พระโพธิสัตว์กวนอิม

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย paang, 29 กรกฎาคม 2005.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,316
    [​IMG]


    ประวัติพระโพธิสัตว์กวนอิม

    พระโพธิสัตว์กวนอิม เดิมเป็นเทพธิดาที่มาจุติยังโลกมนุษย์ เพื่อมาช่วยปลดเปลี้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ ท่านเป็น ราชธิดาองค์ที่สามของกษัตริย์เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน องค์ที่สามชื่อ เมี่ยวซ่าน คือ พระโพธิสัตว์กวนอิมนั่นเอง ตอนเยาว์วัยท่านเป็นพุทธมามกะ มีความรู้แจ้งในหลักพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อความหลุดพ้นจากสังสารวัฏ ตอนนั้น พระเจ้าเมี่ยวจวงไม่เห็นด้วยกับความ ประสงค์ของราชธิดา จะบังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบังลังก์ต่อไป แต่องค์หญิงสามไม่สนพระทัยเรื่อง ลาภยศสรรเสริญอันจอมปลอม
    ซึ่งแม้จะถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด ต่อมาองค์หญิง สามได้ถูกขับไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจแต่ก็มีเหล่ารุกข- เทวดามาช่วยทำงานให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชีนำองค์หญิงไปอยู่ที่วัดนกยูงขาวและ ให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิง ก็มีพระทัยเด็ดเดี่ยวไม่เปลี่ยนแปลง งานการต่างๆ ก็มี เหล่าเทวดามาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าใจว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไปพร้อมกับพวกแม่ชีทั้งหมด
    มีแต่องค์หญิงสามเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้พระ เจ้าเมี่ยวจวงทราบดังนั้น จึงสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต ตอนนั้นมีเทพารักษ์คอยคุ้มครององค์หญิงสามอยู่ โดย- เนรมิตทองคำทิพย์เป็นเกราะหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย จนดาบหักสะบั้นถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก


    โดยเข้าใจว่า นายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับองค์ หญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำองค์หญิงขึ้นพาดหลัง แล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซียงชัน
    ต่อมา เทพไท่ไป๋ ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดองค์หญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์จน- สามารถบรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม
    ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าใจว่าองค์หญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีก ต่อมาไม่นาน บาปกรรมที่ พระองค์ก่อไว้ได้ส่งผล กษัตริย์เมี้ยวจวงเกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียาใดที่จะสามารถรักษาให้หายได้
    องค์หญิงได้ทรง ทราบด้วยญาณวิถีว่า พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธเคือง การกระทำของพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและแขนสองข้างเพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย
    องค์หญิง เมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรดชี้แนะหนทางดับทุกข์ ด้วยเหตุนี้ พระโพธิสัตว์กวนอิม จึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธ และฝ่ายเต๋าในขณะเดียวกัน


    พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตต์ (กวนอิมพู่สัก) พระโพธิสัตต์ผู้มากล้นด้วยความเมตตา

    เรื่องของพระโพธิสัตต์พระองค์นี้ มิใช่สิ่งแปลกปลอมในพุทธศาสนา แต่เป็นพระโพธิสัตต์องค์สำคัญที่ได้รับการสักการะบูชามากที่สุด ที่อินเดียรูปเคารพมักจะเป็นภาพเขียน ปูนปั้น หินและไม้แกะสลัก ซึ่งปรากฏอยู่ตามฝาผนังถ้ำ วัดวาอาราม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และวิทยาลัยทางพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นนาลันทา , วิกรมศาลา ไม่จำเพาะแต่ที่อินเดียเท่านั้น ในเอเชียกลาง อาฟกานิสถานก็ปรากฏอย่างมากมาย

    ลักษณะของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตต์ในอินเดีย พระพักตร์ พระวรกาย และพระอิริยาบท ตลอดจนการฉลองพระองค์อยู่ในรูปลักษณะของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจักรพรรดิเป็นมหาราช มิได้มีฉลองพระองค์จนอ่อนพลิ้วอย่างจีน หรืออย่างที่พบกันในปัจจุบันของเมืองไทย ก็ได้อิทธิพลมาจากจีนทั้งสิ้น

    เนื่องด้วยพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตต์ ทรงมีพระกตัญญู (เมตตากรุณาธิคุณ) คอยปลดเปลื้องความทุกข์ภัยของสัตว์โลก จึงมีพระเนมิตตกนาม ( นามที่ได้จากลักษณะและคุณสมบัติ ) ตามภาษาจีนเรียกว่า พระกวนอิมพู่สัก แปลว่า พระโพธิสัตต์ที่มีพระกรรณาวธานโลกาศัพท์ หรือเรียกง่ายๆก็คือ ผู้คอยเงี่ยหูสดับรับฟังความทุกข์ของสัตว์โลก

    ในพระพุทธศาสนามหายาน คณะสงฆ์จีนนิกาย กล่าวไว้ว่า สามารถเนรมิตกายได้ 32 กาย แล้วแต่ว่าจะไปโปรดใคร มิใช่มีรูปร่างเป็นหญิงดังที่ปรากฏเท่านั้น ที่สำคัญ มี 6 ร่าง คือ

    1. อวโลกิเตศวร (กวนอิมพู่สัก)
    2. สหัสหัตถสหัสเนตรอวโลกิเตศวร
    3. เอกาทสมุขีอวโลกิเตศวร
    4. หัยครีวอวโลกิเตศวร
    5. จัณฑิอวโลกิเตศวร
    6. จินดามณีจักรอวโลกิเตศวร


    มงกุฏเหนือเศียรเกล้าแห่งพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตต์มหาสัตต์ หลังพุทธศตวรรษที่ 14 มักจะเป็นรูปของพระอมิตาภะในปางสมาธิแทบทั้งสิ้น ในกรณีที่เป็นพระโพธิสัตต์มีหลายเศียร เศียรบนสุดอย่างไรเสียก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้าอมิตภะ ไม่สามารถเลี่ยงหรือแส่ส่ายไปทางอื่น ดอกบัวสัญญลักษณ์ของกวนอิม คือ บัวสีชมพู สีขาวใช้กับพระมัญชุศรีโพธิสัตต์เท่านั้น ด้วยดอกบัวสีชมพูในตระกูลปัทมะนี้เอง ทำให้พระองค์ได้รับการขนานพระนามว่า " พระปัทมปาณีโพธิสัตต์ "

    ด้วยความเมตตา กรุณาต่อสรรพสัตว์อันประมาณมิได้นี้เอง ก่อให้เกิดแนวในการสร้างพระกวนอิมพันมือพันตาในเวลาต่อมา โดยขนานนามพระองค์ท่านว่า พระสหัสสหัตถ์สหัสสเนตรอวโลกิเตศวร หรือถ้าเป็นปาง 4 พระกร เรียก จตุหัตถ์อวโลกิเตศวร

    ส่วนพระคาถาสรรพราเชนทร์ ด้วยถ้อยความศักดิ์สิทธิ์ 6 พยางค์ " โอม มณี ปัทเม หุม " นั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " ษฑักษรีมหาวิทยา " โดยกำหนดให้ปางหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร หรือพระษฑักษรีโลเกศวร เป็นพระโพธิสัตต์ผู้รักษามนตราศักดิ์สิทธิ์ 6 พยางค์นี้

    ในพุทธศาสนามหายานนั้น ยกย่องพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตต์ ว่าเป็นพระผู้ได้รับธรรมจักรมาโดยตรงจากพระพุทธเจ้า และเป็นผู้นำในการรักษาพระพุทธศาสนา และหมุนธรรมจักรต่อไป

    พระคัมภีร์สำคัญๆของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานประกอบด้วย คัมภีร์มหาสุขาวดีวยุหสูตร , จุลสุขาวดีวยุหสูตร , อมิตายุรธยานสูตร , ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร , พระสัทธรรมปุณฑรีกสูตร

    เพราะฉะนั้นโดยวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของอินเดียและชนชาวจีนแตกต่างกันมาก ดังนั้น เมื่อจำเป็นต้องแปลคัมภีร์เหล่านี้ จึงต้องใช้เวลาในการปรับความเข้าใจในหลักคิดและการใช้ภาษาเป็นอย่างมาก เพื่อมิให้ผิดเพี้ยนไปตามความหมายเดิม แต่คัมภีร์และแนวคิดเกี่ยวกับพระอวโลกิเตศวรนั้น ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างมากเกือบ 800 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นคริศตศักราชมาจนถึงจุดสูงสุดในราชวงศ์ถัง ( ราว ค.ศ. 7-8 )

    ในช่วงปลายศตวรรษที่ 6 ทางตอนเหนือของประเทศจีนมีวัดของพุทธศาสนามากกว่า 3หมื่นวัด มีพระและชีรวมกันราวๆ 2ล้านคน ส่วนทางใต้ซึ่งเป็นเขตปกครองของราชวงศ์เหลียว มีวัดมากกว่า 2,800 วัด มีพระและชีราวๆ 82,700 รูป

    แนวความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตต์เริ่มแพร่หลายในประเทศจีนเป็นอย่างมาก พระพุทธเจ้าที่ได้รับการบูชาอย่างแพร่หลายคือ พระอมิตภพุทธเจ้า , พระศากยมุนีพุทธเจ้า , พระไภษัชคุรุพุทธเจ้า , พระไวโรจนพุทธเจ้า เป็นต้น พระโพธิสัตต์ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากคือ กวน เซ ยิน หรือ กวน ยิน หรือคนไทยคุ้นเคยกับการอ่านและสะกดว่า กวนอิม ซึ่งมีต้นรากมาจากพระโพธิสัตต์พระองค์หนึ่งซึ่งปรากฏพระนามในภาษาสันสกฤตว่า อวโลกิเตศวรโพธิสัตต์

    จากกวนอิมหน้าม้าเป็นมหาบุรุษ

    เทพฝ่ายจีนในระยะเริ่มต้นนั้นมักผสมปนเปกันไประหว่างเพศหญิงและเพศชาย รวมถึงครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ด้วย ฉะนั้นเทวปกรณ์ของฝ่ายจีนนั้น จึงมีทั้งเทพและมารด้วยตำนานอันแสนพิสดาร แม้ว่าต้นเค้าของพระเป็นเจ้าแห่งสวรรค์ตะวันตก หรือโลกทิพย์สุขาวดี อันประกอบด้วยพระอมิตภพุทธเจ้า , พระโพธิสัตต์อวโลกิเตศวรมหาสัตต์ , พระโพธิสัตต์มหาสถามะปราบต์มหาสัตต์ จะมีที่มาหลากหลายทางก็ตาม

    แต่ทางอินเดียแล้ว รากฐานดั้งเดิมของพระโพธิสัตต์อวโลกิเตศวรมาจาก เทพม้าคู่ ในลัทธิพราหมณ์-ฮินดู ทั้งนี้เมื่อปราชญ์ฮินดูเริ่มปฏิรูปและจัดหมวดหมู่ของพระเวทและเทพเจ้าใหม่ เป็นระยะๆด้วยการสถาปนาพระเป็นเจ้าพระองค์ใหม่ๆ หรือการเพิ่มเติมฤทธิ์เดชอย่างมากมายนั้น ก็เพื่อสร้างศูนย์รวมศรัทธาให้เหนียวแน่น เป็นเครื่องบีบรัดมิให้คนของตนเองถ่ายเทมายังศาสนาพุทธ อย่างกรณี พุทธาวตาร ซึ่งถือว่า เป็นนารายณ์อวตารองค์ที่ 9 นั้น

    ก็เพื่อที่จะกลืนเอาศาสนาพุทธไปเป็นพวกตน ดังนั้นเพื่อที่สืบต่อพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน จึงมีการผ่อนปรน ปรับหลักคิดเสียใหม่ ด้วยการนำเอาความคิดเรื่องเทพเจ้ามาปรับใหม่ให้กลายเป็นเรื่องพระโพธิสัตต์เสีย เพื่อเป็นการชักจูง โน้มน้าวด้วยเครื่องบันเทิงตั้งแต่คัมภีร์ เทวปกรณ์ ไปจนถึงการประโคมดนตรีขับกล่อมพระโพธิสัตต์ ดังจะเห็นได้ว่า เรื่องสุขาวดีพุทธเกษตรของพระอมิตภพุทธเจ้านั้น น่ารื่นรมย์เพียงไร

    ในสมัยฤคเวทของพราหมณ์นั้น มีเทพเจ้าคู่หนึ่งเป็นม้าแฝด ชื่อ พระกุศลเทพ สร้างบารมีด้วยการโปรดผู้คนซึ่งตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้นศาสนาพุทธจึงใช้ระบบสถาปนา เข้าทำนองหนามยอกเอาหนามบ่ง สร้างพระโพธิสัตต์ขึ้นมาพระองค์หนึ่ง เรียกว่า พระหัยครีวโพธิสัตต์ หรือเรียกกันง่ายๆว่า กวนอิมหัวม้า

    ในสมัยที่เป็นเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์นั้น ม้าแฝดคู่นี้เป็นสัญญลักษณ์แห่งความเมตตา กรุณาและความดีงาม เนื่องด้วยมีอิทธิฤทธิ์มากมาย สามารถทำให้คนตาบอดกลับกลายเป็นคนมีนัยน์ตาปกติ คนเป็นหมันสามารถมีบุตรได้ โคถึกสามารถให้นมแก่ลูกได้ ไม้ผุสามารถออกดอกได้

    เพื่อให้แนวคิดในการโปรดสรรพสัตว์ในห้วงทุกข์ ได้รับการต้อนรับมากยิ่งขึ้น จึงก่อให้เกิดรูปลักษณ์อย่างมหาบุรุษขึ้นที่อินเดียก่อน จากนั้นในเมืองจีน ราวๆคริสตศตวรรษที่ 5 กวนอิมจึงค่อยๆขยับฐานะจากม้ามารับสถานภาพของบุรุษเพศครั้งแรก รูปลักษณ์ของใบหน้าซึ่งมีหนวดในการบ่งบอกเพศอย่างชัดเจน จากนั้นจึงเริ่มแปรพักตร์เป็นชายใบหน้าอิ่มเอิบ และฉายแววของความกรุณาปราณีผ่านทางแววตาเพียงเล็กน้อย แม้บางลักษณะจะดูกลืนกันไประหว่างเพศหญิงและเพศชายก็ตามที แต่กระนั้นกวนอิมก็ยังคงรูปแบบของอณูแห่งความเป็นชายมากกว่า จนเมื่อคริสตศตวรรษที่ 8 ภาพลักษณ์ของผู้หญิงเพิ่งจะปรากฏออกมาให้เห็น

    ในระยะ 200 ปีนี้ ต้องยอมรับในความพยายามของศาสนาพุทธฝ่ายมหายานที่ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อมิให้กลืนหายไปกับลัทธเต๋า ข้างฝ่ายลัทธิเต๋านั้น ก็มีเทพฝ่ายหญิงเหมือนกัน และที่ได้รับความนิยมและศรัทธามากคือ พระมารดาราชินีแห่งทิศตะวันตก สี หวาง มู เหตุที่บัญญัติทิศตะวันตกเช่นเดียวกับพระอมิตภพุทธเจ้าและกวนอิมโพธิสัตต์ เพราะชาวจีนเชื่อว่า เป็นทิศแห่งสรวงสวรรค์ (สุขาวดี) ที่คนตายจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
    กวนอิมในสถานภาพของเพศหญิงขึ้นมาเพื่อรองรับความจำเป็นทางวัฒนธรรมของชุมชน และต้องการลดกระแสของเพศชายซึ่งมีอำนาจสูงสุดมาแต่เดิม


    ทุกศาสนาล้วนแต่มีเทวนารีด้วยกันทั้งสิ้น ศาสนาคริสต์มีการบูชาพระนางมาเรีย มารดาของพระเยซูคริสต์ ศาสนาพุทธฝ่ายมหายานสร้างพระแม่กวนอิม ศาสนายิวมีพระนางโซเฟีย หรือแม้แต่ฮินดูเองก็เกิดลัทธิบูชาศักติชายาของมหาเทพขึ้น แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจของฝ่ายชายได้เต็มร้อย แต่ก็ทำให้เกิดมุมมองและวัฒนธรรมทางศาสนาอย่างใหม่ และขยายตัวอย่างกว้างขวาง

    หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ภาพลักษณ์ภายนอกระหว่างพระนางมาเรียกับกวนอิมในเพศหญิง ( ปางกวนอิมชุดขาวอุ้มบุตร ) , เทพธิดาไอซีสกับเทพบุตร , พระนางอุมาอุ้มพระคเณศ เหล่านี้ต่างกันแต่ผู้แสดงนำเท่านั้น แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ย่อมไม่แตกต่างกัน เพราะนั่นคือการถ่ายเททางวัฒนธรรมระหว่างศาสนาซึ่งมีมาแต่โบราณ

    รูปแบบการสร้างรูปเคารพของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตต์มหาสัตต์ในระยะแรกจนถึงราชวงศ์ถัง ได้สร้างขึ้นด้วยแนวคิดเยี่ยงบุรุษเพศ หลังจากนั้นจึงเริ่มสร้างแนวคิดใหม่ กลายพันธุ์จากชายเป็นหญิง ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกและความเชื่อของประชาชนพื้นบ้านให้ห่างไกลแม่แบบซึ่งมาจากอินเดีย จนอาจจะเรียกได้ว่า กวนอิมในรูปลักษณ์ของสตรีนั้นเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวางที่เมืองจีน และขยายเข้าสู่ประเทศอื่นๆในแถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฯลฯ ทั้งนี้เพราะรูปลักษณ์ของฝ่ายหญิงแทนค่าในเรื่องเมตตากรุณาได้มากกว่า ในขณะที่รูปลักษณ์อย่างชายนั้น สะท้อนในเรื่องคุณธรรมมากกว่าความเมตตา

    ที่ธิเบต แม้ว่าทางด้านภูมิศาสตร์แล้ว จะใกล้เคียงอินเดียและจีน แต่พระโพธิสัตต์ก็นิยมสร้างอย่างเพศมหาบุรุษ และบางรูปลักษณ์นั้นมีรูปลักษณ์น่าสะพรึงกลัว ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของประเทศธิเบตที่เคยมีความเชื่อเรื่องธรรมชาติ ความเชื่อในเรื่องยักษ์ มาร ภูติ ผี ปีศาจ และอำนาจเร้นลับต่างๆ ซึ่งเป็นอิทธิพลของศาสนาบอนปะที่ธิเบตนับถือกันมาแต่เดิม ก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้าไปเผยแพร่ โดยท่านมหาโยคี คุรุปัทมะสัมภวะ

    พระโพธิสัตต์ในศาสนาพุทธถูกระบุเพศมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ฉะนั้นกฏอันเข้มงวดนี้จึงต้องแทนค่าด้วยความเมตตาและช่วยเหลือให้ประชาชนพ้นทุกข์ จากนั้นจึงวางกุศโลบายอันแยบยลอีกชั้นหนึ่งเพื่อแปลงโฉมกวนอิมโพธิสัตต์ในคราบบุรุษเพศให้เป็นอิสตรี

    กฏอันเข้มงวดยังคงอยู่ แต่สร้างวัฒนธรรมใหม่ หรือใช้กฏที่เลี่ยงได้ กล่าวคือ ในโลกมนุษย์ กวนอิมคือเพศหญิง ในโลกสวรรค์ กวนอิมคือเพศชาย โดยใช้ตำนานและความเชื่อท้องถิ่นเข่ามาอธิบายความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ เทพเจ้าฝ่ายหญิงจะได้รับความนิยมเพียงพระองค์เดียวหาได้ไม่ ดังนั้นจึงเริ่มรวมเอาเทพีท้องถิ่น เข้ามาอยู่ร่วมวงศ์เทวัญ ด้วยการมอบตำแหน่งตามลำดับชั้นลงไปอวโลกิเตศวร มีความหมายอย่างไร

    เนื่องจากพระโพธิสัตต์พระองค์นี้มีชื่อเสียงสูงสุดในประเทศอินเดียมาแต่เดิม และขยายความเชื่อไปยังนานาประเทศในแถบเอเชีย ดังนั้นเรื่องราวของพระองค์จึงได้รับความสนใจจากนักปราชญ์ทางศาสนา โบราณคดี หลายชาติ หลายภาษา ซึ่งแต่ละท่านให้ความหมายของคำว่า อวโลกิเตศวร แตกต่างกันไป

    มหาปณิธานของพระโพธิสัตต์พระองค์นี้ คือ หากยังมีสัตว์โลกตกทุกข์ได้ยาก แม้เพียงคนเดียว จะไม่ขอบรรลุพุทธภูมิ นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติในด้าน พระมหากรุณา

    ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน โพธิสัตต์ หมายถึง ท่านผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

    อวโลกิเตศวร ประกอบขึ้นด้วยคำ 2 คำ คือ อวโลกิตะ หมายถึง ผู้มองมายังเบื้องล่าง และ อิศวร แปลว่า ผู้เป็นใหญ่

    เคอร์น ชาวฮอลันดา - อวโลกิเตศวร แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ที่มองเห็น

    นักปราชญ์ชาวเบลเยี่ยม - พระผู้เป็นเจ้าของสิ่งที่เรามองเห็น , พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเราแลเห็น , พระผู้เป็นเจ้าซึ่งมองดู , พระผู้เป็นเจ้าซึ่งมองลงมาจากเบื้องบน , พระผู้เป็นเจ้าผู้มองดูด้วยความเมตตา

    โธมัส ปราชญ์ชาวอังกฤษ - ผู้ซึ่งได้รับการกล่าวอำลาแล้ว , ผู้ซึ่งถูกมองเห็นเป็นครั้งสุดท้าย

    ลาวา เล่ปุสแซง - ทรงเป็นเจ้าของผู้ที่จากไป และเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ที่กำลังจะตาย

    ซิมเมอร์ ชาวเยอรมัน - อาจแปลได้ว่า สมันตมุข คือ พระพักตร์อยู่ทุกทิศ หรือแลเห็นทั้งหมด , ผู้ที่สามารถบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ คือ อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อใดก็ได้ แต่ทรงปฏิเสธ เนื่องจากความกรุณาสงสารต่อสรรพสัตว์

    ชาวจีน - ผู้พิจารณาเสียง (สวดมนตร์) หรือผู้พิจารณาเสียงของโลก หรือ ผู้ฟังการสวดมนตร์ของโลก ในภาษาสันสกฤต พระโพธิสัตต์พระองค์นี้ยังเรียกอีกพระนามหนึ่งว่า อวโลกิตโลเกศวร ทางจีนนั้น พระภิกษุเหี้ยนจัง ( พระถังซัมจั๋ง ) เรียกเป็นภาษาจีนว่า กวนเซยินเซอไซ , กวนเซอไซ

    นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาบางท่านให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า คำว่า อิศวร นั้น เป็นตำแหน่งที่ติดมากับพระนามอวโลกิตะ เรียกได้ว่า พระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตต์พระองค์เดียวเท่านั้นที่มีตำแหน่งระบุไว้ท้ายพระนาม ในขณะที่พระโพธิสัตต์พระองค์อื่นหามีไม่ นั่นแสดงให้เห็นถึง ความยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตต์พระองค์นี้

    จาก พระอวโลกิเตศวรกวนอิมโพธิสัตต์
    พระพุทธศาสนามหายาน คณะสงฆ์จีนนิกาย


    เชิญรับฟังบทสวด พระโพธิสัตว์กวนอิมได้ที่
    http://www.palungjit.org/buddhism/audio/showthread.php?t=147


    [MUSIC]http://www.palungjit.org/buddhism/audio/attachment.php?attachmentid=377[/MUSIC]



     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 พฤศจิกายน 2005
  2. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,674
    กระทู้เรื่องเด่น:
    123
    ค่าพลัง:
    +63,811
    พระโพธิสัตว์กวนอิมมีบารมีมาก

    ตอนเมื่อ ไม่เกิน 3 ปีที่ผ่านมา ช่วงก่อนเปิดเว็ปพลังจิต
    ผมฝึกกสิน ไฟ อาการ ลม น้ำ ในอีกโลกหนึ่ง
    แล้วมีเทวดาสร้างสถานการจำลองต่างๆให้ฝึก

    พอผมผ่านสถานการต่างๆได้แล้วหรือหลังฝึกจบ

    มีผู้หญิงคนหนึ่งเหาะมาบนที่สูง ใส่ชุดขาวคลุมๆยาวๆ แล้วก็มีคนรอบๆจำไม่ได้ว่ากี่คน ลอยมา พอลอยมาก็มีแสงสว่างจ้า ทอดลงมา ผมเห็นแสงสว่างผมก็เงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วเจอท่าน แล้วผมก็ถามเรื่องอนาคตว่าผมเกิดมาชาติหนี้ผมมีนหน้าที่อะไรบ้าง ท่านก็ทำนายอนาคตไว้แล้วก็จากไป

    ซึ่งผมไม่แน่ใจว่านั่นคือเจ้าแม่กวนอิมรึเปล่าหรือว่าคนอื่น
    ***************************************************************



    หลวงพ่อ บอกว่า พระโพธิสัตว์กวนอิมลาพุทธภูมิเข้าสู่นิพพานแล้ว

    หลวงพ่อ
    " ไม่ต้องตั้ง...ห้อยก็ได้ ใช้ห้อยคอไว้...(หัวเราะ) ก็หาโต๊ะเล็กๆ
    ซิ ม้าเล็กๆ ถ้าตั้งโต๊ะพระพุทธรูป ก็ตั้งให้ต่ำกว่า ขั้นต่ำกว่าไม่เป็นไรนะ
    เพราะท่านกวนอิมจริงๆ เดิมทีเป็น พระโพธิสัตว์ ตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้ห_ิง
    และต่อมานานๆ เข้า ใกล้จะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิ_าณ เอาแค่ใกล้นะ
    บารมีเริ่มเป็นปรมัตถบารมีก็ขอลาพุทธภูมิ เวลานี้เป็นพระอรหันต์ไปนิพพานแล้ว "

    http://www.palungjit.org/board/showthread.php?t=1418

    ******************************************************
    ตอนพระโพธิสัตว์กวนอิมท่านปราถนาพุทธภูมิ ท่านอธิฐาน ในทำนองว่า
    " ถ้าสัตว์ ยังไม่หมดในนรกท่านจะไม่เป็นพระพุทธเจ้า "
    เท่ากับว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ (การที่สัตว์จะหมดในนรกเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ )

    จากคำบอกเล่า พระโพธิสัตว์กวนอิม คือ แม่ศรี
     
  3. วิทย์

    วิทย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    2,037
    ค่าพลัง:
    +8,442
    สาธุ....ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ (นะโม กวนซีอิม ผ่อสัก)
    ปล.ผมก็ปรารถนาพุทธภูมิขอเข้านิพพานเป็นคนสุดท้ายครับ ไม่ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่แต่ความต้องการของผมก็ต้องการเช่นนี้ครับ (สร้างบารมีช่วยตนเองและผู้อื่นไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้เข้านิพพานพร้อมกับทุกๆคนจนหมดครับ)
     
  4. phuang

    phuang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,033
    ค่าพลัง:
    +10,025
    <TABLE borderColorDark=#f3f3f3 width="80%" borderColorLight=#f3f3f3 border=1><TBODY><TR bgColor=#6699ff><TD class=white10bc width="100%">Religion : พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ( พระโพธิสัตว์กวนอิม )</TD></TR><TR><TD style="MARGIN-LEFT: auto; WIDTH: 99%; COLOR: #000000; MARGIN-RIGHT: auto" width="100%" bgColor=#ffffff><CENTER>[​IMG]</CENTER>
    พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (พระกวนอิม) พระโพธิสัตว์องค์สำคัญยิ่งพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือ พระกวนอิม เป็นพระโพธิสัตว์ที่บรรดาพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานเคารพนับถือมากที่สุด ด้วยพระองค์ทรงพระเมตตากรุณาโปรดสัตว์ทั่วทั้งไตรภูมิให้พ้นจากกองทุกข์ เนื่องด้วยพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ทรงมีพระกตัญญู (เมตตากรุณาธิคุณ) คอยปลดเปลื้องความทุกข์ภัยของสัตว์โลกจึงมีพระเนมิตตกนาม (นามที่ได้จากลักษณะและคุณสมบัติ) ตามภาษาจีนเรียกว่า พระกวนอิมพู่สัก แปลว่า พระโพธิสัตว์ที่มีพระกรรณาวธานโลกาศัพท์ หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือ พระโพธิสัตว์ที่เงี่ยหูฟังเสียงโลก ตามคติในมหายานกล่าวว่า เมื่อพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือพระกวนอิมจะเสด็จไปโปรด ท้าวพระ ยามหากษัตริย์ พระองค์ก็แปลงพระองค์เป็นเมธาตินพทรงเครื่องภูษามาลาพระมหากษัตริย์ ถนิมอลังการสง่ากว่าพระมหากษัตริย์องค์นั้น เมื่อพระองค์จะเสด็จไปโปรด พระยายักษ์พระยามาร พระองค์ก็นิรมิต พระองค์มี จตุหัตถ์ (สี่มือ) บางครั้งมีพระสหัสหัตถ์สหัสสเนตร (พันมือพันตา) มีเดโชกาลเป็นที่ขยั้นครั่นคร้าม เมื่อพระองค์เสด็จไปโปรด ท้าวนางพระยาและบรรดาสตรีเพศ พระองค์ก็จำแลงพระองค์เป็นสตรีทรงอิตถีรูป (มีความงามของผู้หญิง) ทรงสมรรถนะเป็นที่น่าวันทนาอภิวันท์ พระองค์ทรงปฏิบัติ พระองค์เช่นนี้ให้เหมาะสมกับกาลเทศศะเพื่อให้ว่าง่ายสอนง่าย
    พระรูปของพระองค์ส่วนมากมักนิยมทำหรือเขียนเป็นพระโพธิสัตว์ผู้หญิง และเป็นพระโพธิสัตว์องค์เดียวเท่านั้นที่บรรดาสตรีจีนทั้งในและนอกประเทศจีนรู้จักและเคารพนับถือมากที่สุด พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือพระกวนอิม ในพระสูตรมีกล่าวว่า ถ้าบุคคลใดจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็ตาม เมื่อระลึกถึงพระองค์ด้วยความเลื่อมใส อ้อนวอนขอให้พระองค์ช่วยเหลือ พระองค์จะแผ่พระเมตตากรุณามาปลดเปลื้องทุกขภัยของผู้นั้นสมประสงค์


    พระกวนอิมโพธิสัตว์ มีเรื่องเล่าแบบจีนว่า พระกวนอิม หรือกวนซีอิม
    เดิมเป็นเจ้าหญิงองค์ที่สามของกษัตริย์โบราณที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระองค์ไม่พอพระทัยที่พระธิดาองค์น้อย มัวหลงงมงายทางพระ จึงตรัสให้พิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ โดยภาวนาให้ต้นไม้ในสวนซึ่งแห้งตามเพราะอากาศกำลังร้อนจัด ให้แตกใบงอกงามขึ้นภายในสามวัน ด้วยความเคร่งและพลังจิตสูง พระธิดาก็สามารถทำได้อย่างมหัศจรรย์พระบิดารับสั่งให้ลับท่อนเหล็กเป็นเข็มเล็ก พระธิดาก็พยายามลับให้ท่อนเหล็กเป็นเข็มได้ดังใจนึก ครั้งถึงวันกำหนดที่เจ้าหญิงจะต้องแต่งงาน พระธิดาหนีออกจากวังพร้อมทั้งปลดปล่อยเชลยที่ต้องถูกทรมานให้พ้นจากที่คุมขังด้วยระหว่างทางได้มีประชาชนที่ถูกกดขี่ก็ติดตามหนีไปด้วย พระธิดาต้องอุ้มเด็กจูงคนแก่ ดูความเรียบร้อยอยู่ตลอดทาง ไม่ช้ากองทหารของพระบิดาก็ไล่ตามมาถึงริมแม่น้ำ และก็บังเกิดมีสะพานข้ามแม่น้ำให้ผู้ลี้ภัยทั้งหมดรอดพ้นอันตรายได้ เชลยศึกและประชาชนเคารพบูชาพระธิดาเป็นเจ้าแม่แห่งความเมตตา
     
  5. soonyata

    soonyata เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    326
    ค่าพลัง:
    +3,674
    ขออนุโมทนาแด่ผู้ที่ระลึกถึงและเอ่ยพระนามแห่งเรา อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
    ขอท่านทั้งหลายจงตั้งมั่นและหมั่นเพียรปฏิบัติตนเพื่อดำเนินรอยตามพระศาสดา ผู้ใดระลึกถึงเราอยู่เป็นนิจ ผู้นั้นย่อมอยู่ในพระเนตรแห่งเรา
     
  6. soonyata

    soonyata เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    326
    ค่าพลัง:
    +3,674
    ขออนุโมทนากับทุกคนค่ะ ท่านมาอนุโมทนาให้ทุกคนที่ระลึกถึงท่านค่ะ
     
  7. artty

    artty เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    662
    ค่าพลัง:
    +2,385
    โมทนา กะเรื่องราวของท่านค่ะ
     
  8. จอมมาร

    จอมมาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    85
    ค่าพลัง:
    +176
    kannon1.jpg
     
  9. วสวัต

    วสวัต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    238
    ค่าพลัง:
    +2,078
    อนุโมทนาด้วยครับ
    ผมอยากแนะนำให้ไปนมัสการ องค์เจ้าแม่กวนอิมหยกขาว ที่เกาะลอยศรีราชานะครับ ท่านงาม มากๆ เลยครับ
     
  10. วสวัต

    วสวัต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    238
    ค่าพลัง:
    +2,078
    แวะเอารูปมาฝากครับ (55 ขอคุณตี๋น้อยมานะครับ)
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 มีนาคม 2006
  11. ลูกหลานหลวงปู่

    ลูกหลานหลวงปู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    551
    ค่าพลัง:
    +3,582
    ขอมอบภาพที่เจ้าแม่กอนอิม ที่คนปฏิบัติธรรมเขาอนุญาติให้เผยแพร่

    โอม มณี ปัทเม ฮุม
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์

    ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    153
    ค่าพลัง:
    +314
    [b-wai](bb-flowerแ[b-wai][b-wai] [b-wai] [b-wai] ที่พี่แป้งบอกมาเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแล้วครับ แล้วครับ เพียงแต่จะเสริมอีกหน่อย ว่าดั้งเดิมนั้นพระอวโลกิเตศวรนั้น ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ว่าชื่อทางภาษาสันกฤตนี่จำไม่ได้(มหายานใช้ภาษาสันกฤตในการบัญญัติพระธรรม) จำได้แต่ภาษาจีนคือ เจี่ยหวบเม้งอยู่ไล้(ภาษาแต้จิ๋ว) หรือเจนฝ่าหมิงหรู่ไหล(ภาษาจีนกลาง)เพียงแต่ว่าในขณะที่ท่านกำลังที่จะได้เข้าสู่พระนิพพานนั้น เสียงร่ำไห้ของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังวนเวียนอยู่ในวัฎำสงสารนั้น ได้ดังมาเข้าในโสตของพระองค์พระองค์จึงหยุดพระทัยที่จะเข้าสู่พระนิพพานนั้น พระองค์จึงทรงตั้งปณิธานใหม่ว่าตราบใดที่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายยังไม่สิ้นสุดจากทะเลทุกข์แห่งโอฆสงสารนั้น ท่านจะไม่ยอมตรัสรู้และปรินิพพานเข้าสู่ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ หลังจากนั้นท่านจึงได้อวตารลงมาเป็นพระอวโลกิเตศวรเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ต่างๆดังที่เราไยนมาว่าได้ทรงอวตารเป็นภาคต่างๆเช่นพันมือพันตา(สหัสหัตถืสหัสเนตร)เป็นต้น ส่วนเรื่องการอวตารเป็นองค์หญิงเมี่ยวเสียง(เมี่ยวซ่าน)นั้น เป็นการเกิดในยุคพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ
     
  13. ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์

    ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    153
    ค่าพลัง:
    +314
    ที่พี่แป้งบอกมานี่เป็นข้อมูลทค่ถูแล้วครับ เพียงแต่จะเสริมอีกหน่อย ว่าดั้งเดิมนั้นพระอวโลกิเตศวรนั้น ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ว่าชื่อทางภาษาสันกฤตนี่จำไม่ได้(มหายานใช้ภาษาสันกฤตในการบัญญัติพระธรรม) จำได้แต่ภาษาจีนคือ เจี่ยหวบเม้งอยู่ไล้(ภาษาแต้จิ๋ว) หรือเจนฝ่าหมิงหรู่ไหล(ภาษาจีนกลาง)เพียงแต่ว่าในขณะที่ท่านกำลังที่จะได้เข้าสู่พระนิพพานนั้น เสียงร่ำไห้ของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังวนเวียนอยู่ในวัฎำสงสารนั้น ได้ดังมาเข้าในโสตของพระองค์พระองค์จึงหยุดพระทัยที่จะเข้าสู่พระนิพพานนั้น พระองค์จึงทรงตั้งปณิธานใหม่ว่าตราบใดที่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายยังไม่สิ้นสุดจากทะเลทุกข์แห่งโอฆสงสารนั้น ท่านจะไม่ยอมตรัสรู้และปรินิพพานเข้าสู่ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ หลังจากนั้นท่านจึงได้อวตารลงมาเป็นพระอวโลกิเตศวรเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ต่างๆดังที่เราไยนมาว่าได้ทรงอวตารเป็นภาคต่างๆเช่นพันมือพันตา(สหัสหัตถืสหัสเนตร)เป็นต้น ส่วนเรื่องการอวตารเป็นองค์หญิงเมี่ยวเสียง(เมี่ยวซ่าน)นั้น เป็นการเกิดในยุคพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ
     
  14. kasin84000

    kasin84000 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +997
    ประวัติทางมหายาน เชื่อมากไม่ได้ เพราะแต่งเติมเยอะเหลือเกิน
    พระแม่กวนอิม คือ องค์พระแม่พรรณวดีศรีโสภาคย์
    ท่านแม่ได้ลาพุทธภูมิเข้าพระนิพพานนานแล้วครับ
    [b-wai]
     
  15. ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์

    ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    153
    ค่าพลัง:
    +314
    ใครเหรอครับพระแม่พรรณวดีศรีโสภาคย์ มาจากคัมภีร์ไหนเหรอครับ
     
  16. ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์

    ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    153
    ค่าพลัง:
    +314
    ใครเหรอครับพระแม่พรรณวดีศรีโสภาคย์ มาจากคัมภีร์ไหนเหรอครับ
     
  17. kasin84000

    kasin84000 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +997
    ถ้าถามแบบนี้ บอกไม่ได้อ่ะครับ
    เสี่ยงต่อการปรามาสท่านมากๆ
     
  18. Toniz

    Toniz เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    321
    ค่าพลัง:
    +2,065
    อนุโมทนาครับ
    ด้วยความรัก ด้วยความศรัทธา ด้วยความเทิดทูน พระแม่กวนอิม
     
  19. กรเกตุ

    กรเกตุ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กันยายน 2005
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +61
    ท่านเข้าพระนิพพานแล้วแน่นอนครับ
     
  20. ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์

    ชุติพนธ์ แจ่มอุลิตรัตน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    153
    ค่าพลัง:
    +314
    อืม ในประวัติศาสาตร์พุทธศาสนาในอินเดียพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ทรงพระวรกายเป็นชายครับ เพิ่งมีการเปลี่ยนรูปแบบการสร้างรูปเคารพเป็นหญิงในสมัยที่พุทธศาสนาเข้ามาในจีนนี่เอง
     

แชร์หน้านี้

Loading...