พระองค์ที่ 11 ( สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม กายมนุษย์ )

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 29 มีนาคม 2020.

  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,885
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,474
    c_oc=AQmz2M676jlL9gfKtTv6XWlAYAj1He9RTA1WH9uWgbSDQmWwVPLv1yEgK_Dtt3uy3nE&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #พระองค์ที่๑๑ ตอนที่ ๑

    ถาม : .....
    ตอบ :
    แล้วคราวนี้พอปลายปี ๒๕๒๘ น่าจะประมาณเดือนพฤศจิกายนเป็นการเป่ายันต์เกราะเพชร คราวนี้งานเป่ายันต์เกราะเพชรนี่หลวงพ่อท่านบอกพระองค์ที่ ๑๑ จะมา เราก็บอก “อ้าว...! มีองค์ที่ ๑๑ อีกหรือครับ ?” คือเคยได้ยินแต่หลวงพ่อแค่องค์ที่ ๑๐ ท่านบอก “ใช่ องค์ที่ ๑๑ คือหลวงพ่อใหญ่องค์ปฐม” ท่านบอกว่า “ในเมื่อเขามีองค์ที่ ๑๐ แล้ว ถ้าเข้ามาก็เรียกข้าว่าองค์ที่ ๑๑ ก็แล้วกัน” เราก็ดีใจว่าจะมีโอกาสได้เจออีก

    ปรากฎว่าถึงเวลาวันงานก็ลักษณะเหมือนเดิม มาก่อนงาน ๒ วัน พอเลิกงานก็พาพรรคพวกเดินลุยกัน โอ้โฮ...คราวนี้ตามกันเป็นร้อย ๆ เลยไม่รู้เป็นเพราะอะไร เขามั่นอกมั่นใจว่าเราต้องหาเจอแน่ เพราะคราวที่แล้วเจอพระองค์ที่ ๑๐ ใครอยากเจอพระองค์ที่ ๑๑ เดินตามเล็กเดี๋ยวเจอ เดินกันซะจนป่าราบเป็นทาง เพราะตอนนั้นตึกรับแขกก็ไม่มีเป็นดงไผ่รกไปหมด เดินหาไปจนกระทั่งคืนวันที่สองหาจนสี่ทุ่มก็ยังไม่เจอ ไม่เจอก็ไปนอนอยู่หลังโบสถ์ หลังโบสถ์วัดท่าซุงจะมีอาคารที่ให้ผู้ชายพัก เขาเรียกว่าอาคาร ๑๗ ห้อง เป็นอาคารเตี้ย ๆ ก่อนหน้านั้นเป็นศาลาสำหรับเจริญกรรมฐาน และสำหรับหลวงปู่หลวงพ่อสิบกว่าองค์ลงมารับสังฆทานกัน แต่ว่าสมัยหลังเขากั้นเป็นห้องสำหรับเป็นที่พัก

    คราวนี้นอน ๆ อยู่ถึงตีสามก็ตื่นตามปกติของตัว ตอนตื่นขึ้นมานี่งง งง “นี่กูอยู่ที่ไหนวะ ?” คือทุกอย่างโล่งไปหมด เหมือนกับเรานอนอยู่กลางทุ่งโล่ง ๆ มองไปสุดลูกหูลูกตาเลย ไกลลิบไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยกิโลเมตรมองเห็นไปหมด พวกตึกรามบ้านช่องต่าง ๆ โดยเฉพาะวัดวาอาราม โบสถ์หายเกลี้ยงเลยไม่มีเหลือ เราก็ “เอ๊ะ...เกิดอะไรขึ้นกันวะ เราก็ตื่นอยู่ จับเนื้อตัวเองบิด.. เฮ้ยเจ็บเว้ย” คราวนี้พอมองไปทางด้านหนึ่งด้านตะวันออกของวัดคือด้านฝั่งแม่น้ำ เห็นเทวดาองค์หนึ่งสูงแค่ไหนไม่รู้นะ แต่ต้นโพธิ์ทางด้านริมน้ำสูงเกิน ๓๐ เมตร เอวท่านเลยยอดโพธิ์ไปอีก องค์ท่านประเภทแต่งชุดเป็นเพชรสว่างจ้าเห็นชัด ๆ เลย เราก็อ้าว...จำได้ ท่านปู่มหานาคา ท่านมาทำอะไรของท่านน่ะ

    พอคิดจบเท่านั้นแหละ เห็นเป็นจุดสีทองเหมือนอย่างกับเพชรสว่างเจิดจ้ามาก มาทางทิศตะวันออกลอยปรี๊ดเดียวเข้ามาอยู่ตรงหน้าเลย กลายเป็นพระองค์ที่๑๑ ลักษณะเป็นพระหนุ่ม ๆ คล้าย ๆ กับรูปหลวงปู่ปานอย่างนี้ ผิวท่านเป็นทองเลยนะ มาถึงยืนตรงหน้าท่านก็บอกว่า “ลูกเอ้ย...คราวหน้าถ้าจะกราบพ่ออย่าไปทำอย่างนั้นนะลูก ไปเดินหาพ่อแบบนั้นอันตราย งูเงี้ยวเขี้ยวของมันมี ถ้าจะกราบพ่อจริง ๆ นะ ให้ไปกราบรูปปั้นของพ่อที่หลวงพ่อเจ้าทำไว้ที่ริมน้ำนะ หรือไม่ก็กราบที่ตัวหลวงพ่อของเจ้าเลย พ่อจะอยู่สองที่นี้เองจำไว้นะลูก” พอท่านพูดจบท่านก็ลอยปรี๊ดกลับไป ตอนที่ท่านลอยปรี๊ดกลับไปตึกรามบ้านช่องโผล่ขึ้นพรึบไล่ตามไปเลย เราเพิ่งรู้ว่าเออ.. คำว่าพระพุทธเจ้าเปิดโลกเป็นอย่างนี้จริง ๆ เห็นทะลุไปหมด ไกลแค่ไหนเห็นเหมือนอย่างกับอยู่ใกล้ ๆ หมด

    ถาม : ........
    ตอบ :
    ตอนเช้ามืดประมาณตีห้าครึ่ง เพราะมีนิสัยตั้งแต่ตอนเป็นฆราวาสคือลุกขึ้นเจริญกรรมฐานประมาณตีสาม แต่ตอนนี้แก่ขึ้นชักจะตื่นตีสอง ตอนนั้นจะต้องตื่นตีสามประจำ พอเจริญกรรมฐานเสร็จประมาณตีห้าครึ่ง ใกล้ที่ฟ้าจะสว่างแล้วก็ย่องไป ย่องไปริมน้ำคนเดียวไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟังกลัวจะผิด กะว่าถ้าท่านอยู่แค่สองที่เราก็จะได้กราบท่านก่อน ปรากฏว่าพอย่องไปถึงที่ริมน้ำ ตอนที่หลวงพ่อท่านสร้างรูปปั้นเสร็จ อาตมาเองก็บอกกับพรรคพวกว่าให้ช่วยกันทำอะไรถวายท่านดีกว่า ก็ตกลงว่าซื้อโซฟาถวายท่าน ซื้อแบบอย่างดีเลยนะ สั่งจากร้านเฟอร์นิเจอร์อย่างชนิดที่ไว้ใจกันได้ว่าเขาไม่โกงเราแน่เอาของดีมา เป็นโซฟาสีขาว บรรดาเพื่อนที่เป็นผู้หญิงก็ช่วยกันถักหมอนอิง ถักพรหมรองนั่ง ถักพรมรองเท้าเป็นสีขาวหมด ก็เอาไปว่าถวายท่านเอาไว้

    คราวนี้ตอนย่องไปคนเดียวนี่รูปของพระองค์ที่ ๑๐ องค์ที่ ๑๑ ท่านวางอยู่ข้างล่างก็เป็นโซฟา พร้อมกับของทุกอย่างที่เราทำวางบูชาท่านอยู่ตรงนั้น จะมีเสาต้นหนึ่งจะเยื้องอยู่นิดหนึ่ง คราวนี้ตอนที่เดินไปก่อนจะถึงเสา เห็นพระองค์หนึ่งนั่งอยู่บนโซฟาห่มจีวรสีเหลืองอ๋อยอย่างนี้ เราก็ฉุนขาดเลย พระที่ไหนไม่รู้กาลเทศะ บนที่บูชาเสือกมานั่ง เดี๋ยวพ่อจะด่าให้เข็ด ก็เดินอ้อมเสากะจะไปโผล่ตรงหน้าแล้วก็ว่าให้แรงเลย เดินอ้อมเสาโผล่ไปแค่ช่วงประมาณสี่ก้าวแค่นั้นเอง หันมามองมีแต่โซฟากับหมอนอิงวางอยู่ ทุกอย่างเป็นสีขาวหมดไม่มีทางเห็นเป็นสีนี้ได้ แต่ตอนนั้นน่ะเห็นชัด ๆ เลยพระองค์หนึ่งนั่งอยู่ ก็ต้องกราบก้นโด่งอยู่ตรงนั้นนั่นน่ะ คือว่าท่านยืนยันให้ว่าท่านอยู่ตรงนั้นจริง ๆ

    พอไปประเคนอาหารพระเสร็จ เข้าไปรับใช้หลวงพ่อที่ศาลาสี่ไร่ ปีนั้นสร้างศาลาสี่ไร่แล้ว พอเป่ายันต์เกราะเพชรรอบแรกก็ไม่มีอะไร รอบสองอยู่ ๆ หลวงพ่อก็ถามขึ้นมาบอกว่า “เออ...เมื่อคืนใครเจอพระองค์ที่ ๑๑ บ้างหว่า ?” เราก็ได้แต่ผมครับอยู่ในใจ เจอแล้วยืนยันใครไม่ได้ เจอตอนตีสามน่ะ ได้แต่ผมครับอยู่ในใจ หลวงพ่อท่านก็พูดต่อว่า “เมื่อคืนพระองค์ที่ ๑๑ ท่านมานะ ท่านมาตอนตีสามตรง ถ้าใครไม่หลับได้เห็นทุกคน เพราะท่านตั้งใจให้เห็น” เราก็เออ.. เวลาก็ตรง หลวงพ่อท่านก็ยืนยันแล้ว คราวนี้ท่านบอกว่า “ตอนนี้ท่านคุมอยู่สองที่ คือที่รูปปั้นของท่านที่ใต้ต้นโพธิ์ริมน้ำที่หนึ่งกับที่ข้าอีกที่หนึ่ง” ตกลงว่าบอกตรงหมดแสดงว่าที่เราเจอน่ะใช่แน่

    ตกลงเป็นอันว่าพอหลังเลิกงานก็ถามหลวงพ่อ ย่อง ๆ เข้าไป “หลวงพ่อครับ เมื่อคืนผมเจอ” ท่านว่า “เออ...ดี โชคดีแล้วลูก เพราะว่าโอกาสที่จะได้เจอพระระดับนั้นยากเต็มทีแล้ว” ถามว่า “แล้วทำไมท่านไม่มาเหมือนพระองค์ที่ ๑๐ ล่ะครับ ?” คือพระองค์ที่ ๑๐ นี่อยู่กับเราเป็นวัน ๆ จับได้คลำได้คุยกันได้อย่างนี้ “ทำไมไม่มาแบบพระองค์ที่ ๑๐ ล่ะครับ ?” หลวงพ่อท่านบอกว่า “ท่านกลัวพวกแกจะไม่ปล่อยท่านไปเหมือนพระองค์ที่ ๑๐” คือพวกเรานั่งล้อมพระองค์ที่ ๑๐ กันเป็นวัน ไล่อย่างไรก็ไม่ไป จนกระทั่งท่านบอกว่า “อย่าลืมว่าพระพูดไม่เกินสามครั้งนะ ถ้าให้ฉันพูดครั้งที่สามจะซวยนะ” ก็ฮือกันออกไปซักสี่ห้าเมตร แล้วก็วิ่งเข้ามาใหม่ถือว่าไปแล้ว ตกลงว่าล้อมท่านอยู่เช้ายันเย็นน่ะ

    ท่านเลยบอกว่า “ท่านกลัวว่าแกจะไม่ปล่อยให้ท่านไป” คือในลักษณะของพระองค์ที่ ๑๐ ถ้าท่านจะไปนี่ถ้าลับตาเราท่านก็หายไปเฉย ๆ แต่คราวนี้เราไปทำอยู่ในลักษณะล้อมท่านเอาไว้ ท่านไม่สามารถที่จะทำอะไรตามใจตัวเองได้ เพราะเดี๋ยวชาวโลกจะแตกตื่นมากเกินไปอย่างนี้ ท่านก็แหม...ต้องเสียเวลานั่งรถไปตั้งไกลกว่าจะไปได้ กว่าจะหลอกอาจารย์ประเสริฐสำเร็จ พอถามหลวงพ่อเข้าหลวงพ่อท่านถึงได้บอกว่า กลัวว่าเราจะไม่ยอมปล่อยให้ท่านไป

    คราวนี้สำหรับอาตมากับพระองค์ที่ ๑๑ นี่ก็อยู่ในลักษณะที่ว่าเหมือนอย่างกับว่าท่านสงเคราะห์ให้ คือท่านมานี่ไม่เคยเจอในลักษณะของกายเป็นพระวิสุทธิเทพเลยนะ มาทีไรคือลักษณะนั้น ก็ถึงเวลาสร้างรูปท่านก็เลยสร้างเป็นรูปพระสงฆ์ คือลักษณะของท่านว่าเหมือนหลวงปู่ปานทุกอย่าง แต่ถ้าสังเกตให้ดี ๆ จะเห็นท่านมีอุณาโลมอยู่ คราวนี้อุณาโลมท่านเป็นสีแดง

    .......................

    ถาม :
    ในหนังสือหลวงพ่อไม่ได้มีการกล่าวถึงพระองค์ที่ ๑๑ มากนัก มีแต่พระองค์ที่ ๑๐ ?

    ตอบ : พูดง่าย ๆ คือถ้าไม่ใช่คนตื่นช่วงนั้นก็ไม่มีใครเจอ แล้วอาตมาก็ไม่ได้ยินใครพูดว่าเจอ แต่ที่กล้ายืนยันเพราะเราเจอแล้ว เล่าให้พรรคพวกที่ไปด้วยกันเกือบสิบคนฟังเอาไว้เท่านั้นเองว่าเจอ แต่คนอื่นนี่ไม่มีใครรู้ แล้วก็ไม่ได้ยินใครพูด อาจจะเป็นคนเดียวที่เจอก็ได้ถือว่าฟลุกไป อย่างที่ญาติโยมที่เดินตามกันตั้งเยอะตั้งแยะที่มั่นใจว่าเราหาท่านเจอ แต่มั่นใจจริง ๆ แล้วมั่นใจถูกด้วย แต่บังเอิญไปเจอตอนตีสามเขาหลับกันหมดแล้ว

    กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๒๒ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๗

    สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ (ต่อ) ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
    Cr.คาถาเงินล้านหนึ่งล้านจบ
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,885
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,474
    #พระองค์ที่๑๑ ตอนที่ ๒

    ถาม :
    (ถามเรื่องเกี่ยวกับการสร้างรูปเหมือนพระองค์ที่ ๑๑)
    ตอบ : คือว่าพระองค์ที่ ๑๑ ท่านเคยมาสงเคราะห์หลายครั้ง ที่ว่าหลายครั้งก็คือประมาณ ๓ ครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ท่านมาในลักษณะของพระองค์ที่ ๑๑ ก็ได้เห็นท่าน แล้วหลังจากนั้นเวลาลำบากมาก ๆ อย่างเช่น ตอนที่อยู่ที่พม่าท่านก็เคยมาสงเคราะห์

    คราวนี้ท่านมาทีไรท่านไม่เคยมาในลักษณะพระวิสุทธิเทพ ท่านมาในลักษณะนี้ เวลามาลักษณะหน้าตาของท่านเหมือนรูปหลวงปู่ปานตอนหนุ่ม ๆ ผ่องใสเนื้อเหลืองเป็นทองเลย

    เพราะฉะนั้นเวลาสร้างลักษณะรูปขึ้นมาเพื่อเคารพบูชาก็จะสร้างในลักษณะนี้คือจากความเคยชินที่เคยเห็นว่าท่านมาสงเคราะห์เราในท่านี้ แล้วเรื่องของพระองค์ที่ ๑๐ ก็คือว่าเขามีการนิมนต์พระ ๙ องค์แล้ว องค์ที่ ๑๐ ท่านมาหลวงพ่อก็เลยเรียกท่านว่าองค์ที่ ๑๐ ทีนี้พอองค์นี้ท่านจะมาบ้างในเมื่อมีองค์ที่๑๐ แล้วข้าเอา ๑๑ แล้วกัน มันก็เลยกลายเป็นประวัติพระองค์ที่๑๑ ด้วยประการฉะนี้แล

    กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๒๗
    สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนมีนาคม ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

    -----------------------------------------


    ถาม : .........
    ตอบ :
    ในชีวิตถ้านับเรื่องของพระองค์ที่ ๑๐ กับพระองค์ที่ ๑๑ ถือเป็นความภูมิใจส่วนตัวหนึ่งในไม่กี่อย่างว่าเรามีโอกาสได้กราบพระดีถึงขนาดนั้น ความภูมิใจระดับแรก ๆ ของเราที่ถือว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างก็คือว่า มีโอกาสได้ฝากเนื้อฝากตัวป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง ได้ปฏิบัติตามคำสอนท่านมา เรื่องของการพบพระองค์ที่ ๑๐ ที่ ๑๑ ก็เป็นไม่กี่อย่างในความภูมิใจ เรามีโอกาสได้พบะพระที่พบได้ยากขนาดนี้

    แล้วพระองค์ที่ ๑๑ ยังเคยตามไปสงเคราะห์ที่พม่าครั้งหนึ่ง เพราะว่าช่วงนั้นเพิ่งไปพม่าครั้งแรก คราวนี้การไปพม่านี่สถานที่ของพม่าที่อยากไปมากเลยจะมีอยู่สามแห่ง คือเจดีย์ชเวดากอง หลวงพ่อพระมหามุนี แล้วก็พระเจดีย์อินทร์แขวน สามที่นี้อย่างไรในชีวิตต้องไปให้ได้

    คราวนี้พอไปถึงหลวงพ่อมหามุนี เราไม่รู้ว่าเขาจะมีพิธีสรงน้ำพระพักตร์ คือล้างหน้าถวายท่านทุกวันตอนตีสี่ครึ่ง ก็ตะเกียกตะกายไปถึงตั้งแต่ประมาณตีสองตีสาม ไปถึงโอ้โฮ...ทำไมประตูกี่ชั้นต่อกี่ชั้นก็ไม่รู้ ใส่กุญแจห้าหกดอก คือข้างในห้องที่พระมหามุนีท่านอยู่มีแต่พวกเพชรพลอยที่เขาถวายไว้ บอกไม่ถูกว่าเยอะเท่าไร

    ไม่รู้ว่าจะยืนให้ยุงหามข้างนอกทำไม จึงเข้าไปข้างในก่อน เข้าไปอย่างไรช่างหัวมันเถอะ ถ้าใครเป็ลูกศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุงต้องทำได้ ลูกขุนแผนต้องทำได้อย่างขุนแผน เข้าไปแบบเกรงใจหน่อย เหลือประตูชั้นสุดท้ายไว้ให้ เพราะว่าชั้นสุดท้ายจะเข้าไปในห้องที่เขาเก็บพวกบรรดาของมีค่า ถ้าเราเข้าไปเดี๋ยวโดนข้อหาขโมย ก็ไปกราบอยู่ตรงนั้น

    น้อมจิตนึกถึงพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ คิดถึงคุณพระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหมด พอตั้งใจนึกถึง ก็เห็นพระองค์ที่ ๑๑ คือสมเด็จองค์ปฐมท่านเสด็จมาครอบลงมาบนองค์ของหลวงพ่อมหามุนี ใหญ่โตมโหฬารมากเลย ถามว่า “มีอะไรหรือลูก ?” คือถ้านึกถึงพระเมื่อไรก็ต้องมีเรื่องจะขอให้ท่านช่วย จึงกราบเรียนท่านว่า “เดินทางมาไกลขนาดนี้แล้ว ในเมื่อเขามีพิธีสรงน้ำพระพักตร์ คือล้างหน้าให้ทุกวันตีสี่ครึ่ง อยากเข้าไปร่วมพิธีข้างในโดยใกล้ชิดจะได้ไหมครับ ?” ท่านบอกว่า “ได้”

    พอท่านบอกว่าได้นะ ก็มีมือมาสะกิดหลังพอดีเราหันมา โฮ้โฮเว้ย...คนอะไรวะ ตัวใหญ่ฉิบหายเลย อาตมาสูง ๑๗๐ กว่าเซ็นต์สูงแค่ไหล่เขาเอง เจ้าหน้าที่ของวัด เขาคงสงสัยว่าพระรูปนี้แหกด่านเข้ามาได้อย่างไร ตั้งกี่ประตูต่อกี่ประตู เข้ามาอยู่ข้างในได้ ดีไม่ดีเขาอาจจะคิดว่าอาตมาอาจจะมานอนหลับในนี้เลยละมั้ง ? พอเขาปิดประตูตอนออกก็เลยออกไม่ได้

    เขาถามเป็นภาษาอังกฤษว่า “มาจากไหน ?” อาตมาตอบกลับไปว่า “มาจากเมืองไทย ตั้งใจจะมาไหว้หลวงพ่อมหามุนี” เขาดีใจใหญ่ เขาบอกว่า “ผมพอพูดไทยได้ครับ ผมอยู่สถานทูตไทยมาสามปี” ก็ถามชื่อถามเสียงเสร็จเรียบร้อย บอกเขาว่าที่มาที่นี่ตั้งใจเลยว่าจะมาร่วมพิธีล้างหน้าพระ อยากจะเข้าไปข้างในด้วยได้ไหม ?” เขาบอกว่า “ได้ครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบอยู่ ผมอนุญาตได้”

    เสร็จแล้วพอประมาณตีสี่ครึ่งเขาก็เปิดประตูชั้นใน แล้วก็มีพราหมณ์อยู่ ๘ รูปพร้อมกับท่านอาจารย์ปัญญาวังสะที่ทำหน้าที่ล้างพระพักตร์พระพุทธเจ้ามา ๓๐ กว่าปีแล้วเข้าไปด้วย พระคุณท่านก็ผลักอาตมาพรวดเดียวเข้าไป แล้วก็ยืนขวางประตูไว้เลย อาตมาก็ไปอยู่ข้างใน

    ปรากฏว่าพราหมณ์ ๘ รูปท่านก็ทำหน้าที่ของท่านไป อาจารย์ปัญญาวังสะท่านก็ล้างหน้าพระของท่านไป เช็ดแห้งปิดทองอะไรของท่านไปเรื่อย เหมือนอย่างกับอาตมาเป็นหัวหลักหัวตอ ไม่มีใครเห็นอย่างนั้นน่ะ ปล่อยให้อยู่หน้าตาเฉยอย่างนั้น อาตมาก็ถ่ายรูปไปทุกซอกทุกมุม ถ่ายจนหมดเลย ไหน ๆ ก็มาแล้ว ไม่ต้องไปเสียดายฟิล์ม ตะบันไปกี่ม้วนต่อกี่ม้วนก็ไม่รู้ มีปัญญาก็ถ่ายไปทุกขั้นตอน

    อาตมาก็ เออ...นาน ๆ ครั้งที่พระองค์ที่ ๑๑ ท่านจะมา เพราะปกติแล้วคือว่าอยากกราบท่านก็ต้องขึ้นนิพพานไปกราบท่านเอง คราวนี้ตอนที่ได้พบท่าน ท่านมาสงเคราะห์ลักษณะอย่างนั้น ไปพม่าก็ไม่นึกว่าท่านจะมาก็มาสงเคราะห์ แต่ว่าอัศจรรย์อยู่อย่างว่าท่านมาครั้งใดท่านมาเป็นพระสงฆ์ทุกครั้ง

    เพราะฉะนั้น...ของอาตมาเองจะไม่ติดใจพระสมเด็จองค์ปฐมในปางพระนิพพาน เพราะว่าไม่เคยชิน จะติดใจในลักษณะพระสงฆ์ ขณะเดียวกันอีกอย่างคือว่าหลวงพ่อวัดท่าซุงสร้างเป็นแบบคล้ายพระพุทธชินราช ก็จะติดในทรงพระพุทธชินราชอีกอย่างหนึ่ง แต่ว่าที่เป็นปางพระนิพพานอะไรจริง ๆ นี่ไม่ติดตาติดใจอาตมาเลย

    หลายคนคิดว่าเป็นรูปหลวงปู่ปานเพราะเห็นพระองค์ที่ ๑๑ ที่ทำไว้ประมาณหัวแม่มือคล้ายหลวงปู่ปาน แต่ถ้าสังเกตให้ดี ๆ จะเห็นว่าพระกรรณคือหูยาวเกินคนทั่ว ๆ ไป แล้วขณะเดียวกัน จะมีพลอยแดงฝังอยู่ คือเวลาท่านมาบางครั้งอาตมานึกว่าเป็นหลวงปู่ปาน แต่ว่าพลอยแดงที่อยู่ตรงหน้านี่บอกชัดเลยว่าองค์ที่ ๑๑

    ถาม : ...............
    ตอบ :
    อ๋อ...ลักษณะรูปร่างท่านยืนยันเลยว่าใช่ มาลักษณะนั้นแหละท่านบอกว่า “เวลามาหาฉันก็มาแบบนั้นแหละ คือมาลักษณะแบบหลวงปู่ปานรูปตอนหนุ่ม ๆ คือเหมือนหลวงปู่ปานแต่หนุ่มมากเลย แล้วอยู่ในลักษณะที่ว่าผิวเนื้อเหมือนสีทอง แต่ว่าอัศจรรย์อยู่อย่างว่า อาตมารู้จากหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า ถ้าสมเด็จองค์ปฐมคุมนี่หลวงพ่อท่านผิวจะดำมาก แต่เวลาที่ท่านมาหาอาตมาเห็น ๆ ว่าผิวท่านเหลืองอร่ามอย่างกับทองจริง ๆ

    กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๒๒
    สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๖ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
    Cr.คาถาเงินล้าน หนึ่งล้านจบ
     

แชร์หน้านี้

Loading...