พระอริยะบุคคลมีในศาสนาอื่นหรือไม่

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย โพธิวิถี, 12 กันยายน 2010.

  1. โพธิวิถี

    โพธิวิถี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2010
    โพสต์:
    150
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +580
    เรียนเสนอ ปัญหาบ้าง ขอเรียน กราบเรียน และอาราธนา ท่านผู้รู้ได้ วิสัชนาครับ

    พระอริยะบุคคล (คู่ของบุรุษ 4 คู่ ) จะมีเหมือนในศาสนาพุทธหรือไม่ครับ
     
  2. คิเคียว

    คิเคียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2006
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +459
    พระอริยบุคคลลำดับแรกคือ โสดาปัตติมรรค มีคุณสมบัติดังนี้
    1. รู้ตัวว่าเราต้องตาย ร่างกายนี้ต้องตาย
    2. มีศีล 5 บริสุทธิ์เสมอแม้ด้วยใจ
    3. ไม่ลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย โดยใช้ปัญญาพิจารณาอย่างแยบคายแล้ว ว่าความดีของพระรัตนตรัยมีว่าอย่างไรๆ

    ศาสนาอื่นก็ทำได้นะคะ
    ถ้ารู้แก่ใจว่าตัวเรานี้วันใดวันหนึ่งก็ตายแน่ๆ
    มีศีล 5 บริสุทธิ์แม้ไม่รู้ว่ามันคือศีล 5 ก็ตาม
    แต่ข้อ 3 นี่ไม่ทราบว่าจะทำได้ยังไง ถ้าไม่รู้จักพระรัตนตรัย
    บางคนเป็นคริสต์ แต่นับถือพุทธ เคารพพระรัตนตรัยด้วยใจจริง ดิฉันคิดว่าน่าจะได้เหมือนกัน นี้คือเงื่อนไข
    แต่ก็อีกนั่นแหละ ศาสนาพุทธคือศาสตร์แห่งการหลุดพ้น ซึ่งมีองค์สมเด็จพระจอมไตรเป็นผู้ค้นพบธรรมนั้นและนำมาสั่งสอน
    ถ้าไม่ทำตามสิ่งที่พระองค์สั่งสอนก็ไม่ใช่พุทธ แล้วก็จะไม่หลุดพ้น ไ่ม่ชื่อว่าอริยบุคคลแม้เบื้องต้น เพราะปฏิบัติคนละทาง จุดมุ่งหมายคนละอย่าง
    หากปากบอกว่าเป็นคริสต์แต่จิตใจเป็นพุทธก็เป็นอริยบุคคลได้
    หากปากบอกว่าเป็นพุทธแต่จิตใจไม่ใช่ ก็ไม่สามารถเป็นอริยบุคคลได้
    ทุกสิ่งอยู่ที่ใจ ไม่มีกำแพงกั้นทางศาสนา

    รอผู้รู้มาช่วยเสริมหรือแก้ข้อบกพร่องต่อไป ;)
     
  3. 2ชาติตรัสรู้

    2ชาติตรัสรู้ គ្រប់គ្រាន់ รักษาดวงใจ.គ្រប់គ្រាន់

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    1,696
    ค่าพลัง:
    +1,558
    ทรงโปรดสุภัททะปริพาชก
    ในราตรีนั้นได้มีนักบวชปริพาชกนอกพระพุทธศาสนาผู้หนึ่งชื่อ สุภัททะ ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระอานนท์จึงขอร้องวิงวอนว่า อย่าได้รบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ซึ่งปริพาชกสุภัททะก็ยังกล่าววิงวอน ขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามข้อข้องใจบางประการ พระอานนท์ได้ห้ามว่า
    อย่าเลย สุภัททะ ท่านอย่ารบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระองค์ทรงลำบากพระวรกายมากอยู่แล้ว
    พระองค์ประชวรหนักจะปรินิพพานในยามสุดท้ายแห่งราตรีนี้แน่นอน”
    ท่านสุภัททะยังได้วิงวอนต่อว่า
    โอกาสของข้าพเจ้า เหลือเพียงเล็กน้อย ขอท่านอาศัยความเอ็นดูโปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระศาสดาเถิด”
    พระอานนท์ทัดทานอย่างเดิม และสุภัททะก็อ้อนวอนเช่นเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้ยินถึงพระพุทธองค์ จึงรับสั่งว่า
    “อานนท์ ! ให้สุภัททะเข้ามาหาตถาคตเถิด”

    เมื่อสุภัททะได้เข้าเฝ้าพระศาสดานั้น ก็ขอประทานโอกาสกราบทูลถามข้อข้องใจบางประการ ซึ่งพระพุทธองค์ก็อนุญาตให้ถาม โดยสุภัททะได้กราบทูลถามว่า

    “พระองค์ผู้เจริญ คณาจารย์ทั้งหกคือ ปูรณะกัสสปะ มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธะกัจจายนะ
    สัญชัย เวลัฏฐบุตร และนิครนถ์นาฏบุตร เป็นศาสดาเจ้าลัทธิที่มีคนนับถือมาก เคารพบูชามาก
    ศาสดาเหล่านี้ยังจะเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสหรือประการใด”
    พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
    “เรื่องนี้หรือสุภัททะที่เธอดิ้นรนขวนขวายมาหาเราด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด”
    พระศาสดาตรัสทั้งยังหลับพระเนตรอยู่ แล้วทรงตรัสแก่สุภัททะว่า
    “อย่าสนใจกับเรื่องนี้เลย สุภัททะ เวลาของเราและของเธอเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
    จงถามสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เธอเองเถิด”
    “ถ้าอย่างนั้น..ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหาสามข้อ คือ รอยเท้าในอากาศมีอยู่หรือไม่
    สมณะภาย นอกศาสนาของพระองค์มีอยู่หรือไม่ สังขารที่เที่ยงมีอยู่หรือไม่”
    พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
    สุภัททะ ! รอยเท้าในอากาศนั้น ไม่มี ศาสนาใดไม่มีมรรคมีองค์แปดสมณะผู้สงบถึงที่สุด ก็ไม่มีในศาสนานั้น สังขารที่เที่ยงนั้นไม่มีเลย สุภัททะ ปัญหาของเธอ มีเท่านี้หรือ"
    “มีเท่านี้ พระพุทธเจ้าข้า”
    พระพุทธองค์ทรงทราบอุปนิสัยของสุภัททะจึงตรัสว่า
    “สุภัททะ ! ถ้าอย่างนั้นจงตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงธรรมให้ฟังแต่โดยย่อ
    ดูกรสุภัททะ ! อริยมรรคประกอบด้วยองค์แปดเป็นทางประเสริฐ สามารถให้บุคคลผู้เดินไปตามทางนี้ถึง
    ซึ่งความสุขสงบเย็น เต็มที่เป็นทางเดินไปสู่อมตะ
    ดูกรสุภัททะ ! ถ้าภิกษุหรือใครก็ตามจะพึงอยู่โดยชอบ ปฏิบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐ
    ประกอบด้วยองค์แปดนี้อยู่ โลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์”

    สุภัททะปริพาชก เมื่อได้ฟังพระดำรัสนี้แล้วเกิดความเลื่อมใส ทูลขออุปสมบทบรรพชา พระพุทธองค์ ทรงตรัสว่าผู้ที่เคยเป็น นักบวชในศาสนาอื่นมาก่อน ถ้าประสงค์จะบวชในศาสนาของพระองค์ จะต้องอยู่ “ติตถิยปริวาส” คือ บำเพ็ญตนทำความดีจน ภิกษุทั้งหลายไว้ใจ เป็นเวลา ๔ เดือนก่อนแล้วจึงจะบรรพชา อุปสมบทได้ สุภัททะทูลว่าตนเองพอใจอยู่บำรุงปฏิบัตพระภิกษุ ทั้งหลาย ๔ ปี
     
  4. หาธรรม

    หาธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,163
    ค่าพลัง:
    +3,739
    อริยะบุคคลจะเป็นได้ต่อเมื่อ ปฏืบัติได้ถูกต้อง คือ ตราบใดที่ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ก็ย่อมมีพระอริยะเกิดขึ้น เหมือนปลูกข้าวถูกวิธีก็ย่อมให้เมล็ดเป็นผล ไม่ใช่เอาเมล็ดข้าวไปหว่านในที่ไม่มีแสงแดดแล้วต้นข้างจะเจริญได้อย่างไร

    ทีนี้ต้องดูว่าศาสนาอื่นเขาสอนวิธีตามมรรคมีองค์ ๘ ไหม ถ้ามีเข้าก็มีพระอริยบุคคลได้

    มรรคมีองค์ ๘ รวบย่อแล้ว คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

    ๑. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญาว่า ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับดทุกข์ และการปฏิบัติให้ถึงการดับทุกข์
    ๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง มีความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม คือมีดำริที่จะออกจากกาม ละบาป และ บำเพ็ญบุญ
    ๓. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึงการพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม (ศีลข้อ ๔)
    ๔. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง (ศีลข้อ ๑,๒,๓ และ ๕)
    ๕. สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ โดยการทำมาหากินอย่างสุจริตชน
    ๖. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม คือ พยายามละบาปที่ทำแล้ว พยายามไม่ให้บาปที่ยังไม่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้น ทำกุศลคุณความดีให้เกิดขึ้น ทำความดีให้เจริญงอกงายยิ่ง ๆ ขึ้นไป
    ๗. สัมมาสติ คือ สติปักฐาน ๔ นั่นเอง ประกอบด้วย กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธรรมมานุปัสสนา

    สติกับสมาธิเป็นของคู่กัน เมื่อเจริญสติก็ได้สมาธิ เมื่อเจริญสมาธิก็ได้สติ

    ๘. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์ ๕ หรือการทำสมาธินั่นเองโดยอาศัยสติปักฐาน ๔ หรือ กรรมฐาน ๔๐ เมื่อสมาธิตั้งมั่น จิตก็รวม สมาธิก็แน่วแน่และก้าวลึกลงไปเป็นลำดับ ไล่ไปตั้งแต่ ฌาน ๑,๒,๓,๔ หรือ อาจไปถึงอรูปฌานอีก ๔

    ปัญญารู้แจ้งในกองขันธ์ ๕ (รูป-นาม) จะเกิดขึ้นได้จากปัญญาที่เกิดจากวิปัสสนา หรือ ที่เรียกว่าวิปัสสนาญาณ จากการปฏิบัติในข้อ ๗ และ ๘ ปัญญาจากวิปัสสนาญาณนี้มีคุณอย่างหาประมาณมิได้คือ ใช้ถอนกิเลสละเอียดที่เรียกว่าอาสวะหรือนุสัย คือ สัญชาตญาณของความเป็นคนและสัตว์ คือต้องกินต้องนอนต้องกลัวต้องสืบพันธุ์ ฯลฯ มันเป็นกิเลสที่ติดในกมลสันดานของสัตว์ไปทุกที่ทุกภพที่เกิดมันถอดถอนได้ยาก

    ศีลใช้กำจัดกิเลสหยาบคือความไม่เรียบร้อยทางกายวาจาใจ
    สมถสมาธิใช้ระงับกิเลสอย่างกลางคือนิวรณ์ ๔
    ส่วนวิปัสสนาใช้กสำหรับถอนรากถอนโคนกิเลสละเอียดที่แนบแน่นอยู่กับกมลสันดานของคนและสัตว์

    คราวนี้ต้องมาดูว่าศาสนาอื่นสอนแบบนี้ไหม ถ้าแบบนี้แนวทางนี้ ก็มีพระอริยบุคคลเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่ได้สอนแบบนี้ พระอริยะบุคคลก็จะไม่เกิดขึ้นได้เลย

    ธรรมกลุ่มก้อนใหญ่ ที่อุปการะการตรัสรู้ คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ในกลุ่มนี้มีธรรมอื่น ๆ อยู่ด้วย และก็มีมรรคมีองค์ ๘ อยู่ด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ นี่เป็นแผนที่เดินทางเพื่อไปสู่การเป็นพระอริยเจ้า
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 กันยายน 2010
  5. พรม

    พรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +163
    พระอริยะบุคคลขั้นแรก คือ พระโสดาบัน คุณสมบัติอย่างหนึ่งของพระโสดาบันคือ เป็นผู้เข้าสู่กระแส่แห่งพระนิพพานแล้ว อีกไม่เกิน7ชาติก็จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์

    เป็นผู้มีศรัทธาในพระรัตนไตรมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง และจะไม่มีทางเปลี่ยนศาสนาอีกเลยนับแต่บรรลุโสดาบัน แปลว่าโสดาบันมีแต่ในพระพุทธศาสนาใช่ใหมละครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...