เรื่องเด่น พระอาจารย์เตือนเรื่อง "ชีวิตการครองเรือนของฆราวาส"

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย Komodo, 13 กุมภาพันธ์ 2018.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. Komodo

    Komodo หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    11,312
    กระทู้เรื่องเด่น:
    100
    ค่าพลัง:
    +103,404
    พระอาจารย์เตือนเรื่อง "ชีวิตการครองเรือนของฆราวาส"

    *************************************************************************
    พระอาจารย์.jpg

    ถ้าต้องเกิดมาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ มาเกิดในร่างกายที่มีความทุกข์อย่างนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ๆ เพราะว่าทุกอย่างจะรุมเร้าเข้ามา ถ้าหากว่าตัวคนเดียวอย่างเก่งก็เจ็บป่วย หนาวร้อน หิวกระหาย

    แต่ถ้าหากว่า ๒ คน ตอนนี้เราไม่ป่วยแต่เขาป่วย เราก็เหมือนกับป่วยไปด้วย เราไม่หิวเขาหิว ก็เหมือนกับเราหิวด้วย
    ถ้าหากว่า ๓ คนขึ้นไปยิ่งแล้วใหญ่ ตัวเราตัวเขาไม่เป็นไร แต่ไอ้ตัวเล็กนี่อย่างไรก็ไม่ได้ เราจะหิวแค่ไหนเขาก็ห้ามหิว ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด ต้องรับผิดชอบเขาให้ดีที่สุด

    นี่เป็นการสร้างความทุกข์ทับถมตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็จมลึก ดิ้นไม่หลุด เหมือนกับตกอยู่ในหล่มโคลนดูด

    ตอนนี้เรามาอยู่ในสภาพนี้ ถือว่าเราก้าวพ้นหล่มขึ้นมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะห่างออกไปไกลไม่ได้ ยังอยู่ใกล้ก็ตาม ขอให้พยายามตะเกียกตะกาย ไปให้พ้นโดยเร็วที่สุด แม้ว่าบางคนยังไม่พ้นหล่ม แต่เราก็ชูคอขึ้นมาเหนือโคลนแล้ว ยังสามารถหายใจได้ ยังสามารถหาช่องทางดิ้นรนเพื่อที่จะให้พ้นได้

    แต่ถ้าในชีวิตฆราวาสนี่ เหมือนกับเราจมอยู่ในบ่อโคลนดูดทั้งตัว ไม่สามารถที่จะดิ้นหลุดออกมาได้ ไม่ว่าจะวิถีทางใด ๆ มีแต่จะซ้ำเติมให้หนักขึ้น

    ในเมื่อเราเห็นแล้วว่า ช่องทางอยู่ตรงนี้ ก็ควรจะใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นว่า ชีวิตการครองเรือนของฆราวาสทั่ว ๆ ไป มีแต่ความทุกข์อย่างแสนสาหัส มีแต่ซ้ำเติมให้หนักขึ้นไปเรื่อย และท้ายสุด อาจจะจ่อมจมลงในอบายภูมิไม่อาจจะฟื้นตัวได้

    ในเมื่อเรามาอยู่ในจุดนี้แล้ว จงพยายามก้าวไปข้างหน้าให้มากที่สุด ใช้ปัญญาที่เราจะพึงมี ประคับประคองสภาพจิตของเรา ให้ผ่องใสที่สุดเท่าที่จะผ่องใสได้ เมื่อถึงวาระที่เราละร่างกายนี้ไป เราจะได้ไปให้ไกลที่สุด หลุดพ้นไปได้เลยยิ่งดี

    นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ว่า เรื่องของปัญญาบารมีสำคัญที่สุด ปัญญาจะเกิดก็ต่อเมื่อศีลกับสมาธิทรงตัว ขอให้ทุกคนพยายามทำให้เต็มที่เท่าที่ท่านจะทำได้

    อบรม (พระ) ที่เกาะพระฤๅษี วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐
    ปกิณกธรรมจากเกาะพระฤๅษี


    ที่มา : เว็บวัดท่าขนุนดอทคอม

    อ่านฉบับเต็มได้ที่
    http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2019

    ***************************************************************************

    หมายเหตุประกอบจากคนโพสต์ : ผม (Komodo) ตั้งชื่อเรื่องนี้เอง
    และเห็นว่า แม้พระอาจารย์จะเทศน์สอนพรแต่มีข้อธรรมที่
    ฆราวาสสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายเรื่อง
    สำหรับคนโสด ก็เป็นการเตือนถึงทุกข์ของการครองเรือน
    สำหรับคนมีครอบครัว มิได้ต้องการให้เลิกรากัน
    แต่เป็นการเตือนให้พิจารณาถึงทุกข์ของการครองเรือน
    สำหรับพระสงฆ์ ก็ตามที่พระอาจารย์ท่านเทศน์นะครับ
     
  2. Komodo

    Komodo หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    11,312
    กระทู้เรื่องเด่น:
    100
    ค่าพลัง:
    +103,404
    สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์สอนท่านเจ้าคุณนรฯ

    ******************************************************

    27858504_1989374708050517_2043510543633003335_n.jpg

    สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้สอน เรื่องอริยสัจสี่แก่ท่าน จนท่านเห็นความทุกข์ที่แทรกซ้อนอยู่ในความสุข จนกล่าวได้ว่า ไม่มีความสุขใดในชีวิตฆราวาส ที่จะไม่มีความทุกข์ซ้อนอยู่ในความสุขนั้น และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตของท่านที่ผ่านมาท่านก็เห็นได้ชัดเจนว่า ชีวิตเป็นทุกข์อย่างแท้จริงและอยากจะใฝ่หาทางพ้นทุกข์

    อย่างไรก็ดี ท่านยังไม่ตัดสินใจจะบวชตลอดชีวิต แต่จะบวชไปก่อน การบวชไปก่อนของท่านนั้นไม่ได้บวชอย่างขอไปที หรือบวชอย่างคนที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลาสิกขาหรือไม่ ซึ่งการบวชดังกล่าวนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บวชแต่อย่างใด
    นอกจากจะอยู่ไปวันหนึ่ง ๆ

    แต่สำหรับท่านธมฺมวิตกฺโก ท่านไม่ได้ปล่อยให้เวลาล่วงไปวันหนึ่ง ๆ อย่างเปล่าประโยชน์ ท่านบวชและเจริญสมาธิอย่างเข้มงวดในช่วงระยะเวลานี้ เพียงแต่ยังไม่ได้ตั้งใจจะบวชจนตลอดชีวิตเท่านั้น และจากการปฏิบัติของท่านนี้ ก็เกิดผลให้ท่านสมดังใจ ทำให้ท่านตัดสินใจได้ภายหลัง หลังจากบวชแล้วประมาณ ๖ ปี

    ขณะนั้น ท่านเกิดเบื่อหน่ายทุกสิ่งทุกอย่าง มีความบันเทิงแต่ในทางธรรมเพียงอย่างเดียว และเห็นความเป็นอนิจจังของบ้านเมือง จนเล็งเห็นว่าแม้ท่านจะลาสิกขาออกไป ท่านก็ไม่อาจจะไปใช้ชีวิตดังเดิมได้

    ในเมื่อ จิตใจของท่านเบื่อหน่ายต่อชีวิตการครองเรือน มองเห็นแต่ความทุกข์ หากลาสิกขาบทไปก็เท่ากับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมอีก ในเมื่อท่านได้ก้าวออกมาจากชีวิตนั้นแล้ว เป็นอิสระแล้ว จะย้อนกลับไปใช้ชีวิตเช่นนั้นอีกทำไมเล่า เหมือนก้าวขึ้นมาจากโคลนตมแล้วกลับกระโดดลงไปอีกฉะนั้น

    ส่วนที่ท่านบอกว่า เห็นความเป็นอนิจจังของบ้านเมืองจนคิดเบื่อหน่ายนั้นก็คือ เมื่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ ทรงตั้งสมาคมเจ้า และท่านปรีดี พนมยงค์ ตั้งสมาคมราษฎร์ขึ้นมา ท่านจึงพิจารณาเห็นว่าท่านไม่อาจไปใช้ชีวิตฆราวาสได้อีกอย่างแน่นอน เพราะชีวิตฆราวาสเป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้โดยไม่รู้ว่าต่อสู้ไปทำไม เพื่ออะไร ในเมื่อชีวิตนี้เป็นทุกข์ควรจะต่อสู้เพื่อให้พ้นทุกข์มิดีกว่าหรือ

    ที่มา : เว็บวัดท่าขนุน

    อ่านฉบับเต็มได้ที่
    http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=978

    ***************************************************************************

    หมายเหตุประกอบจากคนโพสต์ : ผม (Komodo) เห็นว่าเป็นธรรมะที่
    มีความเชื่อมโยงกันจึงขอนำมาโพสต์ต่อกันเพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...