ข้อหนึ่ง ทีนี้คนเราสมัยนี้ก็ปรารถนานักหนาว่าทานศีลภาวนาของข้าพเจ้าก็ยังต่ำอยู่ มีอะไรมาก็ยึดว่าเป็นของเรา ได้ข้าวมาก็ข้าวของเรา ได้น้ำมาก็น้ำของเรา จะเอาออกทานสักนิดสักหน่อยก็บ่ค่อยไหว เพราะว่ากลัวว่าจะไม่ได้กินข้าว กลัวจะไม่ได้ดื่มน้ำ ศรัทธายังอ่อนอยู่ไม่เหมือนสมัยครั้งพุทธกาล ทีนี้ก็นางโคตรมีก็ดีอกดีใจเพราะพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนนางโคตรมี ที่พระนางต้องการจะถวายเราตถาคตนั้นก็ไม่ได้ถวายแต่เหมือนว่าได้ถวาย เพราะอะไร ก็เพราะว่าพระอชิตะมานพที่พระนางถวายเป็นองค์สุดท้ายนั้น จะได้มาตรัสรู้เป็นพระศรีอริยเมตตรัยโยโพธิสัตว์ สมัยท่านมาตรัสนั้นเรียกว่าเป็นอายุตั้งแปดหมื่นปี คือคนยุคนั้นเรียกว่าอายุ ๘ หมื่นปีเ็ป็นส่วนมาก พระศรีอารย์ก็จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้ไปสู่นิพพาน นับว่าเป็นความอัศจรรย์อันหนึ่ง นางโคตรมีซึ่งนั่งฟังอยู่ก็เกิดความปีติยินดี ที่เสียใจว่าไม่ได้ถวายพระพุทธเจ้าก็เลยดีใจ นี้คือว่าเหมือนกับว่าได้ถวายพระพุทธเจ้านั่นเอง ก็เพราะว่าพระศรีอาริยเมตตรัยโยโพธิสัตว์ซึ่งบำเพ็ญบารมีอยู่กลับไปกลับมาในเทวโลกมนุษย์โลก ตายแล้วก็ไปเกิดบนสวรรค์ จุติจากสวรรค์ก็มาเกิดเมืองมนุษย์กลับไปกลับมา

    แต่ว่าพระศรีอารย์นี้ใคร ๆ ก็ปรารถนา ยังมีลูกศิษย์หลวงปู่สิมคนหนึ่ง แกเป็นครูได้เคารพนับถือหลวงปู่สิมมานาน วันหนึ่งขึ้นมาถ้ำผาปล่องที่เราท่านทั้งหลายนั่งอยู่นี่แหละ มาถึงก็ว่าหลวงพ่อ "ผมนี่ถ้าพระศรีอารย์มาตรัสก็จะไม่ได้ไป เพราะว่าความโกรธความโลภความหลงของผมนี้ แต่ก่อนก็ว่าจะบำเพ็ญทานรักษาศีลภาวนา พระศรีอารย์มีจริงถ้าท่านตรัสรู้แล้วก็จะไปฟังธรรม ก็จะได้สำเร็จในครั้งนั้นแหละ แต่บังเอิญมาดูกิเลสของกระผมเวลานี้นั้น ความโกรธก็มากขึ้นเวลาแก่ชราขึ้นมา ความโลภความอยากได้ก็มากหลายแก้ไม่ตกมันมากมาย ผมนี้อาจจะไปไม่ได้อีก พระศรีอารย์มาตรัสก็จะอยู่อย่างนี้อีกต่อไป" อันนี้แหละคนสมัยนี้ ไม่ว่าใครทำบุญให้ทานได้ตามกำลังศรัทธา ก็ปรารถนาไปนิพพานพร้อมพระศรีอารย์ที่มาตรัสรู้ด้วยกันเป็นส่วนมาก

    แต่พระศรีอารย์นี้ไม่มีใครรู้แหละว่าท่านไปอยู่สวรรค์หรือเมืองคนเดี๋ยวนี้ มีผู้รู้อยู่ผู้หนึ่งคือหลวงปู่จาม ท่านอยู่โน่นจังหวัดมุกดาหาร ท่านมาหาอาตมาหลวงปู่สิมที่เทศน์อยู่นี้แหละว่า "พระศรีอารย์ท่านมาเกิดแล้วนะ" หลวงพ่อว่าอย่างนั้น "อ้าวเกิดที่ไหนล่ะ" ท่านไม่บอก อาจารย์จามท่านก็ไม่บอก แต่ว่าเกิดแล้ว ท่านว่าอย่างนั้น มาเกิดเป็นคนไม่รู้จังหวัดไหนละ ท่านปิดไว้ไม่มีใครรู้ รู้แต่หลวงปู่จามองค์เดียว จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ ถ้าใครไปมุกดาหารก็ไปถามท่านเถิดว่า พระศรีอาริยเมตตรัยโยโพธิสัตว์ที่ได้ข่าวว่าหลวงปู่จามว่ามาเกิดแล้วในโลกมนุษย์ เวลานี้ไม่ได้อยู่สวรรค์มาอยู่เมืองคนน่ะอยู่จังหวัดไหน เมืองใดตำบลอำเภอจังหวัดบ้านไหน กระผมก็อยากจะไปกราบไปไหว้ เผื่อว่าบุญบารมีแก่ก็จะได้ทันท่านมาตรัสรู้นั้น ให้ไปถามท่านหลวงปู่จามอย่างนี้ หลวงปู่จามพอจะนิมนต์พระศรีอารย์ให้มาปรากฏในโลกมนุษย์เป็นตัวเป็นตน เหมือนคนที่ว่าหลวงปู่ว่ามาเกิดเป็นคนเหล่านั้นแหละ อาจารย์จามจะนิมนต์ท่านมาให้มนุษย์โลกสมัยนี้กราบไหว้บูชาจะได้หรือไม่ ไปถามท่านอย่างนั้น ท่านก็จะตอบเป็นฉากเป็นฉากไปละ เพราะอาจารย์จามทั้งไอทั้งจามท่านก็ยังเทศน์ได้อยู่

    อันนี้เป็นเรื่องของพระศรีอาริยเมตตรัยโยโพธิสัตว์ ไม่มีใครรู้ มีแต่หลวงปู่จามองค์เดียวรู้คนเดียวพูดคนเดียวว่าคนเดียว คนอื่นไม่เห็นด้วยเพราะไม่เห็นตัว ถ้าหากว่าท่านจะมาอยู่จำพรรษาวัดถ้ำผาปล่องก็คงจะไม่มีใครรู้ เพราะว่าพระศรีอารย์ในเวลานี้ก็ยังไม่มีรัศมี ๖ ประการ จะเป็นคล้าย ๆ คนเราธรรมดาแหละ อาจจะเป็นผู้ที่บำเพ็ญบารมี มีกิริยามารยาทเรียบร้อย จึงจะได้เป็นพระศรีอาริยเมตตรัยโยโพธิสัตว์ อย่าว่าแต่มาเกิดที่โน้นที่นี้ ถ้าหากสมมุติว่าท่านมาจำพรรษาวัดถ้ำผาปล่อง เราทุกคนก็ไม่รู้เพราะท่านก็ไม่บอกใคร ถ้าไปบอกแล้วไม่มีเวลาหลับเวลานอนล่ะ เขาก็จะเอาดอกไม้ธูปเทียนมา "ขอไหว้หน่อยเถิดเจ้าประคุณ เวลาได้ตรัสรู้แล้วก็ให้มาโปรดเอาข้าพเจ้าเป็นคนแรก" จะว่าอย่างนั้น

    อันนี้แหละให้เราทุกคนตั้งใจบำเพ็ญทานรักษาศีล ๕ ศีล ๘ เจริญสมาธิภาวนาอย่าได้ท้อถอย ถ้าหากว่าเราตั้งอกตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อันที่เราท่านทั้งหลายปรารถนาอยากจะเห็นหน้าพระศรีอารย์ก็จะได้เห็น ถ้าหากว่ามัวเมาตั้งแต่อยู่กับลูกกับหลาน กินทานเล็ก ๆ น้อย ๆ กินนั้นมากทานน้อย ถ้าเราทานเท่ากับกินก็จะมากขึ้นหน่อย นี่เป็นอุบายเตือนเราท่านทั้งหลายให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชา จากนี้ไปจนถึงอายุของเราท่านทั้งหลายแตกดับเมื่อใดเวลาใด บุญบารมีเราก็คงแก่กล้าสามารถ ที่เราปรารถนาอยากจะไปพบไปเห็นไปฟังธรรมเมื่อพระศรีอารย์ตรัสรู้ ก็จะได้รู้ได้เห็น

    ดังแสดงมาก็สมควรด้วยกาลเวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


    คัดลอกจากหนังสือบัวสีน้ำเงิน

    http://larndham.org
     
  2. พชร (พสภัธ)

    พชร (พสภัธ) ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    5,746
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +49,856
    "พระคุณเจ้านายใหญ่" จะขอติดตามท่านและได้จบกิจพระศาสนาในสมัยของท่าน สาธุ สาธุ สาธุ
     
  3. jikkiijang

    jikkiijang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    212
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +323
    ธรรมดีดีจงมีแก่ท่าน สาธุ

    หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ตอนนี้ 102 ปี
    ถ่ายเมื่อ 4 ก.พ. 2555
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Untitle325.jpg
      Untitle325.jpg
      ขนาดไฟล์:
      531.6 KB
      เปิดดู:
      803
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 พฤษภาคม 2012
  4. Scorpius

    Scorpius เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    844
    ค่าพลัง:
    +641
    ขออนุญาตินำไปเผยแพร่นะครับ :)
     
  5. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    [​IMG]
    กราบโมทนา สาธุ ท่านผู้มีใจบุญใจกุศล เสียสละเวลาหาบทความ นำบทความที่ดี มีประโยชน์ ให้ผู้อ่านได้ศึกษา อันก่อให้เกิดปัญญาในการพิจารณา เมื่อปัญญาพิจารณาแล้ว จิตจะเป็นผู้กำหนด เป็นผู้เลือกความถูกต้อง ถือว่าเป็น จาคะ คือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อีกทั้ง ถือว่าการให้นั้น เป็นธรรมทาน เป็นบุญใหญ่ ขอโมทนาสาธุ
     
  6. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    [​IMG] วัดพระธาตุวาโย[​IMG] วัดท่าซุง[​IMG]
     
  7. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    [​IMG][​IMG] พระ[​IMG]

    ปริศนาธรรมข้อที่ ๑ ให้ขบคิด ทำไม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ จึงได้สร้างสมเด็จพระศรีอาริยะเมตตรัย และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมในคราวเดียวกัน เป็นเหรียญของขวัญวันคล้ายวันเกิดปีสุดท้าย ๒๕๓๕ แจกเป็นของขวัญผู้มาถวายสังฆทานที่ซอยสายลม ก่อนที่ท่านจะละสังขารในปีเดียวกัน
     
  8. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    [​IMG] พระศรีอารย์อุ้มบาตร [​IMG] สมเด็จองค์ปฐม [​IMG]

    ปริศนาธรรมข้อที่ ๒ พระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษึลิงดำ ได้สร้างวิหารสมเด็จองค์ปฐมเอาไว้ ที่วัดท่าซุง ตรงข้ามกับวิหารสมเด็จองค์ปฐม เป็นวิหารของสมเด็จพระศรีอาริยเมตตรัย หน้าวิหารของสมเด็จพระศรีอาริยเมตตรัย ปลูกต้นไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า “กากระทิง” เป็นต้นไม้ที่อยู่ในพุทธพยากรณ์ และสมเด็จพระศรีอาริยเมตตรัย จะต้องตรัสรู้ที่ใต้ต้น “กากระทิง” เหตุใดหลวงพ่อพระราชพรหมยานจึงได้สร้างวิหารเอาไว้เคียงคู่กัน เหตุใดพระราชพรหมยานจึงได้ปลูกต้นไม้ ชนิดนี้เอาไว้หน้าวิหาร หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านรู้ ท่านเห็น แต่ไม่ใช่หน้าที่ที่ท่านจะชี้แจง หรืออธิบาย เป็นเรื่องของคนที่มีหน้าที่ จะมาเป็นผู้อธิบาย อย่างนั้นหรือไม่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 พฤษภาคม 2012
  9. JKV

    JKV เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    423
    ค่าพลัง:
    +200
    [​IMG]

    นะโม มหาปุญโญ ภิกขุ นะโมพุทธายะ
     
  10. tanaong2011

    tanaong2011 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    6,124
    ค่าพลัง:
    +7,136
    กราบอนุโมทนาท่านเจ้าของกระทู้ครับ
    เทศนาธรรมของหลวงปู่สิม ที่พูดถึงพระศรีอารย์ว่ามาเกิดแล้วบนโลกมนุษย์
    ทำให้ผมปิติอย่างยิ่ง ผมเกิดในยุคของพระศรีอารย์แล้วจริงๆ
    ผมจะเพียรสร้างบุญกุศลทั้งปวง จะพยายามรักษาธาตุขันธ์ให้คงอยู่ต่อไปนานๆ..
    จนกว่าท่านจะแสดงธรรมและได้เข้าเฝ้าฟังธรรมจากท่าน....

    สาธุ สาธุ สาธุ....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 พฤษภาคม 2012
  11. ต้อง^

    ต้อง^ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +1,026

    ผมก็รู้สึกปิติเช่นเดียวกับพี่ครับ ผมจะหมั่น ทาน ศีล ภาวนา ไม่ให้ขาดครับ เพื่อนจะได้ฟังธรรมจากพระศรีอารย์ครับ สาธุ สาธุ สาธุ ครับ
     
  12. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    โมทนา สาธุ ศรัทธาต้องมาก่อน ปาฎิหารย์จึงจะเกิด สาธุ
     
  13. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    หลวงปู่ จาม มหาปุญโญ พระอริยะเจ้า ท่านรู้ ท่านเห็น แต่ท่านไม่พูด ไม่ชี้แจง ไม่อธิบาย เพราะยังไม่ถึงเวลา รอคอยการกลั่นกรอง เหลือเฉพาะผู้รอด ผู้ที่พอจะสอนได้ ผู้ที่สามารถจะรับฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระศรีอาริย์ ได้เท่านั้นหรือไม่ และประการสำคัญ ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน เช่นเดียวกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ใช่หรือไม่
     
  14. bluejet

    bluejet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    352
    ค่าพลัง:
    +2,181
    ตามที่ได้ทราบมาจากครูบาอาจารย์ พระโพธิสัตว์ท่านมาแค่ช่วยต่ออายุพุทธศาสนาในยุคกึ่งพุทธกาลนี้เท่านั้น เพื่อสร้างบารมี และสงเคราะห์สรรพสัตว์ ต้องให้พ้นยุคพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมก่อน จากนั้นอีกนานกว่าจะถึงยุคที่พระโพธิสัตว์พระองค์นี้ท่านจะลงมาประสูติเพื่อตรัสรู้อีกครั้งหนึ่ง ดังน้ัน ท่านที่จะรอ ต้องเข้าใจว่า คนรอจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายรอบ ต้องรอไปอีกนาน
     
  15. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG]

    หนังสือเล่มนี้ก็กล่าวถึง คำทำนายของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ว่าต่อจากรัชกาลที่ ๙ แล้ว จะเข้าสู่ยุคของ พระศรีอาริยเมตไตรย
     
  16. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    พระศรีอาริย์:พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

    อาตมาขึ้นเครื่องบินผ่านภูอันธพาล ไม่อยากเรียกว่า "ภูพาน" ดังที่เขาเรียกกัน เพราะภูนี้มีแต่พวกอันธพาลทั้งนั้น ได้พิจารณา ถึงเหตุการณ์บ้านเมืองและการสู้รบของทหารเห็นว่า<o </o
    เราทุกคนจะไม่แพ้ จะไม่ต้องตกเป็นทาสของใครๆ ดังที่พวกเราพากันวิตกกังวลกันอยู่ในขณะนี้ แม้แต่ พระบาทสมเด็จ พระ เจ้าอยู่หัวก็ทรงปริวิตกและทรงมีความห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่าง ยิ่ง ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘ พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปยังวัดของอาตมา (วัดท่าซุง) และได้ตรัสถาม ความเป็นไป ของบ้านเมืองในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร<o </o

    อนาคตของชาติ<o </o
    อาตมาได้ถวายพระพรพระองค์ว่า "ประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะไม่ตกเป็นทาสของใคร อาตมาขอถวายชีวิตเป็นประกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ความเยือกเย็นจะเริ่มปรากฏ ความมั่งคั่ง สมบูรณ์จะมีขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน แต่จะยังไม่ปรากฏชัดนัก แต่เราจะมองเห็นได้ชัดๆ ก็ต้องปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เปรียบเหมือนอรุณได้ขึ้นดีแล้วและเริ่มฉายแสงให้เห็นความมืดหมดไป"
    <o </o
    ที่อาตมากล้ายืนยันต่อพระองค์เช่นนั้น ก็เพราะเหตุผลหลายประการ คือ
    <o </oคำทำนายของพระพุทธโฆษาจารย์
    <o </o
    ในประการแรก อาตมาได้พบและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสมุดข่อย ซึ่งพระอรหันต์ในอดีตนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ลำใย) เขียนไว้ ทำนายชะตาบ้านเมืองก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอิสรภาพแก่พม่า ก่อนที่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ<o </o
    โดยท่านได้เขียนทำนายไว้ว่า


    "กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แจ่จะเสียอิสรภาพไม่นานนัก จะมีคนดีของกรุงศรี อยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติ ได้แล้ว จะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ใหม่"<o </o
    และเหตุการณ์ต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกอย่าง
    <o </o
    ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้ง ๑๐ รัชกาล<o </o
    ในสมุดข่อยเล่มเดียวกันนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหม่ ในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ละรัชกาลดังนี้
    <o </o
    รัชกาลที่ ๑. ทำนายว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์
    รัชกาลที่ ๒. ทำนายว่า รู้จักธรรม
    รัชกาลที่ ๓. ทำนายว่า จำต้องคิด
    รัชกาลที่ ๔. ทำนายว่า สนิทธรรม
    รัชกาลที่ ๕. ทำนายว่า จำแขนขาด
    รัชกาลที่ ๖. ทำนายว่า ราษฎร์ราชาโจร
    รัชกาลที่ ๗. ทำนายว่า นั่งทนทุกข์
    รัชกาลที่ ๘. ทำนายว่า ยุคทมิฬ
    รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว
    รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล
    <o </o
    ความแม่นยำของคำทำนาย<o </o
    เมื่อพิจารณาถึงคำทำนายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละรัชกาลก็จะเห็นได้ชัดว่า คำทำนายนั้นถูกต้องเพียงใด
    <o </o
    รัชกาลที่ ๑. ผ่าน พระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัติ
    <o </o
    รัชกาลที่ ๒. ท่านว่างจากศึกสงครามก็หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัย รวบรวมกัน เป็นการใหญ่
    <o </o
    รัชกาลที่ ๓. ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้
    <o </o
    รัชกาลที่ ๔. ท่านสนิทธรรมก็เพราะพระราชาองค์นี้ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา มีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่ง พระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อย่างยิ่ง เป็นคู่บารมีกัน
    <o </o
    รัชกาลที่ ๕. จำแขนขาด เราเห็นได้ชัดมาก เพราะเราต้องเสียดินแดนไปหลายครั้งหลายหน โดยพระองค ์ทรงยอมเสียแขนขา ดีกว่าเสียตัวทั้งหมด คือยอมเสียผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้
    <o </o
    รัชกาลที่ ๖. เป็นโจร เพราะทรงใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังจนหมดสิ้น แต่อาตมาเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม มีพระ ปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง เช่นมีเพลงบทหนึ่งทรงพระนิพน์ไว้ว่า "ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะ ต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย" ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่าง ให้บุคคลอื่น เห็นว่า พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์ เช่น แสดงมหรสพ เล่นโขนกับข้าราชบริพาร<o </o
    ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยสงครามโลกครั้งที่ ๑ จึงจำเป็น ต้องใช้เงินมาก แม้จะใช้เงินมาก แต่ประโยชน์ก็เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก
    <o </o
    รัชกาลที่ ๗. นั่งทนทุกข์ พระองค์เสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เงินในท้องพระคลังก็หมดมาแต่รัชกาลก่อนพระองค์ จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ต้องดุลข้าราชการออกเป็นจำนวน มาก เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาพระองค์ ต้องจำพระทัย สละราช สมบัติ ไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์
    <o </o
    รัชกาลที่ ๘. ยุคทมิฬ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒. ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยากยากแค้น แสนสา หัส พระมหากษัตริย์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์จนสวรรคต
    <o </o
    รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว เราก็เห็นแล้วว่าฝรั่งมาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนแต่คนผิวขาวทั้งนั้น
    <o </o
    สำหรับรัชกาลต่อไปคือ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล หมายความว่า บ้านเมืองเราได้ผ่านยุคเข็ญมาแล้วจะได้ประสบความ เจริญรุ่งเรืองกันเสียที เราจะมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย
    <o </o
    ราชวงศ์จักรีจะมีเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้นรึ?
    ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า
    ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น? กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?
    <o </o
    เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่าน เป็นสมาธิ เข้า ถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้

    ทุกๆ รูป ที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า<o </o
    พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น
    แต่ที่พยากรณ์ ไว้เพียงแค่นั้น ก็เพราะว่า

    เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐. เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทย จะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลาน ดังที่ แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก"<o </o
     
  17. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    [​IMG] หน้าปก[​IMG]

    หนังสือฉบับนี้ กล่าวไว้ความว่า พระศรีอารยเมตไตรย จะเปิดเผยพระองค์ เพื่อปลอบประโลมสร้างขวัญกำลังใจให้กับมบลมนุษยชาติ หมายความว่า ณ บัดนี้ ท่านได้เสด็จมาแล้วแต่ยังไม่เปิดเผยพระองค์ รอให้มนุษยชาติ ได้เห็นความทุกข์ ทรมาน แสนสาหัสเสียก่อน และเกิดความศรัทธาในพระองค์ท่านเสียก่อน จึงจะเปิดเผยตัว ถ้าหากไม่พบกับความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานแล้ว ศรัทธาจะไม่เกิด
     
  18. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    พระศรีอาริยะเมตตรัย จะเสด็จมากึ่งพุทธกาล มิใช่ ๕,๐๐๐ ปี

    ต้องขอขอบพระคุณ ท่าน “พลน้อย”
    พระไตรปิฏกกัณฐ์ที่ ๓/๒๐ พระศรีอารย์ คือพระจักรพรรดิกึ่งพระศาสนานี้ น่าจะเป็น ยุคศิวิไล ที่จะถึงนี้



    ใบลาน : พระศรีอารย์เทศนา ๒๐กัณฐ์
    โดย : ธวัช เฟื่องประภัสสร์ ป.๙ สำนักวัดเบญจมบพิตร
    ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา : นายรวล รุ่งเรืองธรรม พ.ศ.๒๔๙๘ (สงวนลิขสิทธิ์)
    สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์
    ๑๙๕ เสาชิงช้า ถ.บำรุงเมือง พระนคร กรุงเทพฯ
    พระศรีอารย์กัณฐ์ที่๓
    มิตตกถา การคบเพื่อน
    สตฺโถ ปสวโต มิตฺตํ มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร
    สหาโย อตฺถชาตสฺส โหติ มิตฺตํ ปุนปฺปุนํ
    สยํ กตานิ ปุญฺญานิ ตํ มิตฺตํ สมฺปรายิกนฺติ
    บัด นี้ จะแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องพระศรีอารย์ ต่อจากกัณฐ์ก่อน เพื่อเป็นเครื่องเจริญศรัทธาประดับปัญญาแห่งท่านทั้งหลาย ก็การที่ท่านมาประชุมกันฟังธรรมในวันนี้ ก็ได้ชื่อว่าได้กระทำคุณงามความดีหรือที่เรียกว่าบุญกุศล อันนับว่าเป็นเพื่อนที่ดี สามารถติดตามท่านไปในภพหน้า
    ธรรมดา คนเราจะอยู่แต่โดยลำพังในโลกไม่ได้ เพราะต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นอันว่า จะต้องช่วยกันทำการงาน ซึ่งคนๆเดียวไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้ หรืองานบางอย่างต้องอาศัยกำลังคนหลายคนช่วยกันทำ เช่นการปลูกบ้านสร้างเรือนเป็นต้น ต้องอาศัยความช่วยเหลือของคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง จึงจะสำเร็จได้ (จบตอน ๑)



    อนึ่ง ตามธรรมดาของคน ย่อมมีการขาดตกบกพร่องด้วยวัสดุสิ่งของเครื่องใช้ ในบางครั้งบางคราวต้องมีการหยิบยืมกันใช้สอย หรือบางคราวก็บกพร่องด้วยสติปัญญาวิชาความรู้ ซึ่งอาจจะทำงานพลั้งพลาดบ้างในบางกาลบางขณะ ต้องอาศัยผู้อื่นคอยเตือนสติบ้าง เหตุเหล่านี้แล เป็นปัจจัยให้คนทั้งหลายต้องคบหาสมาคม เอื้อเฟื้อเจือจาน ผูกไมตรีจิตในกันและกัน เพื่อได้อาศัยกันในคราวที่ต้องการ



    แต่ บุคคลทุกๆคนย่อมมีอัธยาศัยและนิสสัยใจคอแตกต่างกัน มีความคิดและปัญญาความประพฤติไม่เหมือนกัน บางคนก็มีใจหนักแน่นอดทน บางคนก็โกรธง่าย แต่คงแบ่งได้สั้นๆเป็น๒ประเภท คือ ที่เป็นพาลสันดานชั่วร้ายที่เรียกว่า “ปาปชน”ประเภทหนึ่ง เป็นคนดีมีสันดานสงบเรียบร้อย ประพฤติกาย วาจา ใจ ตามทำนองคลองธรรม ที่เรียกว่า “กัลยาณชน”ประเภทหนึ่ง


    ก็ แหละ การคบหาสมาคมซึ่งกันและกันนั้น ย่อมเป็นปัจจัยให้นิสสัยสืบเนื่องติดต่อกันได้ ถ้าคบคนชั่ว ย่อมมีคนชั่วเป็นคติ ดังนัยเทศนาว่า ยํ เว สวติ ตาทิโส คบคนเช่นไรย่อมเป็นเหมือนคนนั้น ดังนี้ การคบคนชั่วย่อมเป็นมลทิน พาตัวให้มัวหมอง ปราศจากประโยชน์ที่จะพึงได้พึงถึง มักจะชักชวนในสิ่งที่ผิด ประกอบการทุจริตต่างๆ หรือแม้ไม่ถึงเช่นนั้น อันบุคคลผู้สมาคมหรือดำเนินตามรอยคนพาล ย่อมได้รับการครหานินทา เช่นว่า เราจะไม่เป็นคนเสพสุรายาเมาเป็นความจริง แต่ไปเดินตามคนเสพสุรายาเมาเข้า ย่อมมีอาการให้มหาชนลงสันนิษฐานว่า เราเป็นคนเช่นนั้นด้วย ยากที่จะพิสูจน์ตัวให้บริสุทธิ์ได้ ท่านจึงมีอุปมาไว้ว่า เหมือนด้วยใบไม้ที่ห่อของเน่า มีปลาร้าเป็นต้น แม้จะไม่ติดเปื้อนเปรอะก็คงมีกลิ่นเหม็นติดอยู่ เพราะฉะนั้น บุคคลจึงไม่ควรคบหาคนพาล ดังคำว่า อเสวนา จ พาลานํ ความไม่คบหาซึ่งคนพาลเป็นมงคลอันสูงสุด ดังนี้ (จบตอน ๒)



    ส่วน การคบหาสมาคมกับด้วยกัลยาณชนคนดี มีความประพฤติสงบเสงี่ยมเรียบร้อยนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ เพราะบุคคลผู้เป็นสัตบุรุษเช่นนั้น อาจสามารถจะแนะนำสั่งสอนชักชวนให้ปฏิบัติดำเนินไปในปฏิปทาอันเป็นทางมาแห่ง ความดีความชอบเป็นลำดับไป หรือว่าบางคาบบางสมัย เราจะพลั้งเผลอปราศจากสติ ทำความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่ง สัตบุรุษนั้นอาจตักเตือนให้รู้สึกและละเว้นเสีย กลับดำเนินในทางที่ถูกได้ โดยที่สุดแม้จะทำดีให้เสมอเหมือนเขาไม่ได้ ก็ยังได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นผู้คบสัตบุรุษ ซึ่งท่านเปรียบไว้ว่า เหมือนใบไม้หรือกระดาษที่ห่อกฤษณาหรือกะลำพัก แม้จะไม่มีเนื้อไม้ของหอมติดมาเลย ก็คงมีกลิ่นหอมติดมาบ้าง เพราะฉะนั้น จึงควรที่จะเลือกคบหาสมาคมด้วยธีรชนบัณฑิตชาติ แม้นักปรารชญ์ก็สรรเสริญไว้ว่า ความคบหาสมาคมซึ่งบัณฑิต เป็นอุดมมงคลอีกประการหนึ่ง



    อนึ่ง คำว่ามิตรและสหายเป็นคำมาคู่กัน แต่ท่านมุ่งอัตถะต่างกัน กล่าวโดยสาธารณนัย ชนผู้ประพฤติร่วมกัน เช่นทำหน้าที่การงานและอยู่ร่วมกัน ไม่ถึงแก่การรักใคร่กัน ท่านเรียกว่าสหายบ้าง อมาตย์บ้าง ชนผู้รักใคร่สนิทสนม ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน จะอยู่ร่วมกันหรือไม่ก็ตาม ท่านเรียกว่ามิตร


    มิตรมีหลายประเภท ที่เป็นภายในก็มี ภายนอกก็มี ดังพระพุทธภาษิตคาถา ซึ่งยกไว้ ณ เบื้องต้นว่า
    สตฺโถ ปสวโต มิตฺตํ มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร
    สหาโย อตฺถชาตสฺส โหติ มิตฺตํ ปุนปฺปุนํ
    สยํ กตานิ ปุญฺญานิ ตํ มิตฺตํ สมฺปรายิกนฺติ
    ความ ว่า หมู่เกวียนเป็นมิตรของคนเดินทาง มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน สหายเป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้นเนืองๆ บุญทั้งหลายที่ทำไว้แล้วด้วยตนเป็นมิตรติดเนื่องในภพเบื้องหน้า ดังนี้ (จบตอน ๓)



    คน ผู้เดินทางเมื่อขาดมิตรย่อมรู้สึกอ้างว้างเปลี่ยวใจ เมื่อได้พบหมู่เกวียนในระหว่างทางย่อมยินดี หรือผู้เดินทางไกลจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหมดกำลัง เมื่อได้นั่งเกวียนบรรเทาความกรากกรำและทำให้ปลอดภัยอันตราย ก็จัดได้ว่าหมู่เกวียนเป็นมิตร เพราะยังประโยชน์กิจให้สำเร็จได้


    บรรดา อันโตชนผู้ร่วมกิจการอันสนิท ท่านยกเอามารดาเป็นมิตรอย่างสำคัญ เมื่อมารดาอยู่ด้วย ช่วยทำกิจตามส่วนที่ควรจัดทำ ทั้งเป็นผู้อุปถัมภ์บุตรธิดาในกรณียทุกอย่าง เหตุนั้น ท่านจึงขนานนามมารดาว่าเป็นพรหม เป็นบุรพาจารย์ และเป็นอาหุเนยยบุคคล แต่มิตรประเภทนี้ มีกำลังช่วยเหลือเพียงภายใน



    ชน ผู้เป็นเพื่อนร่วมการงาน ท่านเรียกเพียงสหาย ต่อเป็นผู้มีเมตตาสนิทสนมไว้วางใจกันได้ ในสมัยที่มีธุระเกิดขึ้นก็ช่วยขวนขวายในกิจนั้นๆจนสำเร็จลุล่วงไปอย่างนี้ จึงสมควรเรียกว่ามิตร แต่ก็เป็นมิตรภายนอก



    บุญ ทั้งส่วนเหตุและส่วนผลอันสำเร็จด้วยทาน ศีล ภาวนา ที่บุคคลบำเพ็ญอยู่แล้ว ย่อมติดตามไปเป็นอุปถัมภกปัจจัย ให้ได้รับความสำราญชื่นบานในสุคติภพยิ่งๆขึ้นไป จัดเป็นมิตรภายในที่ให้ผลยั่งยืนถึงภายหน้า (จบตอน ๓)



    บรรดา มิตรเหล่านั้น มิตรภายนอกทั่วไปอาจเป็นมิตรได้ทั้งชั่วและดี เพราะยังขึ้นอยู่แก่คน ถ้ามิตรชั่วก็เรียกว่าปาปมิตร ถ้ามิตรดีก็เรียกว่ากัลยาณมิตร ความเป็นผู้มีปาปมิตรย่อมเป็นไปเพื่อความเสียหายอย่างใหญ่ ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างมหันต์ เหตุนั้น บัณฑิตท่านจึงสอนไว้ให้เว้นมิตรชั่วเสียให้ห่างไกล เหมือนคนเดินทางเว้นทางที่มีภัยอันตราย และพึงเข้าหามิตรดี เหมือนมารดาไม่ทิ้งบุตร ฉะนั้น


    ก็ แหละ บุคคลแม้จะได้กัลยาณมิตรแล้วก็ตาม แต่ถ้ามีจิตปฏิพัทธ์ มุ่งมั่นอนุเคราะห์จนเกินไป กล่าวคือพะวงแต่ในกิจธุระของมิตรสหายส่วนเดียว ไม่แลเหลียวถึงการจะบำเพ็ญประโยชน์ตน ก็เป็นผลทำตนให้เสื่อมจากคุณที่จะพึงได้พึงถึง มิหนำ ถ้ามุ่งอนุเคราะห์มิตรสหายในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก็อาจยังประโยชน์ส่วนน้อยและประโยชน์ส่วนรวมให้เสียได้ อันเป็นภัยแก่ส่วนย่อยและส่วนรวม เพราะฉะนั้น ทางที่ดีจึงสมควรที่บุคคลจะพึงทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งแก่ตน และทั้งแก่คนเป็นมิตรสหายตลอดถึงส่วนรวมร่วมกันไป จึงจะเป็นความดีงามในข้อนี้ ทั้งนี้ ก็เพราะเห็นในสันถวไมตรีนั้นว่าเป็นภัย จึงไม่มุ่งแต่จะสงเคราะห์มิตรสหายโดยฆ่าประโยชน์เสีย


    ก็แหละ คำที่ว่า ยังประโยชน์ให้เสื่อมนั้น ท่านหมายถึงประโยชน์ทั้ง๓ คือ
    ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือประโยชน์ในปัจจุบัน๑ สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือประโยชน์ในภายหน้า๑ และปรมัตถประโยชน์ คือประโยชน์อย่างยิ่ง๑ (จบตอน ๔)


    ทิฏฐธัม มิกัตถประโยชน์นั้น อันผู้ศึกษาพึงทราบว่าท่านไม่ได้หมายเอาธรรม๔ประการ มีอุฏฐานสัมปทาเป็นต้น ว่าเป็นตัวประโยชน์ แท้จริงธรรม๔ประการนั้น เป็นปฏิปทาทางดำเนินให้บรรลุทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ต่างหาก เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อะไรเล่าเป็นตัวทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์
    ทิฏฐธัม มิกัตถประโยชน์นั้น ได้แก่ทรัพย์ ยศ ไมตรีซึ่งเป็นอิฏฐผล อันสามัญชนพึงปรารถนา ชนใดทำตนให้ได้บรรลุผลเหล่านี้ครบทั้ง๓เช่นนั้น จัดว่าตั้งตนได้ และได้ชื่อว่า ยึดไว้ได้ซึ่งทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ก็บุคคลที่จะได้บรรลุผลเช่นนั้น ต้องประกอบด้วยธรรม๔ประการ มีอุฏฐานสัมปทาเป็นต้น
    ส่วน สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือประโยชน์ในภายหน้านั้นได้แก่สมบัติ๒ประการ คือ มนุษย์สมบัติ๑ สวรรค์สมบัติ๑ สมบัติทั้ง๒ประการนี้ อันบุคคลจะพึงถึงก็เพราะประกอบด้วยธรรม๔ประการ มีสัทธาสัมปทาเป็นต้น

    ปรมัต ถประโยชน์ ประโยชน์อย่างยิ่งคือนิพพานสมบัติ ข้อปฏิบัติอันจะพึงเป็นไปเพื่อปรมัตถประโยชน์คือวิมุติมรรคผล สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้เป็นอเนกประการ มีนัยวิจิตรพิสดารต่างๆ แต่เมื่อจะย่นลงกล่าวแล้ว ได้แก่ข้อปฏิบัติ๓ประการคือ ศีล สมาธิ ปัญญา
    ข้อ ที่ยกเอาวิมติ ความหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงเป็นปรมัตถประโยชน์นั้น เพราะวิมุติเป็นคุณที่สุดแห่งพรหมจรรย์ จึงนับว่าเป็นประโยชน์อย่างสูง บุคคลหวังต่อประโยชน์คือวิมุตินั้น ต้องชำระกิเลสอย่างหยาบ ด้วยการศึกษาปฏิบัติในกองศีล, ต้องชำระกิเลสอย่างกลาง ด้วยการศึกษาปฏิบัติในกองสมาธิ, ต้องชำระกิเลสอย่างละเอียดที่เป็นอนุสัยเสีย ด้วยการศึกษาปฏิบัติในกองปัญญา
    เมื่อ ชำระจิตของตนให้ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง เช่นนั้นแล้ว ย่อมมีจิตผ่องใสไม่ขุ่นมัว ดุจน้ำอันใสสะอาดปราศจากมลทินฉะนั้น เมื่อปฏิบัติและหยั่งทราบชัดลงเช่นนั้น จิตย่อมหลุดพ้นจากอาสวกิเลส เป็นสมุจเฉทประหาร บรรลุมรรคผลนิพพาน อันเป็นเอกันตบรมสุข โดยเหตุนี้ สีล สมาธิ ปัญญา จึงนับว่าเป็นข้อปฏิบัติส่วนปรมัตถปฏิปทา ด้วยประการฉะนี้. (จบตอน ๕)

    บัด นี้จะได้แสดงเรื่องพระศรีอารย์สืบต่อไป ดำเนินความว่า เมื่อมหายักษ์ได้สมาทานศีลอยู่ตราบเท่าอายุขัยแล้วก็กระทำกาลกิริยา ตายไปบังเกิดเป็นบุรุษคนหนึ่ง มีกำลังร่างกายแข็งแรง อาศัยอยู่ ณ เชิงเขาแห่งหนึ่ง หาเลี้ยงชีพด้วยการปลูกผักพืชพรรณต่างๆ เขาที่บุรุษอาศัยอยู่นั้นก็เป็นเขาลูกเดียวกันกับเขาที่สมเด็จพระพุทธองค์ เคยเสด็จไปสรงน้ำ และได้ทรงตากผ้าชุบสรงไว้ และได้มีฝูงลิงพากันมาถ่ายมูตรคูถ ทำให้เปรอะเปื้อนนั่นเอง
    อเถ ก ทิวสํ อยู่มากาละวันหนึ่ง บุรุษอริยเมตไตรยนั้นได้ออกมาตรวจตราดูไร่แตงโมของตนซึ่งกำลังมีผลดกอยู่ เต็มไร่ ขณะที่ออกมายืนดูอยู่นั้นก็ได้เห็นฝูงลิงพากันมาลักแตงโมกินเป็นอาหาร บุรุษหนุ่มจึงวิ่งไล่กวดฝูงลิงเพื่อให้หนีไป
    บังเอิญ วันนั้น สมเด็จพระบรมศาสดามาถึงไร่แตงโมของบุรุษอริยเมตไตรย ประทับยืนอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง บุรุษหนุ่มได้วิ่งไล่ลิงไปถึงสถานที่ที่พระพุทธองค์ประทับยืนอยู่นั้น และได้เหยียบเอาพระฉายา เงาขององค์พระบรมศาสดาโดยมิทันได้สังเกต
    ครั้น บุรุษหนุ่มเหลียวไปเห็นพระพุทธองค์ก็เกิดมีความเลื่อมใสเป็นกำลัง ตรงเข้าไปถวายอภิวาทแล้วจึงนำแตงโมจากไร่ของตน๗ผลด้วยกัน น้อมนำเข้าไปถวายพระองค์ แต่ว่าแตงโมผลหนึ่งนั้นไม่บริสุทธิ์ เพราะมีรอยหนูเจาะกัดกินเสียก่อน
    เมื่อ พระพุทธเจ้าทรงรับผลแตงโมจากบุรุษหนุ่มอริยเมตไตรยแล้ว จึงได้ตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนบุรุษ กุศลผลทานที่ท่านได้นำเอาแตงโม๗ผลมาถวายแก่ตถาคตนี้ จะเป็นปัจจัยให้ท่านได้บังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชอันประเสริฐในระหว่าง กลางแห่งศาสนาของตถาคต และท่านจะได้ช่วยยกย่องศาสนาของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไป ก็แต่ว่า ผลกรรมที่ท่านได้เหยียบเงาของตถาคตนั้นก็ดี ผลกรรมที่ท่านนำแตงโมไม่บริสุทธิ์ มีรอยหนูเจาะมาถวายตถาคตนั้นก็ดี ผลกรรมนั้นจะส่งให้ท่านบังเกิดเป็นมนุษย์มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ที่ศีรษะของท่านจะมีรอยแผลเป็น ดุจรอยหนูเจาะแตงโม ครั้นต่อมา ท่านจึงจะกลับมีผิวพรรณผ่องใส มีร่างกายงามผุดผ่องดุจสีทอง
    เมื่อ พระพุทธองค์ได้ตรัสพยากรณ์จบลงแล้ว ฝ่ายบุรุษหนุ่มศรีอริยเมตไตรยก็ได้สมาทานศีล อำนวนทานจนตราบเท่าอายุขัย ครั้นสิ้นชีพแล้วก็ได้ไปบังเกิดเป็นโอรสของพระราชา มีพระนามว่า “อชิตกุมาร” เมื่อ เจริญวัยก็ได้เล่าเรียนศิลปวิทยา แล้วได้ออกบรรพชาในสำนักของพระพุทธเจ้า ได้เรียนพระไตรปิฎกจนแตกฉานเชี่ยวชาญ และได้บำเพ็ญสมณธรรมอยู่จนตราบเท่าอายุขัย เมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้ว ได้จุติไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตเทวพิภพ
    ใน คัมภีร์อนาคตวงศ์ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อใกล้ศาสนาของพระบรมศาสดาของเราจะเสื่อมโทรม พระศรีอารย์บรมโพธิสัตว์จะได้จุติจากสวรรค์ลงมาเสวยพระชาติเป็นสมเด็จพระ จักรพรรดิ ช่วยยกย่องพระศาสนาให้รุ่งเรืองสืบต่อไป (จบตอน ๖)


    ใน พระคัมภีร์ได้กล่าวต่อไปว่า ในกาลเมื่อพระศรีอารย์จะได้จุติจากสวรรค์ลงมาเกิดเป็นสมเด็จพระเจ้า จักรพรรดิราชนั้น ท้าวเธอจะมาประทับอยู่ในปราสาทราชวังอันใหญ่โต ณ ปราสาทที่ท้าวเธอประทับอยู่นั้น จะมีเทวดา๕หมื่นองค์มาคอยพิทักษ์รักษา นอกจากพวกเทวดาแล้ว ยังมียักษ์อีก๕หมื่นตน พร้อมทั้งพระยานาคและพระยาครุฑ รวมทั้งบริวารอีกมากมาย ต่างก็จะพากันมาเฝ้าปราสาท
    พระราชวัง ของพระศรีอารย์นั้น จะมีประตู๘๐ประตู แต่ละประตูจะมีฝูงเทพยดาและยักษ์คอยเฝ้าอยู่ทุกๆประตู ประชาชนที่จะผ่านเข้าประตูพระราชวังของท้าวเธอได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในศีลธรรม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ประพฤติแต่การสุจริต ส่วนผู้ที่ประพฤติทุจริตจะไม่สามารถผ่านเข้าไปภายในได้
    ใน บริเวณปราสาทนั้นเล่า ก็จะสว่างไสวไปด้วยดวงประทีป รุ่งเรืองด้วยแสงแก้ว๙ประการ กลางคืนกับกลางวันนั้นก็จะแลดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต่างกันแต่ว่าตอนกลางวันสว่างด้วยแสงอาทิตย์ ส่วนกลางคืนจะสว่างด้วยแสงจันทร์และแสงแก้วมณี เป็นที่น่าดูน่าชมยิ่งนัก
    เมื่อ พระศรีอารย์บรมโพธิสัตว์ประทับอยู่ในพระราชวังนั้น จะมีเทพบุตรนำเอาผลไม้ทิพย์มีรสอันโอชานำมาถวายพระองค์ ผลไม้นี้ ถ้าใครได้บริโภคแล้ว คนแก่ก็จะกลายเป็นหนุ่ม มีกำลังแข็งแรง แม้มีอายุมากแล้วก็จะดูประดุจมีอายุเพียง๒๐ปี และจะมีพระมหาเถระ๒๔รูป เดินทางมาจากทิศต่างๆ เพื่อเฝ้าถวายพรแด่สมเด็จพระศรีอารย์บรมจักรพรรดิ ท้าวเธอจะได้นำผลไม้ทิพย์ที่เทวดานำมาถวายพระองค์นั้น น้อมนำไปถวายแก่พระมหาเถระผู้เฒ่าที่มาเฝ้าพระองค์ พระเถระเหล่านั้น เมื่อฉันผลไม้แล้วก็จะรู้สึกง่วงนอนและนอนหลับไป ครั้นตื่นขึ้นก็จะรู้สึกว่าร่างกายของตนกลับแข็งแรงและมีผิวพรรณผุดผ่อง ประหนึ่งว่าเป็นพระภิกษุเมื่อแรกอุปสมบทได้เพียง๑พรรษาเท่านั้น เมื่อพระศรีอารย์นำผลไม้ถวายพระเถระแล้ว ก็จะได้นำเมล็ดผลไม้นั้นไปปลูกไว้ ณ ที่ดินริมปราสาท แล้วก็จะทรงรดน้ำที่เมล็ดนั้น
    ตสฺ มิ ง ขเณ ในขณะนั้น เมล็ดผลไม้ทิพย์นั้นก็จะงอกงามเจริญขึ้น แตกกิ่งก้านสาขา ออกดอกออกช่อ และผลเต็มไปทั้งต้น ฝูงประชาชนทั้งหลาย ก็จะพากันมาจากทิศต่างๆ แล้วเก็บผลไม้นั้นบริโภค คนแก่ก็จะกลับกลายเป็นคนหนุ่ม ผู้ที่มีผิวพรรณไม่งดงาม ก็จะกลับมีผิวพรรณงดงามผ่องใส คนที่เป็นโรคต่างๆหรือร่างกายอ่อนแอ ก็จะหายจากโรค กลับมีร่างกายแข็งแรง


    รอบปราสาทของพระองค์ จะมีต้นกัลปพฤกษ์ ๑,๖๐๐๐ ต้น อาณาเขตของปราสาทนั้นจะกว้างขวางหลายโยชน์ จะเป็นที่อยู่ของประชาชนพลเมือง ซึ่งล้วนแต่มีจิตใจเป็นกุศลทั้งหมด บ้านเมืองจะร่มเย็นเป็นสุขด้วยประการฉะนี้

    แนบพระไตรปิฏกกัณฐ์ที่ ๓/๒๐ พระศรีอารย์ ของจริงมาให้ดูด้วยครับ
     
  19. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    [​IMG][​IMG]

    ต้องขอขอบพระคุณ ท่าน “พลน้อย”
    พระไตรปิฏกกัณฐ์ที่ ๓/๒๐ พระศรีอารย์ คือพระจักรพรรดิกึ่งพระศาสนานี้ น่าจะเป็น ยุคศิวิไล ที่จะถึงนี้
     
  20. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    [​IMG][​IMG] [​IMG]

    ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ

    ในปัจจุบันของเรา โบราณเขาเรียกว่า “เป็นกาลียุค” กาลี เป็นชื่อของพระแม่กาลี ว่ากันว่า พระแม่กาลี ท่านดุร้าย มีแต่ความตาย และทุกข์เวทนา คนโบราณเคยวาดภาพ กาลียุคเอาไว้ เป็นภาพของการฆ่าฟันกันอย่างไร้ความปรานี คนในยุคนั้น ไม่มีคำว่าเมตตา ปรานี ไม่มีคำว่า คุณธรรม หรือศีลธรรม ซึ่งพวกเราก็คงได้เห็นภาพลางๆ ปรากฏขึ้นมาแล้วในยุคของเรา อีกทั้ง ขอให้นำภัยพิบัติในปี 2554 บางคนบอกว่าเป็นแค่ลางบอกเหตุ ยังไม่ใช่ของจริง แต่อย่างไรก็ตาม ครั้งนั้นน่าถือเป็นบทเรียน สิ่งเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นไปแล้ว กลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่าปี 2554 เรายังเตรียมพร้อมได้มากน้อยแค่ไหน ยังขาดอะไร ยังบกพร่องอะไร คราวหน้าปีหน้า 2555 และปี ต่อ ๆ ไปเราจะเตรียมการณ์อย่างไร และภัยวิบัติยังคงเป็นเรื่องของน้ำ อยู่หรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องของ “น้ำ” ก็ถือเป็นเรื่องของโชค ถือว่าดี น้ำลดยังมีเหลือ ถ้าเป็น “ไฟ” เผาผลาญสิ้นไม่มีชิ้นดี เหลือแต่ซาก ถ้าเป็น “ดิน” แผ่นดินไหว สั่นสะเทือน พินาศย่อยยับ ก็มีตัวอย่างให้เห็น เหลือแต่ซากอีก ไม่มีชิ้นดีอีก นำมาใช้ประโยชน์อีกไม่ได้ กว่าจะฟื้นตัวยาวนาน แต่เสียหายน้อยกว่าไฟ ถ้าเป็นลม ก็มีตัวอย่างให้เห็น พายุ ทอร์นาโด ก็ถล่มทะลาย แต่ยังเหลือซาก ใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกเหมือนกัน แต่ไอ้ที่น่ารำคาญมากที่สุด ก็เรื่องการเมือง การขัดแย้งทางการเมือง สร้างความฉิบหายให้กับประเทศไทยมากที่สุด มากกว่าภัยพิบัติทั้งปวง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ “ฟ้าเป็นผู้กำหนด“ ถามตัวท่านเองก่อนว่า จะยอมจำนนโดยไม่สู้ หรือจะสู้โดยไม่ยอมจำนน ถ้าจะสู้ต้องคิดเตรียมการณ์ เอาปัจจุบันเป็นบทเรียน “ปฎิวัติ รัฐประหาร” “น้ำท่วมภัยธรรมชาติ” มองปัญหาก็ต้องมองกันเอาปี 2554 เป็นบทเรียน ทั้งภัยจากความโลภ ความโกรธ ความหลวง มาในรูปของ”ธรรมชาติ” และภัยจาก โลภะ โทสะ โมหะ จะมาในรูปแบบ”การแตกแยกทางการเมือง” คนไทยลืมง่าย บางคนอาจจะลืมปี 2554 ไปแล้วก็ได้ ขอนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์เป็นศิษย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เหมือนกันกับพวกเรา พระราชทานไว้เมื่อปีใหม่ “อย่าประมาท มีสติ” ถ้าไม่ประมาทก็ควรเตรียมการณ์ไว้อย่างไร โดยนำเอาปี 2554 เป็นบทเรียน
    ๑.ที่พักอยู่อาศัยไม่ได้ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ปฏิวัติ รัฐประหาร มีแต่ความตาย ความวุ่นวาย ทางแก้ ต้องหาที่พักสำรองที่ ๒ อย่าหวังเป็นผู้พักพิง อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ และต้องเตรียมการณ์ ตามข้อ ๓- ข้อ ๙ เช่นเดียวกัน
    ๒.ที่พักต่ำเกินไป ทางแก้ ต้องหาที่สำรองที่สูง หรือไปจังหวัดอื่น
    และต้องเตรียมการณ์ ตามข้อ ๓- ข้อ ๙ เช่นเดียวกัน
    ๓.ขาดน้ำสะอาด อาหารแห้ง ทางแก้ ต้องเตรียมสำรองอาหารแห้ง น้ำสะอาด โดยจะต้องอยู่รอดให้ได้ไม่น้อยกว่า ๖๐ วัน ถ้าสมาชิกมากก็เตรียมเอาไว้ให้มาก
    ๔.ขาดแสงสว่าง ทางแก้ เตรียมตะเกียงน้ำมันก๊าซ ไม้ขีด ไฟฉาย แก๊สหุงต้ม
    ๕.อาหารเป็นพิษ เจ็บป่วย เตรียมยาธาตุน้ำขาว สามัญประจำบ้านพื้นฐาน โดยดูตัวของท่านเองเป็นหลัก ว่าท่านมีโรคประจำตัวอะไร และต้องใช้ยาอะไรอยู่เป็นประจำ
    ๖.เครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์สื่อสารในครอบครัว ทางแก้ติดต่อกันให้ได้ ไปด้วยกันทั้งครอบครัว อย่าแยกกัน กำหนดจุดนัดพบหรือจุดรวมตัวเอาไว้ล่วงหน้า
    ๗.ถ้ามีรถ เติมน้ำมันให้เต็มถังอยู่เสมอ อย่าหวังน้ำบ่อหน้า ก่อนเข้าบ้านทุกครั้งเติมน้ำมันให้เต็มถังอยู่เสมอ ถ้านึกจะใช้รถอย่าไปเสียดายเงิน ค่าน้ำมัน การบำรุงรักษา
    ๘.มุ้ง ถุงนอน อุปกรณ์กันฝน เครื่องนุ่งหุ่ม ให้เพียงพอในครอบครัว ในยุโรปที่เจริญแล้วเจอวิกฤติคลื่นความเย็น พาดผ่านตายไปเกือบ ๓๐๐ คน
    ๙.เตรียมอาวุธ หรืออุปกรณ์ป้องกันตัว
    ๑๐.ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ข้อสำคัญ อย่าประมาท พร้อมที่จะทำตามแผน ที่วางเอาไว้
    ๑๑.หมั่นทำบุญ ทำกุศล ใช้ปัญญาพิจารณาว่า ตัวเรานั้นเกิดมาชาตินี้ ยังมีบุญ มีกุศลใด ที่เรายังไม่เคยสร้างหรือเคยกระทำ ก็จงทำตามกำลังความสามารถ บุญกุศลจะเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับเราและครอบครัวแล้วใช้จิตเป็นตัวเลือกว่า “อันว่าความชั่ว อย่าทำเลยเสียดีกว่า”
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 พฤษภาคม 2012

แชร์หน้านี้

Loading...